ฝ่ายเล่าเหลียงรู้ว่ากองบู๊ได้เมืองแล้ว จึงยกครอบครัวขนข้าวปลาอาหารเข้ามาขึ้นฉางน้อยใหญ่ไว้ในเมืองฮูเหียง แล้วให้แต่งโต๊ะเลี้ยงทหารทั้งปวงพร้อมกันกินสุราเป็นที่สนุกสบาย ฝ่ายคนใช้โซหัวผู้ตาย ครั้นรู้ว่าเกียนถำกลับเข้าด้วยเล่าสิ้วบุนซกแล้ว จึงพากันเข้าไปเมืองหลวงแจ้งความทั้งปวงแต่หลังให้โซเหี้ยนฟังทุกประการ โซเหี้ยนรู้ว่าโซหัวตายจึงเข้าไปบอกแก่อองมังว่า เล่าสิ้วบุนซกหนีไปอยู่บ้านแปะจุยฉิง ข้าพเจ้าให้โซหัวผู้บุตรตามไปจับเล่าสิ้วบุนซกจะเอามาให้ท่าน ชาวบ้านแปะจุยฉิงออกชิงเอาเล่าสิ้วบุนซกไว้ฆ่าโซหัวตาย บัดนี้เล่าสิ้วบุนซกเกลี้ยกล่อมชาวป่า ยกเข้าตีเมืองฮูเหียงได้ ทั้งตัวเกียนถำก็ไปเข้าเกลี้ยกล่อมด้วย เห็นว่าเล่าสิ้วบุนซกจะมีใจกำเริบยกเข้ามาตีเมืองหลวงเป็นมั่นคง อองมังได้ฟังดังนั้นตกใจนัก จึงสั่งให้โซงวนโซยเป็นแม่ทัพยกออกไปตั้งเกลี้ยกล่อมทหารอยู่ ณ เมืองอีจุ๋ย คอยตีกองทัพพวกบ้านป่าแปะจุยฉิงจับตัวเล่าสิ้วบุนซกฆ่าเสียจงได้ โซงวนโซยคำนับลาออกมาจัดกองทัพยกไปตั้งค่ายอยู่เมืองอีจุ๋ยตามอองมังสั่ง

ฝ่ายเตงอูอยู่ในเมืองฮูเหียงเห็นกองบู๊กินแต่สุราไม่คิดการศึก จึงเข้าไปปรึกษาว่าท่านได้แต่เมืองฮูเหียงเป็นเมืองน้อย ไม่คิดที่จะตีเอาหัวเมืองทั้งปวงกระทำเขตแดนให้กว้างไว้นั้น ถ้าอองมังยกทัพใหญ่มา เห็นว่าทหารเราจะต่อสู้ต้านทานฝีมือทหารชาวเมืองหลวงมิได้ ซึ่งท่านยกศึกแรกเป็นฤกษ์ดีมีชัยได้เมืองฮูเหียงครั้งนี้ ขอให้หลีทองกับเกียนถำคุมทหารห้าร้อยยกไปตีเมืองน่ำเอี๋ยงทางหนึ่ง ให้เล่าอี๋นกับหลีเทียดคุมทหารห้าร้อยยกไปตีเมืองเก๊กเอี๋ยงทางหนึ่ง ท่านกับเอียวกี๋คุมทหารห้าร้อยยกไปตีเมืองซินเอี๋ยทางหนึ่ง เล่าเหลียงกับข้าพเจ้าจะรับอยู่รักษาเมืองฮูเหียงมิให้เป็นอันตราย ถ้าตีเมืองทั้งสามได้เครื่องศัสตราวุธและทแกล้วทหารมาสบทบกองทัพมากขึ้นแล้ว ถึงมาตรว่าอองมังจะยกทัพใหญ่มา ก็เห็นพอจะสู้รบเอาชัยชนะได้ กองบู๊กับนายทหารทั้งปวงเห็นชอบด้วย ต่างคนจัดแจงทหารยกออกจากเมืองฮูเหียงแยกกันไปสามทางตามคำเตงอู

ฝ่ายกองบู๊กับเอียวกี๋ยกไปถึงเมืองซินเอี๋ย จึงให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ใกล้เชิงกำแพงประมาณทางสามสิบเส้น จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า ไต้ฮั่นเล่าสิ้วบุนซกผู้เป็นพระเจ้าหลานพระเจ้าเปงเต้มาถึงเมืองซินเอี๋ย ด้วยอองมังคิดกบฏประทุษร้ายต่อเจ้าแผ่นดิน ยกจูเอ๋งขึ้นเป็นฮ่องเต้ จูเอ๋งหาความผิดมิได้อองมังถอดจูเอ๋งเสียจากที่ฮ่องเต้แล้ว อองมังชิงเอาสมบัติตั้งตัวเป็นใหญ่ในเมืองหลวง เอาจูเอ๋งไปคุมขังไว้ ณ ตำหนักหลังวังให้จูเอ๋งอดอาหารตาย แปลงกฎหมายพิกัดเรียกค่านาและส่วยสาอากรให้เกินอย่างธรรมเนียมแต่ก่อน ราษฎรได้ความเดือดร้อนจึงประชุมพร้อมใจกันให้เราเป็นแม่ทัพใหญ่ยกมาจะไปกำจัดอองมังศัตรูแผ่นดินเสีย แล้วจะหาผู้ซึ่งมีบุญญาธิการขึ้นครองราชสมบัติในเมืองหลวง บำรุงราษฎรหัวเมืองทั้งปวงให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไปเหมือนดังแต่ก่อน ถ้าเจ้าเมืองซินเอี๋ยจะเข้าด้วยช่วยบำรุงแผ่นดินก็ให้ออกมาหาเราโดยดี ถ้าจะเข้าด้วยอองมังผู้กระทำผิดก็ให้เร่งยกกองทัพมารบกับเราให้ถึงแพ้และชนะ ครั้นแต่งหนังสือแล้วเข้าผนึกตีตราประทับส่งให้ทหารเข้าไปสื่อเมืองซินเอี๋ย ทหารรับหนังสือคำนับลาขึ้นม้าไปถึงประตูเมือง จึงแจ้งความให้นายประตูฟัง แล้วให้นายประตูพาเข้าไปคำนับส่งหนังสือให้แก่เจ้าเมืองซินเอี๋ย

ฝ่ายเก๋งต้านรับหนังสือฉีกผนึกออกอ่าน แจ้งว่ากองทัพเล่าสิ้วบุนซกผู้มีบุญยกมา จึงปรึกษาคับเอี๋ยนซึ่งเป็นฮูเจี๋ยงว่า เล่าสิ้วบุนซกคนนี้มีบุญญาธิการนานไปจะได้เป็นกษัตริย์บำรุงแผ่นดิน ซึ่งมีหนังสือมาทั้งนี้เป็นทางปรึกษา ถ้าเราจะคิดต่อสู้ฝีมือชาวเมืองหรือจะต้านทานทหารผู้มีบุญได้ เราคิดว่าไปเข้าด้วยเล่าสิ้วบุนซกราษฎรชาวเมืองจึงจะไม่มีความเดือดร้อนท่านเห็นประการใด คับเอี่ยนเห็นชอบ ทั้งสองนายจึงพาขุนนางและทหารเปิดประตูเมืองออกไปรับ คำนับเชิญกองบู๊เข้ามาในเมืองแล้วให้แต่งโต๊ะเลี้ยง กองบู๊จึงสั่งทหารมิให้กระทำย่ำยีแก่ราษฎรชาวเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข

