ตอนที่ ๒ ท้าวเสนากุฎเข้าเมือง

ยานี

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวสหัสไนยโกสีย์
ให้ร้อนอาศน์นักดังอัคคี อัศจรรย์อย่างนี้มิเคยเปน
ดีร้ายใต้หล้าจะเกิดเหตุ จึงสอดส่องทิพเนตรสังเกตเห็น
สงสารสังข์ศิลป์ไชยได้ยากเย็น ตกเหวเคืองเข็ญเปนเคราะห์กรรม
นี่หากเทพเจ้าจอมผา เขาเมตตามาช่วยอุปถัมภ์
เห็นสิ้นเวรเวราที่ได้ทำ เราจำจะไปช่วยชีวิตรไว้

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ คิดแล้วมีเทวบรรหาร เรียกเทพบริวารน้อยใหญ่
เหาะจากฟากฟ้าสุราไลย พร้อมไปด้วยเทวดาเลว

ฯ ๒ คำ ฯ โคมเวียน

๏ ครั้นถึงเขาใหญ่ดังใจจง อมรินทร์เหาะลงไปในเหว
อุ้มสังข์ศิลป์ไชยใส่บั้นเอว แล้วขึ้นตามปล่องเปลวด้วยฤทธา

ฯ ๒ คำ ฯ เหาะ

๏ วางองค์ลงเหนือยอดบรรพต เอาน้ำทิพย์รินรดเกษา
ลูบไล้ไปทั่วทั้งกายา พวกเทวานวดฟั้นให้บันเทา

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๏ ที่เจ็บปวดหายฉิบดังหยิบทิ้ง ทั้งรูปร่างงามยิ่งขึ้นกว่าเก่า
บ้างให้พรสอนสั่งบ้างหยอกเย้า แล้วอุ้มเจ้าพาเหาะไปเวียงไชย

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ ครั้นถึงจึงลงยังแผ่นดิน อมรินทร์ชี้บอกหนทางให้
แล้วสำแดงแผลงอิทธิ์ฤทธิไกร คืนไปสถานพิมานฟ้า

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

ทองย่อน

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ศิลป์ไชยโอรสา
ยุรยาตรนาดกรเข้าภารา ตรงมาปรางค์แก้วแววไว

ฯ ๒ คำ ฯ เพลงช้า

ร่าย

๏ เมื่อนั้น สองพระชนนีศรีใส
เหลือบเห็นลูกน้อยกลอยใจ อรไทยไปรับด้วยยินดี
นางประทุมอุ้มองค์ขึ้นใส่ตัก สวมกอดลูกรักกรรแสงศรี
นางไกรสรโศกศัลย์พันทวี สิงหราโศกีจนนิ่งไป

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นค่อยคลายกำสรดเศร้าหมอง พระมารดาทั้งสองก็ถามไถ่
ลูกเอ๋ยเกิดเข็ญเปนอย่างไร จึงช้าไปไม่ถึงธานี
พี่เจ้าเอาพระขรรค์แลสังข์ศร มาส่งให้มารดรยังกรุงศรี
แล้วบอกว่าพระอาว์กับเจ้านี้ มาถึงกลางพนาลีแล้วหายไป
ความแม่ทุกข์ร้อนอาวรณ์นัก ครวญคร่ำร่ำรักเพียงตักไษย
คิดว่าจอมขวัญเจ้าบรรไลย เปนไฉนฉะนี้นะลูกยา

ฯ ๖ คำ ฯ

โอ้ลาว

๏ เมื่อนั้น พระสังข์โศกศัลย์เปนหนักหนา
กรรแสงพลางทางทูลพระมารดา แต่ต้นจนมาถึงกลางดง
ด้วยเชษฐาทั้งหกเขาทำซื่อ ลูกเชื่อถือรักใคร่ใหลหลง
มันพาชมเขาห้วยให้งวยงง แล้วผลักตกลงในเหวฦก
เจ็บช้ำทั้งกายปิ้มวายชนม์ ได้ทุกข์ทนพ้นที่จะตรองตรึก
อันจะรอดมาได้นั้นไม่นึก แต่ครวญคร่ำรำฦกถึงมารดา
เดชะบุญญาของข้าไซ้ จึงร้อนอาศน์เจ้าไตรตรึงษา
อมรินทร์จากสถานพิมานมา อุ้มข้าพาขึ้นจากเหวนั้น
ท่านเอาน้ำอำมฤตย์มาโสรจสรง แล้วช่วยพามาส่งถึงเขตรขัณฑ์
เปนกรรมของลูกเองมาตามทัน ทั้งพลัดพรากจากกันกับบิดร
ตั้งแต่นี้ไปจะสิ้นทุกข์ จะได้เปนผาศุกสโมสร
เห็นบิดาจะมารับคืนนคร พระมารดรจงเชื่อลูกเถิดรา

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางประทุมตอบองค์โอรสา
แม่กรวดน้ำเสียแล้วนะแก้วตา จนชั้นแต่ภักตราไม่ขอดู
เราอยู่นี่ดีกว่านะพ่อเอ๋ย อย่าออกชื่อเขาเลยรำคาญหู
จะขืนไปใกล้เคียงคนศัตรู มันจะกรูกันทำระยำยับ
ว่าพลางนางค่อยอุ้มประคอง ลุกจากแท่นทองเข้าห้องหับ
วางองค์ลงบรรธมกอดประทับ จงนอนหลับเสียเถิดอย่าพูดไป

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์อาวรณ์ถอนใจใหญ่
บรรธมรำพึงคนึงใน คิดจะใคร่ได้พบกับบิดร
ครั้นจะรบชนนีเซ้าซี้ว่า ก็กลัวจะโกรธาไม่โอนอ่อน
ให้รำสับรำสนทุรนร้อน แต่นอนนอนกลิ้งกลับจนหลับไป

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

จำปานารี

๏ ครั้นรุ่งแสงสุริยาการ้อง พระตื่นจากแท่นทองผ่องใส
เทวดาสื่อสนมาดลใจ จะพาไปให้พบกับบิดา
พระเร่าร้อนจิตรขุ่นฉุนเฉียว คิดจะใคร่ไปเที่ยวประพาศป่า
จึงบังคมชนนีมีวาจา ลูกรักจะลาไปเล่นไพร
ตวันบ่ายชายแสงทินกร จะรีบร้อนกลับมายังกรุงใหญ่
ทำชอ้อนพาทีพิรี้พิไร พระองค์จงโปรดให้ลูกไคลคลา

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระชนนีมีจิตรเสนหา
รับขวัญรำพรรณพูดกับลูกยา จะไปป่าแม่นี้มิไว้ใจ
เกลือกอ้ายกระยาจกทั้งหกคน จะเคลือบแฝงแต่งกลออกมาใหม่
เจ้าจะกลับนับถือซื่อไป มันจะซ้ำทำให้ได้เดือดร้อน
สิงหรามาถึงก็เจ็บป่วย จะได้ใครไปด้วยช่วยสั่งสอน
แม่นี้มิใคร่จะให้จร แต่แก้วตาว่าวอนก็จนใจ
พ่ออย่าหลงเล่นอยู่เย็นค่ำ ฟังคำมารดาอัชฌาไศรย
อย่าคบค้าสมาคมกับผู้ใด จะระวังระไวไพรี

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโอรสปรีดิ์เปรมเกษมศรี
เคารพรับคำด้วยยินดี อัญชลีลาสองพระมารดร
แล้วชำระสระสรงทรงเครื่องทิพย์ พระหัดถ์หยิบพระขรรค์แลสังข์ศร
ลงจากปราสาทแก้วแล้วรีบจร ออกนอกพระนครเข้าพงไพร

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ พระดำเนินลดเลี้ยวเที่ยวมา ชมพรรณพฤกษาสูงไสว
จึงผาดแผลงศรสิทธิ์ฤทธิไกร เรียกสัตว์น้อยใหญ่มาฉับพลัน

