ฝ่ายโซงวนโซยกับงิมเหงครั้นเห็นกองบู๊หนีไปกองทัพใหญ่เลิกแล้ว โซงวนโซยพาทหารเข้าเมืองอิจุ๋ย ฝ่ายกองบู๊นั่งกินโต๊ะอยู่กับเตงอู กองบู๊จึงว่าเราคิดจะเกลี้ยกล่อมให้งิมเหงเข้าด้วยโดยดี งิมเหงกลับกำเริบใจฆ่าญาติซึ่งร่วมแซ่ตายชิงเอาเมืองซินเอี๋ยไป ครั้งนี้ท่านจะคิดทำศึกสืบไปประการใดเล่า เตงอูจึงว่าทหารฝ่ายเราซึ่งกล้าแข็งนั้นน้อยตัวนักหาพอใช้ในการศึกใหญ่ไม่ ข้าพเจ้าสืบรู้ว่าจับไต้อ๋องนายโจรสิบคนได้คุมพวกโจรนายละแปดพันเก้าพัน แต่นายโจรผู้ใหญ่นั้นชื่อจับไต้อ๋อง มีฝีมือกล้าแข็งคุมพวกโจรทหารหมื่นหนึ่ง อยู่ตำบลบ้านซินซีริมเขางิฉิว ถ้าท่านไปเกลี้ยกล่อมจับไต้อ๋องมาได้ เห็นว่าการใหญ่จะสำเร็จโดยเร็ว กองบู๊ได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนัก จึงนุ่งห่มเหมือนคนค้าขายหมายจะมิให้ผู้ใดรู้จัก ขึ้นม้าออกจากเมืองฮูเหียงเข้าดงใหญ่ไปถึงเชิงเขางิฉิวพบร้านสุรา กองบู๊ลงม้าแวะเข้าซื้อสุรานั่งกินอยู่ในร้านนั้น

ฝ่ายพวกโจรเดินไปมาแวะเข้ามองดูมิได้รู้จักก็พากันไป แต่นายโจรผู้หนึ่งรู้จักเล่าลิวบุนซกจึงเข้าไปในร้านคำนับเล่าสิ้วบุนซก เล่าสิ้วบุนซกรับคำนับแล้วตักสุราให้กินพลางถามว่าท่านชื่อใดอยู่บ้านไหน ผู้นั้นบอกว่าข้าพเจ้าชื่ออองเสียงอยู่บ้านซินซี ท่านมาถึงบ้านนี้จะไปแห่งใด กองบู๊จึงบอกว่างิมเหงไปตีเมืองเสียวเตียงอั๋นคือเมืองซินเอี๋ย ฆ่าญาติพี่น้องข้าพเจ้าเสียเป็นอันมาก จะมาวานนายโจรซึ่งอยู่บ้านซินซีทั้งสิบคนไปช่วยรบงิมเหงคืนเอาเมืองซินเอี๋ย จะได้หรือมิได้นั้นยังไม่แจ้งความ อองเสียงจึงว่านายโจรทั้งสิบคนเป็นพวกข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าเป็นที่เก้า นายโจรชื่อจับไต้อ๋องเป็นที่สิบนั้นบอกแก่ข้าพเจ้าว่ารู้จักท่านอยู่ กองบู๊จึงถามว่าจับไต้อ๋องที่สิบนั้นแซ่ใดชื่อใดเล่า อองเสียงจึงบอกว่าจับไต้อ๋องนั้นเดิมบ้านอยู่แขวงเมืองไซรล้อโจรทั้งปวงเรียกว่าจับไต้อ๋อง แต่ชื่อและแซ่นั้นข้าพเจ้ามิได้รู้จัก ซึ่งท่านจะมาวานไปช่วยครั้งนี้จะเป็นราชการได้แต่จับไต้อ๋องกับข้าพเจ้าสองคน นายโจรทั้งแปดคนนั้นเคยแต่ปล้นตีชิงเอาทรัพย์สิ่งของคนเดินทางจะให้ไปใช้การศึกหาได้ไม่ กองบู๊ครั้นกินสุรากับอองเสียงแล้วจึงเข้าไปหานายโจร ณ บ้านซินซี พบแต่จูอิ๋วหนึ่ง เซียงงางหนึ่ง ฮูหืนหนึ่ง เลียวแจ๋งหนึ่ง ตั๋นปูนหนึ่ง โจซองหนึ่ง อองขังหนึ่ง อองฮองหนึ่ง เป็นเก้าคนกับทั้งอองเสียง ยังไม่พบแต่จับไต้อ๋องนายโจรที่สิบ อองเสียงจึงบอกแก่นายโจรทั้งแปดคนว่าเล่าสิ้วบุนซกคนนี้เป็นผู้มีบุญเชื้อวงศ์พระเจ้าเปงเต้ ให้เราพามาหาท่านจะวานทหารไปช่วยทำการศึกกำจัดอองมัง ถ้าสำเร็จราชการแล้วจะให้เป็นขุนนางทั้งแปดนายท่านจะเห็นประการใด จูอิ๋วได้ฟังดังนั้นจึงว่าเล่าสิ้วบุนซกมีทรัพย์สิ่งสินมากน้อยประการใดจึงจะมาวานไปกำจัดอองมังนั้น เมื่อครั้งไรเราจะได้เป็นขุนนางเล่า กองบู๊จึงตอบว่าถ้าสำเร็จราชการแล้วท่านจะเป็นขุนนางตำแหน่งใดข้าพเจ้าจะให้ตามปรารถนา ทั้งทรัพย์เงินทองของวิเศษทั้งปวงก็จะให้เป็นบำเหน็จเป็นอันมากท่านอย่าวิตกเลย กองบู๊กับนายโจรพูดกันอยู่พอมีผู้เข้ามาบอกแก่นายโจรว่า อองมังใช้ให้ซินโตเกียนถือตรากับม้าเขียวสิบม้าและสิ่งของเป็นอันมากมาให้ จูอิ๋วได้ฟังดีใจนักจึงพานายโจรเจ็ดคนออกไปคำนับตรารับเข้ามาในบ้าน แล้วอ่านแจ้งความในท้องตราว่า อ๋องซินเซ็กให้ม้าและสิ่งของออกมาจะเชิญเข้าไปเป็นขุนนาง ต่างคนดีใจบอกแก่ซินโตเกียนผู้ถือตราว่า บัดนี้เล่าสิ้วบุนซกนั้นเข้ามาอยู่ในบ้านข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะจับตัวเข้าไปให้แก่อ๋องซินเซ็กเป็นความชอบ

