โอวาทกระสัตรี

  ๏ ขอแสดงแจ้งลิขิตประดิษฐ์สอน
เป็นแบบฉบับบังคับไว้เป็นกลอน ไม่แคะค่อนว่าไว้ที่ใจจริง
ชื่อว่าโอวาทกระสัตรี ไว้เป็นที่หลักชัยอันใหญ่ยิ่ง
เหมือนอาภรณ์ซ้อนใส่ให้เพริศพริ้ง สำหรับหญิงอันดีมีปัญญา
จะปรนนิบัติสามีเป็นที่รัก สามิภักดิ์โดยเที่ยงไม่เดียงสา
มิให้เคืองขืนขัดเรื่องอัชฌา ถึงเพลายามนอนผ่อนเอาใจ
กราบบาทสามีเป็นที่ยิ่ง สรรสิ่งที่ชอบประกอบให้
ตื่นก่อนนอนหลังระวังระไว ตักน้ำไว้คอยท่าซึ่งสามี
จะได้ชำระพักตราเพลาเช้า นวลเจ้าจำไว้เป็นศักดิ์ศรี
หาหมากพันพลูบุหรี่ดี มาตั้งที่ตามตำแหน่งที่แห่งเคย
การกินการนอนนั้นเป็นใหญ่ ระวังระไวอย่าได้ทำเมินเฉย
ของคาวหวานเป็นการของทรามเชย อย่าละเลยไว้ใจให้ใครทำ
สตรีดีย่อมมีมารยาท จะทำการก็สะอาดไม่ผลีผลำ
สิ่งใดดีที่ไหนสนใจจำ ปากคำไม่กระเดื่องให้เคืองใจ
จัดแจงการเรือนดูรอบคอบ ถึงทำชอบผัวว่าชั่วก็นิ่งได้
รักษาตัวกลัวผิดระวังระไว ตั้งจิตคิดไว้ให้คนชม
จะหยิบยกข้อคำพระเทศนา โปรดประชาหญิงดีก็มีถม
พึงใส่ใจจำไว้เป็นอารมณ์ อย่านิยมการบาปไม่ต้องการ
บาลีว่าหญิงดีมีสี่อย่าง ไม่อำพรางย่อมตรัสบริหาร
สำแดงไว้ให้เห็นเป็นประธาน พึงพิจารณ์ตามพระพุทธาธิบาย ๚
๏ หญิงเหล่าหนึ่งเรียกมาตาภิริยา เสน่หาในสามีไม่เหือดหาย
ปรนนิบัติเช้าเย็นไม่เว้นวาย มิได้หน่ายในการบำรุงบำเรอ
มารดารักบุตรนั้นฉันใด เอาใจใส่มิได้แกล้งแต่งเสนอ
รักสนิทจิตสมัครสามีเธอ เทียบเสมอเทียมบุตรในอุทร ๚
๏ ภคินีภิริยานั้นพวกหนึ่ง เร่งรำพึงคิดร่ำที่คำสอน
รักสามีเหมือนพี่ร่วมมารดร โอนอ่อนคำนับน้อมย่อมยำเกรง ๚
๏ ทาสีภิริยาพวกหนึ่งเล่า ท่านชักเอามาเปรียบเทียบเหมาะเหมง
รักสามีเหมือนนายเงินของตนเอง ต้องยำเยงเช้าเย็นเป็นนิรันดร์ ๚
๏ สหายิกาภิริยาคำรบสี่ รักสามีดังสหายผ่อนผายผัน
สงวนอารมณ์มิได้ข่มขี่กัน สู้อดกลั้นทุกสิ่งจริงจริงเจียว
หญิงดีสี่ตระกูลที่กล่าวมา สิ้นชีวาสู่สวรรค์อย่าเฉลียว
บุญอื่นมิได้สร้างสักอย่างเดียว กุศลเหนี่ยวส่งแน่วไม่แคล้วเลย
จะประเสริฐเลิศยิ่งกว่านางฟ้า เพราะปรนนิบัติภัสดาไม่เพิกเฉย
จะได้เทพสามีเหมือนก่อนเคย นางอื่นมิได้เชยเข้าเกียดกัน
จะเป็นที่เสน่หาแห่งเทพบุตร แสนสุดปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
จะเชยชิดสมสนิทเป็นนิจนิรันดร์ เพราะกุศลเท่านั้นได้ความดี
สตรีใดทำได้เหมือนดังว่า จะลือชาปรากฏยศศักดิ์ศรี
ทรัพย์สินจะไหลมาดังวารี จะเปรมปรีดิ์เกษมสุขทุกคืนวัน
คงเป็นเอกอิศรากัลยาหญิง อันใหญ่ยิ่งล้ำเลิศเฉิดฉัน
ทั้งศฤงคารบริวารอเนกนันต์ ดังดาราล้อมจันทร์เมื่อวันเพ็ง
แม้นทำดีผัวรักไม่หักหาย ไม่เบื่อหน่ายแหนงจิตคิดโฉงเฉง
ประพฤติดีจะเป็นศรีกับตัวเอง คนทั้งปวงจะยำเยงเกรงกลัว
ใช่จะแกล้งแต่งไว้ให้ปรนนิบัติ พระบัญญัติสอนไว้เรื่องเมียผัว
อันสามีเป็นราศีของตัว เหมือนแหวนหัวจะงามเพราะทองรอง
ถึงรูปดีมีทรัพย์ศฤงคาร ยศศักดิ์บริวารไม่บกพร่อง
แม้นสามีหน่ายหนีไม่ครอบครอง ก็มัวหมองเหมือนไม่มีความดีเลย
คำคนเขาจะค่อนครหา จะแคะไค้ไล่ว่าเล่นเฉยเฉย
ถ้าตัวดีสามีไม่ห่างเชย จะปรายเปรยเคาะว่าสารพัน
หญิงดีจงมีจิตคิดอดสู พิเคราะห์ดูคำสอนไม่เสกสรร
ถ้าทำดีดีจะมีขึ้นทุกวัน ทำชั่วชั่วนั้นจะพูนมา
งามอื่นหมื่นแสนสักเท่าใด ไม่งามเหมือนงามใจไม่แกล้งว่า
หญิงดีย่อมมีซึ่งอัชฌา กิริยานั้นเป็นใหญ่ตั้งใจจำ
ถึงผัวเคียดอย่าได้สุมคุมตอบ ผิดชอบจงมีจิตคิดกลืนกล้ำ