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง เจรจา

๏ บัดนั้น เสนีนายพลคนขยัน
พาพวกพรานไพรใจฉกรรจ์ เที่ยวด้นดั้นหาเนื้อในดงดาน

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ มาพบสัตว์จัตุบาทนานา มฤคาโคกระทิงวิ่งพล่าน
เหลือบไปเห็นองค์พระกุมาร งามโฉมเปรียบปานกับเทวัญ
แล้วจะเปนพระสังข์กระมังหนา ที่ว่าหายไปในไพรสัณฑ์
จำจะถามนามวงศ์พงศ์พันธุ์ ให้แม่นมั่นตระหนักประจักษ์ใจ
คิดพลางทางเดินเข้าไปหา จึงมีวาจาปราไส
เจ้าเด็กน้อยนี้มาแต่แห่งใด ช่างกระไรแกล้วกล้าน่ากลัวแทน
ป่ากว้างทางเปลี่ยวมาเที่ยวอยู่ แต่ล้วนหมู่สิงห์สัตว์อัดแน่น
อันถิ่นฐานประเทศเขตรแคว้น อยู่ด้าวแดนตำบลหนใด
บิตุเรศชนนีพี่น้อง เปนพวกพ้องสุริวงศ์พงศ์ใหน
ดูโฉมงามนามกรชื่อไร จงบอกไปให้หมดอย่าปดกัน

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ศิลป์ไชยมิได้พรั่น
จึงตอบว่ามึงนี้จองหองครัน มาถามถึงพงศ์พันธุ์พูดเลอะเทอะ
เงือดเงื้อพระขรรค์ขึ้นสำทับ มันน่าสับศีศะให้หวะเหวอะ
ทุดอ้ายชาติข้าหน้าเคอะ นี่มึงเซอะเซิงมาแต่แห่งใด
เองเร่งกลับไปเสียเดี๋ยวนี้ อย่าเซ้าซี้กูนะหาละไม่
เขาว่าโดยดีแล้วมิไป คัดมือคันไม้จริงจริงเจียว

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีโกรธาไนตาเขียว
จึงว่าลูกกะจิริดนิดเดียว มากราดเกรี้ยวเอาผู้ใหญ่ได้ครื้นเครง
ลิ้นลมน่าต่อยสักร้อยโขก โอกโขยกโป้งโหยงโฉงฉาง
อย่าอ้างอวดฤทธิไกรกูไม่เกรง จะจับเองไปถวายยังค่ายคู
แล้วขับไพร่ไล่รุกบุกบัน กลัวมันทำไมกับไอ้หนู
บ้างล้อมหน้าล้อมหลังพรั่งพรู บ้างกู่เรียกเพื่อนมาช่วยกัน

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระสังข์เคืองขุ่นหุนหัน
อ้ายพวกนี้จะมาให้ฆ่าฟัน น้ำใจมันเหี้ยมฮึกบึกบึน
ใครเข้ามาก็รันด้วยคันศร ล้มนอนนิ่งจุกลุกไม่ขึ้น
พระตีต้องตัวนายลงเมื่อยมึน ไพร่ตื่นแตกครึนกระจายไป

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น อำมาตย์บอบช้ำน้ำตาไหล
ผุดลุกคุกคลานเข้าแอบไม้ บ่าวพาหนีไปมิได้ช้า

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงค่ายหลวงไม่หน่วงหนัก ยังหอบฮักลนลานซานถลา
ร้องทูลแถลงแจ้งกิจจา ครั้งนี้ชีวาไม่รอดดอน
ข้าไปพบเด็กน้อยในไพรวัน มือถือพระขรรค์กับสังข์ศร
ครั้นเข้าใกล้ไต่ถามนามกร มันอ้างอวดฤทธิรอนเข้ารบรุก
พวกเราทั้งมากแทบมอดม้วย ถูกด้วยคันศรลงนอนจุก
ต่างตะกายเสือกสนซนซุก มันไล่รุกบุกบั่นกระชั้นมา
ฤๅยักษ์ดอกกระมังผิดสังเกต ลูกนิดฤทธิ์เดชมันหนักหนา
ที่จะต่อสู้นั้นสุดปัญญา ผ่านฟ้าระวังองค์ให้จงดี

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏผุดลุกหนี
เอ๊ะตายจริงจังแล้วครั้งนี้ ดีร้ายยักษีมันแปลงมา
งมเงาเอาชีวิตรมาทิ้งเสีย ที่ไหนเลยลูกเมียจะเห็นหน้า
เพราะเจ้าเกสรสุมณฑา พาพี่มาฆ่าเสียจริงแล้ว
เมื่อมันเปนยักขินีผีไพร ใครจะสู้มันได้นะน้องแก้ว
เห็นคงจะบรรไลยนี้ไม่แคล้ว จะกลับไปเสียแล้วย่าทานทัด

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ขนิษฐาฉวยฉุดยุดหัดถ์
นางพิไรร่ำว่าสารพัด ทั้งภ้อตัดแนมเหน็บให้เจ็บใจ
ตัวน้องเปนหญิงยังนิ่งฟัง ไม่ตึงตังตื่นเต้นเปนไฟไหม้
พระเชื้อชายประเสริฐเลิศไกร น้ำพระไทยขลาดจริงยิ่งสัตรี
ยังไม่ทันถามไถ่ว่าใต้เหนือ แต่ออกชื่อว่าเสือจะวิ่งหนี
น้องเห็นว่ามิใช่ไพรี ดูท่วงทีจะเปนสังข์ศิลป์ไชย
แล้วเบือนภักตร์ซักถามเสนาพลัน เจ้าคนนั้นยังเล็กฤๅเด็กใหญ่
สูงต่ำดำขาวสักราวไร เห็นจะเปนลูกไพร่ฤๅผู้ดี

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาทูลสนองนางโฉมศรี
อันกุมารที่ข้าว่านี้ เห็นทีจะเปนหน่อกระษัตรา
รูปโฉมโนมพรรณนั้นงามนัก ลม้ายองค์ทรงศักดิ์พระเชษฐา
จะคราวกันกับหกกุมารา ชัณษาสิบสองสิบสามปี
ถ้าใครขืนต้านต่อรอฤทธิ์ เห็นไม่รอดชีวิตรจงคิดหนี
ข้าจะขอล่วงน่าไปธานี อย่าเซ้าซี้ซักไซ้อยู่ให้ช้า

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น นางเกสรสุมณฑาได้ฟังว่า
จึงห้ามหมู่อำมาตย์เสนา ใครอย่าตื่นตระหนกตกใจ
อันกุมารนั้นหลานของข้าแน่ เที่ยงแท้มั่นคงไม่สงไสย
ท่านช่วยนำมรคาพาไป ให้เราได้พบพานพระหลานชาย
ขอเชิญภูวไนยไปด้วยกัน อย่ากลัวตัวสั่นมาผันผาย
อนิจายังขืนตื่นตะกาย ช่างไม่อายสาวสรรค์กำนัลใน

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระเชษฐายิ้มแห้งแถลงไข
วันนี้แข้งขาเหน็บชาไป จะคลาไคลสุดที่จะเหยียบยัน
ไปดูก่อนให้แน่เถิดแม่เอ๋ย เจ้าเปนคนคุ้นเคยกับหลานขวัญ
พี่จะคอยอยู่นี่ไม่หนีกัน สุพรรณไปเพื่อนชนนี

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ขนิษฐาว่าดูน่าบัดสี
อกเอ๋ยมีแต่กล้าทั้งตาปี ช่างพาทีแก้ไขไปร้อยคุ้ง
กลับจะใช้ให้น้องนี้ผันผาย พระเปนชายถอยหลังเหมือนดังกุ้ง
สุพรรณฟังเถิดซิสำนวนลุง จะใคร่แย่งให้ยุ่งเยินยับ
เชิญไปพอเปนเพื่อนอย่าเชือนช้า ถ้าเกิดเหตุสัญญาให้ท้าวปรับ
เราจะแอบมองดูอยู่ลับลับ แม้นมิใช่จึงกลับมาพลับพลา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏจึงตรัสว่า
จะไปก็ไปสิแก้วตา แต่ขอให้ข้านี้เดินกลาง
เจ้าเปนคนรู้จักมักจี่ จงเดินนำหน้าพี่ไปห่างห่าง
แล้วลงจากพลับพลากับสองนาง ให้เสนีนำทางจรจรัล

