๑๕

ฝ่ายฮวนจ๋งพาพวกโจรทหารเที่ยวปล้นบ้านตีเมืองน้อยใหญ่เหยียบแดนเมืองหลวงเข้าไปข้างทิศตะวันตก ยกมาตีได้เมืองเตงก๊กจึงให้ประชุมนายทัพนายกองพร้อมกัน ฮวนจ๋งจึงปรึกษาว่าเราเที่ยวปล้นตีเมืองน้อยใหญ่ ได้ทแกล้วทหารถึงร้อยหมื่นเศษ เราคิดจะใคร่ยกเข้าโจมตีเมืองหลวงครั้งนี้เป็นทีทัพโจรไม่มีเกียรติยศ ท่านทั้งปวงจงช่วยกันสืบหาเชื้อกษัตริย์แต่ก่อน เชิญมายกขึ้นเป็นฮ่องเต้กำกับกองทัพเราเข้าตีเมืองเตียงอั๋น เห็นจะมีผู้เกรงกลัวออกชื่อลือชาปรากฏ ว่าเป็นทัพกษัตริย์เป็นสง่าในการสงคราม ถ้าสำเร็จราชการเมืองหลวง พวกเราจะได้เป็นขุนนางมียศศักดิ์ ท่านจะเห็นประการใด

ฝ่ายนายโจรทั้งปวงได้ยินดังนั้นเห็นชอบด้วยต่างคนดีใจพากันเที่ยวสืบถามหาผู้ซึ่งเป็นแซ่เล่าเชื้อพระวงศ์ นายโจรผู้หนึ่งได้ความกลับมาบอกแก่ฮวนจ๋งว่า เล่าพุ่นจู๋หนึ่ง เล่าจ๋งหนึ่ง เล่ามอหนึ่ง พี่น้องสามคนเป็นเชื้อพระเจ้าเปงเต้ ครั้นเมื่ออองมังได้ราชสมบัติ พี่น้องสามคนหนีมาอาศัยเลี้ยงแพะเศรษฐีชาวเมืองเตงก๊ก ตกยากไร้ไม่มีผู้ใดรู้จัก ฮวนจ๋งได้ฟังดังนั้นยินดีนัก จึงให้นายโจรผู้นั้นนำไปเที่ยวตามชายป่า ถึงทุ่งนาแห่งหนึ่งพบพวกคนเลี้ยงแพะ ฮวนจ๋งแวะเข้าไปถามว่า พี่น้องสามคนเป็นแซ่เล่ามาเลี้ยงแพะเศรษฐีคือผู้ใด คนเลี้ยงแพะจึงชี้มือบอกว่า ผู้ซึ่งนั่งอยู่บนจอมปลวกชื่อเล่าพุนจู๋ ผู้ซึ่งยืนอยู่เคียงกันนั้นคือเล่าจ๋งกับเล่ามอเป็นพี่น้องกัน ฮวนจ๋งแลเห็นเล่าพุนจู๋รูปทรงสมควรเป็นกษัตริย์ จึงเข้าไปคำนับเหมือนดังข้ากับเจ้า เล่าพุนจู๋เห็นดังนั้นก็ตกใจจึงแข็งใจถามว่า ท่านทั้งปวงพากันมาเป็นอันมากจะไปแห่งใด ฮวนจ๋งจึงบอกว่าตัวข้าพเจ้าเป็นนายโจรผู้ใหญ่ ทราบความว่าพระเจ้าเมืองหลวงทุกวันนี้ไม่เอาใจใส่ราชการแผ่นดิน เชื่อฟังแต่คำขุนนางละเยี่ยงอย่างขนบธรรมเนียมเสียสิ้น ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเป็นกษัตริย์บำรุงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินสืบไปมิได้ จึงชักชวนพวกโจรได้ร้อยหมื่น จะยกเข้าไปเปลี่ยนกษัตริย์กำจัดเกงซีฮ่องเต้เสีย ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านเป็นเชื้อพระวงศ์มาตกอับลับชื่ออยู่ดูไม่ควรนัก ขอเชิญท่านไปเป็นจอมทัพกำกับทหารร้อยหมื่นยกเข้าทำการศึกตีเมืองเตียงอั๋น สำเร็จราชการแล้วท่านจะได้เป็นกษัตริย์บำรุงแผ่นดินสืบไป เล่าพุนจู๋ได้ยินดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้ามีชันษาได้สิบห้าปียังเยาว์แก่ความนัก มิได้รู้จักการศึกสงคราม ซึ่งจะให้คุมทัพใหญ่ไปทำการศึกกับเจ้าเมืองหลวงนั้นข้าพเจ้ารับมิได้ เล่ามอกับเล่าจ๋งจึงว่าบุญญาธิการท่านจะถึงที่เป็นกษัตริย์ เทพยดาจึงบันดาลดลใจให้มีผู้มาเชิญเป็นแม่ทัพ คุมทหารนับร้อยหมื่นทั้งนี้ ขอท่านอย่าบิดเบือนเสียไม่ควร ท่านตั้งตัวได้แล้วข้าพเจ้าผู้น้องทั้งสองจะขอพึ่งบุญญาธิการไปภายหน้า เล่าพุนจู๋ก็นั่งนิ่งตรึกตรองอยู่ ฮวนจ๋งจึงเชิญเล่าพุนจู๋กับเล่ามอเล่าจ๋งกลับเข้าเมือง จึงสั่งนายทหารก่อสร้างตั๋วสามชั้น จัดการพิธีสำเร็จแล้ว ครั้น ณ เดือนหกขึ้นค่ำเป็นวันฤกษ์ดี ฮวนจ๋งจึงเชิญเล่าพุนจู๋ขึ้นบนตั๋วกระทำบวงสรวงเทพยดา บรรดานายโจรเข้าเฝ้าพร้อมกัน ขนานนามกษัตริย์เล่าพุนจู๋ฮ่องเต้ ครั้นเสร็จการพิธีจึงเชิญฮ่องเต้ขึ้นรถแห่กลับเข้าวังนั่งที่ว่าราชการ ฮวนจ๋งจึงตั้งตัวเป็นผู้สำเร็จราชการทั้งทหารพลเรือน ให้ชีสวนเป็นขุนนางฝ่ายพลเรือน ฮองฮันกับเลียหลกสองนายให้เป็นขุนนางบังคับทหาร บรรดานายโจรซึ่งมีฝีมือเข้มแข็งตั้งแต่งเป็นขุนนางตามสมควร ฮวนจ๋งตั้งปรนปรือทแกล้วทหารทั้งปวงอยู่ในเมืองเตงก๊กพร้อมแล้วจะยกเข้าตีเมืองหลวงสืบไป