อดเสียได้ไม่อดสูมีผู้ยำ อย่าขืนคำทุ่มเถียงขึ้นเสียงดัง
ถึงผัวรักอย่าได้เหลิงละเลิงจิต ระวังผิดจะมาพานเมื่อภายหลัง
รักกายสงวนกายระไวระวัง คนอื่นชังไม่ชั่วเหมือนผัวตน
อันความลับผัวแถลงอย่าแจ้งอื่น จงกลั้นกลืนอื้อไปไม่เป็นผล
แม้นปากชั่วจะหมองมัวซึ่งคำคน จะพาตนย่อยยับอัประมาณ
ของสิ่งใดใจรู้ว่าผัวรัก อย่าหาญหักตั้งจิตคิดล้างผลาญ
ผัวรักรักประกอบจึงชอบการ ประพฤติได้ไม่รำคาญเคืองอารมณ์
หนึ่งคาวหวานเป็นการของกิน หมดสิ้นหาไว้ให้สะสม
ผัวชอบพึงประกอบตามนิยม จะทำให้ผัวชมนั้นยากครัน
ถ้าทำได้เหมือนว่าไว้ดังนี้ ความดีก็จะมีทุกสิ่งสรรพ์
ผัวจะรักหนักขึ้นทุกคืนวัน จงอดกลั้นอย่าได้ทำใจเบา
ถ้ามีแขกแปลกหน้ามาหาสู่ ต้อนรับขับสู้เอาใจเขา
ถึงขึ้งเคียดข้าไทที่ในเรา ด่าทอเล่าดูเหมือนเทียบเปรียบปราย
จะพูดจาว่าไรให้พิจารณ์ ว่าขานอย่าให้ช้ำระส่ำระสาย
เขาจะค่อนนินทาเป็นท่าอาย ว่าหญิงร้ายวาจาไม่น่าฟัง
จะด่าทอล่อเรียกลูกหญิงชาย จงดูซ้ายดูขวาข้างหน้าหลัง
อย่าแปร๋แปร้นแล่นไล่ขึ้นเสียงดัง ดูน่าชังสามานย์ประจานตัว
วาจานั้นเป็นใหญ่จงได้คิด จะชอบผิดจงไตรตราปรึกษาผัว
วาจาดีย่อมจะมีคนเกรงกลัว วาจาชั่วก็จะมีแต่คนชัง
แคะค่อนสอนว่าไว้ทุกสิ่ง พื้นความจริงกล่าวมาแต่หนหลัง
สตรีดีก็จะมีสติฟัง ถ้าคนร้ายก็จะชังไม่ชอบใจ
หญิงชั่วมิได้กลัวซึ่งความผิด ทำแต่การทุจริตไม่ผ่องใส
ควรจะกลัวก็เกรงชะล่าใจ ประพฤติการสิ่งไรแต่ใจตน ๚
๏ ขออภัยจะรำพันเรื่องหญิงพาล ใช่โวหารแกล้งว่าอย่าฉงน
พุทธบรรหารประทานแจ้งยุบล ให้ปราชญ์ดลรู้เชิงกระษัตรี
ภิริยาที่ชั่วนั้นมีสาม พวกหนึ่งนามวัฒกาน่าบัดสี
ใจร้ายหมายจะฆ่าซึ่งสามี โดยวิธีแยบยลเป็นกลใน
แต่งแต่โฉมแกล้งประโลมให้ผัวหลง แต่จิตปลงหมายจะฆ่าให้ตักษัย
เหมือนพรานเบ็ดล่อปลาระอาใจ เอาเหยื่อหุ้มเบ็ดไว้ให้ปลากิน
ถ้าผัวเขลาเมามัวในกาเมศ ก็สมเหตุเหมือนมัจฉาอย่าถวิล
จะต้องตายตายเพราะหลงปลงชีวิน เพราะประมาทดูหมิ่นแก่กามา
เบญจกามความที่ว่าถึงห้าสิ่ง เป็นที่ยิ่งคนหลงปรารถนา
ทั้งรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสพา ใครหลงเล่ห์เสน่หาพาตัวตาย
เหมือนโพธิสัตว์พลัดนครจรนิราศ กับอำมาตย์ทั้งห้าพาผันผาย
ถึงด่านยักษ์ยักขินีมันแปลงกาย เป็นสตรีมีรายมรคา
เป็นหมู่หมู่คอยอยู่ที่จะกิน ทำให้สิ้นเห็นประจักษ์ยิ่งนักหนา
ที่รูปงามแล้วก็งามเต็มประดา ที่เสียงเพราะก็เพราะน่าวังเวงใจ
นิมิตเป็นหญิงยิ่งด้วยกลิ่นอันหอม ก็มีพร้อมยวนจิตให้พิสมัย
นิมิตรสโอชารสเป็นพ้นไป เหลือนิสัยที่จะอดงดอารมณ์
บ้างนิมิตประดิษฐ์เครื่องสัมผัส สารพัดจะจัดแจงแต่งสะสม
ล้วนของดีควรที่จะนิยม ถ้าใครงมหลงรักยักษ์ฆ่ากิน
อำมาตย์ทั้งห้าหารู้ไม่ว่ากลยักษ์ ให้หลงรักหลงใคร่ใจถวิล
โพธิสัตว์แจ้งกลไม่ยลยิน รู้สิ้นยักษ์จำแลงแกล้งแปลงกาย
จึงดำรัสตรัสว่าอำมาตย์เอ๋ย ใครละเลยคำเราจะฉิบหาย
ป่าเช่นนี้ใช่ที่ถิ่นสบาย ยักษ์แกล้งแปลงกายบันดาลทำ
ห้านายฝ่ายฝ่าว่ามนุษย์ ดีที่สุดอยากหาอุปถัมภ์
ต่างคนต่างไม่เชื่อบ่นเพ้อพำ จะตายเป็นก็ตามกรรมเหลืออดทน
ห้ามอื่นอื่นก็พอจะห้ามได้ ห้ามรักใคร่จนจิตคิดฉงน
ขอลาพักสักครู่จะดูกล แล้วจะด้นรีบรัดตัดทางตาม
โพธิสัตว์สอนเท่าไรก็ไม่ฟัง ก็พากันดันทุรังไม่เกรงขาม
ที่หลงรูปก็ชมรูปว่ารูปงาม ที่หลงเสียงก็ไม่คร้ามตามชอบใจ
ที่หลงกลิ่นก็หยุดชมนิยมหอม ที่หลงรสก็น้อมจิตคิดรักใคร่
ที่หลงสัมผัสก็กำหนัดสัมผัสไป พากันเข้าอาศัยยักขินี