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ บัดนั้น อำมาตย์ยังกลัวตัวสั่น
พาลัดเลาะไปในไพรวัน ครั้นถึงที่สำคัญค่อยแอบดู
จึงกระซิบทูลนางพลางเขม้น นั่นแน่แลเห็นไวไวอยู่
นี่แล้วฤๅไรนะโฉมตรู จงดูให้แน่เถิดแม่คุณ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระเชษฐาคร้ามจิตรสกิดวุ่น
ถ้าผิดองค์จงบอกพี่เอาบุญ จะได้หมุนไปก่อนได้ซ่อนตัว

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางเกสรสุมณฑาให้คันหัว
จึงว่านี่อะไรตั้งใจกลัว จะหนีตัวออกวิ่งทิ้งกัน
ว่าพลางนางลอบเขม้นมอง ดูทำนองเห็นเปนพระหลานขวัญ
แล้วเทวีชี้ช่องให้สุพรรณ จงช่วยกันดูแลให้แน่ใจ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ ต่างจำสำคัญได้มั่นคง ก็วิ่งตรงเข้าหาหาช้าไม่
สร้วมสอดกอดองค์สังข์ศิลป์ไชย แล้วร้องไห้ไม่เปนสมประดี

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นว่าค่อยคลายวายโศกา จึงร้องเรียกเชษฐาเชิญมานี่
ได้ประสบพบลูกแล้วคราวนี้ ยังจะรีรอช้าอยู่ว่าไร

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏยังสงไสย
แต่ขยับลับล่อไม่ไว้ใจ ถ้ามิใช่ลูกชายสิตายจริง
พระชวนเสนาในไปเพื่อนตัว เขาสั่นหัวขัดขืนยืนนิ่ง
เข้าลูบหลังสั่งสอนวอนวิง เองอย่าทิ้งกูนะจะแทนคุณ
ขนิษฐาซ้ำเรียกเปนหลายครั้ง ท้าวยังคร้ามจิตรคิดว้าวุ่น
ถึงจะเปนจะตายก็ตามบุญ ชักดาบยี่ปุ่นออกถือไว้
ขืนแขงหฤไทยไคลคลา ออกจาพฤกษาสุมทุมใหญ่
ปากบ่นบริกรรมทุกหายใจ ตรงไปยังที่พระน้องยา

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ศิลป์ไชยโอรสา
บังคมทูลถามพระเจ้าอาว์ ผู้ชายที่มาด้วยนั้นใคร

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางเกสรสุมณฑาแถลงไข
นั่นคือบิดรของเจ้าไซ้ ตั้งใจมาหาพระลูกรัก
ความเกรงฤทธิ์พ่อเฝ้าท้อถอย เดินหง่อยพรั่นตัวกลัวหนัก
เจ้าจงอภิปรายทายทัก ให้รู้จักว่าลูกจะยินดี

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ปรีดิ์เปรมเกษมศรี
จึงบังคมบิดาแล้วพาที ใครนี่มายืนอยู่เก้กัง
ช่างตื่นเต้นตัวสั่นดูขันจริง ทำทีจะวิ่งไม่เหลียวหลัง
เมื่อเปนคนผูกไภยน้ำใจชัง ฤๅเซซังมาได้ไม่อายเลย
รู้จักมักจี่ใครนี่หนอ น่าหัวร่อหนักหนาเจ้าข้าเอ๋ย
พระแกล้งพูดจาว่าเปรียบเปรย แล้วทำเมินภักตร์เฉยไม่นำพา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏไม่กังขา
เห็นแม่นแท้แน่แล้วว่าลูกยา ความโสมนัศาเปนพ้นนัก
วิ่งเข้าสร้วมกอดแล้วกรรแสง พระสังข์เสแสร้งแกล้งทำผลัก
ท้าวตรัสปลอบองค์พระลูกรัก จงผินภักตร์มาพูดกับบิดา
พระแม่เจ้าเดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหน พ่อตั้งเนื้อตั้งใจออกมาหา
โทษพ่อผิดแล้วนะแก้วตา ได้เห็นแก่บิดามาง้องอน

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ผ่านเอยผ่านเกล้า ความเก่าในจิตรจงคิดก่อน
ว่าลูกชั่วสารพัดตัดรอน ให้ขับจากนครทั้งมารดา
ได้ความทุกข์ทนเปนพ้นไป ลูกอดอยากยากไร้อยู่ในป่า
ชีวิตรลูกรอดเปนตัวมา ก็เพราะพระมารดาบำรุงเลี้ยง
เห็นเปนขาดแล้วกับบิดร แต่ชาติก่อนทำกรรมไว้แท้เที่ยง
ไม่ควรภูวไนยจะใกล้เคียง ใช่จะเกี่ยงเลี่ยงเปนมารยา

ฯ ๖ คำ ฯ

ชาตรี

๏ ดวงเอยดวงจิตร ข้อนั้นพ่อผิดเปนหนักหนา
เปนเคราะห์เพราะเชื่ออ้ายโหรา ไม่ทันตรึกคราว่าร้ายดี
เขาชวนกันว่าชั่วก็กลัวไป จึงต้องจำใจให้ขับหนี
แต่รัญจวนครวญหาทุกราตรี พ่อนี้มิใช่จะไม่รัก
เจ้าเปนสาโลหิตของบิดา เกิดในภาราอาณาจักร
ถึงจากไกลไม่ได้มาฟูมฟัก ก็คงเปนลูกรักร่วมฤไทย
พ่ออุส่าห์มาง้อขอโทษ เจ้าจะโกรธจะขึ้งไปถึงไหน
แก้วตาอย่าละห้อยน้อยใจ พ่อจะรับกลับไปยังภารา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ พระเอยพระทรงธรรม์ ลูกไม่เศกสรรรำพรรณว่า
เมื่อขับไล่ไม่เลี้ยงพระมารดา ไพร่ฟ้าพลเมืองก็เลื่องฦๅ
เดี๋ยวนี้จะมารับกลับไป ฉวยกะไรจะมิอายเขาอิกฤๅ
ลูกกริ่งเกรงอันตรายเมื่อปลายมือ เพราะพระเชื่อถือทั้งหกนาง
อันสองมารดากับข้านี้ เข้าไปอยู่บุรีจะกีดขวาง
เชิญเสด็จคืนนครอย่านอนค้าง หกนางจะคอยละห้อยใจ
ตัวลูกนี่ฤๅไม่ถือโทษ จะขึ้งโกรธพระบิดานั้นหาไม่
แต่หากเจียมตัวด้วยกลัวไภย จะสู้อยู่ยากไร้กับมารดร

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ แก้วเอยแก้วตา ฉลาดว่าแคะไค้นี่ใครสอน
เฝ้ายกข้อเคืองขัดตัดรอน จะให้พ่อม้วยมรณ์เสียจริงจริง
ซึ่งแต่หลังงมเงาเฉาโฉด ก็สารภาพโทษเจ้าทุกสิ่ง
จงเมตตาบิดรได้วอนวิง อย่าเกรงกริ่งหฤไทยพิไรภ้อ
จะเศกเจ้าให้ครองอาณาจักร บำรุงรักษ์ด้าวแดนแทนพ่อ
ได้สืบวงศ์พงศ์เผ่าเหล่ากอ ใช่จะล่อลวงลูกให้หลงรัก
ว่าพลางทางถดเข้านั่งใกล้ อุ้มลูกสายใจขึ้นใส่ตัก
แล้วว่าแก่ขนิษฐานงลักษณ์ เจ้าช่วยปลอบหลานรักบ้างเถิดรา

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางเกสรสุมณฑาเสนหา
ยิ้มพลางทางตรัสแก่นัดดา จงฟังคำอาว์ว่าอย่าดึงดัน
ข้อผิดบิตุเรศได้ง้องอน เจ้าจงอดโทษกรผ่อนผัน
จะขุ่นเคืองเบื้องหน้าอาว์ประกัน นางรำพรรณปลอบยอบให้ชอบใจ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น นางสุพรรณเยาวยอดพิศมัย
ประนมกรวอนถามสังข์ศิลป์ไชย เหตุไรพระพี่หนีน้องมา
เคืองเข็ญเปนไฉนไม่บอกแจ้ง ทำให้เที่ยวแสวงกรรแสงหา
ปิ้มบรรไลยในกลางพนาวา แต่โศกาครวญคร่ำร่ำรัก
แค้นด้วยศรีสันท์มันเลียมและ เฝ้าเกาะแกะเกี้ยวพานหาญหัก
เขาข่มเหงน้องยาหนักหนานัก จะด่าสักเท่าไรไม่นำพา
มีแต่เจ็บช้ำระกำใจ คิดว่าจะไม่ได้มาเห็นหน้า
เพราะพระพี่ไม่มีเมตตา จึงแกล้งหนีน้องมาเสียทั้งนี้

