บทนำเรื่อง

เรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์นี้มีปรากฏอยู่ ๒ ฉบับคือ ฉบับกรุงธนบุรีและฉบับพระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ฉบับกรุงธนบุรี ตามที่ปรากฏต้นฉบับในหนังสือสมุดไทยมี ๖ เล่ม ตั้งแต่เลขที่ ๗๓ – ๗๘ ผู้แต่งคือ “พระยาราชสุภาวดี” และ “พระภิกษุอินท์” ได้ร่วมกันแต่งซ่อมสำนวนเก่าที่ลบเลือนสูญหาย ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นสำนวนสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โดยระบุไว้ในตอนท้ายเรื่องว่า

เริ่มกลอนบพิตรท่าน พระยาราชสุภา -
วดีลิขิตตรา แสดงนามโดยมี
ผู้ช่วยบริรักษ์ นราโลกพราหมณ์ชี
ในกรุงนครศรี ธรรมราชบุรินทร์
ทุกกาลผดุงการ ประกอบชอบ บ เว้นถวิล
ซึ่งเป็นฉบับจิน - ตนาท่าน บ ให้สูญ
นางกฤษณานาถ ก็มีเรื่องบริบูรณ์
สมุดเดิมก็เศร้าสูญ สลายลบ บ เป็นผล
เชิญเราชิโนรส พระนามอินทนิพนธ์
พจนารถอนุสนธิ์ จำหลักฉันทจองกลอน

กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ฉบับกรุงธนบุรีเป็นวรรณคดีคำฉันท์ชั้นครูเรื่องหนึ่ง เนื้อเรื่องกล่าวถึงกษัตริย์พระองค์หนึ่งพระนามว่า ท้าวพรหมทัต ครองกรุงพาราณสี มีพระมเหสีชื่อ บุษบา มีพระราชธิดา ๒ พระองค์ พระราชธิดาองค์ใหญ่ชื่อว่า นางกฤษณา และพระราชธิดาองค์เล็กชื่อว่า จรับประภา (มีสมุดไทยบางเล่มชื่อว่า นางจันทรประภา หรือ จิรประภา) ท้าวพรหมทัต พระบิดาจัดให้มีการสยุมพร โดยนางกฤษณาได้อภิเษกสมรส มีพระสวามีในคราวเดียวกันถึง ๕ พระองค์ ส่วนนางจรับประภามีพระสวามีเพียงพระองค์เดียว แต่นางกลับมีปัญหาในการครองคู่ พระสวามีไม่ทรงโปรดและไม่เป็นที่สนิทเสน่หา นางจึงมีแต่ความทุกข์โศกตรอมใจ และมีพระวรกายซูบผอม หมดสง่าราศี แต่การณ์กลับตรงกันข้ามกับนางกฤษณาซึ่งครองสุขกับพระภัสดาทั้ง ๕ เป็นที่รักใคร่และยำเกรงพระทัยของพระภัสดาทุกพระองค์ นางจรับประภาจึงไปทูลถามถึงเหตุแห่งความสุข ความปรองดองในการครองชีวิตคู่ว่านางกฤษณามีวิธีการ เคล็ดลับหรือใช้เวทมนตร์คุณไสยวิเศษใดถึงสามารถครองคู่กับพระภัสดาทั้ง ๕ พระองค์ได้อย่างราบรื่น โดยปราศจากฉันทาคติ นางกฤษณาจึงอธิบายและสอนนางจรับประภาว่า เพราะนางวางองค์ได้อย่างเหมาะสมในการเป็นพระชายา นางประพฤติปฏิบัติตนด้วยการผูกไมตรี รู้จักการครองตน มีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระสวามี รู้จักอุปนิสัยและจิตใจของพระสวามี ไม่ข่มเหงดูถูกผู้ที่ต่ำต้อยกว่า รู้จักรักษากิริยามารยาท นางมิได้กระทำมนตร์เสน่ห์ให้พระสวามีหลงใหลแต่ประการใด เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย ก่อให้เกิดโทษมากกว่าที่จะเป็นคุณ เป็นการกระทำของหญิงชั่วที่ไม่พึงยึดเป็นแบบอย่าง นางกฤษณาจึงสั่งสอนนางจรับประภาให้รู้จักหลักการครองชีวิตคู่ว่าสิ่งใดควรประพฤติปฏิบัติ สิ่งใดไม่ควรกระทำ ให้รู้จักหน้าที่ของภรรยา ทั้งยังสอนในเรื่องศีลธรรม จรรยา การทำความดี และเมื่อนางจรับประภานำคำสอนของนางกฤษณาไปปฏิบัติตาม นางก็สามารถครองชีวิตคู่กับพระสวามีได้อย่างมีความสุขเช่นกัน