ฝ่ายเล่าอี๋นกับหลีเทียดยกกองทัพไปถึงเมืองเก๊กเอี๋ยง ตั้งค่ายมั่นลงไว้ใกล้เมืองทางหกสิบสองเส้นสิบวา เล่าอี๋นจึงให้ทหารไปสืบรู้ว่ากองบู๊ได้เมืองซินเอี๋ยแล้ว เล่าอี๋นจึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า หนังสือเล่าอี๋นมาถึงเจ้าเมืองเก๊กเอี๋ยง ด้วยไต้ฮั่นเล่าสิ้วบุนซกเป็นผู้มีบุญญาธิการตั้งกองเกลี้ยกล่อมทแกล้วทหารอยู่ ณ บ้านแปะจุยฉิงหลายปี บัดนี้พร้อมทหารยกกองทัพใหญ่ หัวเมืองรายทางพากันเข้าด้วยเป็นอันมากยกมาถึงเมืองฮูเหียง เจ้าเมืองออกต่อสู้ฝีมือทหารต้านทานกองทัพมิได้ ไต้ฮั่นเล่าสิ้วบุนซกยกเข้าตีเมืองได้โดยง่ายดุจดังเด็ดผัก บัดนี้ยกเข้าพักทหารอยู่ ณ เมืองซินเอี๋ย ไต้ฮั่นเล่าสิ้วบุนซกมีบุญญาธิการเทพยดาอารักขาทั้งผู้มีสติปัญญาก็มาสามิภักดิ์เข้าช่วยคิดการศึก ไต้ฮั่นเล่าสิ้วบุนซกมีใจโอบอ้อมอารีราษฎร ต่างคนยินดีเข้าด้วยเอาใจช่วยผู้มีบุญให้กำจัดศัตรูแผ่นดิน จึงแต่งให้เราผู้ชื่อว่าเล่าอี๋นยกกองทัพมาปราบเมืองเก๊กเอี๋ยง ถ้าเจ้าเมืองเก๊กเอี๋ยงจะยอมเข้าด้วยช่วยผู้มีบุญ กำจัดอองมังสำเร็จราชการแล้วจะให้เป็นขุนนางมียศศักดิ์ ถ้ามิยอมเข้าด้วยเราจะยกทัพเข้าไปฆ่าเสียให้สิ้น ครั้นแต่งหนังสือแล้วส่งให้ทหารถือเข้าไปในเมือง ทหารรับหนังสือคำนับลาเข้ามาบอกความแก่นายประตูให้พาเข้าไป ส่งหนังสือให้งิมเหงเจ้าเมืองเก๊กเอี๋ยง เจ้าเมืองเก๊กเอี๋ยงฉีกผนึกออกอ่านแจ้งความดังนั้นก็โกรธ ฉีกหนังสือทิ้งเสียแล้วด่าว่า พวกอ้ายโจรป่าบังอาจใจยกเข้ามาเหยียบชานเมืองกู กูจะจับตัวฆ่าเสียให้สิ้น จึงสั่งทหารให้ตีผู้ถือหนังสือยี่สิบทีโดยสาหัส จึงให้ไสคอออกไปเสียจากเมือง แล้วงิมเหงจัดทหารมีฝีมือห้าร้อย งิมเหงแต่งตัวใส่เสื้อแดงสวมเกราะทองคำใส่หมวกทองมีจุกเป็นรูปหงส์ ผูกสอดเครื่องศัสตราสั้นสำหรับทหารถือง้าวใหญ่ เข้าไปคำนับมารดาแล้วเล่าความทั้งปวงให้ฟังทุกประการ มารดางิมเหงได้ยินออกชื่อเล่าสิ้วบุนซกก็ตกใจ จึงห้ามงิมเหงว่าเล่าสิ้วบุนซกเป็นเชื้อพระวงศ์กษัตริย์ คนทั้งปวงนิยมยินดีเข้าด้วยทั้งแผ่นดิน ตัวเจ้าผู้เดียวจะไปต่อสู้กับทหารผู้มีบุญครั้งนี้ มารดาเห็นว่าจะมีอันตรายเป็นมั่นคง จงออกไปสามิภักดิ์เข้าด้วยเล่าสิ้วบุนซก บ้านเมืองเราจึงจะมีความสุขสืบไป งิมเหงฟังมารดาห้ามก็โกรธ มิได้คำนับลุกออกมาขึ้นม้าสีแสดพาทหารเปิดประตูเมืองออกไปถึงหน้าค่ายเล่าอี๋น งิมเหงจึงร้องบอกเข้าไปว่าผู้ใดมีฝีมือดี องอาจยกมาจะรบกับเราให้เร่งออกมาต่อสู้ดูฝีมือกันให้ถึงแพ้และชนะ หลีเทียดซึ่งเป็นแม่ทัพหน้าได้ยินดังนั้น ขึ้นม้าถือทวนพาทหารออกมายืนอยู่หน้าค่าย จึงร้องพูดจาเกลี้ยกล่อมงิมเหงโดยดีว่า ท่านจงยอมเข้าทำราชการด้วยท่านผู้มีบุญช่วยกำจัดอองมังท่านจะได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ งิมเหงได้ฟังก็โกรธจึงด่าว่าพวกอ้ายโจรป่ามึงอย่ามาเกลี้ยกล่อมกูเลย กูจะฆ่าเสียบัดเดี๋ยวนี้ ว่าแล้วขับม้ารำง้าวเข้ารบด้วยหลีเทียดได้ยี่สิบเพลง งิมเหงทำชักม้าเป็นทีจะหนี หลีเทียดได้ทีขับม้าไล่ติดตาม งิมเหงเหลียวหลังมาน้าวเกาทัณฑ์ยิงถูกเกราะหลีเทียดตกม้าลง ทหารเท้าม้าอุ้มประคองป้องกันรอรบกลับมาค่าย เล่าอี๋นเห็นดังนั้นขับม้าเข้ารบกับงิมเหงได้ยี่สิบเพลง งิมเหงทำเสียที เล่าอี๋นแทงด้วยทวน งิมเหงหลบหลีกไม่ถูก ม้าเล่าอี๋นถลำเข้าไป งิมเหงชักอาวุธสั้นออกจากเสื้อ ตีถูกไหล่ซ้ายเล่าอี๋นเจ็บสาหัส เล่าอี๋นชักม้ากลับ งิมเหงขับทหารไล่ตามเข้าไปถึงค่าย เล่าอี๋นกับหลีเทียดทิ้งค่ายเสียขับม้าพาทหารหนีไป งิมเหงมีชัยชนะแล้วพาทหารกลับเข้าเมือง

ฝ่ายเล่าอี๋นกับหลีเทียดหนีงิมเหงมาถึงเมืองฮูเหียง จึงเข้าไปคำนับเล่าเหลียงแจ้งความตามซึ่งได้รบกับงิมเหงทุกประการ เล่าเหลียงได้ฟังดังนั้นตกใจนัก ขณะนั้นหลีทองกับเกียนถำไปตีเมืองน่ำเอี๋ยงได้แล้วกลับมาบอกแก่เล่าเหลียงทุกประการ

