๑๙

ฝ่ายปังอี้ครั้นกำจัดฮวนจ๋งกับพวกโจรหนีไปจากเมืองเตียงอั๋น แล้วเกลี้ยกล่อมราษฎรซึ่งแตกหนีออกอยู่ป่าให้กลับเข้ามาอยู่ตามภูมิลำเนาแต่ก่อน พอมีผู้มาว่าเตียวหองเจ้าเมืองจกกูนกับแพท้วงเกลี้ยกล่อมได้ทแกล้วทหารเป็นอันมากจะยกกองทัพมาตีเมืองเตียงอั๋น ปังอี้ได้แจ้งความดังนั้น จึงจัดทหารสิบหมื่นยกทัพออกจากเมืองเตียงอั๋นไปตามทางเมืองจกกูน

ฝ่ายเอียนหงิมขณะที่ฮวนจ๋งเสียเมืองแก่ปังอี้ครั้งก่อน เอียนหงิมหนีออกอยู่ป่า รวบรวมพวกโจรได้ห้าหมื่นเศษ เอียนหงิมตั้งตัวเป็นเจ้าชื่อบู๊อันอ๋อง ครั้นสืบรู้ว่าปังอี้ยกทัพไปเมืองจกกูน เอียนหงิมพาพวกโจรเข้าตีเมืองเตียงอั๋นได้ ไล่ฆ่าฟันทหารปังอี้ซึ่งอยู่รักษาเมืองแตกหนีไปแล้ว เข้าตั้งมั่นรักษาเมืองอยู่ ฝ่ายปังอี้ยกทัพมาถึงปลายแดนเมืองจกกูน ให้ตั้งค่ายพักทแกล้วทหารมีกำลัง ตั้งเกลี้ยกล่อมหัวเมืองขึ้นเมืองจกกูนมาเข้าด้วยเป็นหลายเมือง รวบรวมเสบียงอาหารเข้าไว้ในค่ายเป็นอันมาก แล้วปังอี้พาทหารยกไปตีเมืองจกกูน

ฝ่ายเตียวหองเจ้าเมืองจกกูนรู้ว่าปังอี้ยกทัพเหยียบแดนเข้ามาก็โกรธ จึงจัดทหารสิบหมื่นยกออกจากเมืองจกกูนถึงตำบลแห่งหนึ่ง พอพบกองทัพปังอี้สวนทางมา เตียวหองจึงขับม้าพาทหารเข้าตีกลางแปลง ทหารสองฝ่ายถ้อยทีโห่ร้องพุ่งซัดศัสตราวุธยิงเกาทัณฑ์รบกันเป็นตะลุมบอนมิได้แพ้ชนะกัน พอเวลาพลบค่ำลง ปังอี้ให้ตั้งค่ายรายขวากหนามทหารรักษาค่าย ทัพทั้งสองฝ่ายตั้งมั่นประชิดกันอยู่ ฝ่ายนายทหารซึ่งปังอี้ให้อยู่รักษาเมืองเตียงอั๋น ครั้นแตกหนีเอียนหงิมออกจากเมืองตามกองทัพปังอี้ไปถึงค่าย จึงเข้าไปคำนับบอกความซึ่งเสียเมืองแก่เอียนหงิมให้ปังอี้ฟังทุกประการ ปังอี้ได้ฟังดังนั้นตกใจนัก จึงล่าทัพถอยหนีออกจากค่ายในเวลากลางคืน ฝ่ายเตียวหองได้ท่วงทีขับทหารไล่ติดตามกองทัพปังอี้ไปจนสิ้นแดนแล้วกลับเข้าเมืองจกกูน

ฝ่ายปังอี้ล่าทัพถอยมาถึงตำบลเสียงหลิม พอเวลารุ่งเช้าจึงให้ตั้งค่ายพักทหารอยู่ ฝ่ายพวกโจรทหารเอียนหงิมออกมารักษาด่าน รู้ว่ากองทัพปังอี้ยกกลับมา ต่างคนขึ้นม้ารีบเข้าไปเมืองเตียงอั๋นแจ้งความแก่เอียนหงิม

ฝ่ายเอียนหงิมแจ้งว่าปังอี้ยกกลับมา จึงจัดพวกโจรทหารเป็นกระบวนทัพ ให้เตียวก๋ำกับยิมเหลงเป็นทัพหน้า เอียนหงิมเป็นทัพหลวง ยกออกจากเมืองเตียงอั๋นไปตามทางเสียงหลิม

ฝ่ายปังอี้ตั้งพักทหารซึ่งอิดโรยมาให้มีกำลัง แล้วยกทัพออกจากค่ายเสียงหลิมจะไปตีเมืองหลวง พอพบกองทัพสวนทางมารู้ว่าเป็นกองทัพเอียนหงิม ปังอี้ขับม้าเข้าไปร้องด่าเอียนหงิมว่า ฮวนจ๋งผู้นายของตัวก็พ่ายแพ้ฝีมือกู ซึ่งตัวเองบังอาจใจยกมาครั้งนี้เหมือนดังไก่เถื่อนขันสู้กับพญาหงส์ดูไม่ควร จงลงจากม้าทิ้งอาวุธเสียมาคำนับกูโดยดีจึงจะพ้นความตาย เอียนหงิมได้ยินก็โกรธ ชักม้าพาเตียวก๋ำกับยิมเหลงรำทวนออกรบกับปังอี้ได้สิบเพลง เอียนหงิมเสียทีปังอี้เงื้อง้าวจะฟัน เตียวกํ้าถลันเข้ารับรบกับปังอี้ได้สามเพลง เห็นปังอี้มีกำลังมากจะต่อสู้มิได้ชักม้าหนี ยิมเหลงขับม้ารำทวนสวนเข้ารบป้องกันเตียวกํ้าไว้ได้สามเพลงทวน ปังอี้รุกรบบุกบั่นด้วยกำลังฝีมือเข้มแข็ง ร้องเร่งทหารให้แซงโอบขึ้นไปทั้งซ้ายขวา เอียมหงิมกับสองนายทหารเห็นต้านทานมิได้จึงพาทหารแตกหนี ทหารปังอี้ได้ทีติดตามฆ่าฟันพวกเอียนหงิมล้มตายเป็นอันมาก พอเวลาค่ำลงปังอี้ตีม้าล่อกลับทหารเข้าค่าย