ฝ่ายเตงอูซึ่งเป็นแม่ทัพกำกับทหารมาทำการปราบโจรฝ่ายทิศใต้ ครั้นมาถึงแดนเมืองโฮตั๋งจึงสั่งทหารไปสืบข่าวนายโจรคิ้วเหลืองชื่อฮวนจ๋ง ไปตั้งพร้อมทหารอยู่แห่งใด ทหารคนสนิทคำนับลาขึ้นม้ารีบไปถึงเมืองเตงก๊ก สืบได้ความแล้วกลับมาบอกเตงอูว่า ฮวนจ๋งยกเล่าพุนจู๋ขึ้นเป็นฮ่องเต้ เตงอูแจ้งความดังนั้นจึงคิดว่าฮวนจ๋งคิดการใหญ่จะยกเข้าชิงเอาสมบัติในเมืองหลวงเป็นมั่นคง ฮวนจ๋งมีทหารถึงร้อยหมื่น จำจะเกลี้ยกล่อมรวบรวมทหารให้มากขึ้นพอจะสู้รบกับอวนจ๋งก่อน จึงยกเข้าทำศึกหน่วงทัพฮวนจ๋งไว้ คิดแล้วจึงยกกองทัพมาเข้าถึงเมืองโฮตั๋ง

ฝ่ายเจ้าเมืองโฮตั๋งแจ้งข่าวว่าเตงอูยกมาถึง จึงสั่งทหารให้ปิดประตูเมืองรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง ฝ่ายเตงอูรู้ว่า โตวุยเจ้าเมืองโฮตั๋งเป็นพรรคพวกไจเสียงเมืองหลวง มิได้ออกมาสามิภักดิ์ จึงยกทัพเข้าล้อมเมืองโฮตั๋ง สั่งทหารเข้าตีเมืองเป็นหลายครั้ง แต่เตงอูคิดอุบายล่อลวงในกลศึกช้าอยู่ถึงสิบวัน จึงเข้าเมืองโฮตั๋งได้ ให้เกลี้ยกล่อมทหารชาวเมืองโฮตั๋งมายอมเข้าด้วยประมาณสิบหมื่นเศษ ให้ขนเสบียงอาหารบรรทุกเกวียนพันเล่มยกออกจากเมืองโฮตั๋ง เกลี้ยกล่อมหัวเมืองรายทางได้ทหารเป็นอันมาก ยกมาล้อมเมืองอั๋นอิบ

ฝ่ายเจ้าเมืองอั๋นอิบเป็นพรรคพวกฮวนจ๋งขุนนางในเมืองหลวงแจ้งว่าเตงอูมาล้อมเมือง จึงให้ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินป้องกันเมืองไว้เป็นสามารถ มิได้ออกมาสู้รบประมาณเดือนเศษเสบียงอาหารขัดสน จึงมีหนังสือแจ้งข้อราชการให้ทหารม้าใช้เข้าไปขอกองทัพเมืองหลวงให้ยกมาช่วย ม้าใช้คำนับรับหนังสือออกมาขึ้นม้าเดินตามทางน้อยไปเมืองเตียงอั๋น

ฝ่ายเตงอูแต่งทหารเข้าตีเมืองอั๋นอิบเป็นหลายครั้ง เจ้าเมืองอั๋นอิบมิได้ออกมาสู้รบ ให้แต่ทหารรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคงอยู่ เตงอูคิดกริ่งเกรงว่าเจ้าเมืองอั๋นอิบป้องกันเมืองไว้ กองทัพเมืองหลวงจะยกมาช่วยเป็นมั่นคง จึงแบ่งทหารให้อยู่รักษาค่ายประจำหน้าที่ แล้วเลือกเอาแต่ทหารที่มีกำลังแลฝีมือกล้าแข็งห้าหมื่นยกไปตั้งค่ายคอยรับทัพเมืองหลวงอยู่ ณ ด่านเมืองอั๋นอิบ จึงให้ทหารไปคอยสอดแนมสืบราชการอยู่ ณ ริมฝั่งนํ้าไทเอี๋ยง

ฝ่ายทหารม้าใช้ชาวเมืองอั๋นอิบมาถึงเมืองเตียงอั๋น จึงลงจากม้าเข้าไปคำนับส่งหนังสือบอกให้ฮวนจ๋ง ฝ่ายฮวนจ๋งแจ้งความในหนังสือเป็นราชการร้อนอยู่ จึงเข้าไปเฝ้าทูลหนังสือบอกแก่พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ทราบความทุกประการ พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้จึงสั่งฮวนจ๋งให้คุมทหารห้าหมื่นไปช่วยป้องกันเมืองอั๋นอิบ ฮวนจ๋งรับคำสั่งออกมาจัดทหารยกจากเมืองหลวงเดินตามทางไปหลายวันถึงฝั่งน้ำไทเอี๋ยง ให้ตัดไม้มัดแพข้ามเสบียงอาหารทั้งกลางวันกลางคืนมิได้ขาดคน

ฝ่ายทหารซึ่งเตงอูจัดแจงไว้ รู้ว่าฮวนจ๋งขุนนางเมืองหลวงยกทัพข้ามนํ้ามาถึงฝั่ง จึงขึ้นม้ารีบไปแจ้งความแก่เตงอูทุกประการ เตงอูจึงว่ากับนายทหารทั้งปวงว่าอันฮวนจ๋งคนนี้เป็นนายโจร พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ชุบเลี้ยงให้เป็นขุนนาง ชำนาญแต่ปล้นบ้านข่มเหงราษฎรมิได้รู้การสงคราม ถึงมาตรว่าจะมีทหารมามากกว่าสิบหมื่นก็ดี เรามีทหารน้อยกว่าประมาณห้าส่วนก็จะคิดอุบายกลศึกล่อลวงให้แตกพ่ายแพ้เหยียบกันตายไม่ต้องฆ่ากันด้วยคมอาวุธ เตงอูจึงจัดทหารซึ่งมีฝีมือแกล้วกล้าห้าหมื่นยกไปรับทัพฮวนจ๋ง

