สงครามครั้งที่ ๑๘ คราวพม่าตีเมืองทวาย ปีจอ พ.ศ. ๒๑๖๕

ไทยกับพม่าเลิกสงครามกันมาได้ ๒ ปี สมเด็จพระเอกาทศรถก็สวรรคต เมื่อปีวอก จุลศักราช ๙๘๒ พ.ศ. ๒๑๖๓ เสวยราชย์มาได้ ๑๕ ปี สมเด็จพระเอกาทศรถมีเจ้าฟ้าราชโอรส ๒ พระองค์ พระองค์ใหญ่ทรงพระนามเจ้าฟ้าสุทัศน์ พระองค์น้อยทรงพระนามเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ทรงตั้งเจ้าฟ้าสุทัศน์เปนพระมหาอุปราช แต่ทิวงคตเสียก่อนสมเด็จพระราชบิดา เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จสวรรคตยังหาได้ทรงตั้งพระมหาอุปราชไม่ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์เปนสมเด็จพระราชโอรสรองลงมาก็ได้รับรัชทายาทขึ้นครองราชสมบัติ.

ตรงนี้จะต้องวินิจฉัยเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงศรีอยุทธยาตอนต่อแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถเสียก่อน เพราะหนังสือพงษาวดารกล่าวความตรงนี้ผิดกลับจดหมายเหตุเปนข้อสำคัญ ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า เมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถนั้น พระศรีศิลป์บวชอยู่ที่วัดระฆัง ได้เปนพระราชาคณะที่พระพิมลธรรม มีวิชาความรู้ผู้คนนับถือมาก ทั้งจมื่นศรีสรรักษ์ก็ถวายตัวเปนบุตรเลี้ยง ครั้นถึงแผ่นดินสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ พระพิมลธรรมคิดขบถ ซ่องสุมกำลังได้มากแล้วลอบสึกออกมาคุมสมัคพรรคพวกเข้าปล้นพระราชวัง จับสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ได้ให้ปลงพระชนม์เสีย แล้วพระพิมลธรรมก็ได้ครองราชสมบัติ ปรากฎพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ในหนังสือพระราชพงษาวดารกล่าวความต่อมาว่า เวลานั้นพวกยี่ปุ่นเข้ามาค้าขายอยู่ในกรุง ฯ มีความโกรธแค้นว่า พระพิมลธรรมเปนขบถ ข้าราชการยังพากันถวายราชสมบัติไม่กำจัดเสีย พวกยี่ปุ่นประมาณ ๕๐๐ จึงพากันเข้าไปในพระราชวัง หมายจะทำร้ายสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเมื่อเสด็จออกบอกพระปริยัติธรรมพระภิกษุสามเณรที่พระที่นั่งจอมทอง แต่พระสงฆ์วัดประดู่โรงธรรมพาพระองค์หนีรอดไปได้ พอพระมหาอำมาตย์คุมพวกเจ้าน่าที่เข้าไปถึง จึงไล่ฆ่าฟันยี่ปุ่นล้มตายแตกหนีลงเรือแล่นออกทเลไป แต่นั้นพวกยี่ปุ่นก็มิได้มาค้าขายในกรุงศรีอยุทธยาอิก แลว่าครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงตั้งพระมหาอำมาตย์ผู้มีความชอบให้เปนเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ๆ นี้ที่ต่อมาได้เปนพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่าพระเจ้าปราสาททองในรัชกาลหลัง ความที่กล่าวในหนังสือพระราชพงษาวดารดังแสดงมานี้ เพียงพิจารณาดูก็พอเห็นได้ว่าคงไม่ตรงตามเรื่องที่จริง ข้อต้นที่ควรสังเกตนั้นคือ นามว่าพระศรีศิลป์ เปนพระนามเจ้าอย่างเจ้าต่างกรม มิใช่ชื่อคนสามัญ อิกประการ ๑ ที่ว่าพระพิมลธรรมเปนขบถนั้น ถ้าเปนคนสามัญบวชเรียนได้เปนพระราชาคณะมีพวกพ้องศิษย์หามาก จะคิดเปนขบถนั้นพอจะเปนได้ แต่เมื่อชิงราชสมบัติได้แล้ว ที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองจะยอมให้เปนพระราชามหากษัตริย์ปกครองแผ่นดินอยู่ต่อไป ข้อนี้แลไม่เห็นว่าจะเปนได้ ยกข้อสงไสยเหล่านี้พอเปนอุทาหรณ์ ว่าเหตุใดจึงเห็นว่าความที่กล่าวในหนังสือพระราชพงษาวดารจะไม่ตรงต่อเหตุการณ์ที่จริง เรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงศรีอยุทธยาครั้งนั้น มีจดหมายเหตุของชาวต่างประเทศทั้งจดหมายเหตุของพวกฝรั่งแลของพวกยี่ปุ่น ซึ่งหอพระสมุด ฯ ได้มาชั้นหลัง เล่าเรื่องราวไปเปนอย่างอื่น จะจริงเพียงใดแลจะเท็จเพียงใดข้าพเจ้าก็ทราบไม่ได้แน่ แต่จะลองเก็บเนื้อความมาแสดงไว้พอเปนทางวินิจฉัยของท่านทั้งหลาย.