ฝ่ายอองเสียงได้ยินดังนั้นจึงตอบว่า เล่าสิ้วบุนซกเป็นเพื่อนรักกับจับไต้อ๋อง ถ้าจับไต้อ๋องรู้ว่าท่านทำร้ายแก่เล่าสิ้วบุนซกจับไต้อ๋องจะโกรธ อองเสียงห้ามปรามเป็นหลายครั้ง จูอิ๋วกับโจรทั้งเจ็ดคนไม่ฟังก็ช่วยกันเข้ากลุ้มรุมจับเล่าสิ้วบุนซกมัดมือขึ้นม้า พากันออกจากบ้านซินซีไปทางสี่สิบเส้น พอได้ยินเสียงม้าล่อและกลองอื้ออึงในป่า พวกทหารออกจากดงใหญ่อันมาก แลไปเห็นม้าบู๊ทหารแห่สวนทางมา นายโจรทั้งปวงก็พาทหารกับกองบู๊หลีกทางให้ม้าบู๊

ฝ่ายม้าบู๊แลเห็นเล่าสิ้วบุนซกนายโจรมัดจูงมา จึงร้องตวาดว่านายโจรทั้งปวงจะพาเจ้าเราไปแห่งใด ฝ่ายนายโจรต่างคนกลัวม้าบู๊มิได้โต้ตอบ ม้าบู๊จึงโดดลงจากม้าเข้าไปแก้มัดแล้วคำนับถามกองบู๊ว่า เหตุใดท่านจึงให้พวกโจรมันจับมัดได้ความลำบากฉะนี้เล่า กองบู๊จึงเล่าความแต่หลังให้ฟังทุกประการ แล้วกองบู๊จึงว่าซึ่งท่านได้มาแก้ไขให้รอดชีวิตครั้งนี้เราขอบคุณยิ่งนัก ซึ่งได้ยินออกชื่อว่าจับไต้อ๋องอยู่ในดงใหญ่ว่ารู้จักข้าพเจ้าอยู่แต่ก่อนนั้น ข้าพเจ้ายังไม่รู้จักตัวคือผู้ใดเล่า ม้าบู๊จึงบอกว่าเดิมข้าพเจ้าหนีอองมังออกจากเมืองหลวงมาอยู่ในบ้านป่าอันนี้ โจรทั้งปวงมิได้รู้จักแซ่และชื่อ ซึ่งเรียกว่าจับไต้อ๋องนั้นคือตัวข้าพเจ้า ม้าบู๊เห็นซินโตเกียนจึงถามนายโจรทั้งปวงว่าคนแปลกหน้ามาแต่ไหน นายโจรจึงบอกว่าอองมังให้ซินโตเกียนถือตรากับม้าและสิ่งของมาหาข้าพเจ้ากับจับไต้อ๋อง จะเชิญเข้าไปเป็นขุนนางในเมืองหลวง ม้าบู๊ได้ยินดังนั้นก็โกรธชักดาบโดดเข้าฟันถูกซินโตเกียนคอขาดตาย แล้วม้าบู๊จึงถามพวกนายโจรว่าท่านทั้งปวงจะเข้าด้วยอองมังหรือจะทำราชการในเล่าสิ้วบุนซก นายโจรทั้งแปดคนกลัวอำนาจม้าบู๊ นายโจรจึงบอกว่าข้าพเจ้าจะขอยอมเข้าทำราชการด้วยเล่าสิ้วบุนซก ม้าบู๊ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงเชิญเล่าสิ้วบุนซกเข้าไปบ้านซินซีประชุมนายโจรและพวกโจรทั้งปวง ม้าบู๊ให้จัดแจงปลูกตำหนักเป็นที่ข้างหน้าข้างใน จึงยกกองบู๊เป็นที่ฮ่องเต้และตั้งนายโจรเป็นขุนนางเทียบตำแหน่งทุกพนักงาน

ฝ่ายเล่าเหียน ครั้งเมื่อหนีอองมังมาอยู่เป็นที่ปรึกษานายโจร ครั้นม้าบู๊ตั้งกองบู๊เป็นฮ่องเต้ นายโจรทั้งปวงคำนับกองบู๊ เล่าเหียนจึงคิดว่าตัวเราเป็นเชื้อพระวงศ์สนิทกับพระเจ้าเปงเต้ เล่าสิ้วบุนซกนี้ถ้าจะนับโดยลำดับแซ่ก็เป็นน้อง อนึ่งตัวเราก็มีอายุแก่กว่าเล่าสิ้วบุนซก บัดนี้ม้าบู๊ยกเล่าสิ้วบุนซกเป็นฮ่องเต้เราจะคำนับก็มิได้ ไม่คำนับก็ไม่ควร เล่าเหียนนั่งร้องไห้อยู่ต่อหน้ากองบู๊ กองบู๊เห็นดังนั้นพิจารณาดูก็รู้ว่าเล่าเหียนเป็นเชื้อพระวงศ์ กองบู๊ลงมาคำนับเชิญขึ้นนั่งที่เสมอกัน แล้วบอกม้าบู๊ว่าเล่าเหียนเป็นพี่ชายใหญ่เรา จูอิ๋วเห็นดังนั้นจึงว่าอย่างธรรมเนียมผู้น้องย่อมคำนับแก่ผู้พี่ ซึ่งท่านเป็นน้องเล่าเหียนนั้นขอให้เล่าเหียนเป็นฮ่องเต้ตามประเพณีจึงจะควร กองบู๊จึงว่าท่านว่ากล่าวทั้งนี้ชอบด้วยอย่างธรรมเนียมโบราณควรเราจะทำตาม ม้าบู๊ได้ฟังดังนั้นจึงว่าข้าพเจ้าเห็นว่าท่านเป็นผู้มีบุญจึงยกขึ้นเป็นฮ่องเต้ ซึ่งท่านจะให้เล่าเหียนเป็นฮ่องเต้นั้นจะมิเป็นสองเจ้าไปหรือ กองบู๊จึงว่าเล่าเหียนเป็นผู้ใหญ่ จะให้เป็นเจ้าตามอย่างธรรมเนียม ข้าพเจ้าจะขอช่วยราชการอยู่ในเล่าเหียน ท่านจงตั้งเล่าเหียนให้เป็นเจ้าเถิดจึงจะควร ม้าบู๊ได้ฟังดังนั้นก็ยอมยกเล่าเหียนขึ้นเป็นเกงซีฮ่องเต้ ให้กองบู๊เป็นเแม่ทัพใหญ่สำหรับปราบศัตรูแผ่นดินให้ราบคาบ อองเสียงกับม้าบู๊เป็นแม่ทัพหน้า ตั้งนายโจรแปดคนเป็นไจเสียงสำหรับว่าราชการในเมือง