ฝ่ายฮวนจ๋งเร่งทหารยกไป พอพบกองทัพสวนทางมา ทหารทั้งสองฝ่ายรอกันอยู่ ฮวนจ๋งรู้ว่ากองทัพเตงอูจึงขับม้าฝ่าทหารขึ้นมาร้องถามว่า พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ชุบเลี้ยงตั้งแต่งตัวเป็นขุนนาง เหตุใดตัวคิดกบฏยกเล่าสิ้วบุนซกขึ้นเป็นกษัตริย์ เที่ยวย่ำยีตีเมืองน้อยใหญ่หมายจะให้อยู่ในอำนาจสิ้นทั่วทั้งแผ่นดินหรือประการใด เตงอูจึงตอบว่าเดิมเมืองหลวงเสียแก่อองมัง เล่าสิ้วบุนซกเสียวอ๋องตั้งซ่องสุมทแกล้วทหารทำการกำจัดศัตรูราชสมบัติสำเร็จราชการแล้ว ตัวเรากับนายทหารทั้งปวงจะยกเล่าสิ้วบุนซกขึ้นเป็นกษัตริย์ เล่าสิ้วบุนซกเห็นว่าเล่าเหี้ยนเป็นเชื้อพระวงศ์จึงยกขึ้นเป็นพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ว่าราชการเมืองหลวงหวังจะให้บำรุงราษฎรทั้งปวงให้อยู่เย็นเป็นสุข พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ไม่อยู่ในยุติธรรมเชื่อคำคนยุยง แผ่นดินจึงเกิดจลาจลโจรผู้ร้ายกำเริบขึ้นทุกทิศ เรากับทหารทั้งปวงเห็นว่าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้จะว่าราชการเมืองหลวงสืบไปมิได้ จึงคิดกันจะยกเล่าสิ้วบุนซกขึ้นเป็นกษัตริย์ บัดนี้โจรคิ้วเหลืองตั้งเล่าพุนจู๋ขึ้นเป็นฮ่องเต้ยกเข้ามาจะชิงเอาราชสมบัติ เราจึงยกมาหมายจะป้องกันเมืองหลวงไว้ให้แก่เสียวอ๋อง จะปราบขุนนางนายโจรเสียให้สิ้น ตัวท่านพวกจูอิวเป็นเสี้ยนศัตรูแผ่นดินยกมาพบกันวันนี้เรายินดีนัก ไม่พักยกไปถึงเมืองหลวง จะให้ทหารเลวทั้งปวงจับตัวไปฆ่าเสีย ฮวนจ๋งได้ยินดังนั้นก็โกรธนักชักม้ารำง้าวพาทหารเข้าตีทัพเตงอู ทหารทั้งสองฝ่ายถ้อยทีระดมยิงเกาทัณฑ์พุ่งซัดอาวุธ โห่ร้องตีกลองรบเสียงอื้ออึง เตงอูจึงโบกธงสัญญาณเร่งทหารปีกซ้ายปีกขวารบแซงโอบขึ้นไปทั้งสองข้างแล้วตีกระทบกันเข้ามาเป็นสามด้าน

ฝ่ายทหารฮวนจ๋งถูกอาวุธป่วยเจ็บล้มตายแตกระส่ำระสาย ฮวนจ๋งเห็นศึกเสียกระบวนจวนตัวกลัวความตายชักม้าพาทหารถอยหนี ฝ่ายเตงอูได้ทีขับม้าตามทันฟันด้วยง้าวถูกฮวนจ๋งตัวขาดตกม้าตาย ครั้นมีชัยชนะแล้วให้ตีม้าล่อถอยทัพกลับเข้าถึงเชิงกำแพงเมืองอั๋นอิบ จึงให้ทหารระดมยิงเกาทัณฑ์ศัสตราเข้าไปในเมืองดังห่าฝน จัดพวกทหารแต่ละคนมีกำลังฝีมือกล้าแข็งแต่งบันไดหกพาดปีนกำแพงเข้าไปเปิดประตูเมืองออก ทหารนอกกำแพงก็วิ่งตรูกันเข้าไปในเมืองไล่ฆ่าฟันทหารชาวเมืองเป็นตะลุมบอนเสียงโห่ร้องอื้ออึง

ฝ่ายเจ้าเมืองอั๋นอิบ ครั้นเห็นข้าศึกเข้าเมืองได้ตกใจนัก จึงให้ทหารเปิดประตูหลังเมือง พาครอบครัวหนีออกจากเมืองเข้าซุ่มซ่อนอยู่ในป่า ฝ่ายเตงอูครั้นมีชัยชนะ จึงยกกองทัพเข้าตั้งมั่นพักทแกล้วทหารอยู่ในเมืองอั๋นอิบ ฝ่ายทหารฮวนจ๋งแตกทัพหนีกลับมาถึงเมืองหลวง จึงเข้าไปบอกความแก่อองขังให้กราบทูลพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ ขณะนั้นมีขุนนางผู้หนึ่งกราบทูลว่า จูอิวซึ่งยกออกไปขัดทัพอยู่เมืองลกเอี๋ยงนั้น เจ้าเมืองโฮหลายยกมาตีจูอิวแตกทัพเสียทีหนีไปแดนเมืองเสียวตั๋งยังไม่กลับมา บัดนี้ฮวนจ๋งยกเหยียบแดนเข้าตั้งอยู่เมืองเตงก๊ก ยกเล่าพุนจู๋ขึ้นเป็นเจ้า เกลี้ยกล่อมได้พวกโจรเป็นทหารกำลังศึกมากขึ้นทุกวัน พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นตกพระทัยนัก จึงสั่งอองขังหนึ่ง ตั๋งปูนหนึ่ง เซงตั๋งหนึ่ง เตียวเบ๋งหนึ่ง เร่งคุมทหารสิบหมื่นออกไปขัดด่านป้องกันโจรคิ้วเหลืองแลพวกกบฏทั้งปวง อย่าให้ล่วงแดนเข้ามาถึงชานเมือง ขุนนางสี่นายคำนับลาออกมาพาทหารยกไปขัดทัพอยู่ ณ เมืองซินหองตามรับสั่ง

ฝ่ายฮูฮืนหนึ่ง เซียงงางหนึ่ง เลียวแจ๋งหนึ่ง ซินโตเกียนหนึ่ง หวยหงอหนึ่ง เป็นขุนนางผู้ใหญ่อยู่ในเมืองหลวงทั้งห้าคน ครั้นอยู่เวลาหนึ่ง จึงพากันไปสู่ที่สงัดปรึกษากันว่า บัดนี้ฮวนจ๋งนายโจรคุมพวกโจรตีเมืองขึ้นฝ่ายทิศใต้เข้ามาถึงเมืองเตงก๊ก ยกเล่าพุนจู๋ขึ้นเป็นเจ้า ฝ่ายทิศเหนือนั้น เตงอูกับนายทหารพร้อมกันยกเสียวอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้ บรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือเข้าด้วยเสียวอ๋องสิ้น แผ่นดินพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้จะได้แก่เล่าพุนจู๋เป็นมั่นคง เทศกาลฤดูนี้พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เคยเสด็จบวงสรวงเทพยดา ณ ศาลเจ้านอกเมือง เราจะช่วยกันจับตัวฆ่าเสีย แล้วเชิญเล่าพุนจู๋เสวยราชสมบัติในเมืองหลวงสืบไป เห็นเราจะมีความชอบ หวยหงอจึงตอบว่าความทั้งนี้ข้าพเจ้าคิดอยู่แต่ยังมิได้ปรึกษา ถ้าการสำเร็จเหมือนคิดไว้ เล่าพุนจู๋ได้ราชสมบัติจะตั้งแต่งให้ท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่เป็นมั่นคง ขณะเมื่อขุนนางห้าคนปรึกษากัน พอเล่าลงเขงเข้ามายืนอยู่นอกฝาฟังความ ฝ่ายขุนนางห้าคนปรึกษาพร้อมใจกันแล้ว ต่างคนไปจัดเตรียมทหารคนสนิทพร้อมกัน กำหนดวันคอยจะทำร้ายพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้อยู่มิได้ขาด