ในจดหมายเหตุของพวกฝรั่งว่า เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์นั้นพระอัธยาไศรยอ่อนแอปราศจากความสามารถ (ทำนองจะเปนเพราะเหตุนี้ สมเด็จพระเอกาทศรถจึงยังไม่ทรงตั้งให้เปนพระมหาอุปราช ตำแหน่งจึงว่างอยู่จนเสด็จสวรรคต) ครั้นเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ขึ้นครองราชสมบัติ ข้าราชการก็ไม่ยำเกรง มีแต่คนชังโดยมาก ขณะนั้นเรือยี่ปุ่นเข้ามาค้าขายอยู่ในกรุง ฯ พวกยี่ปุ่นชาวเรือนั้นคล้ายๆ กับสลัด ครั้นเห็นว่ารัฐบาลไทยอ่อนแอได้ท่วงที ก็เที่ยวปล้นสดมราษฎรดังเคยทำมาแต่ก่อน แล้วพากันลอบเข้าไปในพระนคร กรูกันเข้าไปถึงในพระราชวัง จับพระเจ้าแผ่นดิน (คือสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์) ได้ พวกยี่ปุ่นบังคับให้ทรงปฏิญาณสัญญาด้วยลงพระโลหิตเปนสำคัญ ว่าจะไม่ให้ใครไปทำร้ายตอบแทนพวกยี่ปุ่น แลเรียกเอาพระสังฆราชเปนตัวจำนำคุมไปจนปากน้ำด้วย แล้วพวกยี่ปุ่นก็แล่นเรือออกทเลกลับไป (เพราะพวกยี่ปุ่นลบหลู่ได้ดังนี้) ต่อมาไม่ช้าสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ก็ถูกปลงพระชนม์ ครองราชสมบัติอยู่ไม่ถึงปี.

สมเด็จพระเอกาทศรถมีพระเจ้าลูกยาเธอเกิดด้วยพระสนมอิก ๓ พระองค์ พระองค์ใหญ่ทรงตั้งเปนที่พระอินทราชา ทรงผนวชอยู่ (ประมาณได้สัก ๘ พรรษา) พระองค์กลางทรงตั้งเปนที่พระศรีศิลป์ พระองค์น้อยได้เปนที่พระองค์ทอง ข้าราชการพร้อมกันทูลอัญเชิญพระอินทราชาให้ลาผนวชขึ้นผ่านพิภพ เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๑๖๓ ปรากฎพระนามว่า “พระเจ้าทรงธรรม” เมื่อเสวยราชย์นั้นพระชัณษาได้ ๒๙ ปี.

ส่วนเรื่องการสงครามที่มีกับพม่านั้น ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเสวยราชย์ได้ปี ๑ พม่าก็ยกกองทัพลงมาตีเมืองตะนาวศรี แลว่าครั้งนั้นกองทัพกรุงฯ ยกกองไปช่วยไม่ทัน จึงเสียเมืองตะนาวศรีแก่พม่า แต่เรื่องที่ว่าตีเมืองตะนาวศรีครั้งนี้ ไม่ปรากฎทั้งในพงษาวดารพม่าแลในจดหมายเหตุของฝรั่ง สอบสวนไปกลับได้หลักฐานเปนอย่างอื่น เปนต้นว่าได้พบหนังสือออกไชยาธิบดี เจ้าเมืองตะนาวศรีอนุญาตให้ชาวเดนมากค์มาค้าขายในสยามประเทศเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ใช่แต่เท่านั้น ยังมีในจดหมายเหตุของฝรั่งว่า เมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมนั้น เรือกำปั่นโปตุเกศเข้ามากรุงศรีอยุทธยา มาพบเรือฮอลันดาที่ในแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าจับเรือฮอลันดา ด้วยชาติทั้ง ๒ นั้นเปนข้าศึกกัน พระเจ้าทรงธรรมมีรับสั่งให้ทหารลงไปบังคับพวกโปตุเกศให้ต้องคืนเรือแก่ฮอลันดา เปนเหตุให้โปตุเกศโกรธเคืองไทย เลิกถอนห้างที่มาตั้งค้าขายอยู่ในกรุงศรีอยุทธยาไปเสีย แล้วให้กองทัพเรือมาปิดอ่าวเมืองมฤทอันเปนเมืองท่าของเมืองตะนาวศรี ก็หาสำเร็จความประสงค์ไม่ โปตุเกศต้องเลิกทัพกลับไป ได้ความดังนี้จึงเห็นว่า เมื่อในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม พม่าหาได้มาตีเมืองตะนาวศรีไม่ แต่พบความปรากฎในพงษาวดารพม่าว่าเมื่อแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ไทยได้ยกกองทัพไปตีเมืองทวาย ก็เมืองทวายสิไทยได้กลับมาแล้ว เมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ ดังกล่าวมาในเรื่องสงครามครั้งที่ ๑๗ เหตุใดไทยจึงกลับตีอิก ด้วยเหตุนี้จึงเข้าใจว่าพม่าคงตีเอาเมืองทวายกลับไปเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แต่ผู้แต่งหนังสือพระราชพงษาวดารกล่าวเปนเมืองตะนาวศรีไป เพราะที่กองทัพไทยเห็นจะยกไปทางเมืองตะนาวศรี เหมือนอย่างครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ หวังจะรักษาทั้งเมืองตะนาวศรีแลเมืองทวายด้วยกันจงขึ้นชื่อว่ายกไปเมืองตะนาวศรี คงจะยกไปไม่ทันรักษาเมืองทวาย แล้วให้หากองทัพกลับ ด้วยเห็นไม่เปนประโยชน์ที่จะไปตีเมืองทวายคืนในครั้งนั้น.