นางยักษ์ทำกระบวนให้ชวนชม อำมาตย์งมรักใคร่ไม่หน่ายหนี
โพธิสัตว์รอคลอคอยเห็นสิ้นที ก็จรลีลีลาศครรไลมา
ยักษ์ประโลมล่อลวงจนง่วงหลับ ก็จับอำมาตย์กินเล่นเป็นภักษา
ห้านายตายตามมรคา เพราะหลงเล่ห์เสน่หาเบญจกาม
แต่โพธิสัตว์องค์เดียวเลี้ยวหลีกลัด ข้ามพนัสพนาเวศสิ้นเขตขาม
ถึงขอบเขตพระนิเวศน์ที่มีนาม พาราณสีเรียกตามแต่ก่อนมา
ครั้นถึงสวนหวนพระทัยใคร่ผ่อนพัก เข้าสำนักร่มพระไทรใบหนา
มีทั้งที่แท่นแผ่นศิลา พระเหนื่อยมาก็บรรทมร่มไทรทอง ๚
๏ พอพาราณสีเกิดวิบัติ จอมกษัตริย์สิ้นพระชนม์ก็หม่นหมอง
มิได้มีผู้ใดใครครอบครอง สิ้นพวกพ้องสุริย์วงศ์พงศ์ประยูร
เสนาประชาราษฎร์อำมาตย์หมด เสี่ยงราชรถจากในมไหศูรย์
มาถึงที่พระบรรทมร่มรุกขมูล จึงทูลเชิญโพธิสัตว์ครองศฤงคาร
อาศัยด้วยพระทัยนั้นแน่นเหนียว สู้อดเปรี้ยวจึงได้เลยเสวยหวาน
ใครหลงรสรูปเสียงสัมผัสพาน อีกทั้งการกลิ่นอายก็วายชนม์
เหมือนอำมาตย์ทั้งห้าพากันม้วย เพราะหลงด้วยกลยักษ์สิ้นมรรคผล
เหมือนหนึ่งชายทั้งหลายที่หลงกล ด้วยเมียตนแลหญิงอื่นไม่ฟื้นตัว
รู้แล้วเร่งระมัดประหยัดยั้ง อุตส่าห์ตั้งสติตริให้ทั่ว
จงไกล่เกลี่ยเมียไว้ให้เกรงกลัว อย่าหลงมัวกลัวเมียจะเสียชาย
เบญจกามความที่ว่ามาหนหลัง จงรอรั้งถ้าลุ่มหลงคงฉิบหาย
พึงประคิ่นอย่าได้หมิ่นประมาทกาย ที่เมียร้ายย่อมทำลายเข้าย่ำยี ๚
๏ เหมือนเรื่องจันทโครพพบโจรป่า เมียฆ่าด้วยอุบายตายแล้วหนี
รักโจรป่าแกล้งให้ฆ่าซึ่งสามี เรื่องนี้ควรนำจำใส่ใจ ๚
๏ หนึ่งภิริยาชื่อว่าอาชญานั้น ดีดันยกตนเป็นคนใหญ่
กำราบผัวตัวเองไม่เกรงภัย จะปราศรัยฟังไม่ได้ขึ้นกูเอ็ง
ว่าเล่นเช่นทาสที่ตัวชัง ไม่อินังตั้งหน้าด่าข่มเหง
ที่จริงผัวควรตัวจะกลัวเกรง ไม่ยำเยงหยาบคายให้อายคน ๚
๏ หนึ่งภิริยาชื่อว่าโจรี เป็นสตรีมารยาเที่ยวหาผล
ชายมั่งมีทำชอบเข้ามอบตน ซ้อนกลล่อลวงให้ง่วงงวย
เห็นสมรักยักยอกแล้วปอกทรัพย์ พอผัวลับแล้วก็รีบเข้าหยิบฉวย
แต่งแต่เล่ห์สมคะเนได้ทรัพย์รวย แล้วก็พวยออกตัวไม่กลัวเกรง
หย่ากันก็หย่ากันเป็นไรมี อย่าถือดีตีขลุมทำคุมเหง
แล้วส่งเสียงเปรี้ยงแปร้นด้วยแสนเพลง อลเวงคิดอ่านพาลทะเลาะ
ถึงยามกินยามนอนไม่ผ่อนผัน แกล้งดื้อดันดิ่งไปทำใจเสาะ
ที่เคยชอบมอบแต่ช้ำให้จำเพาะ ทำโขกเคาะประชดเหลืออดทน
ไม่หาให้อยู่กินจนสิ้นรัก ทำยอกยักไขว้เขวระเหระหน
เที่ยวร่ายรักยักยอกเชิงชอบกล แล้วก็ก่นขนของย่องจากเรือน
ไปคบชู้อยู่ที่แขงแกล้งหลีกหลบ หาไม่พบเจ็บใจใครจะเหมือน
ทำให้ผัวมัวเมาเฝ้าฟั่นเฟือน เที่ยวหลบเลื่อนหลีกหน้าระอาใจ ๚
๏ ใครได้เมียเสียเช่นเป็นดังว่า ดังภูผาทับอกยกไม่ไหว
เวียนระกำช้ำจิตเป็นนิจไป ท่านว่าไว้ก็จริงทุกสิ่งอัน
อันโจรอื่นหมื่นแสนแม้นหมายรัก พอยอกยักทุนรอนได้ผ่อนผัน
อันโจรีภิริยาชั่วช้าครัน ทำเชิงชั้นเล่ห์กลเป็นพ้นตัว
มิวันหนึ่งก็วันหนึ่งอย่าพึงนึก กลศึกกลความพอยังชั่ว
ไม่ยากเหมือนเมียปอกคิดนอกรั้ว คิดไม่ทั่วแล้วก็ทำระยำมัง ๚
๏ อันใจความสามภิริยานี้ เห็นสุดที่พันผูกจะปลูกฝัง
หน้าชื่นอกกรมทำอำปลัง เหลือกำลังที่จะเลี้ยงทำเกี่ยงงอน
แม้นว่าหญิงผู้ใดชายผู้หนึ่ง เร่งรำพึงนึกคำที่ร่ำสอน
ไปข้างหน้าจะหาสู่ที่คู่คอน จงผันผ่อนเลือกฟั้นให้มั่นคง
ได้ชั่วช้าก็จะพาให้ตัวชั่ว จะมัวซัวหมองจิตเป็นพิษสง
ได้ที่ดีจะเป็นศรีจำเริญทรง จะสืบวงศ์พ้นจากที่ยากใจ
เรื่องบาลีมีเหลือในกามราค มากกว่ามากเราทำเพียงจำได้
สังเขปคำผู้เฒ่าท่านกล่าวไว้ เลือกนางให้ดูแม่เป็นแน่นอน
