ฝ่ายอองมังครั้นได้ครองราชสมบัติในเมืองหลวงสารพัดบริบูรณ์ทุกสิ่ง ยิ่งมีใจโลภมากขึ้น อยู่มาวันหนึ่งอองมังออกขุนนางจึงปรึกษาไต้สุมาโซเหี้ยนว่า เราได้ดูหนังสือตำรับบนที่ที่มีมาแต่ครั้งพระเจ้าซำอ๋องกษัตริย์สามองค์ แผ่นดินพระเจ้าหงอเต้กษัตริย์ห้าองค์ ตั้งแต่งเป็นกฎหมายสำหรับแผ่นดินไว้ว่า ที่นาราษฎรทำมาหากินนั้น ให้ขุนนางผู้เป็นกรมนารังวัดนาสิบไร่ ให้ยกเอาเป็นของหลวงไร่หนึ่ง ขุดบ่อสำหรับขังน้ำให้ไว้แก่ราษฎรผู้ทำนาสิบไร่มีบ่อหนึ่ง เป็นกำหนดกฎหมายมาฉะนี้ เห็นว่าผลเมล็ดข้าวเปลือกที่จะได้เป็นส่วนของหลวงนั้นน้อยนัก เราคิดว่าจะแปลงกฎหมายใหม่ ราษฎรทำสี่ไร่ให้ยกเอาเมล็ดข้าวขึ้นฉางหลวงไร่หนึ่ง ยกให้ราษฎรผู้ทำนั้นแต่สามไร่ท่านจะเห็นว่าประการใด ไต้สุมาโซเหี้ยนเห็นชอบคำนับแล้วตอบว่า ซึ่งกฎหมายตั้งแต่งไว้สำหรับใช้ในแผ่นดินซำอ๋องหงอเต้แต่ก่อน บัดนี้แผ่นดินเป็นของท่าน ซึ่งท่านจะจัดแจงแปลงกฎหมายสำหรับแผ่นดินนั้น ชอบด้วยอย่างธรรมเนียมกษัตริย์ หาผู้ใดจะขัดขวางได้ไม่ อองมังจึงให้แปลงกฎหมายแจกไปแก่หัวเมืองทั้งปวง ให้ราษฎรทำนาสี่ไร่คิดเอาเป็นหลวงไร่หนึ่ง ตามผู้มีเนื้อนามากแลน้อย

ฝ่ายราษฎรทั้งปวงต้องเร่งรัดข้าวเปลือกขึ้นฉางหลวง ที่ทำนาได้ผลน้อยได้ความทุกข์ยาก จะขายที่เนื้อนาก็กลัวอาญาอองมังจะเอาโทษ ต่างคนอพยพทิ้งที่บ้านเรือนหนีเข้าป่า เร้นซ่อนอยู่ในซอกห้วยธารเขาเป็นอันมาก ฝ่ายอองมังว่าราชการเมืองหลวงได้สามปี ครั้น ณ ปีมะแมอองมังคิดจะใคร่ได้อาณาเขตให้กว้างขวาง จึงประชุมขุนนางพร้อมกันเกณฑ์กองทัพจะไปตีเมืองยงเหนา มีขุนนางคนหนึ่งชื่อเงียมอิ๋วจึงห้ามอองมังว่า เมืองยงเหนานั้นทแกล้วทหารเป็นอันมาก หาผู้ใดจะล่วงแดนไปย่ำยีได้ไม่ ข้าพเจ้าได้ดูหนังสือเรื่องจดหมายเหตุ แต่ครั้งพระเจ้าบุนอ๋องมีบุญญาธิการมาก ได้ไปรบชนะยงเหนาครั้งหนึ่ง แผ่นดินพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้นั้น ปราบหกเมืองใหญ่ได้ก็ยังเกรงเจ้าเมืองยงเหนาจะเข้ามาเหยียบแดน จึงให้ก่อกำแพงกั้นชาวเมืองข้างต่อแดนยงเหนาไว้ จนไพร่พลเมืองล้มตายเป็นอันมาก ครั้นแผ่นดินฮั่นบู๊เต้เกณฑ์ทหารมีฝีมือกล้าแข็งแต่งเป็นกองโจร เข้าซุ่มทัพตีเมืองยงเหนา เมืองยงเหนากลับยกทัพเหยียบแดนเข้ามา ฮั่นบู๊เต้แต่งทหารออกขัดกันแดนไว้ถึงสามสิบปีเศษ ไพร่พลเมืองได้ความลำบาก ครั้นอยู่มาพระเจ้าฮั่นบู๊เต้ จัดทหารผู้มีสติปัญญาชำนาญในการกลศึกเป็นแม่ทัพยกไป คิดอุบายล่อลวงจับยงเหนาได้ พระเจ้าฮั่นบู๊เต้ให้ปล่อยตัวยงเหนาคืนไปเมือง ยงเหนาจึงมิได้ยกมาย่ำยีเมืองหลวงว่างศึกมาคุ้มเท่าทุกวันนี้ ครั้งนี้ท่านพึ่งได้ครองราชสมบัติใหม่ ทั้งทแกล้วทหารที่มีฝีมือกล้าแข็งและผู้มีสติปัญญาก็เบาบาง ทั้งข้าวปลาอาหารก็หาบริบูรณ์เหมือนอย่างแต่ก่อนไม่ ซึ่งท่านจะให้ยกกองทัพไปตีเมืองยงเหนาครั้งนี้ ข้าพเจ้าคิดวิตกนัก อองมังไม่ฟังเงียมอิ๋วห้าม จึงสั่งให้อองสิมเป็นแม่ทัพหลวง ซุยฮุยเป็นแม่ทัพหน้า อองอิบกับอองขิมเป็นปีกซ้ายขวา คุมทหารห้าหมื่นยกออกจากเมืองหลวงเดินทัพไปหลายวัน ถึงปลายแดนเมืองยงเหนา อองสิมให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ปลายด่าน ฝ่ายชาวด่านยงเหนาซึ่งตรวจตระเวนรักษาด่านสืบรู้ว่ากองทัพทหารอองมังยกมา จึงเข้าไปหาขุนนางผู้ใหญ่ให้พาเฝ้าแจ้งความแก่เซียนอูอ๋องเจ้าเมืองยงเหนาทุกประการ เซียนอูอ๋องจึงสั่งให้เกณฑ์ทหารสิบหมื่นยกจากเมืองยงเหนามาถึงค่ายซุยฮุยจึงให้รอทหารไว้

