สงครามครั้งที่ ๒๔ คราวเสียกรุง ฯ ครั้งหลัง ปีกุญ พ.ศ. ๒๓๑๐

ที่จะเกิดสงครามคราวนี้ไม่ปรากฎเหตุอย่างอื่น นอกจากพม่าเห็นว่าไทยกำลังอ่อนแอปลกเปลี้ย เปนช่องที่จะมาปล้นเอาทรัพย์สมบัติได้ง่าย ๆ ก็ยกมาตีเมืองไทยเท่านั้นเอง เริ่มเรื่องสงครามคราวนี้ ในพงษาวดารพม่ากล่าวว่าพระเจ้ามังระประสงค์จะตีกรุงศรีอยุทธยา จึงให้เนเมียวสีหบดียกกองทัพเข้ามาทางเมืองเชียงใหม่ ลงมาตีกรุงศรีอยุทธยาทางด้านเหนือทาง ๑ ให้มังมหานรธายกกองทัพลงมาทางเมืองทวาย เข้ามาตีกรุงศรีอยุทธยาทางด้านตวันตก ให้พร้อมกับกองทัพเนเมียวสีหบดีอิกทาง ๑ ความที่กล่าวในพงษาวดารพม่าดังนี้ไม่ยุติต้องกับรายการที่ปรากฎ เห็นว่าจะเปนความคิดของผู้แต่งพงษาวดารอ้างต่อภายหลัง เพราะกองทัพพม่าที่ยกมาตีเมืองไทยครั้งนี้พระเจ้ามังระให้ไปรบพุ่งที่อื่นก่อนทั้ง ๒ ทาง กองทัพพม่าที่ยกมาทางเมืองเชียงใหม่จะต้องปราบปรามหัวเมือง ที่เปนขบถในแว่นแคว้นลานนาทั่วไป แล้วยังจะต้องยกขึ้นไปตีเมืองหลวงพระบางก่อน ต่อสำเร็จแล้วจึงจะได้มาตีเมืองไทย ฝ่ายกองทัพพม่าที่ยกลงมาเมืองทวาย การที่จะต้องทำก่อนมีแต่ตีเมืองทวายเมืองเดียว ธุระกองทัพทั้ง ๒ ผิดกันเช่นนี้ ที่จะกะกำหนดมาแต่แรกให้มาตีกรุงศรีอยุทธยาให้พร้อมกันนั้นเห็นจะไม่ได้ จึงเห็นว่าการที่พระเจ้ามังระให้กองทัพเนเมียวสีหบดีกับกองทัพมังมหานรธามาตีเมืองไทยนั้นเปนการคิดขึ้นต่อภายหลัง เพราะเหตุที่กองทัพทั้ง ๒ นั้นไปทำการสำเร็จได้เร็วกว่าคาดไว้แต่แรกทั้ง ๒ ทาง ข้อนี้เห็นได้ที่ทัพมังมหานรธามาตีเมืองทวายแล้วมีเวลาว่างจนเลยมาตีหัวเมืองปักษใต้แต่ในปีวอก พ.ศ. ๒๓๐๗ ดังกล่าวมาในเรื่องสงครามครั้งที่ ๒๓ นั้น แท้จริงเรื่องที่จะเริ่มสงครามคงเปนดังกล่าวต่อไปนี้ คือ

เมื่อต้นปีระกา พ.ศ. ๒๓๐๘ กองทัพพม่าเสร็จการสงครามตั้งอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ทัพ ๑ ตั้งอยู่ที่เมืองทวายทัพ ๑ พระเจ้ามังระเห็นเปนช่องที่จะหาทรัพย์แลเชลยเปนกำไรในการทัพได้มากขึ้นไปอิก บางทีจะเปนเพราะมังมหานรธาบอกขึ้นไปยังเมืองอังวะ ว่ามาตีหัวเมืองไทยได้ง่าย ๆ พระเจ้ามังระเห็นว่าไทยยังอ่อนแออยู่เหมือนอย่างที่ได้เคยเห็นมาแต่ก่อน จึงสั่งให้กองทัพยกเลยเข้ามาตีเมืองไทยทั้ง ๒ ทาง แลการที่พม่ายกกองทัพมาคราวนี้พิเคราะห์ดูตามลักษณการ เห็นว่าในชั้นแรกพม่าตั้งใจเพียงจะมาตีปล้นตามหัวเมืองไทย อย่างที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า “เรด” แล้วแต่จะเข้ามาได้เพียงไหนก็จะเข้ามาเพียงนั้น ถ้าเห็นว่าไทยมีกำลังมากนักก็จะถอยกลับไป เหมือนอย่างเมื่อตีหัวเมืองปักษ์ใต้ที่กล่าวมาแล้ว พม่ามิได้ตั้งใจว่าจะมาตีกรุงศรีอยุทธยา เพราะฉนั้นพระเจ้ามังระจึงมิได้เสด็จมาเองให้เปนพระเกียรติยศเหมือนอย่างพระเจ้าหงษาวดีแลพระเจ้าอลองพญา แลกองทัพพม่าที่ยกมาทางข้างเหนือกับข้างใต้จึงเปนอิศรแก่กันมิได้มีใครเปนแม่ทัพใหญ่ ความที่กล่าวข้อนี้เปนวินิจฉัยของท่านผู้ศึกษาโบราณคดีแต่ก่อนได้กล่าวมาแล้ว แม้ผู้อ่านสังเกตดูไปในลักษณการที่พม่ายกมาตีเมืองไทยในครั้งนี้ ก็น่าจะเห็นเปนอย่างเดียวกัน

ลักษณะการที่กองทัพพม่ายกมาตีเมืองไทยครั้งนี้ ไม่ได้รบพุ่งตรงเข้ามาอย่างศึกสามัญ ทำการมาโดยลำดับเปนชั้นๆ ถึง ๔ ชั้น คือ ชั้นแรกเมื่อเดือน ๗ ปีระกา พ.ศ. ๒๓๐๘ เนเมียวสีหบดีให้ฉับกุงโบนายทัพน่าคุมกองทัพมีจำนวนพล ๕,๐๐๐ ยกลงมาจากเมืองเชียงใหม่กอง ๑ มังมหานรธาให้เมขะระโบนายทัพน่าคุมกองทัพจำนวนพล ๕,๐๐๐ ยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์อิกทาง ๑ ในพงษาวดารพม่าว่า กองทัพที่ยกมาครั้งนี้มีข้ออาณัติอย่าง ๑ คือถ้าที่ไหนต่อสู้พม่าตีได้ก็เก็บริบทรัพย์สมบัติ แลจับผู้คนทั้งเด็กผู้ใหญ่ชายหญิงเอาไปเปนเชลยส่งไปเมืองพม่า บ้านเรือนทรัพย์สมบัติพม่าไม่ต้องการก็ให้เผาทำลายเสียทั้งสิ้น ถ้าที่ไหนผู้คนอ่อนน้อมยอมเข้าเปนพวกพม่า ๆ ให้ทำสัตย์แล้วก็ไม่ทำร้าย เปนแต่กะเกณฑ์เอาแต่สิ่งของที่พม่าต้องการ เช่นเสบียงอาหารแลพาหนะเปนต้น แลเรียกเอาคนมาใช้การงานต่าง ๆ เหมือนอย่างเปนบ่าวของพม่า ด้วยเหตุนี้ราษฎรตามห้องที่รายทางที่พม่ายกกองทัพผ่านมา บางแห่งก็สู้รบ บางแห่งก็เข้าหาพม่าแต่โดยดี แต่ที่หลบหนีเข้าป่าไปนั้นมากกว่าอย่างอื่น กองทัพพม่าที่ยกลงมาจากเมืองเชียงใหม่ต้องรบพุ่งแต่ที่เมืองตากแห่งเดียว พอตีเมืองตากได้แล้ว ที่เมืองกำแพงเพ็ชรเมืองนครสวรรค์ก็ไม่มีใครต่อสู้ ด้วยเวลานั้นเจ้าเมืองถูกเกณฑ์เข้ามารักษากรุง ฯ เหลือแต่กรมการผู้น้อยก็พากันอพยพหลบหนีไปโดยมาก คนที่หนีไม่ทันก็ต้องอ่อนน้อมต่อพม่า ๆ จึงลงมาตั้งค่ายอยู่ที่เมืองกำแพงเพ็ชรแห่ง ๑ ที่เมืองนครสวรรค์แห่ง ๑ ฝ่ายกองทัพพม่าที่ยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ มาถึงเมืองกาญจนบุรีพบกองทัพพระพิเรนทรเทพเจ้ากรมตำรวจ มีจำนวนพล ๓,๐๐๐ ตั้งรักษาเมืองอยู่ พม่ามากกว่าก็ตีกองทัพพระพิเรนทรเทพแตกยับเยิน พม่าจึงยกตามเข้ามาถึงลำน้ำราชบุรี มาตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลลูกแกแห่ง ๑ ตำบลตอกละออมแห่ง ๑ ข้ามฟากมาตั้งค่ายที่ดงรังหนองขาวอิกแห่ง ๑

มีเนื้อความปรากฎในจดหมายเหตุของฝรั่งว่า ครั้งพม่ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้เมื่อปีวอกที่กล่าวมาในเรื่องสงครามครั่งที่ ๒๓ นั้น ที่ในกรุงศรีอยุทธยาเกรงพม่าจะเข้ามาตีกรุง ฯ ดังคราวก่อน จึงให้เกณฑ์คนหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือเข้ามารักษาพระนครเปนอันมาก ครั้นรู้ว่าพม่าเลิกทัพกลับไปทางด่านสิงขรแล้ว ทางในกรุง ฯ ก็สั่งให้ปล่อยคนกลับไปบ้านเมือง พอได้ข่าวว่าพม่ายกมาใหม่ก็ให้เกณฑ์คนหัวเมืองกลับเข้ามาอิก ความที่ปรากฎในจดหมายเหตุดังนี้พอเปนเค้าเงื่อนให้คิดเห็นได้ว่า ครั้งนั้นที่กรุงศรีอยุทธยาน่าจะจับยุ่งมาเสียแต่เกณฑ์คนรักษาพระนครแล้ว ด้วยเมื่อพม่ายกมาตีตัวเมืองปักษ์ใต้ในปีวอก เกณฑ์คนเข้ามารักษาพระนครคราวแรกเมื่อราวเดือน ๓ เดือน ๔ พม่าเลิกทัพกลับไปทางด่านสิงขรเมื่อราวเดือน ๕ ปีระกา ก็ปล่อยคนกลับไป พอถึงเดือน ๗ พม่ายกมาใหม่ก็ต้องเกณฑ์คนกลับมาอิก ผู้คนคงสับสนอลหม่านทั้งที่ในกรุง ฯ แลหัวเมือง คงจะเปนด้วยเหตุนี้เองจึงไม่มีกำลังรักษาเมืองกำแพงเพ็ชรแลเมืองนครสวรรค์ แลกองทัพพระพิเรนทรเทพที่ให้เร่งรีบไปรักษาเมืองกาญจนบุรี จึงไม่พรักพร้อมพอจะต่อสู้ข้าศึกได้.

