อธิบายเหตุการณ์ที่ไทยรบกับพม่า

ตามเรื่องราวที่ปรากฎมาในพงษาวดาร เมื่อกรุงศรีอยุทธยาเป็นราชธานี ไทยได้ทำสงครามกับพม่า ๒๔ ครั้ง ต่อมาถึงเมื่อกรุงธนบุรีแลกรุงรัตนโกสินทรเปนราชธานี ได้ทำสงครามกับพม่าอิก ๒๐ ครั้ง รวมเปน ๔๔ ครั้งด้วยกัน ในจำนวนสงครามที่ว่ามานี้ ฝ่ายพม่ามาบุกรุกรบไทยบ้าง ฝ่ายไทยไปบุกรุกรบพม่าบ้าง จะว่าด้วยพม่ามาบุกรุกรบไทยก่อน การสงครามที่พม่ายกมาตีเมืองไทยรบกันเปนยุคใหญ่แต่ ๒ คราว คือ เมื่อรบกับพระเจ้าหงษาวดี ๓ องค์ติด ๆ กัน ตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ จนตลอดแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เปนระยะเวลา ๕๗ ปีคราว ๑ แลมารบกับพระเจ้าอังวะ ๓ องค์ ตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระเอกทัศที่กรุงเก่า มาจนตลอดแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ในกรุงรัตนโกสินทรเปนระยะเวลา ๕๐ ปีอิกคราว ๑ ที่ว่าระยะเวลา ๕๗ ปี แล ๕๐ ปีนั้นหมายความว่าตั้งแต่แรกเริ่มรบกันจนจบเรื่องที่ทำสงครามกันในยุคนั้น รวมทั้งเวลาว่างระหว่างสงคราม บางทีมีคราวละหลาย ๆ ปี หาได้รบกันทุกจำนวนปีที่ว่ามานั้นไม่.

อนึ่งชาวเรามักเข้าใจกันมาแต่ก่อนโดยมาก ว่าเมื่อคราวรบศึกพระเจ้าหงษาวดีนั้น ไทยรบกับมอญ เพราะเมืองหงษาวดีเปนราชธานีของรามัญประเทศ ก็เชื่อว่าพระเจ้าหงษาวดีเปนมอญ แต่ความจริงมิใช่เช่นนั้น พระเจ้าหงษาวดีที่มารบกับไทยเปนพม่าทุกองค์ ต้นวงศ์อยู่เมืองตองอู ครั้งนั้นปราบปรามได้ทั้งประเทศพม่ารามัญรวมไว้ในราชอาณาจักรอันเดียวกัน ตั้งเมืองหงษาวดีเปนราชธานี จึงได้ปรากฎพระนามว่าพระเจ้าหงษาวดีทั้ง ๓ องค์ แต่ส่วนมอญนั้นหาได้ปรากฎว่าเคยเปนสัตรูกับไทยโดยลำพังไม่ ที่มอญมารบพุ่งกับไทยคราวใด ก็โดยถูกพม่าบังคับให้มาในเวลาตกอยู่ในอำนาจพม่า ถ้าได้โอกาศเมื่อใดมอญก็กลับเปนสัตรูพม่า บางทีทนพม่ากดขี่ไม่ไหวก็พากันหนีมาอาไศรยไทย เปนมาแต่โบราณอย่างนี้.

