ฝ่ายเล่าสิ้วบุนซก ครั้นหลบหนีจากหออาลักษณ์มาถึงตำบลจิบเหี้ยนก๋วน แลไปกลางถนนเห็นทหารม้าเป็นหมู่มาเสียงเท้าม้าดังลมพายุ ดูทหารเดินเที่ยวด้อมมองดังเสือจะจับเนื้อ เล่าสิ้วบุนซกเข้าไปแฝงตัวอยู่ริมสวนดอกไม้ในบ้านขุนนาง ได้ยินชาวบ้านพูดกันว่าอองมังป่าวร้องให้ชาวเมืองจับตัวเล่าสิ้วบุนซกตกใจนัก พอเวลาพลบค่ำลงกลัวทหารจะพบตัวจึงโดดด้วยกำลัง ข้ามกำแพงแก้วเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในสวน ด้วยคิดว่าจะยับยั้งอยู่ พอผู้คนเที่ยวหานั้นกลับไปแล้ว จึงจะแก้ไขหนีไปให้พ้นทหารอองมัง มีขุนนางคนหนึ่งชื่อเล่าถังเป็นเชื้อวงศ์พระเจ้าเปงเต้ ครั้นอองมังเป็นเจ้า เล่าถังกลัวโซเหี้ยนจะฆ่าเสียจึงแปลงแซ่ใหม่มิให้ผู้ใดรู้จักเป็นชื่อว่าตั๋งถัง อองมังให้เป็นขุนนางอยู่ในโซเหี้ยน ครั้นเวลาค่ำลงแสงพระจันทร์ส่องสว่าง จึงไปสวนดอกไม้จุดธูปบูชาพระจันทร์ เล่าสิ้วบุนซกเห็นเป็นผู้เฒ่ามีผมและหนวดขาวเข้ามานั่งอยู่ใกล้ตกใจกลัวขยับจะวิ่งหนี ตั๋งถังพอเหลือบเห็นฉวยคว้าข้อมือไว้ถามว่า หนุ่มน้อยมาแต่ไหนจึงเข้ามาอยู่ที่สวนเราในเวลากลางคืนจะขโมยสิ่งใด ว่าแล้วก็พาตัวขึ้นไปบนตึกพิเคราะห์ดูรูปร่างสะอาดมิใช่ลูกไพร่พลเมือง จึงค่อยกระซิบปลอบถามหาแซ่และชื่อเป็นความลับ เล่าสิ้วบุนซกเห็นน้ำใจผู้เฒ่ากรุณาโดยสุจริต จึงบอกแซ่และชื่อแต่หลังให้ฟังทุกประการ ตั๋งถังรู้ว่าเล่าสิ้วบุนซกเป็นหลานก็ร้องไห้รักพลางว่า อาคิดว่าแซ่ฮั่นนี้จะสูญสิ้นเสียแล้ว บัดนี้มาพบเจ้าคนหนึ่งเห็นจะสืบเชื้อวงศ์ไปภายหน้า อามีความยินดีนัก เล่าสิ้วบุนซกจึงว่าผู้เฒ่าเป็นแซ่ใดจึงว่าเป็นอาข้าพเจ้ายังสงสัยอยู่

ฝ่ายตั๋งถังจึงบอกว่าเดิมอาชื่อเล่าถัง กลัวอองมังจะรู้ว่าเป็นเชื้อพระวงศ์จึงแปลงแซ่เปลี่ยนชื่อเสียใหม่ชื่อตั๋งถัง เป็นน้องเล่าคิมบิดาของเจ้า ซึ่งเจ้าจะคิดทำการใหญ่ให้ซ่อนตัวอยู่ ได้ท่วงทีจึงค่อยคิดทำการต่อไป เล่าสิ้วบุนซกรู้ว่าตั๋งถังเป็นอามีความยินดีจึงคำนับตั๋งถัง ขณะนั้นมีชายคนหนึ่งชื่อซุยเต๋งเป็นคนใช้ตั๋งถัง เข้าไปแอบแฝงมองดูรู้ว่าเล่าสิ้วบุนซกเข้ามาอยู่ในเรือนตั๋งถัง ซุยเต๋งจึงค่อยถอยตัวออกไป เลิกเอาหนังสือป่าวร้องของอองมังซึ่งปิดอยู่ ณ ประตูบ้าน วิ่งไปโดยด่วนบอกความโซเหี้ยนในเวลากลางคืนหมายจะเอาความชอบ

ฝ่ายโซเหี้ยนจึงเข้าไปแจ้งความแก่อองมังตามคำซุยเต๋งบอก อองมังได้ฟังมีความยินดีนัก จึงให้ซุยเต๋งเป็นขุนนางช่วยราชการซินโตเกียนฝ่ายทหาร แล้วสั่งโซเหี้ยนให้ไปจับเล่าสิ้วบุนซกมาจงได้ โซเหี้ยนคำนับลาพาทหารสองร้อยไปล้อมบ้านตั๋งถัง ฝ่ายตั๋งถังแจ้งว่าโซเหี้ยนมาตกใจนัก จึงให้เล่าสิ้วบุนซกไปซ่อนตัวอยู่ในสวนดอกไม้แล้วออกมาพบโซเหี้ยน ณ ประตูบ้าน จึงถามว่ามาหาข้าพเจ้าด้วยเหตุประการใด โซเหี้ยนจึงว่าซุยเต๋งไปบอกว่าเล่าสิ้วบุนซกมาอยู่ในเรือนท่าน อองมังสั่งให้เรามาจงส่งตัวเล่าสิ้วบุนซกให้แก่เราโดยดี จะช่วยแก้ไขมิให้ท่านมีโทษ ตั๋งถังจึงว่าถ้าสงสัยว่าเล่าสิ้วบุนซกอยู่ในเรือนข้าพเจ้า ขอท่านจงได้เข้าค้นดูเถิด โซเหี้ยนจึงให้ทหารขึ้นค้นเรือนมิได้พบแล้ว ให้เข้าค้นหาเล่าสิ้วบุนซกในสวนดอกไม้

ฝ่ายเล่าสิ้วบุนซกซ่อนตัวอยู่ในสวน ได้ยินเสียงทหารอื้ออึงเข้ามาตกใจจึงโดดข้ามกำแพงหลังสวนออกไปพบอองป้าปังอี้ อองป้าปังอี้เข้าอุ้มเล่าสิ้วบุนซกทุ่มเข้าไปข้างทางให้ลับตาทหาร โดยอุบายว่าขว้างเสือข้ามภูเขา แล้วกลับหน้าวิ่งมาต้านหน้าทหารไว้ บอกว่าเราจับเล่าสิ้วบุนซกได้ดีใจว่าจะเอาความชอบ เล่าสิ้วบุนซกมีวิชาการแปลงรูปกลายเป็นมังกรไปแล้ว อองป้ากับปังอี้พาทหารกลับมาคำนับแจ้งความแก่โซเหี้ยน โซเหี้ยนไม่เชื่อจึงว่าตัวจับเล่าสิ้วบุนซกได้แกล้งปล่อยไปเสีย แล้วแสร้งเอาความเท็จมาลวงเรา รุ่งเช้าจะบอกให้อองมังทำโทษ ว่าแล้วโซเหี้ยนพาทหารกลับไปบ้าน