ฝ่ายเอียนหงิมขับม้าหนีไปถึงตำบลบ้านเตียงก๋อง พอเตียวก๋ำกับยิมเหลงตามมาทัน จึงหยุดม้ารวบรวมทหารได้สองหมื่นเศษยกไปอยู่เมืองเจียดก๋วน

ฝ่ายปังอี้ครั้นเวลารุ่งเช้าจึงสั่งทหารม้าใช้ว่า เอียนหงิมแตกทัพเสียทีหนีไปเป็นเวลากลางคืน ครั้นจะติดตามซ้ำเติมก็เกรงจะต้องกลศึกเกลือกจะเสียที ท่านจงเร่งไปสืบให้รู้ว่าเอียนหงิมไปตั้งอยู่แห่งใดเป็นแน่แล้วกลับมา เราจะแต่งกองทัพยกไปจับเอียนหงิมให้จงได้ โจรผู้ร้ายจึงจะระงับ ทหารม้าใช้คำนับลาขึ้นม้าไปสืบได้ข่าวว่าเอียนหงิมไปอยู่เมืองเจียดก๋วน จึงกลับมาแจ้งความแก่ปังอี้ทุกประการ ปังอี้สั่งเตงหัวกับอีของสองนายคุมทหารห้าหมื่นยกไปล้อมจับตัวเอียนหงิม เตงหัวกับอีของคำนับลาแบ่งทหารเป็นสองทัพยกไปล้อมเมืองเจียดก๋วน ฝ่ายเอียนหงิมรู้ว่ากองทัพตามมาถึง จึงจัดทหารสองหมื่นยกออกไปตั้งอยู่หน้าเมืองหมายจะรบป้องกันเมืองไว้

ฝ่ายเตงหัวกับอีของเห็นดังนั้น จึงขับม้าพาทหารเข้าตีกระหนาบ เอียนหงิมแบ่งทหารรบกับอีของ ยิมเหลงแยกทหารตั้งมั่นประจันรบกับเตงหัว ทั้งสี่นายถ้อยทีมีฝีมือเข้มแข็งชำนาญเพลงอาวุธรับรองป้องปัดกันว่องไว ยิมเหลงกำลังน้อยปัดป้องอาวุธไม่ทัน เตงหัวฟันด้วยง้าวถูกยิมเหลงคอขาดตกม้าตาย ทหารเตงหัวต่างคนโห่ร้องรุกรบฆ่าฟันทหารยิมเหลงแตกหนีเป็นอลหม่าน เอียนหงิมตั้งมั่นประจันรบกับอีของอยู่ เห็นทหารแตกระส่ำระสายจึงขับม้ารบฝ่าทหารหนีซุกซ่อนไปแดนเมืองน่ำเอี๋ยง บรรดาพวกโจรซึ่งตกอยู่ในที่ล้อมกลัวความตาย ร้องขอชีวิตยอมเข้าด้วยเตงหัวเป็นอันมาก

ฝ่ายโซสินเจ้าเมืองเจียดก๋วนรู้ว่าเอียนหงิมพวกโจรพ่ายแพ้แก่เตงหัวอีของนายทหารปังอี้ โซสินดีใจนัก จึงจัดสิ่งของกับทหารแปดพันออกมาคำนับยอมเข้าด้วยเตงหัว เตงหัวกับอีของจึงยกกองทัพเข้าเมืองเจียดก๋วน จัดแจงราษฎรให้ราบคาบแล้ว สองนายปรึกษากันว่าเอียนหงิมหนีไปครั้งนี้มีทหารไปประมาณสองร้อยเศษ เห็นจะไปอาศัยอยู่แดนเมืองน่ำเอี๋ยงเป็นมั่นคง ทุกวันนี้แดนเมืองน่ำเอี๋ยงนั้นข้าวแพง ราษฎรอาศัยเลี้ยงชีวิตด้วยรากไม้และเผือกมัน เอียนหงิมอดอยากอาหารอยู่มิได้ คงออกมาอาศัยเมืองเจียดก๋วน เราคอยสอดแนมจับตัวต่อภายหลังจะได้โดยง่าย สองนายปรึกษาเห็นชอบพร้อมกันแล้วจึงแต่งหนังสือบอกข้อราชการใช้ทหารไปแจ้งความแก่ปังอี้ ณ ค่ายเสียงหลิม ฝ่ายปังอี้รู้ว่าเอียนหงิมนายโจรหนีไป ครั้นจะยกทัพติดตามเสบียงอาหารในกองทัพซึ่งจะจ่ายทหารนั้นขัดสน จึงแต่งหนังสือบอกข้อราชการให้ทหารม้าใช้ไปเมืองลกเอี๋ยง

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จออกว่าราชการ ขุนนางเฝ้าพร้อมกันตามตำแหน่ง พอขุนนางพนักงานนำทหารม้าใช้ปังอี้เข้ามาเฝ้าทูลความตามหนังสือบอกทุกประการ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้แจ้งว่ากองทัพปังอี้ขัดสนเสบียงอาหาร จะทำการปราบโจรสืบไปมิได้ จึงสั่งเตียวของให้คุมเสบียงอาหารไปส่งกองทัพปังอี้ เตียวของได้รับสั่งแล้วออกมาให้ทหารขนข้าวสารบรรทุกเกวียนร้อยเศษ ออกจากเมืองลกเอี๋ยงไปตามระยะทางถึงตำบลเสียงหลิม ให้หยุดกองลำเลียงไว้นอกค่าย