แต่ทว่ามอญเปนต้นเหตุแลปัจจัยในการสงครามที่พม่ามารบกับไทยแทบทุกคราว เพราะภูมิประเทศของไทยแลพม่าอยู่ห่างไกลกัน มีรามัญประเทศของพวกมอญคั่นอยู่กลางข้างตอนใต้ ต่อขึ้นไปข้างตอนเหนือเมืองพม่ายิ่งห่างหนักออกไป ด้วยมีประเทศลานนาไทย คือมณฑลพายัพที่เมื่อยังมีอิศระคั่นอยู่ชั้น ๑ แล้วยังมีแว่นแคว้นของพวกไทยใหญ่ซึ่งเรียกว่า เงี้ยวฤๅเฉียง คั่นออกไปอิกชั้น ๑ พ้นไปแล้วจึงถึงประเทศพม่า เพราะฉนั้นถ้าหากว่ามอญมีกำลังตั้งเปนอิศระอยู่ได้ตราบใด ก็ใช่วิไสยที่ไทยกับพม่าจะเกิดรบพุ่งกัน เพราะฝ่ายใดจะไปรบก็จะต้องเข้ากับมอญฤๅตีเมืองมอญเอาเปนที่มั่นแลเปนทางเดินให้ได้ก่อน จึงจะยกทัพไปถึงแดนอิกฝ่าย ๑ ได้ ส่วนไทยแต่เดิมมาไม่มีกิจที่จะไปช่วยมอญรบกับพม่า และไม่มีเหตุที่จะไปตีเมืองมอญ เพราะเมืองไทยกับเมืองมอญต่างบริบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหารแลอยู่ริมทเล มีทางไปมาค้าขายกับนาๆ ประเทศได้สดวกอย่างเดียวกัน แดนที่ติดต่อกันก็มีเทือกเขาปันเขตร ไทยไม่มีเหตุที่จะเปนอริกับมอญทั้งในการแสวงหาผลประโยชน์แลด้วยเรื่องเหลื่อมล้ำเขตรแดนทั้ง ๒ สถาน แต่ทางพม่ากับมอญไม่เช่นนั้น ประเทศพม่าอยู่ข้างเหนือน้ำ ประเทศรามัญอยู่ข้างปากน้ำ เขตรแดนติดต่อในที่ร่วมลำแม่น้ำเดียวกัน ทั้งแม่น้ำเอราวดีแลแม่น้ำสะโตง แผ่นดินพม่าก็ไม่บริบูรณ์เหมือนแผ่นดินรามัญ จะไปมาค้าขายทางทเลถึงนานาประเทศก็จำต้องอาไศรยผ่านไปในแผ่นดินรามัญ เพราะภูมิประเทศเปนเช่นว่ามานี้ เหตุที่จะก่อเกิดการเปนอริในระหว่างพม่ากับมอญจึงมักมีอยู่เสมอไม่ขาด เพราะฉนั้นเวลาพม่ามอญมีกำลังอยู่ด้วยกัน จึงทำศึกสงครามขับเคี่ยวกันมาทุกกาลสมัย ดังปรากฎในเรื่องราชาธิราชนั้นเปนต้น แต่บางคาบเกิดบุรุษพิเศษขึ้นเปนใหญ่ในพวกพม่า มีอานุภาพปราบปรามประเทศที่อยู่ใกล้เคียงเอาไว้ได้ในอำนาจพม่าทั้งหมด อาณาเขตรพม่าก็มาติดต่อกับแดนเมืองไทย เปนเช่นนี้เมื่อใดการสงครามก็เปนเกิดมาถึงเมืองไทย เพราะพม่าได้โอกาศที่มีกำลังมากมาย แลได้อาไศรยเมืองของมอญเปนที่มั่น แล้วจึงยกมาบุกรุกตีเมืองไทย ฝ่ายไทยจึงต้องเสียเปรียบพม่า เพราะต้องต่อสู้ในเวลาพม่าได้กำลังของประเทศอื่น ๆ มาสมทบทุ่มเทเอาไทยพวกเดียว ด้วยเหตุนี้จึงได้เสียกรุงศรีอยุทธยาถึง ๒ ครั้ง