ฝ่ายกองบู๊ครั้นจัดแจงเมืองซินเอี๋ยแล้ว จึงพาเก๋งต้านกับคับเอี๋ยนเข้ามาคำนับเล่าความทั้งปวงให้เล่าเหลียงกับเตงอูฟัง เล่าเหลียงจึงบอกแก่กองบู๊ว่า เล่าอี๋นกับหลีเทียดยกไปตีเมืองเก๊กเอี๋ยงสู้รบกับงิมเหง เล่าอี๋นกับหลีเทียดถูกอาวุธป่วยแตกหนีมา กองบู๊ได้ยินออกชื่องิมเหงก็ตกใจ จึงว่างิมเหงคนนี้ฝีมือดีรบกับม้าบู๊ในที่สนามหัดถึงสองร้อยเพลงจึงได้เป็นที่จงหงวน อองมังตั้งแต่งออกมารักษาเมืองเก๊กเอี๋ยงเมื่อใดข้าพเจ้าพึ่งแจ้งความครั้งนี้ อันฝีมือทหารในกองทัพเราข้าพเจ้าหาเห็นผู้ใดที่จะต่อสู้งิมเหงเอาชัยชนะได้ไม่ เอียวกี๋จึงว่าซึ่งท่านสรรเสริญงิมเหงว่ามีฝีมือกล้าแข็งนั้น ข้าพเจ้าจะขอไปจับตัวมาให้ท่านจงได้ เตงอูได้ฟังจึงว่าแก่เอียวกี๋ว่าท่านอย่าเพ่อประมาทดูหมิ่นงิมเหงคนนี้ใจองอาจฝีมือกล้าแข็งมีกำลังมาก จำจะยกทัพใหญ่ไปตีเมืองเก๊กเอี๋ยงให้แตก แล้วคิดเกลี้ยกล่อมเอาตัวงิมเหงไว้เป็นนายทหารทำการศึกสืบไป เตงอูจึงให้เล่าปาไปรักษาเมืองซินเอี๋ย ให้เล่าต๋งไปรักษาเมืองน่ำเอี๋ยง เล่าเหลียงนั้นอยู่รักษาเมืองฮูเหียง เล่าปากับเล่าต๋งรับคำอำลาไปรักษาเมืองอยู่ตามเตงอูสั่ง เตงอูจึงจัดเตรียมทหารมีฝีมือสองร้อยทหารเลวพันเศษ ตั้งกองบู๊เป็นแม่ทัพหลวง ให้เอียวกี๋เป็นทัพหน้า เตงอูเป็นยกกระบัตรผู้จัดแจง ครั้นรุ่งเช้าเตงอูยกกองทัพออกจากเมืองฮูเหียง ไปตั้งค่ายอยู่ไกลเมืองทางประมาณสามสิบเส้น ให้ทหารเข้าไปบอกให้งิมเหงออกมารบ

ฝ่ายงิมเหงแจ้งว่ากองบู๊ยกมาถึงจึงจัดทหารพันเศษ งิมเหงแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถือง้าวใหญ่ ยกกองทัพออกจากเมืองไปถึงค่าย ฝ่ายกองบู๊จึงขึ้นม้าพาทหารออกมารบกับงิมเหง งิมเหงจึงร้องถามว่าตัวท่านหรือชื่อว่าเล่าสิ้วบุนซกหนีอองมังมาจากเมืองหลวง กองบู๊จึงว่าตัวเราชื่อเล่าสิ้วบุนซก ครั้งเมื่ออองมังทำการกบฏชิงเอาสมบัติพระเจ้าเปงเต้ แล้วให้โซเหี้ยนจับญาติวงศาบรรดาร่วมแซ่เอาไปฆ่าเสียประมาณพันเศษ แล้วให้สืบเอาตัวเราจะเอาไปฆ่าเสียให้สิ้นเชื้อด้วยเล่า เรามีใจเจ็บแค้นจึงพาทหารซึ่งมีใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินยกมาจะไปกำจัดอองมัง ตัวท่านก็มีสติปัญญาอยู่ จะหลงเข้าด้วยคนอกตัญญูนั้นไม่ชอบ จงช่วยเราปราบเสี้ยนศัตรูแผ่นดินสำเร็จแล้ว จะตั้งให้ท่านเป็นขุนนางมียศศักดิ์ตามสมควร งิมเหงได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงตอบว่าตัวเป็นพวกชาวบ้านแปะจุยฉิง อวดอ้างว่าเป็นผู้มีบุญให้คนนิยมเข้าด้วย แล้วกำเริบใจคิดการกับพวกชาวบ้านป่าว่ากล่าวหมิ่นประมาทอองมังเจ้านายเรา แล้วชักชวนให้เราไปเข้าด้วย ถึงอองมังจะชั่วดีประการใดก็ได้ชุบเลี้ยงตั้งแต่งเราเป็นเจ้าเมืองมียศศักดิ์ ถ้าท่านมิฟังจะประมาทหยาบช้าต่ออองมังสืบไป เราจะจับตัวฆ่าเสียให้สิ้นทั้งกองทัพ เอียวกี๋ได้ยินดังนั้นจึงชักม้าขึ้นมาหน้าม้ากองบู๊แล้วโต้ตอบกับงิมเหงว่า กองบู๊เจ้าของเรากรุณาว่าท่านเป็นเด็กหนุ่มเบาแก่ความจึงเตือนสติให้รู้ตัวว่าผิด ท่านจงยอมเข้าด้วยโดยดี ซึ่งจะถือตัวว่ามีฝีมือจะต่อสู้กับเราผู้เป็นทหารผู้ใหญ่ เห็นว่าอันตรายจะถึงแก่ชีวิตท่านเป็นมั่นคง งิมเหงได้ฟังก็โกรธชักม้ารำง้าวเข้ารบกับเอียวกี๋ได้สิบเพลง กองบู๊เห็นนายทหารทั้งสองรบกันต่างคนชำนิชำนาญว่องไวในเพลงอาวุธ เกรงงิมเหงจะเสียทีเอี๋ยวกี๋จะฆ่าเสีย จึงร้องห้ามงิมเหงว่าท่านอย่ารบกับเอี๋ยวกี๋ต่อไปเลย จงเข้ามารบกับเราเถิด งิมเหงไม่ฟังชักม้าเข้ารบกับเอียวกี๋ได้ห้าสิบเพลงมิได้แพ้ชนะแก่กัน กองบู๊แลไปบนศีรษะงิมเหงเห็นดังรูปเสือ คิดขึ้นได้ว่าชะรอยจะเป็นเทพยดารักษาประจำตัวงิมเหง กองบู๊น้าวเกาทัณฑ์ยิงถูกรูปเสือก็สูญหายไป

ฝ่ายงิมเหงรบกับเอียวกี๋ให้เมื่อยมึนแขนซ้ายยกง้าวไม่ถนัด ทั้งกำลังก็อิดโรยลงเห็นจะต่อสู้ฝีมือเอียวกี๋ไม่ได้ จึงชักม้าพาทหารกลับเข้าเมือง กองบู๊เห็นดังนั้นมิให้ทหารติดตาม จึงสรรเสริญเอียวกี๋ว่าฝีมือกล้าแข็งชนะงิมเหงควรที่เป็นนายทหารเอก ว่าแล้วพาทหารกลับเข้าค่าย จึงสั่งคนใช้ให้เข้าไปนัดงิมเหงว่าเวลาพรุ่งนี้ให้เร่งออกมารบกันใหม่ คนใช้คำนับลาเข้าไปในเมืองตามสั่ง

ฝ่ายงิมเหงครั้นถึงเมือง ขุนนางทั้งปวงมาเยี่ยมเยือนถามว่าท่านออกไปจับเล่าสิ้วบุนซกเป็นประการใดบ้าง งิมเหงจึงบอกว่าเราออกไปรบกับนายทหารจะจับตัวเล่าสิ้วบุนซก ได้รบกับเอียวกี๋ยังมิทันแพ้ชนะบังเกิดอิดโรยกำลัง แขนเบื้องซ้ายเมื่อยมึนจึงกลับเข้ามา เวลาอื่นเราจะยกออกไปจับเล่าสิ้วบุนซกให้จงได้ พอทหารกองบู๊ถือหนังสือเข้ามานัดรบ งิมเหงจึงรับคำว่าพรุ่งนี้เราจึงจะออกไปตามสัญญา ทหารกองบู๊ก็คำนับลากลับไปแจ้งความแก่กองบู๊ ณ ค่าย กองบู๊จึงสั่งทหารให้กินอยู่หลับนอน ให้มีกำลังไว้มิได้คิดที่จะระวังรักษาค่าย