อนึ่งสังเกตดูโดยรายการที่ปรากฎ ดูเหมือนตั้งแต่รัฐบาลไทยได้ข่าวว่าพม่ายกกองทัพมา ๒ ทางคราวนี้ ก็เข้าใจว่าพม่าจะมาตีกรุงศรีอยุทธยา จึงตระเตรียมรวมกำลังไว้ต่อสู้ที่พระนครเปนข้อสำคัญมาแต่แรก แต่กองทัพพม่าที่ยกมาตอนนี้ยังเปนแต่กองทัพโจร พอหาที่มั่นได้แล้วก็แต่งกันออกเที่ยวค้นหาทรัพย์จับผู้คนตามท้องที่ๆ ใกล้เคียง พวกพม่าที่ตั้งอยู่ข้างเหนือเที่ยวปล้นทรัพย์จับเชลยตั้งแต่แขวงเมืองนครสวรรค์ลงมาจนถึงเมืองอินทร์ เมืองพรหม ฝ่ายพวกพม่าที่ตั้งอยู่ทางตวันตกก็เที่ยวปล้นทรัพย์จับเชลยไปจนเมืองราชบุรี เมืองเพ็ชรบุรี แลเมืองสุพรรณบุรีไม่ได้คิดจะเข้ามารบพุ่งถึงพระนครทั้ง ๒ กอง ครั้นที่ในกรุง ฯ ไม่เห็นกองทัพพม่ายกเข้ามา ได้ยินแต่ว่าไปเที่ยวปล้นสดมตามหัวเมือง แลหัวเมืองเหนือ (ทางมณฑลพิศณุโลก) ก็ยังมิได้เสียแก่ข้าศึก สมเด็จพระเจ้าเอกทัศจึงมีรับสั่งให้เจ้าพระยาพิศณุโลกกลับขึ้นไปเกณฑ์กองทัพหัวเมืองเหนือมาตีพม่าทาง ๑ แล้วให้จัดกองทัพในกรุง ฯ ยกออกไปตีพม่าด้วยทั้ง ๒ ทาง กองทัพไทยที่ยกขึ้นไปทางข้างเหนือปรากฎแต่ว่าพระยาธิเบศร์บริวัตรเปนแม่ทัพ แต่จะได้รับพุ่งอย่างไรบ้างหาได้ความไม่ ส่วนกองทัพที่ยกไปรบพม่าเมืองราชบุรีนั้น ให้จัดคนที่เกณฑ์มาจากหัวเมืองปักษ์ใต้เปนกองทัพบกทัพ ๑ ทัพเรือทัพ ๑ ผู้ใดจะเปนแม่ทัพหาปรากฎไม่ กองทัพบกยกไปถึงตำบลตำหรุ กองทัพเรือไปถึงบางกุ้งข้างใต้เมืองราชบุรี พม่ายกลงมาตีก็แตกพ่ายกลับมาทั้ง ๒ ทัพ พม่าไล่ตามเข้ามาจนในแขวงเมืองธนบุรี แต่ว่ามาเที่ยวปล้นสดมพอได้ทรัพย์แล้วก็พากันกลับไปเมืองราชบุรี หาได้ตีเมืองธนบุรีไม่ ครั้นกิติศัพท์ทราบถึงกรุง ฯ ก็ตกใจ เกรงพม่าจะยกจู่เข้ามาถึงพระนคร เพราะพม่าได้เรือทางลำน้ำราชบุรีแลเรือกองทัพไว้มาก จึงให้พระยารัตนาธิเบศร์คุมกองทัพซึ่งเกณฑ์มาจากเมืองนครราชสิมาลงมารักษาเมืองธนบุรีกอง ๑ แลให้พระยายมราชคุมกองทัพอิกกอง ๑ ลงมารักษาเมืองนนทบุรีคอยต่อสู้พม่าที่จะยกเข้ามาทางแม่น้ำ.

การที่รบกับพม่าในตอนนี้ ประมาณเวลาราวสัก ๖ เดือน คือตั้งแต่เดือน ๗ จนถึงเดือน ๑๒ ปีระกา มีข้าศึกตั้งอยู่ทางเมืองราชบุรีสัก ๕,๐๐๐ อยู่ทางเมืองนครสวรรค์อิกสัก ๕,๐๐๐ รวมข้าศึกที่เข้ามาอยู่ในแดนไทยทั้งสิ้นประมาณ ๑๐,๐๐๐ แลข้าศึกก็ยังมิได้ตั้งหน้าจะเข้ามาตีถึงราชธานี แต่คงเปนในระหว่าง ๖ เดือนนี้เอง ที่พม่ามีความคิดตกลงเปนยุติว่าจะตีให้ถึงกรุงศรีอยุทธยา เพราะเห็นว่าเพียงทัพน่าของพม่าไทยก็เอาชนะไม่ได้ พม่าจึงเกิดกำเริบ.

คราวนี้เรื่องการสงครามถึงชั้นที่ ๒ พอถึงเดือน ๑๒ สิ้นระดูฝน เนเมียวสีหบดีก็ยกกองทัพลงมาจากเมืองเชียงใหม่ มีรี้พลทั้งพม่าแลชาวลานนาล้านช้างรวมกันเปนคนประมาณ ๒๐,๐๐๐ แบ่งกองทัพให้เดินลงมาจากเมืองตากกอง ๑ ตัวเนเมียวสีหบดีแม่ทัพคุมลงมาทางเมืองสวรรคโลกกอง ๑ ฝ่ายเจ้าเมืองกรมการหัวเมืองรายทางเห็นข้าศึกเหลือกำลังก็พากันหนีเข้าป่า ไม่มีเมืองใดต่อสู้ พม่าก็ได้เมืองพิไชย เมืองสวรรคโลก เมืองศุโขไทยเปนลำดับมา แลเมื่อพม่าตั้งอยู่ที่เมืองศุโขไทยนั้น เจ้าพระยาพิศณุโลกกับเจ้าเมืองกรมการหัวเมืองเหนือช่วยกันรวบรวมคนเข้าเปนกองทัพยกไปตีพม่าที่เมืองศุโขไทย กำลังรบพุ่งกันอยู่ ขณะนั้นเจ้าฟ้าจีดเปนโทษอยู่ที่ในกรุง ฯ หลบหนีจากที่ขังได้ ทำนองเจ้าฟ้าจีดจะเกี่ยวดองเปนญาติกับเจ้าพระยาพิศณุโลกอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงพาสมัคพรรคพวกหนีขึ้นไปยังเมืองพิศณุโลก ไปถึงเมื่อเวลาเจ้าพระยาพิศณุโลกกับกรมการผู้ใหญ่ไปรบพม่าอยู่ที่เมืองศุโขไทย เจ้าฟ้าจีดเห็นเจ้าพระยาพิศณุโลกทิ้งเมืองไว้ คิดว่าเปนโอกาศที่จะตั้งตัวเปนใหญ่ได้ ก็ทำสีหนาทเข้าเก็บริบทรัพย์สมบัติแลเผาจวนเจ้าพระยาพิศณุโลกเสีย แล้วขึ้นนั่งเมืองพิศณุโลก พวกชาวเมืองเห็นว่าเปนเจ้าก็ไม่มีผู้ใดกล้าต่อสู้ เจ้าพระยาพิศณุโลกทราบความจึงเลิกทัพกลับมา มาจับเจ้าฟ้าจีดได้ให้เอาถ่วงน้ำเสีย ฝ่ายพม่าเมื่อเจ้าพระยาพิศณุโลกเลิกทัพกลับแล้วก็ยกเลยลงมาเมืองนครสวรรค์ทางเมืองกำแพงเพ็ชร หาตามไปตีเมืองพิศณุโลกไม่ เมืองพิศณุโลกจึงมิได้เสียแก่พม่าข้าศึกในครั้งนั้น.

ในเดือน ๑๒ ปีระกานั้น มังมหานรธาก็ยกกองทัพมีจำนวนพลประมาณ ๓๐,๐๐๐ ตามเข้ามาจากเมืองทวายอิกทาง ๑ มาตั้งรวบรวมพลอยู่แขวงเมืองราชบุรี มังมหานรธาคิดจะเข้ามาตีกรุงศรีอยุทธยาทางด้านใต้ สกัดทางมิให้ไทยหาเครื่องสาตราวุธแลเสบียงอาหารมาทางทเลได้ จึงจัดกองทัพเปน ๒ กองให้เมขะระโบคุมกองทัพเรือยกมาทางแม่กลองท่าจีน ตีเมืองธนบุรี เมืองนนทบุรีขึ้นไปจนถึงกรุง ฯ ทาง ๑ ตัวมังมหานรธาคุมกองทัพบกยกมาทางเมืองสุพรรณบุรีทาง ๑ ยกเข้ามาในเดือนยี่ปีระกาพร้อมกัน ฝ่ายพระยารัตนาธิเบศร์ซึ่งคุมพวกพลเมืองนครราชสิมารักษาเมืองธนบุรีอยู่นั้น ครั้นเห็นกองทัพพม่ายกมามากก็ไม่ต่อสู้ ทิ้งเมืองธนบุรีหนีกลับขึ้นไปกรุง ฯ พวกไพร่พลชาวเมืองนครราชสิมาก็พากันหนีกลับไปบ้านเมืองหมด ขณะนั้นนายเรือกำปั่นอังกฤษลำ ๑ ซึ่งเข้ามาค้าขายอยู่ในกรุง ฯ รับอาสาช่วยรบพม่าเลื่อนเรือกำปั่นลงมาทอดที่เมืองธนบุรี แล้วเอาปืนใหญ่รายแคมเรือยิงข้าศึก ครั้นกองทัพที่รักษาเมืองธนบุรีหนีไปหมด พม่าก็ขึ้นบนป้อมวิไชยประสิทธิ์ เอาปืนใหญ่ที่บนป้อมยิงเรือกำปั่นอังกฤษต้องถอยหนีกลับขึ้นไปด้วย.

พม่าได้เมืองธนบุรีแล้วจึงยกกองทัพขึ้นไปตั้งค่ายที่บางกรวย ตรงวัดเขมาทั้ง ๒ ฟากแม่น้ำ หมายจะตีเมืองนนทบุรีต่อขึ้นไป ฝ่ายเรือกำปั่นอังกฤษซึ่งถอยหนีพม่าไปจากเมืองธนบุรี ครั้นขึ้นไปถึงกรุงฯ ไปขอปืนใหญ่ที่มีกำลังกว่าปืนรายแคมเรือ เอาลงตั้งในเรือสลุบ แล้วกลับลงมาสู้พม่าที่เมืองนนทบุรีอิก ขอเรือยาวบรรทุกพลทหารในกองทัพพระยายมราชที่รักษาเมืองนนทบุรีจูงเรือสลุบเลื่อนลงมาในเวลากลางคืน พอถึงที่ได้ทางปืนก็จุดปืนใหญ่ยิงค่ายพม่าร่ำไป จนเวลาจวนสว่างจึงถอยเรือสลุบกลับขึ้นไปเสีย ยิงพม่าอยู่อย่างนี้หลายคืน ถูกพม่าล้มตายจนกองทัพพม่าต้องยั้งหยุดอยู่เพียงวัดเขมา ไม่อาจจะขึ้นไปตีเมืองนนทบุรีได้ ต่อมาพม่าคิดกลอุบาย พอเรือปืนลงไปยิง พม่าทำเปนแตกหนีไปจากค่าย อังกฤษกับพวกกองทัพไทยที่ไปด้วยสำคัญว่าพม่าหนีจริง ก็จอดเรือขึ้นที่ค่ายพม่า พากันบุกรุกเข้าค่ายเที่ยวค้นคว้าหวังจะจับเชลย ฝ่ายพม่าให้กองทัพซุ่มอยู่ในสวนข้างหลังค่าย เห็นไทยหลงละเลิงก็ยกกรูกันออกมาล้อมไล่ฆ่าฟันไทยตายลงเปนอันมาก ล้าต้าอังกฤษก็ตายคน ๑ กองทัพไทยก็แตกหนี นายเรืออังกฤษเห็นว่าจะต่อสู้พม่าไม่ไหวก็ล่องเรือกำปั่นเลยออกทเลไป ฝ่ายพระยายมราชเห็นเรือกำปั่นอังกฤษหนีไป ก็ทิ้งเมืองนนทบุรีพาไพร่พลถอยกลับขึ้นไปยังกรุงศรีอยุทธยาทั้งสิ้น เมืองนนทบุรีก็เสียแก่พม่าข้าศึก กองทัพเมขะระโบได้เมืองธนบุรี เมืองนนท์แล้ว ยกต่อขึ้นไปก็ไม่มีผู้ใดต่อสู้ ขณะนั้นมังมหานรธาซึ่งยกมาทางบก มาตั้งอยู่ที่บ้านสีกุก กองทัพเรือเมขะระโบ จึงขึ้นไปตั้งอยู่ที่สามแยกบางไทร ฝ่ายกองทัพเนเมียวสีหบดีซึ่งลงมาทางข้างเหนือ ให้กองทัพยกจากเมืองนครสวรรค์ลงมาทางเมืองไชยนาททาง ๑ ทางเมืองอุไทยธานีเมืองสรรค์ทาง ๑ ก็ลงถึงเขตรกรุงฯ ในเดือน ๓ ปีระกาคราว ๆ เดียวกับกองทัพมังมหานรธา จึงมาตั้งอยู่ที่วัดป่าฝ้ายปากน้ำพระประสบข้างด้านเหนืออิกฝ่าย ๑.

เมื่อกองทัพมังมหานรธากับกองทัพเนเมียวสีหบดียกเข้ามาถึงเขตรกรุงศรีอยุทธยาทั้ง ๒ ทาง ก็เปนแต่มาตั้งอยู่ห่าง ๆ ยังไม่เข้าประชิดติดพระนคร ทำนองจะเห็นว่ากำลังยังน้อยอยู่ จึงรอกองทัพที่พระเจ้ามังระจะส่งเพิ่มเติมมาทีหลัง ในตอนนี้พม่าเปนแต่งกองโจรออกเที่ยวเก็บรวบรวมทรัพย์จับเชลยตามเขตรแขวงน้อยใหญ่รอบจังหวัดพระนคร หาปรากฎว่ากองทัพข้างในกรุง ฯ ยกออกไปรบพุ่งอย่างใดไม่.