แต่พม่าไม่สามารถจะปราบปรามเอาไทยไว้ในอำนาจได้เหมือนกับพวกประเทศอื่น พอไทยถูกพม่าทำยับเยินแล้ว ในไม่ช้าคงเกิดมีวีระบุรุษขึ้นเปนใหญ่ในพวกไทย สามารถจะควบคุมคนน้อยรบพุ่งเอาไชยชนะคนมากได้ด้วยปรีชากล้าหาญ กลับตั้งเมืองไทยเปนอิศระภาพได้อิก แต่นั้นพม่าพยายามมาปราบปรามสักเท่าใดใดก็มีแต่พ่ายแพ้กลับไป จนกระทั่งไทยสามารถไปบุกรุกตีเมืองพม่าบ้างเมื่อใด การสงครามก็เปนสิ้นเรื่อง รูปการสงครามที่พม่ายกมาตีเมืองไทยในยุคใหญ่เปนทำนองเดียวกันดังกล่าวมานี้ทั้ง ๒ คราว เพราะฉนั้นถ้านับจำนวนศึกที่พม่ายกมาตีเมืองไทยทั้ง ๒ คราวนั้น จะเห็นได้ว่าพม่ามีไชยชนะไทยแต่ ๔ ครั้ง ที่พม่าแตกพ่ายแพ้ไทยไป ฤๅต้องเลิกทัพกลับไปโดยทำไม่สาเร็จได้ดังประสงค์ รวมถึง ๑๙ ครั้ง นอกจากสงครามยุคใหญ่ ๒ คราวที่กล่าวมา พม่าเปนแต่มาตีหัวเมืองชายแดนโดยตามครัวมอญเข้ามาบ้าง มาปล้นทรัพย์จับชเลยบ้าง มาชิงเมืองเชียงใหม่บ้าง ก็เสียทีแพ้ไปทุกครั้ง.

คราวนี้จะว่าด้วยการสงครามที่ฝ่ายไทยไปบุกรุกรบพม่า ข้าพเจ้าได้อธิบายมาแต่ก่อนแล้ว ว่าถ้าโดยปรกติพม่ากับไทยใช่วิไสยที่จะต้องรบกัน สงครามเกิดขึ้นเพราะพม่าได้เมืองมอญแล้วจึงเลยมาตีเมืองไทย เพราะเหตุนี้การสงครามที่ไทยไปบุกรุกรบพม่า ถึงไปทำพม่าก่อน ก็เปนการตอบแทนที่พม่ามารบไทยทุกคราว เว้นแต่คราวไปตีเมืองพม่าเมื่อในรัชกาลที่ ๓ แลที่ ๔ เท่านั้น ตามเรื่องที่ปรากฎมาในพงษาวดาร การสงครามเกิดขึ้นเพราะไทยไปรบพม่าก่อนมี ๑๖ ครั้ง คือ รบเพื่อจะขับไล่พม่าไปเสียจากแดนไทย ๗ ครั้ง ไปตีเมืองพม่า ๙ ครั้ง

การที่รบขับไล่พม่าไปเสียจากแดนไทยนั้น จะต้องอธิบายความสักน่อยหนึ่งก่อน คือเวลาเมื่อพม่ายกมาตีกรุงศรีอยุทธยาครั้งพระเจ้าหงษาวดีก็ดี ครั้งพระเจ้าอังวะก็ดี อาณาเขตรลานนามีเมืองเชียงใหม่เปนต้น หาได้ขึ้นอยู่กับไทยไม่ เปนเมืองขึ้นของพม่าอยู่ทั้ง ๒ คราว กองทัพพม่าได้อาไศรยเสบียงอาหารแลพาหนะเมืองเชียงใหม่จึงตีกรุงศรีอยุทธยาได้ เวลาไทยจะกลับตั้งตัวเปนอิศระต้องรบพุ่งขับไล่พม่าในเมืองไทยเองไม่เท่าไร ที่ต้องรบพุ่งมากนั้น เพื่อจะขับไล่พม่าไปเสียจากอาณาเขตรลานนา เพราะถ้าพม่ายังเปนใหญ่อยู่ที่เมืองเชียงใหม่ตราบใด ก็ยังอาจจะมาตีเมืองไทยได้สดวกอยู่ตราบนั้น จะปล่อยไว้ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องรบพุ่งชิงเมืองเชียงใหม่กับพม่า ครั้นไทยมีไชยชนะขับไล่พม่าไปจากอาณาเขตรลานนาได้หมด ก็ได้ประเทศลานนามาเปนของไทย เพราะฉนั้นการที่รบพม่าทางเมืองเชียงใหม่จึงเปนการแผ่อาณาเขตรไทยให้ใหญ่ยิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียกรุง ฯ แก่พม่าด้วยอิกสถาน ๑