ฝ่ายปังอี้รู้ว่ากองลำเลียงเมืองลกเอี๋ยงมาถึงมีใจยินดีนัก จึงออกไปรับเตียวของเข้าค่ายทั้งสองถ้อยทีคำนับกัน เตียวของจึงตอบว่า พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทราบความว่าท่านยกกองทัพเที่ยวปราบโจรมาถึงแดนเมืองน่ำเอี๋ยงขัดเสบียงอาหาร จึงมีรับสั่งใช้ข้าพเจ้าบรรทุกข้าวสารร้อยเกวียนเศษมาให้ท่านแจกจ่ายทหาร จะได้เป็นกำลังทำการปราบโจรผู้ร้ายสืบไป ปังอี้จึงว่าบรรดาขุนนางซึ่งพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ตั้งแต่งไปเป็นเจ้าเมืองแต่ก่อน ครั้นพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ดับสูญแล้ว ต่างคนตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าแข็งเมืองอยู่เป็นหลายตำบล พวกโจรผู้ร้ายกำเริบขึ้นทุกแห่ง ข้าพเจ้ามุ่งหมายจะปราบผู้ซึ่งเป็นเสี้ยนหนามศัตรูแผ่นดินให้ราบคาบ การยังไม่สำเร็จพอขาดเสบียงอาหารลง ทหารทั้งปวงอดอยากอิดโรยกำลัง ข้าพเจ้ามีความวิตกนัก เหมือนดังตัวตกอยู่ในที่มืดจะคิดการสืบไปมิได้จึงมาตั้งมั่นอยู่ พอท่านนำเสบียงอาหารมาให้ครั้งนี้ ข้าพเจ้ายินดีเหมือนดังท่านชักนำออกจากที่มืดได้เห็นแสงพระจันทร์พระอาทิตย์ ปังอี้จึงให้แจกจ่ายเสบียงอาหารให้ทหารในกองทัพซึ่งอดอยากค่อยมีกำลังรื่นเริงขึ้นทุกหมวดทุกกอง แล้วยกเข้าเมืองเตียงอั๋น พวกโจรซึ่งตั้งซ่องสุมอยู่ป่า ปังอี้เที่ยวตีจับเอานายโจรฆ่าเสีย ผู้ซึ่งพาพรรคพวกเข้ามายอมเข้าด้วยโดยดี ปังอี้สั่งให้เตียวหองคุมตัวเข้าไปเฝ้า มีหนังสือบอกข้อราชการไปกราบทูลแก่พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทุกครั้งมิได้ขาด

ฝ่ายถือไก๋ทราบความว่า ซึ่งเจ้าเมืองแต่ครั้งพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ตั้งแต่งไว้ ตั้งแข็งเมืองไม่มาอ่อนน้อมยอมสามิภักดิ์ ต่างคนตั้งตัวเป็นเจ้าขึ้นเป็นหลายตำบล ถือไก๋มีความวิตกนักจึงคิดว่า พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้โปรดชุบเลี้ยงเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ชอบทำการสนองพระเดชพระคุณจึงจะควร อยู่วันหนึ่งถือไก๋เข้าไปเฝ้าพร้อมกับขุนนางทั้งปวง พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ตรัสปรึกษาด้วยการแผ่นดิน ถือไก๋ได้ท่วงทีจึงทูลว่าราชการในเมืองเตียงอั๋นนั้น ปังอี้ไปปราบโจรผู้ร้ายราบคาบแล้ว แต่ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าแพท้วงซึ่งเป็นเจ้าเมืองฮูเอี๋ยง ตั้งตัวแข็งเมืองอยู่ตำบลหนึ่ง เตียวหองแข็งเมืองจกกูนตำบลหนึ่ง ฮูเบ๋งแข็งเมืองเจ๋ตำบลหนึ่ง บรรดาขุนนางซึ่งได้เป็นเจ้าเมืองครั้งพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้นั้นตั้งแข็งเมืองอยู่เป็นหลายตำบล ข้าพเจ้าจะขอไปปราบหัวเมืองซึ่งมิได้อ่อนน้อมให้มายอมสามิภักดิ์ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจึงจะอยู่เย็นเป็นสุข พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ฟังจึงตรัสสรรเสริญถือไก๋ว่าท่านมีนํ้าใจภักดีโดยสุจริต คิดช่วยเราปราบศัตรูแผ่นดินทั้งนี้ควรที่จะเป็นขุนนางผู้ใหญ่ จงคุมทหารห้าหมื่นไปเกณฑ์ทหารหัวเมืองรายทางเข้าบรรจบทัพยกไปกำจัดผู้ซึ่งตั้งแข็งเมือง จัดแจงให้ราษฎรซึ่งระส่ำระสายเข้ามาตั้งบ้านเรือนเหมือนแต่ก่อน ถือไก๋รับสั่งแล้วออกมาจัดทหารพร้อมแล้วยกออกจากเมืองลกเอี๋ยง พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จไปส่งกองทัพนอกเมืองแล้วกลับเข้าพระราชวัง

ฝ่ายถือไก๋ยกทัพไปเกณฑ์ทหารหัวเมืองรายทางเข้าสมทบทัพนับทหารได้สิบหมื่น ยกเหยียบแดนเมืองฮูเอี๋ยงตีหัวเมืองรายทางแตกเข้าไป ตั้งค่ายมั่นห่างเมืองฮูเอี๋ยงประมาณทางห้าร้อยเส้นเศษ ฝ่ายแพท้วงเจ้าเมืองฮูเอี๋ยงรู้ว่าถือไก๋ทหารพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ยกทัพมา จึงจัดทหารห้าหมื่นยกออกจากเมืองฮูเอี๋ยง พอถือไก๋ยกกองทัพออกจากค่ายทัพทั้งสองฝ่ายพบกันกลางทาง แพท้วงขับทหารออกรบรุกเข้าไป ถือไก๋จึงโบกธงแยกปีกหลีกออกข้างทางตามซ้ายขวา แพท้วงขับม้าพาทหารรบรุกบุกบั่นเข้าไปถึงหน้าทัพถือไก๋