ฝ่ายงิมเหงครั้นเวลาค่ำลง จึงจัดทหารเป็นห้ากองจะออกปล้นค่าย ครั้นเวลาดึกงิมเหงให้ทหารออกไปสืบรู้ว่ากองบู๊มีใจประมาท งิมเหงกำชับทหารมิให้อื้ออึงจึงเปิดประตูเมืองออกไป ให้ทหารแยกทางเข้าล้อมค่ายทั้งสี่ด้าน งิมเหงเห็นคนในค่ายกองบู๊นอนหลับสงัดเงียบทั้งค่าย จึงจุดประทัดสัญญาทหารเข้าระดมฆ่าฟันทหารในค่ายล้มตายเป็นอลหม่าน

ฝ่ายกองบู๊กับนายทหารทั้งปวง ครั้นได้ยินเสียงอื้ออึงตกใจตื่นขึ้นรู้ว่าข้าศึกปล้นค่าย ต่างคนขึ้นม้าฝ่าทหารหนีไปเมืองฮูเหียง แต่กองบู๊นั้นกำลังตกใจมิได้รู้ว่าทิศเหนือทิศใต้ประการใด จึงขับม้าตรงไปจะเข้าประตูเมืองเก๊กเอี๋ยง ครั้นเข้ามาแลเห็นประตูเมืองจึงชักม้ากลับขับหนีออกไปเข้าป่า

ฝ่ายงิมเหงขับม้าพาทหารไล่ฆ่าฟันทหารเล่าสิ้วบุนซกล้มตายแตกหนีไปสิ้นมิได้เห็นเล่าสิ้วบุนซก จึงถามทหารเลว ทหารเลวบอกว่าเล่าสิ้วบุนซกหนีเข้าป่าไปทางริมเชิงเขา งิมเหงขับม้าติดตาม ฝ่ายกองบู๊ขับม้าหนีงิมเหงไปริมเชิงเขา พอเวลารุ่งสว่างขึ้นถึงบ้านแห่งหนึ่งชักม้าเข้าไปในบ้านเห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งนั่งอยู่จึงลงม้าเข้าไปอาศัย

ฝ่ายโตหงวนเจ้าของบ้านเห็นดังนั้น จึงถามว่าท่านมีหน้ามิได้ปกติมาถึงเราท่านชื่อใดมาแต่ไหน กองบู๊จึงบอกว่าข้าพเจ้าชื่อเล่าสิ้วบุนซก หนีงิมเหงมาจะขออาศัยท่าน โตหงวนรู้ว่าเล่าสิ้วบุนซกเป็นผู้มีบุญ จึงเชิญขึ้นบนตึกคำนับกองบู๊ดังข้ากับเจ้า กองบู๊รับคำนับแล้วเล่าความแต่หลังให้ฟังทุกประการ จึงถามว่าท่านชื่อใด โตหงวนบอกชื่อแล้วว่างิมเหงคนนี้เป็นสานุศิษย์ ข้าพเจ้าได้ฝึกสอนยิงเกาทัณฑ์แต่ก่อน พอมีผู้มาบอกว่างิมเหงมาถึงประตูบ้าน เล่าสิ้วบุนซกได้ยินตกใจนักจะหนีไป โตหงวนห้ามไว้ว่าท่านจงอยู่ในตึกก่อน ข้าพเจ้าจะออกไปว่ากล่าวชักชวนงิมเหงเข้าด้วยท่านจงได้ พูดกันมิทันขาดคำพองิมเหงเข้าไปคำนับโตหงวนในตึก งิมเหงเห็นกองบู๊ชักกระบี่ออกจากฝักจะฟัน กองบู๊ตกใจวิ่งลงทางประตูหลังตึกออกไปแอบฟังความอยู่นอกตึก งิมเหงขยับตัวจะไล่ตาม โตหงวนฉวยจับข้อมือห้ามไว้ถามว่า เหตุใดท่านจะฆ่าผู้มีบุญเสียฉะนี้มิชอบ งิมเหงตอบว่าเล่าสิ้วบุนซกมิใช่มนุษย์เป็นเอียวยี่คือปีศาจ อองมังมีกฎหมายประกาศแก่ราษฎรว่า ผู้ใดจับเล่าสิ้วบุนซกได้จะให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ บัดนี้ที่ยศศักดิ์ทรัพย์สมบัติจะตกอยู่ในเงื้อมมือข้าพเจ้าแล้ว ท่านว่ากล่าวป้องกันเสียมิให้จับเล่าสิ้วบุนซกนั้นไม่ควร โตหงวนจึงตอบว่าเล่าสิ้วบุนซกมิใช่ปีศาจ คือผู้มีบุญรัศมีเหมือนดังหมอกมังกรเหลืองจะคอยประคองป้องกันอยู่หาผู้จะทำอันตรายได้ไม่ ถ้าท่านจะปรารถนายศศักดิ์ จงเข้าทำการอาสาเล่าสิ้วบุนซกกำจัดอองมังศัตรูราชสมบัติ เล่าสิ้วบุนซกได้เป็นกษัตริย์บำรุงแผ่นดินแล้ว ท่านก็จะได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่มียศศักดิ์เป็นอันมาก งิมเหงได้ฟังดังนั้นก็โกรธด่าโตหงวนว่าอ้ายขโมยป่า เห็นเล่าสิ้วบุนซกปิศาจนับถือยำเกรงว่าผู้มีบุญ กลับว่าชักชวนจะให้กูไปเข้าด้วยอีกเล่า งิมเหงเงื้อดาบจะฟัน โตหงวนตกใจวิ่งลงจากตึก พอพบยีหนึงเข้าฉุดคร่าห้ามไว้ งิมเหงโกรธนักจึงชักกระบองสั้นตีถูกยีหนึงรากโลหิตวิ่งตามบิดาไป งิมเหงจึงกลับมาขึ้นม้าไล่ติดตามเล่าสิ้วบุนซก

ฝ่ายโตหงวนกับยีหนึงพากองบู๊หนีข้ามภูเขาลงถึงเชิงเขาตก พอพบโตเหมาบุตรผู้ใหญ่เที่ยวป่าขี่ม้ากลับสวนทางเข้ามาโตหงวนดีใจนัก จึงบอกว่าเล่าสิ้วบุนซกผู้มีบุญเจ้าของเราเสียทัพมาอาศัยอยู่ งิมเหงติดตามจะจับไปให้อองมังเข้าค้นบนตึกมิได้ยำเกรง บิดาว่ากล่าวโดยดีงิมเหงโกรธตีน้องเจ้าจนรากเลือด ติดตามมาจะว่ากล่าวบิดาชิงเอาเล่าสิ้วบุนซก ว่ามิทันขาดคำพอแลไปทางต้นทางเห็นงิมเหง โตหงวนตกใจทั้งสามคนพากันวิ่งเข้าป่า