ฝ่ายซุยฮุยรู้ว่ากองทัพเมืองยงเหนายกมาถึง จึงแต่งตัวใส่เสื้อเกราะใส่หมวกหุ้มเงินขึ้นขี่ม้าพาทหารออกมายืนหน้าค่าย แล้วร้องเรียกให้เจ้าเมืองยงเหนาออกมาต่อสู้ดูฝีมือกันกับเราโดยเร็ว ฝ่ายเซียนอูอ๋องได้ยินดังนั้น จึงถือทวนขับม้าฝ่าทหารขึ้นมายืนอยู่หน้าทหารแล้วร้องตอบซุยฮุยว่า ตัวเป็นแต่ทหารอ้ายอองมัง อองมังนายมึงเป็นคนอกตัญญูไม่คิดถึงคุณพระเจ้าเปงเต้ซึ่งชุบเลี้ยง กลับชิงเอาสมบัติพระเจ้าเปงเต้อีกเล่า หนึ่งเมืองห้ำเอี๋ยงแต่ก่อนก็เคยมีหนังสือไปมาหากูเป็นทางไมตรีมิได้ย่ำยีแก่เมืองกู อองมังนายมึงเป็นกบฏบังอาจใจให้มึงยกทัพมาว่ากล่าวหยาบช้าจะต่อสู้กู จะจับตัวมึงให้ได้ในสามเพลงทวนจะแก้แค้นแทนพระเจ้าเปงเต้ให้จงได้ ซุยฮุยจึงตอบว่าท่านเป็นเจ้าเมืองปลายแดนไม่รู้จักเราผู้มีฝีมือดี ถึงท่านจะว่ากล่าวหยาบช้าประการใด เราไม่ถือด้วยความกรุณา ท่านจงลงจากม้าทิ้งอาวุธเสียมาคำนับเราโดยดี แล้วเร่งถอยทัพกลับไปเมืองท่านจะรอดชีวิตอยู่ ซึ่งจะมาต่อสู่ฝีมือเรานั้นเหมือนหนึ่งจะเอาเลือดคอมาล้างคมอาวุธเราเสียมั่นคง เซียนอูอ๋องได้ฟังดังนั้นยิ่งโกรธนัก จึงชักม้าเข้ารบเอาทวนแทง ซุยฮุยรำทวนป้องปัดรับไว้ เซียนอูอ๋องรบกับซุยฮุยได้สิบเพลง ซุยฮุยเห็นจะต้านทานกำลังมิได้ชักม้าพาทหารหนี เซียนอูอ๋องได้ทีขับม้าพาทหารไล่บุกติดตามฆ่าฟันทหารซุยฮุยเข้าไปหมายจะจับตัวซุยฮุยมาฆ่าเสีย

ฝ่ายอองอิบอองขิมจึงขับม้าเข้ารบกับเซียนอูอ๋องได้สองเพลงทวนต้านทานมิได้ ต่างคนขับม้าพาทหารหนี ฝ่ายอองสิมแม่ทัพหลวงเห็นทัพหน้าปีกซ้ายขวาแตกมาตกใจนัก จึงชักม้าพาทหารทิ้งค่ายเสียหนีเอาชีวิตรอด เซียนอูอ๋องขับทหารติดตามไล่ฆ่าฟันทหารอองสิมล้มตายเป็นอันมาก ครั้นพ้นแดนยงเหนาแล้ว เซียนอูอ๋องพาทหารกลับมาตั้งค่ายอยู่ ณ ตงหงวนต่อด่านชั้นนอก

ฝ่ายอองสิมพาทหารแตกหนีมาถึงเชิงเขาแห่งหนึ่ง มิได้เห็นกองทัพเซียนอูอ๋องติดตาม จึงให้คนใช้กลับสวนทางไปสืบได้ความว่าทัพยงเหนาตั้งค่ายอยู่ด่านชั้นนอก อองสิมรวบรวมทหารอยู่ พอซุยฮุยอองอิบอองขิมนายทัพนายกองมาพร้อมกันให้ตรวจทหารได้แต่สองหมื่นเศษ จึงให้ตั้งค่ายมั่นไว้ ณ ตำบลเชิงเขา