ฝ่ายเล่าสิ้วบุนซกหลบเข้าอยู่ริมทาง ครั้นเห็นอองป้าปังอี้พาทหารกลับลับตาแล้ว จึงออกจากข้างทางด้วยความกลัวรีบเดินมาตามถนนสี่แพร่ง เห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งวิ่งเข้ากอดเท้าเล่าสิ้วบุนซกแล้วว่า ท่านอย่าตกใจข้าพเจ้าจะช่วยให้ท่านพ้นมือทหารโซเหี้ยน เล่าสิ้วบุนซกพิจารณาดูหน้ารู้จักว่าโต๊ะเอี๋ยง มีความตกใจค่อยบรรเทาลง โต๊ะเอี๋ยงจึงพาเล่าสิ้วบุนซกขึ้นบนตึกให้นั่งที่สมควร เล่าสิ้วบุนซกจึงว่าท่านกรุณาข้าพเจ้าช่วยพามาพ้นมือทหารโซเหี้ยนครั้งนี้ขอบคุณยิ่งนัก โต๊ะเอี๋ยงจึงว่าเมื่อข้าพเจ้าเป็นขุนนางอยู่ครั้งพระเจ้าเปงเต้นั้น เคยเป็นข้าท่านได้ใช้มาแต่ก่อน ซึ่งท่านได้ทุกข์ยากลงครั้งนี้ ควรที่ข้าพเจ้าจะฉลองคุณกว่าจะสิ้นชีวิต เล่าสิ้วบุนซกจึงว่าข้าพเจ้านั่งสนทนาช้าอยู่มิได้ กลัวเกลือกมีผู้รู้ความจะบอกโซเหี้ยนตามมาจับข้าพเจ้าจะขอลาไป โต๊ะเอี๋ยงจึงว่าท่านอยู่ในตึกเป็นที่ลับตาคนไม่มีผู้ใดจะล่วงเข้ามารู้ จงอยู่ด้วยข้าพเจ้าให้เป็นสุขหลายวันก่อน พอให้อองมังหายความโกรธ แล้วข้าพเจ้าจะพาท่านออกไปส่งให้พ้นด่านเมืองหลวงอย่าวิตกเลย เล่าสิ้วบุนซกได้ฟังดังนั้นค่อยคลายที่ความวิตก อาศัยอยู่ในตึกเป็นสุข

ฝ่ายโซเหี้ยนครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าจึงเข้าไปเฝ้าอองมัง โต๊ะเอี๋ยงขุนนางพร้อมกัน โซเหี้ยนจึงกล่าวโทษตั๋งถังว่า เล่าสิ้วบุนซกเข้าในบ้านตั๋งถัง ตั๋งถังไม่จับเอาตัวจนเล่าสิ้วบุนซกหนีไป อองมังได้ฟังดังนั้นจึงให้ตั้งกระทะใหญ่เคี่ยวน้ำมันเดือดแล้วหาตัวตั๋งถังมาถามว่า มีผู้มาบอกว่าท่านเอาเล่าสิ้วบุนซกซุกซ่อนไว้ จงไปพาตัวมาเราจะให้เสื้ออย่างดีผืนหนึ่ง แล้วจะตั้งขึ้นเป็นขุนนางตามความชอบ ถ้าท่านไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยเล่าสิ้วบุนซก เร่งลงในกระทะน้ำมันพิสูจน์ตัวให้เราเห็นความจริงก่อนจึงจะสิ้นสงสัย ตั๋งถังได้ฟังดังนั้นไม่กลัว หัวเราะพลางตอบอองมังเป็นข้อหยาบช้าว่า ท่านเป็นคนอกตัญญูไม่รู้จักคุณพระเจ้าเปงเต้ กลับชิงเอาสมบัติตั้งตัวเป็นใหญ่ไม่กลัวความนินทา ซึ่งจะให้เรานำเล่าสิ้วบุนซกเชื้อพระวงศ์มาส่งให้นั้น เรายังคิดถึงคุณพระเจ้าเปงเต้อยู่ หาปรารถนาที่ยศศักดิ์ของท่านไม่ ตัวท่านเป็นคนโฉดเขลาไม่รู้จักเราผู้ชื่อเล่าถังเชื้อพระวงศ์ บัดนี้ผู้มีบุญมาถึงจะทำการแก้แค้นอ้ายศัตรูราชสมบัติ กำจัดเสียให้แผ่นดินอยู่เย็นเป็นสุข ว่าแล้ววิ่งไปโจนลงกระทะน้ำมันขาดใจตาย

ฝ่ายอองมังครั้นตั๋งถังตายแล้วจึงรู้ว่าเล่าถัง อองมังคิดแค้นด้วยถ้อยคำหยาบช้า จึงให้ทหารจับบุตรภรรยาเล่าถังมาฆ่าเสีย แล้วถามโซเหี้ยนว่าเมื่อท่านล้อมบ้านเล่าถังนั้น เล่าสิ้วบุนซกหนีออกข้างด้านผู้ใด โซเหี้ยนคำนับแล้วบอกว่าเล่าสิ้วบุนซกไปออกข้างหน้าที่อองป้าปังอี้ อองมังโกรธจึงซักถามอองป้าปังอี้ว่า เหตุใดตัวจึงไม่ระวังจับตัวเล่าสิ้วบุนซกแกล้งปล่อยไปเสีย อองป้าปังอี้จึงให้การแก้ว่าเล่าสิ้วบุนซกออกมาทางด้านข้าพเจ้าทั้งสอง ครั้นเข้าจับตัวกลับกลายเป็นมังกรหนีไปสุดความคิดที่ข้าพเจ้าจะติดตามได้ ร้องบอกแก่ทหารทั้งปวงเป็นพยาน อองมังไม่เชื่อจึงว่าตัวมิได้ซื่อตรงต่อเรา จับเล่าสิ้วบุนซกเอาแต่สินบนปล่อยเสียแล้วมาลวงเราอีกเล่า ทหารทั้งปวงเร่งเอาไปทอดน้ำมันเสีย

ฝ่ายโต๊ะเอี๋ยงได้ยินดังนั้นทัดทานไว้ว่า เล่าสิ้วบุนซกคนนี้เป็นคนดีมีวิชา ชาวเมืองคอยจะจับตัวมาให้ท่านจะเอาความชอบ หาผู้ใดจับเล่าสิ้วบุนซกได้ไม่ท่านก็ทราบอยู่แล้ว ซึ่งอองป้าปังอี้เป็นทหารมีใจภักดีต่อท่าน หมายจะเอาความชอบจับเล่าสิ้วบุนซกได้ เล่าสิ้วบุนซกมีวิชาการคิดแก้ไขแปลงตัวเป็นมังกรหนีไปสุดที่จะติดตามฉะนี้ จะมีโทษแก่อองป้าปังอี้เสียนั้น ขอท่านจงตรึกตรองก่อน อองมังได้ฟังโต๊ะเอี๋ยงห้ามเห็นชอบ มิได้เอาโทษแก่อองป้าปังอี้ จึงสั่งให้โซเหี้ยนพาทหารไปเที่ยวติดตามสืบจับเล่าสิ้วบุนซก โซเหี้ยนรับคำอำลาพาทหารออกจากเมืองหลวง เที่ยวอายัดด่านทางทั้งปวงทุกตำบล ฝ่ายโต๊ะเอี๋ยงอุตส่าห์บำรุงเล่าสิ้วบุนซกไว้แต่ในตึก มิได้มีผู้ใดล่วงรู้เห็น ครั้น ณ เดือนเก้าขึ้นเก้าค่ำเป็นวันคำนับครู โต๊ะอี๋ยงจึงแกล้งทำอุบายแต่งตัวเล่าสิ้วบุนซกให้นุ่งห่มเหมือนสตรี โต๊ะเอี๋ยงบอกคนทั้งปวงว่าเป็นภรรยาจะให้พาออกไปเยี่ยมเยียนพี่น้อง โต๊ะเอี๋ยงเอาเล่าสิ้วบุนซกขึ้นรถออกไปส่งพ้นด่านทองก๋วนแล้วกลับมาบ้าน