ฝ่ายงิมเหงขับม้ามาเห็นโตเหมายืนม้าขวางทางอยู่ จึงบอกว่าบิดาท่านพาเล่าสิ้วบุนซกหนีมา ท่านจงหลีกทางให้เราไปจับเล่าสิ้วบุนซกแล้วเราจะให้ทองพันตำลึง โตเหมาได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงตอบว่าเล่าสิ้วบุนซกได้เข้าไปอาศัยอยู่ในตึก บิดากูห้ามปรามมึงมิฟังจะจับผู้มีบุญไปให้แก่อองมังศัตรูแผ่นดินอีกเล่า งิมเหงได้ยินก็โกรธ จึงขับม้ารำง้าวเข้ารบกับโตเหมาได้สามสิบเพลง โตเหมาทำเสียที งิมเหงฟันด้วยง้าว โตเหมาเอากระบองสั้นป้องปัดง้าวงิมเหงพลัดจากมือม้าถลำเข้ามา โตเหมาเอากระบองตีถูกบ่างิมเหงล้มลงเจ็บป่วยสาหัส งิมเหงแข็งใจลุกขึ้นจับง้าวขี่ม้ากลับไปเมืองเก๊กเอี๋ยง

ฝ่ายโตเหมาจึงร้องเรียกโตหงวนกับยีหนึงกลับมา พาเล่าสิ้วบุนซกไปถึงบ้าน โตหงวนแต่งโต๊ะเลี้ยงให้กองบู๊อยู่ในตึกพักพอหายเหนื่อย ครั้นเวลารุ่งเช้าโตหงวนจึงชวนพรรคพวกสานุศิษย์ที่มีฝีมือยิงเกาทัณฑ์แม่นสามสิบคน ยกครอบครัวออกจากบ้านป่าตามกองบู๊ไปเมืองฮูเหียง กองบู๊พาโตหงวนโตเหมากับทหารเข้าไปคำนับแจ้งความให้เล่าเหลียงฟังทุกประการ เล่าเหลียงครั้นเห็นกองบู๊มาก็ดีใจ จึงให้ตรวจทหารซึ่งแตกทัพเหลือมานับได้พันห้าร้อยคน เล่าเหลียงแต่งโต๊ะเลี้ยงพวกโตหงวนและทหารทั้งปวง แล้วตั้งโตเหมาซึ่งมีความชอบให้เป็นนายกองทหารผู้ใหญ่ กองบู๊จึงปรึกษาเตงอูว่าครั้งนี้เราเสียทีแก่งิมเหงเพราะประมาท งิมเหงออกปล้นค่ายฆ่าทหารฝ่ายเราตายเป็นอันมาก ท่านจะคิดประการใดจึงจะตีเมืองเก๊กเอี๋ยงเอาชัยชนะแก่งิมเหงได้เล่า เตงอูจึงว่างิมเหงมีกำลังทั้งฝีมือก็กล้าแข็ง ขอให้แต่งทัพซุ่มเป็นกลศึกชื่อว่าตีนเทียนโหลเต้บง คำไทยว่าลวงปลาเข้าติดแห ให้เล่าอี๋นคุมทหารสามร้อยเป็นกองล่อยกไปตั้งค่ายมั่นอยู่หน้าเมืองเบื้องทิศใต้ ทางไกลเมืองประมาณได้หกสิบสองเส้น ให้โตหงวนกับโตเหมาสองนายคุมทหารห้าร้อยไปตั้งซุ่มอยู่ริมค่ายทั้งซ้ายขวา ให้เอียวกี๋กับเก๋งต้านคุมทหารกองละสามร้อยตั้งซุ่มอยู่ต้นทางทั้งสองข้างคอยตัดหลังข้าศึก ให้หลีทองกับตันจุ้นคุมทหารห้าร้อยซุ่มรายทางทิศตะวันออก ถ้าเล่าอี๋นเข้าไปรบล่อให้งิมเหงไล่มาถึงค่ายมั่น จึงให้โตหงวนกับโตเหมายกทหารตีโอบขึ้นมาทั้งซ้ายขวา ช่วยเล่าอี๋นรบประจันหน้างิมเหงไว้ ให้โตหงวนยกธงซึ่งจารึกอักษรบอกกลศึกขึ้นปักบนค่ายเป็นสำคัญทัพซุ่ม จึงให้เอียวกี๋ออกตีสกัดตัดหลังเป็นศึกกระหนาบ ถ้างิมเหงถอยทัพกลับมารบจะหักเข้าเมือง ให้เก๋งต้านขับทหารออกช่วยเอียวกี๋ตีประจันหน้าไว้ งิมเหงพาทหารรวนไปทางทิศตะวันออก ให้ตันจุ้นกับหลีทองแยกเป็นสองกองเข้ารบ ถ้างิมเหงจะหักออกข้างตะวันตก ให้คับเอี๋ยนยกกองซุ่มตีประจันไว้ งิมเหงจะรบฝ่าทหารออกหน้าด่านผู้ใด ก็ช่วยกันไล่ติดตามล้อมจับเอาตัวงิมเหงให้จงได้ งิมเหงตกอยู่ในที่ล้อมทหารรบรอบตัว ทั้งม้าแลคนก็อิดโรยกำลังลง ถึงมาตรว่าจะแก้ตัวหนีไปได้ จะยกมาทำศึกก็เข็ดขยาดฝีมือทหารฝ่ายเราเป็นมั่นคง กองบู๊ได้ฟังเห็นชอบด้วยมีความยินดีนัก จึงสรรเสริญเตงอูว่าท่านมีสติปัญญาคิดกลศึกลึกซึ้งสมควรเป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่ ถึงงิมเหงจะหนีไปได้ก็คงไม่พ้นมือเรา กองบู๊จึงสั่งนายทหารทั้งปวงให้ทำตามกลอุบายเตงอูทุกประการ

ฝ่ายเล่าอี๋นกับนายทหารคำนับรับคำลาออกมาจัดทหารยกแยกกันไปตามสั่ง เตงอูกับกองบู๊จึงจัดแจงทหารยกทัพหลวงไปตั้งค่ายซุ่มอยู่กลางป่าตำบลหนึ่ง เตงอูจึงขึ้นม้าไปจัดทัพซุ่มให้เป็นระยะจังหวะกันเหมือนดังปากแห แต่กองโตเหมานั้นอยู่ปลายทางหลวงสำหรับยกธงสำคัญ แต่บรรดาทางน้อยทั้งปวงให้ทหารขึงเชือกพานเท้าม้าคอยจับข้าศึกซึ่งจะหลีกหนีมาจงทุกทาง