ฝ่ายเซียนอูอ๋อง ครั้นมีชัยชนะแก่กองทัพเมืองห้ำเอี๋ยงแล้วมีใจประมาท ครั้นเวลาพลบค่ำลง เซียนอูอ๋องกับนายทัพนายกองทั้งปวงกินโต๊ะเสพสุราเมา ต่างคนหลับนอนเสียทั้งนายไพร่ ไม่มีผู้ใดจะนั่งยามกองเพลิงตรวจตรารักษาค่าย ฝ่ายอองสิมเสียทัพแก่เจ้าเมืองยงเหนา ทหารล้มตายถึงสามหมื่นมีใจเจ็บแค้นนัก จึงให้หาซุยฮุยอองอิบอองขิมมาปรึกษาว่า กองทัพเราเสียทีแก่เจ้าเมืองยงเหนาเสียทแกล้วทหารเป็นอันมากฉะนี้ จะคิดการศึกแก้ตัวประการใด ซุยฮุยจึงว่าเจ้าเมืองยงเหนามารบกับกองทัพเราเวลาวันนี้ มีทหารมากกว่าทหารฝ่ายเราประมาณสองเท่า ทั้งตัวเจ้าเมืองยงเหนาก็มีกำลังมากชำนาญในเพลงทวน เจ้าเมืองยงเหนาเข้าบุกบันเอาชัยชนะแล้วกลับไป จะมีใจประมาทว่ากองทัพเราแตกยับเสียกระบวนแล้วหาซ่องสุมคุมกันเข้าได้ไม่ ขอท่านจงแบ่งทหารออกเป็นสี่กองแยกทางไปล้อมค่ายยงเหนา ข้าพเจ้าจะเข้าไปแอบแฝงคอยดูถ้าคนอยู่ในค่ายยงเหนาหลับสิ้นได้ท่วงทีแล้วจะจุดประทัดสัญญาขึ้น ให้ระดมกันเข้าปล้นค่ายทั้งสี่ด้านในเวลากลางคืน ทหารยงเหนามิได้รู้ว่าคนฝ่ายเรามากและน้อย มิทันรู้ตัวต่างคนจะตกใจกลัวความตายแตกหนี ถึงจะมีพลมากก็จะเสียทีแก่เราเป็นมั่นคง อองสิมอองขิมอองอิบได้ฟังซุยฮุยว่าดังนั้น ต่างคนเห็นชอบพร้อมใจกัน ครั้นเวลาเที่ยงคืนอองสิมซุยฮุยอองอิบอองขิมแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนพาทหารออกจากค่าย แยกทางกันเข้าทางน้อยค่อยเล็ดลอดไปถึงตำบลตงหงวน อองสิมเข้าซุ่มทหารประจำค่ายฝ่ายข้างด้านตะวันออก อองอิบอยู่ด้านตะวันตก อองขิมอยู่ด้านใต้ ซุยฮุยเข้าด้านเหนือ ซุยฮุยลงจากม้าแอบแฝงเข้าไปใกล้ค่ายหลวง มิได้เห็นกองเพลิงผู้คนสงัดเงียบสิ้น ซุยฮุยจึงเข้าไปถึงริมค่ายได้ยินเสียงกรนครางหลับนอนอยู่หมดทั้งค่าย ซุยฮุยยินดีนักจึงออกมาขึ้นม้าจุดประทัดสัญญา ทหารทั้งสี่กองก็เข้าระดมพร้อมกันทั้งสี่ด้าน เปิดประตูค่ายเข้าค่าย เข้าไปฟันแทงทหารยงเหนาในค่ายเป็นอลหม่าน ทหารยงเหนาตื่นแตกวิ่งสับสนเสียงร้องอื้ออึง

ฝ่ายเซียนอูอ๋องตื่นขึ้นตกใจ ใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนหนีออกจากประตูค่ายด้านเหนือพบซุยฮุย ซุยฮุยชักม้าเข้ารบกับเซียนอูอ๋อง ฝ่ายทหารซุยฮุยขับกันแยกปีกวงหุ้มเข้ามา เซียนอูอ๋องจะหักออกไปมิได้ ชักม้ารับรองป้องกันรบกับซุยฮุยได้สิบเพลงทวน เห็นทหารซุยฮุยหนุนแน่นเข้ามา จึงชักม้ากลับลงตามทางตะวันออกพบอองสิม อองสิมขับม้าเข้ารบกับเซียนอูอ๋องได้สามสิบเพลงทวน เซียนอูอ๋องรบฝ่าทหารหนีออกได้จากที่ล้อมขับม้ากลับไปเมือง ฝ่ายทหารอองสิม อองขิม อองอิบ ซุยฮุย ต่างคนไล่ฆ่าฟันทหารยงเหนาล้มตายแตกหนีจากค่ายสิ้น พอเวลารุ่งสว่างขึ้นอองสิมก็สั่งให้เก็บเอาสิ่งของเครื่องศัสตราวุธและเสบียงอาหารเป็นอันมาก เลิกทัพกลับไปค่าย

ฝ่ายเซียนอูอ๋องขับม้าหนีไปถึงตำบลงันมึงก๋วน หยุดม้าอยู่รวบรวมทหารที่เหลือตายหนีมาได้ทหารเก้าร้อยเศษ เซียนอูอ๋องเสียใจนักคิดจะไปเกณฑ์ทหารมาแก้แค้นชาวเมืองห้ำเอี๋ยงให้จงได้ จึงขึ้นม้าพาทหารรีบกลับมาเมืองยงเหนา ฝ่ายอองสิมครั้นมีชัยชนะแก่เซียนอูอ๋องมีความยินดีนัก จึงปรึกษาซุยฮุยว่าเซียนอูอ๋องแตกค่ายเสียทีหนีเราครั้งนี้ เราเห็นว่าจะไปเกณฑ์ทหารยกกองทัพกลับมารบแก้ตัวเป็นมั่นคง ซุยฮุยเห็นชอบ อองสิมจึงสั่งทหารให้ไปสอดแนมสืบข่าวกองทัพเมืองยงเหนา ทหารรับคำคำนับลาไปตามสั่ง