แต่มีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นทางหัวเมืองในตอนนี้เรื่อง ๑ คือ เมื่อเดือน ๓ ปีระกา เนเมียวสีหบดีให้พวกพม่ากอง ๑ ไปเที่ยวค้นทรัพย์จับผู้คนทางเมืองวิเศษไชยชาญ พม่าบังคับราษฎรที่ยอมอยู่ในอำนาจให้นำไปเที่ยวค้นหาทรัพย์ ภายหลังพม่ารู้ว่าใครมีลูกสาวจะบังคับเรียกเอาลูกสาวด้วย พวกราษฎรก็พากันโกรธ จึงคิดจะแก้แค้นพม่า เข้ากันทั้งพวกที่ไปยอมอยู่กับพม่าแลพวกที่ยังหลบหลีกซุ่มซ่อนอยู่ มีตัวหัวน่า ๖ คน ชื่อนายแท่นคน ๑ นายโชติคน ๑ นายอินคน ๑ นายเมืองคน ๑ ทั้ง ๔ คนนี้เปนชาวบ้านศรีบัวทองแขวงเมืองสิงห์ นายดอกบ้านกรับคน ๑ นายทองแก้วบ้านโพธิ์ทเลคน ๑ ทั้ง ๒ คนนี้เปนชาวเมืองวิเศษไชยชาญ นัดแนะกันลวงพม่าให้ไปค้นลูกสาวชาวบ้านที่บ้านป่าแห่ง ๑ แล้วกลุ้มรุมกันฆ่าฟันพม่าที่ไปตายหมดทั้ง ๒๐ คน แล้วจึงพากันหนีไปยังบ้านบางระจัน ด้วยเวลานั้นราษฎรชาวเมืองวิเศษไชยชาญแลเมืองสิงห์เมืองสรรค์หลบหนีพม่าไปอาไศรยอยู่ที่บ้านบางระจันมากด้วยกัน เพราะบ้านบางระจันมีเสบียงอาหารบริบูรณ์ แต่เปนบ้านดอนอยู่ที่พรมแดนเมืองวิเศษไชยชาญกับเมืองสุพรรณแลเมืองสิงห์ต่อกัน ข้าศึกจะไปถึงได้ยาก พวกที่หนีไปทีหลังไปนิมนต์พระอาจารย์ธรรมโชติวัดเขานางบวชแขวงเมืองสุพรรณ ซึ่งพวกชาวบ้านนับถือกันว่าเปนผู้รู้วิทยาคม ให้มาอยู่คุ้มครองที่วัดโพธิ์เก้าตนในบ้านบางระจันด้วย แล้วชักชวนกันตั้งซ่องต่อสู้พม่า พวกราษฎรก็เห็นชอบพร่อมกัน จึงรวบรวมกำลังได้ชายฉกรรจ์กว่า ๔๐๐ คน มีตัวหัวน่าอิก ๕ คน คือขุนสรรค์คน ๑ พันเรืองกำนันคน ๑ นายทองเหม็นคน ๑ นายจันทร์หนวดเขี้ยวคน ๑ นายทองแสงใหญ่คน ๑ ช่วยกันตั้งค่ายขึ้นวงรอบบ้านบางระจันเปน ๒ ค่าย แล้วจัดกันเปนหมวดหมู่เตรียมรักษาน่าที่พร้อมด้วยเครื่องสาตราวุธที่หาได้ในตำบลนั้น แล้ววางกองสอดแนมคอยสืบสวนพม่าที่จะติดตามไปมิได้ประมาท.

ฝ่ายพม่าที่เมืองวิเศษไชยชาญรู้ว่าพวกไทยที่ฆ่าพม่าหนีไปอยู่ที่บ้านบางระจัน ก็ยกกันไปประมาณ ๑๐๐ คน หมายว่าจะไปจับพวกที่หนีนั้น พวกชาวบ้านบางระจันรู้ความก็เตรียมรักษาค่าย แล้วจัดกันเปนกองรบขึ้นกอง ๑ ให้นายแท่นเปนนายใหญ่ พอพม่ายกไปถึงคลองบางระจัน ยังหยุดพักอยู่ข้างฝั่งใต้ นายแท่นก็คุมพวกกองรบ ๒๐๐ คนข้ามคลองมา พอถึงก็ตรูกันเข้าไล่ฟันแทงพม่า ๆ ไม่ทันรู้ตัว พม่ายิงปืนได้นัดเดียว ไทยก็เข้ากลุ้มรุมแทงฟันกระชั้นถึงตัว ฆ่าพม่าตายเกือบหมด เหลือแต่ตัวนายควบม้าหนีกลับมาได้สักสองสามคนเท่านั้น พวกชาวบ้านบางระจันเอาไชยชนะพม่าได้ก็มีใจ.

ครั้นกิติศัพท์รู้กันแพร่หลายว่า พวกชาวบ้านบางระจันรบชนะพม่า พวกราษฎรที่แตกฉานซุ่มซ่อนอยู่ตามแขวงหัวเมืองที่ใกล้เคียงก็พากันมาเข้าซ่องบ้านบางระจันมากขึ้นทุกที จนรวมได้กำลังตั้งพัน พวกหัวน่าก็จัดเปนหมวดกองควบคุมกันอย่างกองทัพยังขาดอยู่แต่ปืนมีน้อย จำต้องรบพุ่งข้าศึกแต่ด้วยอาวุธสั้นเปนพื้น ถึงกระนั้นพวกราษฎรนับถือวิทยาคมของพระอาจารย์ธรรมโชติ ๆ ลงผ้าประเจียดแลกะตุดพิศมรแจกจ่ายให้ทั่วกัน ต่างก็มีใจกล้าหาญ จึงเกิดกำลังตั้งต่อสู้พม่าขึ้นทางหัวเมืองด้วยประการฉนี้.

ฝ่ายนายกองพม่าที่ตั้งอยู่ที่เมืองวิเศษไชยชาญ เมื่อรู้ว่าพวกชาวบ้านบางระจันควบคุมกันต่อสู้ เห็นจะปราบปรามโดยมีกำลังที่มีอยู่ณเมืองวิเศษไชยชาญไม่ไหว จึงบอกเข้ามายังเนเมียวสีหบดีแม่ทัพใหญ่ข้างฝ่ายเหนือ ซึ่งตั้งอยู่ณปากน้ำพระประสบ แต่แรกเนเมียวสีหบดีสำคัญว่าเปนแต่อย่างซ่องโจร จึงให้งาจุนหวุ่นคุมกำลัง ๕๐๐ ยกไปปราบปรามพวกชาวบ้านบางระจัน ๆ รบพุ่งพวกพม่ากองงาจุนหวุ่นแตกกลับมา เนเมียวสีหบดีเกณฑ์กำลังเพิ่มเติมให้มากขึ้น ให้เยกินหวุ่นยกไปเปนครั้งที่ ๒ พวกชาวบ้านบางระจันก็ตีแตกพ่ายกลับมาอิก เนเมียวสีหบดีจึงให้ติงจาโบซึ่งเปนนายทหารมีฝีมือคุมพลยกไปเปนครั้งที่ ๓ ก็ไปแพ้พวกชาวบ้านบางระจันกลับมาอิกเหมือนหนหลัง.

เนเมียวสีหบดีเห็นว่าพวกชาวบ้านบางระจันมีกำลังเกินกว่าซ่องสามัญ จึงให้จัดเปนกองทัพมีจำนวนพล ๑,๐๐๐ เศษ สุรินทรจอข้องรับอาสาเปนนายทัพยกไปปราบปรามพวกชาวบ้านบางระจันเปนครั้งที่ ๔ สุรินทรจอข้องยกไปถึงทุ่งห้วยไผ่ใกล้บ้านบางระจันให้ตั้งค่ายลงณที่นั้น ฝ่ายพวกชาวบ้านบางระจันเห็นพม่ายกไปเปนกองทัพ จึงปฤกษากันให้นายแท่นเปนนายทัพใหญ่ ถือพล ๒๐๐ เปนกองกลาง ให้นายทองเหม็นถือพล ๒๐๐ เปนปีกขวา ให้พันเรืองกำนันถือพล ๒๐๐ เปนปีกซ้าย รวมพล ๖๐๐ ถือปืนคาบชุดคาบศิลาของชาวบ้านบ้าง ปืนของพวกพม่าที่ล้มตายแตกหนีเก็บได้ไว้บ้าง แต่ที่ถืออาวุธสั้นนั้นเปนพื้น นายทัพทั้ง ๓ คนนำพลทหารยกออกไปพร้อมกันทั้ง ๓ กอง ครั้นไปถึงที่สะตือสี่ต้นริมคลองบางระจันเห็นพม่าตั้งอยู่ข้างฝั่งใต้ พวกไทยก็ตั้งรายรับพม่าอยู่ทางฝั่งเหนือ ต่างยิงปืนตอบโต้กัน พม่าเห็นว่าไทยน้อยกว่าก็พากันระดมยิง หมายว่าจะให้ไทยล้มตายจนต้องแตกหนี แต่ไทยรู้ภูมิแผนที่ดีกว่าพม่า จึงคิดอ่านให้แยกกันไปทำทางข้ามคลองให้หลายทาง ส่วนพวกกองกลางบังตัวยิงพม่าไปพลาง ครั้นทำทางแล้วพวกไทยก็แยกกันข้ามคลองเข้าระดมตีพม่าพร้อมกันทั้ง ๓ กอง ขณะนั้นสุรินทรจอข้องนายทัพพม่าขี่ม้ากั้นร่มระย้าเครื่องยศอยู่ในหมู่พล กำลังให้ตีกลองเร่งพลรบ พวกไทยแลเห็นร่มระย้า รู้ว่าตัวนายทัพพม่าอยู่ตรงนั้นก็ตีทลวงเข้าไปจนถึงตัว ฟันสุรินทรจอข้องนายทัพพม่าตกม้าตาย แต่นายแท่นที่เปนผู้นำฝ่ายไทยก็ถูกปืนที่เข่าล้มลงในเวลาที่เข้าตีพม่านั้น พวกพลทหารต้องหามพาเอาตัวกลับมา ไทยกับพม่ารบกันตั้งแต่เช้าจนตวันเที่ยง ต่างเหนื่อยอ่อนลงด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย พวกพม่ามากกว่าไทย ๆ ตีไม่แตก พวกไทยก็ถอยกลับข้ามฟากคลองไปพักทางข้างฝั่งเหนือ ฝ่ายพวกผู้หญิงชาวบ้านบางระจันก็พากันหาอาหารตามออกมาเลี้ยงพวกทหาร แลขณะเมื่อกำลังเลี้ยงกันอยู่นั้น พวกกองสอดแนมไปบอกว่า เห็นพม่ากำลังพากันตั้งเตาหุงเข้าแลจัดการทำศพนายวุ่นอยู่ไม่ได้ระวังตัว นายทัพไทยให้พวกทหารกินอาหารอิ่มหนำ แล้วก็รีบยกกลับไปในทันใดนั้นทั้ง ๓ กอง ตรากตรงเข้าไล่ฟันแทงพวกพม่าข้าศึก ฝ่ายพม่ากำลังเตรียมหาอาหารสำหรับเวลาเย็น ที่เปนตัวนายก็กำลังสาลวนจัดการศพสุรินทรจอข้องอยู่ หาได้คาดว่าไทยจะกลับไปรบโดยเร็วเช่นนั้นไม่ ไม่ทันเตรียมตัวก็เสียทีแตกพ่ายมิได้เปนอันจะต่อสู้ พวกชาวบ้านบางระจันไล่ติดตามฆ่าฟันพม่าตั้งแต่เวลาบ่ายจนกระทั่งค่ำมืด จึงเลิกทัพกลับไป กองทัพพม่าที่ยกไปครั้งที่ ๔ ผู้คนนายไพร่ล้มตายเสียมากกว่าที่กลับมาได้ เสียทั้งเครื่องสาตราวุธยุทธภัณฑ์แลเสบียงอาหารพาหนะด้วยเกือบหมด ต่อมาเนเมียวสีหบดีแต่งกองทัพเพิ่มรี้พลให้แยจออากายกไปเปนครั้งที่ ๕ ให้จิกแกปลัดเมืองทวายยกไปเปนครั้งที่ ๖ พวกชาวบ้านบางระจันก็ตีแตกกลับมาอิกทั้ง ๒ ครั้ง แต่หาปรากฎรายการที่รบพุ่งกันไม่.