ฝ่ายเล่าอี๋นคุมทหารห้าร้อยตั้งค่ายมั่นอยู่ ครั้นเวลาเช้ายกทหารเข้ามาถึงหน้าเมืองเก๊กเอี๋ยง จึงใช้ทหารเข้าไปบอกแก่งิมเหงให้ออกมารบ งิมเหงได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะว่าเล่าอี๋นรอดจากความตายไปครั้งหนึ่งแล้ว บัดนี้จะมาหาที่ตายอีกเล่า ม้าเสงผู้ช่วยราชการนั่งอยู่ด้วย จึงว่าท่านอย่าเพิ่งดูหมิ่นเล่าอี๋นเสียทีหนีไปแล้วกลับยกทัพมาครั้งนี้ จะมีกลอุบายล่อลวงท่านให้เสียทีในการศึกลึกซึ้งเป็นมั่นคง งิมเหงจึงว่าเล่าอี๋นเป็นชาวนาอยู่บ้านแปะจุยฉิง ทั้งสติปัญญาก็น้อยไม่ชำนาญในการสงคราม เห็นหาคิดกลศึกลึกซึ้งเหมือนท่านว่าไม่ งิมเหงก็เข้าไปลามารดาว่าจะไปรบกับเล่าอี๋นทหารเล่าสิ้วบุนซก มารดางิมเหงจึงว่าเล่าสิ้วบุนซกคนนี้จะได้เป็นกษัตริย์บำรุงราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุข เจ้าอย่าเพิ่งรบพุ่งกับพวกผู้มีบุญเลย จงเข้าทำการอาสาเล่าสิ้วบุนซกเถิด มารดาจะได้พึ่งบุญกว่าจะสิ้นชีวิต งิมเหงจึงว่าข้าพเจ้าเกิดมาเป็นชาย ชอบรักษาความสัตย์กตัญญูต่อผู้เป็นที่พึ่ง ซึ่งอองมังชุบเลี้ยงได้เป็นถึงเจ้าเมืองมียศศักดิ์ แล้วจะกลับไปเข้ากับเล่าสิ้วบุนซกคิดทำลายคุณอองมังเสียนั้นไม่ควร จะขอทำการอาสาอองมังจับตัวเล่าสิ้วบุนซกเอาความชอบให้จงได้ การทั้งนี้มิใช่การของมารดาอย่าห้ามข้าพเจ้าเลย มารดางิมเหงจึงว่าถ้าไม่ฟังคำมารดาแล้วเจ้าจะได้ความเดือดร้อน จงพามารดาออกไปส่งเสียบ้านป่าได้อยู่เย็นเป็นสุขก่อน จึงค่อยยกออกมารบกับทหารเล่าสิ้วบุนซกต่อไป งิมเหงมิได้เคืองใจจึงเชิญมารดาขึ้นเกวียนไป ณ บ้านป่าหลังเมืองเก๊กเอี๋ยง แล้วกลับมาจัดเตรียมทหารพันเศษ ให้ม้าเสงเป็นทัพหน้ายกออกจากเมืองเห็นกองทัพเล่าอี๋น งิมเหงจึงขับม้าฝ่าทหารขึ้นไปร้องว่าแก่เล่าอี๋น ตัวท่านยกมาครั้งก่อนเราตีแตกไป บัดนี้ยกมาใหม่อีกเล่า จะให้เราเอาเลือดคอท่านชำระสนิมดาบเราหรือประการใด เล่าอี๋นได้ยินดังนั้นจึงตอบว่าครั้งก่อนเราเสียทีแก่ท่าน ครั้งนี้จะมาต่อสู้ดูกำลังฝีมือท่านให้ถึงแพ้แลชนะ ว่าแล้วขับม้ารำทวนเข้ารบกับงิมเหงสิบเพลง เล่าอี๋นชักม้าพาทหารถอยรอรบล่อให้ไล่ งิมเหงมิได้รู้กลอุบายขับทหารติดตามไปถึงหน้าค่าย

ฝ่ายโตหงวนกับโตเหมาตั้งกองซุ่มคอยอยู่เห็นดังนั้น จึงขับทหารแยกออกสองกองตีโอบขึ้นไปทั้งซ้ายขวา โตเหมาชักม้าออกมายืนอยู่หน้าทหารจึงร้องถามงิมเหงเป็นทีเยาะเย้ยว่า วันเมื่อท่านไล่จับเล่าสิ้วบุนซกไปเราชิงไว้ได้ ต่อสู้ฝีมือกันครั้งก่อนท่านรู้จักฝีมือเราหรือหาไม่ งิมเหงเห็นโตเหมาคิดละอายใจจึงตอบว่า ครั้งเมื่อตัวชิงเล่าสิ้วบุนซกไว้เราคิดกรุณาว่าเป็นบุตรครูเรา จึงแกล้งหย่อนมือไม่หักหาญ ตัวกลับกำเริบใจไปเข้ากับเล่าสิ้วบุนซก ตัวเหมือนสุกรเห็นแต่จะกิน หารู้ว่าผู้เลี้ยงนั้นจะฆ่ากินเนื้อเสียเมื่อใดไม่ ถ้าตัวว่าฝีมือดีจงรบกับเราวันนี้ให้ถึงแพ้และชนะแก่กัน โตเหมาได้ฟังดังนั้นจึงสั่งทหารในค่ายให้ยกธงสำคัญทัพซุ่มขึ้น แล้วร้องถามงิมเหงว่าท่านจงดูอักษรจารึกธงจะเป็นกลศึกอันใด งิมเหงแลขึ้นไปเห็นอักษรจารึกธงว่า ตีนเทียนโหลเต้บง คิดฉงนใจมายืนอยู่

ฝ่ายเอียวกี๋กับกองทัพซุ่มทั้งปวงแลเห็นธงสำคัญ ต่างคนพาทหารออกสกัดตีตัดหลังล้อมงิมเหงทั้งแปดทิศ เสียงม้าล่อและกลองรบอื้ออึงขึ้นทั้งป่า โตเหมาจึงร้องบอกงิมเหงว่า ตัวท่านหลงไล่เล่าอี๋นถลำเข้ามาตกอยู่กลางศึก เหมือนปลาอันเข้าติดอยู่ในแหของนายประมงแล้ว จงลงจากม้ามายอมเข้าด้วยเล่าสิ้วบุนซกผู้มีบุญโดยดีเถิด อย่าให้ทหารเลวต้องกุมมัดผูกลำบากตัวเลย งิมเหงได้ฟังดังนั้นก็โกรธนักชักม้าเข้ารบด้วยโตเหมา เล่าอี๋นกับโตหงวนก็ขับม้าเข้าช่วยโตเหมารบกับงิมเหงเป็นสามารถ

ฝ่ายเอียวกี๋กับนายทหารขับทหารเข้าล้อมไล่ฆ่าฟันรบรุกทหารงิมเหงแตกเข้าไปถึงทัพหลวง งิมเหงเห็นทหารล้มตายเหลือกำลังที่จะสู้รบจึงชักม้ากลับขับทหารรบหักจะเข้าเมือง เอียวกี๋พาทหารออกรบประจันหน้าไว้ ทหารเอียวกี๋พุ่งซัดอาวุธระดมยิงเกาทัณฑ์ถูกทหารงิมเหงล้มตายเป็นอันมาก งิมเหงเห็นจะหักออกไปมิได้จึงชักม้าพาทหารไปทางทิศตะวันออก

ฝ่ายเก๋งต้านขับม้าพาพวกทหารเข้ารบต้านหน้างิมเหงไว้เป็นสามารถ งิมเหงรบฝ่าทหารออกไปมิได้จึงชักม้ากลับลงทางตะวันตกรบฝ่าทหารออกไปพบตันจุ้น ฝ่ายตันจุ้นขับม้าเข้ารบประจันรับกำลังงิมเหงมิได้ งิมเหงรำง้าวฟันฝ่าทหารตันจุ้นหนีไป

ฝ่ายโตเหมากับนายกองทหารทั้งปวงแยกทางกันติดตามก้าวสกัดหน้ากระหนาบหลังไล่ล้อมจะจับเอาตัวงิมเหง ฝ่ายงิมเหงหนีมาถึงสุมทุมป่าแห่งหนึ่งอิดโรยกำลังนัก เข้าแอบพุ่มไม้หยุดพักรวบรวมทหารที่เหลือตายตามมาแต่ม้าเสงกับทหารเลวห้าสิบคน งิมเหงเสียใจนัก พอได้ยินเสียงม้าล่อและกลองรบอื้ออึงไปทั้งป่าล้อมเข้ามาทั้งแปดทิศ งิมเหงแลไปเห็นธงใหญ่สำคัญแจ้งว่ากองโตเหมา งิมเหงตกใจนักจึงปรึกษาม้าเสงว่าโตเหมาติดตามมาล้อมครั้งนี้ทั้งม้าและตัวเราอิดโรยกำลังนัก จะรบหักออกไปมิได้ท่านจะคิดประการใด ชีวิตจึงจะรอดพ้นมือโตเหมาเล่า ม้าเสงจึงว่าข้าพเจ้าจะเล็ดลอดหนีไปเกณฑ์ทหารในเมืองกระหนาบหลัง ท่านจงตีออกไปหาข้าพเจ้า เห็นทหารโตเหมาจะแหวกช่องเปิดทางให้ท่านออกไปเป็นมั่นคง ม้าเสงก็คำนับลาขึ้นม้ารบฝ่าทหารโตเหมามาทางประมาณสิบเส้นเศษพอพบกองทัพตันจุ้น ม้าเสงขับควบม้าฝ่าทหารตันจุ้นไปทางประมาณยี่สิบเส้น พอแลเห็นเอียวกี๋ขี่ม้าพาทหารสวนทางมา ม้าเสงชักม้าแวะเข้าทางน้อย ม้าของม้าเสงพานเชือกล้มลง