ฝ่ายเซียนอูอ๋องครั้นมาถึงเมืองยงเหนา จึงเกณฑ์ทหารยี่สิบหมื่นฝีมือแกล้วกล้า ยกกองทัพกลับมาตั้งค่ายอยู่ ณ ตำบลงันมึงก๋วน เป็นด่านชั้นกลางต่อแดนเมืองห้ำเอี๋ยง ฝ่ายทหารอองสิมมาถึงตำบลตงหงวน แจ้งความชาวบ้านบอกว่าเจ้าเมืองยกกลับมาจึงเข้าไปสืบถึงด่านงันมึงก๋วน เห็นค่ายหลวงเซียนอูอ๋องตั้งอยู่ ผู้คนมากประมาณยี่สิบหมื่นสมกับคำชาวบ้านบอกก็รีบเดินออกมา ขึ้นม้ารีบไปคำนับแจ้งความแก่อองสิมทุกประการ อองสิมได้ฟังดังนั้นจึงให้หาซุยฮุยกับอองขิมมาปรึกษาว่า เซียนอูอ๋องยกกองทัพกลับมามีทหารมากถึงยี่สิบหมื่น ฝ่ายทหารเราก็มีแต่สองหมื่นเศษ จะทำการต่อสู้กับเซียนอูอ๋องสืบไปเห็นเหลือกำลังนัก จำจะล่าทัพถอยกลับไปแจ้งข้อราชการแก่อองมังเสียก่อน ขอทแกล้วทหารเพิ่มเติมขึ้นอีกเห็นพอจะต่อสู้เซียนอูอ๋องได้ จึงจะยกกองทัพกลับมาทำศึกกับเจ้าเมืองยงเหนาสืบไป ซุยฮุยกับนายทัพนายกองเห็นชอบพร้อมกัน อองสิมจึงให้เลิกทัพถอยกลับไปเมืองหลวง พออองมังวันหนึ่งออกขุนนางว่าราชการอยู่ อองสิมจึงพานายทัพนายกองเข้าไปคำนับแจ้งความตามซึ่งเสียทัพ ซุยฮุยคิดอุบายกลับปล้นค่ายเซียนอูอ๋องแตกยับ เจ้าเมืองยงเหนากลับไปเกณฑ์กองทัพเพิ่มเติมมาอีกถึงยี่สิบหมื่น

ฝ่ายทหารมีในกองทัพข้าพเจ้าสองหมื่นเศษ จะตั้งอยู่สู้ทัพใหญ่เห็นจะเสียที จึงถอยทัพกลับมาแจ้งความแก่ท่าน อองมังแจ้งว่าเซียนอูอ๋องเพิ่มทหารจะทำการศึกใหญ่ คิดวิตกกลัวเจ้าเมืองยงเหนาจะยกกองทัพเหยียบแดนเข้ามาย่ำยีตีเอาเมืองหลวง จึงว่าแก่เงียมอิ๋มว่าท่านทัดทานไว้แต่ครั้งก่อนเราไม่เชื่อ ยงเหนาจึงได้กำเริบก่อการศึกใหญ่ ครั้งนี้จะคิดกลอุบายประการใดจึงจะระงับทัพยงเหนาเสีย มิให้เหยียบแดนเข้ามาย่ำยีแก่เมืองเราสืบไป เงียมอิ๋มจึงว่าเซียนอูอ๋องคนนี้ข้าพเจ้าแจ้งความอยู่ว่า น้ำใจโลภทรัพย์เงินทองหาคิดที่จะเอาเขตแดนให้กว้างขวางไม่ ขอท่านจงจัดแจงสิ่งของเครื่องบรรณาการไปให้แก่เจ้าเมืองยงเหนา ใช้ผู้ฉลาดเจรจาไปว่ากล่าวเป็นทางไมตรีเอาดีต่อ เซียนอูอ๋องได้สิ่งของสมความคิดแล้ว เห็นจะยกทัพกลับคืนไปเป็นมั่นคงท่านอย่าวิตกเลย อองมังได้ฟังดังนั้นยินดีนัก จึงให้พนักงานจัดแพรบรรทุกเกวียนร้อยเล่มกับทองคำพันตำลึง จึงแต่งให้อองหองขุนนางนายขันทีผู้ฉลาดพูดจามีอัชฌาสัยคุมเครื่องบรรณาการไปให้แก่เจ้าเมืองยงเหนา อองหองคำนับรับสิ่งของลาออกมาบรรทุกเกวียนร้อยเล่ม ออกจากเมืองหลวงไปตามระยะทาง

ฝ่ายเซียนอูอ๋อง ครั้นยกกองทัพมาตั้งค่ายอยู่ ให้ทหารไปสืบรู้ว่ากองทัพเมืองห้ำเอี๋ยงยกเลิกไป คิดจะใคร่ยกเข้าเหยียบแดนเมืองห้ำเอี๋ยง จึงสั่งให้ยกกองทัพล่วงแดนเข้าไป เซียนอูอ๋องเกรงว่าชาวเมืองห้ำเอี๋ยงจะซุ่มทัพ จึงยับยั้งตั้งค่ายอยู่ ณ ด่านชั้นกลาง ให้ทหารออกเที่ยวสืบดูเป็นหลายทาง คนใช้ไปสืบกลับมาบอกว่า อองมังให้ขุนนางเมืองห้ำเอี๋ยงคุมสิ่งของบรรทุกเกวียนร้อยเล่มจะเข้ามาคำนับท่าน เซียนอูอ๋องจึงขึ้นม้าพานายกองออกยืนม้าอยู่หน้าค่าย ฝ่ายอองหองเห็นดังนั้น จึงให้เรียบเรียงเกวียนร้อยเล่มพร้อมแล้ว หิ้วถุงทองพันตำลึงเข้าไปคำนับเซียนอูอ๋อง เซียนอูอ๋องเห็นหมวกอองหองก็แจ้งว่าเป็นขุนนางขันทีคนสนิทของอองมัง เซียนอูอ๋องจึงถามว่าท่านมาหาเราทั้งนี้จะว่าประการใด อองหองคำนับแล้วทูลว่า อองมังซึ่งเป็นต้นกษัตริย์ใหม่ในเมืองห้ำเอี๋ยงแจ้งข่าวว่าท่านยกทัพจะเข้ามาเหยียบแดน ราษฎรในเมืองหลวงจะเดือดร้อนระส่ำระสาย จะต้องก่อการศึกเคี่ยวฆ่ากันตายทั้งสองฝ่ายหาความสุขมิได้ จึงให้ข้าพเจ้าคุมเกวียนร้อยเล่มเต็มด้วยแพรสีอย่างดีสีต่างกัน กับทองพันตำลึงเป็นบรรณาการมาคำนับ ขอเป็นทางราชไมตรีกับท่านสืบไปเหมือนแต่ก่อน เซียนอูอ๋องได้ฟังดังนั้นเห็นว่าอองมังอ่อนง้อค่อยคลายความพยาบาท จึงตอบว่าอองมังบังอาจให้ทหารยกกองทัพล่วงแดนเข้ามาไม่เกรงเรา เรามีความน้อยใจนัก จึงยกกองทัพมาจะเข้าหักเมืองห้ำเอี๋ยงฆ่าเสียให้สิ้น บัดนี้นายท่านรู้จักโทษตัวกลัวจะพาราษฎรพลอยได้ความเดือดร้อนด้วย ให้ท่านมาว่ากล่าวอ่อนง้อขอสืบทางไมตรี เราไม่พยาบาทจะเลิกทัพกลับคืนไปในเวลาวันนี้ ท่านจงกลับไปแจ้งแก่อองมังอย่าให้มีความวิตกเลย เซียนอูอ๋องจึงสั่งเจ้าพนักงานรับทองของเครื่องบรรณาการ แล้วให้เลิกทัพกลับคืนเข้าเมืองยงเหนา