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ตรัสตอบนางโฉมศรี
เจ้าว่าไยฉนั้นนะเทวี อย่าสงไสยว่าพี่แกล้งหนีน้อง
เปนเหตุด้วยทั้งหกเขาพาไป แกล้งผลักให้ตกเหวเปลวปล่อง
แต่กำสรดโศกาน้ำตานอง คิดคนึงถึงน้องกับพระอาว์
ถ้าแม้นอินทรามิมาช่วย ก็เห็นจะมอดม้วยสังขาร์
พระเล่าความแต่ต้นจนปลายมา เจ้าอย่ากินเหนงแคลงใจ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สามกระษัตริย์ฟังว่าน้ำตาไหล
ให้สงสารสังเวชหฤไทย ก็ร่ำไรโศกาจาบัลย์

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นค่อยคลายวิโยคโศกเศร้า ต่างโลมเล้ารับมิ่งสิ่งขวัญ
องค์พระบิดาจึงว่าพลัน อันอ้ายทั้งหกนั้นพ่อไม่ไว้
จะแก้แค้นแทนทำให้สาหัส ผูกมัดฟันเสียไม่ปราไส
จะฆ่าทั้งแม่มันตามกันไป เนื้อความนี้งดไว้ต่อถึงเมือง
พ่อคิดสงสารมารดาเจ้า มิโศกเศร้าทุกข์ตรอมผอมเหลือง
จะแค้นอกหมกมุ่นขุ่นเคือง ยังกระเดื่องกระด้างด้วยหมางใจ
บิดาจะใคร่ไปขอโทษ ให้หายโกรธข้างพ่อเปนข้อใหญ่
จะใคร่รับกลับคืนเข้าเวียงไชย ทั้งทรามไวยไกรสรสิงหรา
ยังขัดสนจนใจด้วยไม่รู้ ว่าเขาอยู่ที่ไหนจะไปหา
ขวัญเข้าเจ้าจงได้เมตตา ช่วยชักพาพ่อไปให้พบกัน

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์สำรวลสรวลสันต์
จึงสนองบัญชาบิดาพลัน ข้อนั้นเปนธุระของลูกยา
แต่จะไปเดี๋ยวนี้ยังมิได้ ด้วยพระแม่หมางใจอยู่หนักหนา
จงรั้งรอขอผัดสักเวลา จะไปว่าวิงวอนให้อ่อนใจ
แม้นสมคเนข้ามารดารับ จะรีบกลับมาแจ้งแถลงไข
เชิญเสด็จคืนยังพลับพลาไพร ลูกจะลาไปประเดี๋ยวนี้
ทูลพลางทางถวายอภิวาท แทบบาทบิตุเรศเรืองศรี
พระสั่งเสียขนิษฐานารี อัญชลีลาองค์พระเจ้าอาว์
แล้วจับศรเรืองฤทธิ์สิทธิศักดิ์ บ่ายภักตร์คลาไคลเข้าในป่า
สามกระษัตริย์แลตามจนสุดตา แล้วชวนกันกลับมาพลับพลาพลัน

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ พระสังข์มาถึงพระบุรี ขึ้นปราสาทศรีขมีขมัน
จึงไปหาสิงหราพูดจากัน น้องไปไพรวันได้ลาภมา
พบพระบิตุเรศที่กลางดง ทั้งพระอาว์กับองค์ขนิษฐา
จะมาง้อขอดีด้วยมารดา ให้เราสองราช่วยว่าวอน
จะสำออยอ้อยอิ่งให้เต็มที่ กว่าพระชนนีจะโอนอ่อน
ไม่สมคิดผิดชอบก็ไม่นอน จะวิงวอนเสือกซบรบเร้า
ว่าแล้วพากันเข้าในห้อง กราบสองมารดาบังเกิดเกล้า
ทำบรรธมทับลงกับเพลา คลึงเคล้าเย้ายีปรีดา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมารดรแสนสุดเสนหา
ลูบไล้ไปทั่วทั้งกายา จำนรรจาหยอกหยิกซิกชี้

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์แกล้งทำเกษมศรี
จะใคร่ทูลแถลงแจ้งคดี กริ่งเกรงชนนีจะตีรัน
แต่ดูเนตรเชษฐาไม่ว่าออก คิดย้อนยอกป้องปิดบิดผัน
ทำชอ้อนวอนว่ามารดาพลัน นึกจะถามสักวันก็พรั่นใจ
ถ้าแม้นพระพ่อมาง้องอน มารดรจะดีด้วยฤๅไม่
จะมึนตึงขึ้งโกรธกันทำไม ลูกยาจะใคร่ให้ดีกัน
ไม่คิดสงสารข้ากำพร้าพ่อ มีแต่เขาหัวร่อเย้ยหยัน
ลูกทุกข์ร้อนนอนละเมอไม่เว้นวัน เห็นจะอาสัญเสียเที่ยงแท้
นิจาเอ๋ยแต่กำเนิดเกิดมา มิได้เห็นบิดาว่าหนุ่มแก่
ลูกไม่แกล้งว่าสาระแน พระแม่ทั้งสองจงตรองดู

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางประทุมฟังเรื่องให้เคืองหู
ดูลูกเจ้ากรรมจะทำภู นางขู่รู่สมทบกลบความ
ขืนออกชื่อบิดามันน่าตี เออนี่ใครใช้ให้ไต่ถาม
เฝ้าจู้จี้มิฟังแม่ห้ามปราม ไม่มีความยำเยงเกรงกลัว

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ฟังแถลงแกล้งยิ้มหัว
จึงว่าเพราะเคราะห์กรรมมาถึงตัว พเอิญให้ลืมกลัวพระมารดา
ซึ่งโทษลูกผิดพลั้งครั้งนี้ จะทำโพยโบยตีก็ไม่ว่า
ขอแต่ให้ชนนีมีเมตตา พ่อมาแล้วดีเสียด้วยกัน
สิงหราพลอยว่าแม่ทั้งสอง คำน้องว่าจริงจงผ่อนผัน
อย่าถือขึ้งถือโกรธคุมโทษทัณฑ์ ดีกันเสียเถิดกับบิดา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางประทุมกริ้วโกรธโอรสา
จึงว่าสังข์ศิลป์ไชยไอ้สิงหรา ใครสั่งสอนมาฤๅว่าไร
มิให้พูดเรื่องนี้ก็มิฟัง ไม่ตีเสียมั่งหาจำไม่
ว่าพลางนางยุดตัวไว้ ผูกมือเข้าได้ฉวยไม้ตี

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น นวลนางไกรสรโฉมศรี
เห็นลูกทั้งสองร้องเต็มที ปรานีนางทูลขอโทษกร
แก้เชือกแล้วพามาซักถาม เนื้อความทั้งนี้ใครสั่งสอน
ฤๅไปประสบพบบิดร จึงเฝ้ามาวิงวอนพระมารดา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์เหลียวซ้ายแลขวา
เห็นพระแม่อยู่ไกลไม่ตามมา จึงบอกแจ้งกิจจาสารพัน
วันนี้ลูกลามารดาไป พบพ่อที่ในไพรสัณฑ์
ทั้งสุพรรณพระอาว์มาด้วยกัน เล่าความเดิมนั้นให้ลูกฟัง
แล้วว่าจะมาง้อขอโทษ ไม่ขึ้งโกรธพระแม่เหมือนแต่หลัง
เชิญสององค์คงคืนไปครองวัง พระตรัสสั่งให้ข้ามาวิงวอน
ถ้าแม้นชนนีไม่ดีด้วย ให้ลูกช่วยว่ากล่าวแม่ไกรสร
แม่อย่าเคืองขัดตัดรอน จงช่วยกันอ้อนวอนพระมารดา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางไกรสรได้ฟังไม่กังขา
หุนหันโมโหโกรธา ตวาดว่าดูดู๋สังข์ศิลป์ไชย
ไปคบคิดกับพ่อมาก่อความ ที่นี้มันงามทั้งห้าไร่
ชอบแต่ตีซ้ำให้หนำใจ แล้วกลับไปทูลนางประทุมา
สนุกจริงแล้วขาน่าหัวร่อ ลูกไปพบพ่อที่ในป่า
วิงวอนสอนให้มาพูดจา เมื่อกระนี้จะว่าประการใด