ฝ่ายเล่าเหลียงแต่เตงสินพาเล่าสิ้วบุนซกไปเยี่ยมเยียนนางเล่าหงวนมิได้กลับมามีความวิตกนัก จึงให้เล่าอี๋นกับเล่าต๋งไปตามตัวเล่าสิ้วบุนซก เล่าอี๋นเล่าต๋งคำนับลามาขึ้นม้าไปถึงบ้านเตงสินมิได้พบเล่าสิ้วบุนซกจึงถามเตงสิน เตงสินบอกความแต่หลังให้ฟัง แล้วว่าเล่าสิ้วบุนซกเตงอูพากันไปหาเงียมจูเหลง ณ บ้านป่า เล่าอี๋นเล่าต๋งคำนับลาเตงสินขึ้นม้าไปตามคำเตงสินบอก จึงขึ้นไปคำนับเงียมจูเหลงแล้วถามหาเล่าสิ้วบุนซก เงียมจูเหลงรู้ว่าเล่าอี๋นเล่าต๋งเป็นพี่เล่าสิ้วบุนซก เงียมจูเหลงบอกว่าเล่าสิ้วบุนซกเข้าไปเมืองหลวงกับเตงอู บัดนี้เล่าสิ้วบุนซกใจเร็วนัก ทำการให้เสียทีด้วยชะตายังไม่ถึงที่มีบุญ แต่ทว่าเล่าสิ้วบุนซกหาเป็นอันตรายไม่ ท่านจงไปสืบหาตามเอาตัวไปซุ่มซ่อนไว้กว่าจะถึงที่มีบุญจึงค่อยคิดการต่อภายหลัง เงียมจูเหลงจึงจารึกอักษรเป็นคำปริศนาเข้าผนึกส่งให้เล่าอี๋นแล้วสั่งว่า ถ้าท่านพบเล่าสิ้วบุนซกจงเอาหนังสือให้แก่น้องชายท่าน ทำตามคำเรากำชับจึงจะสำเร็จการใหญ่ เล่าอี๋นรับหนังสือแล้วคำนับลาพาเล่าต๋งขึ้นม้ากลับไปถึงบ้าน บอกความแก่เล่าเหลียงทุกประการ เล่าเหลียงได้ฟังยิ่งมีความวิตกนัก จึงใช้เล่าอี๋นเล่าต๋งให้ไปเที่ยวเสาะหาให้พบตัวเล่าสิ้วบุนซกจงได้ เล่าอี๋นเล่าต๋งคำนับลาออกจากบ้านไปเที่ยวสืบหาเล่าสิ้วบุนซกทุกตำบล

ฝ่ายเล่าสิ้วบุนซกออกจากด่านทองก๋วน เดินมาพบคนค้าขายพวกหนึ่งนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ ฝ่ายคนค้าขายไม่รู้จักเล่าสิ้วบุนซกจึงพูดกันว่า เราทั้งปวงเที่ยวค้าขายได้ความลำบาก ถ้าจับเล่าสิ้วบุนซกได้เอาไปส่งอองมัง อองมังจะให้ยศศักดิ์ทรัพย์สิ่งสินเป็นอันมาก ดีกว่าค้าขายสักสิบเที่ยวอีก เล่าสิ้วบุนซกได้ยินดังนั้นจึงคิดว่า การซึ่งจะจับเราครั้งนี้ เป็นการของอองมังผู้เป็นศัตรูแผ่นดิน มิใช่การของคนทั้งปวง ๆ พูดกันทั้งนี้ด้วยโลภจะใคร่ได้ทรัพย์สิ่งของยศศักดิ์เป็นคนหาสติปัญญามิได้ คิดแล้วเล่าสิ้วบุนซกก็รีบเดินหนีไปข้างทิศใต้ พอพบผู้หนึ่งขี่ม้าสวนทางมาลงจากม้าคำนับ เล่าสิ้วบุนซกมิได้รู้จักทักถามว่าท่านชื่อใดอยู่บ้านไหน ขุนนางผู้นั้นจึงบอกว่าข้าพเจ้าชื่อเล่าหลังน้องเล่าถังเป็นเจ้าเมืองซินอั๋นก๋วน สืบรู้ว่าท่านเข้ามาอยู่เมืองหลวงอองมังจะให้จับตัว ข้าพเจ้ารีบมาหมายจะรับไปเมืองซินอั๋นก๋วน ซึ่งท่านมาเที่ยวอยู่ฉะนี้เกลือกมีผู้รู้จักจะจับไปให้อองมังท่านจะมีอันตรายเป็นอันมาก พูดกันมิทันขาดคำพอเห็นโซเหี้ยนกับทหารออกจากป่าข้างขวามือ เล่าสิ้วบุนซกตกใจนัก เล่าหลังจึงว่าท่านจงหลบหลีกเสียก่อน ข้าพเจ้าจะย้อนไปรับโซเหี้ยน เล่าสิ้วบุนซกจึงวิ่งหนีไปทางน้อยลัดเข้าป่าข้างซ้ายมือ

ฝ่ายโซเสงขณะเมื่ออองมังให้ธงเกลี้ยกล่อม แล้วพาทหารทั้งปวงออกจากเมืองหลวง มาเป็นโจรคอยตีชิงทรัพย์สิ่งของคนค้าขายเดินทางอยู่ในป่านั้น ครั้นเห็นเล่าสิ้วบุนซกโซเสงมิได้รู้จัก จึงให้ทหารยี่สิบคนจับตัวมาถามว่า หนุ่มน้อยนี้ชื่อไรดูกิริยาเห็นผิดประหลาดมาแต่ผู้เดียวจะไปแห่งใด เล่าสิ้วบุนซกจึงบอกว่าข้าพเจ้าเป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเปงเต้ ตัวข้าพเจ้าชื่อเล่าสิ้วบุนซก อองมังให้โซเหี้ยนเที่ยวสืบจับ ข้าพเจ้าหลบหลีกหนีโซเหี้ยนมาพอทหารท่านจับตัวข้าพเจ้าไว้ โซเสงรู้ว่าเล่าสิ้วบุนซกเชื้อพระวงศ์ดังนั้นมีความยินดี คำนับเชิญเล่าสิ้วบุนซกนั่งที่สมควร จึงเล่าความแต่หลังให้เล่าสิ้วบุนซกฟังทุกประการ แล้วว่าแต่ข้าพเจ้าออกมาเป็นโจรสืบหาท่านอยู่ช้านาน พึ่งได้พบท่านสมความคิดครั้งนี้ จะเชิญขึ้นเป็นเจ้าเกลี้ยกล่อมทหารและพวกโจรยกเข้าตีเมืองหลวง จับอองมังฆ่าเสียแล้วท่านจะได้เป็นกษัตริย์บำรุงราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป เล่าสิ้วบุนซกได้ฟังจึงว่าท่านคิดชอบขอบคุณยิ่งนัก แต่บัดนี้โซเหี้ยนพาพวกทหารติดตามข้าพเจ้ามาอยู่ที่ชายป่า ท่านจะคิดป้องกันประการใด โซเสงจึงว่าถ้าดังนั้นท่านจงอยู่ที่นี่ก่อน ข้าพเจ้าจะไปจับตัวโซเหี้ยนฆ่าเสียแล้วจะกลับมาอย่าคิดทุกข์ใจเลย โซเสงจึงขึ้นม้าพาพวกโจรไปเที่ยวหาโซเหี้ยน