ฝ่ายอองหองจึงกลับมาแจ้งความตามเซียนอูอ๋องสั่งมาให้อองมังฟังทุกประการ อองมังแจ้งว่าเจ้าเมืองยงเหนาเลิกทัพกลับไปมีใจยินดีนัก จึงให้เลี้ยงโต๊ะอองหอง แล้วปูนบำเหน็จแก่อองหองผู้มีความชอบโดยสมควร ตั้งแต่อองมังให้ไปอ่อนง้อต่อเจ้าเมืองยงเหนาว่างศึกมาหลายปี อองมังยิ่งมีใจโลภทรัพย์สมบัติและมีอาญามากขึ้น ให้เรียกเอากฎหมายอย่างธรรมเนียมแต่ก่อนมาดัดแปลงแต่งใหม่แต่ตามชอบใจ ส่วยสาอากรเคยเรียกมาแต่ก่อนนั้นให้เรียกขึ้นอีกเป็นทวีคูณ กฎหมายปรับโทษผู้ทำผิดควรแต่จำตีมิได้ถึงสาหัสควรภาคทัณฑ์ อองมังให้บังคับปรับโทษถึงริบราชบาตรลงอาญาฆ่าเสีย อองมังกระทำการหยาบช้าผิดอย่างธรรมเนียมแผ่นดิน บังเกิดข้าวแพงฝนแล้งสารพัดผลไม้ร่วงโรยไปไม่อุดมตามฤดูกาลเหมือนแต่ก่อน เกิดโจรผู้ร้ายมากขึ้นทุกหัวเมือง มีนายโจรผู้ใหญ่ตั้งซ่องอยู่ ณ บ้านซินซีแขวงเมืองเกงจิวนั้นสามคน ชื่ออองขังคุมพวกโจรเจ็ดพัน นายหนึ่งชื่ออองหงคุมพวกโจรเจ็ดพันห้าร้อยตั้งซ่องอยู่ ณ แขวงเมืองห้ำเอี๋ยงนั้น นายโจรชื่อม้าบู๊คุมพวกโจรหมื่นเศษ ตั้งซ่องอยู่ ณ แดนเมืองเองฉวน ชื่ออองเสียงหนึ่ง ชื่อเซงตันหนึ่ง คุมพวกโจรนายละแปดพันเศษ และนายโจรทั้งห้าคนมีฝีมือกล้าแข็งนัก ต่างคนคุมพวกโจรเที่ยวปล้นตีชาวบ้าน ไล่ฆ่าฟันเก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของข้าวปลาอาหาร หามีผู้ใดต่อสู้ได้ไม่

ฝ่ายราษฎรและหัวเมืองทั้งปวงได้ความเดือดร้อนนัก บอกหนังสือเข้ามาให้ขุนนางผู้ใหญ่แจ้งความแก่อองมังเนืองๆ ครั้นอยู่มา ณ ปีวอกเดือนสิบสอง อองมังให้ประชุมขุนนางพร้อมกันจึงปรึกษาว่า ตั้งแต่เราได้ราชสมบัติครองเมืองหลวงมาคุ้มเท่าบัดนี้ มีแต่เกิดข้าวแพงฝนแล้งไปไม่ตกตามฤดูกาล สารพัดทุกสิ่งไม่บริบูรณ์เหมือนแต่ก่อน ทั้งโจรผู้ร้ายก็กำเริบชุกชุมขึ้นทุกหัวเมืองทั้งนี้จะมีเหตุประการใด อองหองจึงตอบว่า ซึ่งท่านได้ครองสมบัติครั้งนี้ ยังมิได้กระทำการพิธีบวงสรวงเทพยดาซึ่งรักษาเมืองหลวงตามอย่างกษัตริย์ จึงเผอิญให้แผ่นดินเป็นวิบัติไปต่างๆ อองมังเห็นชอบด้วย จึงสั่งอองขิมไปปลูกศาลกลางเมืองทำเป็นชั้นสูงแปดวาศอก ให้เอาทองหนึ่ง ดินหนึ่ง ไฟหนึ่ง ไม้หนึ่ง ใส่ภาชนะมาตั้งเป็นธาตุทั้งสี่ เอาเลือดสัตว์สองเท้าสี่เท้ากับเลือดปลาเป็นเครื่องกระยาบวงสรวง ให้ทหารแต่งตัวใส่เกราะเขียวหมวกเขียวถือธงแดงร้อยยี่สิบคน ขี่ม้าเขียวตั้งกองประจำทิศตะวันออก จัดทหารร้อยยี่สิบคน เกราะดำหมวกดำถือธงดำทิศตะวันตก ทหารเกราะเหลืองขี่ม้าเหลืองร้อยยี่สิบคนสำหรับประจำอยู่รอบเชิงศาล อองขิมรับคำคำนับลาออกมาปลูกศาล จัดทหารและเครื่องบวงสรวงสำเร็จแล้วกลับไปแจ้งแก่อองมัง อองมังจึงแต่งตัวใส่หมวกตามอย่างกษัตริย์พร้อมด้วยขุนนางตั้งกระบวนแห่ไปถึงที่บวงสรวง อองมังขึ้นศาลชั้นต้นคำนับบวงสรวงดินไม้ไฟทอง แล้วขึ้นไปชั้นกลางบวงสรวงเทพยดาอันรักษาบ้านเมือง แล้วขึ้นไปชั้นบนแหงนหน้าขึ้นแลดูอากาศแล้วร้องว่า ข้าแต่วลาหกเทพยดา กับทั้งพระอาทิตย์พระจันทร์ บรรดาเทพยดาอันอยู่ในอากาศ บัดนี้บ้านเมืองข้าพเจ้าฝนแล้งราษฎรจะทำนามิได้ เกิดโจรผู้ร้ายในแผ่นดินเป็นอันมาก ขอเทพยดาทั้งปวงจงกรุณาช่วยระงับโจรผู้ร้ายให้สูญหาย ให้ฟ้าฝนตกตามฤดูกาล บ้านเมืองจะได้อยู่เย็นเป็นสุขเหมือนแต่ก่อน อองมังผินหน้ามาคำนับทางทิศใต้ ขณะนั้นมีขุนนางคนหนึ่งชื่อโซเสงเป็นจ่ออ๋อยไตเจียงกุ๋น ขุนนางทหารฝ่ายซ้ายครั้งพระเจ้าเปงเต้ โซเสงมีความแค้นพยาบาทคอยจะฆ่าอองมังอยู่มิได้ขาด ครั้นเห็นอองมังออกมาบวงสรวงเทพยดา โซเสงขึ้นม้าถือเกาทัณฑ์ขับม้าฝ่าทหารเข้าไปร้องด่าว่า อ้ายอองมังตัวมึงเป็นกบฏประทุษร้ายชิงเอาสมบัติของพระเจ้าเปงเต้ไปเป็นของตัว ให้แผ่นดินบังเกิดเดือดร้อน กูจะยิงมึงด้วยเกาทัณฑ์ให้ตายเสีย บ้านเมืองจึงจะมีความสุข โซเสงชักลูกเกาทัณฑ์พาดสายหมายจะยิงอองมังด้วยกำลังโกรธ ลูกเกาทัณฑ์ผิดตัวอองมังไปถูกหมวก อองมังตกใจล้มลง เหล่าทหารรักษาองค์ต่างคนพยุงอองมังขึ้น แล้วจับตัวโซเสงจะเอาไปฆ่าเสีย