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางประทุมเคืองขัดอัชฌาไศรย
น้อยฤๅลมลิ้นสังข์ศิลป์ไชย ขอบใจทั้งอ้ายสิงหรา
มิเสียทีที่เกิดในอุทร เพื่อนเจ็บเพื่อนร้อนด้วยหนักหนา
สั่งสอนเท่าใดไม่นำพา เถิดอย่าเลี้ยงดูมันสืบไป
ว่าพลางย่างเยื้องเข้าในที่ ตามมาจะตีไม่ปราไส
ให้นางไกรสรหาไม้ วางไว้บนแท่นทำโกรธา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์น้อยค่อยพูดกับเชษฐา
จะทำกะไรดีพี่สิงหรา พระมารดาเคืองขัดตัดรอนเรา
จำจะไปวิงวอนผ่อนผัน ถึงตีรันก็จะทำอย่างไรเล่า
ผิดชอบสองคนเราทนเอา แล้วจูงมือกันเข้าไปเมียงมอง
เห็นไม้เรียวเสียวจิตรคิดพรั่น เกียจกันมิใคร่เข้าในห้อง
แขงใจเต็มทีทั้งพี่น้อง ค่อยย่างย่องก้มกรานคลานมา
นั่งริมแท่นสุวรรณบรรจฐรณ์ เห็นมารดรเมินอยู่ไม่ดูหน้า
จึงจับพัดอยู่งานให้มารดา แล้ววอนว่าพาทีพิรี้พิไร
พระแม่เจ้าประคุณของลูกแก้ว ไม่ดีด้วยพ่อแล้วฤๅไฉน
ลูกเปนกำพร้าน่าอายใจ นานไปเขาจะฦๅออกอื้ออึง

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางประทุมพิโรธโกรธขึ้ง
จึงว่าน้อยฤๅช่างดื้อดึง ถูกตีทีหนึ่งแล้วมิฟัง
ขืนจะเฝ้าอ้อยอิ่งวิงวอน นี่เนื้อแท้เตือนค้อนใส่สันหลัง
ยิ่มห้ามยิ่งว่าน่าชิงชัง จะให้ตีอิกกระมังสังข์ศิลป์ไชย

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกุมารพี่น้องร้องไห้
แล้วแกล้งปฤกษากันทันใด พระชนนีมิได้เมตตา
ตัวเราเดี๋ยวนี้ไม่มีพ่อ ก็เปนข้ออับอายขายหน้า
ตายเสียเห็นจะสิ้นนินทา อยู่ไปไพร่ฟ้าจะเลื่องฦๅ
ว่าพลางทางชักพระขรรค์แก้ว จะเชือดคอเสียแล้วให้ลับชื่อ
สิงหราคว้าเชือกที่ผูกมือ จะปีนขึ้นบนขื่อผูกคอตาย

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองนางตัวสั่นขวัญหาย
ตรงเข้าสร้วมสอดกอดลูกชาย น้อยฤๅใจร้ายใช่พอดี
ว่าพลางนางยุดพระขรรค์ไว้ สังข์ศิลป์ไชยทำว่าอย่าจู้จี้
นางกลัวลูกจะตายวายชีวี จึงว่าแม่จะดีด้วยบิดา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์วางพระขรรค์หรรษา
ก้มเกล้ากราบกรานมารดา พูดจาแก้ไขในทำนอง
ลูกจะรับบิดามาบุรี ให้พบกับชนนีทั้งสอง
แต่จะแต่งบ้านเมืองให้เรืองรอง ด้วยฤทธิ์ของลูกน้อยในพรุ่งนี้
ว่าพลางทางขยดเข้าใกล้ นั่งนวดฟั้นให้นางโฉมศรี
สิงหราโบกปัดพัดวี พูดจาพาทีกันไปพลาง

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ ครั้นดาวเดือนเลื่อนลับเมฆา สุริยารุ่งแจ้งแสงสว่าง
พระสังข์บังคมลาสองนาง แล้วทรงศรมากลางเกยลา

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงตั้งจิตรพิศฐานเสี่ยงศร ขอจงร้อนถึงดาวดึงษา
ให้ท้าวสหัสไนยนำเทวา มาช่วยข้าตกแต่งพระเวียงไชย
เสี่ยงพลางทางขึ้นธนูศิลป์ ฟ้าดินกัมปนาทหวาดไหว
ผาดแผลงไปพลันทันใด สะท้านถึงตรึงษ์ไตรด้วยฤทธา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

ยานี

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวสหัสไนยนาถา
เสด็จออกฝูงเทพเทวา ยังน่าสิงหบัญชรไชย
ได้ยินเสียงสนั่นครั่นครึก อมรินทร์เร่งนึกสงไสย
จึงส่องทิพเนตรลงไป เห็นพระสังข์ศิลป์ไชยอันเรืองฤทธิ์
จะจัดแจงแต่งที่พระนคร จึงแผลงศรมาให้เราแจ้งจิตร
จำจะลงไปช่วยนฤมิตร ให้สมคิดพระสังข์ครั้งนี้

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ คิดพลางชวนนางสุจิตรา ทั้งสุรางค์นางฟ้าทุกราษี
พร้อมเทพเทวัญจันทรี พากันจรลีลงมา

ฯ ๒ คำ ฯ โคมเวียน

๏ ครั้นถึงจึงเรียกสังข์ศิลป์ไชย มาพูดจาปราไสหรรษา
เราจะช่วยจัดแจงแต่งภารา ให้สมดังจินดาอย่าร้อนใจ
ตัวเจ้าเล่าก็รู้จักงาม คอนติเตือนเอาตามอัชฌาไศรย
ว่าพลางทางขึ้นบนเกยไชย สหัสไนยนฤมิตรด้วยฤทธา

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

ยานี

๏ เปนปราสาทราชฐานบ้านช่อง เรืองรองล้วนแก้วแววเวหา
มีกำแพงสามชั้นเปนหลั่นมา เทวาเฝ้าประตูอยู่ทุกชั้น
แถวถนนหนทางรโหฐาน นางฟ้านั่งร้านเปนหลั่นหลั่น
ขายสินค้าผ้าผ่อนแพรพรัน ทั้งรูปโฉมโนมพรรณพึงใจ
น่าพระลานล้วนแก้วผลึกลาด แลปลาดลื่นเลื่อมดังน้ำไหล
แล้วจัดเปนสาวสรรค์กำนัลใน คอยช่วงใช้ที่ปรางค์ปราสาททอง
ให้นางสุจิตราสุชาดา อยู่ด้วยประทุมาที่ในห้อง
จึงบอกสังข์ศิลป์ไชยดังใจปอง การของเจ้าเสร็จทั้งภารา

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระสังข์บังคมด้วยหรรษา
จึงทูลว่าข้าน้อยจะขอลา ออกไปรับบิดามาวังใน
ว่าพลางจัดแจงแต่งองค์ สอดทรงเครื่องทิพย์สุกใส
จับศรพระขรรค์อันเกรียงไกร รีบไปที่ประทับพลับพลา

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงตรงเข้าในห้อง บังคมสองกระษัตริย์หรรษา
ปราไสสุพรรณกัลยา พูดจาสรวลสันต์สำราญใจ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระบิดายินดีจะมีไหน
กอดจูบลูบหลังสังข์ศิลป์ไชย อย่าเพ่อพูดอื่นไปเลยลูกรัก
เจ้าเข้าไปได้การบ้างฤๅเปล่า จงเล่าความไปให้ประจักษ์
มารดายังพิโรธโกรธขึ้งนัก ฤๅลูกรักวิงวอนค่อยอ่อนใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ทูลแจ้งแถลงไข
เมื่อลูกบอกออกนามภูวไนย แม่โกรธนี่กะไรหาไม้เรียว
ห้ามมิให้ว่าข้าขืนว่า ท่านหวดซ้ายป่ายขวาจนขาเขียว
แล้วจับลูกผูกมือด้วยเชือกเกลียว ข้ากัดฟันเกรี้ยวเกรี้ยวไม่เกรงกลัว
แม่ไกรสรวอนขอโทษไว้ แก้มือเสียได้ค่อยยังชั่ว
ลูกแกล้งทำมารยาจะฆ่าตัว พระแม่กลัวจะตายมายุดไว้
ลูกเสแสร้งแกล้งทำฮึดฮัด สบิ้งสบัดจะหนีออกให้ได้
พระแม่ตระหนกตกใจ รับไว้ว่าจะดีด้วยบิดา