ฝ่ายเล่าลงเขงรู้ว่าขุนนางห้านายคิดกบฏ ครั้นใกล้ถึงวันกำหนด พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เสด็จไปบวงสรวงเทพยดา จึงเข้าไปเฝ้ากระซิบทูลพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ตามถ้อยคำขุนนางห้าคนซึ่งร่วมคิดกัน พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ได้ฟังก็สะดุ้งพระทัย ถอยหลังคิดว่าบรรดาขุนนางซึ่งเป็นคนซื่อตรงพอจะวางใจได้ อ้ายโจรมันแกล้งกำจัดเสียสิ้นแล้ว มันกลับคิดประทุษร้ายหมายจะเอาเล่าพุนจู๋เป็นที่พึ่ง จำจะคิดฆ่ามันเสียด้วยกลอุบายจึงจะหายความแค้น คิดแล้วจึงว่าครั้งนี้เราหาเห็นผู้ใดที่จะวางใจได้ไม่ เห็นแต่ท่านเป็นญาติอันสนิท เราคิดอุบายบอกป่วยไม่ไปบวงสรวงเทพยดา จะให้หาอ้ายคนกบฏทั้งห้าคนเข้ามาพร้อมกันที่ข้างใน ท่านจัดทหารไว้คอยจับฆ่าเสีย ความทั้งนี้อย่าให้รู้แพร่งพรายไป เล่าลงเขงเห็นชอบจึงคำนับลาออกมาจัดทหารคนสนิทได้ห้าสิบเตรียมไว้ตามรับสั่ง

ฝ่ายพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ จึงหาคนสนิทผู้หนึ่งเข้ามาสั่งว่า เราจะต้องบวงสรวงเหมือนอย่างทุกปี แต่บัดนี้ป่วยอยู่จงไปหาตัวฮูฮืนหนึ่ง เซียงงางหนึ่ง หวยหงอหนึ่ง เลียวแจ๋งหนึ่ง ซินโตเกียนหนึ่ง ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งห้าคนเข้ามา ณ ที่ข้างในให้พร้อมกัน จะสั่งกิจราชการโดยเร็ว คนใช้รับสั่งคำนับลาออกไปบอกขุนนางห้านายตามมีรับสั่ง

ฝ่ายขุนนางห้าคนแจ้งว่าพระเจ้าเมืองหลวงประชวรมีรับสั่งให้หาต่างคนไปเฝ้า ฝ่ายพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้แกล้งทำประชวรอยู่บนที่นั่งใหญ่ แลไปเห็นแต่ขุนนางสี่คนเข้าไปเฝ้า มิได้เห็นหวยหงอมา จึงถามเซียงงางว่าหวยหงอไปอยู่ไหนจึงไม่เข้ามาให้พร้อมกันจะสั่งการ ท่านจงกลับไปอยู่ข้างหน้าคอยท่าหวยหงอพร้อมแล้วจึงเข้ามา ฝ่ายขุนนางทั้งสี่นายได้ยินดังนั้น ต่างคนคิดว่าแต่ก่อนพระเจ้าเมืองหลวงจะสั่งกิจการสิ่งใดไม่เคยคอยท่าให้พร้อมกันเหมือนครั้งนี้ แคลงใจอยู่แล้วคำนับลาเดินออกมา

ฝ่ายพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้คิดระแวงพระทัยว่า ชะรอยหวยหงอนั้นจะรู้ความลับเราจึงไม่เข้ามา จึงสั่งเล่าลงเขงว่าจะคอยท่าให้พร้อมกันทั้งห้าคนเห็นจะเสียการที่คิดไว้ ท่านจงเร่งตามไปข้างหน้าจับตัวอ้ายกบฏสี่คนเข้ามาฆ่าเสีย เล่าลงเขงรับสั่งคำนับลาพาทหารตามออกมา พอขุนนางสี่คนออกจากประตูชั้นกลาง แต่ซินโตเกียนนั้นยังล้าหลังอยู่ เล่าลงเขงจึงร้องบอกว่ามีรับสั่งให้หา

ฝ่ายฮูฮืนกับเซียงงางได้ยินดังนั้น เหลียวหลังไปเห็นเล่าลงเขงพาทหารวิ่งตามมาเห็นผิดประหลาด ต่างคนตกใจมิได้กลับขับม้าหนีไปบ้าน เล่าลงเขงขับทหารตามจะจับ ได้แต่ซินโตเกียนเข้าไปเฝ้า พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้จึงสั่งให้เอาตัวซินโตเกียนไปฆ่าเสีย แล้วให้หาขุนนางมาประชุมกันจะไปจับขุนนางพวกกบฏ ฝ่ายฮูฮืนกับเซียงงางและเลียวแจ๋งมาถึงบ้านหวยหงอ จึงลงจากม้าเข้าไปบอกความแก่หวยหงอว่า การซึ่งคิดไว้ทราบถึงพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ บัดนี้จับซินโตเกียนไปได้ข่าวว่าฆ่าเสียแล้ว ครั้นจะช้าท่วงทีทหารพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้มาพร้อมกันเราจะทำยาก จำจะรีบทำการจับเกงซีฮ่องเต้ฆ่าเสียโดยเร็ว ขุนนางสี่นายปรึกษาพร้อมกันแล้วแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าพาทหารพรรคพวก ซึ่งจัดเตรียมไว้พร้อมด้วยเครื่องอาวุธสำหรับมือประมาณคนสี่พันเศษ แยกกันออกเป็นสี่กอง วิ่งโห่ร้องมาตามถนนว่าเกิดศึกขึ้นกลางเมืองแล้ว เร่งมาช่วยกันจับเกงซีฮ่องเต้ฆ่าเสียให้จงได้ ขณะนั้นชาวเมืองหลวงต่างคนตกใจตื่นแตกหนีเป็นอลหม่านไปทั้งเมือง

ฝ่ายขุนนางซึ่งมิได้เข้าด้วยพวกกบฏ ต่างคนวิ่งเข้าไปเฝ้าทูลความแก่พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ว่า ฮูฮืนกับเซียงงางขุนนางสี่นายคิดกบฏ พาพวกทหารไล่ฆ่าฟันคนซึ่งมิได้ยอมเข้าด้วย มาใกล้จะถึงประตูพระราชวังแล้ว พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นจึงขับทหารพวกรักษาองค์ออกไปตั้งอยู่นอกประตูชั้นกลาง ฝ่ายขุนนางสี่นายพาทหารเข้ามาพบพวกรักษาองค์ จึงขับทหารสี่กองระดมกันรุกรบฆ่าฟันพวกรักษาองค์แตกหนีเข้าไปถึงที่ออกขุนนาง พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้จึงพาขุนนางหนีเข้าวัง ให้ปิดประตูวังชั้นในไว้มั่นคง