ฝ่ายอองมังมิได้เป็นอันตราย จึงคิดว่าตัวกูมีบุญญาธิการมาก ถึงมาตรว่าศัตรูจะปองร้ายก็หาทำอันตรายได้ไม่ อองมังห้ามทหารไว้ว่า อ้ายโซเสงมันว่าเราชิงเอาสมบัติเปงเต้ บ้านเมืองเกิดข้าวแพงข้อนี้เป็นความจริง อย่าเพ่อฆ่าโซเสงงดไว้ก่อน โซเสงได้ยินจึงหัวเราะว่า เราหมายจะยิงท่านให้ตาย เดชะบุญของท่านจึงไม่เป็นอันตราย ทหารจับเราไว้ ชีวิตเราตกในเงื้อมมือท่านแล้ว จงฆ่าเราเสียจะขอตายไปตามพระเจ้าเปงเต้เจ้าของเรา อองมังได้ฟังดังนั้นหัวเราะแล้วด่าโซเสงว่า อ้ายขโมยป่ากูหาเกรงฝีมือมึงไม่ ถ้ามึงรักเจ้ามึงอยู่ บรรดาญาติวงศ์เปงเต้เป็นเชื้อฮั่นโกโจนั้นยังเหลืออยู่เป็นอันมาก กูจะให้ธงเป็นสำคัญไปว่าถ้าผู้ใดจะเข้าด้วยมึงก็ให้เอาไปพาญาติวงศ์เจ้านายมึงมาทำการศึกกับกู อองมังจึงจารึกอักษรลงในธงเหลืองเป็นอักษรว่า ฮองเท็ก็ปวนก๊กอังฮั่นโซเสง แปลคำไทยว่าโปรดให้โซเสงเข้าด้วยแซ่ฮั่นเป็นกบฏ อองมังส่งธงให้โซเสงกับม้าขาวตัวหนึ่ง โซเสงรับธงขึ้นขี่ม้าฝ่าออกมากลางทหาร จึงโบกธงร้องว่าอองมังสั่งให้เราไปเข้าด้วยแซ่ฮั่นซึ่งเป็นเชื้อวงศ์พระเจ้าเปงเต้ ผู้ใดจะสมัครมาเข้าด้วยจงมา เราจะพาไปหาเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเปงเต้ซึ่งอยู่ในเมืองห้ำเอี๋ยง ถ้ากลัวอาญาจะอยู่ด้วยอองมังอย่าตามเรามาเลย