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏสำรวลร่า
ช่างไม่ย่อท้อพ่อนี้นา น้อยฤๅแข้งขายังเปนแนว
แล้วหยิบพานหมากมาค้นหาไพล ฝนทารอยไม้ให้ลูกแก้ว
กอดจูบลูบไล้ไม่รู้แล้ว ผ่องแผ้วพระไทยทรงธรรม์
พลางเตือนลูกยาช้าไยเล่า จงพาพ่อเข้าไปเขตรขัณฑ์
จะได้พบมารดาพูดจากัน ง้องอนผ่อนผันให้เต็มที
แล้วสั่งพระน้องกับนัดดา เจ้าจงอยู่พลับพลาทั้งสองศรี
ว่าพลางย่างเยื้องจรลี มาเข้าที่ชำระสระสรงน้ำ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ลูบไล้สุคนธ์ปนปรุง หมายจะให้หอมฟุ้งไปยังค่ำ
นุ่งผ้ายกทองท้องช้ำ คาดเข็มขัดทองคำชมพูนุท
ฉลององค์ทรงเครื่องเรืองอร่าม พิศดูตัวงามดังเทพบุตร
สอดทรงธำมรงค์เรือนครุฑ กลัวจะหลุดเลือกใส่ที่ได้นิ้ว
ทรงมงกุฏเก็จเพ็ชรกระจ่าง ผูกสายรัดคางจนหน้านิ่ว
หยิบกระจกมาส่องลองเล่นคิ้ว เศกขี้ผึ้งผัดผิวภักตรา

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นเสร็จเสด็จยุรยาตร ดำเนินนาดกรกรายซ้ายขวา
ยืนยั้งสั่งเสียสุมณฑา แล้วชวนพระลูกยาคลาไคล

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

เพลงกระบอก

๏ ครั้นถึงเห็นเมืองเรืองอร่าม ล้วนแก้วเก้าเงางามสุกใส
ท้าวนึกตระหนกตกใจ เออเมืองอะไรนี่ลูกรัก
ปรางค์มาศราชฐานแต่ล้วนแก้ว ปลาดแล้วแลดูไม่รู้จัก
พ่อเห็นต่อจะเปนเมืองยักษ์ กลับเถิดลูกรักอย่าอยู่นาน

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ยิ้มพลางทางว่าขาน
เมืองนี้ไม่มียักษ์มาร โน่นปราสาทราชฐานพระมารดา
เชิญเสด็จเข้าไปในวัง อย่ารอรั้งอยู่เลยฟังลูกว่า
สารพัดไพรีไม่มีมา พระบิดาอย่าประหวั่นพรั่นใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏยังสงไสย
เอาสัญญาว่าแก่สังข์ศิลป์ไชย ฉวยกะไรอย่าวิ่งทิ้งบิดา
ว่าพลางย่างเยื้องจรจรัล ถึงประตูเทวัญอยู่รักษา
ท้าวเขม้นเห็นเทพเทวา ตกประหม่าเหลียวแลลนลาน
ผินหน้ามาสกิดลูกชาย ดูดู๋เห็นจ้านายไม่บอกขาน
แล้วทรุดนั่งตั้งท่าจะกราบกราน พระกุมารฉวยฉุดยุดมือไว้
แล้วว่าเขาเหล่านี้นายประตู เอออะไรไม่ดูด่วนนั่งไหว้
ว่าพลางทางพากันคลาไคล เข้าไปถึงประตูชั้นกลาง

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เทวาเฝ้าประตูอยู่สองข้าง
แกล้งแผลงฤทธาถืองาช้าง กัดต่างท่อนอ้อยอร่อยใจ
แลเห็นพระยาหน้าตาตื่น ยิ้มพลางทางยื่นอ้อยให้
แล้วว่าท้าวมาแต่ทางไกล กินแล้วจึงไปให้สำราญ
ท้าวกัดไม่ออกบอกลูกน้อย เอออ้อยอะไรจึงไม่หวาน
สังข์ศิลป์ไชยว่าน่ารำคาญ อ้อยตาลอะไรที่ไหนมี
งาช้างทั้งอันไม่เห็นฤๅ ยังจะถือไว้ได้ไม่บัดสี
ว่าพลางทางพาจรลี มาถึงที่ปราการกั้นชั้นใน

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เทวัญซึ่งอยู่ประตูใหญ่
ถือเพ็ชรเกร็ดกินสบายใจ เห็นท้าวเข้ามาใกล้ก็แย้มยิ้ม
แล้วว่าไปไหนมาพระยาพี่ ดูท่วงทีโศกเศร้าเหงาหงิม
นี่แน่ขาข้าให้ลูกทับทิม ลองชิมดูสักหน่อยอร่อยนัก
ท้าวกัดไม่ออกบอกว่าแข็ง ทับทิมแห้งเคี้ยวมันกลัวฟันหัก
ว่าพลางทางยื่นให้ลูกรัก เจ้าลองดูสักสองสามเม็ด
พระสังข์ยิ้มพลางทางว่า เมื่อตะกี้กัดงายังไม่เข็ด
เดี๋ยวนี้จะซ้ำมากินเพ็ชร เชิญเสด็จไปเถิดอย่าหยุดเลย

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบิดาหน้าเก้อแกล้งเชือนเฉย
ได้ยินเขาหัวเราะเยาะเย้ย ยิ่งขวยเขินเดินเลยรีบมา

ฯ ๒ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ ถึงท้องตลาดใหญ่ใกล้วัง เห็นนางนั่งร้านรายทั้งซ้ายขวา
รูปโฉมโนมพรรณเพียงขวัญตา พิศผ้านุ่งห่มก็สมตัว
ขายล้วนแก้วแหวนเงินทอง สิ่งของอย่างดีไม่มีชั่ว
เห็นรูปเขางามงามให้คร้ามกลัว ก้มตัวดำเนินเดินไป
ฝูงนางแม่ค้าก็ร้องหยอก นี่พระยาบ้านนอกจะไปไหน
แวะมานั่งเล่นก่อนเปนไร ดูดู๋นิ่งเสียได้ไม่พาที
นางหนึ่งจึงร้องเรียกหา ซื้ออะไรฤๅขาพระยาพี่
ทั้งแพรทั้งผ้าของข้ามี ล้วนดีดีดูเล่นก็เปนไร
ลางนางบ้างบอกขายแหวน มาซื้อเพ็ชรรังแตนให้เมียใส่
ดูดู๋แกล้งเดินเลยเฉยไป พลางเข้าใกล้จับมือยื้อยุด
นางหนึ่งจึงถามว่านี่ฤๅ ที่ชื่อพระยาเสนากุฏ
ท้าวสะบัดมือนางพลางรีบรุด เดินสดุดร้านรวงเขาร่ำไป

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ ถึงพระลานที่ลาดแก้วผลึก เห็นแวววาวท้าวนึกว่าน้ำไหล
เหลียวหน้ามาถามสังข์ศิลป์ไชย เราจะข้ามอย่างไรเล่าลูกอา
เรือจ้างที่นี่มีฤๅเปล่า ให้เบี้ยเขาข้ามส่งขึ้นถึงท่า
พ่อดูน้ำฦกราวสักเก้าวา จะว่ายข้ามคงคาแสนสุดใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์สรวลสันต์ไม่กลั้นได้
จึงว่าพระบิดานี่อะไร มิใช่น้ำท่าอย่ารอรั้ง
แก้วผลึกเขาลาดดาษพื้น แต่เห็นเหมือนคลื่นก็ถอยหลัง
เชิญเสด็จเดินไปเข้าในวัง อย่าได้หยุดยั้งฟังลูกยา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบิตุรงค์สงไสยเปนหนักหนา
จึงว่าน้ำเห็นแน่อยู่แก่ตา ยังเถียงว่าเปล่าเปล่าอิกเจ้ากรรม
พระสังข์เข้าพยุงจูงย่างย่อง ท้าวร้องว่าอย่าอย่าจะถลำ
ยืนหยุดทรุดนั่งเอามือคลำ มิใช่น้ำจริงจริงของเจ้าแล้ว
งวยงงหลงแลตลึงตะไล พิศวงหลงใหลด้วยแสงแก้ว
พระลูกรักตักเตือนให้คลาศแคล้ว ไปตามแนวถนนในวัง