ฝ่ายทหารกองหลวงซึ่งคอยอยู่ต้นเชือก ต่างคนวิ่งเข้าจับตัวม้าเสงมัดศอกไพล่หลังจูงไปคำนับกองบู๊ ณ ค่ายหลวง ฝ่ายเตงอูนั่งอยู่กับกองบู๊เห็นรูปร่างม้าเสงสูงใหญ่สมควรเป็นทหารจึงมาแก้มัดให้ม้าเสงนั่งในที่สมควร

ฝ่ายเตงอูจึงว่าแก่ม้าเสงว่า ท่านจงเข้ามาทำการอาสาช่วยผู้มีบุญปราบศัตรูแผ่นดินจึงจะชอบ ม้าเสงจึงคุกเข่าลงคำนับกองบู๊แล้วว่าตัวข้าพเจ้าทำการต่อสู้จนทหารท่านจับได้ครั้งนี้โทษข้าพเจ้าถึงตาย คุณท่านหาที่สุดมิได้ จะขอตั้งใจทำการอาสากว่าจะสิ้นชีวิต กองบู๊จึงถามว่าท่านชื่อใดเป็นขุนนางตำแหน่งไหน ม้าเสงจึงคำนับบอกว่าข้าพเจ้าแซ่ม้าชื่อเสง ได้เป็นจูโผผู้ช่วยราชการเมืองเก๊กเอี๋ยง ข้าพเจ้าจะขอลาไปเปิดประตูเมืองเก๊กเอี๋ยงรับกองทัพสนองคุณท่าน ม้าเสงก็คำนับลาเข้าไปเรียกทหารให้เปิดประตูเมืองรับกองทัพกองบู๊เข้าเมือง

ฝ่ายงิมเหงที่ตกอยู่ในที่ล้อม ทหารโตเหมารุกรบเข้ามาจะจับตัว งิมเหงกับทหารห้าสิบหลบหลีกป้องกันรบเรรวนอยู่ในที่ล้อมคอยม้าเสงมิได้เห็น พอเวลาพลบค่ำลง งิมเหงก็ขับม้าฝ่าทหารทั้งปวงจะหนีไปแห่งใดก็พบแต่ทหารไล่ล้อมจะเข้ามาจับ งิมเหงขับม้ารอรบออกมาเข้าประตูเมืองเก๊กเอี๋ยง พอเวลารุ่งขึ้นเห็นธงปักอยู่บนเชิงเทินเป็นอักษรจารึกว่าทัพฮั่น งิมเหงตกใจนักจะถอยกลับออกไป พอทหารนอกเมืองติดตามเข้ามาเป็นอันมาก หารู้ที่จะหนีไปแห่งใดไม่

ฝ่ายกองบู๊รู้ความดังนั้น จึงสั่งทหารให้จับเป็นอย่าให้งิมเหงป่วยเจ็บด้วยคมอาวุธ ทหารทั้งปวงเห็นง้าวงิมเหงถือสำหรับมืออยู่หาผู้ใดจะเข้าจับมิได้ งิมเหงขับม้ารำทวนรบพุ่งฝ่าทหารไปทางประตูทิศใต้

ฝ่ายเมียวแจ๋งนายประตูรู้ว่ากองบู๊สั่งมิให้งิมเหงบาดเจ็บจึงเปิดประตูให้งิมเหง งิมเหงขับม้าหนีออกจากเมืองเข้าป่า กองบู๊แจ้งว่างิมเหงหนีไปได้ จึงจัดแจงบ้านเมืองราบคาบเป็นปกติ ฝ่ายงิมเหงขับม้ามาถึงบ้านป่าจึงลงม้าเข้าไปคำนับมารดาแล้วว่า ครั้งนี้ข้าพเจ้าแตกทัพเสียเมืองเพราะประมาท ไม่ทันตรึกตรองต้องกลศึกได้ความอัปยศแก่พวกทหาร งิมเหงหยุดพักพูดกับมารดา ครั้นรู้ความว่าโซงวนโซยยกกองทัพมาตั้งเกลี้ยกล่อมทหารอยู่เมืองอิจุ๋ย งิมเหงก็คำนับลามารดาขึ้นม้าไป ครั้นถึงเมืองอิจุ๋ย งิมเหงจึงเข้าไปคำนับโซงวนโซยแล้วแจ้งความซึ่งได้รบกับกองทัพเล่าสิ้วบุนซกจนเสียเมืองให้โซงวนโซยฟังทุกประการ โซงวนโซยแจ้งว่าเล่าสิ้วบุนซกตีเมืองเก๊กเอี๋ยงได้ก็โกรธ จึงว่าแก่งิมเหงตัวมีฝีมือดีอองมังตั้งแต่งให้ออกมารักษาเมือง ตัวแกล้งละเลยเสีย ให้เล่าสิ้วบุนซกชิงเอาเมืองได้ไม่มีความอายแก่พวกโจรป่าโทษตัวถึงตาย โซงวนโซยจึงสั่งทหารให้เอางิมเหงไปฆ่าเสีย

ฝ่ายเลียงคิวซือกับอินหูผู้เป็นปลัดทัพได้ฟังดังนั้น จึงว่าทุกวันนี้เล่าสิ้วบุนซกเกลี้ยกล่อมทแกล้วทหารได้คนมีฝีมือเข้มแข็งไว้เป็นอันมาก ท่านจะทำการศึกอยู่ ถ้าฆ่างิมเหงเสียแล้วจะได้ผู้ใดสู้รบกับทหารเล่าสิ้วบุนซกต่อไปเล่า ข้าพเจ้าขอโทษงิมเหงไว้ให้ทำการแก้ตัวอีกสักครั้งหนึ่ง โซงวนโซยได้ฟังจึงว่าท่านทั้งสองขอโทษงิมเหงเราจะยกให้ โซงวนโซยจึงตั้งงิมเหงเป็นแม่ทัพหน้า

ฝ่ายกองบู๊ครั้นจัดแจงเมืองเก๊กเอี๋ยงราบคาบแล้ว จึงให้ทหารไปสืบงิมเหง ทหารไปได้ความกลับมาบอกว่ากองทัพเมืองหลวงยกมาอยู่ที่เมืองอิจุ๋ย โซงวนโซยเป็นแม่ทัพ งิมเหงหนีเข้าหาโซงวนโซย โซงวนโซยให้เป็นแม่ทัพหน้าจะยกมาล้อมเมืองเก๊กเอี๋ยง กองบู๊ได้ฟังดังนั้นจึงสั่งนายทหารให้เตรียมกองทัพ เสร็จแล้วยกออกจากเมืองไปตั้งค่ายมั่นอยู่ไกลเมืองอิจุ๋ยห้าสิบเส้น กองบู๊จึงใช้ทหารเข้าไปบอกโซงวนโซยให้ออกมารบ โซงวนโซยแจ้งความดังนั้นจึงสั่งงิมเหงให้ยกไปตีเมืองซินเอี๋ยหน่วงกองทัพเล่าสิ้วบุนซกไว้ ให้เลียงคิวซืออินหูคุมทหารออกไปรบกับกองทัพเล่าสิ้วบุนซก งิมเหงเลียงคิวซือกับอินหูคำนับลาขึ้นม้าพาทหารต่างคนแยกกันไป