ฝ่ายกองบู๊ครั้นเล่าเหียนได้เป็นเกงซีฮ่องเต้แล้ว จึงคำนับลาพาม้าบู๊กับอองเสียง ทหารบรรดาอยู่ในบ้านซินซียกกองทัพไปเมืองฮูเหียง กองบู๊เข้าไปคำนับแจ้งความแก่เล่าเหลียงทุกประการ เล่าเหลียงมีความยินดีนักจึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงม้าบู๊และทหารทั้งปวง

ฝ่ายเตงอูจึงว่ากับกองบู๊ ท่านได้ม้าบู๊กับนายทหารมีฝีมือมาครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าจะยกไปตีเมืองหลวงทำการศึกใหญ่กำจัดอองมังเอาชัยชนะได้โดยง่าย กองบู๊จึงว่าอองมังให้โซงวนโซยเป็นแม่ทัพหลวง ยกทัพใหญ่ออกมาตั้งค่ายมั่นอยู่ ณ เมืองอิจุ๋ย โซงวนโซยได้งิมเหงเจ้าเมืองเก๊กเอี๋ยงไว้เป็นแม่ทัพหน้า อินหูเลียงคิวซือพื้นฝีมือกล้าแข็งท่านจะทำประการใด จึงจะยกทัพเข้าไปตีเมืองหลวงได้เล่า เตงอูจึงว่าเมืองอิจุ๋ยเป็นทางร่วมด่านสำคัญ ซึ่งโซงวนโซยยกมาตั้งค่ายกันกองทัพท่านอยู่นั้น ขอให้ยกไปตีเอาเมืองอิจุ๋ยให้แตกก่อนจึงยกล่วงเข้าตีเมืองหลวงสืบไป กองบู๊จึงถามว่าท่านจะตีเมืองอิจุ๋ยนั้นจะคิดกลศึกอุบายประการใด เตงอูจึงว่าขอให้อองเสียงหนึ่ง ม้าเสงหนึ่ง คุมทหารห้าหมื่นไปตั้งซุ่มอยู่ ณ ทางช่องแคบทั้งสองข้างทาง แล้วท่านจงคุมทหารสิบหมื่นยกทัพใหญ่ไปตั้งอยู่ท้ายทางช่องแคบ งิมเหงซึ่งเป็นแม่ทัพหน้าโซงวนโซยจะออกมารบ จึงล่อให้กองทัพงิมเหงล่วงถลำเข้ามา ได้ทียกธงขึ้นให้ทหารทั้งสองข้างทางออกก้าวสกัดตัดหลังตีกระหนาบเป็นสามด้าน งิมเหงเสียทีแก่เราแล้วจึงยกเข้าระดมตีค่ายอิจุ๋ยให้แตกจงได้ กองบู๊ได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนัก จึงสรรเสริญเตงอูว่าท่านคิดกลศึกลึกซึ้งสมควรเป็นที่ปรึกษา กองบู๊จึงสั่งนายทหารให้ไปซุ่มทัพตามคำเตงอู แล้วกองบู๊กับเตงอูจัดนายทหารพันเศษทหารเลวสิบหมื่นยกกองทัพไปตั้งค่ายมั่นลงไว้ท้ายทางช่องแคบเมืองอิจุ๋ย จึงให้ทหารเข้าไปบอกโซงวนโซยให้จัดกองทัพออกมารบ

ฝ่ายโซงวนโซยกับงิมเหงนายทัพนายกองนั่งอยู่พร้อมกันแจ้งความว่ากองทัพเล่าสิ้วบุนซกยกมา จึงสั่งให้งิมเหงเป็นแม่ทัพหน้า โซงวนโซยเป็นแม่ทัพหลวงยกออกจากเมืองอิจุ๋ยตั้งค่ายมั่นประชิด เสียงม้าล่อกลองรบอื้ออึงทั้งสองฝ่าย กองบู๊จึงขึ้นม้าออกยืนหน้าค่ายแลเห็นงิมเหงนายกองทัพหน้าจึงร้องเจรจากับงิมเหงว่า ประเพณีเกิดมาเป็นนกย่อมหาต้นไม้ใหญ่เป็นที่อาศัยทำรัง อันเกิดมาเป็นคนควรแสวงหาผู้มีบุญญาธิการเป็นที่พึ่งจึงจะชอบ ด้วยฉบับธรรมเนียมซึ่งมีมาแต่โบราณ บัดนี้เชื้อพระวงศ์กษัตริย์ชื่อเล่าเหียนมีใจโอบอ้อม ราษฎรชาวบ้านป่าพร้อมใจกันยกขึ้นเป็นพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ตั้งเมืองซินซีเป็นเมืองหลวง มีรับสั่งให้เรายกมากำจัดอองมังหวังจะบำรุงราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุข ตัวท่านก็มีสติปัญญาฝีมือกล้าแข็งควรที่จะมาสามิภักดิ์เข้าด้วย ช่วยปราบศัตรูแผ่นดินราบคาบแล้ว พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้จะชุบเลี้ยงตั้งแต่งในตำแหน่งที่ขุนนางผู้ใหญ่ มีผู้สรรเสริญว่าเป็นคนดีมีความชอบในแผ่นดิน เหมือนหนึ่งนั่งอยู่ในที่แจ้ง ซึ่งท่านจะหลงทำการอาสาอองมังซึ่งเป็นคนอกตัญญูนั้นเหมือนหนึ่งตกอยู่ในที่มืด จะมีแต่ผู้ออกชื่อหรือความชั่วอยู่ตราบเท่าสิ้นพระจันทร์พระอาทิตย์ งิมเหงได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงร้องตวาดแล้วตอบว่า ตัวท่านเป็นแซ่เล่าชาวบ้านแปะจุยฉิง จะคิดการใหญ่สู้รบกับอองมังผู้ครองเมืองหลวงนั้น จะพากันเอาเลือดมาล้างคมอาวุธทหารอองมังเสียสิ้น การซึ่งคิดนั้นเห็นจะสำเร็จโดยยาก ท่านอย่าเจรจาเกลี้ยกล่อมเลยเราหายอมเข้าด้วยไม่ ม้าบู๊แม่ทัพหน้าได้ยินดังนั้นจึงตอบว่ากองบู๊ว่ากล่าวเตือนสติท่านโดยกรุณา ท่านกลับเห็นที่มืดดีกว่าที่สว่างแล้วสรรเสริญอองมังซึ่งเป็นคนอกตัญญูว่าดีกว่าผู้มีบุญนั้นไม่ชอบ ซึ่งอองมังเป็นคนชั่วชุบเลี้ยงให้ตัวเป็นทหารเอกนั้น ชื่อตัวก็จะปรากฏแต่ที่ชั่วไปเหมือนกับอองมังซึ่งเป็นคนอกตัญญูต่อแผ่นดินหาผู้สรรเสริญว่าดีไม่ งิมเหงได้ยินดังนั้นโกรธชักม้ารำง้าวเข้ารบกับม้าบู๊ได้สิบเพลง งิมเหงเห็นทหารหนุนแน่นเข้ามาเป็นอันมากจะต้านทานม้าบู๊มิได้ จึงกลับม้าจะพาทหารหนี ม้าบู๊จึงให้ทหารยกธงสำคัญขึ้น