ฝ่ายเซียงงางกับขุนนางสามนายไล่รบบุกรุกเข้าไปถึงประตูวังเห็นปิดมั่นคงอยู่ ทั้งสี่นายให้ทหารเข้าขนเอาทรัพย์เงินทองสิ่งของในท้องพระคลังน้อยใหญ่ พอเวลาค่ำลงปรึกษากันจะเร่งเข้าจับเอาพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ให้จงได้ จึงให้ทหารจุดเพลิงเผาประตูพระราชวัง ฝ่ายพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เห็นแสงเพลิงสว่างขึ้นตกพระทัยนัก จึงให้จัดรถและเกวียนระแทะในพระราชวังได้ร้อยเศษ เสด็จขึ้นทรงรถกับนางนักสนมกรมฝ่ายใน พร้อมด้วยขุนนางทั้งปวงเปิดประตูหลังเมืองหนีไปทางทิศตะวันออกในเพลากลางคืน พอรุ่งขึ้นเพลาเช้าเข้าถึงแดนเมืองซินหองจึงหยุดรถประทับอยู่นอกเมือง พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้คิดระแวงพระทัยว่า ตั๋นปูนหนึ่ง เซงตั๋นหนึ่ง อองขังหนึ่ง ทั้งสามนายซึ่งให้ออกมาขัดทัพอยู่ ณ เมืองซินหอง เป็นพวกพ้องกันกับเซียงงาง ถ้ารู้ความว่าขุนนางสี่คนคิดกบฏ เห็นมันจะเข้าด้วยเซียงงางทำร้ายเราเป็นมั่นคง จำจะให้หาตัวมาโดยดีจับฆ่าเสีย พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้จึงสั่งขุนนางคนหนึ่งว่า ท่านจงไปหาตัวนายทัพนายกองซึ่งขัดทัพอยู่ในเมืองซินหองให้ออกมาจะปรึกษาข้อราชการ ขุนนางรับสั่งคำนับลาขึ้นม้ารีบไปถึง จึงบอกนายประตูเมืองให้เข้าไปแจ้งความแก่เตียวเบ๋งตามมีรับสั่ง

ฝ่ายเตียวเบ๋งนายกองทหารผู้ใหญ่รู้ว่าเสด็จมาถึง จึงออกไปรับผู้ถือรับสั่งเข้าเมือง นายทัพนายกองประชุมพร้อมกันต่างคนคิดสงสัยไม่รู้ในเรื่องความ จึงถามผู้ถือรับสั่งว่า พระเจ้าเมืองหลวงเสด็จมาเที่ยวประพาสป่า หรือมาด้วยมีเหตุประการใด ผู้ถือรับสั่งจึงแจ้งความซึ่งขุนนางเป็นกบฏให้ฟังแล้วว่า บัดนี้เสด็จมาประทับอยู่นอกเมือง มีรับสั่งให้นายทัพนายกองไปเฝ้าจะปรึกษาข้อราชการ เตียวเบ๋งได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงแต่งตัวตามธรรมเนียมชวนขุนนางนายทัพนายกอง ขึ้นขี่ม้าออกจากเมืองไปกับผู้ถือรับสั่ง

ฝ่ายอองขังขี่ม้าเดินมาสุดท้ายภายหลัง จึงคิดว่าเซียงงางกับเลียวแจ๋งซึ่งเป็นกบฏได้เป็นเพื่อนรักกันมาแต่ก่อน พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ทราบความอยู่ เข้าไปเฝ้าครั้งนี้เกลือกว่าจะระแวงพระทัย ให้เอาโทษว่าเป็นพวกผู้กระทำความผิด จะแก้ไขว่ากล่าวให้ชีวิตรอดพ้นจากอาญายากนัก อองขังคิดแล้วรั้งม้าหยุดยืนอยู่จึงให้แต่งนายทหารคนสนิทผู้หนึ่งตามนายทัพนายกองเข้าไปฟังความ

ฝ่ายเตียวเบ๋งพาตั๋นปูนกับเซงตั๋นไปถึงที่ประทับ จึงลงจากม้าเข้าไปเฝ้า ฝ่ายพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้จึงสั่งทหารให้จับเอาตัวตั๋นปูนกับเซงตั๋นไปฆ่าเสีย แล้วตรัสกับเตียวเบ๋งว่า เซียงงางกับขุนนางสามคนมันคิดกบฏ ตั๋นปูนกับเซงตั๋นเป็นพวกเซียงงางจะวางใจมิได้จึงให้ฆ่าเสีย ครั้งนี้มีแต่ท่านผู้เดียวเป็นที่ไว้ใจ จงไปช่วยเรากำจัดพวกกบฏคืนเอาเมืองหลวงให้จงได้ เตียวเบ๋งจึงทูลว่าพระองค์ชุบเลี้ยงข้าพเจ้าเป็นขุนนางมียศศักดิ์ พระคุณหาที่สุดมิได้ ขอทำราชการอาสากว่าจะสิ้นชีวิต

ฝ่ายคนสนิทอองขังเห็นทหารจับตั๋นปูนกับเซงตั๋นไปฆ่าเสียแล้วกลับมาบอกแก่อองขังผู้นายทุกประการ อองขังแจ้งว่าสองนายตายตกใจนักชักม้ากลับเข้าเมือง พาทหารซึ่งเป็นพรรคพวกหนีเข้าป่าตัดทางไปเมืองเตียงอั๋น ฝ่ายเซียงงางหนึ่ง เลียวแจ๋งหนึ่ง ฮูฮืนหนึ่ง หวยหงอหนึ่ง ครั้นเพลิงไหม้ประตูพระราชวังพังลง จึงดับเพลิงเสีย แล้วพากันเข้าไปในวังเงียบสงัดอยู่รู้ว่าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้หนีไป ต่างคนดีใจออกมาประชุมพร้อมกัน กินโต๊ะเสพสุราพูดจากันรื่นเริงอยู่ทุกตัวคน

ฝ่ายอองขังพาทหารลัดป่าหนีพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้มาถึงเมืองเตียงอั๋น จึงเข้าไปหาขุนนางทั้งสี่นาย ต่างคนเล่าความแก่กันทั้งห้านาย ตั้งแต่กินสุราอิ่มไปด้วยทรัพย์สมบัติทั้งปวง

ฝ่ายพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ประทับแรมอยู่ ณ เมืองซีนหองสามราตรีมิได้เห็นอองขังมาเฝ้า จึงถามเตียวเบ๋งและขุนนางทั้งปวง มีผู้กราบทูลว่าอองขังพาทหารหนีไปแล้ว พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ได้ฟังจึงว่า อองขังเป็นพวกกับอ้ายกบฏศัตรูราชสมบัติ ซึ่งอองขังพาทหารหนีครั้งนี้ เราเห็นว่าจะไปเข้ากับเซียงงางคิดการต่อสู้เราเป็นมั่นคง ครั้นจะเนิ่นช้าอยู่พวกกบฏมันจะไปรับเล่าพุนจู๋เข้าเมืองเบื้องหน้าจะกระทำยาก พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้จึงจัดทหารได้ห้าหมื่น ตั้งเตียวเบ๋งเป็นทัพหน้ายกกลับเข้ามาเมืองหลวง ฝ่ายอองขังกับเซียงงางขุนนางทั้งห้าคนเข้าอยู่ในวัง ตั้งแต่กินสุราไม่คิดที่จะป้องกันรักษาเมืองหลวง พอพวกทหารทั้งปวงวิ่งเข้าไปบอกว่า กองทัพพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ยกล่วงเข้ามาถึงกลางเมืองแล้ว ทั้งห้าคนตกใจมิทันใส่เกราะขึ้นม้าพาทหารออกไปพบทหารเตียวเบ๋ง จึงขับม้าพาทหารเข้ารบตะลุมบอน