เนเมียวสีหบดีจึงให้นายทัพนายกองหาทหารสมัค เลือกสรรแต่ที่กล้าหาญประมาณ ๑,๐๐๐ เศษ จัดเปนกองทัพมีทั้งทหารม้าแลทหารราบ ให้อากาปันคยีเปนนายทัพยกไปเปนครั้งที่ ๗ ขณะนั้นพวกชาวบ้านบางระจันมีรี้พลมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่นายแท่นตัวนายทัพเดิมยังป่วยอยู่ตั้งแต่ถูกปืนพม่าเมื่อรบครั้งที่ ๔ ครั้นรู้ว่ากองทัพพม่ายกไปอิก แลมีทหารม้าไปด้วย จึงปฤกษากันให้จัดกองทัพจำนวนพล ๑,๐๐๐ เศษ ให้นายจันทร์หนวดเขี้ยวเปนนายใหญ่ แลให้ขุนสรรค์ซึ่งมีฝีมือยิงปืนแม่นเปนนายทหารปืน เลือกคัดเอาแต่คนที่มีฝีมือยิงปืนเข้าในกองนั้นประมาณ ๑๐๐ เศษไว้สำหรับสู้ทหารม้า ครั้นกองทัพพม่ายกไปถึงบ้านขุนโลก นายจันทร์หนวดเขี้ยวสืบรู้ว่ากำลังพม่าที่ยกไปพอไล่เลี่ยกับกองทัพไทย ไม่เสียเปรียบพม่า ก็ยกเข้าตีพม่าเวลากำลังตั้งค่ายยังไม่ทันแล้ว พม่าต่อสู้เปนสามารถ นายจันทร์หนวดเขี้ยวแบ่งกองทัพให้วกมาตีข้างด้านหลังค่ายพม่าอิกด้าน ๑ กองทัพพม่าถูกตีกระหนาบก็แตกพ่าย ไทยฆ่าฟันเสียเปนอันมาก ตัวอากาปันคยีนายใหญ่ก็ตายในที่รบ.

แต่พม่าพยายามปราบปรามพวกชาวบ้านบางระจันมาตั้งแต่เดือน ๔ ปีระกา จนถึงเดือน ๗ ปีจอ พ.ศ. ๒๓๐๙ ให้กองทัพยกไปถึง ๗ ครั้งก็แพ้ไทยมาทุกที เนเมียวสีหบดีก็ร้อนใจ ด้วยสังเกตเห็นพวกชาวบ้านบางระจันมีกำลังมากขึ้นทุกที เกรงจะยกเปนทัพใหญ่ลงมาตีกระหนาบ จะหาใครอาสาคุมพลไปปราบปรามพวกชาวบ้านบางระจันอิก พวกนายทัพนายกองพม่าก็พากันครั่นคร้ามเสียโดยมาก ขณะนั้นมีมอญคน ๑ เปนผู้ที่ได้เข้ามาอยู่ในเมืองไทยช้านานแล้ว ไปฝากตัวอยู่กับพม่า ได้ช่วยพม่ารบพุ่งแขงแรง จนเนเมียวสีหบดีตั้งให้เปนตำแหน่งสุกี้๑๐ เข้าไปรับอาสาจะตีซ่องไทยที่บ้านบางระจันให้แตกจงได้ เนเมียวสีหบดีจึงเกณฑ์กองทัพรวมทั้งพม่ามอญให้สุกี้คุมไปรบชาวบ้านบางระจันเปนครั้งที่ ๘ ฝ่ายสุกี้ได้คุ้นเคยกับไทยไม่ประมาทเหมือนพวกพม่า รู้ว่าไทยใจกล้า ถ้ารบพุ่งในที่แจ้งสู้ไทยไม่ได้ อิกประการ ๑ หนทางที่จะยกไปบ้านบางระจันเปนป่าเปลี่ยว ฝ่ายไทยชำนาญทาง จึงอาจจะซุ่มซ่อนถ่ายเทในกระบวนรบเอาไชยชนะพม่ามาได้หลายคราว สุกี้ระมัดระวังตั้งแต่แรกยกไป ไปถึงไหนก็ตั้งค่ายที่พักเปนค่ายมั่นทุกแห่ง ค่อยๆ ยกไปช้าๆ ไม่เร่งร้อน ครึ่งเดือนจึงยกไปถึงเขตรบ้านบางระจัน ครั้นพวกไทยยกออกมารบ สุกี้ก็รบสู้อยู่แต่ในค่าย พวกชาวบ้านบางระจันตีค่ายสุกี้หลายครั้งก็ตีไม่ได้ ด้วยค่ายที่พม่าตั้งนั้นมั่นคง ไม่มีปืนใหญ่ที่จะยิงทำลายค่าย ไปตีทีไรก็ถูกพม่ายิงเจ็บป่วยล้มตายเปลืองลงไปทุกที จนมิรู้ที่จะทำอย่างไร วันหนึ่งนายทองเหม็นกำลังเมาสุรานึกรำคาญขึ้นมาก็ขึ้นขี่กระบือพาพวกทหารกอง ๑ ตรงตรากเข้าไปรื้อแย่งค่ายพม่า ๆ เห็นไทยไปน้อยก็ออกต่อรบ นายทองเหม็นขับกระบือนำพลไล่ถลำเข้าไปกลางพวกข้าศึก ถูกพม่าทุบตีตาย พวกไพร่พลก็แตกหนีกลับมาเปนครั้งแรกที่แพ้พม่า พวกชาวบ้านบางระจันจึงปฤกษากันมีใบบอกเข้ามายังเสนาดีที่ในกรุง ฯ ขอปืนใหญ่กับกระสุนดินดำไปยิงค่ายพม่า แต่ข้างในกรุงฯ ไม่ยอมให้ไป เพราะเกรงข้าศึกจะชิงเอาไปเสียกลางทาง แต่เปนพระยารัตนาธิเบศร์ออกไปที่บ้านบางระจัน ไปเรี่ยรายเครื่องภาชนะทองเหลืองทองขาวของชาวบ้านหล่อปืนใหญ่ขึ้นที่บ้านบางระจัน ๒ กระบอก แต่ก็หล่อร้าวรานเสียใช้ไม่ได้ พวกชาวบ้านบางระจันก็หมดทางที่จะต่อสู้เอาไชยชนะข้าศึกได้ ด้วยรี้พลมีแต่ตายเปลืองไปทุกที ทั้งนายแท่นผู้นำทัพที่ถูกปืนป่วยมานั้นก็ตายลง ขุนสรรค์กับนายจันทร์หนวดเขี้ยวซึ่งเปนผู้นำทัพในชั้นหลัง ออกไปตีค่ายพม่าก็ถูกอาวุธข้าศึกตายทั้ง ๒ คน ยังเหลือแต่พันเรืองกำนันกับนายทองแสงใหญ่เปนหัวน่าควบคุมคนอยู่ต่างก็พากันท้อใจ การที่ต่อสู้พม่าก็อ่อนแอลง ฝ่ายสุกี้เห็นว่าพวกชาวบ้านบางระจันจวนจะสิ้นกำลังอยู่แล้วก็ให้ขุดอุโมงค์เข้าไปตั้งค่ายประชิดบ้านบางระจัน แล้วปลูกหอรบเอาปืนใหญ่ขึ้นตั้งจังกายิงเข้าไปในค่ายไทย จนเห็นว่าผู้คนพากันระส่ำระสายแล้วก็ให้ยกกรูกันเข้าปล้นค่าย ฝ่ายพวกชาวบ้านบางระจันต่อสู้จนสิ้นกำลังก็เสียค่ายแก่ข้าศึกเมื่อณวันจันทร์ เดือน ๘ แรม ๒ ค่ำ ปีจอ พ.ศ. ๒๓๐๙ รวมเวลาแต่ตั้งต่อสู้พม่ามาได้ ๕ เดือน พวกชาวบ้านบางระจันตายเสียเปนอันมาก ที่เหลือตายหนีพม่าไปได้บ้าง พม่าจับเอาไปเปนเชลยบ้าง แต่พระอาจารยธรรมโชตินั้นเลยหายสูญไป จะถึงมรณภาพในเวลาเสียค่ายแก่พม่าฤๅหนีรอดไปได้หาปรากฎไม่ เรื่องราวของพวกนักรบบ้านบางระจันมีมาดังนี้ คนทั้งปวงจึงยกย่องเกียรติยศมาจนตราบเท่าทุกวันนี้.

ทีนี้จะกลับกล่าวถึงข้างในกรุงศรีอยุทธยาต่อไป ในตอนเมื่อพม่าเข้ามาตั้งอยู่ที่บ้านสีกุกแลที่ปากน้ำพระประสบนี้ ปรากฎแต่ว่าให้กวาดต้อนราษฎรแลขนเสบียงอาหารเข้าไปไว้ในพระนครทั้งสิ้น สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดประดู่โรงธรรม ก็เสด็จเข้าไปอยู่ที่วัดราชประดิษฐาน ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่ามีข้าราชการไปทูลวิงวอนให้ลาผนวชออกทรงบัญชาการรักษาพระนครไม่ขาด เวลาเสด็จบิณฑบาตก็มีราษฎรเขียนหนังสือเชิญลาผนวชใส่ถวายไปกับเข้าบาตรทุก ๆ วัน แต่ทำนองจะเห็นสมเด็จพระเชษฐาธิราชทรงเฉยอยู่ก็มิได้ลาผนวชจนตลอดเวลาสงคราม ทั้งในหนังสือพระราชพงษาวดารแลพงษาวดารพม่าไม่ปรากฎว่า ในระหว่าง ๓ เดือน ตั้งแต่เดือน ๓ ปีระกา จนราวเดือน ๖ ปีจอนั้น กองทัพไทยได้ยกออกไปรบพุ่งพม่าเลยสักครั้งเดียว คิดดูก็น่าสงไสยว่าเหตุใดจะนิ่งเสียทีเดียว แต่เมื่อไม่มีหลักฐานที่จะเห็นว่าได้ไปรบ ก็จำต้องสันนิฐานแต่ตามเรื่องที่ปรากฎ ทำนองจะเปนเพราะกองทัพไทยไปแพ้พม่ามาติดๆ กันหลายครั้ง ตั้งแต่ไปรบที่เมืองกาญจนบุรีเปนต้น มาจนรบกันที่เมืองนนทบุรีเมื่อก่อนพม่าจะขึ้นไปถึงแขวงกรุงฯ รัฐบาลเห็นว่าไพร่พลครั่นคร้ามพม่านัก จึงคิดเพียงจะรักษาพระนครไว้ให้มั่นคงเสียชั้น ๑ ให้มีเวลาฝึกฝนปรนปรือผู้คนพลทหารให้เข้มแขงในการศึก อิกสถาน ๑ คิดจะถ่วงเวลาไปให้ถึงระดูฝน พอน้ำเหนือหลากมา ถ้าพม่าไม่เลิกทัพกลับไปเอง ถึงจะรบพุ่งเอาไชยชนะก็จะไม่ยากเท่าใดนัก ทำนองจะคิดเห็นเปนยุติดังกล่าวมานี้ จึงมิได้แต่งกองทัพไปรบพม่า ความที่สันนิฐานดังนี้มีเค้าเงื่อนประกอบ ด้วยมีเนื้อความในจดหมายเหตุของพวกบาดหลวงซึ่งอยู่ที่กรุงศรีอยุทธยาในเวลานั้น (กล่าวเปนการติเตียนไว้อย่าง ๑) ว่าเมื่อศึกพม่ามาตั้งอยู่ในเขตรพระนครครั้งนั้น ฝ่ายไทยไม่ได้คิดอ่านที่จะออกไปรบพุ่งข้าศึกตามวิธียุทธ (อย่างที่ฝรั่งเข้าใจกัน) มัวแต่คิดจะออกไปรบไม่ให้ข้าศึกเห็นตัวบ้าง คิดจะมิให้เปนอันตรายด้วยคมอาวุธข้าศึกบ้าง ความที่ฝรั่งกล่าวข้อนี้หมายความว่าตั้งพิธีทางวิทยาคม เพื่อจะให้ล่องหนหายตัวได้ แลจะให้อยู่คงกระพันชาตรีนั้นเอง เห็นจะทำกันจริง เพราะในสมัยนั้นทั้งไทยเราแลชาวประเทศอื่นทางนี้ยังเชื่อถือกันมั่นคงมาก คงเปนด้วยเห็นไพร่พลพากันหวาดหวั่นครั่นคร้ามข้าศึก เพราะไปพ่ายแพ้ติด ๆ กันมาหลายคราวดังกล่าวมาแล้ว จึงคิดจะปลุกใจไพร่พลให้กล้าหาญ จะติเตียนว่าไม่ดีทีเดียวว่าไม่ได้ แต่ที่จะได้ผลดีฤๅร้ายประการใดในสงครามก็ต้องสุดแต่ความสามารถของผู้ที่เปนหัวน่าในการทัพเปนประมาณ จะเห็นได้ในเรื่องราวต่อไปนี้ คือ