ฝ่ายถือไก๋ได้ทีตีกลองรบโบกธงสัญญาเร่งกองซ้ายขวาตีกระหนาบ ถือไก๋ให้ทหารรบประจันหน้าไว้ ฝ่ายแพท้วงถลำเข้าไปตกอยู่ในศึกกระหนาบ จึงแบ่งทหารรบประจันหน้าไว้เป็นสามด้าน เห็นทหารต้องอาวุธล้มตายเบาบางลงจะถอยทัพกลับคืนเข้าเมืองไม่ทัน จึงขับม้ารำทวนเข้ารบกับถือไก๋ได้สามเพลง ต้านทานกำลังถือไก๋มิได้ แพท้วงกับแพทองผู้น้องขับม้ารบฝ่าทหารหนีเข้าป่า ถือไก๋ให้ทหารไล่ติดตามฆ่าฟันทหารแพท้วงตายประมาณพันเศษ ที่เหลือตายแตกหนีเข้าป่าดงเป็นอันมาก พอเวลาพลบค่ำลง ถือไก๋ให้ตีม้าล่อพาทหารกลับเข้าค่าย ฝ่ายแพท้วงแตกทัพเสียทีหนีถือไก๋มาถึงตำบลหนึ่งมิได้เห็นกองทัพติดตาม จึงหยุดรวบรวมทหารได้สามพันเศษยกหนีไปแดนเมืองยงเหนา

ฝ่ายเล่าแก๋เจ้าเมืองเอียงเขงกับเตียวจุ๋นเจ้าเมืองเอียวเขง รู้ข่าวว่าถือไก๋ขุนนางผู้ใหญ่ในพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ยกทัพมาทำศึกกับแพท้วงเจ้าเมืองฮูเอี๋ยง เล่าแก๋กับเตียวจุ๋นจึงจัดกองทัพยกไปสมทบทัพถือไก๋ตั้งค่ายรายระยะกันเป็นสามค่าย ฝ่ายแพท้วงไปถึงแดนเมืองยงเหนาคิดพยาบาทถือไก๋ยิ่งนัก จึงเข้าไปหาเจ้าเมืองยงเหนาซึ่งรู้จักเคยอาศัยกันมาแต่ก่อน จึงวานทหารเมืองยงเหนาได้สิบหมื่นยกกลับมาตั้งกองทัพซุ่มไว้กลางป่า หมายจะคิดกลศึกล่อลวงจับถือไก๋แก้แค้น แพท้วงจึงบอกแก่ทหารยงเหนาว่า เราจะออกรบล่อให้ถือไก๋ถลำเข้ามา ท่านจงล้อมจับตัวให้ได้ เราจะให้เงินทองตามสมควร แพท้วงจึงพาทหารห้าพันยกไปถึงหน้าค่าย ให้ทหารร้องว่าหยาบช้าหมายจะให้ถือไก๋โกรธ ฝ่ายถือไก๋กับเล่าแก๋เตียวจุ๋นรู้ว่าแพท้วงยกทัพกลับมา ทั้งสามนายจึงแต่งตัวขึ้นม้าพาทหารออกจากค่าย

ฝ่ายแพท้วงจึงขับม้ารำทวนเข้ารบกับถือไก๋ แล้วทำชักม้าห่างออกไปเป็นทีหนีล่อให้ไล่ ถือไก๋ได้ทีน้าวเกาทัณฑ์ยิงไปถูกท้ายกำด้นแพท้วงตกม้าตาย เล่าแก๋ขับม้าสวนเข้าไปตัดศีรษะแพท้วง

ฝ่ายแพทองผู้น้องเห็นพี่ชายตายมีความโกรธนัก ชักม้ารำทวนเข้ารบกับถือไก๋ได้สามเพลง ถือไก๋เอาง้าวฟาดด้วยกำลังถูกทวนแพทองพลัดตกจากมือ ถือไก๋ฉวยคว้าจับตัวแพทองได้ จึงสั่งให้ทหารเลวมัดมาเข้าค่าย

ฝ่ายทหารกองซุ่มครั้นรู้ว่าแพท้วงตายแล้วจึงพากันเลิกทัพกลับไปเมืองยงเหนา ฝ่ายถือไก๋ครั้นมีชัยชนะจึงพาเล่าแก๋กับเตียวจุ๋นยกทัพเข้าเมืองฮูเอี๋ยงจัดแจงราษฎรราบคาบแล้ว ถือไก๋จึงปรึกษาเล่าแก๋กับเตียวจุ๋นว่า ราชการเมืองฮูเอี๋ยงนี้ก็สำเร็จแล้ว ข้าพเจ้าคิดจะยกทัพไปตีเมืองจกกูนท่านจะเห็นประการใด เล่าแก๋จึงว่าเมืองจกกูนข้าวปลาอาหารบริบูรณ์นัก ถ้าท่านตีได้เมืองจกกูนเป็นที่มั่นแล้วแต่งกองทัพไปปราบหัวเมืองทั้งปวงเห็นจะได้โดยสะดวก ถือไก๋ได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านว่าสมกับความคิดข้าพเจ้า ถือไก๋จึงให้เตียวจุ๋นคุมทหารห้าหมื่นเป็นทัพหน้า เล่าแก๋คุมทหารห้าหมื่นเป็นทัพเกียกกาย ถือไก๋คุมทหารสิบหมื่นเป็นทัพหนุน ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าเป็นวันฤกษ์ดี ยกกองทัพออกจากเมืองฮูเอี๋ยงไปตามทางเมืองจกกูน