ฝ่ายเตียวเบ๋งจึงเร่งพวกทหารกองหน้าเข้ารบบุกบันฆ่าฟันพวกทหารขุนนางห้านายป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมาก ฝ่ายอองขังกับขุนนางสี่คนเห็นจะต่อสู้ต้านทานฝีมือทหารเตียวเบ๋งมิได้ จึงขับม้าพาทหารหนีออกจากเมืองหลวงกระจัดกระจายกันไปสิ้นทั้งห้าคน

ฝ่ายพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ ครั้นขุนนางห้านายหนีไปทั้งสิ้นแล้ว จึงให้พานางนักสนมเข้าพระราชวัง สั่งทหารให้ซ่อมแปลงประตูวังซึ่งเพลิงไหม้ให้บริบูรณ์เหมือนดังเก่าเสร็จ แปลงสถานไปอยู่ ณ พระตำหนักเตียงซินจ๋ง

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ประทับแรมทหารอยู่ ณ ค่ายเทียนซิวเต๋ง คิดวิตกถึงกองทัพเตงอูซึ่งให้ยกไปปราบโจรฝ่ายทิศใต้ ยังไม่มีหนังสือบอกข่าวราชการมา ครั้นเวลาเช้าเสด็จออกว่าราชการ ขุนนางนายทหารเฝ้าพร้อมกัน พอม้าใช้ซึ่งให้ไปสืบกองทัพกลับมาทูลว่า เจียนเจียงกุ๋นเตงอูยกกองทัพไปปราบโจรฝ่ายทิศใต้ไปถึงเมืองอั๋นอิบ เกลี้ยกล่อมทหารหัวเมืองน้อยใหญ่ได้มากแล้ว จึงจะยกเข้าตีพวกโจรคิ้วเหลืองสืบไป พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ยินดีนัก จึงให้แต่งหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า จำเดิมแต่วันแยกทัพกันกับเจียนเจียงกุ๋น เตงอูได้ยกกองทัพไปปราบโจรฝ่ายเหนือเป็นหลายตำบล โจรผู้ร้ายราบคาบแล้วยกกลับมาถึงเทียนซิวเต๋ง นายทัพนายกองว่ากล่าวหลายครั้งให้บำรุงแผ่นดินตั้งพิธีราชาภิเษกใหญ่ จะขัดขืนไว้ไม่รับที่กษัตริย์ ต่างคนพากันเสียน้ำใจ บัดนี้ได้รับที่เป็นฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เปลี่ยนศักราชตั้งนามแผ่นดินใหม่แต่ ณ เดือนหกขึ้นสามค่ำ ซึ่งเจียนเจียงกุ๋นเตงอูผู้มีใจสัตย์ซื่อได้เป็นคู่ชีวิตร่วมคิดกับเรามาแต่หลัง ทำความชอบไว้เป็นอันมาก ครั้งนี้ยกไปปราบโจรหัวเมืองทิศใต้ได้เขตแดนกว้างขวางควรที่จะเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ถ้าอองเตาอุยถือตราสำหรับตำแหน่งที่จันเหาไปถึงแล้ว ก็ให้เจียนเจียงกุ๋นเตงอูรับที่จันเหาเป็นเจ้าราชนิกูล มีบ้านส่วยหมื่นครัวขึ้นแก่จันเหาตามตำแหน่งยศศักดิ์ จงเร่งคิดเกลี้ยกล่อมทหารทำการปราบโจรให้ราบคาบ ราษฎรหัวเมืองฝ่ายทิศใต้จะได้อยู่เย็นเป็นสุข ครั้นแต่งหนังสือแล้วพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้พระราชทานตราสำหรับที่จันเหากับหนังสือส่งให้อองเตาอุย อองเตาอุยคำนับลาออกมาขึ้นม้าพาทหารห้าร้อยไปตามกองทัพเตงอู

ฝ่ายเจียนเจียงกุ๋นเตงอูอยู่ ณ เมืองอั๋นอิบ ทหารค่อยมีกำลังแล้วยกกองทัพไปตีเมืองไก่เสียเกลี้ยกล่อมราษฎรชาวเมืองให้ราบคาบ เวลารุ่งเช้าปรึกษานายทัพนายกองให้เตรียมทหารจะไปตีเมืองเต้งก๊ก พอนายประตูเข้ามาบอกว่า ขุนนางนายทหารชื่ออองเตาอุยถือหนังสือรับสั่งมาแต่ค่ายเทียนซิวเต๋ง เตงอูรู้ความจึงจัดแจงแต่งเครื่องคำนับออกไปรับตามธรรมเนียม จึงให้ตั้งกระบวนแห่หนังสือรับสั่งเข้าเมืองเชิญขึ้นที่สูงสมควร เตงอูกับนายทัพนายกองถวายบังคมแล้ว เตงอูคลี่หนังสือรับสั่งออกอ่านแจ้งความว่า เสียวอ๋องยอมรับว่าราชการบำรุงแผ่นดินได้สมความคิดมีความยินดีนัก พับหนังสือรับสั่งขึ้นวางไว้

ฝ่ายอองเตาอุยจึงมอบตราสำหรับจันเหาให้แก่เตงอูแล้วว่า ขอท่านจงรับที่จันเหาตามท้องตรารับสั่ง ราชการฝ่ายทิศใต้นั้น พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้วางพระทัยมาให้ท่านปราบโจรผู้ร้ายจงราบคาบ เตงอูรับตราที่จันเหาแล้ว จึงให้คนใช้ยกโต๊ะมาตั้งเลี้ยงอองเตาอุยผู้ถือหนังสือรับสั่งแล้ว แต่งหนังสือบอกข่าวราชการส่งให้อองเตาอุยไปกราบทูลแจ้งความแก่พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ ณ ค่ายเทียนซิวเต๋ง

ฝ่ายทหารฮวนจ๋งแตกทัพหนีกลับไปถึงเมืองหลวง จึงให้โจซองขุนนางผู้ใหญ่นำเข้าเฝ้าทูลความแก่พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ทุกประการ พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ได้ฟังจึงสั่งโจซองกับกองเซงให้คุมทหารสิบหมื่นยกไปป้องกันเมืองหลวง ขุนนางสองนายรับสั่งคำนับลามาจัดทหารออกจากเมืองเตียงอั๋นยกไปทางตะวันตกเฉียงใต้