ครั้นถึงราวเดือน ๖ ปีจอ พ.ศ. ๒๓๐๙ เมื่อได้ข่าวเข้ามาถึงในกรุง ฯ ว่าพวกชาวบ้านบางระจันรบชนะพม่าหลายครั้ง พวกที่ในกรุง ฯ ก็พากันมีใจ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศจึงรับสั่งให้จัดกองทัพมีจำนวนพล ๑๐,๐๐๐ ให้พระยาพระคลังถืออาญาสิทธิเปนแม่ทัพยกไปตีค่ายพม่าที่ตั้งอยู่ปากน้ำพระประสบข้างฝ่ายเหนือ กองทัพที่ยกไปคราวนี้ปรากฎว่ามีกองอาทมาต คือผู้ที่ชำนาญวิชาอาคมนำน่าไป ไทยรบพุ่งกล้าหาญเกือบตีได้ค่ายพม่า แต่แม่ทัพไม่ได้ตระเตรียมเครื่องบังตัวคนที่จะเข้าไปตั้งประชิดค่ายข้าศึก จึงต้องถอยกลับมาเสียคราว ๑ ต่อมาอิกสองสามวันพอเตรียมเครื่องบังตัวพร้อมก็ยกไปตีค่ายพม่าที่ปากน้ำพระประสบอิก คราวนี้ถึงมีพวกราษฎรชาวเมืองตามกองทัพออกไปด้วยเปนอันมาก๑๑ ฝ่ายพม่าเห็นไทยรบพุ่งเข้มแขงกว่าแต่ก่อนก็ออกครั่นคร้าม จึงคิดกลอุบาย พอกองทัพไทยยกไปถึงคราวหลังพม่าทำเปนหนีออกทางหลังค่ายให้ไทยเห็น พวกกองอาทมาตไม่รู้เท่า สำคัญว่าพม่าหนีจริงก็นำพลเข้าค่ายไล่จับพม่า พวกกองทัพพม่าที่ซุ่มอยู่ก็ออกตีโอบกองทัพไทย แล้วให้กองทหารม้าวกมาตีกระหนาบข้างหลังอิกทาง ๑ กองทัพไทยก็เสียที พม่าฆ่าฟันทั้งพวกกองทัพแลพวกราษฎรที่ตามไปด้วยล้มตายเปนอันมาก กองทัพพระยาพระคลังก็แตกหนีกลับมา วันนั้นหากว่ากองทัพพระยาตากสินไม่แตกช่วยรบข้าศึกป้องกันมาข้างหลัง กองทัพไทยจึงมิได้แตกยับเยิน เนเมียวสีหบดีนายทัพพม่ามีไชยชนะกองทัพไทยเห็นได้ที ก็ให้กองทัพน่ายกลงมาตั้งค่ายที่บ้านโพธิ์สามต้น ให้ใกล้พระนครเข้ากว่าแต่ก่อน ฝ่ายมังมหานรธานายทัพพม่าข้างใต้ได้กองทัพมอญเพิ่มเติมมา ให้กองมอญตั้งรักษาเมืองราชบุรีแทนกองทัพพม่าแล้ว ก็ให้กองทัพน่ายกขึ้นไปตั้งที่ขนอนหลวงริมวัดโปรดสัตว์ ให้ใกล้พระนครทางข้างด้านใต้อิกแห่ง ๑ ในพงษาวดารพม่ากล่าวว่า พระเจ้าเอกทัศให้พระยาตากสินคุมกองทัพยกออกไปตีค่ายพม่าครั้ง ๑ คงเปนค่ายที่วัดโปรดสัตว์นี้เอง ว่าพระยาตากสินตีได้ค่ายพม่า แต่ครั้นกองทัพมังมหานรธายกหนุนขึ้นไป พระยาตากสินมีกำลังไม่พอที่จะรักษาค่ายไว้ได้ ก็ต้องทิ้งค่ายถอยกลับเข้าไปในพระนคร แต่พม่าก็ยังไม่รีบรัดเข้าตีกรุงศรีอยุทธยา ทำนองความคิดพม่ายังหมายแต่จะปิดทางลำเลียงเสบียงอาหารมิให้ส่งเข้าไปได้ถึงในกรุงฯ ประสงค์จะให้ไทยอดอยากอัตคัดจนสิ้นกำลังเสียก่อน จึงจะเข้าตีกรุง ฯ ต่อภายหลัง ฤๅจะเปนด้วยความไม่พร้อมเพรียงกันในหมู่พม่าด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งก็เปนได้ เพราะกองทัพพม่าที่ยกมาคราวนี้แม่ทัพทางเหนือกับแม่ทัพทางใต้ต่างเปนอิศรแก่กัน ด้วยเดิมยกเข้ามาหมายแต่จะมาปล้นดังกล่าวมาแล้ว ครั้นเมื่อเข้ามาถึงกรุง ฯ แม่ทัพพม่าทั้ง ๒ ฝ่ายต่างไม่ยอมอยู่ในบังคับบัญชากันกองทัพทั้ง ๒ ทางจึงมิใคร่จะพร้อมเพรียงกันได้ ที่ยังไม่เข้าตั้งประชิดถึงกรุง ฯ น่าจะเปนด้วยเหตุข้อหลังนี้ยิ่งกว่าด้วยเหตุอย่างอื่น.

ครั้งนั้นเมื่อกิติศัพท์ทราบออกไปถึงหัวเมืองที่ห่างไกล ว่าพม่ายกกองทัพเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุทธยาไว้ ฝ่ายกรมหมื่นเทพพิพิธพี่ยาเธอ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าเอกทัศให้ส่งไปคุมไว้ที่เมืองจันทบุรี ก็หนีมาลาผนวชออกชักชวนพวกชาวเมืองชายทเลตวันออกให้เข้ามาช่วยแก้กรุงศรีอยุทธยา มีพวกกรมการแลราษฎรพากันเข้าอาสาเปนอันมาก กรมหมื่นเทพพิพิธจึงยกขึ้นมาทางเมืองระยอง เมืองบางละมุง เมืองชลบุรี มาถึงเมืองไหนก็มีผู้คนเมืองนั้นเข้าอาสา เพราะหัวเมืองทางนั้นพม่ามิได้ลงไปถึง ผู้คนยังบริบูรณ์ กรมหมื่นเทพพิพิธจึงได้รี้พลเพิ่มเติมมากขึ้น จนมีจำนวนพลกว่า ๑๐,๐๐๐ ก็จัดเปนกองทัพยกมาตั้งอยู่ที่เมืองปราจิณบุรี เห็นจะมาถึงเมื่อเดือน ๘ ปีจอ ราวๆ เวลาที่พม่าตีได้ค่ายบางระจัน กรมหมื่นเทพพิพิธจึงให้หมื่นเก้า หมื่นศรีนาวา กรมการเมืองปราจิณกับนายทองอยู่น้อย๑๒ ชาวเมืองชลบุรี ซึ่งเปนนายซ่องคุมพล ๒,๐๐๐ เปนกองน่า ยกมาตั้งค่ายอยู่ที่ปากน้ำโยทะกา แล้วให้คนสนิทเข้ามารับหม่อมห้ามแลหม่อมเจ้าในกรมออกไปจากกรุง ฯ ครั้นที่ในกรุง ฯ รู้กันว่ากรมหมื่นเทพพิพิธยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่เมืองปราจิณ ก็มีคนหนีออกไปเข้ากันกรมหมื่นเทพพิพิธเปนอันมาก ด้วยในเวลานั้นพม่าเปนแต่เที่ยวปล้นสดมยังมิได้ล้อมกรุงฯ กวดขัน คนในพระนครยังเล็ดลอดหนีไปได้ไม่ยาก แม้ถึงข้าราชการที่ไม่เปนใจจะรบพุ่งในทางกรุง ฯ ก็หนีไปอยู่กับกรมหมื่นเทพพิพิธหลายคน มีพระยารัตนาธิเบศร์ซึ่งว่าที่จตุสดมภ์กรมวังเปนต้น ครั้นมังมหานรธาแม่ทัพพม่าทางข้างใต้ทราบว่ามีกองทัพไทยยกมาทางตวันออก จะมาช่วยกรุงศรีอยุทธยา จึงให้เมขะระโบกับแนกวนจอโบคุมกองทัพพม่าจำนวนพล ๓,๐๐๐ ยกออกไป ไปถึงปากน้ำโยทะกาก็เข้าตีค่ายกองทัพน่าของกรมหมื่นเทพพิพิธซึ่งตั้งอยู่ที่นั้น ได้รบพุ่งกันเปนสามารถ จนหมื่นเก้า หมื่นศรีนาวา นายทัพตายในที่รบ พวกไทยเหลือกำลังก็แตกหนีกระจัดกระจายไป เมื่อพม่าตีได้ค่ายที่ปากน้ำโยทะกาแล้ว ทำนองเมขะระโปจะได้ความว่ากองทัพไทยที่ตั้งอยู่เมืองปราจิณบุรีเปนทัพใหญ่มีกำลังมาก จึงเลิกทัพกลับมาแจ้งความแก่มังมหานรธา ๆ ก็จัดกองทัพพม่าเปนทัพบกทัพ ๑ ทัพเรือทัพ ๑ ให้ยกไปเมืองปราจิณบุรี ฝ่ายกรมหมื่นเทพพิพิธกับพระยารัตนาธิเบศร์ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองปราจิณ ครั้นทราบว่าพม่ายกไปทั้งกองทัพบกทัพเรือก็ไม่คิดจะต่อสู้ พาแต่ครอบครัวอพยพหนีไปเมืองนครราชสิมาทางช่องเรือแตก ครั้นพวกชาวหัวเมืองซึ่งอาสามาด้วยเห็นผู้ที่เปนหัวน่าหนีเอาตัวรอดไปเสียแล้ว ต่างก็พากันแยกย้ายกลับไปยังบ้านเมืองของตน เรื่องราวการสงครามที่กล่าวมาตอนนี้ตั้งแต่ในเดือน ๓ ปีระกา มาจนเดือน ๙ ปีจอ รวมเวลาเปน ๖ เดือนด้วยกันนับเปนระยะที่ ๒.

ทีนี้จะกล่าวถึงเรื่องราวการสงครามซึ่งนับว่าเปนชั้นที่ ๓ ต่อไป ในพงษาวดารพม่าว่า เมื่อถึงระดูฝน เห็นจะราวในเดือน ๙ ปีจอ พวกนายทัพนายกองพม่าพากันไปร้องทุกข์ต่อมังมหานรธา ว่าฝนตกชุกแล้ว ไม่ช้าน้ำเหนือก็จะหลากลงมา จะรบพุ่งต่อไปเห็นจะเปนการลำบากนัก ขอให้เลิกทัพกลับไปเสียสักคราว ๑ เมื่อถึงระดูแล้งจึงกลับมาตีกรุงศรีอยุทธยาใหม่ มังมหานรธาไม่เห็นชอบด้วย ว่ากรุงศรีอยุทธยาขัดสนเสบียงอาหารแลกระสุนดินดำจนอ่อนกำลังจวนจะตีได้อยู่แล้ว ฝ่ายข้างกองทัพพม่าก็ได้ตระเตรียมทำไร่นา หาอัตคัดสิ่งใดไม่ ถ้าเลิกทัพกลับไปเสีย ไทยก็จะได้ช่องหากำลังมาเพิ่มเติม จะเตรียมรักษาบ้านเมืองกวดขันยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ถึงยกมาอิกที่ไหนจะตีได้ง่ายเหมือนครั้งนี้ มังมหานรธาจึงไม่ยอมให้ถอยทัพกลับ ให้เที่ยวตรวจหาที่ดอน เช่นโคกวัดอันมีอยู่รอบพระนคร แล้วกะปันน่าที่ให้กองทัพไปตั้งค่ายสำหรับที่จะอยู่เวลาระดูน้ำ แลให้ผ่อนช้างม้าพาหนะพาไปเลี้ยงตามดอนในหัวเมืองที่ใกล้เคียง แล้วให้เที่ยวรวบรวมเรือใหญ่น้อยมาไว้ใช้ในกองทัพเปนอันมาก.