ฝ่ายเตียวหองครั้นปังอี้ล่าทัพไปแล้ว คิดเกรงปังอี้จะยกทัพกลับมา จึงตรวจเตรียมทแกล้วทหารพร้อมหมายจะรับทัพปังอี้ พอชาวด่านเข้ามาบอกว่า ถือไก๋ทหารพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ยกทัพเหยียบแดนเข้ามา เตียวหองจึงยกทัพออกจากเมืองจกกูน พอพบทัพสวนทางมาทหารทั้งสองฝ่ายรอกันอยู่ เตียวหองจึงขับม้าฝ่าทหารขึ้นไปร้องว่า ผู้ใดเป็นนายทัพกำกับทหารบังอาจใจล่วงด่านเหยียบแดนเรามาไม่กลัวความตาย เร่งออกมาต่อสู้ฝีมือกันให้ถึงแพ้และชนะ เตียวจุ๋นได้ยินดังนั้นจึงร้องโต้ตอบว่า ตัวเราชื่อเตียวจุ๋นเป็นทหารพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ ผู้มีบุญญาธิการปราบเสี้ยนศัตรูหมู่ร้ายให้ราบคาบ จะบำรุงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ตัวท่านมิได้ไปอ่อนน้อมยอมสามิภักดิ์ ตั้งแข็งเมืองอยู่ดูดังมังกรขันสู้กับพระยานาคอันมีฤทธิ์ เร่งลงจากม้ายอมเข้าด้วยเราโดยดีจึงจะพ้นจากความตาย เตียวหองจึงตอบว่าเราได้ยินคำโบราณว่า ห้าร้อยปีจะมีผู้มีบุญมาบำรุงแผ่นดินองค์หนึ่ง ครั้งเมื่อพระเจ้าฮั่นโกโจแต่ก่อนทำศึกกับฌ้อปาอ๋องผู้มีกำลังเปรียบดังจะถอนภูเขาได้ หัวเมืองทั้งปวงเกรงกลัวอำนาจ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องทำศึกห้าปีแพ้แก่พระเจ้าฮั่นโกโจ พระเจ้าฮั่นโกโจได้เป็นเจ้าแผ่นดินสืบเชื้อพระวงศ์มาช้านาน บัดนี้สิ้นเชื้อพระวงศ์ผู้มีบุญแล้วเราจะรับบำรุงแผ่นดินสืบไป ตัวท่านเป็นคนโฉดเขลาไปเข้าด้วยเล่าสิ้วบุนซก ซึ่งเป็นปีศาจสำคัญว่าเป็นผู้มีบุญ แล้วกลับว่ากล่าวหยาบช้าเราอีกเล่า อันตัวเล่าสิ้วบุนซกทุกวันนี้เหมือนดังกวางอันตกอยู่ในที่ล้อม หารู้ว่าจะตายด้วยเกาทัณฑ์ของผู้ใดไม่ เตียวจุ๋นได้ยินถ้อยคำหยาบช้าโกรธนัก ชักม้าพาทหารเข้าตีทัพเตียวหอง ทหารทั้งสองฝ่ายรบพุ่งกันเป็นสามารถ

ฝ่ายถือไก๋กับเล่าแก๋จึงขับทหารตีกระหนาบเข้าไปทั้งสองข้าง เตียวหองเห็นทหารวงหุ้มเข้ามารอบตัวจะถอยทัพกลับไปมิได้ จึงขับม้าเข้ารบกับเตียวจุ๋นได้ยี่สิบเพลงทวน ทหารเท้าม้าเตียวจุ๋นน้าวเกาทัณฑ์ยิงถูกม้าเตียวหองเซไป เตียวจุ๋นฟันซ้ำด้วยง้าว เตียวหองเอาทวนรับทวนพลัดมือตกลง เตียวจุ๋นขับม้าเคียงเข้าจับตัวเตียวหองส่งให้ทหารเลวมัดไว้ พวกทหารเตียวหองมิได้สู้รบ ถือไก๋กับเล่าแก๋ให้ทหารจับเป็นไว้เป็นอันมาก ครั้นมีชัยชนะแล้วถือไก๋ตีม้าล่อประชุมทหาร เตียวจุ๋นจึงมัดเตียวหองมาให้แก่ถือไก๋ ถือไก๋จึงสั่งทหารจะให้เอาเตียวหองไปฆ่าเสีย เตียวหองได้ยินตกใจนัก จึงบอกแก่ถือไก๋ว่าข้าพเจ้ามีของวิเศษสำหรับตัวมาคือศิลาขาว ภายในศิลาขาวมีตราหยกสำหรับกษัตริย์จะยกให้แก่ท่านแลกเปลี่ยนชีวิตข้าพเจ้า เตียวหองจึงแก้ศิลาขาวออกจากรัดประคตส่งให้ถือไก๋ ถือไก๋จึงให้ทหารผ่าศิลาแตกออกเป็นสองชีก เตียวหองมิได้เห็นตราหยกตกใจนัก กลัวถือไก๋จะฆ่าเสีย จึงบอกความแต่หลังให้ฟังว่า ครั้งเมื่ออองมังได้ราชสมบัติในเมืองหลวงให้ข้าพเจ้ามาเป็นเจ้าเมืองจกกูน ครั้นอองมังดับสูญแล้ว พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ได้ราชสมบัติ พราหมณ์คนหนึ่งเอาศิลาขาวอันนี้หุ้มด้วยแพรสีต่างกันเข้ามาให้ข้าพเจ้า แล้วว่าข้าพเจ้าจะมีบุญ ภายในศิลามีตราหยกสำหรับกษัตริย์ ข้าพเจ้าสำคัญว่าตัวจะมีบุญสมดังคำพราหมณ์ผู้ถือไสยศาสตร์ทำนายไว้ จึงตั้งแข็งเมืองอยู่มิได้ไปสามิภักดิ์เพราะเชื่อคำพราหมณ์ล่อลวง โทษข้าพเจ้าผิดถึงตายขอท่านได้กรุณาไว้ชีวิตครั้งหนึ่ง จะขอเป็นแต่ทหารเลวอยู่ในกองทัพรับทำการอาสากว่าจะสิ้นชีวิต ซึ่งจะคิดทำความชั่วเหมือนหนหลังหามิได้ ถือไก๋กับเตียวจุ๋นนายทหารทั้งปวงได้ยินดังนั้นปรึกษากัน เห็นว่าเตียวหองสารภาพรับผิดยอมสามิภักดิ์ จึงแก้มัดเตียวหองแล้วเชิญให้ขึ้นนั่งที่สมควร เตียวหองรอดพ้นความตายดีใจนัก จึงคำนับเชิญถือไก๋กับเตียวจุ๋นนายทัพนายกองเข้าเมือง ถือไก๋ให้กำชับทหารทั้งปวงมิให้ข่มเหงราษฎรชาวเมือง แล้วให้แต่งโต๊ะเลี้ยงนายทัพนายกองเป็นที่สบาย