แต่การที่ไทยไปตีเมืองพม่าตอบแทนบ้างนั้น ถ้าจะเปรียบกับพม่ามาตีเมืองไทย ไทยเสียเปรียบพม่ามากนัก ด้วยพม่าตีเมืองไทยในเวลาเมื่อพม่ามีกำลังมากกว่าปรกติตั้งหลายเท่าทุกคราว แต่เวลาไทยได้มีโอกาศไปตีเมืองพม่าบ้าง เฉภาะเปนเวลาแรกก่อร่างสร้างตัว เมื่อบ้านเมืองยับเยินป่นปี้เสียก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้ถึงมีจอมพลแลแม่ทัพนายกอง ตลอดจนพลไพร่เข้มแขงในการศึกสักเพียงใด จำนวนพลเมืองก็ย่อมน้อยกว่าเมื่อบ้านเมืองยังบริบูรณ์ กำลังไทยจึงไม่พอที่จะปราบปรามเอาประเทศพม่าไว้ในอำนาจได้ ในครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้เพียงหัวเมืองมอญมาเปนของไทยเกือบหมด แลกองทัพไทยได้ขึ้นไปถึงล้อมราชธานีของพม่าหลายครั้ง เพราะประจวบกับเวลาราชวงศ์พม่าไม่ปรองดองกัน แต่ในคราวพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ พม่ามีกำลังบริบูรณ์ไม่แตกร้าวระส่ำระสายดังคราวก่อน เปนแต่มาแพ้ไปจากเมืองไทย ไทยจึงไม่สามารถจะตีเอาบ้านเมืองในเขตรแดนพม่ามาเปนของไทยได้ ได้แต่หัวเมืองประเทศราชลื้อเขินสิบสองปันนาข้างเหนือมาเปนของไทยในครั้งนั้น นอกจากใน ๒ ยุคที่กล่าวมา เมื่อไทยรบกับพม่าในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช ก็ไปตีเมืองเชียงใหม่ได้มาจากพม่าครั้ง ๑ แลไปตีเมืองพม่าอิกครั้ง ๑ แต่หาสำเร็จไม่ ในชั้นกรุงรัตนโกสินทร พ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์มา ไทยได้ไปตีเมืองพม่าเมื่อในรัชกาลที่สามครั้ง ๑ ในรัชกาลที่ ๔ อิกครั้ง ๑ ก็หาสำเร็จไม่ ไทยกับพม่าได้รบกันเปนครั้งที่สุด เมื่อปีฉลูจุลศักราช ๑๒๑๕ พ.ศ. ๒๓๙๖ ในคราวไทยไปตีเมืองเชียงตุงเมื่อในรัชกาลที่ ๔ ต่อนั้นก็มิได้รบพุ่งกันอิกจนตราบเท่าทุกวันนี้ ว่าโดยรูปเรื่องการสงครามที่พม่ารบกับไทยมาแต่ก่อนเนื้อความเปนดังแสดงมานี้.

ทีนี้จะพรรณาการสงครามเปนรายเรื่องโดยพิศดารต่อไป จะกำหนดเปน ๓ ภาค คือภาคที่ ๑ การสงครามเมื่อกรุงศรีอยุทธยาเปนราชธานี ภาคที่ ๒ การสงครามเมื่อครั้งกรุงธนบุรีเปนราชธานี ภาคที่ ๓ การสงครามเมื่อครั้งกรุงรัตนโกสินทรเปนราชธานี อธิบายเปนเรื่องราวแต่ต้นไปจนสิ้นเรื่องสงครามที่ไทยได้รบพุ่งกับพม่ามาแต่ก่อน.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