ฝ่ายทหารทั้งปวงได้ยินดังนั้นต่างคนดีใจลุกแล่นติดตามไปเข้าด้วยโซเสงเป็นอันมาก โซเหี้ยนเห็นทหารทั้งปวงอื้ออึงตามโซเสงไปประมาณสองส่วน ทหารที่สมัครอยู่ด้วยอองมังประมาณส่วนหนึ่ง จึงว่าแก่อองมังซึ่งท่านปล่อยตัวโซเสงไปทั้งนี้มิชอบ ทหารทั้งปวงพากันกำเริบใจนัก ข้าพเจ้าจะขอเอาโซเสงมาฆ่าเสีย อองมังว่าเราได้จารึกอักษรให้โซเสงไปแล้ว จะกลับคืนคำสั่งให้จับโซเสงมาเล่า ขุนนางทั้งปวงจะนินทาได้ไม่ควร อองมังลงจากศาลบวงสรวงกลับเข้าวัง อยู่วันหนึ่งอองมังออกขุนนาง มีชายคนหนึ่งเข้าไปแจ้งว่าชาวเมืองร้องบอกว่านกใหญ่ตัวหนึ่งสูงเจ็ดศอกเศษ มาจับอยู่ที่พื้นแผ่นดินนอกประตูเมืองข้างทิศใต้ มีนกน้อยจับล้อมอยู่เป็นอันมาก คนทั้งปวงบรรดาที่ไปดูหารู้เป็นนกอันใดไม่ อองมังได้ฟังดังนั้น จึงชวนขุนนางทั้งปวงออกไปนอกประตูเมือง เห็นนกใหญ่มีปากแดงจักษุทั้งสองเหมือนตาคน ได้ยินเสียงนกร้องซัวะๆ แปลออกว่า ฆ่าๆ หมู่นกทั้งปวงกลัวนกใหญ่สิ้น อองมังไม่รู้จักชื่อจึงถามขุนนาง โซเหี้ยนบอกว่านกใหญ่ตัวนี้ชื่อว่าหงส์ เป็นพญานกอันมีตระกูลยากที่คนจะได้เห็น นิมิตอันนี้เป็นมงคลต้องกับคำโบราณเล่าไว้สืบมา ว่ากษัตริย์องค์ใดมีบุญญาธิการ สิ่งของวิเศษมิควรจะได้เห็นย่อมมาสู่โพธิสมภารให้ได้เห็นต่างๆ เหมือนเมื่อครั้งพระเจ้าบุนอ๋องนั้น ได้ยินหงส์ร้องในวันประสูติจากครรภ์ พระเจ้าบุนอ๋องมีบุญญาธิการได้เป็นกษัตริย์สืบพระวงศ์ บำรุงแผ่นดินมาได้ถึงแปดร้อยปีเศษ เหตุด้วยได้ยินแต่เสียงหงส์ร้องร่วมวันประสูตินั้น ซึ่งท่านได้ราชสมบัติใหม่ในเมืองหลวง ครั้งนี้มีหงส์มายืนอยู่พื้นดินให้ท่านชมฉะนี้ จะมีเกียรติยศปรากฏไปทั้งแผ่นดิน หัวเมืองทั้งปวงจะอ่อนน้อมยอมมาขอเป็นเมืองออกแก่ท่าน เหมือนดังครั้งแผ่นดินพระเจ้าบุนอ๋องแต่ก่อน อองมังได้ฟังโซเหี้ยนว่ามีความยินดีนัก อองหองซึ่งเป็นขุนนางนายขันทีมีสติปัญญาเรียนรู้ตำรับลึกซึ้ง จึงบอกอองมังว่านกใหญ่ตัวนี้คือหงส์ตัวผู้ ซึ่งร้องซัวะๆ นั้นเป็นนิมิตบอกเหตุอันร้าย เห็นแผ่นดินจะเกิดฆ่าฟันกันเป็นศึกใหญ่ ไพร่พลเมืองจะเดือดร้อนยิ่งนัก อองมังจึงถามว่าถ้าดังนั้นจะคิดระงับลางนิมิตร้ายให้เสื่อมหายกลายเป็นดีนั้น จะมีกลอุบายถ่ายเทประการใด อองหองยังนิ่งนึกตรึกตรองอยู่ โซเหี้ยนจึงว่าซึ่งได้ยินหงส์ร้อง อองหองจึงทำนายว่าจะมีศึกนั้นจะเชื่อฟังเป็นแน่ยังไม่ได้ แม้นจะใคร่เห็นประจักษ์แก่จักษุว่าเหตุลางร้ายดี จงเอาศีรษะคนหนึ่ง ข้าวเปลือกหนึ่ง น้ำหนึ่ง เครื่องกระยาบวงสรวงสามสิ่งตั้งไว้ต่อหน้าหงส์เสี่ยงทาย ถ้าหงส์กินศีรษะคนจะเกิดศึก หงส์กินข้าวเปลือกข้าวจะแพง แม้นหงส์กินน้ำฝนจะแล้ง ถ้าหงส์ไม่กินเครื่องกระยาบวงสรวงเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุข อองมังฟังโซเหี้ยนว่าจึงสั่งทหารให้ไปตัดศีรษะคนมาทำกระยาบวงสรวง อองหองจึงว่าทุกวันนี้ราษฎรกำเริบร้อนระส่ำระสายอยู่ ซึ่งท่านจะให้ตัดศีรษะคนมาบวงสรวงนั้น เห็นว่าราษฎรจะเดือดร้อนมากมากไป ขอให้ปั้นแป้งเป็นรูปศีรษะคนมาบวงสรวงจึงจะควร อองมังจึงให้ปั้นแป้งเป็นศีรษะคนกับข้าวน้ำมาตั้งไว้เป็นที่เสี่ยงทาย

ฝ่ายหงส์จึงกินเครื่องบวงสรวงทั้งสามสิ่งให้เห็นประจักษ์ แล้วกระพือปีกไปต้องศีรษะอองมัง พวกรักษาองค์เอาร่มขึ้นบังป้องกันอองมังไว้ หงส์บินผินหน้าข้างทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฝ่ายอองมังครั้นหงส์ปรบปีกต้องศีรษะยิ่งทุกข์ใจไม่สบายกลับเข้าวัง นั่งที่ว่าราชการจึงปรึกษาขุนนางว่า หงส์รับเครื่องสังเวยทั้งสามสิ่งนั้น บ้านเมืองจะเกิดเหตุหรือจะเป็นประการใดเราสงสัยใจนัก พอได้ยินเสียงเด็กน้อยทั้งปวงร้องอื้ออึงว่า เมืองนี้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่ให้ชื่อเทียนหงส์เถิด ฝ่ายชายหญิงชาวเมืองก็พลอยร้องว่า เมืองนี้หงส์มาให้ชื่อเมืองเทียนหงส์นั้นสมควรแล้ว ขุนนางทั้งปวงได้ยินสิ้นด้วยกัน