ฝ่ายเล่าสิ้วบุนซกครั้นโซเสงไปแล้ว คิดแคลงว่าโซเสงเป็นแซ่เดียวกับโซเหี้ยน กลัวเกลือกจะเป็นกลอุบายมิไว้ใจ จึงออกจากที่สำนักหนีโซเสงไปถึงศาลเจ้าแห่งหนึ่งจารึกอักษรไว้ว่าเป็นศาลเจ้าอูอ๋อง พอเวลาพลบค่ำฝนตก เล่าสิ้วบุนซกจึงเข้าไปในศาลเจ้าอูอ๋อง กลัวโซเหี้ยนจะตามมาจับนอนไม่หลับ ปิดประตูนั่งคอยดูต้นทางระวังตัวอยู่ ยังมีชายผู้หนึ่งชื่อเอียวกี๋อยู่บ้านป่า เอียวกี๋ไปให้ซินแสจับยามดูว่าผู้มีบุญจะอยู่แห่งใด ซินแสจับยามแล้วบอกว่ายังอีกสามวันผู้มีบุญจะมาอาศัยอยู่ ณ ศาลเจ้าอูอ๋อง ครั้นถึงสามวันเอียวกี๋จึงออกมาศาลเจ้าอูอ๋องเวลาประมาณสามยามเศษ เอียวกี๋เห็นหนุ่มน้อยผู้หนึ่งนั่งอยู่ในศาลเจ้าสมคำซินแสบอก ก็เข้าใจว่าผู้มีบุญจึงเข้าไปคำนับ

ฝ่ายเล่าสิ้วบุนซกสำคัญว่าทหารโซเหี้ยนตกใจนัก จึงแข็งใจถามว่าท่านชื่อใดมาแต่ไหน เอียวกี๋บอกชื่อแล้วว่าข้าพเจ้าเป็นบุตรเอียวเหมงชาวเมืองเองฉวน เข้าไปทำราชการเป็นขุนนางอยู่ในเมืองหลวง ครั้นอองมังเอาสุรายาพิษให้พระเจ้าเปงเต้เสวยสวรรคตแล้ว อองมังให้ฆ่าบิดาข้าพเจ้าเสียด้วย ข้าพเจ้าจึงพามารดาหลบหนีออกมาซุ่มซ่อนอยู่บ้านป่า ซินแสจับยามว่าจะพบผู้มีบุญอยู่ในศาลเจ้า วันนี้ออกมาพบท่านสมคำซินแสข้าพเจ้าดีใจนัก ขอเชิญท่านเข้าไปอยู่บ้านข้าพเจ้าสักสองสามวันพักพอหายเหนื่อยก่อน เล่าสิ้วบุนซกได้ฟังดังนั้นค่อยคลายความสะดุ้งตกใจลง จึงว่าซึ่งท่านมีใจสามิภักดิ์ต่อเราครั้งนี้ขอบคุณยิ่งนัก เอียวกี๋จึงเชิญเล่าสิ้วบุนซกขึ้นม้ากลับมาบ้านแจ้งความแก่มารดาทุกประการ

ฝ่ายมารดาเอียวกี๋รู้ว่าเล่าสิ้วบุนซกเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเปงเต้เป็นผู้มีบุญจึงคำนับรับเข้าไปในเรือน แต่งโต๊ะเลี้ยงบำรุงรักษาให้อยู่เย็นเป็นผาสุก ฝ่ายเอียวกี๋จึงบอกแก่เล่าสิ้วบุนซกว่า ข้าพเจ้าได้ยินข่าวว่าอองมังให้โซเหี้ยนและทหารทั้งปวงเที่ยวสืบหาตัวท่าน วันนี้จะลาเข้าไปฟังข่าวในเมืองหลวงก่อน ท่านจงซ่อนตัวอยู่ในเรือนกว่าข้าพเจ้าจะกลับมา เอียวกี๋ก็คำนับลาเล่าสิ้วบุนซกขึ้นม้าออกจากบ้านไปหลายวัน ได้ความแล้วกลับมายังมิทันถึงบ้าน ขณะนั้นมีชายชาวบ้านคนหนึ่งชื่อโกบาน เห็นเล่าสิ้วบุนซกมิได้รู้จัก จึงพูดกับเพื่อนบ้านว่าหนุ่มน้อยคนหนึ่งรูปร่างคล้ายเหมือนเล่าสิ้วบุนซกซึ่งอองมังให้สืบจับตัว เราจะช่วยกันจับเอาไปให้อองมัง ถ้าเป็นเล่าสิ้วบุนซกแน่แล้วพวกเราจะได้ความชอบ โกบานชวนพวกเพื่อนพร้อมกันมาล้อมเรือนเอียวกี๋ โกบานขึ้นไปบนเรือนถามมารดาเอียวกี๋ว่า ท่านพาคนแปลกหน้ามาไว้เป็นญาติพี่น้องหรือ หรือผู้อื่นมาอาศัยอยู่ดูรูปร่างเหมือนเล่าสิ้วบุนซก มารดาเอียวกี๋จึงแกล้งบอกอำพรางว่าหลานเรามาเยี่ยมเยียน ท่านเห็นแต่รูปทรงเหมือนเล่าสิ้วบุนซกจะจับเอาไปไม่ควร โกบานไม่เชื่อจึงพาพวกขึ้นไปบนเรือน จับเล่าสิ้วบุนซกมัดมือพากันออกจากบ้าน จะเอาไปส่งให้หัวเมืองบอกเข้าไปเมืองหลวง

ฝ่ายเอียวกี๋มาถึงบ้าน มารดาเอียวกี๋ออกมายืนร้องไห้อยู่ที่ประตูเรือนเห็นบุตรมาจึงบอกความว่า โกบานจับเอาเล่าสิ้วบุนซกไปเห็นความจะถึงเจ้าแล้ว จงไปหลบตัวอยู่ที่บ้านพี่สาวสักสองสามวันความเงียบสงัดแล้วจึงค่อยกลับมา เอียวกี๋ได้ฟังมารดาบอกดังนั้นก็โกรธนัก ฉวยได้เกาทัณฑ์สำหรับมือขึ้นม้าตามโกบานไป ฝ่ายโกบานพาเล่าสิ้วบุนซกไปถึงร้านขายสุราริมทาง จึงพาพวกเพื่อนเข้าไปเลี้ยงสุราแล้วโกบานพูดกับเพื่อนว่า แต่ก่อนเราให้หมอดูหมอทำนายว่าจะได้เป็นขุนนาง บัดนี้จับเล่าสิ้วบุนซกได้มีความชอบ เห็นอองมังจะชุบเลี้ยงให้เราเป็นขุนนางสมดังคำหมอดูเป็นมั่นคง โกบานกินสุราพลางพูดอวดเพื่อนฝูงอื้ออึงอยู่

ฝ่ายม้าบู๊ตั้งแต่ได้สัญญากับเล่าสิ้วบุนซกไว้ ม้าบู๊ตั้งใจคอยฟังข่าวเล่าสิ้วบุนซกอยู่มิได้ขาด ขณะนั้นพอม้าบู๊เที่ยวมาตามทางบ้านป่าแต่ผู้เดียว ได้ยินเสียงคนพูดกันออกชื่อเล่าสิ้วบุนซกจึงแวะเข้าไปถาม แจ้งความแล้วคิดจะเข้าชิงเล่าสิ้วบุนซกตัวก็มาแต่ผู้เดียวเกรงเกลือกจะเสียที จึงถอยออกไปอยู่ริมห้วยน้ำแห่งหนึ่งชื่อโกทีกั๋งเป็นทางช่องแคบ คอยจะตีชิงเอาเล่าสิ้วบุนซกให้จงได้ ฝ่ายโกบานครั้นกินสุราแล้วจึงพาเล่าสิ้วบุนซกกับพวกเพื่อนออกจากร้านสุราเดินมาตามทาง