ที่ปึกแผ่นแน่นหนามารยาท ที่เสงี่ยมเอี่ยมสะอาดชะอ้อนอ่อน
จึงควรชมสมสู่เป็นคู่คอน เลือกกุญชรดูหางสำอางตา
ทั้งอกผายท้ายย่อคอเชิด เดินระเหิดระหงขี่มีสง่า
ก็เหมือนหนึ่งนารีภิริยา ดีก็พาผัวเหมาะขึ้นเพราะเมีย
ไปไหนก็เป็นที่ศรีสวัสดิ์ ถ้าฉวยพลัดได้ที่ชั่วพาผัวเสีย
ผัดแต่แป้งแต่งแต่ตัวเข้าคลัวเคลีย ไม่เก็บเขี่ยข้าวของตรึกตรองการ
ดัดจริตกรีดแต่เล็บไม่เย็บเซี่ยว เวียนแต่เที่ยวลอดรั้วไปทั่วบ้าน
สนุกไหนไปนั่นเป็นสันดาน ทั้งเพลงการโขนละครแคะค่อนดู
เที่ยวแทรกเสียดเบียดผู้ชายไม่อายเหนียม ทำและเลียมเข้าใกล้ไม่อดสู
ให้ชายพิงอิงอังอยู่พรั่งพรู ทั้งนมจู้บู้บี้ระยี่ระยำ
จนเก็บกรับแล้วก็กลับมาสับผัว ไม่ทำครัวไว้ท่าชักหน้าคว่ำ
ข้าวไม่มีจะกรอกหม้อก็ไม่ตำ เวลาค่ำผัวเข้านอนพูดค่อนแคะ
สนัดข้างอย่างเดียวแต่เคี่ยวเข็ญ หมอนมุ้งเหม็นไม่ซักน้ำทำฉำแฉะ
ครั้นผัวว่าด่าลูกให้ข้องแวะ ทำเสาะแสะเสียดเหน็บให้เจ็บใจ
นอนก็สายครันตะวันโด่ง น้ำขอดโอ่งล้างหน้าไม่หาใส่
ข้าวปลาหาใส่บาตรก็ขาดไป คัดแต่ไรจับเขม่าทุกเช้าเย็น
ผัวไปราชการข้างบ้านอยู่ เอาไพ่คู่ปักกะลิดมาติดเล่น
มีแต่จะคิดออกนอกประเด็น ไมว่างเว้นเลยที่เจ้าหนี้ทวง
เห็นผัวได้เงินมาทำหน้าสด มาปลิดปลดเอาไปมิได้หวง
ซื้อกินบ้างเล่นบ้างตั้งหลอกลวง จะเติมตวงสักเท่าไรก็ไม่พอ
เที่ยวซื้อเชื่อร้านชำออกซ้ำซาก เขาทวงยากเหลือเบื่อไม่เชื่อต่อ
ค่อนนินทาว่าเขาหน้าเง้างอ ยกแต่ข้อเขาชั่วให้ผัวฟัง
อย่าริเป็นเช่นนี้ไม่มีสุข ขนแต่ทุกข์ทับตัวให้ผัวคลั่ง
ผัวเหนื่อยมาปรารถนาจะหยุดยั้ง ไม่ทันนั่งหย่อนก้นก่นบอกความ
ผัวดีมีปัญญาก็รารั้ง ผัวโง่งั่งฟังบอกก็ออกหยาม
โกรธเพื่อนบ้านร้านตลาดด้วยมาตุคาม ออกลามปามเพราะเมียจนเสียการ
ที่เมียดีมีกิริยาผัวมาถึง ไม่เบือนบึ้งบอกกล่าวจัดคาวหวาน
ทั้งข้าวน้ำกล้ำกลืนให้ชื่นบาน ต่อสำราญ ([๑]รื่นเริงเชิงสบาย
จึงค่อยพูดค่อยจากับสามี แต่โดยดีมิให้ช้ำระส่ำระสาย
ถ่องแถลงแจงแจกบรรยาย ตั้งแต่ต้นจนปลายไม่ปิดงำ)
หญิงอย่างนี้ท่านเรียกว่าแม่เรือน เหมือนมารดารักษาบุตรอุปถัมภ์
ไม่เหนื่อยหน่ายการลำบากสู้ตรากตรำ สิ่งใดรกก็ต้องจำใจจัดแจง
ดูแลรอบคอบจึงชอบเชิง อย่าละเลิงละให้รกต้องตกแต่ง
เห็นไม่ดีควรที่จะดัดแปลง ระวังระแวงไปทุกสิ่งอย่านิ่งเนา
เป็นการไพร่สมใช้ด้วยลมปาก ไม่ควรทำทำลำบากยากเหนื่อยเปล่า
จะทำการให้รู้จักการหนักเบา ใช้ข้าเล่าให้ดูสันดานคน
ของใช้ภายในกับภายนอก อย่าเอาออกใช้สลับกันสับสน
จะไว้วางตั้งอะไรให้ชอบกล ดูให้พ้นตกแตกแหลกระยำ
การตนจงประคิ่นค่อยผันผ่อน จะนั่งนอนก็ให้รู้ดูสูงต่ำ
ปรนนิบัติผัวตนกุศลทำ อุปถัมภ์ญาติกาอย่าเมิดเมิน
ดีความคิดดีจริตกิริยา เป็นทีท่าชายหวังสังรเสริญ
อย่าเอาอย่างหญิงกาลีไม่มีจำเริญ ออกแร่ร่าจ้าเจิ้นอยู่เกินตัว
จะทอหูกปั่นฝ้ายก็ไม่เป็น ทุกเช้าเย็นพึ่งกินน้ำมือผัว
ไม่ระวังเคหากาเข้าครัว ผ้านุ่งจะปิดตัวก็เตอะตัง
ทั้งเชี่ยนขันโต๊ะพานไม่ขัดสี สนิมมีมัวหมองเหมือนของฝัง
ที่หลับนอนหมอนมุ้งพะรุงพะรัง เหย้าเรือนรกดังโรงรองงาน
จะดูไหนก็เลอะออกเปรอะเปื้อน ในห้องเรือนรุงรังดังว่าถาน
ของชั่วเป็นของดีเป็นที่รำคาญ สันดานไม่รู้จักการผู้ดีเลย
ไม่เสแสร้งแกล้งว่าใส่หน้าหญิง เป็นความจริงทั้งนั้นดอกท่านเอ๋ย
ย่อมเจนใจในทำเนียบที่เปรียบเปรย อย่าเพิกเฉยฟังคำจำเถิดคะ
แม้นหญิงดีก็จะมีน้ำใจเจ็บ จำเก็บจำคำว่าวิสาสะ
จะสอนใจในสัมมาคารวะ ที่ไหนจะชั่วไปเห็นไม่เป็น