การสงครามไทยรบกับพม่า ตั้งแต่นี้ก็ว่างมาช้านาน ประมาณ ๔๐ ปี จนถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ ไทยกับพม่าจึงได้เกิดรบกันขึ้นอิก ในระหว่าง ๔๐ ปีนี้ทั้งเมืองไทยแลเมืองพม่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายอย่าง พระเจ้าแผ่นดินก็เปลี่ยนพระองค์เปนหลายรัชกาลด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย แต่เปนเรื่องระหว่างว่างสงครามกับพม่าหาเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้ไม่ ครั้นมาคิดดูว่าจะข้ามไปจับกล่าวขึ้นถึงเรื่องสงครามที่เกิดใหม่ทีเดียว เห็นว่าผู้อ่านไม่ทราบเหตุการณที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้น ก็จะไม่เข้าใจเรื่องสงครามได้ชัดเจนดี จึงได้ลองเก็บเนื้อความในเรื่องพงษาวดารทั้ง ๒ ประเทศ ในระหว่างเวลา ๔๐ ปีที่ว่างการสงครามมาเรียบเรียงพอให้ทราบเรื่องต่อไปข้างท้ายตอนนี้.

จะกล่าวถึงเรื่องพงษาวดารไทยก่อน สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมผ่านพิภพ เมื่อปีวอก จุลศักราช ๙๘๒ พ.ศ. ๒๑๖๓ เมื่อเสวยราชย์พระชัณษาได้ ๒๙ ปี ในจดหมายเหตุของฝรั่งยุติต้องกับความที่กล่าวในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมนั้นเปนนักเรียน ทรงรอบรู้วิชาหลายอย่าง ทั้งทรงเคารพในพระพุทธสาสนาแลประพฤติราชธรรมมั่นคง เปนที่รักใคร่นับถือทั่วไปทั้งชาวพระนครแลชาวต่างประเทศ แต่ว่าไม่โปรดที่จะทำศึกสงคราม พอพระราชหฤไทยแต่จะเปนมิตรกับนานาประเทศ จึงได้เปนไมตรีกับประเทศฮอแลนแลอังกฤษต่อมา แลมีจดหมายเหตุยี่ปุ่นปรากฎว่ายังรักษาทางไมตรีกับประเทศยี่ปุ่นต่อมาเหมือนเมื่อครั้งสมเด็จพระเอกาทศรถด้วย ความที่ปรากฎในหนังสือพระราชพงษาวดารว่าเมื่อสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมสวรรคต พระเจ้าอังวะแต่งราชทูตให้เข้ามาเยี่ยมพระบรมศพ ข้อนี้ก็เปนหลักฐานว่า ถึงประเทศพม่าก็กลับเปนไมตรีกันเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม น่าจะเปนเพราะสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงนิยมแต่จะให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินมีสันติศุขนี้เอง เปนเหตุให้กำลังทแกล้วทหารอ่อนแอลง กรุงกัมพูชาซึ่งเคยขึ้นต่อกรุงศรีอยุทธยามาแต่ก่อนเปนขบถแขงเมืองขึ้น ก็ปราบปรามลงไม่ได้จนตลอดรัชกาล แลเลยเปนเหตุให้ประเทศลานนามีเมืองเชียงใหม่เปนต้น ซึ่งขึ้นแก่ไทยมาแต่ก่อนกลับเปนอิศระขึ้นอิกทาง ๑ ด้วย.

สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเสวยราชย์อยู่ ๘ ปี สวรรคตเมื่อปีมโรง พ.ศ. ๒๑๗๑ การรับรัชทายาทเกิดเหตุถึงฆ่าฟันกัน เรื่องราวตอนนี้ฮอลันดาคน ๑ ชื่อวันวลิต เปนนายห้างอยู่ในกรุง ฯ เมื่อแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ได้เรียบเรียงเปนจดหมายเหตุไว้ข้อความชัดเจนดี ว่าเมื่อสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเสวยราชย์มาได้ ๗ ปี ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๑๗๐ ประชวรพระอาการหนักลง เมื่อเดือน ๑๒ ทรงปรารภถึงการที่จะสืบพระราชวงศ์ ด้วยครั้งนั้นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ (อันทรงพระนามว่าพระเชษฐา) ยังทรงพระเยาว์ พระชมายุเพียง ๑๔ ปี ส่วนพระเจ้าน้องยาเธอพระศรีศิลป์นั้นเปนผู้ใหญ่ แต่ทูลลาออกทรงผนวชอยู่ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมจะใคร่ให้พระราชโอรสได้รับรัชทายาท แต่เกรงว่าข้าราชการทั้งปวงจะไม่เต็มใจ เพราะเหตุที่ยังทรงพระเยาว์อยู่ จึงทรงปฤกษากับพระยาศรีวรวงศ์จางวางมหาดเล็กผู้เปนพระญาติ จะสืบสวนความนิยมของข้าราชการทั้งปวงว่าจะเปนอย่างไร.