ฝ่ายอองเสียงกับม้าเสงซึ่งตั้งกองซุ่มอยู่สองข้างทางเห็นดังนั้น ก็ขับทหารออกตีกระหนาบหลังทัพหลวงโซงวนโซย โซงวนโซยกับงิมเหงตกใจนัก ต่างคนขับม้าพาทหารรบป้องกันไว้เป็นสามารถ ฝ่ายม้าบู๊กับอองเสียงนายทหารทั้งปวงก็ขับม้าพาทหารเข้าระดมล้อมไล่ฆ่าฟันทหารโซงวนโซยเป็นตะลุมบอน ทหารโซงวนโซยแตกหนีล้มตายเป็นอันมาก งิมเหงขับม้าหนีไปถึงบ้านป่าพามารดากับบุตรภรรยาไปอยู่เมืองซินเอี๋ย ม้าบู๊จับโซงวนโซยแม่ทัพ โตเหมาจับอินหู อองเสียงจับเลียงคิวซือ ทั้งสามนายมัดโซงวนโซยอินหูเลียงคิวซือพามาคำนับกองบู๊ กองบู๊สั่งให้เอาตัวไปฆ่าเสียสิ้น

ฝ่ายโซเหลงโซโฮอยู่ในเมืองอิจุ๋ย รู้ว่าโซงวนโซยผู้บิดาเสียทัพ ทั้งสองคนขึ้นม้าพาทหารห้าร้อยออกมาช่วย พบกองทัพม้าเสงสกัดทางอยู่ พอเวลาเย็นลง ฝ่ายม้าเสงเห็นนายทหารทั้งปวงจับนายทัพนายกองเข้าไปให้กองบู๊ แต่ม้าเสงหาได้สิ่งใดที่จะเข้าไปเป็นความชอบให้คิดเสียใจยืนม้าอยู่ พอแลเห็นธงจารึกอักษรว่าโซเหลงโซโฮยกมาม้าเสงดีใจนัก จึงขับม้าพาทหารรำขวานทั้งสองมือเข้ารบกับโซเหลงโซโฮ โซเหลงโซโฮต้านทานมิได้ขับม้าหนี ม้าเสงไล่ติดตามไป

ฝ่ายโซเหลงโซโฮหนีม้าเสงในเวลากลางคืนจนรุ่งขึ้น ถึงบ้านป่าอยู่ริมเชิงเขาแห่งหนึ่งหยุดม้าจะเข้าอาศัย พองอฮั่นออกมาจากตึกเห็นหนุ่มน้อยสองคนมา จึงเชิญเข้าไปนั่งในตึกแล้วถามหาแซ่และชื่อ โซโฮกับโซเหลงจึงบอกแซ่และชื่อ แล้วว่าข้าพเจ้าเป็นบุตรเซงเซี้ยวโซงวนโซย งอฮั่นได้ยินดังนั้นก็โกรธจึงชักดาบฟันโซเหลงโซโฮตายแล้ว พอม้าเสงมาถึงจึงถามงอฮั่นว่าท่านแซ่ใดชื่อใด งอฮั่นจึงบอกแซ่และชื่อแล้วจึงถามหาชื่อม้าเสง ม้าเสงจึงบอกว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ช่วยราชการกองบู๊ ข้าพเจ้าได้ติดตามโซเหลงโซโฮมาเห็นท่านช่วยจับฆ่าเสียข้าพเจ้ายินดีนัก งอฮั่นแจ้งว่ากองบู๊ยกทัพมาก็ดีใจ จึงมากับม้าเสงเข้าไปคำนับกองบู๊ กองบู๊เห็นม้าเสงพางอฮั่นเข้ามาให้นั่งที่สมควร งอฮั่นเล่าความที่ได้ฆ่าโซเหลงโซโฮให้กองบู๊ฟังทุกประการ กองบู๊ได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงว่าขอบใจท่านมีใจภักดีช่วยจับโซเหลงโซโฮฆ่าเสียครั้งนี้มีความชอบ ถ้าสำเร็จราชการแล้วจะให้ท่านเป็นขุนนางตามสมควร เตงอูนั่งอยู่ที่นั้นด้วยจึงว่างิมเหงเสียทัพแตกยับกระจัดกระจายหนีไปอยู่ในเมืองซินเอี๋ย ทหารและม้าก็อิดโรย ทัพเราได้ทีมีชัยอยู่แล้ว จำจะยกไปตีงิมเหงเสียอย่าให้ทันตั้งตัวได้ ถ้าละไว้ช้าก็จะมีกำลังขึ้น เหมือนปล่อยเสือขึ้นเขาปล่อยมังกรลงน้ำ ครั้นจะจับเอาอีกนั้นยากนัก กองบู๊เห็นชอบด้วยจึงยกกองทัพไปถึงเมืองซินเอี๋ย ใช้ทหารเข้าไปบอกแก่งิมเหงให้ออกมารบ งิมเหงแจ้งความดังนั้นจึงจัดทหารสามร้อยยกออกไปยืนม้าอยู่หน้าทหาร