ถ้าหญิงร้ายก็จะหมายว่าแกล้งว่า จะนินทาสาระวอนค่อนเคืองเข็ญ
ว่ากลับกลอกนอกรีตแกล้งนีดเน้น ยกแต่เช่นชู้ชายนั้นฝ่ายเดียว
จะให้หญิงยิงยอมลงถ่อมถด แกล้งแต่งบทปรามาสให้พาดเกี่ยว
รักมิรักก็แล้วไปจนใจเจียว มาแกล้งเคี่ยวเข็ญเล่นให้เป็นรอง
ทุกข์อะไรกับผัวมีทั่วแห่ง เป็นหญิงแต่งแต่ตัวไม่มัวหมอง
จะมารักเราเองนักเลงคะนอง มีของต้องใจอยู่ในตัว
การอะไรจะให้เรางอนง้อ เมื่อไม่พอก็แล้วไปทำไมกับผัว
นึกเมื่อไรนึกได้ไม่รักกลัว ยกแต่ตัวแต่งแต่กลอนไว้สอนใคร
ด้วยของดีเรามีอยู่สิ่งหนึ่ง หมายจะพึ่งที่ไหนก็พึ่งได้
นี่แลหญิงใจแข็งแกล้งพิไร ว่าไม่ได้ดึงดื้อไม่ถือคำ
บุญไม่หาบบาปไม่หามกรรมเข้าสิง จึงพูดหยิ่งไปเช่นนี้ไม่มีส่ำ
พระบาลีชี้แจงแจ้งไม่จำ สมเหมือนคำบาลีที่มีมา
ว่าแรงบุญแรงกรรมนั้นล่ำสัน ทั้งสองแรงแข่งกันนั้นหนักหนา
ถ้าบุญมากหากบุญจะหนุนพา ถ้ากรรมมากหากจะคร่าไปตามกรรม ๚
๏ หนึ่งหงส์ประสงค์แต่มุจลินท์ ลงอาบกินไม่เบื่อจิตคิดอิ่มหนำ
ชาติสุกรฟอนหาภักษาระยำ จิตประจำตีแปลงแหล่งอาจม ๚
๏ หญิงสามานย์สันดานชั่วไม่กลัวผิด รักแต่ทุจริตคิดหมักหมม
ฝ่าแต่ชั่วทำตัวออกสมมม ไม่นิยม (ยล[๒]อย่างในทางดี
เช่นสุวานพรานพาไปป่ากว้าง ก็หลงทางไปอยู่กับฤาษี
ท่านเลี้ยงดูอยู่นั้นเป็นอันดี วันหนึ่งหนีไปเที่ยวแต่ลำพัง
พอจวบจบพบพานสิงหราช ตกใจหวาดวิ่งหนีไม่เหลียวหลัง
กำลังกลัวตัวสั่นไม่ทันยั้ง ถึงกระทั่งที่สถิตย์พระสิทธา
เข้ากลิ้งเกลือกเสือกตะกายตะกุยกอด เหมือนจะออดอ้อนออกบอกภาษา
พระนักธรรม์พลันแจ้งในวิญญาณ์ ก็เมตตาตั้งกองกูณฑ์พิธี
สำรวมฌานผลาญร่างสุนัขชาติ แปรเป็นรูปสิงหราชไกรสรสีห์
ก็เหิมฮึกนึกกำเริบเติบทวี มิได้มีที่สัมมาคารวะ
ทะยานยศหยิ่งเยี่ยมไม่เจียมสงวน สูงเกินส่วนใช่วิสัยวิสาสะ
ลำพองจิตติดพาลเที่ยวรานระ) ไม่ลดละสิงหนาทอาจอง
วันหนึ่งเที่ยวไปในไพรป่า พบนางสิงหราจิตประสงค์
ลดเลี้ยวเกี้ยวนางในกลางดง หมายปลงเป็นคู่อยู่ครอบครอง
นางจึงว่ามารดาบิตุเรศ ถ้ารู้เหตุจะชั่วพามัวหมอง
จะประสงค์จงใจในทำนอง ฟังคำน้องเชิญไปหามารดาเรา
จะโลเลลำพังใจนั้นไม่ชอบ ผิดระบอบประเพณีเป็นที่เขลา
จะรักใคร่เอาแต่ได้ทำใจเบา ใครใครเขาจะรู้ดูไม่ดี
ถ้ารักจริงอย่านิ่งให้เนิ่นนาน ไปว่าขานท่านให้ไม่หน่ายหนี
จะปรนนิบัติมิได้ขัดซึ่งไมตรี แต่เดี๋ยวนี้จะให้ยอมไม่พร้อมใจ ๚
๏ เบื้องว่าสิงหราพระฤาษี จึงโต้ตอบวาทีตามรักใคร่
มิให้ขัดอัชฌาพากันไป ถึงถ้ำที่อาศัยใจปรีดา
จึงคำนับบิตุเรศมารดร แล้วจึงวอนขอนางเหมือนอย่างว่า
เขาถามเรื่องเบื้องตระกูลประยูรมา ก็พาซื่อบอกว่าไม่รู้เลย
พระดาบสเอามาเลี้ยงแต่ยังเยาว์ ตัวฉันเล่ามิได้ถามความเฉลย
ครั้นออกปากคิดกระดากไม่สเบย ด้วยตนเคยเป็นสุนัขแต่ก่อนมา
นึกเฉลียวฉวยเขาเลี้ยวไปไต่ถาม พระฤาษีจะแจ้งความไม่กังขา
จะมิได้ชมดังอารมณ์ที่เจตนา จำจะฆ่าฤาษีเสียให้สูญความ
นึกไม่ควรด่วนลารีบคลาไคล มายังที่อาศัยไม่เกรงขาม
หวังแผดเสียงสำเนียงเพียงคำราม ให้ฤาษีสูญนามล่วงบรรลัย ๚
๏ พระดาบสอยู่ในฌานประมาณรู้ มีศัตรูปองจะฆ่าให้ตักษัย
ทำคุณมันมันกลับคิดให้มีภัย ออกมาได้ร้องว่าอ้ายหมาโซ
เพศก็กลับฉับเฉียวประเดี๋ยวนั้น สาสมกันกับที่จิตคิดโง่โง่
สัญชาติหมาคงเป็นหมาอย่าพุทโธ ใจมันโอหังฮึกนึกเคอะเคอะ ๚
๏ เหมือนหญิงชั่วผัวรักแล้วยกย่อง ได้สมปองเป็นใหญ่ทำใจเปรอะ
ไม่ตั้งตัวกลัวกรรมทำเจ๋อเจ๊อะ เที่ยวสะเออะลอยหน้าว่าไม่ฟัง