เนื้อหาของเรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์เป็นคำสอนที่แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมและวัฒนธรรมของไทยในอดีตที่สอนความประพฤติข้อควรปฏิบัติของสตรีและหน้าที่ของการเป็นภรรยาที่ดี คำสอนและข้อปฏิบัติกิริยาอาการบางอย่างของสตรีในกฤษณาสอนน้องคำฉันท์นี้ยังคงเป็นแบบอย่างและเป็นแนวทางการปฏิบัติที่สังคมไทยในปัจจุบันยอมรับและถือเป็นคุณสมบัติของผู้หญิงไทย ตัวอย่างคำสอนเรื่องของความสัตย์และการมีกิริยามารยาท เป็นสิ่งที่สตรีที่ดีควรมีความซื่อสัตย์ ความภักดีต่อสามี มีกิริยา วาจา และมารยาทที่เรียบร้อย อ่อนหวาน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีงาม หญิงใดนำไปประพฤติปฏิบัติจะมีแต่ความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตผู้นั้น

ความสัตย์เป็นสัตย์เสน่หา อัชฌากิริยา
เป็นสัตย์สวัสดิ์วรกาย  

หรือ

ทูลถ้อยอ่อนหวานขานไข จงชอบอัชฌาสัย
สมเด็จบพิตรนเรนทรสูร  

การสอนให้รู้จักพระคุณของบิดามารดา

หนึ่งจงบริรักษ์ราชี พระชนกชนนี
พระญาติวงศ์ทรงชรา  

และ

หนึ่งโสดคุณบิตุมาดา เกิดเกล้าเรามา
ประเสริฐยิ่งภพไตร  

นางกฤษณายังสอนนางจรับประภาให้รู้ในสิ่งที่สตรีไม่ควรปฏิบัติ

  อย่าเยี่ยงหญิงชั่ว ไม่รู้คุณผัว ไม่สงวนน้ำใจ
ลิ้นลมข่มเหง ล้อเลียนไยไพ ต่อหน้าปราศรัย ลับหลังนินทา
  คอยข้อผัวผิด เก็บไว้จำจิต พูดเล่นเจรจา
ประมาทไม่กลัว หัวร่อระรา ไม่เป็นนำพา การกินการนอน
  ว่ากล่าวไม่ฟัง เมิดเมินผินหลัง บ่ยินคำสอน
ว่าใดว่าด้วย ไม่ท้อง้องอน เป็นหญิงสาระวอน ผิดจริตทำนอง

ตัวอย่างคำสอนที่ชี้ให้เห็นถึงลักษณะของหญิงไม่ดี คบชู้สู่ชาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรประพฤติ เช่น

  อย่าเยี่ยงหญิงบาป เห็นแต่โลภลาภ โลกียวิสัย
ความอายไม่คิด คิดแต่สนุกใจ ไม่เกรงโพยภัย อาชญาสวามี
  เสงี่ยมตัวต่อหน้า ครั้นเมื่อลับตา ทำการอัปรีย์
แม่นั่งหั่นลอด สอดตาดูที วางระวังจับหวี หวังหาแต่สบาย
  กระทบหูฉับฉับ ตีนเหยียบหูตรับ ฟังเสียงผู้ชาย
ตามุ่งพุ่งกระสวย หลุดหล่อนลงทราย ไม่กลัวความอาย ปากคนเย้ยหยัน

หรือลักษณะกิริยามารยาทที่สตรีไม่ควรปฏิบัติ ตัวอย่างคำสอนว่า

อย่าเดินทัดพวงมาลา เสยผมห่มผ้า
จีบพกแทบทางกลางคน  
อย่าเดินยิ้มย่องยักตน หัวร่อริมถนน
สะกิดเพื่อนพูดไปพลาง  
อย่าเดินเฟ็ด[๑]ผ้านุ่งนาง กรลูบแก้มคาง
เหลือบเหลียวดูซ้ายแลขวา  

นอกจากนี้ยังมีบทเปรียบเทียบให้เข้าใจสัจธรรม เช่น ความดี ซึ่งเป็นคุณค่าของมนุษย์ ดังตัวอย่าง

คชสารแม้ม้วยมีงา โคกระบือมรณา
เขาหนังก็เป็นสำคัญ  
บุคคลถึงกาลอาสัญ สูญสิ้นสารพัน
คงแต่ความชั่วกับดี  


[๑] เดินเฟ็ดผ้านุ่งนาง หมายถึง การเดินที่ถลกผ้าขึ้นสูง

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