ฝ่ายเอียวกี๋ขับม้ารีบตามไปทันโกบาน ณ ตำบลโกทีกั๋ง จึงร้องตวาดว่าอ้ายโกบานมึงจะพาเจ้านายกูไปไหน ฝ่ายโกบานได้ยินก็ตกใจเหลียวหลังมาดู เอียวกี๋ยิงด้วยเกาทัณฑ์ถูกจักษุเบื้องซ้ายโกบานล้มลง พวกเพื่อนพากันตื่นตกใจทิ้งเล่าสิ้วบุนซกไว้ ต่างคนวิ่งหนีเอาตัวรอด ฝ่ายม้าบู้ยืนแฝงต้นไม้คอยอยู่เห็นดังนั้น วิ่งออกมาช่วยเอียวกี๋เอาง้าวฟันซ้ำโกบานคอขาดตาย เอียวกี๋แก้มัดพาเล่าสิ้วบุนซกมานั่งอยู่ริมชายป่า เล่าสิ้วบุนซกมีความยินดีนักจึงว่าข้าพเจ้ารอดชีวิตครั้งนี้เพราะท่านทั้งสองตามมาช่วย ถ้ามิทันท่วงทีก็จะตายด้วยฝีมือชาวบ้าน อันคุณของท่านหาที่สุดมิได้ เล่าสิ้วบุนซกม้าบู๊เอียวกี๋ทั้งสามคนนั่งสนทนากันอยู่

ฝ่ายพวกโกบานสองคนวิ่งหนีเอียวกี๋จะไปบอกแก่เจ้าเมืองเหียบก๋วน พอพบเล่าอี๋นเล่าต๋งขี่ม้าสวนทางมา พวกโกบานไม่รู้จักสำคัญว่าขุนนางเมืองเหียบก๋วน จึงนั่งลงคำนับบอกความว่าโกบานพวกข้าพเจ้าจับเล่าสิ้วบุนซกได้จะพาเข้ามาส่ง เอียวกี๋กับม้าบู๊ชิงเอาเล่าสิ้วบุนซกฆ่าโกบานเสีย บัดนี้ม้าบู๊กับเอียวกี๋เล่าสิ้วบุนซกทั้งสามคนยังนั่งพูดกันอยู่ชายป่า ขอท่านจงไปจับเล่าสิ้วบุนซกส่งเข้าไปเมืองหลวงเอาความชอบ

ฝ่ายเล่าอี๋นเล่าต๋งแจ้งความดังนั้น จึงเอาเกาทัณฑ์ยิงพวกโกบานตายแล้วขับม้ามาเห็นเล่าสิ้วบุนซกจึงลงจากม้าชักเอาหนังสือเงียมจูเหลงส่งให้ เล่าสิ้วบุนซกรับหนังสือมิทันอ่านต่างคนกลั้นความโศกมิได้จึงร้องไห้รักกัน ครั้นค่อยได้สมประดีขึ้นมา เล่าอี๋นเล่าต๋งจึงว่าตั้งแต่เจ้ามาจากบ้าน อาเล่าเหลียงทุกข์ตรอมถึงจึงให้พี่มาเที่ยวติดตามหาเจ้าเป็นหลายตำบล พอพบพวกโกบานบอกพี่จึงมาพบเจ้าครั้งนี้ ครั้นวายโศกแล้วเล่าสิ้วบุนซกก็บอกความทุกข์ยากแต่จากบ้านมาให้เล่าอี๋นเล่าต๋งฟังทุกประการ

ฝ่ายเอียวกี๋จึงถามเล่าสิ้วบุนซกว่า สองคนเป็นเชื้อวงศ์ของท่านหรือผู้ใด เล่าสิ้วบุนซกบอกว่าเป็นพี่ชายข้าพเจ้า คนนี้ชื่อเล่าอี๋น คนนั้นชื่อเล่าต๋ง เอียวกี๋กับม้าบู๊รู้ว่าเป็นพี่เล่าสิ้วบุนซกจึงคำนับเล่าอี๋นเล่าต๋งต่างคำนับกันทั้งสี่คนแล้ว ม้าบู๊จึงบอกเล่าสิ้วบุนซกว่าท่านจงไปอยู่บ้านแปะจุยฉิง เกลี้ยกล่อมทแกล้วทหารได้จะยกเข้าตีเมืองหลวงเมื่อใด ข้าพเจ้าจึงจะพาพวกโจรสิบหมื่นมาช่วยท่านทำการใหญ่กว่าจะสำเร็จ

ฝ่ายเอียวกี๋จึงว่ามารดาข้าพเจ้าแก่ชรานัก หาผู้ใดจะบำรุงรักษาไม่ จะขอลาท่านไปปรนนิบัติ ถ้ามารดาหาชีวิตมิได้จึงจะมาช่วยท่านกำจัดอองมัง เล่าสิ้วบุนซกได้ฟังดังนั้นร้องไห้ปรับทุกข์ว่าข้าพเจ้ากำลังน้อยพวกพ้องก็ไม่มี ซึ่งจะคิดการใหญ่ไปเมื่อหน้าจะสำเร็จเพราะท่านทั้งสองช่วยทำนุบำรุง เอียวกี๋กับม้าบู๊ให้สัญญาเล่าสิ้วบุนซกก็คำนับลาไป เล่าอี๋นเล่าต๋งก็พาเล่าสิ้วบุนซกกลับมาหาเล่าเหลียง ณ บ้านแปะจุยฉิง

ฝ่ายเล่าเหลียงเห็นหลานก็ดีใจ จึงว่าแก่เล่าสิ้วบุนซกแต่เจ้าจากอาไปช้านานมิได้รู้ข่าวร้ายดีประการใด จึงให้พี่เจ้าทั้งสองไปเที่ยวหาเจ้ามาถึงวันนี้อายินดีนัก เล่าสิ้วบุนซกจึงเล่าความแก่เล่าเหลียงว่า แต่ข้าพเจ้าจากไปเมืองหลวงอองมังให้จับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหนีไปอาศัยเล่าถัง อองมังสืบรู้เอาเล่าถังมาให้ส่งตัว กลัวข้าพเจ้าจะมีอันตรายมิได้บอกความจริง จนเล่าถังฆ่าตัวเสียด้วยน้ำมันอันร้อน ข้าพเจ้าถึงที่ตายหลายครั้ง เดชะบุญด้วยวาสนายังไม่ถึงที่อับจนจึงหนีรอดพ้นจากเงื้อมมืออองมังมา เล่าสิ้วบุนซกเล่าความแล้วร้องไห้ เล่าเหลียงได้ฟังเล่าสิ้วบุนซกผู้หลานเล่าถึงความทุกข์ยากมีความสงสารนัก จึงถามเงียมจูเหลงให้หนังสือไปกับพี่เจ้าได้อ่านข้อความประการใด เล่าสิ้วบุนซกบอกว่ายังหาได้อ่านไม่ เล่าสิ้วบุนซกฉีกผนึกหนังสือออกอ่านได้ความว่า ชันษายังไม่ถึงที่จะมีบุญเร่งซ่อนตัวสู้ทนความยากอยู่ที่บ้านแปะจุยฉิงก่อน เมื่อชะตาถึงที่มีบุญแล้ว ถึงมาตรว่าจะซ่อนอยู่แต่ผู้เดียวในที่มืดก็ดี จะมีผู้ออกชื่อปรากฏสว่างไปทั้งแผ่นดิน ดังแสงพระอาทิตย์อันส่องโลก ผู้มีสติปัญญาและฝีมือดีก็จะมาเป็นทแกล้วทหารช่วยคิดทำการใหญ่ได้สำเร็จโดยง่าย ครั้นเล่าสิ้นบุนซกอ่านหนังสือแจ้งความดังนั้นจึงว่า ตั้งแต่นี้ไปผู้ใดจะมาพูดจายุยงประการใดมิได้เชื่อฟัง ต่อชะตาขึ้นถึงที่จะมีบุญจึงจะคิดการใหญ่ต่อไป เล่าสิ้วบุนซกก็อยู่กับเล่าเหลียง ณ บ้านแปะจุยฉิง ทำไร่นาหาเลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยกันทั้งสี่คน ขณะนั้นในแขวงเมืองน่ำเอี๋ยงและหัวเมืองทั้งปวงบังเกิดพายุพัดกล้าฝนแล้งราษฎรทำนาไม่ได้ผล แต่ตำบลบ้านแปะจุยฉิงนั้นฝนตกชอบฤดูกาลข้าวปลาอาหารอุดม อยู่ ณ เดือนหกมีชายสองคนชาวบ้านอวนเสียมาหาเล่าเหลียง เล่าเหลียงถามว่าท่านทั้งสองมาด้วยธุระประการใด ชายสองคนจึงบอกว่า ข้าพเจ้ามาทั้งนี้เศรษฐีบ้านอวนเสียผู้เป็นนายข้าพเจ้ามีบุตรหญิงคนหนึ่งรูปงาม เศรษฐีผู้บิดาเห็นว่าบุตรที่สามของท่านเป็นคนสุภาพ เศรษฐีชอบอัชฌาสัยจะยกนางไล่ฮวยให้เป็นภรรยา จึงให้ข้าพเจ้ามาปรึกษาท่านจะเห็นประการใด เล่าเหลียงจึงว่า ถ้านายท่านกรุณาข้าพเจ้าจะปฏิบัติตาม ชายคนใช้เศรษฐีจึงนัดงานวิวาห์แล้วคำนับลากลับไปบ้านอวนเสีย เล่าเหลียงจึงสั่งเล่าสิ้วบุนซกว่า เจ้าจงตวงข้าวสารเกวียนหนึ่งไปขาย ณ เมืองน่ำเอี๋ยงได้เงินแล้วจงกลับมา จะได้เอาทรัพย์ไปให้แก่เศรษฐีเป็นขันหมากหมั้น เล่าสิ้วบุนซกรับคำเล่าเหลียงลงไปจัดเกวียนบรรทุกข้าวสาร ขณะนั้นมีชายสามคนมาถึงบ้านลงจากม้าเดินเข้ามา เล่าเหลียงเห็นคนแปลกหน้าจึงลงไปรับพาขึ้นมานั่งบนเรือน