ทำดีไว้ให้ดีเป็นไหนไหน ดีแล้วเหลิงละเลิงไปไม่เหลียวหลัง
ผัวผดุงบำรุงให้ตามกำลัง กลับชิงชังประทุษจิตไม่คิดอาย
นึกให้โทษโทษนั้นจะถึงตัว รำพึงให้ทั่วคำสอนมีมากหลาย
เหมือนสุนัขที่ชักมาบรรยาย ใช่จะปรายเปรียบให้เจ็บที่เก็บมา
ก็สมคำบุราณท่านกล่าวไว้ จงเกรงภัยใจตรองให้หนักหนา
ให้สุขท่านสุขนั้นจะถึงนา ให้ทุกข์ท่านเหมือนพาทุกข์ใส่ตัวเอง ๚
๏ หญิงดีจงมีจิตคิดรัก อย่าตั้งพักตร์ฝ่าฝืนขืนข่มเหง
ที่ควรกลัวถึงดีชั่วก็ต้องเกรง จงยำเยงผู้เฒ่าอย่าเบาความ
ถึงต่ำชาติวาสนาจะหาไม่ อย่ามีใจข่มเหงจงเกรงขาม
ถ้าหยาบช้าครหาจะลามปาม สงวนงามใส่ตัวให้ผัวชม
หนึ่งหูไวใจเบาเอาแต่โกรธ คุมแต่โทษเก็บแต่ผิดคิดสะสม
ความที่ดีมีมากไม่อยากนิยม ถ้าใครชมป้อยอแล้วพอใจ
ฝ่าแต่หวานไม่พานขมจะซมเซอะ จะเลอะเทอะมัวหมองไม่ผ่องใส
ชอบผิดมิได้คิดดื้อดึงไป พูดจาสิ่งไรไม่ตรึกตรอง
ใครจะรักใครจะชังก็ไม่รู้ แม้นชอบหูขออะไรก็ให้คล่อง
ใจไม่นึกปรึกษาปรองดอง ลำพองแต่ลำพังใจตน
หญิงดีจงมีมโนนำ ถ้าขืนทำเช่นนี้จะปี้ป่น
รักษาจริตจิตจำนงเป็นมงคล จะเป็นผลสืบตระกูลประยูร เอย ๚
๏ เรื่องที่ทำคำที่ว่ามาทั้งนี้ ชั่วดีมีแจ้งแห่งเฉลย
ใช่เสแสร้งแกล้งว่ามาเปรียบเปรย เราย่อมเคยรู้เห็นเช่นนี้มา
ที่ไม่ชอบก็จะตอบว่าแนมเหน็บ แคะไค้เก็บมาฝ่ายหญิงค่อนขิ่งว่า
ที่ชายชั่วสูบฝิ่นกินกัญชา เสพย์สุราเล่นเบี้ยขายเมียกิน
ชายที่ชั่วผัวเช่นนี้มีถมไป นั่นเป็นไรจึงไม่ว่ามาให้สิ้น
จะแถลงแจ้งยุบลกลัวมลทิน ฤาไม่ได้ยินได้ฟังจึงรั้งรอ
ที่ปากจัดจะขวางขัดว่าอย่างนี้ จะเป็นที่ครหาว่าต่อต่อ
หวังใจจะสอนไว้ให้พอพอ จำยกข้อต่อเติมไปตามมี
จะแถลงแจ้งความไปตามได้ บุราณท่านว่าไว้ไม่หน่ายหนี
ทั้งสองฝ่ายชายหญิงสิ่งชั่วดี ว่าไว้ในที่นี้มีต่อไป ๚
๏ ยังมีสหายชายทั้งสอง หนุ่มคะนองลำพองจิตข้างพิสมัย
อยากจะใคร่ได้คู่ที่ชูใจ ก็เที่ยวไปสบเล่ห์ประเวณี
คนหนึ่งไปได้คู่รู้ปรนนิบัติ สารพัดรู้จักที่ศักดิ์ศรี
จะกินนอนผ่อนหาซึ่งสามี ให้ถูกที่น้ำใจมิให้เคือง ๚
๏ แต่ข้างฝ่ายชายผัวนั้นชั่วช้า การทำมาหากินไม่ได้เรื่อง
กินแล้วออกเที่ยวเล่นเป็นนิจเนือง คิดจะเปลื้องเครื่องเรือนสู่เพื่อนกิน
ภรรยาหาได้เอาไปเสีย เล่นแต่เบี้ยโปถั่วตัวปลอกปลิ้น
ละเลิงลามตามปัญญาเป็นอาจิณ สูบแต่ฝิ่นกินแต่เหล้าทุกเช้าเย็น
เวียนร่ำรื้อถือกระสุนเที่ยวมุ่นหมก หมายยิงนกยิงไก่ก็ไม่เห็น
ยิงแต่ต้นไม้ใหญ่มิได้เว้น หัดยิงเล่นลำพองคะนองมือ ๚
๏ ฝ่ายเทวารักษาต้นไม้ใหญ่ ที่อาศัยคนทั้งปวงบวงสรวงถือ
เห็นชายนั้นมั่นหมายมาหลายมื้อ คิดฮึดฮือฮึกฮักจะหักคอ
แล้วถอยหลังยั้งใจว่าไอ้นี่ เมียมันดีฤาไม่อย่างไรหนอ
ส่วนอ้ายผัวชั่วช้าผ่าเหล่ากอ จำรั้งรอดูก่อนผ่อนดูเมีย
ถ้าเมียดีมีเช่นจะเว้นไว้ ถ้าชั่วไปเหมือนกันฆ่ามันเสีย
คราวนี้อดงดไว้ให้ทำเยีย ไปบ้านเมียมันเมื่อไรจะไปตาม
ครั้นเย็นบ่ายชายนั้นก็กลับหลัง ตรงไปยังเมียรักร้องทักถาม
หาอะไรให้กินบ้างตั้งคุกคาม ให้เมียคร้ามขามตัวกลัววาจา
เมียพริ้มยิ้มรับด้วยนับถือ ประสานมือสารพัดฉันจัดหา
นี่แน่พ่อสำรับกับข้าวปลา ฉันคอยท่าอยู่จนบ่ายตั้งใจคอย
ยกมาตั้งนั่งอยู่คอยดูแล ไม่ห่างแหตั้งใจให้ใช้สอย
แล้วปรับทุกข์ถึงจนบ่นสำออย ทรัพย์ก็น้อยขัดสนจนเหลือใจ
ขอผีสางเจ้านายเอาใจช่วย ให้รวยขึ้นสักครั้งแล้วนั่งไหว้
ว่าผัวข้าคนเดียวมักเที่ยวไป โปรดให้ได้เงินสักหม้อจะยอคุณ ๚
๏ ผัวฟังแย้มยิ้มกระหยิ่มจิต ถ้าสมคิดแล้วมิให้เจ้าวายวุ่น