ตรงนี้จะกล่าวถึงเรื่องชาติประวัติของพระยาศรีวรวงศ์แทรกลงก่อน ด้วยพระยาศรีวรวงศ์นี้ คือพระเจ้าปราสาททองในรัชกาลหลัง ผู้อ่านจะได้ทราบเรื่องของพระเจ้าปราสาททองมาแต่ต้น วันวลิตฮอลันดาว่า พระยาศรีวรวงศ์นั้นนามเดิมคนทั้งหลายเรียกกันว่า “พระองค์ไล” เกิดในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร เมื่อราวปีชวด จุลศักราช ๙๖๒ พ.ศ. ๒๑๔๓ เปนบุตรพระยาศรีธรรมาธิราช ๆ นั้นเปนพี่ของพระชนนีสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ครั้นถึงแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงชุบเลี้ยงพระองค์ไลให้เปนมหาดเล็ก รับราชการอยู่ใกล้ชิดพระองค์แต่ยังเด็กพออายุได้ ๑๔ ปีก็ทรงตั้งเปนหุ้มแพร อายุ ๑๗ ปีก็ได้เลื่อนเปนจมื่นศรีสรรักษ์ หัวหมื่นมหาดเล็ก จมื่นศรีฯ นั้นเปนคนฉลาดเฉลียวแลใจคอกล้าหาญ แต่ชอบไปข้างทางนักเลง มักวิวาทบาดทเลาะกับผู้อื่นเนือง ๆ ครั้ง ๑ไปดูแรกนาขวัญ เกิดวิวาทกับพวกพระยาแรกนา แล้วเลยไล่ฟันเอาพระยาแรกนาต้องหนีเข้ามา สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระพิโรธดำรัสสั่งให้ข้าหลวงไปเอาตัว แต่จมื่นศรีฯ ซ่อนอยู่เสียในวัดไม่ได้ตัวมาถวาย สมเด็จพระเอกาทศรถรับสั่งให้เอาพระยาศรีธรรมาธิราชผู้เปนบิดามาขังเปนตัวจำนำ จมื่นศรีฯ จึงเข้ามาสารภาพ มีรับสั่งให้จำไว้ได้ ๕ เดือน “เจ้าขรัวมณีจันทร” ซึ่งเปนพระชายาของสมเด็จพระนเรศวรทูลขอโทษ จึงโปรดให้พ้นโทษออกรับราชการตามเดิมแล้วทรงชุบเลี้ยงเปนหัวหมื่นมหาดเล็กต่อมาจนตลอดรัชกาล ครั้นสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเสด็จผ่านพิภพ จึงทรงเลื่อนจมื่นศรี ฯ ขึ้นเปนพระยาศรีวรวงศ์ตำแหน่งจางวางมหาดเล็ก เรื่องชาติประวัติของพระเจ้าปราสาททองที่กล่าวมานี้ สำคัญที่เปนของได้เรียบเรียงลงไว้ในจดหมายเหตุตั้งแต่ในเวลาเมื่อพระเจ้าปราสาททองยังมีพระชนม์อยู่ คงจะมีความจริงเปนเค้ามูลอยู่โดยมาก แลยังมีเรื่องประวัติที่เล่าสืบกันมาในสยามประเทศนี้อิกอย่าง ๑ ว่าครั้ง ๑ สมเด็จพระเอกาทศรถ (เมื่อยังเปนพระมหาอุปราช) เสด็จทรงเรือลงมาประพาศทางแม่น้ำข้างใต้พระนคร เรือมาถูกพายุฝนล่มลง ต้องเสด็จขึ้นอาไศรยพักอยู่บ้านราษฎรที่เกาะบางปอิน เปนเหตุให้ได้หญิงชาวบ้านนั้นเปนหม่อมห้ามคน ๑ แต่หาได้ทรงรับขึ้นไปเลี้ยงดูที่ในพระนครไม่ นางนั้นมีบุตรชายเกิดขึ้น สมเด็จพระเอกาทศรถจึงทรงรับกุมารนั้นไปเลี้ยงดู แต่ไดม่ได้ทรงรับโดยเปิดเผยว่าเปนราชบุตร กุมานั้นมีบุญญาธิการต่อมาได้ครองราชสมบัติ ทรงพระนามพระเจ้าปราสาททอง จึงทรงสร้างวัดชุมพลนิกายาราม ตรงที่บ้านเดิมของพระชนนี แลสร้างวังเปนที่เสด็จประพาศที่เกาะบางปอินแต่นั้นมา เรื่องราว ๒ เรื่องที่กล่าวมานี้ดูปลาดที่ราวกับจะต่อเข้าเปนเรื่องเดียวกันได้ แต่น่าสงไสยว่าเรื่องที่ ๒ จะเกิดพูดกันขึ้นต่อในรัชกาลหลัง ๆ เพราะถ้าพูดกันอยู่แต่ในครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมแล้ว ก็น่าจะรู้ถึงวันวลิต ถ้าวันวลิตรู้ที่ไหนจะไม่เขียนลงในจดหมายเหตุด้วย.

จะกลับกล่าวถึงเรื่องพงษาวดารไทยตามที่วันวลิตเล่าต่อไป เมื่อสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมจะใคร่ทรงทราบว่าความนิยมของข้าราชการในเรื่องผู้รับรัชทายาทจะเปนอย่างไร จึงโปรดให้พระยาศรีวรวงศ์เชิญกระแสรับสั่งออกมาปฤกษาในที่ประชุมข้าราชการว่า เดี๋ยวนี้พระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรพระอาการก็มากอยู่ ทรงพระปริวิตกถึงการซึ่งจะปกครองแผ่นดินต่อไปภายน่า จะใคร่ทรงทราบว่าข้าราชการทั้งปวงจะเห็นควรทรงปฏิบัติอย่างไรบ้านเมืองจึงจะเรียบร้อยเปนปรกติได้ ข้าราชการแสดงความเห็นต่างกันเปน ๒ ฝ่าย ฝ่าย ๑ เห็นว่าควรจะโปรดให้พระราชโอรสพระองค์ใหญ่รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ต่อไป อิกฝ่าย ๑ มีเจ้าพระยามหาเสนาบดีที่สมุหพระกลาโหม พระยาท้ายน้ำ พระยาธรรมไตรโลก กับขุนนางแขก คือพระศรีเนาวรัตน์แลพระจุฬา เหล่านี้เปนต้น มีความเห็นว่าพระราชโอรสยังทรงพระเยาว์นัก จะว่าราชการบ้านเมืองยังไม่ได้ ควรโปรดไห้พระศรีศิลป์ราชอนุชาครองราชสมบัติก่อน แต่ข้าราชการทั้ง ๒ ฝ่ายพร้อมกันให้นำความกราบทูลว่า แล้วแต่จะทรงพระราชดำริห์เห็นว่าพระราชวงศ์พระองค์ใดจะสมควรปกครองแผ่นดินได้ ถ้าทรงมอบเวนราชสมบัติแก่พระองค์ใด ข้าราชการทั้งปวงก็เต็มใจที่จะรับราชการสนองพระเดชพระคุณตามพระราชประสงค์มิได้มีความรังเกียจ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงทราบว่าข้าราชการทั้งปวงไม่นิยมในพระราชโอรสพร้อมกัน จึงดำรัสสั่งเปนความลับ ให้พระยาศรีวรวงศ์เปนผู้อุปการะพระราชโอรส แลให้คิดอ่านหากำลังวังชาไว้ให้พอป้องกัน อย่าให้เกิดไภยอันตรายได้ พระยาศรีวรวงศ์จึงเกลี้ยกล่อมได้สมัคพรรคพวกผู้ซึ่งเต็มใจจะเข้ากับพระราชโอรสเปนอันมาก แม้พระยาเสนาภิมุขยี่ปุ่นชื่อยะมะดา ก็พาพวกทหารอาสายี่ปุ่นมีจำนวน ๖๐๐ มาเข้ากับพระยาศรีวรวงศ์ทั้งกรม.