ฝ่ายกองบู๊เห็นงิมเหงจึงขับม้าฝ่าทหารขึ้นมาเจรจาด้วยงิมเหงว่า แต่ท่านรบกับเราก็หลายครั้งยังหาชนะเราไม่ ท่านจะพาชาวเมืองได้ความเดือดร้อนเป็นอันมาก จงมาเข้าด้วยเราโดยดีเถิด งิมเหงจึงตอบว่าตัวเราเสียทีแก่ท่านเหมือนมังกรค้างนํ้า ถ้านํ้าขึ้นมาเมื่อใดก็จะไปได้เมื่อนั้น ถึงมาตรว่าเราแตกทัพเสียทีเป็นประการใดเราไม่ยอมด้วยท่านเป็นชาวบ้านป่าให้เสียเกียรติยศ ม้าบู๊ได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงขับม้าเข้ารบด้วยงิมเหงได้สิบเพลง งิมเหงเห็นจะต้านทานม้าบู๊มิได้จึงขับม้าพาทหารหนีเข้าเมือง ปิดประตูเมืองลงเขื่อนมั่นให้ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นสามารถ กองบู๊เห็นดังนั้นก็ให้เลิกทัพกลับเข้าค่าย

ฝ่ายอองป้าเป็นทหารอยู่ในอองมัง ครั้นรู้ว่ากองบู๊ตั้งซ่องสุมทแกล้วทหารยกไปตีเมืองได้หลายตำบล อองป้าหนีอองมังออกมาคอยกองบู๊อยู่ ณ เขาใหญ่แขวงเมืองนํ่าเอี๋ยง ครั้นรู้ว่ากองบู๊ยกไปล้อมเมืองซินเอี๋ย อองป้ามาถึงค่ายเข้าไปคำนับกองบู๊ ฝ่ายกองบู๊เห็นอองป้ามามีความยินดีนัก จึงเล่าความทุกข์ยากให้ฟังว่าแต่ข้าพเจ้าจากท่านมาได้ความลำบากปิ้มตัวตายหลายครั้ง บัดนี้ยกมารบกับงิมเหง งิมเหงแพ้ข้าพเจ้าเข้าอยู่เมืองซินเอี๋ยไม่ออกมา ครั้นจะเข้าหักเอาเมืองจับงิมเหงฆ่าเสียก็จะได้ แต่เสียดายฝีมือจะใคร่เกลี้ยกล่อมเอาไว้ใช้เป็นทหาร งิมเหงไม่ยอมเข้าด้วยท่านจะคิดประการใด อองป้าจึงว่าข้าพเจ้าจะอาสาท่านเป็นหมอเข้าไปในเมือง จะพูดเกลี้ยกล่อมให้งิมเหงออกมายอมเข้าด้วยท่านจงได้ ว่าแล้วคำนับลากองบู๊ออกมา อองป้านุ่งห่มเหมือนซินแสปลอมคนเข้าไปในเมือง จึงไปหางิมเหงเห็นงิมเหงนั่งกอดเข่าเป็นทุกข์อยู่ งิมเหงเห็นอองป้าเป็นเพื่อนสนิทแต่ก่อนมา จึงทักถามสนทนากันทั้งสองคน อองป้าจึงถามว่าท่านนี้มีสีหน้าผ่องใสดังแว่นแก้ว บัดนี้เราดูหน้าเศร้าหมองทุกข์โศกด้วยสิ่งใด งิมเหงจึงว่าเราทุกข์ใจด้วยการแผ่นดิน มิใช่การที่ท่านจะไถ่ถาม อองป้าจึงว่าเล่าสิ้วบุนซกให้เราเข้ามาชักชวนท่านไปเข้าด้วยควรที่จะปรึกษาไถ่ถามกัน ด้วยท่านเป็นเพื่อนกับเราแต่ก่อน งิมเหงได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงชักดาบออกจะฟันอองป้าเสีย โปจุ้นขุนนางอาลักษณ์เห็นดังนั้นจึงห้ามงิมเหงไว้ งิมเหงไม่ฟังจะฆ่าอองป้า โปจุ้นจึงเข้าชิงดาบงิมเหงได้

ฝ่ายยิมก๊วงกับขุนนางทั้งปวงนั่งอยู่พร้อมกันจึงร้องว่า ถ้างิมเหงไม่ยอมเข้าด้วยกองบู๊ เราจะช่วยโปจุ้นจับฆ่าเสียแล้วจะพากันไปเข้าด้วยกองบู๊ งิมเหงเห็นดังนั้นตกใจนัก ชักกระบี่ถอยหลังสู้โปจุ้นไปได้สามเพลงกระบี่ โปจุ้นจึงกลับเข้าไปพาขุนนางทั้งปวงเข้าจับมารดาบุตรภรรยางิมเหงออกมาแล้วร้องว่า ถ้างิมเหงไม่ยอมเข้าด้วยกองบู๊เราจะฆ่ามารดาบุตรภรรยาเสียให้สิ้น งิมเหงเห็นดังนั้นตกใจตัวสั่นจนกระบี่พลัดตกจากมือด้วยกลัวโปจุ้นกับขุนนางจะฆ่ามารดาเสีย ขุนนางทหารทั้งปวงก็วิ่งเข้าช่วยกันจับมัดงิมเหงได้ อองป้าก็พาโปจุ้นกับขุนนางทั้งปวงจูงมืองิมเหงออกไปคำนับกองบู๊ ณ ค่าย กองบู๊เห็นอองป้าขุนนางพางิมเหงเข้ามาได้สมคิดมีความยินดีนัก กองบู๊ลงมาแก้มัดมืองิมเหง งิมเหงจึงก้มศีรษะลงกราบกองบู๊แล้วว่า โทษตัวข้าพเจ้าผิดนักขอชีวิตข้าพเจ้าไว้ครั้งหนึ่ง กองบู๊จึงว่าเรามีความกรุณาท่านจะใคร่ได้มาไว้เป็นทหาร ท่านต่อสู้เสียทีแก่เราหลายครั้งเรามิได้ทำอันตราย ซึ่งท่านมาถึงวันนี้เรายินดีดังคนกระหายนํ้ามาได้กินน้ำเย็นใส ท่านผิดพลั้งแต่หลังมาเรามิได้ผูกใจพยาบาท จงช่วยกันกำจัดศัตรูราชสมบัติบำรุงราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุข สำเร็จราชการแล้วจะให้ท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่ตามสมควร งิมเหงได้ฟังดังนั้นดีใจนัก จึงว่าขอเชิญเข้าเหยียบเมืองข้าพเจ้าก่อน ราษฎรชาวเมืองจะได้อยู่เย็นเป็นสุขเพราะบุญท่านสืบไป กองบู๊ยกกองทัพเข้าในเมืองซินเอี๋ย งิมเหงจึงมอบเมืองให้แก่กองบู๊ กองบู๊ให้แจกหมายประกาศแก่นายทัพนายกองทั้งปวงมิให้เก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของอาณาประชาราษฎร ให้ชาวเมืองทำมาค้าขายตามเคยอย่าให้สะดุ้งใจ