ฝ่ายเล่าอี๋นเล่าต๋งเล่าสิ้วบุนซกนั่งอยู่พร้อมกัน ชายสามคนจึงถามว่าบ้านนี้เรียกว่าบ้านอันใด เล่าเหลียงบอกว่าแปะจุยฉิง ชายสามคนจึงถามถึงแซ่และชื่อ เล่าเหลียงบอกเป็นคำพรางว่า ตัวเราแซ่กิมชื่อเหลียงมีบุตรชายสามคน บุตรผู้ใหญ่นั้นชื่อกิมอี๋น บุตรที่สองชื่อกิมต๋ง บุตรที่สามชื่อกิมห่อ ตัวท่านเป็นขุนนางหรือไพร่ชื่อใดมาแต่ไหน มีธุระสิ่งใดจึงอุตส่าห์มาถึงบ้านเรา ชายคนหนึ่งจึงบอกว่าข้าพเจ้าชื่อโซเป๊กค้อ คนนี้ชื่ออินหู ผู้นั้นชื่อเหลียงคิ้ว นายข้าพเจ้าให้มาเที่ยวสืบจับเล่าสิ้วบุนซก โซเป๊กค้อพูดพลางพิเคราะห์ดู เห็นบุตรที่สามกิมเหลียงชื่อกิมห่อได้ลักษณะต้องตำรา จึงคิดว่ากิมห่อคนนี้นานไปจะได้เป็นกษัตริย์ โซเป๊กค้อกลัวบุญญาธิการนั่งนานอยู่มิได้ จึงพาอินหูกับเหลียงคิ้วลาเล่าเหลียงไป

ฝ่ายเล่าสิ้วบุนซกครั้นโซเป๊กค้อกลับไปแล้ว จึงจัดเกวียนสองเล่มบรรทุกข้าวสาร พาคนใช้เข็นเกวียนออกจากบ้านเอาข้าวสารไปจำหน่าย ณ เมืองน่ำเอี๋ยง ฝ่ายชาวบ้านทั้งปวงขัดสนอาหารหาที่จะซื้อกินมิได้ จึงออกไปร้องขอซื้อข้าวสารอื้ออึงเหมือนดังจะเข้าตีชิงเอาด้วยความอดอยาก ฝ่ายคนใช้เล่าสิ้วบุนซกผลักไสว่าหยาบช้าแก่คนทั้งปวง เล่าสิ้วบุนซกห้ามเสียมิให้ว่ากล่าว พอเห็นขุนนางผู้หนึ่งขี่เกวียนทหารแห่หน้าหลัง บรรดาคนทั้งปวงซึ่งเข้ามาล้อมเกวียนอยู่นั้นต่างคนต่างกลัวพากันหลบหลีกออกไปยืนอยู่ข้างทางสิ้นมิได้อื้ออึง เล่าสิ้วบุนซกยืนดูอยู่บนเกวียน