จะช่วยข้ามาให้ใช้ได้เจือจุน เดชะบุญไม่เคยจนแล้วไม่จน ๚
๏ ฝ่ายเทวาที่มาแอบแฝงอยู่ พิเคราะห์ดูคิดเห็นล้วนเป็นผล
นึกว่าเมียมันดีมีมงคล จะผ่อนปรนให้มันสำราญรมย์
ถึงผัวชั่วเมียดีเป็นที่นับ จะให้ทรัพย์สักหม้อก็พอสม
จะห้ามมิให้ไปไพรพนม ที่นิยมมิให้ยิงทิ้งพยศ
ดำริพลางทางเหาะระเห็จกลับ มาประทับพฤกษาอันปรากฏ
พอรุ่งสายชายเที่ยวเลี้ยวลด กำหนดถึงพฤกษาตั้งท่ายิง
เสียงขวับเขวียวเหนี่ยวสายแล้วใส่ลูก ปะทะถูกพฤกษาเทวาสิง
เทพเจ้าทำกึกก้องร้องท้วงติง มึงชังชิงกูอย่างไรมาไล่ราน
นี่ต้นไม้ของกูเคยสู่สิง ทั้งชายหญิงเขาก็กลัวทั่วสถาน
ชะมึงช่างทำได้น้ำใจพาล จะล้างผลาญมึงก็ได้อ้ายบาปกรรม
กูขี้คร้านจู้จี้อ้ายขี้ทึ้ง จะให้เงินมึงสักหม้อเป็นข้อขำ
ยิงต้นไม้ไปข้างหน้ามึงอย่าทำ แล้วจึงนำหม้อทรัพย์ให้ฉับพลัน ๚
๏ ชายนั้นได้ทรัพย์ก็กลับมา สู่เคหาปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
เทเงินออกบอกเมียเคล้าเคลียกัน ตั้งแต่นั้นมิได้ยากพ้นจากทุกข์
นี่แลเมียดีมิใช่ชั่ว พาให้ผัวได้ดีมีความสุข
เทวาจึงอุปถัมภ์ช่วยทำนุก ที่ยากยุคเข็ญใจมิได้มี ๚
๏ ยังชายคนหนึ่งซึ่งเป็นมิตร ได้เมียติดจะมั่งคั่งดังเศรษฐี
อุดมด้วยสินทรัพย์แต่อัปรีย์ ลูกผู้ดีแต่ไม่เอาซึ่งเหล่าปราณ
จะกินนอนสารพัดก็ขัดข้อง ไม่ปรองดองว่ากล่าวให้ร้าวฉาน
ผัวนั้นดีมีแต่ชอบไม่ตอบทาน ข้างเมียพานจะกำราบด้วยหยาบคาย
พาผัวยับไปด้วยอัปมงคล ไม่ตั้งตนตามคติสิริหาย
ก็พากันย่อยยับทรัพย์ละลาย ได้ระคายข่าวเพื่อนที่คู่กัน
แต่เดิมทีมีเมียอนาถา เดี๋ยวนี้มามั่งมีดีขยัน
ข้างฝ่ายเราเดิมทีมีกว่ามัน ว่ามันจนเรากลับจนกว่ามันไป
จำจะต้องไปหาปรึกษาดู อยากใคร่รู้ว่ามันหาวิชาไหน
ไปถึงจึงถามความในใจ ว่าเพื่อนเอ๋ยทำอะไรจึงได้ดี
เงินทองข้าวของก็บริบูรณ์ ใครมาเจือเกื้อหนุนให้ฤานี่
ฝ่ายข้างข้าหากินทั้งตาปี มาเดี๋ยวนี้กลับจนพ้นกำลัง
ใคร่รู้เหตุจึงมาหาออเจ้า สงเคราะห์เราสักทีให้มีมั่ง ๚
๏ ฝ่ายชายที่ได้ทรัพย์สดับฟัง เราไม่บังบิดเบือนดอกเพื่อนรัก
อันขายค้าหากินสิ้นทุกสิ่ง เป็นความจริงในใจไม่รู้จัก
เที่ยวเล่นลอยชายสะบายนัก จะฉกลักของใครก็ไม่เคย
เราได้ลากขากดีมีเพราะบุญ ด้วยกระสุนห้าข้ออ้ายพ่อเอ๋ย
ต้นไม้ใหญ่ยิงเล่นไม่เว้นเลย ใบดอกจนงอกเงยออกไม่ทัน
เทวาที่รักษารุกขาอยู่ กลัวมือกูเต็มทีไม่มีขวัญ
เอาทรัพย์ให้เราซ้ำเป็นกำนัล เพื่อจะกันมิให้เราไปกวน ๚
๏ ฝ่ายเพื่อนผู้ถามได้ความเสร็จ กัลเม็ดแจ้งไขเข้าใจถ้วน
ไม่เห็นยากโดยจะทำก็น้ำนวล นึกสำรวลกูคงรวยด้วยเหมือนกัน
แล้วกลับมายังบ้านสำราญจิต มิได้คิดค้าขายใจใฝ่ฝัน
หากระสุนวุ่นวายอยู่หลายวัน พอได้คันหนึ่งก็ถือติดมือไป
ถึงไม้ใหญ่ไล่ยิงกิ่งพฤกษา ที่เทวาสิงสู่อยู่อาศัย
เทพดาโกรธาเป็นพ้นใจ อ้ายจัญไรข่มเหงไม่เกรงกู
นึกจะใคร่ฆ่าฟันให้บรรลัย ก็เกรงภัยครหาท่าอดสู
เกลือกกุศลความดีมีค้ำชู จะจู่ลู่ใจเบาไม่เข้าการ
ควรจะไปพิเคราะห์ให้เหมาะหมด สะกดตามมันไปถึงสถาน
ถ้าชาติชั่วทรพลเป็นคนพาล จะล้างผลาญก็ไม่มีใครไยไพ
ครั้นสายัณห์ชายนั้นมาเคหา เทพดาตามมาหาช้าไม่
พอถึงบ้านยังมิทันขึ้นบันได เมียว่าด่าไปให้ได้ยิน
มึงนี้อ้ายชาติข้าหน้าไพร่ การงานสิ่งไรไม่ได้สิ้น
เช้าไปค่ำมาเป็นอาจิณ ดีแต่กินเอาอะไรมาให้กู
ถือแต่กระสุนไปไล่ยิงเล่น แต่แกล้งดูกูไม่เห็นได้นกหนู
กลับมาแทะข้าวตังหนังปลาทู มึงอย่าอยู่ไปให้พ้นอายคนเคอะ ๚
๏ ฝ่ายเทพยดาที่มาตาม ฟังความไม่ดีอัปรีย์เปรอะ