ฝ่ายราษฎรทั้งปวงเห็นว่ากองบู๊เป็นผู้มีบุญโอบอ้อมอารี ต่างคนสรรเสริญกองบู๊อื้ออึงไปทั้งเมือง อยู่มาวันหนึ่งกองบู๊ออกขุนนาง นายทัพนายกองเฝ้าพร้อมกันจะให้ท่านเป็นกษัตริย์บำรุงแผ่นดินท่านจะเห็นประการใด กองบู๊จึงบอกเตงอูว่าครั้งเมื่อเราไปเกลี้ยกล่อมจับไต้อ๋อง ณ บ้านซินซีนั้น ม้าบู๊กับทหารทั้งปวงพร้อมกันตั้งเล่าเหียนผู้พี่เราขึ้นเป็นเกงซีฮ่องเต้ เกงซีฮ่องเต้ตั้งเราเป็นแม่ทัพรับสั่งให้มาทำสงครามปราบศัตรูแผ่นดิน ซึ่งท่านว่าจะให้เราเป็นฮ่องเต้ขึ้นอีกนั้น จะทำลายรับสั่งพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เสียไม่ควร เตงอูกับขุนนางนายทหารทั้งปวงได้ฟังดังนั้นพากันเสียใจนั่งนิ่งอยู่ ผู้ซึ่งมีสติปัญญาจะมาเข้าด้วยนั้นก็ท้อใจ แต่กองบู๊เกลี้ยกล่อมทหารยกมาได้เมืองฮูเหียงหนึ่ง เมืองน่ำเอี๋ยงหนึ่ง เมืองเก๊กเอี๋ยงหนึ่ง แล้วมาตั้งอยู่เมืองซินเอี๋ย จึงปรึกษานายทหารที่มีฝีมือ คือโตเหมาหนึ่ง เอี๋ยวกี๋หนึ่ง ม้าบู๊หนึ่ง งิมเหงหนึ่ง ว่าท่านทั้งสี่คนนี้ ถ้าฝีมือผู้ใดดีเป็นอย่างยิ่งจะให้เป็นแม่ทัพหน้า

ฝ่ายเอี๋ยวกี๋กับม้าบู๊โตเหมาได้ยินดังนั้นดีใจนัก ต่างคนจะชิงกันเป็นแม่ทัพหน้า แต่งิมเหงนั่งนิ่งอยู่มิได้ว่าประการใด กองบู๊เห็นดังนั้นจึงว่าทหารทั้งสามนายต่างคนจะชิงกันเป็นแม่ทัพหน้า เหตุใดท่านจึงนิ่งเสียมิได้ว่ากล่าวต่อแย้งขึ้นบ้าง งิมเหงคำนับแล้วตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นคนใหม่ซึ่งจะพูดจาองอาจเข้าชิงทหารเก่ายกตัวขึ้นเป็นแม่ทัพนั้นมิได้ ด้วยตัวข้าพเจ้ายังไม่มีความชอบ กองบู๊จึงว่าถึงท่านจะเป็นคนใหม่ แต่ว่าเต็มใจทำราชการอาสาแผ่นดินโดยสุจริต แล้วเราก็จะตั้งให้เป็นแม่ทัพหน้าทำการศึกใหญ่ จะได้เลือกหน้าว่าคนเก่าคนใหม่หามิได้

ฝ่ายเตงอูนั่งฟังกองบู๊และทหารทั้งสี่นายว่ากล่าวกันมิตกลง จึงว่าข้าพเจ้าจะช่วยพิพากษาเป็นกลางมิได้ชิงกัน บัดนี้เมืองซึ่งยังมิได้มาสามิภักดิ์ต่อท่านนั้นมีอยู่สี่เมือง ขอท่านใช้ทหารไปตีคนละเมือง ถ้าผู้ใดตีเมืองมาได้ก่อนให้คนนั้นเป็นแม่ทัพหน้าท่านจะเห็นประการใด กองบู๊กับสี่นายทหารเห็นชอบพร้อมกัน ต่างคนคำนับลาออกมาขึ้นม้าพาทหารซึ่งเป็นพรรคพวกของตัวยกแยกกันไปคนละเมือง

ฝ่ายงิมเหงยกไปตีได้เมืองก่อน โตเหมาตีเมืองได้เป็นที่สอง เอียวกี๋ตีได้เมืองที่สาม ต่างคนมีหนังสือให้ม้าใช้รีบมาบอกแก่กองบู๊ แต่ม้าบู๊กับอองเสียงนั้นยังมิได้มีหนังสือบอกมา กองบู๊จึงตั้งให้งิมเหงเป็นแม่ทัพหน้าตามสัญญา ฝ่ายม้าบู๊กับอองเสียงยกกองทัพรีบไปถึงเมืองบู๊เอี๋ยง จึงตั้งค่ายมั่นลงไว้ใกล้เมืองประมาณสามสิบเส้น