ฝ่ายกองซุนสุด ขณะเมื่อพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ครองสมบัติอยู่ ณ เมืองเตียงอั๋นนั้น ตั้งให้กองซุนสุดมาเป็นเจ้าเมืองเซงโต๋ ครั้นพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ดับสูญแล้ว กองซุนสุดตั้งเกลี้ยกล่อมทแกล้วทหารตั้งตัวขึ้นเป็นเซงเต้ หัวเมืองฝ่ายตะวันตกยอมเข้าด้วยเป็นอันมาก

ฝ่ายหวยหงอขณะเมื่อเป็นขุนนางอยู่ในเมืองเตียงอั๋นคบคิดกันกับเซียงงาง ขุนนางห้าคนคิดกบฏต่อพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ครั้งก่อนนั้น หวยหงอหนีพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้มาตั้งอยู่เมืองยงอิวเกลี้ยกล่อมผู้มีสติปัญญาคิดจะตั้งตัวเป็นเจ้าอยู่มิได้ขาด

ฝ่ายม้าอ้วนตั้งแต่ไปช่วยพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทำลายป้ายกิบูป้า ครั้นเมื่อพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทำศึกกำจัดอองมังมีชัยชนะกลับมาเมือง ครั้นแจ้งว่าพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้เป็นเจ้าแผ่นดินตั้งเมืองหลวงอยู่เมืองลกเอี๋ยง กองซุนสุดตั้งตัวเป็นเซงเต้อยู่เมืองเซงโต๋ หวยหงอตั้งตัวเป็นเจ้าอยู่เมืองยงอิว ม้าอ้วนจึงคิดว่าหวยหงอกับกองซุนสุดได้เป็นเพื่อนเล่นเห็นกันมาแต่น้อย บัดนี้ต่างคนไปตั้งตัวเป็นใหญ่จำจะไปหา ถ้ามีสติปัญญาคิดการรอบคอบควรจะเป็นที่พึ่งได้จะไปอยู่ด้วย แม้นเห็นว่าจะตั้งตัวทำการใหญ่ไปมิสำเร็จ จึงจะว่ากล่าวชักชวนไปพึ่งบุญพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ต่อภายหลัง ม้าอ้วนคิดแล้วแต่งตัวขึ้นม้าพาทหารซึ่งเป็นพรรคพวกไปเมืองยงอิว บอกให้นายประตูเข้าไปแจ้งความแก่หวยหงอ ฝ่ายหวยหงอรู้ว่าม้าอ้วนมาก็ดีใจนัก จึงออกไปเชิญม้าอ้วนเข้าเมืองขึ้นนั่งที่สูงเสมอกันทั้งสองคำนับตามธรรมเนียม หวยหงอจึงว่าตั้งแต่แผ่นดินเกิดศึก เรากับท่านพลัดจากบ้านเมืองมาช้านานพึ่งได้พบกัน อันแผ่นดินทุกวันนี้ผู้ซึ่งมีพรรคพวกมากต่างคนตั้งตัวเป็นเจ้าอยู่เป็นหลายตำบล ฝ่ายทิศตะวันออกพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ ทิศตะวันตกกองซุนสุดตั้งตัวขึ้นเป็นเซงเต้ เรามาอยู่เมืองนี้ทแกล้วทหารน้อยตัวนักหมายจะพึ่งผู้ใดคิดไปมิตลอด ม้าอ้วนจึงว่าผู้ซึ่งตั้งตัวเป็นใหญ่ในแผ่นดินทุกวันนี้ มีผู้สรรเสริญแต่พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้นั้นว่ามีสติปัญญาลึกซึ้งหาผู้เสมอมิได้ ทแกล้วทหารผู้ซึ่งมีฝีมือเข้มแข็งชำนาญในการสงครามเข้าพึ่งอยู่เป็นอันมาก แต่กองซุนสุดนั้นจะมีสติปัญญาตื้นลึกประการใดข้าพเจ้ามิได้รู้ หวยหงอจึงว่ากองซุนสุดก็เป็นเพื่อนรักกันกับท่านมาแต่ก่อน ท่านจงไปอยู่เมืองเซงโต๋ดูการทั้งปวง ถ้าเห็นว่ากองซุนสุดจะเป็นที่พึ่งได้โดยแท้ จงกลับมาพาเราไปเข้าพึ่งบุญกองซุนสุด ม้าอ้วนรับคำลาออกมาขึ้นม้าออกจากเมืองยงอิวไปตามระยะทางเมืองเซงโต๋

ฝ่ายกองซุนสุดเซงเต้ผู้ครองเมืองเซงโต๋ ครั้นเวลาเช้าออกขุนนางปรึกษาราชการแผ่นดิน พอขุนนางซึ่งได้กำกับรักษาประตูเข้ามาแจ้งความว่าม้าอ้วนจะเข้ามาเฝ้า กองซุนสุดจึงให้ขุนนางออกไปรับเข้ามานั่งที่สมควรแล้วปราศรัยว่าท่านกับเรารู้จักกันมาแต่ก่อน ตั้งแต่แผ่นดินเกิดจลาจลต่างคนต่างพลัดพรากจากบ้านเก่า เรามาตั้งอยู่เมืองนี้ค่อยมีความสุข แต่สืบหาตัวท่านอยู่มิได้รู้ว่าไปอยู่แห่งใด ใจเรามัวหมองเหมือนเปลวประทีปจะใกล้ดับ ซึ่งท่านอุตส่าห์เดินทางไกลมาถึงเราวันนี้ เรามีใจผ่องแผ้วเหมือนดังประทีปอันมีแสงสว่าง จะได้เป็นที่ปรึกษาคิดการแผ่นดินสืบไป ม้าอ้วนจึงว่าแต่ข้าพเจ้าจากท่านมาช้านานมิได้แจ้งข่าว พึ่งสืบรู้ว่าท่านได้เป็นใหญ่ฝ่ายหัวเมืองตะวันตก ข้าพเจ้าจึงอุตส่าห์เดินทางกันดารมาหมายจะพึ่งบุญ ซึ่งท่านมีใจคิดถึงข้าพเจ้าว่าเป็นคนเก่ามาแต่ก่อนนั้น พระคุณหาที่สุดมิได้ กองซุนสุดได้ฟังยินดีนัก จึงจัดสิ่งของเสื้อผ้าเงินทองให้แก่ม้าอ้วนแล้วสั่งขุนนางให้จัดแจงกงก๋วนเป็นที่อาศัย ให้ม้าอ้วนนุ่งห่มแต่งตัวตามตำแหน่งขุนนางเข้าเฝ้าพร้อมด้วยขุนนางทั้งปวง กองซุนสุดสั่งแล้วเข้าสู่ที่ข้างใน ขุนนางทั้งปวงต่างคนไปบ้าน