ครั้นถึงเดือนอ้าย แรม ๗ ค่ำ ปีมโรง จุลศักราช ๙๙๐ พ.ศ. ๒๑๗๑ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมสวรรคต พระชัณษาได้ ๓๘ ปี ครองราชสมบัติได้ ๘ ปี พระยาศรีวรวงศ์จึงให้ประชุมข้าราชการทั้งปวงที่ในท้องพระโรงแล้ว แจ้งความให้ทราบว่าสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมได้ทรงมอบราชสมบัติพระราชทานแก่พระเชษฐาผู้เปนพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ จึงเชิญพระเชษฐาเสด็จออกให้ข้าราชการทั้งปวงถวายบังคมแลถือน้ำกระทำสัตย์ถวาย ในเวลาที่ทำพิธีถือน้ำนั้นพระยาศรีวรวงศ์สั่งให้จับเจ้าพระยามหาเสนาแลข้าราชการที่ไม่เห็นชอบด้วยแต่ก่อน เอาตัวไปประหารชิวิตเสียที่ท่าช้าง แล้วให้ริบเอาทรัพย์สมบัติมาแจกจ่ายแก่ผู้มีความชอบในพวกที่มาเข้าด้วย ครั้นปราบปรามพวกขุนนางแล้ว สมเด็จพระเชษฐาธิราชจึงทรงตั้งพระยาศรีวรวงศ์เปนเจ้าพระยามหาเสนา เสนาบดีที่สมุหพระกลาโหม แทนเจ้าพระยามหาเสนาบดีที่ถูกประหารชีวิตรนั้น.

ต่อมาเจ้าพระยากลาโหมให้พระยาเสนาภิมุขไปลวงพระศรีศิลป์ผู้เปนพระบิตุลาให้คุมกำลังเข้ามาปล้นพระราชวัง รับว่าพวกยี่ปุ่นจะเข้าด้วย พระศรีศิลป์ไม่รู้เท่าจึงลาผนวชยกพลเข้ามาตามนัด เจ้าพระยากลาโหมจับได้ จะให้ประหารชีวิตรเสีย สมเด็จพระเชษฐาธิราชทรงขอชีวิตรไว้ ให้คุมเอาไปใส่กรุไว้ที่เมืองเพ็ชรบุรี มีหลวงมงคลคน ๑ เปนญาติกับพระศรีศิลป์ ลอบมาพาพระศรีศิลป์หนีไปได้ จึงไปซ่องสุมผู้คนจะคิดเปนขบถอิก เรื่องต่อนี้ไปความที่วันวลิตกล่าวกับหนังสือพระราชพงษาวดารเนื้อเรื่องยุติต้องกันว่า สมเด็จพระเชษฐาธิราชให้กองทัพยกออกไปจับพระศรีศิลป์มาได้ให้สำเร็จโทษเสีย ครั้นสมเด็จพระเชษฐาธิราชเสวยราชย์มาได้ปีเศษ มีเหตุเกิดขึ้นด้วยเจ้าพระยากลาโหมทำการปลงศพมารดา ทำเปนการใหญโตหลายวัน ข้าราชการพากันไปช่วยทั้งหน้า ถึงไปนอนค้างอยู่ด้วยก็มีมาก สมเด็จพระเชษฐาธิราชเสด็จออกว่าราชการ ไม่มีข้าราชการเข้าเฝ้าตามตำแหน่งก็กริ้ว ตรัสบริภาษคาดโทษว่าจะลงพระราชอาญาบรรดาข้าราชการที่ละน่าที่ไปประจบประแจงเจ้าพระยากลาโหม ความรู้ไปถึงพวกข้าราชการก็พากันเข้าไปปรับทุกข์แก่เจ้าพระยากลาโหม ๆ จึงว่าถ้าจะลงพระราชอาญาตัวเราแทนท่านทั้งหลายแต่คนเดียวเราก็เต็มใจ เพราะตัวเราเปนต้นเหตุให้ท่านทั้งหลายมีความผิด แต่นี่จะลงพระราชอาญาท่านทั้งหลายให้หมดทุกคน เราก็มิรู้ที่จะทำอย่างไรได้ พวกขุนนางจึงว่าถ้ากระนั้นก็ขอพึ่งบารมีช่วยป้องกันด้วย ว่าแล้วต่างคนก็ช่วยงานเจ้าพระยากลาโหมหาเข้ามาเฝ้าไม่ สมเด็จพระเชษฐาธิราชเห็นข้าราชการกลับพากันขัดรับสั่งไม่เข้าเฝ้าก็ตกพระไทย ตรัสปฤกษาพวกข้าหลวงเดิมต่างก็พากันทูลว่า เจาพระยากลาโหมเห็นจะคิดขบถเปนมั่นคง สมเด็จพระเชษฐาธิราชก็ทรงเชื่อถือ มีรับสั่งให้ชาวป้อมล้อมวังขึ้นรักษาน่าที่ แลเตรียมทหารรักษาพระองค์ไว้ แล้วให้ข้าหลวงเชิญพระกระแสรับสั่งไปหาตัวเจ้าพระยากลาโหมให้เข้ามาเฝ้า ข้าราชการที่เปนพรรคพวกเจ้าพระยากลาโหมอยู่ในพระราชวังลอบบอกความออกไปให้ทราบ เจ้าพระยากลาโหมก็ประกาศแก่คนทั้งปวงว่า เราได้ทำราชการมาโดยสุจริต เดี๋ยวนี้พระเจ้าแผ่นดินพาลเอาผิดว่าคิดขบถ ไภยมาถึงตัวก็จำต้องเปนขบถตามรับสั่ง ข้าราชการทั้งปวงก็พากันยอมเข้าด้วย จึงคุมกำลังเข้ามาปล้นพระราชวังจับสมเด็จพระเชษฐาธิราชได้ให้เอาไปปลงพระชนม์เสีย เมื่อในเดือน ๗ ปีมเมีย พ.ศ. ๒๑๗๓ สมเด็จพระเชษฐาธิราชครองราชสมบัติอยู่ได้ปี ๑ กับ ๗ เดือน เจ้าพระยากลาโหมจึงยกพระอาทิตยวงศ์ราชอนุชาของสมเด็จพระเชษฐาธิราช พระชัณษาได้ ๑๐ ขวบขึ้นเปนพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนเจ้าพระยากลาโหมเปนผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน.