ฝ่ายปังอี้เจ้าเมืองบู๊เอี๋ยงรู้ว่ากองทัพม้าบู๊ทหารกองบู๊ยกมา จึงให้ปิดประตูเมืองขับทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ พอเวลาค่ำลงจึงจัดทหารออกไปตั้งกองซุ่มไว้นอกเมือง แล้วปังอี้ทำอาถรรพณ์ด้วยมนตร์ไสยศาสตร์ไว้ที่หน้าเมือง แล้วสั่งทหารว่าถ้าข้าศึกไล่ถลำเข้ามาเหยียบอาถรรพณ์เกิดลมพายุใหญ่ จงยกกองซุ่มเข้าล้อมไว้ทั้งกองทัพอย่าให้หนีได้ ปังอี้ออกไปซุ่มทหารทำอาถรรพณ์เสร็จแล้ว พอเวลารุ่งขึ้น ปังอี้จึงขึ้นม้าพาทหารออกจากเมืองยืนม้าอยู่หน้าค่ายแลมาเห็นม้าบู๊ ปังอี้จึงร้องบอกว่าตัวเป็นพวกโจรป่าจะมารบกับเราไม่คู่ควรกัน ท่านจงกลับไปบอกกองบู๊กับเตงอูอองป้ายกมารบกับเราจึงจะควร ม้าบู๊ได้ยินดังนั้นก็โกรธจึงร้องว่าตัวเปนแต่ทหารฝีมือต่ำ ถ้อยคำหยาบช้ากูจะฆ่าเสียให้สมที่ความแค้น ว่าแล้วขับม้าเข้ารบปังอี้ ปังอี้ชักม้าถอยหนีรอรบมา ม้าบู๊ไล่ติดตามถลำเข้าไปเหยียบอาถรรพณ์ ก็เกิดพายุใหญ่พัดผงคลีฟุ้งขึ้นมืดคลุ้มไปทั้งกองทัพ

ฝ่ายกองซุ่มทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ขับทหารเข้าล้อมกองทัพม้าบู๊ไว้เป็นสามารถ ฝ่ายม้าบู๊กับอองเสียงเห็นผงคลีตลบกลุ้มไปทั้งท้องฟ้า จะขับม้าฝ่าทหารออกไปมิได้ จะตีเมืองเข้าไปก็เหลือกำลังสิ้นความคิด จึงปรึกษาอองเสียงว่าเรามาตกอยู่ในที่ล้อมต้องมนต์อาถรรพณ์ พากันอับจนเสียกลางศึกจะนิ่งอยู่ฉะนี้มิได้ จงจัดทหารฝีมือกล้ารบฝ่าออกไปเชิญกองบู๊มาช่วยชีวิตจึงจะรอดจากความตาย อองเสียงจึงใช้ทหารผู้หนึ่งเป็นคนสนิทให้ขับม้าออกจากที่ล้อมไปแจ้งความแก่กองบู๊ ณ เมืองซินเอี๋ย

ฝ่ายกองบู๊แจ้งข่าวดังนั้น จึงพาเตงอูอองป้ากับนายทหารทั้งปวงยกกองทัพออกจากเมืองซินเอี๋ยไปถึงเมืองบู๊เอี๋ยง ฝ่ายปังอี้ออกมายืนม้าตรวจตราทหารให้ตั้งล้อมม้าบู๊อยู่หน้าเมือง แลเห็นกองบู๊เตงอูกับอองป้ามาถึง จึงลงม้าเข้าไปคำนับกองบู๊ กองบู๊จึงว่าแต่จากมาช้านานมิได้รู้ว่าท่านไปอยู่แห่งใดพึ่งพบกันวันนี้ ซึ่งได้ยกล่วงเกินเข้ามาเพราะไม่รู้ว่าเป็นเมืองของท่าน ขอท่านจงเลิกทัพกลับเข้าเมืองเถิด อย่าตั้งล้อมม้าบู๊ทหารเราไว้ให้ได้ความลำบากสืบไปเลย ปังอี้คำนับรับคำแล้วสั่งทหารให้เลิกทัพ

ฝ่ายม้าบู๊ออกจากที่ล้อมมาคำนับกองบู๊ ม้าบู๊จึงว่ากับปังอี้ว่าตัวท่านเข้าด้วยกองบู๊ รู้ว่าเราเป็นทหารกองบู๊ยกมาถึงเมืองแล้ว เหตุใดจึงปิดประตูเมืองเสีย ให้ทหารต่อรบฆ่าฟันกันตายทั้งสองฝ่ายฉะนี้เล่าเราสงสัยอยู่ ปังอี้จึงตอบว่าถ้าเราเปิดประตูเมืองรับกองทัพท่านโดยง่ายนั้น ผู้ซึ่งหาสติปัญญามิได้จะประมาทดูหมิ่นว่าเราหามีกตัญญูต่อกองบู๊ไม่ จึงทำการต่อสู้จนกองบู๊มาถึงจึงเปิดประตูรับ ม้าบู๊ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ จึงว่าท่านมีสติปัญญาประกอบคุณวิชาการชำนาญในกลศึกลึกซึ้ง มิเสียทีเกิดมาเป็นชายชาติทหาร ท่านกับเราจะได้ทำการสงครามช่วยผู้มีบุญปราบเสี้ยนศัตรูแผ่นดินสืบไปภายหน้า ม้าบู๊ก็ผูกพันเอาปังอี้เป็นเพื่อนมิตรสนิทกัน กองบู๊จึงสั่งปังอี้ว่าท่านจงอยู่รักษาเมืองบู๊เอี๋ยงไว้อย่าให้ทหารอองมังย่ำยี ต่อเมื่อเรายกทัพใหญ่ไปตีเมืองหลวง ท่านจงจัดทหารไปบรรจบเข้าไปจับอองมังฆ่าเสีย ปังอี้คำนับรับคำกองบู๊ กองบู๊กับนายทัพนายกองทั้งปวงยกกองทัพกลับคืนไปเมืองซินเอี๋ย

กองบู๊ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงนายทัพนายกองทหารทั้งปวงเป็นที่สบาย ฝ่ายกองบู๊นั่งกินโต๊ะเสพสุราอยู่ดูหน้าม้าบู๊มิได้ปรกติด้วยไปตีเมืองไม่สมความคิด กองบู๊แกล้งจะให้มีมานะจึงว่าแก่ม้าบู๊ว่าครั้งนี้ท่านกับนายทหารทั้งสามให้สัญญาต่อหน้าเตงอูว่า ผู้ใดไปตีเมืองได้มาก่อนจะตั้งให้เป็นทัพหน้า บัดนี้งิมเหงตีเมืองได้เราจะให้เป็นทัพหน้าตามสัญญาท่านจะว่าประการใด ม้าบู๊ได้ยินดังนั้นอายใจนัก จึงคิดว่าทหารทั้งปวงยังมิได้เห็นสติปัญญาและฝีมือพากันประมาทหมิ่น จำจะไปล่อลวงเอาเมืองยงฉวนให้ได้สมความคิด กองบู๊กับทหารทั้งปวงจึงจะไม่ประมาทดูหมิ่นสืบไป คิดแล้วม้าบู๊แกล้งทำโกรธจึงว่าแก่กองบู๊ว่า เมื่อท่านเห็นว่าข้าพเจ้ามีสติปัญญาและฝีมืออ่อนนักจะใช้ในการศึกมิได้แล้ว จะขอลาไปเป็นโจรอยู่ป่าหาความสุข ม้าบู๊จึงพาอองเสียงกับทหารเลวหมื่นหนึ่งออกจากเมืองไปตามทางเมืองยงฉวน