ฝ่ายม้าอ้วนอาศัยอยู่กงก๋วนเป็นหลายวัน คบเพื่อนขุนนางพูดจาไถ่ถามรู้การทั้งปวงในเมืองเซงโต๋ เห็นว่ากองซุนสุดสติปัญญาอ่อนจะตั้งตัวเป็นใหญ่ไม่ตลอด ม้าอ้วนคิดจะหนีกองซุนสุดอยู่มิได้ขาด อยู่วันหนึ่งเวลาเย็นกองซุนสุดขึ้นทรงรถ ขุนนางแลทหารตั้งเป็นกระบวนแห่หน้าหลังเหมือนดังพระมหากษัตริย์มีที่เสด็จไปประทับเก๋งใหญ่ ซึ่งทำไว้สำหรับคำนับบูชาชื่อบิดามารดาจารึกในตึกนั้น ครั้นคำนับบวงสรวงแล้วออกมานั่งนอกตึก จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า ม้าอ้วนเป็นคนเก่าของเรามาแต่ก่อน บัดนี้รู้ว่าเราได้เป็นเจ้าจึงได้มาพึ่ง ควรที่จะให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่บังคับทหารมีราชการศึกสงครามจะได้ใช้ต่างใจต่างตาสืบไป ว่าแล้วขึ้นรถกลับเข้าวัง ขุนนางทั้งปวงจึงมาที่กงก๋วน เข้าไปบอกความแก่ม้าอ้วนทุกประการ ม้าอ้วนจึงว่าทุกวันนี้แผ่นดินเกิดยุคเข็ญ ผู้มีสติปัญญาย่อมแสวงหาผู้มีบุญญาธิการเป็นที่พึ่ง เราพิเคราะห์ดูกองซุนสุดซึ่งตั้งตัวเป็นเจ้านั้น เหมือนดังท่อนไม้อันจำหลักเป็นรูปเจว็ดตั้งอยู่ ณ ศาลเทพารักษ์ ถึงมาตรว่าผู้มีสติปัญญาจะมาภักดีพึ่งมิได้ ด้วยไม่รู้จักการที่จะทำนุบำรุงให้มีนํ้าใจสามิภักดิ์โดยสุจริต ขุนนางทั้งปวงได้ยินม้าอ้วนว่าดังนั้น มิได้ไถ่ถามโต้ตอบประการใด พอเวลาค่ำลงพากันลาม้าอ้วนไปบ้าน ม้าอ้วนจึงจัดแจงแต่งตัวนุ่งห่มเสื้อผ้าเก่า เอาเสื้อผ้าสิ่งของที่กองซุนสุดให้นั้นกองไว้ในห้องกงก๋วน ครั้นเวลาดึกประมาณสามยามเศษ ขึ้นม้าพาทหารคนสนิทออกจากกงก๋วนไปถึงประตูเมือง พอรุ่งเช้าประตูเปิดแล้วขับม้าพาทหารไปเมืองยงอิวจึงเข้าไปหาหวยหงอ

ฝ่ายหวยหงอเห็นม้าอ้วนกลับมาจึงจูงมือขึ้นนั่งที่สมควร แล้วถามว่าท่านไปอยู่เมืองเซงโต๋ช้านานหลายเดือน กองซุนสุดจัดแจงการเลี้ยงทแกล้วทหารสติปัญญาลึกซึ้งเห็นจะพึ่งได้หรือประการใด ม้าอ้วนจึงว่าข้าพเจ้าไปอยู่เมืองเซงโต๋ พิเคราะห์ดูสติปัญญากองซุนสุดคิดการรวนเรเหมือนดังเต่าตกอยู่ในบ่อนํ้า จะเอาเป็นที่พำนักอาศัยมิได้ ซึ่งท่านจะหาที่พึ่งให้เป็นแก่นสารนั้น ข้าพเจ้าเห็นแต่พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ผู้มีบุญญาธิการ ทั้งสติปัญญาลึกซึ้งโอบอ้อมอารีรักทแกล้วทหาร ผู้มีสติปัญญายอมเข้าพึ่งด้วยเป็นอันมาก หวยหงอจึงว่าถ้าท่านเห็นว่าพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้มีบุญจะเป็นที่พึ่งได้แล้ว เราก็จะยอมเป็นเมืองขึ้นพึ่งบุญพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้สืบไป ขอท่านจงกรุณานำหนังสือซึ่งเรายอมสามิภักดิ์ไปเฝ้ากราบทูลให้ทราบ ถ้าโปรดประการใดแล้วจงกลับมาบอก หวยหงอจึงเขียนหนังสือส่งให้ม้าอ้วน ม้าอ้วนคำนับลามาขึ้นม้าพาทหารออกจากเมืองยงอิวไปเมืองลกเอี๋ยง