ฝ่ายจันเหาเตงอูครั้นอองเตาอุยกลับไปแล้ว จึงจัดทหารห้าหมื่นพื้นมีฝีมือเข้มแข็ง ยกจากเมืองไก่เสียจะไปตีเมืองเตงก๊ก ยกมาถึงฝั่งน้ำฮุยเอี๋ยง ให้มัดพ่วงแพข้ามกองทัพขึ้นถึงฝั่ง พอพบกองทัพสวนทางมาทหารสองฝ่ายรอกันอยู่ จันเหาเตงอูรีบขับม้าขึ้นมาหน้าทหาร จึงร้องถามว่ากองทัพยกมาแต่ไหน หรือจะมาสามิภักดิ์ก็ให้ผู้ซึ่งเป็นใหญ่เร่งออกมาคำนับเราแต่โดยดี จะตั้งแต่งให้เป็นที่ขุนนางตามสมควร ฝ่ายโจซองได้ยินดังนั้นจึงขับม้าฝ่าทหารขึ้นมาร้องบอกว่า ตัวเราเป็นขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองหลวง พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ทราบความว่าตัวท่านคบคิดกันกับทหารทั้งปวงยกเล่าสิ้วบุนซกขึ้นเป็นเจ้า ทำการทรยศกบฏต่อแผ่นดิน จึงมีรับสั่งให้เราออกมาจับตัวไปลงอาญาตามโทษ ว่าแล้วขับทหารเข้าตีทัพจะจับเตงอู ฝ่ายทหารจันเหาเตงอูเห็นดังนั้นพากันเข้าระดมรบพุ่งซัดอาวุธยิงเกาทัณฑ์ โห่ร้องไล่บุกบั่นฟันแทงพวกโจซองล้มตายแตกระส่ำระสาย

ฝ่ายโจซองกับกองเซงเห็นทัพเสียกระบวน ทหารเตงอูตีโอบขึ้นมาจะวกหลัง ตกใจนักชักม้าหนี เตงอูได้ทีขับทหารติดตามฆ่าฟันทหารโจซองไปทางประมาณสามร้อยเส้น แล้วตีกลองสัญญาณประชุมทัพพร้อม ยกกลับมาพักทหารอยู่ในเมืองไก่เสีย

ฝ่ายอองขังขณะเมื่อพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ยกเข้าเมืองหลวงได้เร่งขับม้าหนีเข้าป่า หยุดรวบรวมทหารซึ่งเป็นพรรคพวกจะไปเข้าด้วยเล่าพุนจู๋ ณ เมืองเตงก๊ก ฝ่ายฮวนจ๋งครั้นยกเล่าพุนจู๋ขึ้นเป็นเจ้าแล้ว จึงว่าข้าพเจ้าจะเร่งรีบยกกองทัพเข้าจับเกงซีฮ่องเต้ ชิงเอาเมืองหลวงได้แล้ว จะมาเชิญท่านเสวยราชสมบัติ ครั้นจะเนิ่นช้าไปเกรงเกลือกเสียวอ๋องเล่าสิ้วบุนซกจะยกเข้ามาอยู่รักษาเมือง เบื้องหน้าจะกระทำยาก เล่าพุนจู๋จึงว่าท่านจงรีบยกไปกระทำให้ได้สมความคิด เมืองเตงก๊กนี้ข้าพเจ้าจะรับป้องกันรักษาไว้มิให้เป็นอันตราย ฮวนจ๋งคำนับลาออกมาจัดขุนนางไว้ให้อยู่กับเล่าพุนจู๋ บรรดาทหารมีฝีมือกล้าแข็งเกณฑ์เข้ากองทัพ ยกออกจากเมืองเตงก๊กไปถึงแดนเมืองโกเหลง แลเห็นขุนนางคนหนึ่งใส่เกราะเงินหมวกขลิบเงิน ถือธงขาวจารึกอักษรว่าเตงก๊กกองอองขัง ขี่ม้าประดับเครื่องขาวนำหน้าทหารเดินสวนทางมา ฮวนจ๋งรู้ว่าอองขังจะมาสามิภักดิ์ จึงหยุดม้ารอทหารอยู่กลางทาง ฝ่ายอองขังแลเห็นธงแม่ทัพจารึกอักษรรู้ว่าฮวนจ๋งยกมาดีใจนัก จึงลงจากม้าเข้าไปคำนับแล้วว่า ข้าพเจ้าเป็นขุนนางในเมืองหลวง รู้ข่าวว่าท่านยกเล่าพุนจู๋ขึ้นเป็นเจ้า ข้าพเจ้าจึงพาพรรคพวกออกมาเข้าพึ่งบุญ อาสาทำราชการไปกว่าจะสิ้นชีวิต ซึ่งจะคิดกลอุบายมาหามิได้ ฮวนจ๋งจึงว่าท่านมาภักดีโดยสุจริตคิดจะช่วยทำนุบำรุงเล่าพุนจู๋นั้น ข้าพเจ้าขอบใจท่านยิ่งนัก ถ้าสำเร็จราชการเมืองหลวงแล้ว จะช่วยว่ากล่าวให้เล่าพุนจู๋ฮ่องเต้ตั้งแต่งเป็นขุนนางตามสมควร ท่านเป็นขุนนางรู้จัดการในเมืองหลวง จงเป็นกองหน้านำทัพเข้าไปตีเมืองเตียงอั๋น อองขังรับคำแล้วสมทบทหารเข้ากองทัพ กลับยกไปเมืองเตียงอั๋น ฝ่ายชาวด่านเห็นกองทัพยกมา ก็ตกใจขึ้นม้ารีบไปเมืองหลวง ให้ขุนนางพาเฝ้าทูลความทั้งปวงให้พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ทราบทุกประการ

ฝ่ายพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้แจ้งว่าฮวนจ๋งยกทัพเข้ามาใกล้ถึงเมือง ให้หวาดหวั่นพระทัยนัก จึงสั่งหลีสงจงเร่งคุมทหารสามหมื่นออกไปป้องกันทัพฮวนจ๋งไว้ อย่าให้เข้ามาชิดถึงเชิงกำแพง หลีสงรับสั่งคำนับลาออกมาแต่งตัวใส่เกราะ ขึ้นม้าถืออาวุธพาทหารออกจากเมืองหลวง ไปประมาณทางสามร้อยเส้นเศษ พอแลเห็นกองทัพฮวนจ๋งมาถึงจึงหยุดทหารยืนม้าอยู่