พอกองทัพพม่าเตรียมการที่จะตั้งทำศึกค้างระดูฝนเสร็จแล้ว มังมหานรธาก็ป่วยลงแล้วถึงแก่ความตายที่ค่ายบ้านสีกุก แต่เหตุที่มังมหานรธาตายนั้นกลับเปนโทษแก่ฝ่ายไทย ด้วยแต่ก่อนมากองทัพพม่าข้างเหนือกับข้างใต้มักเกี่ยงแย่งด้วยเปนอิศรแก่กัน ครั้นมังมหานรธาตาย เนเมียวสีหบดีได้เปนแม่ทัพใหญ่ บังคับบัญชากองทัพพม่าทั้งหมดแต่ผู้เดียว ก็สั่งให้กองทัพทั้งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้สมทบกันเข้าตั้งล้อมกรุงศรีอยุทธยา ตัวเนเมียวสีหบดีย้ายจากค่ายปากน้ำพระประสบมาอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ให้กองน่าเข้ามาตั้งค่ายที่วัดภูเขาทอง แล้วให้รุกเข้ามาตั้งค่ายวัดท่าการ้องอิกแห่ง ๑ ฝ่ายข้างในกรุงฯ เห็นพม่าเข้ามาตั้งค่ายถึงวัดท่าการ้อง ทางปืนใหญ่จะยิงได้ถึงพระนคร ก็ให้กองทัพเรือยกออกไปตีค่ายพม่า มีรายการในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า กองทัพเรือที่ยกไปครั้งนี้เปนพวกกรมทหารอาสาหกเหล่า แต่ใครจะเปนตัวนายทัพหาปรากฎไม่ กล่าวแต่ว่ามีนายฤกษ์คน ๑ ถือดาบสองมือรำไปข้างน่าเรือ พอพม่ายิงปืนมาถูกนายฤกษ์ตกน้ำลง กองทัพเรือก็ถอยกลับคืนเข้ากรุงฯ ทั้งหมด ความที่กล่าวมานี้พิเคราะห์ดูเห็นว่า คงเปนด้วยเรื่องเชื่อถือวิทยาคมนั้นเอง นายฤกษ์คนนั้นเห็นจะเปนตัวอาจารย์ รำดาบเศกเป่าไปน่าทัพ โดยเชื่อว่าอาจจะคุ้มครองป้องกันอันตรายกองทัพได้ทั้งหมด ครั้นตัวอาจารย์ถูกปืนตายเอง พวกกองทัพก็พากันใจฝ่อ ผู้ที่คุมทัพเห็นว่า ถ้าขืนเข้าไปรบก็เห็นจะเปนเครื่องแต่สำหรับจะไปแตกไปตายไม่เปนการ จึงให้ถอยทัพกลับมา ดูเปนการนิทัศนอุทาหรณ์ให้เห็นว่าสิ่งใดแม้จะเปนของดี ถ้าไม่รู้จักใช้อาจจะกลายเปนของชั่วไปได้เหมือนกับการที่เชื่อถือวิทยาคมงมงายเกินไป คน ๆ เดียวอาจจะพาให้คนนับร้อยถอยหนีข้าศึกมาได้ฉนี้ แต่เมื่อกองทัพกลับเข้ามาในพระนครแล้ว จะตัดสินลงโทษผู้นำทัพตามพระไอยการศึกฤๅอย่างไรหาได้ความต่อไปไม่ แต่นี้การรบพุ่งก็เปนแต่เอาปืนใหญ่ตั้งยิงกันทั้ง ๒ ฝ่าย พม่าตั้งค่ายที่วัดภูเขาทอง วัดท่าการ้อง แล้วตั้งค่ายรายต่อลงมาที่วัดกระชาย วัดพลับพลาไชย วัดเต่า วัดสุเรนทร วัดแดง ข้างด้านตวันตก ตั้งปืนใหญ่ยิงเข้าไปในพระนคร ฝ่ายข้างไทยก็ให้ข้ามออกไปตั้งค่ายกันพระนครไว้ทุกด้าน ด้านเหนือตั้งที่วัดน่าพระเมรุแห่ง ๑ ที่พเนียดแห่ง ๑ ด้านตวันออกตั้งที่วัดมณฑปแห่ง ๑ ที่วัดพิไชยแห่ง ๑ ที่วัดเกาะแก้วแห่ง ๑ ด้านใต้ให้หลวงอภัยพิพัฒน์ขุนนางจีนคุมพวกจีนบ้านนายก่าย ๒,๐๐๐ ลงไปตั้งค่ายที่บ้านสวนพลูแห่ง ๑ ให้พวกคฤศตังตั้งค่ายที่ริมวัดพุทไธสวรรย์แห่ง ๑ ด้านตวันตกให้กรมอาสาหกเหล่าตั้งค่ายที่วัคไชยวัฒนารามแห่ง ๑ รวมเปน ๙ แห่งด้วยกัน๑๓ การตั้งค่ายตอนนี้เปนเวลาจวนน้ำหลาก ต้องเที่ยวหาที่ดอนตั้งด้วยกันทั้งฝ่ายไทยแลฝ่ายพม่า แต่ปืนใหญ่ที่ยิงโต้ตอบกันนั้นไทยมีปืนประจำเมืองได้เปรียบพม่า จึงคิดอ่านเอาปืนขนาดใหญ่ๆ ขึ้นตั้งยิงบนป้อม มีเรื่องเล่ากันมา๑๔ เปนอุทาหรณ์ของความเสื่อมทรามในครั้งนั้นว่า เมื่อเอาปืนชื่อปราบหงษา ซึ่งเปนอย่างใหญ่ที่มีอยู่ขึ้นตั้งบนป้อมมหาไชยจะยิงพม่า แต่แรกเจ้าน่าที่ไม่กล้ายัดดินดำให้เต็มขนาด กลัวแก้วหูจะแตกด้วยเสียงปืน ลดดินดำลงแล้วยังมีคนขอให้ลดลงอิกเล่า จนที่สุดเมื่อยิงไปกระสุนปืนไปตกไม่ถึงคูเมือง เปนได้ถึงอย่างนี้ ข้างฝ่ายที่กล้าก็ตรงกันข้าม ดังปรากฎในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า พระศรีสุริยพาหะ ซึ่งเปนเจ้าน่าที่รักษาป้อมซัดกบ มุมพระนครข้างตวันตกเฉียงเหนือ เอาปืนชื่อมหากาลมฤตยูราชขึ้นบนป้อม แล้วเอาลูกดินยัดทวีขึ้น ๒ เท่า ประสงค์จะยิงให้ถึงค่ายพม่าที่ภูเขาทอง ยิงได้นัดเดียวปืนก็เลยร้าวรานใช้ไม่ได้ต่อไป แลยังมีเรื่องเล่ากันเปนเรื่องเกร็ดอิกหลายอย่าง แต่ยิงโต้ตอบกันไปมาจนกระสุนดินดำข้างในพระนครบกพร่องลง ถึงต้องเอาดินปั้นเผาไฟทำเปนกระสุนปืนใหญ่๑๕ แลต่อมาชั้นหลังถึงตั้งกฎประกาศแก่เจ้าน่าที่ว่า ถ้าใครจะยิงปืนใหญ่ต้องให้มาบอกขออนุญาตที่ศาลาลูกขุนเสียก่อน เลยเปนมูลเหตุเกิดการสำคัญในเรื่องพงษาวดาร คือ พระยาตากสินเปนเจ้าน่าที่รักษาการด้านตวันออกอยู่ที่วัดเกาะแก้ว (ตรงหน้าวัดสุวรรณข้ามฟาก) เห็นพม่ายกเข้ามาเอาปืนใหญ่ยิงข้าศึกไม่มาบอกศาลาลูกขุน มีโจทย์ฟ้องเกือบจะต้องถูกลงโทษ หากว่าได้มีบำเหน็จความชอบมาจึงได้รับกรุณาเพียงภาคทัณฑ์โทษไว้๑๖ แต่นั้นพระยาตากสินก็ท้อใจจึงคิดหนีจากพระนคร

ถึงเดือน ๑๒ เวลาน้ำท่วมทุ่งได้ข่าวเข้ามาในกรุง ฯ ว่าพม่ายกทัพเรือลัดทุ่งหนีทางปืนขึ้นมาจากค่ายที่บางไทรแลที่ขนอนหลวงวัดโปรดสัตว์ ทำนองจะมาตรวจเตรียมล้อมกรุง ฯ ข้างด้านตวันออก สมเด็จพระเจ้าเอกทัศจึงตรัสสั่งให้พระยาเพ็ชรบุรีคุมกองทัพเรือกอง ๑ พระยาตากสินคุมกอง ๑ ยกออกไปตั้งที่วัดใหญ่คอยสกัดตีกองทัพพม่าที่ยกมาทางท้องทุ่ง ครั้นพม่ายกมาอิกคราว ๑ พระยาเพ็ชรบุรีจะยกทัพเรือออกไปตีกองทัพพม่า พระยาตากสินเห็นว่าเหลือกำลัง พระยาเพ็ชรบุรีไม่ฟัง ขืนยกออกรบพม่าที่ริมวัดสังฆาวาศ กองทัพพม่ามากกว่าก็เข้าล้อมพระยาเพ็ชรบุรีไว้ แล้วเอาหม้อดินดำทิ้งไปในเรือพระยาเพ็ชรบุรี ดินระเบิดเรือแตก พระยาเพ็ชรบุรีตายในที่รบ พวกกองทัพที่เหลือตายก็แตกหนี ส่วนกองทัพพระยาตากสินก็หาเข้ารบกับพม่าไม่ ถอยกลับมาตั้งอยู่ที่วัดพิไชย๑๗ แต่นั้นพระยาตากสินก็ไม่เข้าไปในพระนครอิก ครั้นถึงเดือนยี่ พอแผ่นดินแห้งก็พาสมัคพรรคพวกตีฝ่าพม่าหนีไปทางทิศตวันออก อันเรื่องราวของพระยาตากสินจะมีในตอนข้างหน้าโดยพิศดาร ในที่นี้จะกล่าวเฉภาะเรื่องที่พม่าตีกรุงศรีอยุทธยาต่อไป.

คราวนี้เรื่องราวการสงครามถึงชั้นระยะที่ ๔ แลเปนที่สุด พอน้ำลดถึงระดูแล้ง ฝ่ายพม่าได้กองทัพเพิ่มเติมมาอิก ก็รวบรวมกำลังกลับมารบพุ่งกวดขันขึ้น แต่ฝ่ายกองทัพไทยที่รักษาพระนครนั้นตั้งต้นจับระส่ำระสาย ด้วยรู้กันว่าหมดช่องทางที่จะเอาไชยชนะพม่าได้ พวกจีนในกองทัพที่ไปตั้งค่ายอยู่สวนพลูคิดจะเอาตัวรอดก่อน คบคิดกันประมาณ ๓๐๐ คนพากันขึ้นไปยังพระพุทธบาท ไปลอกทองคำที่หุ้มพระมณฑปน้อยแลแผ่นเงินที่ดาดพื้นพระมณฑปใหญ่มาแบ่งปันกันเปนอาณาประโยชน์ แล้วเอาไฟเผามณฑปพระพุทธบาทเสียหวังจะให้ความสูญ ต่อมาไม่ช้าพม่ายกเข้ามาตีค่ายที่พเนียดได้ ตัวเนเมียวสีหบดีแม่ทัพพม่าก็เข้ามาตั้งอยู่ที่พเนียด ให้กองทัพพม่าเข้าตีค่ายไทยที่ออกไปตั้งป้องกันพระนครข้างด้านเหนือแตกกลับเข้ามาในกรุง ฯ หมดทุกค่าย แล้วพม่าก็เข้ามาตั้งค่ายประชิดพระนครข้างด้านเหนือ ที่วัดกุฎีแดง วัดสามพิหาร วัดกระโจม วัดศรีโพธิ์ วัดนางชี วัดแม่นางปลื้ม วัดมณฑป ให้ปลูกหอรบเอาปืนขึ้นจังกายิงเข้าไปในพระนครทุกวันมิได้ขาด ส่วนพม่าทัพข้างใต้ก็ยกขึ้นมาตีได้ค่ายไทยที่วัดพุทไธสวรรย์ แล้วไปตีค่ายที่วัดไชยวัฒนาราม รบกันอยู่ได้แปดเก้าวันก็เสียค่ายแก่พม่า ค่ายจีนที่บ้านสวนพลูก็เสียแก่พม่าเหมือนกัน แต่ค่ายที่วัดพิไชยนั้นพระยาตากสินหนีทิ้งไปเสียแต่ก่อนพม่ายกมาตีแล้ว