สิ้นสิริในมนุษย์เห็นสุดเซอะ เท่านั้นเถอะได้ยินสิ้นแล้ววะ
แล้วเล็งดูชันษาชะตาชาย เคราะห์ร้ายเต็มประดาติปาถะ
ชะตาขาดควรข้อมรณะ จำจะประหารให้บรรลัยลง
เทพเจ้าก็สำแดงแผลงฤทธิเดช เข้าจิกเกศหักคอยอเข่าส่ง
ล้มตึงทะลึ่งหายกายไม่ตรง ก็ปลดปลงชีวันในทันใด ๚
๏ อันเรื่องราวอันนี้มีมานาน เป็นข้อเค้าเล่านิทานตำนานไข
หวังแสดงแจ้งคำสอนน้ำใจ ทั้งชายหญิงสิ่งไรเป็นมงคล
จงประพฤติทำตามเนื้อความหลัง แม้นเชื่อฟังคงเห็นจะเป็นผล
อันสิรินี้สำหรับบำรุงตน ถึงยากจนเข็ญใจอย่าได้กลัว
สิริกำเนิดเกิดผลด้วยปรนนิบัติ ท่านแจงจัดว่าไว้ตรองให้ทั่ว
ชายหญิงมีปัญญารักษาตัว หนีชั่วหาความดีให้มีมา
สิรินี้เป็นที่จะเกิดทรัพย์ จงคำนับอย่าเบื่อหน่ายใฝ่ฝันหา
ถึงยากจนทรพลเต็มประดา สิริมีก็จะพาทรัพย์มาเอง
ทั้งยศศักดิ์บริวารศฤงคารพร้อม ไม่มัวมอมล้วนดีที่เหมาะเหมง
เป็นที่รักทักถามย่อมยำเกรง เพราะถือเคร่งครองชอบประกอบเป็น
นี่แลท่านทั้งหลายชายแลหญิง หมั่นตรึกกริ่งตรองลึกจึงนึกเห็น
ที่บ้องตื้นก็ขืนออกนอกประเด็น เหมือนหนึ่งเช่นบ้าหลังมาฟังธรรม
ฟังบาลีตีเนื้อความอันล้ำลึก ก็ไม่นึกชอบพอที่ข้อขำ
ที่ปะหระสามหาวเขากล่าวคำ อุตส่าห์จำเอามาถือว่าดี
มิดังนั้นเหมือนแมงวันที่มักเหม็น ไปพบเช่นของหอมแล้วย่อมหนี
ไปปลักแต่ที่ชั่วกลั้วราคี เหมือนคนที่เป็นพาลสันดานพล
ไม่ฟังคำร่ำสอนค่อนติฉิน ว่าแต่งลิ้นว่าเล่นไม่เป็นผล
ถึงรูปงามนามเพราะเหยาะทั้งตน ถือมืดมนเช่นนี้ก็ดีคลาย
เหมือนหนึ่งดอกทองกวาววาวแสงสี มิได้มีกลิ่นหอมก็ย่อมหาย
ใครใครเขาไม่นับเพราะอับอาย เหมือนหญิงชายรูปดีที่ใจพาล
ที่รูปชั่วมัวหมองหมั่นตรองตรึก ปัญญาลึกเล็งเห็นเป็นแก่นสาร
อุตส่าห์จำคำสอนผ่อนสันดาน ให้อ่อนหวานราบคาบไม่หยาบคาย
จะเป็นที่สรรเสริญเจริญยศ จะปรากฏโลกอยู่ไม่รู้หาย
เหมือนอบเชยเผยกลิ่นจากดินทราย คนทั้งหลายชมว่าหอมย่อมว่าดี
ชักทำเนียบเปรียบปรายมาให้เห็น แม้นเชื้อเช่นแหลมหลักมีศักดิ์ศรี
จงจำคำร่ำว่าที่พาที ไว้เป็นที่ห้ามใจแลสอนใจ
อาจเห็นคุณแลโทษที่โหดร้าย ระมัดกายตามสอนผ่อนจิตได้
เหมือนหนึ่งได้แว่นแก้วอันแววไว มาสอดใส่นัยน์เนตรสังเกตทาง
จะเห็นทั่วชั่วดีที่ในโลก จะดับโศกได้สุขให้ทุกข์ส่าง
ด้วยมั่นคงจงใจไม่ละวาง ผัวไม่ห่างแหพ้องไม่ต้องเตือน
ถึงจะมีเมียน้อยสักร้อยหญิง ก็ไม่ทิ้งขว้างได้ใครจะเหมือน
ถึงมีเสน่ห์เล่ห์ลมได้สมเรือน นานก็เคลื่อนคลายรักจะชักแช
ไม่เหมือนผลปรนนิบัติสัจเคารพ ถ้าเจนจบผัวไม่จางไปห่างแห
จะสู้ม้วยด้วยรักลงทักแท้ ดีกว่าสาระแนเสน่ห์แนม
ไม่จางจืดยืดยาวตราบเท่าม้วย ก็เพราะด้วยรู้จักที่หลักแหลม
เพราะแม่นยำคำสอนไม่ซ้อนแกม กระจ่างแจ่มมรรคผลที่สนใจ
อาจจะให้ได้ผลล้นเหลือนัก ผัวคงรักมั่นคงอย่าสงสัย
คงจะปลอดรอดตนไปพ้นภัย จงจำไว้ล้วนจริงทุกสิ่งอัน
ขอเคารพจบจำที่คำแต่ง บอกให้แจ้งความจริงทุกสิ่งสรรพ์
กาฬปักษ์ดิถีเป็นตรีจันทร์ ที่สำคัญมาฆมาสไม่คลาดคลา
จุลศักราชพันสองร้อยหก ปีมะโรงฉศกสังขยา
พอสำเร็จเสร็จคำที่ร่ำมา ขอให้ถาพรคำที่ร่ำ เอย ๚


[๑] ข้อความในวงเล็บนี้ ของเดิมกลอนขาด หอพระสมุดวชิรญาณแต่งเติมขึ้นใหม่ คราวพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๔๖๐

[๒] ข้อความในวงเล็บนี้ หอพระสมุดวชิรญาณแต่งเติมขึ้นใหม่ คราวพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๖๐

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