ฝ่ายงิมเหงยกไปถึงเมืองซินเอี๋ยก็พาทหารเข้าในเมืองจับเล่าปากับทั้งบุตรภรรยาฆ่าเสียสิ้น งิมเหงเข้าตั้งอยู่ในเมืองซินเอี๋ย ฝ่ายอินหูกับเลียงคิวซือยกมาถึงหน้าค่ายกองบู๊จึงยืนม้าตั้งมั่นอยู่ ฝ่ายเอียวกี๋แม่ทัพหน้าเห็นดังนั้นจึงแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนพาทหารออกยืนม้าอยู่หน้าค่าย ร้องบอกอินหูว่าท่านเป็นแต่ทหารผู้น้อยจะต่อสู้ฝีมือเราไม่ควร จงกลับไปบอกงิมเหงออกมารบกับเราให้ถึงแพ้และชนะ อินหูได้ยินจึงตอบว่าเรายกมาทำศึกครั้งนี้เหมือนดังจะมาฆ่าไก่ตัวหนึ่ง หาให้ร้อนถึงมืองิมเหงไม่ เอียวกี๋ได้ฟังก็โกรธชักม้ารำทวนเข้ารบกับอินหูได้ยี่สิบเพลง อินหูสู้กำลังเอียวกี๋มิได้ชักม้าหนี เอียวกี๋ขับทหารไล่ฆ่าฟันทหารอินหูเข้าไปถึงกองทัพเลียงคิวซือ กองบู๊ยกกองทัพหลวงติดตามหนุนทัพเอียวกี๋ไป พอมีผู้มาบอกว่างิมเหงยกวกหลังไปตีเมืองซินเอี๋ย กองบู๊ตกใจนักจึงให้เตงอูอยู่คุมทัพ กองบู๊กับทหารม้าสามร้อยรีบกลับไปช่วยเมืองซินเอี๋ย พองิมเหงยกออกจากเมืองพบกองบู๊ กองบู๊รำง้าวเข้าต่อสู้ดูงิมเหงได้สิบเพลง งิมเหงชักม้ากลับเข้าไปเก็บเอาศีรษะเล่าปากับทั้งบุตรภรรยามาให้กองบู๊ดู กองบู๊เห็นดังนั้นก็โกรธชักม้าเข้ามารบกับงิมเหงอีกสิบเพลง ต้านกำลังงิมเหงมิได้ชักม้าพาทหารหนี งิมเหงกลับเข้าเมืองจับเอาผู้ซึ่งร่วมแซ่กองบู๊ฆ่าเสียสามร้อยคน แล้วขึ้นม้าพาทหารไล่ติดตามกองบู๊ไปโดยด่วน

ฝ่ายกองบู๊มาถึงตำบลบ้านถีขวนเป็นต้นทางจะไปเมืองน่ำเอี๋ยง พอพบพวกทหารอินหู ทหารอินหูตั้งกองซุ่มอยู่สองข้างทางเห็นกองบู๊ ต่างคนออกรบตีกระหนาบทหารกองบู๊แตกหนีไป ทหารอินหูล้อมกองบู๊ไว้เป็นสามารถ ฝ่ายโซงวนโซยยกทัพหนุนมาถึงกองทัพอินหู ได้ยินทหารอื้ออึงบอกกันว่าเล่าสิ้วบุนซกมาเข้าที่ล้อม โซงวนโซยดีใจขับทหารไปให้จับเอาเป็นจงได้

ฝ่ายเล่าต๋งซึ่งรักษาอยู่เมืองน่ำเอี๋ยง แจ้งความว่ากองบู๊ยกทัพมารบกับโซงวนโซย เล่าต๋งขึ้นม้าพาทหารยกออกจากเมืองจะไปช่วยกองบู๊ ฝ่ายกองบู๊ตกอยู่กลางทหารรบฝ่าออกก็มิได้ แต่ขับม้ารำง้าวป้องกันรักษาตัวอยู่จนอิดโรยกำลังลง ทั้งม้าที่ขี่ก็ถูกเกาทัณฑ์ กองบู๊ตกใจนักร้องให้เทพยดาอารักษ์ทั้งปวงช่วย ทหารร้องอื้ออึงบอกกันว่าผู้ซึ่งขี่ม้าที่ถูกลูกเกาทัณฑ์นั้นคือเล่าสิ้วบุนซก เร่งจับเอาตัวให้จงได้

ฝ่ายเล่าต๋งขับม้ามาถึง ได้ยินทหารร้องบอกกันออกชื่อเล่าสิ้วบุนซกผู้น้องเล่าต๋งตกใจนัก แกว่งง้าวขับม้าฝ่าทหารเข้าไปถึงกองบู๊ เล่าต๋งลงจากม้าให้กองบู๊ขี่ กองบู๊จึงว่าข้าพเจ้าตกอยู่ในที่ล้อมครั้งนี้ถึงที่ตายแล้ว พี่จงหนีเอาตัวรอดเถิดอย่าอาลัยเป็นห่วงด้วยข้าพเจ้าเลย เล่าต๋งจึงว่าตัวพี่นี้วาสนาน้อย จะขอเอาชีวิตตายแทนเจ้าผู้มีบุญ จะได้อยู่ปราบศัตรูแผ่นดินบำรุงราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบแซ่เชื้อกษัตริย์ไปภายหน้า ว่าแล้วอุ้มกองบู๊ขึ้นม้า เล่าต๋งเอาแส้ตีม้าควบพากองบู๊ออกไปได้ เล่าต๋งฟันทหารตายประมาณสิบคน ทหารทั้งปวงก็ระดมยิงเกาทัณฑ์ถูกเล่าต๋งล้มลงขาดใจตาย

ฝ่ายกองบู๊ครั้นออกจากที่ล้อมได้ ชักม้ารออยู่รู้ว่าเล่าต๋งตาย พอทหารวิ่งไล่ตามมาเป็นอันมาก กองบู๊ร้องไห้พลางขับม้าหนีไปเมืองฮูเหียง ฝ่ายเตงอูรู้ว่ากองบู๊เสียทีหนีงิมเหง เตงอูตกใจนักให้ยกทัพจะไปช่วย พอทหารบอกว่าเล่าต๋งยกมาช่วยกองบู๊ ทหารอินหูกับโซงวนโซยล้อมไว้ เล่าต๋งถูกเกาทัณฑ์ตายในที่รบแต่กองบู๊หนีไปเมืองฮูเหียงแล้ว เตงอูแจ้งความดังนั้นก็เลิกทัพกลับตามกองบู๊ไปเมืองฮูเหียง

ฝ่ายกองบู๊ครั้นถึงเมือง จึงลงม้าเข้าไปร้องไห้บอกความแก่เล่าเหลียงทุกประการ เล่าเหลียงแจ้งความว่าเล่าปาเล่าต๋งกับญาติซึ่งร่วมแซ่ตายมีความอาลัยนัก พอเตงอูกับนายทัพนายกองมาพร้อมกัน กองบู๊ให้นับตัวตรวจชื่อตามบัญชีแต่ทหารเลวตายร้อยเศษ เล่าเหลียงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงทหารบำรุงให้มีกำลัง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