ฝ่ายข้างในพระนครถูกพม่าล้อมมาช้านาน เสบียงอาหารอัตคัดเข้าก็เกิดเปนโจรผู้ร้ายแย่งชิงกันชุกชุมขึ้นทุกที ครั้นณวันเสาร์เดือนยี่ ขึ้น ๔ ค่ำปีจอ เวลากลางคืนเกิดไฟไหม้ในพระนคร ไหม้ตั้งแต่ท่าทรายริมกำแพงข้างด้านเหนือ ลุกลามมาทางประตูเข้าเปลือกแล้วไฟข้ามมาติดบ้านเรือนแขวงป่ามะพร้าวตลอดไปถึงแขวงป่าโทน ป่าถ่าน ป่าตอง ป่ายา ไหม้วัดมหาธาตุ วัดราชบุรณ ไปจนวัดฉัททันต์ ไฟไหม้กุฎีวิหารแลบ้านเรือนในพระนครรวมกว่า ๑๐,๐๐๐ หลัง ผู้คนพลเมืองก็ยิ่งคับแค้นหนักขึ้น สมเด็จพระเจ้าเอกทัศให้ทูตออกไปว่ากล่าวกับพม่าขอเลิกรบ จะยอมเปนเมืองขึ้นต่อพระเจ้าอังวะ แม่ทัพพม่าก็ไม่ยอมเลิก ด้วยประสงคจะตีกวาดเอาทรัพย์สมบัติผู้คนไปให้สิ้นเชิง ในพงษาวดารพม่าว่า เนเมียวสีหบดีให้เข้าตีปล้นพระนครหลายครั้งแต่ตีไม่ได้ ด้วยไทยจวนตัวเข้าก็เกิดมานะต่อสู้แขงแรง รบพุ่งพม่าแตกกลับออกไปทุกครั้ง จนพม่าต้องตั้งล้อมนิ่งอยู่อิกคราว ๑ แต่ข้างในพระนครผู้คนอดอยากหนักเข้าก็พากันปีนข้ามกำแพงหนีไปเปนอันมาก ที่หนีรอดไปได้ก็มี ที่หนีไม่พ้นตรงไปยอมให้พม่าจับพอได้อาหารกินก็มี เนเมียวสีหบดีเห็นว่าชาวพระนครอ่อนกำลังระส่ำระสายมากแล้ว จึงให้กองทัพพม่าที่ค่ายวัดกุฎีแดง วัดสามพิหาร แลที่วัดมณฑปสมทบกันยกเข้ามาในเวลากลางคืน มาทำสพานเรือกข้ามน้ำตรงหัวรอข้างมุมเมืองด้านตวันออกเฉียงเหนือ อันเปนที่ลำน้ำแคบกว่าแห่งอื่น เอาไม้ตาลมาตั้งเปนค่ายวิลันทั้ง ๒ ข้าง กับปืนชาวพระนครมิให้ยิงถูกพวกพล แล้วก็ทำสพาน ฝ่ายข้างในกรุง ฯ เห็นพม่าทำการล่อแหลมเข้ามาดังนั้น สมเด็จพระเจ้าเอกทัศจึงมีรับสั่งให้จมื่นศรีสรรักษ์๑๘ คุม กองทัพยกออกไปตีทัพพม่าที่เข้ามาทำสะพาน ในพงษาวดารพม่าว่า คราวนี้ไทยรบพุ่งแขงแรงมาก ตีพวกพม่าแตก แลฆ่าฟันล้มตายเสียมาก แล้วตามไปตีได้ค่ายพม่าอิกค่าย ๑ แต่ไม่มีกำลังหนุนไปพอแก่การ พม่าก็ช่วยกันตีแตกกลับเข้ามา แต่นั้นไทยก็มิได้ยกออกไปรบอิกต่อไป ครั้นพม่าทำสพานเรือกเสร็จแล้วจึงเข้ามาตั้งค่ายที่ศาลาดินนอกเมือง แล้วขุดอุโมงค์เดินเข้ามาจนถึงเชิงกำแพง ขนเอาฟืนมากองใส่ใต้รากกำแพงเมือง แล้วเตรียมบันใดที่จะพาดกำแพงปีนปล้นเมืองไว้เปนอันมาก

ครั้นถึงวันอังคาร เดือน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีกุญ พ.ศ. ๒๓๑๐ เปนวันเนาสงกรานต์ เพลาบ่าย ๓ โมง พม่าก็จุดไฟสุมรากกำแพงเมืองตรงหัวรอที่ริมป้อมมหาไชย แลยิงปืนใหญ่ระดมเข้าไปในพระนครจากบรรดาค่ายที่รายล้อมทุก ๆ ค่าย พอเพลาพลบค่ำกำแพงเมืองตรงที่เอาไฟสุมทรุดลง เพลา ๒ ทุ่ม (๘ ล. ท.) แม่ทัพพม่าก็ยิงปืนสัญญาให้พม่าเข้าปีนปล้นพระนครพร้อมกันทุกด้าน พม่าเอาบันไดพาดปีนเข้าได้ตรงที่กำแพงทรุดนั้นก่อน พวกไทยที่รักษาน่าที่เหลือกำลังจะต่อสู้ พม่าก็เข้าพระนครได้ในเวลาค่ำวันนั้นทุกทาง นับเวลาแต่พม่ายกมาตั้งล้อมพระนครได้ปี ๑ กับ ๒ เดือน จึงเสียกรุงศรีอยุทธยาแก่พม่าข้าศึก

เมื่อพม่าเข้าพระนครได้นั้นเปนเพลากลางคืน พม่าไปถึงไหนก็เอาไฟจุดเผาเย่าเรือนของชาวเมืองเข้าไปจนกระทั่งประสาทราชมณเฑียร ไฟไหม้ลุกลามแสงสว่างดังกลางวัน ครั้นพม่าเห็นว่าไม่มีผู้ใดต่อสู้แล้วก็เที่ยวเก็บรวบรวมทรัพย์จับผู้คนอลหม่านทั่วไปทั้งพระนคร แต่เพราะเปนเวลากลางคืนพวกชาวเมืองจึงหนีรอดไปได้มาก พม่าจับได้สัก ๓๐,๐๐๐ ส่วนสมเด็จพระเจ้าเอกทัศนั้น ว่ามหาดเล็กพาลงเรือน้อยหนีไปซุ่มซ่อนอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้ที่บ้านจิกริมวัดสังฆาวาศ ต่อมามหาดเล็กเห็นพม่าออกเที่ยวค้นหาก็ตกใจหนีเอาตัวรอด ทิ้งสมเด็จพระเจ้าเอกทัศไว้ที่บ้านจิกพระองค์เดียว แต่พม่ายังหารู้ไม่ จับได้แต่สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงผนวช แลเจ้านายในพระราชวงศ์โดยมาก กับทั้งข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยแลพระภิกษุสามเณรที่หนีไปไม่พ้น พม่าก็จับเอารวมไปคุมไว้ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ส่วนผู้คนพลเมืองที่จับได้ก็แจกจ่ายกันไปควบคุมไว้ตามค่าย นายทัพนายกองทั้งปวง แล้วพม่าเที่ยวตรวจเก็บบรรดาทรัพย์สมบัติ ทั้งสิ่งของหลวงของราษฎร ตลอดจนเงินทองของเครื่องพุทธบูชาตามพระอารามใหญ่น้อย ไม่เลือกว่าของที่จะหยิบยกได้ฤๅที่ไม่พึงจะหยืบยกได้ ดังเช่นทองเงินที่แผ่หุ้มพระพุทธรูป มีทองคำที่หุ้มพระศรีสรรเพ็ชดาญาณเปนต้น พม่าก็เอาไฟสุมพระพุทธรูปให้ทองละลายเก็บเอามาจนสิ้น เท่านั้นยังไม่พอ พม่ายังจะเอาทรัพย์ซึ่งราษฎรฝังซ่อนไว้ตามวัดวาบ้านเรือนต่อไปอิก เอาราษฎรที่จับไว้ได้ไปชำระซักถามแล้วล่อลวงให้ส่อกันเอง ใครเปนโจทย์บอกทรัพย์ของผู้อื่นให้ได้ก็ยอมปล่อยตัวไป ส่วนผู้ที่เปนเจ้าของทรัพย์ถ้าไม่บอกให้โดยดี พม่าก็เฆี่ยนตีแลทำทัณฑกรรมต่าง ๆ เร่งเอาทรัพย์ จนถึงล้มตายก็มี.๑๙

กองทัพพม่าได้กรุงศรีอยุทธยาแล้ว พักอยู่ประมาณเก้าวันสิบวันพอรวบรวมเชลยแลทรัพย์สิ่งของเสร็จแล้ว เมื่อพม่าจะเลิกทัพกลับไป เนเมียวสีหบดีจึงตั้งให้สุกี้มอญที่มีความชอบครั้งตีค่ายบ้านบางระจันเปนนายทัพ ให้มองญาพม่าเปนปลัดทัพคุมพม่ามอญรวม ๓,๐๐๐ ตั้งอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น คอยสืบจับผู้คนแลเก็บทรัพย์สิ่งของส่งตามต่อไป แล้วตั้งนายทองอินคน ๑ ซึ่งเปนไทยไปเข้าด้วยพม่าให้เปนเจ้าเมืองธนบุรี แล้วจึงแบ่งกองทัพเปน ๓ กอง กองทัพข้างเหนือ เนเมียวสีหบดีคุมเจ้านายแลข้าราชการที่เปนเชลยกับทรัพย์สิ่งของที่ดีมีราคามากยกกลับไปทางด่านแม่ละเมา กองทัพทางใต้ให้เจ้าเมืองภูกามเปนนายใหญ่ คุมพวกเรือบรรทุกทรัพย์สิ่งของอันเปนของใหญ่ของหนักไปทางเมืองธนบุรี แลท่าจีนแม่กลองอิกกอง ๑ ยกให้เปนกองทัพบกไปทางเมืองสุพรรณบุรี ไปรวมกับกองเรือที่เมืองกาญจนบุรี ยกกลับไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ครั้งนั้นพม่าได้เชลยไป ๓๐,๐๐๐ เศษ ปืนใหญ่ ๑,๒๐๐ กระบอก ปืนเล็กหลายหมื่น แต่ปืนพระพิรุณ (แสนห่า) ใหญ่กว่ากระบอกอื่นพม่าเอาไปไม่ไหวก็เอาขึ้นระเบิดเสียที่วัดเขมา ขนเอาแต่ทองไป.๒๐

เมื่อกองทัพพม่ายกกลับไปนั้น มีเจ้านายในพระราชวงศ์ที่พม่าจับได้ ประชวรอยู่ยังพาไปเมืองพม่าไม่ได้ ค้างอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้นหลายพระองค์ พอกองทัพกลับไปแล้วไม่กี่วัน พวกพม่าก็ไปพบสมเด็จพระเจ้าเอกทัศที่บ้านจิก เวลานั้นอดพระอาหารมากว่า ๑๐ วัน พอรับเสด็จไปถึงค่ายโพธิ์สามต้นก็สวรรคต ทำนองสุกี้จะคิดถึงพระคุณของพระเจ้าแผ่นดินไทยที่ตนได้พึ่งพาอาไศรยมาแต่ก่อน จึงให้เชิญพระบรมศพมาฝังไว้ที่โคกพระเมรุ ตรงน่าวิหารพระมงคลบพิตร อันเปนที่ทำพระเมรุท้องสนามหลวงครั้งกรุงเก่า ว่าพอว่างราชการจะถวายพระเพลิง ส่วนเจ้านายแลข้าราชการที่พม่าจับเอาไปเมืองอังวะนั้น ปรากฎว่าพระเจ้ามังระให้สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรลาผนวช แล้วให้ตั้งตำหนักอยู่ที่เมืองจักกาย ตรงน่าเมืองอังวะข้าม เจ้านายแลข้าราชการก็เห็นจะรวบรวมอยู่ด้วยกันที่นั้นโดยมาก ด้วยพม่าให้ถามคำให้การถึงเรื่องพงษาวดารแลแบบแผนราชประเพณีกรุงศรีอยุทธยาจดลงจดหมายเหตุ คือที่ได้ฉบับมาแปลพิมพ์ เรียกว่าคำให้การขุนหลวงหาวัด ฤๅคำให้การชาวกรุงเก่านั้น แต่ส่วนพวกราษฎรพลเมืองที่กวาดเอาไปเปนเชลย พม่าแจกจ่ายไปเที่ยวอยู่ตามที่ต่าง ๆ ภายหลังหนีคืนมาบ้านเมืองได้ก็มีบ้าง แต่ที่เลยสูญไปในเมืองพม่านั้นโดยมาก ฉนี้แลกรุงศรีอยุทธยาอันบรมกระษัตราธิราช ได้ทรงครอบครองสืบกันมา ๓๔ พระองค์ ดำรงศักดิ์เปนราชธานีของสยามประเทศตลอดเวลา ๔๑๗ ปี มาถึงความพินาศด้วยไภยพิบัติดังแสดงมา.