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงปราสาทแก้วแววไว สาวสรรค์กำนัลในอยู่พร้อมพรั่ง
เห็นสามนางนฤมลบนบัลลังก์ ท้าวตั้งตาดูเปนครู่พัก
แต่ละองค์ทรงโฉมมิใช่ชั่ว แปลกเมียของตัวไม่รู้จัก
เหลียวหน้ามากระซิบถามลูกรัก ประหลาดนักมารดาเจ้าองค์ใด

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ฟังคำทำบอกใบ้
เห็นพ่อแลเปล่าไม่เข้าใจ แกล้งเดินเข้าไปมิได้ช้า
ขึ้นนั่งบนเตียงเคียงพระแม่ แล้วแลดูพ่อพยักหน้า
แสร้งทำแย้มสรวลชวนพูดจา จะให้พระบิดาแจ้งใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏยังสงไสย
เข้ามานั่งแอบหลังสังข์ศิลป์ไชย ดูไม่ตระหนักประจักษ์ตา
จึงถามเปนแยบคายปรายเปรย คนไหนแม่เจ้าเอ๋ยเมียของข้า
องค์นั้นฤๅองค์นี้เจ้าพี่อา ผัวตามมาหาจงปรานี

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสุชาดาว่าบัดสี
ไม่เคยพบเคยเห็นเช่นนี้ เข้ามาได้ไล่ชี้เสียทุกคน
กลางวันแสกแสกว่าแปลกหน้า ดูเปนครู่หูตาไม่เห็นหน
ฤๅว่าถูกเสน่ห์เล่ห์กล ฤทธิ์เดชเวทมนต์เข้าจับตา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏพูดแก้หน้า
ข้าไม่มีโมโหโกรธา ตามแต่เจ้าจะว่าเถิดเทวี
จะขอถามแม่แต่ตามซื่อ ตัวเจ้าแลฤๅเปนเมียพี่
อย่าถือโกรธโกรธาให้ช้าที บอกกันดีดีเถิดแม่คุณ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสุชาดาเห็นว้าวุ่น
จึงว่าข้าไม่รู้จักมักคุ้น อย่าแม้เจ้าแม่คุณเข้ามาเลย
ลูกเมียอยู่ไหนไม่ไปหา ช่างโดนเดาเข้ามาทำหน้าเฉย
ว่าพลางหัวเราะเยาะเย้ย เจ้าข้าเอ๋ยท้าวเธอเก้อแล้วซิ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏสิ้นสติ
จึงว่ากับพระสังข์เจ้าช่างริ มานั่งนิ่งมิอยู่ทำไม
ไหนว่าแม่นัดให้มาหา คิดว่าคนนี้ก็มิใช่
ขืนอยู่ที่นี่จะมีไภย พาพ่อกลับไปเสียพลับพลา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์นั่งยิ้มอยู่ในหน้า
จึงค่อยค่อยสกิดบิดา พลางกระซิบบอกว่าพระอย่ากลัว
แล้วผินหน้ากราบกรานพระมารดร อย่าเคืองขัดตัดรอนเลยทูลหัว
พ่อข้าเสงี่ยมเจียมตัว ยำเยงเกรงกลัวนี้สุดใจ
ควรฤๅพระองค์ไม่สงสาร ยังจะทำทรมานไปถึงไหน
แกล้งพูดจาพาทีพิรี้พิไร พลางพยักหน้าให้พระบิดา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏไม่กังขา
รู้แน่ว่านางประทุมา จึงพูดจาโอนอ่อนวอนวิง
อนิจาเจ้าประทุมของผัวเอ๋ย มาเชือนเฉยผินหลังนั่งนิ่ง
เมื่อตะกี้พี่แปลกเจ้าจริงจริง ด้วยงามยิ่งกว่าเก่าเปนเท่าไร
อันโทษตัวผัวผิดนั้นล้นพ้น เพราะเชื่อคนยุยงหลงใหล
เจ้าจงเงือดงดอดใจ อย่าได้ถือโกรธคุมโทษทัณฑ์
บัดนี้ผัวกลับมารับเจ้า จงคืนเข้านิเวศน์เขตรขัณฑ์
อีคนชั่วตัวร้ายเหล่านั้น ทั้งเจ็ดชั่วโคตรมันจะบรรไลย

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางประทุมเทวีศรีใส
ฟังท้าวเธอว่าน่าอาไลย ค่อยเหือดหายคลายใจที่โกรธา
ครั้นจะพาทีดีด้วย นึกสเทินเขินขวยขายหน้า
แกล้งผินหลังนั่งนิ่งไม่พูดจา วอนว่าเท่าไรไม่ไยดี

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสุจิตรามารศรี
เห็นนางไม่พูดจากับสามี จึงพาทีแทนไปดังใจจง
แน่ขาหม่อมพ่อสังข์ศิลป์ไชย เปนกะไรซื่อนักรักใหลหลง
เชื่อถ้อยคำฟังคำเขายุยง พระองค์ไม่พิจารณา
ลูกของใครมีอยู่ที่ไหน เหมือนสังข์ศิลป์ไชยโอรสา
ศรสังข์พระขรรค์อันศักดา สำหรับมือถือมาแต่ในครรภ์
ยังเชื่อคำเขาว่าเปนกาลี ขับหนีเสียจากเขตรขัณฑ์
นี่ได้คิดแล้วฤๅพระทรงธรรม์ จึงงกงันตามมาถึงป่าไม้
นี่หากว่าเห็นแก่ลูกแก้ว หาไม่แล้วพระองค์อย่าสงไสย
ถ้าทีหลังยังเปนเช่นนี้ไป จะสัญญาว่ากะไรเร่งว่ามา

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏก็หรรษา
ให้ถ้อยยำคำมั่นสัญญา ทีหลังข้าไม่เปนเช่นนั้น
ถึงนางผิดพลั้งอย่างไร จะเงือดงดอดใจไม่หุนหัน
อันถ้อยคำคนอื่นสักหมื่นพัน จะไม่เชื่อถือมันจนบรรไลย

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสุชาดาว่าพอจะฟังได้
คำท้าวคราวนี้เห็นจริงใจ ลองเชื่อเธอไว้ดูสักที
หากว่าถ้าแม้นไม่เหมือนปาก จะไปพรากมิให้อยู่ด้วยโฉมศรี
ถึงตามมาก็ไม่ไยดี ที่นี้ยกโทษเสียสักคราว
ว่าพลางทางชวนกันสรวลสันต์ แล้วเรียกนางกำนัลสาวสาว
จงจัดแจงแต่งเครื่องทั้งหวานคาว มาให้ท้าวเสวยสักเวลา

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏนาถา
เสวยเครื่องเอมโอชโภชนา ล้วนทิพโอชาชอบใจ
ชมว่าอร่อยดีมีรศมือ เจ้าประทุมทำฤๅใครทำให้
ยิ่งกินยิ่งอยากมากไป ช่างกะไรเข้าของไม่พร่องตา
นึกสงไสยจิตรผิดปลาด ขัดสมาธิ์เสวยไม่เงยหน้า
จนก้มไม่ลงทรงกายา ท้าวยังบ่นว่าไม่อิ่มใจ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระสังข์เตือนว่าอัชฌาไศรย
แต่เบาเบาเท่านั้นเถิดเปนไร อย่าให้เหลือขนาดมาตรา
ยังไม่เคยเสวยของเช่นนี้ พระนาภีจะพังฟังลูกว่า
ทูลพลางทางยกเอาเครื่องมา พระบิดาฉวยฉุดยุดแย่งไว้
หยิบของใส่โอษฐโกรธลูกน้อย ยังไม่อิ่มสักหน่อยเอาไปไหน
ดูเถิดยิ่งว่ายิ่งคร่าไป พ่อไหว้แล้ววางลงดีดี