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จออกว่าราชการ ขุนนางผู้น้อยผู้ใหญ่เฝ้าพร้อมตามตำแหน่ง พอขุนนางพนักงานซึ่งได้รักษาประตูกราบทูลว่าม้าอ้วนจะเข้ามาเฝ้า จึงมีรับสั่งให้หาตัวม้าอ้วนเข้ามาตรัสถามว่า เราได้ยินกิตติศัพท์เล่าลือมาว่าท่านไปอยู่ด้วยเซงเต้ซึ่งเป็นเจ้าฝ่ายตะวันตกนั้นจริงหรือประการใด ม้าอ้วนคำนับแล้วทูลว่า เป็นประเพณีผู้ซึ่งเป็นข้าแผ่นดินย่อมสืบแสวงหาผู้ซึ่งมีบุญญาธิการเป็นที่พึ่ง เปรียบเหมือนนกน้อยอันอาศัยต้นไม้ใหญ่ทำรังหวังจะพ้นภัยอันตราย ถ้าต้นไม้ต้นใดเป็นที่พึ่งมิได้ นกนั้นก็บินเร่เตร่ไปอาศัยร่มไม้อื่นอันบริบูรณ์ด้วยกิ่งและใบได้อยู่เย็นเป็นสุข พระมหากษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการตั้งพระทัยจะบำรุงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินไว้พระเกียรติยศ ก็ย่อมเลือกชัดจัดหาผู้มีใจสัตย์ซื่อมั่นคงชุบเลี้ยงเป็นขุนนางตามสมควร แต่ข้าพเจ้าเที่ยวไปดูผู้ซึ่งตั้งตัวเป็นเจ้าหลายเมือง จนถึงเมืองเซงโต๋ที่กองซุนสุดตั้งตัวเป็นเซงเต้นั้น กิตติศัพท์ซึ่งเลื่องลือเกียรติยศจะฟุ้งเฟื่องปรากฏเหมือนพระองค์หามิได้ ข้าพเจ้าจึงไปชวนหวยหงอซึ่งตั้งแข็งเมืองยงอิวอยู่ ให้มาอ่อนน้อมยอมสามิภักดิ์ต่อพระองค์ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นจึงตรัสว่า หวยหงอคนนี้เป็นขุนนางในเมืองเตียงอั๋น คิดกบฏหนีพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ไปตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองยงอิว กับกองซุนสุดเป็นเพื่อนชอบอัชฌาสัยกันมาแต่ก่อน ซึ่งท่านว่าหวยหงอยอมเข้าด้วยเรานั้น เรายังสงสัยอยู่เกรงเกลือกจะไม่ยอมโดยสุจริต แต่ตัวท่านนี้เป็นสานุศิษย์อาจารย์เงียมจูเหลง ครั้งเราทำศึกกำจัดอองมังนั้นท่านมาช่วยทำลายอาวุธกิบูป้าอันทำด้วยมนต์ไสยศาสตร์ เรามีชัยชนะความชอบท่านเป็นอันมาก จงยกครอบครัวย้ายมาอยู่ด้วยเราในเมืองหลวง เราจะตั้งให้เป็นขุนนางตามสมควร พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้พระราชทานเสื้อผ้าเงินทองเป็นอันมาก แล้วรับสั่งให้ไปอาศัยอยู่ ณ ที่กงก๋วน ม้าอ้วนรับพระราชทานสิ่งของแล้ว พอเสด็จขึ้นจึงออกมาอาศัยอยู่ ณ กงก๋วนเป็นผาสุก เวลาเสด็จออกว่าราชการ ม้าอ้วนเข้าไปเฝ้ามิได้ขาด ครั้น ณ ปีฉลูม้าอ้วนจึงทูลลาพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ออกจากเมืองลกเอี๋ยงไปรับบุตรภรรยาและสมัครพรรคพวกซึ่งอยู่ในแดนเมืองเซงโต๋นั้น ยกครอบครัวมาถึงเมืองยงอิว พอเวลาพลบค่ำลงจึงหยุดอยู่แต่นอกเมือง บอกให้นายประตูไปแจ้งความแก่หวยหงอ

ฝ่ายหวยหงอรู้ว่าม้าอ้วนมาถึง จึงออกไปรับม้าอ้วนเข้าเมืองเชิญให้ที่นั่งสมควร ม้าอ้วนจึงสรรเสริญเกียรติยศพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ให้หวยหงอฟังแล้วว่า บัดนี้รับสั่งให้ข้าพเจ้าอพยพครอบครัวเข้าไปอยู่เมืองหลวง หวยหงอจึงว่าข้าพเจ้าอยู่เมืองนี้เป็นทางไกลกันดาร ซึ่งจะไปเมืองหลวงนั้นยากนัก จะขอฝากแต่บุตรไปเป็นข้าเฝ้าแทนตัวข้าพเจ้า หวยหงอจึงให้ยกโต๊ะมาตั้งเชิญม้าอ้วนเสพสุรา แล้วเรียกหงอจุนผู้บุตรมาคำนับฝากตัวกับม้าอ้วน ม้าอ้วนกินโต๊ะเสพสุราสนทนากันกับหวยหงอแต่ค่ำจนเวลาดึก ครั้นรุ่งเช้า ม้าอ้วนจึงพาหงอจุนลาหวยหงอยกครอบครัวไปเมืองลกเอี๋ยง ม้าอ้วนจึงพาหงอจุนเข้าไปเฝ้าทูลถวายบุตรหวยหงอให้เป็นข้าเฝ้า พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้แจ้งว่าม้าอ้วนยกครอบครัวมาจึงตรัสว่า ที่ตำบลใดชอบอัชฌาสัย ท่านจงจัดแจงตั้งบ้านเรือนอยู่ตามสมควร ม้าอ้วนจึงทูลว่าตัวข้าพเจ้านี้พวกเพื่อนมาก จะขอไปอยู่บ้าน ณ ตำบลเสียมหลิม เป็นต้นทางร่วมเพื่อนรักมิตรสหายซึ่งเป็นชาวป่าจะได้ไปมาอาศัย พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงตรัสพระราชทานที่เสียมหลิมให้ม้าอ้วนแล้วเสด็จขึ้น ม้าอ้วนจึงไปตั้งบ้านอยู่เสียมหลิม ให้แผ้วถางทำไร่นาเป็นผาสุก บรรดาราษฎรซึ่งหนีออกป่าดงเป็นโจรผู้ร้ายอยู่แต่ก่อน พากันเข้ามาตั้งบ้านเรือนทำไร่นาอยู่ด้วยม้าอ้วนเป็นอันมาก

ฝ่ายถือไก๋ครั้นจัดแจงราษฎรชาวเมืองจกกูนราบคาบแล้ว จึงแต่งหนังสือบอกข้อราชการให้ม้าใช้ถือไปเมืองลกเอี๋ยง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