ฝ่ายอองหองบอกอองมังว่า เวลาคืนนี้ข้าพเจ้าดูดาวท่านเห็นรัศมีหมองมัว แล้วข้าพเจ้าแลไปข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เห็นดาวดวงหนึ่งชื่อจีหมุย เป็นดาวผู้มีบุญมีรัศมีผ่องใสสว่างงาม ดาวบริวารยี่สิบแปดดวงห้อมล้อม อองมังจึงถามว่าท่านเห็นการวิปริตผิดประหลาดฉะนี้ ผู้มีบุญจะบังเกิดอยู่ทิศใด อองหองจึงบอกว่า ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเห็นว่าผู้มีบุญจะบังเกิดขึ้นข้างทิศเมืองน่ำเอี๋ยงแดนเมืองฌ้อ ชะรอยผู้มีบุญนั้นจะเป็นแซ่เชื้อฮั่นโกโจเป็นมั่นคง โซเหี้ยนได้ฟังดังนั้นจึงว่าแก่อองมัง ทุกวันนี้แผ่นดินของท่านมิใช่เป็นแผ่นดินฮั่นโกโจ ทั้งทแกล้วทหารหัวเมืองทั้งปวงก็อยู่ในอำนาจท่านสิ้น ซึ่งอองหองว่าดาวมีรัศมีจะมีผู้มีบุญนั้น ข้าพเจ้าจะคิดให้ท่านระงับรัศมีดาวให้เสื่อมเสียจงได้ ขอท่านจงออกเลียบเมืองเหมือนครั้งพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ ดาวมีรัศมีทิศใดไปทำเคล็ดระงับรัศมีดาวทิศนั้นก็จะเศร้าหมองเสื่อมหายไปด้วยบุญท่าน อองมังเห็นชอบจึงจัดแจงได้ทหารที่เป็นแซ่เดียวกันกับอองมังสามพันคน ทหารร่วมแซ่โซเหี้ยนแปดร้อย เกณฑ์ทหารต่างแซ่อีกห้าพัน จะยกไประงับรัศมีดาวจีหมุย อองหองเห็นดังนั้นจึงว่าดาวมีรัศมีอยู่บนอากาศ มนุษย์เดินดินจะห้ามรัศมีดาวนั้นหาได้ไม่ ถ้าท่านมิฟังข้าพเจ้าจะออกไปเลียบเมืองเอาอย่างพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้นั้น ท่านจะได้ความเดือดร้อนมากขึ้น ซึ่งแผ่นดินเกิดวิบัติฝนแล้งข้าวแพง ถึงเมื่อครั้งพระเจ้าเงี่ยวซุนกษัตริย์สองพระองค์อันทรงทศพิธราชธรรม แผ่นดินครั้งนั้นฝนแล้งข้าวปลาอาหารแพงเหมือนกับครั้งนี้ ซึ่งท่านคิดจะให้แผ่นดินอยู่เย็นเป็นสุขบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร จะระงับโจรผู้ร้ายให้เสื่อมคลาย ขอให้เรียกข้าวนาแลส่วยสาอากรลดลงเสียกว่าแต่ก่อน เอาใจโอบอ้อมกรุณาแก่ราษฎร ผู้กระทำผิดโทษหนักลดผ่อนลงแต่เบา ถ้าโทษเบาให้ว่ากล่าวกำชับสั่งสอนสองครั้งสามครั้งก่อน แม้นอาณาประชาราษฎร์อยู่เย็นเป็นสุข มีคำสรรเสริญมากขึ้นแล้ว เหตุลางนิมิตร้ายก็จะบรรเทาคลายหายความวิตก อองสิมจึงว่าแก่อองมังซึ่งคำอองหองว่ากล่าวทั้งนี้ชอบ ควรจะจารึกไว้เป็นฉบับสืบไป และบ้านเมืองจะสนุกสบายเหตุด้วยราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าราษฎรเดือดร้อนบ้านเมืองก็หาความสุขมิได้ บัดนี้บังเกิดโจรผู้ร้ายกำเริบขึ้นทั้งสี่ทิศ ขอท่านจงแต่งกฎหมายแจกไปทุกตำบล บรรดาผู้รู้วิชาชำนาญเพลงอาวุธให้เข้ามาซ้อมหัด ณ สนาม ผู้ใดฝีมือดีจัดให้เป็นที่จงหงวน ถ้าฝีมือเป็นกลางให้ตั้งแต่งเป็นขุนนางทหารตามสมควร ถ้าท่านเกลี้ยกล่อมได้ทหารมีฝีมือไว้ใช้มากแล้วจะได้ยกไปปราบโจรผู้ร้ายให้ราบคาบ ถึงมาตรว่าดาวจีหมุยซึ่งมีดาวบริวารยี่สิบแปดดวง จะลงมาเกิดเป็นผู้มีบุญก็หาทำอันตรายแก่ท่านได้ไม่ อองมังได้ฟังอองสิมว่าเห็นชอบมีความยินดีนัก จึงสั่งให้แต่งหนังสือเกลี้ยกล่อมว่า ผู้ใดมีฝีมือแกล้วกล้าชำนาญยิงเกาทัณฑ์แล้วว่องไวในเพลงอาวุธทั้งปวง จงเข้ามา ณ สนามหัดทหารในเมือง จะให้ยิงเกาทัณฑ์และรำเพลงอาวุธดูฝีมือ ถ้าฝีมือดีหาผู้เสมอมิได้จะให้ที่ตำแหน่งยศศักดิ์เป็นจงหงวนนายทหารเอก ถ้าฝีมือเป็นอย่างกลางจะเอาเป็นขุนนางกินเบี้ยหวัดตามสมควร จึงให้แจกกฎหมายไปแก่หัวเมืองทั้งปวงให้บอกกันต่อไปทุกบ้านทุกตำบล แล้วอองมังให้จารึกหนังสือทำฉลากปักไว้กลางเมืองหลวงเกณฑ์ทหารไว้รักษา ถ้าผู้ใดจะสมัครให้พาเข้ามา ณ ที่สนามซ้อมหัดดูฝีมือ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