ตามเรื่องราวที่วันวลิตเล่ามีแปลกตอนนี้เรื่อง ๑ ว่า เมื่อเจ้าพระยากลาโหมได้เปนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแล้วไม่ไว้ใจพวกยี่ปุ่น จึงอุบายยกย่องความชอบพระยาเสนาภิมุข ตั้งให้เปนเจ้าพระยานครศรีธรรมราช แล้วอ้างเอาเหตุที่พวกฮอลันดาจะเอิบเอื้อมเอาเมืองนครศรีธรรมราช ให้พระยาเสนาภิมุขคุมพวกอาสายี่ปุ่นลงไปรักษาเมืองนครศรีธรรมราชหมดทั้งกรม แต่นั้นทหารยี่ปุ่นก็มิได้มีในกรุงศรีอยุทธยา ต่อมาพวกทหารยี่ปุ่นที่ลงไปอยู่เมืองนครศรีธรรมราชล้มตายร่อยหรอไปทุกที ครั้นเจ้าพระยานคร ฯ ยะมะดาถึงอสัญกรรม ยี่ปุ่นที่เหลืออยู่พากันไปจากเมืองนครศรีธรรมราช กลับไปบ้านเมืองบ้าง ไปอยู่กรุงกัมพูชาบ้าง ข้อที่ว่าไม่มีเรือยี่ปุ่นเข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุทธยาอิกนั้น ที่จริงเปนเพราะเหตุอื่น คือรัฐบาลยี่ปุ่นเกิดไม่พอใจจะให้พวกพลเมืองไปต่างประเทศ เพราะไปเข้ารีดพาสาสนาคฤศตังเข้าไปถือ ทำวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง จึงให้ประกาศห้ามมิให้ต่อเรือใบขนาดใหญ่อันจะแล่นมาถึงเมืองไกลได้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเรือยี่ปุ่นมาค้าขาย แต่พวกยี่ปุนที่เข้ามาอยู่อย่างพลเรือน เช่นพวกที่ถูกขับไล่มาเพราะเข้ารีดถือสาสนาคฤศตังเปนต้นนั้น ยังมีอยู่ในกรุง ฯ ต่อมาจนในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ก็ยังไม่หมดยี่ปุ่น.

จะว่าด้วยเรื่องพงษาวดารอิกต่อไป เมื่อเจ้าพระยากลาโหมยกพระอาทิตยวงศ์ขึ้นเปนพระเจ้าแผ่นดินนั้น พระชัณษาเพียง ๑๐ ขวบ ทำนองจะไมได้จัดวางระเบียบการศึกษาสำหรับพระเจ้าแผ่นดินที่ยังทรงพระเยาว์ให้สมควรแก่เหตุการณ์ สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ก็เอาแต่เที่ยวเล่นหัวตามอำเภอพระหฤไทยที่เปนทารก ไม่นำพารักษาพระเกียรติยศ ครั้นสมเด็จพระอาทิตยวงศ์เสวยราชย์มาได้เดือนเศษ ข้าราชการจึงพากันเข้าไปร้องต่อเจ้าพระยากลาโหมว่า ทุกวันนี้เจ้าพระยากลาโหมก็ปกครองแผ่นดินเหมือนเปนพระเจ้าแผ่นดินแล้ว แต่ยังมีพระเจ้าแผ่นดินเสวยราชย์อยู่อิกพระองค์ ๑ บ้านเมืองมีเปน ๒ เจ้า ๒ นาย นานไปเกรงจะเกิดเหตุให้เปนอันตรายแก่บ้านเมือง ขอให้เจ้าพระยากลาโหมขึ้นครองราชสมบัติเปนพระเจ้าแผ่นดินแต่พระองค์เดียวให้ต้องตามราชประเพณี เจ้าพระยากลาโหมก็รับอัญเชิญ จึงให้ปลงสมเด็จพระอาทิตยวงศ์เสียจากราชสมบัติ แล้วทำพระราชพิธีราชาภิเศกขึ้นเปนพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อปีมเมีย จุลศักราช ๙๙๒ พ.ศ. ๒๑๗๓ ปรากฎพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมื่อได้เสวยราชย์นั้นพระชัณษาได้ ๓๐ เศษ.

ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเมืองตานีเปนขบถ คบคิดกับพวกอุยองตะนัก คือแขกที่ปลายแหลมมลายู มาตีได้เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ต้องรบพุ่งปราบปรามอยู่หลายปีจึงได้คืนมา แล้วปราบปรามเมืองเขมรต่อมาจนได้กรุงกัมพูชามาขึ้นกับไทยดังแต่ก่อน (ด้วยเหตุนี้สมเด็จพระเจ้าปราสาททองจึงให้ถ่ายแบบนครธมในกรุงกัมพูชามาสร้างพระนครหลวงขึ้น ที่ในบริเวณวังที่ประทับในทางเสด็จพระพุทธบาท เปนการเฉลิมพระเกียรติยศที่ได้กรุงกัมพูชาคืนมาครั้งนั้น) สมเด็จพระเจ้าปราสาททองครองราชสมบัติอยู่ ๒๕ ปี เมื่อประชวรหนักทรงมอบราชสมบัติประทานเจ้าฟ้าไชยสมเด็จพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ แล้วเสด็จสวรรคตเมื่อปีมะแม จุลศักราช ๑๐๓๗ พ.ศ. ๒๑๙๘.

สมเด็จเจ้าฟ้าไชยครองราชสมบัติอยู่ได้ปี ๑ พระศรีสุธรรมราชาพระเจ้าอาว์กับพระนารายน์ราชกุมารพระอนุชาช่วยกันจับปลงพระชนม์เสีย พระศรีสุธรรมราชาขึ้นครองราชสมบัติอยู่ได้ ๓ เดือน เกิดวิวาทกับพระนารายน์ซึ่งเปนพระมหาอุปราชรบกับขึ้นกลางเมือง พระนารายน์ชนะจับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาได้ให้ปลงพระชนม์เสีย แล้วเสด็จขึ้นผ่านพิภพเมื่อปีวอก จุลศักราช ๑๐๑๘ พ.ศ. ๒๑๙๙ ทรงพระนามสมเด็จพระนารายน์ เสวยราชย์ต่อมา ๓๒ ปี จึงสิ้นรัชกาล.

ทีนี้จะกล่าวถึงเรื่องพงษาวดารพม่าในระยะเวลา ๔๐ ปี อันตรงกับพงษาวดารไทยที่กล่าวมานั้น.