ฝ่ายอองขังขี่ม้านำกองทัพมา เห็นนายทหารเมืองหลวงชื่อหลีสงออกมาตั้งทัพกั้นทางไว้ดังนั้น จึงว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมหลีสงแต่โดยดีว่า ตัวเราเป็นขุนนางในเมืองหลวงท่านก็แจ้งอยู่ แต่ก่อนเราเห็นว่าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เชื่อฟังคนยุยงล่อลวง จับซินโตเกียนขุนนางผู้ใหญ่ฆ่าเสีย เราจะอยู่ด้วยนานไปจะพาลเอาผิดคิดกลัวอาญา จึงมาสามิภักดิ์เข้าด้วยฮวนจ๋ง เชิญเชื้อพระวงศ์มาเปลี่ยนกษัตริย์ใหม่ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะได้อยู่เย็นเป็นสุข ตัวท่านอยู่ด้วยพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ผู้หาสัจธรรมมิได้นั้น นานไปจะได้ความเดือดร้อน จงมาเข้าด้วยฮวนจ๋งช่วยกันทำนุบำรุงเล่าพุนจู๋เชื้อพระวงศ์ได้เสวยราชสมบัติในเมืองหลวงแล้ว ตัวท่านจะได้เป็นที่ขุนนางมีความชอบ หลีสงได้ยินดังนั้นก็โกรธจึงร้องด่าเป็นข้อหยาบช้าว่า พระเจ้าเมืองหลวงชุบเลี้ยงตัวเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ตัวเป็นคนอกตัญญูกลับคิดการกบฏต่อเจ้าแผ่นดินกูไม่ยินดีด้วย ถึงมาตรว่าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้จะทำผิดประเพณีประการใด ได้เป็นเจ้าชุบเลี้ยงแล้วก็ควรจะเอาชีวิตเป็นแดนแทนพระคุณไป ถึงจะตายลงในการอาสาความชอบจะปรากฏอยู่ในแผ่นดิน ซึ่งตัวเป็นทัพหน้านายโจรจะมาต่อสู้ จะหาต้านทานฝีมือกูได้ถึงสามเพลงทวนไม่ กูจะตัดศีรษะไปถวายพระเจ้าเมืองหลวงเป็นความชอบให้จงได้ อองขังได้ยินดังนั้นก็โกรธนักชัก ม้าออกรบกับหลีสงได้สิบเพลงทวนเห็นจะต่อสู้กำลังหลีสงมิได้ พาทหารถอยรอรบมาถึงหน้าทัพหลวงแล้วหลีกลัดตัดหนีเข้าข้างทาง

ฝ่ายฮวนจ๋งเห็นทหารชาวเมืองหลวงตีทัพหน้าแตกถอยลงมาถึง ขับม้าพาทหารออกประจัญรบป้องกันไว้เป็นสามารถ ฮวนจ๋งเข้าปะทะดูฝีมือหลีสงได้สิบเพลงทวนเห็นจะต้านทานกำลังมิได้ จึงแกล้งชักม้าถอยหนีทำเสียทีล่อให้ไล่ หลีสงขับม้าพาทหารรบติดตามถลำเข้าไปต้องกลศึก ฮวนจ๋งได้ทีตีม้าล่อโบกธง ร้องเร่งทหารปีกซ้ายขวาตีกระหนาบเข้าไปทั้งสองข้าง อองขังจึงพาทหารออกตีตัดหลัง ฮวนจ๋งชักม้ากลับขับทหารเข้ารบประจันหน้าไว้ หลีสงตกอยู่ในที่ล้อม ทหารต้องอาวุธป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมากเสียใจนัก ชักม้ากลับรบฝ่าออกมาข้างต้นทาง อองขังน้าวเกาทัณฑ์ยิงถูกม้าหลีสงล้มลงทับขาหลีสงไว้ อองขังขับม้าเข้าจับตัวหลีสงได้ ทหารพวกโจรได้ทีเข้าบุกรุกฆ่าฟันทหารหลีสงล้มตายเป็นอันมาก ที่เหลือตายตกอยู่ในที่ล้อมหนีมิพ้นร้องขอชีวิตอื้ออึง อองขังจึงมัดหลีสงเข้าไปส่งให้แก่ฮวนจ๋ง ฮวนจ๋งเห็นดังนั้นก็ดีใจนัก จึงร้องห้ามทหารมิให้ทำอันตรายแก่ทหารหลีสงซึ่งยอมเข้าด้วย แล้วยกกองทัพเข้าไปตั้งค่ายอยู่ถึงคูเมือง

ฝ่ายขุนนางชาวเมืองหลวงเห็นกองทัพยกมาถึง ต่างคนตกใจวิ่งเข้าไปร้องไห้กราบทูลแก่พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ตกพระทัยนัก จึงสั่งหลีหวนนายทหารให้ปิดประตูเมืองลงเขื่อนมั่นลั่นถูญแจ ขับพวกทหารและราษฎรชาวเมืองขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ให้มั่นคง หลีหวนรับสั่งคำนับลาพาขุนนางออกมาเกณฑ์กันขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นสามารถ

ฝ่ายฮวนจ๋งแต่ตั้งค่ายมั่นประชิดเมืองอยู่เป็นหลายวันเข้าเมืองมิได้ จึงปรึกษาอองขังว่า เมืองเตียงอั๋นนี้กำแพงป้อมประตูหอรบมั่นคงนัก จะยกเข้าหักเอาโดยฝีมือทหารเห็นไม่ได้ ด้วยชาวเมืองตรวจตรารักษาหน้าที่เชิงเทินอยู่เป็นอันมาก ท่านจะคิดอุบายประการใด อองขังจึงว่านายทหารผู้ใหญ่ซึ่งอยู่ประจำรักษาประตูเมืองเบื้องทิศตะวันออกนั้นชื่อหลีหวน เป็นน้องชายหลีสงซึ่งจับไว้ ถ้าคิดอุบายว่ากล่าวให้หลีหวนยอมเข้าด้วย ช่วยเปิดประตูรับเห็นจะเข้าเมืองได้โดยง่าย ฮวนจ๋งแจ้งความดังนั้นดีใจนัก จึงสั่งนายทหารให้คุมตัวหลีสงตามคำอองขังไปถึงประตูข้างทิศตะวันออก อองขังจึงร้องบอกหลีหวนว่าฮวนจ๋งแม่ทัพจับหลีสงได้ ถ้าหลีหวนเปิดประตูเมืองรับจะปล่อยหลีสงไป แม้นมิเปิดประตูเมืองจะฆ่าหลีสงเสีย ฝ่ายหลีหวนอยู่บนเชิงเทินได้ยินดังนั้น แลลงไปเห็นหลีสงผู้พี่มีความสงสารนัก จึงคิดว่าเมืองหลวงก็คงจะเสียแก่ฮวนจ๋ง แม้นมิเปิดประตูรับ ทัพฮวนจ๋งเข้าเมืองได้ ชีวิตพี่น้องบุตรภรรยาเราจะพากันตายด้วยอาญาฮวนจ๋ง หลีหวนคิดแล้วจึงลงไปให้ทหารเปิดประตูเมืองออกคำนับฮวนจ๋ง แล้วว่ากล่าวขอโทษหลีสงผู้พี่ ฮวนจ๋งมีความยินดีนัก จึงให้แก้มัดหลีสงแล้วยกกองทัพเข้าเมืองหลวง

ฝ่ายพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ได้ยินเสียงอื้ออึง พอขุนนางวิ่งเข้ามาแจ้งความว่า หลีหวนเปิดประตูเมืองรับกองทัพฮวนจ๋งดังนั้นตกพระทัยนัก จึงเรียกให้กรมม้าผูกม้าที่นั่งอันมีกำลังฝีเท้ารวดเร็วมาทรง พาขุนนางและทหารเปิดประตูหลังเมืองหนีไปตามทางเมืองโกเหลง

ฝ่ายฮวนจ๋งเข้าเมืองได้รู้ว่าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้หนีไปก็มิได้ติดตาม จึงใช้ทหารให้กลับไปเมืองเตงก๊ก เชิญเล่าพุนจู๋มาเสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์ครองเมืองหลวง ทหารม้าใช้รับคำแล้วลาออกมาขึ้นม้ารีบไปตามสั่ง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