ฝ่ายอองเหียนเจ้าเมืองยงฉวนออกมาเที่ยวเล่นนอกเมืองพบม้าบู๊ จึงถามม้าบู๊ว่าท่านจะพาทหารไปแห่งใด ม้าบู๊จึงแกล้งบอกว่าเดิมข้าพเจ้าเข้าอยู่กับเล่าสิ้วบุนซก เล่าสิ้วบุนซกตั้งให้เป็นทัพหน้า ครั้นงิมเหงไปอยู่ด้วยเล่าสิ้วบุนซก เล่าสิ้วบุนซกถอดข้าพเจ้าเสียกลับตั้งงิมเหงเป็นทัพหน้า ข้าพเจ้ามีใจเจ็บแค้นนัก จึงพาพรรคพวกออกจากกองทัพกลับมาอยู่ป่าให้พ้นความอาย อองเหียนจึงว่าท่านอย่าไปเลย จงอยู่ช่วยกันทำนุบำรุงอองมังเถิด อองมังจะเลี้ยงท่านให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่สืบไปท่านจะเห็นประการใด ม้าบู๊จึงว่าครั้งเมื่อข้าพเจ้าชิงที่จ้อหงวนกับงิมเหงในสนามหัด อองมังให้งิมเหงเป็นจงหงวนนั้น ข้าพเจ้าได้เขียนหนังสือไว้เป็นข้อหยาบช้า ครั้นจะกลับมาเข้าด้วยอองมังก็กลัวเพราะทำความชั่วไว้ อองเหียนจึงหักลูกเกาทัณฑ์ออกเป็นสองท่อนให้เห็นความสัตย์ว่า ถ้าเราแกล้งล่อลวงจะเอาตัวท่านไปให้อองมังลงโทษแล้ว ขอให้ลูกเกาทัณฑ์ปักอกเราเถิด อองเหียนจึงพาม้าบู๊เข้าไปเมืองแล้วให้เลี้ยงโต๊ะพวกม้าบู๊ทุกคน ฝ่ายกองบู๊ครั้นม้าบู๊ไปแล้วจึงยกกองทัพตามม้าบู๊ไปถึงเมืองยงฉวน แล้วให้ทหารไปบอกเจ้าเมืองยงฉวนให้ออกมารบ

ฝ่ายม้าบู๊กับอองเหียนกินโต๊ะอยู่ได้ฟังดังนั้น ม้าบู๊แกล้งทำโกรธจึงว่าเล่าสิ้วบุนซกเป็นคนหาสติปัญญามิได้เหมือนดังไม่มีจักษุ มิได้รู้จักคนดีและชั่วยังมาติดตามเราอีกเล่า ม้าบู๊จึงพาอองเหียนยกทหารออกจากเมือง เห็นกองบู๊ยืนม้าอยู่กลางทหารทั้งปวง ม้าบู๊แกล้งทำชักม้าเข้าเคียงอองเหียน อองเหียนมิได้รู้กลอุบายม้าบู๊ ม้าบู๊ก็เอาง้าวฟาดอองเหียนคอขาดตกม้าตาย บรรดาทหารก็ตกใจกลัวหนีเข้าเมือง ม้าบู๊เปิดประตูเมืองรับกองบู๊ กองบู๊มีความยินดียกทัพเข้าไปในเมือง ม้าบู๊ให้แต่งโต๊ะแล้วเลี้ยงทแกล้วทหารบรรดาที่มา กองบู๊จึงสรรเสริญม้าบู๊ว่ามิเสียทีที่ท่านเป็นทหารมีสติปัญญาหาผู้เสมอมิได้ ม้าบู๊จึงว่าตัวข้าพเจ้ามีสติปัญญาน้อยนักหารู้กลศึกสิ่งใดไม่ แต่มีกตัญญูต่อท่าน ทำการเพียงนี้จะยกว่าเป็นคนดีมีสติปัญญานั้นไม่ควร กองบู๊จึงว่าท่านได้มีความชอบช่วยชีวิตข้าพเจ้ารอดจากความตายหลายครั้ง ได้เป็นเพื่อนยากกันมาช้านานการสิ่งใดยังมิได้ให้ขัดเคือง ซึ่งท่านหมองใจครั้งนี้เพราะเตงอูพิพากษาให้ไปตีเมือง งิมเหงตีเมืองได้ก่อนจึงต้องทำตามสัญญาด้วยได้ลั่นวาจาออกไปแล้ว จะกลับถ้อยคืนคำเล่าเกรงความนินทาหารู้ที่จะทำประการใดไม่ ซึ่งท่านได้ขัดเคืองนั้นข้าพเจ้าขออภัยเถิด ม้าบู๊หัวเราะแล้วตอบว่าข้าพเจ้าตั้งใจจะช่วยปราบเสี้ยนหนามในแผ่นดินให้ราบคาบ มิได้มีความอิจฉาพยาบาท ซึ่งทำโกรธท่านนั้นหมายจะมิให้อุบายที่คิดไว้แพร่งพรายแก่คนทั้งปวง ข้าพเจ้ามาล่อลวงอองเหียนเชื่อใจว่าขัดเคืองกับท่านการจึงได้สมความคิด ซึ่งจะโกรธท่านโดยจริงหามิได้ นายทหารบรรดานั่งกินโต๊ะอยู่ได้ยินดังนั้นพากันสรรเสริญม้าบู๊ว่า มีสติปัญญาคิดการลึกซึ้งทั้งฝีมือก็กล้าแข็ง ควรที่เป็นนายทหารอาสาผู้มีบุญทำการปราบศัตรูแผ่นดินสืบไปภายหน้า

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