ฝ่ายหลีทองเจ้าเมืองน่ำเอี๋ยง ขี่เกวียนมาเห็นเล่าสิ้วบุนซกมิได้รู้จักจึงพิเคราะห์ดูลักษณะ แล้วว่าหนุ่มน้อยคนนี้ชะรอยเล่าสิ้วบุนซกเป็นมั่นคง หลีทองลงจากเกวียนคำนับเชิญเข้าไปในตึกให้นั่งที่สมควร เรียกโต๊ะและสุรามาเลี้ยงแล้วบอกว่าข้าพเจ้าชื่อหลีทองเป็นเจ้าเมืองน่ำเอี๋ยง แต่ได้เห็นท่านก็มีความรัก ท่านแซ่ใดชื่อใดมาแต่บ้านเมืองไหน เล่าสิ้วบุนซกคิดว่าถ้าจะบอกโดยจริงเกรงเจ้าเมืองน่ำเอี๋ยงจะจับไปให้อองมัง คิดแล้วบอกเป็นคำพรางว่าข้าพเจ้าแซ่กิมชื่อห่ออยู่บ้านแปะจุยฉิง หลีทองหัวเราะแล้วว่าซึ่งบอกตำบลบ้านเป็นความจริงแล้ว เหตุใดอำพรางแซ่เสียให้แคลงแกล้งบอกว่าชื่อกิมห่อเล่า อนึ่งแต่ก่อนข้าพเจ้าได้ยินทารกกลางถนนตลาดพากันร้องเป็นเพลงภาษาจีนว่า หัวฉวนหกฉวนแปะจุยเซ่งที เล่าซีฮกเหงหลีซีจวนเอี๋ยน แปลคำไทยว่า แซ่เล่าอยู่บ้านแปะจุยฉิงคืนเอาสมบัติในเมืองหลวง แซ่หลีจะเข้าด้วยช่วยบำรุงเป็นเนื้อความฉะนี้ เมื่อแรกท่านมายืนอยู่บนเกวียนข้าพเจ้าพิจารณาเห็นดังมังกรประคองตัวท่านดูประจักษ์แก่จักษุ ทั้งรูปทรงก็สมควรจะเป็นผู้มีบุญ แก้มเบื้องซ้ายมีไฝขนขึ้นที่ในไฝเก้าเส้นเป็นสำคัญ อันแซ่เล่าเชื้อวงศ์พระเจ้าฮั่นโกโจเป็นที่รักราษฎรทั้งแผ่นดิน เปรียบเหมือนดังดอกไม้เงินดอกไม้ทอง ซึ่งท่านบอกว่าแซ่กิมชื่อห่อ ข้าพเจ้าสำคัญว่าเล่าสิ้วบุนซกจึงคำนับนั้นจะมิเข้าใจผิดเสียหรือ เล่าสิ้วบุนซกได้ฟังหลีทองว่าเห็นซื่อตรงโดยสุจริตมิได้คิดประทุษร้าย จึงค่อยกระซิบบอกความตามจริงแก่หลีทองทุกประการ หลีทองรู้ว่าเล่าสิ้วบุนซกโดยแท้แล้วลงจากโต๊ะนั่งที่ต่ำ คำนับเล่าสิ้วบุนซกเหมือนดังข้ากับเจ้า แล้วว่าท่านก็เป็นเชื้อพระวงศ์กษัตริย์อันประเสริฐ ควรที่จะคิดคืนเอาสมบัติในเมืองหลวงให้จงได้ ซึ่งจะคิดการใหญ่กำจัดอองมังเมื่อใด ข้าพเจ้าจึงจะจัดแจงทหารไปช่วยท่านห้าร้อยคน เล่าสิ้วบุนซกได้ฟังมีความยินดี จึงว่าท่านกรุณาจะช่วยทำนุบำรุงนั้นขอบคุณยิ่งนัก แต่ครั้งนี้ข้าพเจ้ามีธุระด้วยเศรษฐีชาวบ้านอวนเสียจะยกบุตรหญิงให้เป็นภรรยา จึงบรรทุกข้าวสารมาจำหน่ายขายเอาเงินไปเป็นขันหมากหมั้น ซึ่งจะคิดตั้งการใหญ่นั้นจะให้หมอดูรู้ว่าชะตาขึ้นแล้วจึงจะเริ่มการ ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่า ซินแสคนหนึ่งมีอยู่ในเมืองท่านเป็นหมอดูแม่นนัก จักใคร่พบตัวแต่ยังหารู้จักเรือนไม่ หลีทองจึงบอกว่าบ้านหมอดูแน่นั้นข้าพเจ้ารู้แห่งอยู่จะพาไป เล่าสิ้วบุนซกจึงให้หลีทองนำมาถึงประตูบ้านแห่งหนึ่งมีอักษรจารึกไว้ที่บานประตูว่า แต่เช้าไม่ถึงเที่ยงมังกรกับเสือจะพากันมา เล่าสิ้วบุนซกจึงจารึกอักษรต่อท้ายออกไปอีกว่า ลมแลหมอกยังไม่ถึงคราวจะพัดขึ้น ข้าพเจ้ามาถามท่านหมอเฒ่าจะใคร่รู้ว่าฤกษ์จะได้เมื่อใด

ฝ่ายซินแสนั่งอยู่บนตึกแลไปเห็นหลีทองเจ้าเมืองน่ำเอี๋ยง พาเล่าสิ้วบุนซกมาหยุดยืนเขียนหนังสืออยู่ประตูบ้าน จึงแต่งตัวออกไปเชิญขึ้นบนตึกนั่งที่สมควรแล้วจึงถามว่าท่านทั้งสองมาด้วยธุระประการใด เล่าสิ้วบุนซกจึงบอกว่าข้าพเจ้าได้ยินข่าวว่าท่านหมอเฒ่าดูยามแม่นนักจึงมาหา จงกรุณาช่วยจับยามดูชะตาไปภายหน้าจะได้มีความสุขหรือเกิดความทุกข์ยากประการใด ซินแสจึงว่าจะดูดวงชะตาก่อนแล้วจะจับยามต่อภายหลัง เล่าสิ้วบุนซกได้ฟังจึงจารึกชันษาเป็นอักษรส่งให้ ซินแสพิเคราะห์ดูดวงชะตาแล้วว่าเวลาเช้าวันนี้ ข้าพเจ้าจับยามดูรู้ว่าผู้มีบุญจะมาถึง จึงจารึกอักษรกำหนดไว้ ณ ประตูบ้าน ซึ่งท่านมาเวลานี้ถูกต้องกับยามตามตำรา ท่านจะมีบุญญาธิการนานไปจะได้เป็นกษัตริย์บำรุงราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุขหาที่สงสัยมิได้ เล่าสิ้วบุนซกจึงว่าข้าพเจ้าเป็นชาวนาอยู่บ้านป่าแปะจุยฉิง ซึ่งจะมีบุญญาธิการเหมือนดังท่านว่าข้าพเจ้าสงสัยอยู่ ซินแสจึงหัวเราะแล้วตอบว่าท่านอย่าแกล้งอำพรางเลย ได้ตกเข้ามาถึงตึกข้าพเจ้าแล้วหาผู้จะทำอันตรายแก่ท่านได้ไม่ เมื่อวันก่อนเอียวกี๋มาหาให้ดูยาม ข้าพเจ้ากำหนดวันให้ไปคอยอยู่ ณ ศาลเจ้าอูอ๋อง เอียวกี๋พบท่านหรือหามิได้ เล่าสิ้วบุนซกได้ฟังหมอเฒ่าทำนายทักถูกถ้วนถี่ทุกสิ่ง เหมือนดังเทพยดามีจักษุเป็นทิพย์ จึงนำแต่ความจริงมาบอกเล่าให้หมอเฒ่าฟังทุกประการ ซินแสได้ฟังดังนั้นดีใจนัก จึงคำนับเล่าสิ้วบุนซกเหมือนข้ากับเจ้า เล่าสิ้วบุนซกประคองตัวซินแสให้นั่งเป็นปรกติแล้วถามแซ่และชื่อ ซินแสบอกว่าข้าพเจ้าแซ่ชัวชื่อเสียวโอง เล่าสิ้วบุนซกจึงว่าเวลาคืนนี้ข้าพเจ้านิมิตฝันว่าได้รบกับอองมัง ข้าพเจ้าแพ้หนีไปพบแพะห้าตัว ข้าพเจ้าขึ้นขี่บนหลังแพะใหญ่ เอื้อมมือจับเขาๆ หลุด ลงจับหางๆ ก็หลุดไปตกใจตื่นขึ้น พอเวลาเที่ยงคืน ขอท่านจงกรุณาช่วยทำนายลักษณะฝันนี้จะร้ายดีประการใด ชัวเสียวโองจึงทำนายว่าซึ่งพบแพะห้าตัวท่านขี่แพะใหญ่นั้นจะได้เมืองน่ำเอี๋ยงก่อน แล้วจะได้เมืองขึ้นแก่น่ำเอี๋ยงห้าเมือง คือเมืองกุยเอี๋ยงหนึ่ง เมืองคุนเอี๋ยงหนึ่ง เมืองอูเอี๋ยงหนึ่ง เมืองเก๊กเอี๋ยงหนึ่ง เมืองย่งเอี๋ยงหนึ่ง ซึ่งเขาและหางหลุดไปแต่กลางตัวเป็นรูปอักษรอ่านว่าอ๋องนั้นท่านได้เป็นกษัตริย์ พิเคราะห์ดูชะตาทั้งชันษาก็ใกล้ถึงที่จะมีบุญอยู่แล้ว และลักษณะสุบินดังนี้เป็นมหามงคลอันประเสริฐยิ่งนัก เล่าสิ้วบุนซกได้ฟังดังนั้นมีความยินดีจึงนับเงินให้ชัวเสียวโอง ชัวเสียวโองจึงว่าถ้าท่านได้เป็นกษัตริย์ฮ่องเต้แล้ว ตัวข้าพเจ้าก็จะได้เป็นที่เทียนท้ายก้ำขุนนางผู้ใหญ่ สำหรับดูฤกษ์บนฤกษ์ต่ำมียศศักดิ์ ซึ่งจะรับเอาทรัพย์ท่านไว้ไม่ชอบ ชัวเสียวโองจึงคืนทรัพย์ให้แก่เล่าสิ้วบุนซก หลีทองจึงถามชัวเสียวโองว่าเมื่อใดเล่าสิ้วบุนซกจะได้กำจัดอองมัง ว่ายังมิทันขาดคำพอมีผู้ร้องเข้ามาว่า ผู้ใดพูดด้วยความเป็นข้อใหญ่ ถ้ารู้ไปถึงอองมังจะพากันพลอยตาย หลีทองได้ยินจึงร้องตวาดชายนั้นก็กลับไป เล่าสิ้วบุนซกตกใจจึงถามว่าท่านร้องตวาดผู้ใด หลีทองจึงบอกว่าหลีเทียดน้องข้าพเจ้า มันมาว่ากล่าวมิใช่การข้าพเจ้าจึงตวาดให้หนีไปท่านอย่าตกใจเลย หลีทองกับเล่าสิ้วบุนซกพูดกันแล้วก็ลาชัวเสียวโองกลับไปที่อยู่ หลีทองจัดแจงที่ตึกให้เล่าสิ้วบุนซกอาศัย เล่าสิ้วบุนซกอยู่ด้วยหลีทองหลายวัน จึงบอกหลีทองว่าข้าพเจ้าเป็นกังวลอยู่ด้วยจะเอาทรัพย์ไปเป็นขันหมากหมั้นบุตรเศรษฐี จะขอลาท่านกลับไปก่อน หลีทองจึงจัดเครื่องสำหรับการสงครามใส่หีบยี่สิบหีบบรรทุกเกวียนให้เล่าสิ้วบุนซก เล่าสิ้วบุนซกก็ลาหลีทองกลับมา ถึงบ้านเตงสินจึงเข้าไปหานางเล่าหงวนผู้พี่สาว เตงสินพี่เขยออกไปรับเข้าไปในเรือนแล้วให้นางเล่าหงวนยกโต๊ะมาเลี้ยงเล่าสิ้วบุนซก เล่าสิ้วบุนซกกินสุราพูดจากันอยู่ เมื่อเล่าสิ้วบุนซกจะไปนางเล่าหงวนเห็นน้องเมาสุรานักกลัวโจรผู้ร้ายตีชิงสิ่งของกลางทาง จึงให้เตงสินพาเล่าสิ้วบุนซกไปส่งให้ถึงบ้านแปะจุยฉิง เล่าสิ้วบุนซกคำนับลาเล่าหงวนมาขึ้นนอนบนเกวียน เตงสินกับคนใช้ขับเกวียนไปตามทาง