คิดมาก็เปนน่าอนิจจัง ด้วยกรุงเปนที่ตั้งพระสาสนา
ทั้งอารามเจดีย์ที่บูชา ปฏิมาฉลององค์พระทรงญาณ
ก็ทลายยับยุ่ยเปนผุยผง เหมือนพระองค์เสด็จดับสังขาร
ยังไม่สิ้นสาสนามาอันตรธาน ทั้งเจดีย์วิหารก็สูญไป
เสียพระนิเวศน์บุรีวัง พระที่นั่งทั้งสามงามไสว
ตั้งเรียบรเบียบชั้นเปนหลั่นไป อำไพวิจิตรรจนา
มุขโถงมุขเด็จมุขกระสัน เปนเชิงชั้นลวดลายล้วนเลขา
เพานในไว้ดวงดารา ผนังฝาดาษแก้วดังวิมาน
ที่ตั้งบัลลังก์แก้วทุกองค์ ทวารลงอัฒจันท์น่าฉาน
ปราบพื้นรื่นราบรอบพระลาน มีโรงคชาธารตระการตา
ทิมดาบคดลดพื้นกำแพงแก้ว เปนถ่องแถวยืดยาวหนักหนา
เปนที่แขกเมืองเฝ้าเข้าวันทา ดังเทวานฤมิตรประดิษฐไว้
สืบทรงวงษ์กระษัตริย์มาช้านาน แต่บุราณแล้วไม่นับพระองค์ได้
พระที่นั่งซึ่งตั้งอยู่ข้างใน มีสระชลาไลยชลธี
ชื่อที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์ ที่ประพาศมัจฉาในสระศรี
ทางเสด็จเสร็จสารพันมี เปนที่เกษมกระษัตริย์สืบมา
ก็สูญสิ้นมลายหายหมด จะปรากฎสักสิ่งไม่มีว่า
อันถนนหนทางมรคา คิดมาก็เสียดายทุกสิ่งอัน
ร้านเรียบรเบียบด้วยรุกขา ขายของนานาทุกสิ่งสรรพ์
ทั้งพิธีปีเดือนคืนวัน สารพันเคยมีอยู่อัตรา
ฤดูใดก็ได้เล่นเกษมศุข แสนสนุกทั่วเมืองหรรษา
ตั้งแต่นี้แลนะอกอา อยุทธาจะสาบสูญไป
จะหาไหนได้เหมือนกรุงแล้ว ดังดวงแก้วอันสิ้นแสงใส
นับวันแต่จะยับนับไป ที่ไหนจะคืนคงมา
ไป่ปรากฎเหตุเสียเหมือนดังนี้ มีแต่บรมศุขา
ครั้งนี้มีแต่พื้นพสุธา อนิจาน่าเวทนาใจ
ทั้งนี้เปนต้นด้วยผลเหตุ จะอาเภทกระษัตริย์ผู้เปนใหญ่
มิได้พิจารณาข้าไท เคยใช้ก็เลี้ยงด้วยเมตตา
ไม่รู้รอบประกอบในราชกิจ ประพฤติการแต่ที่ผิดด้วยอิจฉา
สุภาสิตท่านกล่าวเปนราวมา จะตั้งแต่งเสนาธิบดี
ไม่ควรอย่าให้อรรคฐาน จะเสียการแผ่นดินกรุงศรี
เพราะไม่ฟังตำนานโบราณมี จึงเสียทีเสียวงษ์กระษัตรา
เสียยศเสียศักดินัคเรศ เสียทั้งพระนิเวศน์วงษา
เสียทั้งตระกูลนานา เสียทั้งไพร่ฟ้าประชากร
สาระพัดจะเสียสิ้นสุด ทั้งการยุทธก็ไม่เตรียมฝึกสอน
จึงไม่รู้กู้แก้พระนคร เหมือนกับหนอนบ่อนเบียนก็ปานกัน
ประกอบการหว่านปรายไว้หลายชั้น ป้องกันปัจจาอย่าให้มี
นี่ทำหาเปนเช่นนั้นไม่ เหมือนไพร่ชาติชั่วช้ากระลาสี
เหตุไภยใกล้กรายร้ายดี ไม่มีที่จะรู้สักประการ
ศึกมาแล้วก็ล่าไปทันที มิได้มีเหตุเสียถึงแตกฉาน
ตีกวาดผู้คนไม่ทนทาน เผาบ้านเองยับแล้วกลับไป
ถึงเพียงนี้ก็ไม่มีจะกริ่งเลย ไม่เคยรู้ล่วงลัดจะคิดได้
ศึกมาชิงล่าเลิกกลับไป มิได้เห็นจะฝืนคืนมา
จะคิดโบราณอย่างนี้ก็หาไม่ ชาติไพร่หลงฟุ้งแต่ยศถา
ครั้นทัพเขากลับยกมา จะองอาจอาสาก็ไม่มี
แต่เลี้ยวลดปดเจ้าทุกเช้าค่ำ จนเมืองคร่ำเปนผุยยุ่ยยับยี่
ฉิบหายตายล้มไม่สมประดี เมืองยับอัปรีจนทุกวัน ฯะ

กลอนเพลงยาวนี้ เปนพระราชนิพนธ์ของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทในรัชกาลที่ ๑ มีอยู่ในหนังสือพระราชวิจารณ์ คัดมาแต่เฉภาะตรงที่ทรงปรารภถึงเหตุซึ่งเสียกรุงเก่า เพื่อจะให้เห็นว่าท่านผู้เปนบรรพบุรุษแต่ก่อนได้วินิจฉัยไว้อย่างไร ครั้งนั้นกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ได้ทรงปฏิบัติราชการเปนที่นายสุจินดาหุ้มแพรมหาดเล็กอยู่แล้ว พระราชนิพนธ์นี้ย่อมทรงแต่งตามที่ได้ทราบเหตุการณ์ทั้งปวงด้วยพระองค์เอง ข้อที่ทรงวินิจฉัยมา คือว่าที่เสียกรุงศรีอยุทธยาแก่พม่าข้าศึกครั้งนั้น เปนด้วยผู้อำนวยการศึกข้างฝ่ายไทยปราศจากความสามารถเท่านั้นเอง จะได้เปนเพราะกรุงศรีอยุทธยาหมดสิ้นคนดีนั้นหามิได้ ความข้อนี้เมื่อคิดดูก็เห็นจริง ด้วยท่านผู้ที่มาก่อกู้เมืองไทยให้กลับเปนอิศรภาพได้อิกในเวลาไม่ช้านาน คือพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ดี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ก็ดี แลกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทก็ดี ก็ทรงปฏิบัติราชการอยู่แล้วทั้งนั้น เปนแต่ไม่มีโอกาศที่จะได้ทำคุณแก่บ้านเมืองตามสมควร จนเสียบ้านเมืองแล้วโอกาศจึงมาถึง ก็ทรงสามารถจะรบพุ่งต่อสู้เอาไชยชนะพม่าข้าศึกอันมีกำลังใหญ่หลวงยิ่งกว่าเมื่อมาตีกรุงเก่าได้ทุกครั้งทุกคราว จนเมืองไทยได้กลับเปนอิศรภาพแลมีความเจริญศุขสืบมาจนตราบเท่าทุกวันนี้.

เรื่องราวการสงครามไทยรบกับพม่าครั้งกรุงศรีอยุทธยาหมดเพียงเท่านี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าเปนหนังสือยาวอยู่แล้ว จึงได้เรียบเรียงเรื่องไทยรบกับพม่าครั้งกรุงธนบุรีแลกรุงพระมหานครอมรรัตนโกสินทรแยกออกเปนอิกเรื่อง ๑ ต่างหาก ถ้าท่านผู้ใดอยากจะทราบเรื่องราวต่อไปก็จงหาหนังสือเล่มนั้นอ่าน เทอญ ๚

  1. ๑. ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า เจ้าพระยาพิศณุโลกทูลลากลับไปปลงศพมารดาเห็นว่าจะไม่เปนได้ เพราะเปนเวลามีศึกสงคราม.

  2. ๒. มีในหนังสือเรื่องคำให้การชาวกรุงเก่า แค่รายการที่กล่าวตอนนี้อยู่ข้างจะฟั่นเฝือเอาเปนยุติไม่ได้หมด.

  3. ๓. เมืองนนทบุรีครั้งนั้นอยู่ฝั่งตวันตก ตรงหัวแง่ปากน้ำอ้อมข้างใต้ เข้าใจว่าเปนแต่ปักระเนียดค่ายไม่ได้ก่อกำแพง ครั้งนี้ว่าตั้งค่ายทางฝั่งตวันออกอิกค่าย ๑.

  4. ๔. ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า จำนวนพล ๔๐,๐๐๐ เห็นว่ามากเกินไป ด้วยปรากฎว่ากองทัพที่เนเมียวสีหบดีคุมมาเองพล ๑๐,๐๐๐ เท่านั้น เห็นจะเพิ่มเติมมาในตอนเมื่อล้อมกรุงฯ จนถึง ๔๐,๐๐๐.

  5. ๕. เจ้าฟ้าจีดเปนลูกพระองค์เจ้าแก้วราชบุตรสมเด็จพระเพทราชา เจ้าฟ้าเทพราชธิดาสมเด็จพระเจ้าท้ายสระเปนพระมารดา.

  6. ๖. ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า พระยารัตนาธิเบศร์หนีแต่เมื่อพม่าเข้ามาคราวก่อน คราวนี้หากล่าวว่ามีใครรักษาเมืองธนบุรีไม่ พิเคราะห์ดูตามเหตุการณ์เข้าใจว่าที่จริงพระยารัตนาธิเบศร์หนีต่อคราวนี้ เพราะคราวก่อนพม่าไม่ได้ตีเมืองธน.

  7. ๗. เรือสลุบเปนเรือกำปั่นขนาดเล็ก สำหรับใช้ลำเลียงสินค้า.

  8. ๘. ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า พระยายมราชทิ้งเมืองนนท์แต่เมื่อเรือกำปั่นอังกฤษถอยมาจากเมืองธน แต่ในรายการที่ปรากฎว่าพม่าขึ้นไปตั้งค่ายที่วัดเขมา เปนหลักฐานให้เห็นว่ากองทัพไทยยังรักษาเมืองนนท์อยู่ เพราะฉนั้นจึงสันนิฐานว่าพระยายมราชทิ้งเมืองนนท์ต่อเมื่อลำปั่นอังกฤษหนีออกทเลไป.

  9. ๙. ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า นายโช เข้าใจว่าเพราะเขียนตกตัวสกด เดิมเห็นจะเปน โชติ.

  10. ๑๐. คำว่า สุกี้ นี้เรียกตามหนังสือพระราชพงษาวดาร มาแต่คำว่า ซุก คยี แปลว่านายกองใหญ่ เพราะฉนั้นต่อมาไทยจึงเรียกตามความที่แปลว่าพระนายกอง.

  11. ๑๑. ที่ราษฎรตามกองทัพออกไปคราวนี้ ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า เพราะไม่เคยเห็นรบพุ่ง อยากจะดูว่าเขารบกันอย่างไรจึงพากันตามไป ข้าพเจ้าเห็นว่าที่จริงนั้นเห็นจะเปนเพราะเห็นวิทยาคมของกองทัพไทยศักดิสิทธิ เชื่อว่ายกไปคราวหลังคงจะตีได้ค่ายพม่าเปนแน่ พวกราษฎรจึงตามไป ประสงค์จะไปช่วยเก็บทรัพย์จับข้าศึกด้วย มิใช่เพียงแต่จะไปดูเขารบกันเท่านั้น.

  12. ๑๒. นายทองอยู่น้อยคนนี้ บางทีจะเปนคนเดียวกับที่เรียกว่านายทองอยู่นกเล็ก ที่ได้ไปเข้ากับเจ้าตากต่อไปข้างน่า.

  13. ๑๓. ที่ตั้งค่ายกันพระนครดังกล่าวมานี้ ตรวจจากหนังสือหลายฉบับ บางทีจะผิดบ้าง.

  14. ๑๔. เรื่องนี้มีทั้งในหนังสือพระราชพงษาวดาร และมีกระแสรับสั่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว อยู่ในหนังสือจดหมายหลวงอุดมสมบัติ หอพระสมุด ฯ พิมพ์แล้ว.

  15. ๑๕. ลูกปืนดินเผานี้ พระยาโบราณ ฯ ขุดพบ เอามาไว้ในอยุทธยาพิพิธภัณฑ์ก็มี.

  16. ๑๖. เรื่องนี้มีในหนังสือพระราชวิจารณ์.

  17. ๑๗. วัดพิไชยอยู่ใต้สถานีรถไฟเดี๋ยวนี้ เข้าใจว่าเดิมจะเปนค่ายที่พระยาเพชรบุรีรักษา พระยาตากสินไปรักษาค่ายนั้นแทนพระยาเพชรบุรี.

  18. ๑๘. จมื่นศรีสรรักษ์คนนี้ ชื่อฉิม เปนน้องพระยาราชมนตรี ปิ่น ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรจับจำเสียเมื่อคราวพระเจ้าอลองพญามาล้อมกรุง ฯ พระยาราชมนตรีตายในเรือนจำ จมื่นศรีนี้พ้นโทษได้.

  19. ๑๙. มีเรื่องปรากฎขึ้นเมื่อครั้งกรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงตั้งพระอาจารย์ดีครั้งกรุงเก่าเปนสมเด็จพระสังฆราชองค์แรก ภายหลังได้ความว่าพระอาจารย์ดีเคยบอกทรัพย์ของผู้อื่นให้พม่าเมื่อเวลาถูกขังอยู่ พระอาจารย์ดีเลยถูกถอดจากที่พระสังฆราช.

  20. ๒๐. ปืนพระพิรุณนี้เข้าใจกันอิกนัย ๑ ว่าไทยเอาลงมาจมไว้ในสระแก้วที่ในพระราชวังกรุงเก่า ถึงได้มีผู้ไปขุดค้นกันเมื่อในรัชกาลที่ ๔ แต่ในหนังสือพระราชพงษาวดารฉบับพระราชหัดถเลขา ว่าพม่าระเบิดเสียที่วัดเขมา.

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