พระเจ้าอังวะมหาธรรมราชา ซึ่งได้ทำทางไมตรีกับสมเด็จพระเอกาทศรถ ตามที่กล่าวมาในเรื่องสงครามครั้งที่ ๑๗ นั้น เสวยราชย์อยู่ที่เมืองหงษาวดีต่อมาจนถึงปีขาล พ.ศ. ๒๑๖๙ โหรทูลพยากรณ์ว่าพระเคราะห์ร้ายนัก ขอให้เสด็จแปรสถานไปประทับอยู่ที่อื่นเสียให้สิ้นพระเคราะห์ พระเจ้าอังวะจึงให้ข้ามฟากแม่น้ำไปตั้งพลับพลาข้างนอกเมืองหงษาวดี แล้วเสด็จออกไปอยู่ที่พลับพลานั้นได้ ๒ ปี ครั้นถึงปีมโรง พ.ศ. ๒๑๗๑ (ในปีที่สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมสวรรคตนั้น) มีคนร้ายลอบปลงพระชนม์พระเจ้าอังวะมหาธรรมราชาเสีย มังเรทิปราชบุตรขึ้นครองราชสมบัติ ในหนังสือพงษาวดารพม่าว่า มังเรทิปนั้นเองเปนผู้คิดร้ายกระทำปิตุฆาฏ เพราะเปนชู้กับนักสนม ครั้นพระเจ้าอังวะทรงทราบมังเรทิปเกรงจะต้องรับพระราชาอาญา จึงให้ลอบปลงพระชนม์พระเจ้าอังวะเสีย พระเจ้าอังวะมหาธรรมราชามีน้องยาเธอ ๒ องค์ ตั้งเปนพระเจ้าสุทโธธรรมราชาครองเมืองแปรองค์ ๑ เปนมังรากยอชวาครองเมืองอังวะองค์ ๑ ขณะเมื่อพระเจ้าอังวะสิ้นพระชนม์ น้องยาเธอทั้ง ๒ องค์นั้นคุมกองทัพไปทำสงครามอยู่ทางเมืองไทยใหญ่ ครั้นได้ข่าวว่าพระเจ้าอังวะสิ้นพระชนม์ มังรากยอชวาไม่ทราบว่าถูกคนร้ายปลงพระชนม์ก็รีบกลับมาโดยปรกติ มังเรทิปให้ไปคอยดักจับได้ แต่พระเจ้าสุทโธธรรมราชานั้นพรรคพวกที่ในเมืองหงษาวดีลอบบอกความไปให้ทราบเหตุการณ์ถ้วนถี่ จึงยกกองทัพตรงลงมาเมืองหงษาวดี จับมังเรทิปได้ให้ประหารชีวิตรเสีย พระเจ้าสุทโธธรรมราชาขึ้นครองราชสมบัติเมื่อปีมเสง พ.ศ. ๒๑๗๑ (ตรงกับในแผ่นดินสมเด็จพระเชษฐาธิราช) แต่ยังไม่ทำพิธีราชาภิเศก ให้ตระเตรียมกองทัพว่าจะยกมาตีเมืองเชียงใหม่ให้เปนเกียรติยศก่อน ด้วยเมื่อพระเจ้าสุทโธธรรมราชามาปราบปรามหัวเมืองไทยใหญ่ครั้งแผ่นดินพระเจ้าอังวะมหาธรรมราชานั้น ตีได้บ้านเมืองลงมาโดยลำดับจนถึงเมืองเชียงแสนแล้ว ต้องเลิกทัพกลับไปเสียเมื่อพระเจ้าอังวะมหาธรรมราชาสิ้นพระชนม์ พระเจ้าสุทโธธรรมราชาทราบอยู่ว่ากรุงศรีอยุทธยาไม่ได้เกี่ยวข้องป้องกันเมืองเชียงใหม่อย่างไรแล้ว เห็นได้ทีจึงยกกองทัพมาเมื่อปีมเมีย พ.ศ. ๒๑๗๒ (ในปีที่พระเจ้าปราสาททองเสวยราชย์) พระยาเชียงใหม่ต่อสู้ไม่ไหว ก็เสียเมืองเชียงใหม่แก่พม่า แต่เมืองอื่นในเขตรลานนา มีเมืองฝางเปนต้นยังไม่ยอมอ่อนน้อม พระเจ้าสุทโธธรรมราชาต้องเที่ยวปราบปรามอยู่ ๓ ปี จนปีวอก พ.ศ. ๒๑๗๕ จึงได้หัวเมืองทั่วทั้งเขตรลานนา แล้วกลับไปทำพิธีราชาภิเศกที่เมืองหงษาวดี แต่เห็นว่าเมืองหงษาวดีซุดโซมมากนัก จะทำนุบำรุงให้รุ่งเรืองดังแต่ก่อนไม่ได้ จึงย้ายราชธานีกลับขึ้นไปตั้งที่เมืองอังวะ ไปทำพิธีราชาภิเศกอิกครั้ง ๑ แล้วให้ตั้งมังรากยอชวาราชอนุชาเปนพระมหาอุปราชา แต่นั้นพระเจ้าสุทโธธรรมราชาก็เลิกทำสงคราม บำเพ็ญแต่การกุศลมีสร้างพระเจดีย์เปนต้น เสวยราชย์อยู่ได้ ๑๙ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อปีชวด จุลศักราช ๑๐๑๐ พ.ศ. ๒๑๙๑ (ตรงในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง) มังรากยอชวาน้องยาเธอที่เปนพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ก่อนพระเจ้าอังวะ ราชสมบัติจึงได้แก่มังเรนันทมิตรราชบุตร ราชาภิเศกทรงพระนามว่า พระเจ้าศิรินันท สุธรรมราชาปวราธิบดี เสวยราชย์ต่อมาจนแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ ดังจะปรากฎต่อไปในตอนน่า.

  1. ๑. สันนิฐานว่า ที่เรียกว่าวัดเชิงท่าทุกวันนี้.

  2. ๒. มีในจดหมายเหตุปูมโหรว่า “ปีวอก จุลศักราช ๘๙๒ (พ.ศ. ๒๑๖๓) เศษ ๘ ยี่ปุ่นเข้าเมือง” ความตรงกัน.

  3. ๓. ที่ในภาษาไทยเรียกว่า “พระเจ้าทรงธรรม” บางทีจะมาแต่พระสงฆ์ถวายพระนามเปนภาษาบาฬีว่า “วิมลธรรม” เหมือนพระนามพระเจ้าแผ่นดินในลังกาทวีปแต่โบราณมีหลายองค์ จึงเกิดความเข้าใจกันชั้นหลังว่าเปนพระพิมลธรรมราชาคณะ เจ้าคณะรองคณะเหนือ.

  4. ๔. พระเจ้าน้องยาเธออิกพระองค์ ๑ ซึ่งเปนพระองค์ทอง เห็นจะสิ้นพระชนม์เสียแล้ว ตอนนี้ไม่ได้กล่าวถึงทีเดียว.

  5. ๕. จะเห็นได้ตรงนี้ว่าจมื่นศรีสรรักษ์ที่ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่าถวายตัวเปนบุตรเลี้ยงพระพิมลธรรมนั้น มิใช่คนอื่น

  6. ๖. เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ มีพิมพ์อยู่ในหนังสือราชกิจจานุเบกษารัชกาลที่ ๕ เล่ม ปีชวด จุลศักราช ๑๒๓๖.

  7. ๗. จะเห็นได้ตรงนี้ว่า ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมยังเลี้ยงยี่ปุ่นมาตลอดรัชกาล หาได้ขับไล่เสียอย่างในหนังสือพระราชพงษาวดารไม่ จดหมายเหตุได้มาจากเมืองยี่ปุ่นความก็ตรงกัน.

  8. ๘. ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า พระศรีศิลป์เปนพระอนุชาของสมเด็จพระเชษฐาธิราช แค้นพระไทยว่าไม่ได้ราชสมบัติ จึงหนีไปตั้งซ่องสุมผู้คนที่เมืองเพ็ชรบุรีเปนขบถขึ้น.

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