ฝ่ายโซหัวบุตรโซเหี้ยน พาพวกคนใช้มาเที่ยว ณ แขวงเมืองน่ำเอี๋ยงพบเกวียนสวนทางมา โซหัวจึงร้องว่าเกวียนนั้นจงหลีกให้พ้นทางเราจะไป เล่าสิ้วบุนซกเมาสุรานอนมาในเกวียนได้ยินจึงร้องตอบว่า เกวียนเบาชอบหลีกทางให้เกวียนหนัก โซหัวจึงตอบว่าผู้หาศักดิ์มิได้ให้หลีกผู้มีบรรดาศักดิ์จึงจะควร เล่าสิ้วบุนซกตอบว่า ซึ่งท่านว่าจะให้ผู้หาศักดิ์มิได้หลีกผู้มีบรรดาศักดิ์นั้น จะว่าเรามีศักดิ์หรือท่านมีศักดิ์เล่า โซหัวจึงบอกว่าเราเป็นบุตรขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองหลวงมีบรรดาศักดิ์มาก ท่านจงหลีกออกไปให้พ้นทาง เล่าสิ้วบนุซกมิทันยั้งวาจาด้วยกำลังเมา จึงว่าท่านเป็นบุตรขุนนางเราเป็นหลานกษัตริย์มีบรรดาศักดิ์สูงกว่าท่านอีก เตงสินได้ยินเล่าสิ้วบุนซกว่าตกใจนักจึงสะกิดห้าม เล่าสิ้วบุนซกไม่ฟัง โซหัวได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงสั่งบ่าวไพร่ซึ่งตามมาให้จับตัวเล่าสิ้วบุนซกมัดจูงมือไป เตงสินตกใจร้องไห้วิ่งตามเล่าสิ้วบุนซกไปจนถึงบ้านชื่อว่าซินเหียเต๋ง โซหัวจึงหยุดอยู่ไล่เลียงไต่ถามด้วยยังแคลงอยู่จะมิใช่ตัวเล่าสิ้วบุนซก

ฝ่ายคนใช้เล่าสิ้วบุนซก ครั้นโซหัวจับนายไป ต่างคนตกใจพากันเร่งขับเกวียนไปถึงบ้านแปะจุยฉิง เล่าความแต่หลังให้เล่าเหลียงฟังทุกประการ เล่าเหลียงรู้ว่าโซหัวจับเล่าสิ้วบุนซกไปตกใจนัก ให้ขนหีบยี่สิบหีบซึ่งบรรทุกเกวียนมานั้นขึ้นบนเรือน เปิดดูเห็นแต่หมวกเกราะเครื่องอาวุธเกาทัณฑ์เต็มทั้งยี่สิบหีบเห็นประหลาดอยู่ จึงสั่งเล่าอี๋นเล่าต๋งกับทหารพรรคพวกห้าสิบคนถืออาวุธครบมือกันตามไปชิงเอาเล่าสิ้วบุนซกมาจงได้ เล่าอี๋นเล่าต๋งคำนับลาพาทหารไปตามทางถึงบ้านซินเหียเต๋ง ให้ทหารห้าสิบคนอยู่แต่ภายนอก เล่าอี๋นเล่าต๋งจึงค่อยแอบแฝงเข้าไปฟังความ ได้ยินโซหัวซักถามหาชื่อและแซ่เล่าสิ้วบุนซก เล่าสิ้วบุนซกนิ่งเสียไม่ให้การ เตงสินบอกว่าชื่อกิมห่อเป็นคนเสียจริตเจรจาไม่รู้จักผิดและชอบ ซึ่งได้ว่ากล่าวเหลือเกินนั้นขอโทษครั้งหนึ่งเถิด เล่าอี๋นเล่าต๋งได้ยินเตงสินขอโทษโซหัวไม่ให้ สองคนจึงเดินเข้าไปคำนับโซหัวแล้วร้องขอโทษเล่าสิ้วบุนซก โซหัวไม่ฟัง เล่าอี๋นจึงทำอุบายค่อยขยับเข้าไป เกือบจะใกล้ถึงโซหัวจึงชักกระบี่โดดเข้าไปร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง แล้วเอากระบี่ฟันโซหัวคอขาดตาย

ฝ่ายเล่าต๋งกับทหารห้าสิบคนวิ่งเข้าไล่ฟันพวกโซหัว แล้วร้องว่าเราจะพากันเข้าไปฆ่าอองมังแก้แค้นแทนพระเจ้าเปงเต้ ฝ่ายพวกโซหัวต่างคนตื่นตกใจแตกหนีเอาชีวิตรอด เตงสินจึงเข้าแก้มัดเล่าสิ้วบุนซก แล้วชวนเล่าอี๋นเล่าต๋งกับทหารมาบ้านแปะจุยฉิง ต่างคนเล่าความแก่เล่าเหลียงทุกประการ เล่าเหลียงครั้นเล่าอี๋นเล่าต๋งฆ่าโซหัวตายเอาตัวเล่าสิ้วบุนซกมาได้แล้วมีความยินดีนัก จึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงเตงสินเล่าอี๋นเล่าต๋งเล่าสิ้วบุนซก เตงสินครั้นกินโต๊ะแล้วคำนับลาไปบ้าน

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