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น นางประทุมร้องว่าน่าบัดสี
ไกรสรเอ๋ยจงดูพระภูมี กิริยาพาทีกะไรเลย
เวียนวิงชิงลูกกินเข้าของ เดี๋ยวนี้ท้องจะแตกแล้วกรรมเอ๋ย
ลูกผัวเช่นนี้ข้ามิเคย เขาเยาะเย้ยพลอยอายขายหน้าตา

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏหรรษา
เสร็จเสวยเอมโอชโภชนา แลดูสุริยาเย็นรอนรอน
จึงตรัสชวนเมียขวัญทันใด ทั้งพระสังข์ศิลป์ไชยนางไกรสร
จงจัดแจงแต่งองค์บังอร จะคืนเข้าพระนครเห็นยังวัน

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางประทุมวิโยคโศกศัลย์
จำเปนจำจะจรจรัล จึงชวนกันแต่งองค์อลงการ์
แล้วชวนลูกยากับสามี ไปเฝ้าท้าวโกสีย์ที่ข้างน่า
ทูลว่าข้าขอบังคมลา เข้าไปยังปัญจาล์กรุงไกร

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อมรินทร์ยิ้มแย้มแจ่มใส
จึงว่าแถวทางเปนกลางไพร จะช่วยไปส่งถึงที่พลับพลา
ว่าพลางสั่งวิศณุกรรม์ จงเตรียมเทวัญซ้ายขวา
อิกทั้งรถทรงอลงการ์ อย่าช้าเร่งรัดบัดนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระวิศณุกรรม์เรืองศรี
รับสั่งพระอินทร์ด้วยยินดี มาเตรียมพร้อมตามมีพระบัญชา

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏนาถา
จึงชวนนวลนางประทุมา กับพระลูกยาคลาไคล
ออกจากห้องท้องพระโรงรูจี นางเทวีเศร้าสร้อยละห้อยไห้
เหลียวดูปรางค์มาศปราสาทไชย อาไลยมิใคร่จะจรลี
ท้าวเสนากุฏหยุดปลอบนาง ให้เสื่อมส่างเศร้าหมองทั้งสองศรี
แล้วพานางย่างเยื้องจรลี ออกไปยังที่เกยลา

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ให้โฉมยงทรงรถบัลลังก์ ท้าวกับพระสังข์ร่วมรถา
โกสีย์กับเจ้าสิงหรา นำพลเทวาเข้าไพรวัน

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงพลับพลาที่อาไศรย จึงให้หยุดพวกพลขันธ์
ลงจากรถแก้วแพรวพรรณ บังคมคัลองค์อัมรินทรา
สหัสไนยให้พรแล้วลากลับ เลิกทัพไปดาวดึงษา
ท้าวชวนนวลนางประทุมา ขึ้นสู่พลับพลาทันใด

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ นั่งเหนือแท่นสุวรรณบรรจง กับองค์นางประทุมศรีใส
เรียกพระน้องนัดดายาใจ ให้ออกมาไหว้เมียรัก

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางประทุมเทวีมีศักดิ์
จึงปราไสสององค์นงลักษณ์ น่ารักรูปร่างช่างคล้ายคลึง
นี่ฤๅชื่อว่านางสุพรรณ สังข์ศิลป์ไชยนั้นเฝ้าบ่นถึง
ทั้งป้ารู้ข่าวเจ้าเฝ้ารำพึง เหมือนหนึ่งมิตรจิตรมิตรใจ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสุพรรณนบนิ้วสนองไข
เมื่อพลัดพรากจากพี่สังข์ศิลป์ไชย ข้าร้องไห้อยู่กับพระมารดา
สุดแสนโศกเศร้าทุกเช้าค่ำ เจ็บช้ำน้ำใจก็หนักหนา
นางเล่าความแต่ต้นจนปลายมา ต่างทรงโศการ่ำไร

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏเปนใหญ่
จึงตระโบมโลมเล้าเอาใจ ปลอบให้ส่างทรงโศกา
แล้วชวนเทวีทั้งสี่องค์ ไปขึ้นทรงพิไชยรถา
เคลื่อนพหลพลไกรไคลคลา ตรงไปปัญจาล์ธานี

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงประทับกับเกยทอง ชวนพระน้องนัดดามเหษี
ลงจากราชรถรูจี จรลีเข้าท้องพระโรงไชย

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ท้าวเสด็จขึ้นนั่งบัลลังก์อาศน์ พรั่งพร้อมอำมาตย์น้อยใหญ่
จะปฤกษาถ้อยความตามแค้นใจ จึงตรัสสั่งสาวใช้มิได้ช้า
เองจงเข้าไปในวัง บอกทั้งหกนางมาข้างน่า
ให้พร้อมพรั่งทั้งหกลูกยา เร่งรีบออกมาประเดี๋ยวนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สาวใช้รับสั่งใส่เกษี
ชวนกันวางวิ่งเปนสิงคลี ไปที่ตำหนักกัลยา

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงทูลเยาวมาลย์ พระผู้ผ่านกรุงไกรให้หา
เชิญเสด็จไวไวอย่าได้ช้า ทั้งพระลูกยาไปด้วยกัน

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หกนางคนผิดคิดพรั่น
ซักไซ้ไต่ถามนางกำนัล รู้ว่าทรงธรรม์รับเมียมา
ต่างคนตระหนกตกใจ ปลอบโยนสาวใช้ให้คอยท่า
พลางพยักกวักเรียกลูกยา เข้ามาห้องในแล้วไล่เลียง
ไหนเล่าเจ้าบอกกับแม่ไว้ ว่าสังข์ศิลป์ไชยตายเท้เที่ยง
เดี๋ยวนี้เขาไปพามาพร้อมเพรียง จะรู้ที่ถุ้งเถียงมันอย่างไร

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกุมารหกองค์ยิ่งสงไสย
ต่างว่าน่าอัศจรรย์ใจ เมื่อข้าได้ชุลมุนรุนบั้นเอว
ผลักตกหกคะเมนลงเหวผา สำคัญว่าเลือดเนื้อมันแหลกเหลว
ดีร้ายอ้ายผีท้องเลว ที่อยู่ในเหวมาช่วยกัน
จึงไม่ม้วยมอดรอดมาได้ เปนจนใจมิรู้จะผ่อนผัน
ผิดชอบไล่เลียงก็เถียงกัน พระมารดาอย่าพรั่นจงออกไป
ว่าพลางต่างองค์ทรงเครื่อง ย่างเยื้องออกจากตำหนักใหญ่
หกนางเดินน่าคลาไคล ออกไปพระโรงรจนา

ฯ ๘ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึงคลานเข้าไปเฝ้า ก้มเกล้าบังคมเหนือเกษา
พรั่นตัวกลัวเกรงพระอาญา ภาวนางึมงำร่ำไป

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเสนากุฏเปนใหญ่
จึงถามหกลูกรักซักไซ้ เดี๋ยวนี้อาว์พาไปได้หลานมา
สมคำของนางที่อ้างอิง เห็นจริงประจักษ์หนักหนา
เจ้าจงแจ้งความตามสัจจา อย่ามุสาว่ากล่าวเยื้องยัก

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น กุมารทั้งหกเพียงอกหัก
มิใคร่ออกคำละล่ำละลัก จิตรใจทึกทักทูลไป
อันสังข์ศิลป์ไชยคนนี้ จะรู้จักมักจี่ก็หาไม่
เขาว่ารับอาว์มานั้นไซ้ คือใครรู้บ้างอ้างออกมา
กลับเปนเช่นนี้ทีเดียวหนอ น่าใคร่หัวร่อให้หนักหนา
ขอพระบิตุรงค์ทรงปัญญา ตรึกตราดูเถิดให้เห็นจริง

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบิดาตรองตรึกนึกนิ่ง
ทั้งหกไม่รับกลับท้วงติง มิซักให้ได้จริงจะน้อยใจ
คิดพลางทางตรัสถามพระสังข์ พ่อรู้จักเขามั่งฤๅหาไม่
ฝ่ายเขาว่าเจ้าไม่ได้ไป ความจริงอย่างไรก็บอกมา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ยิ้มพลางทางว่า
ทั้งหกได้ไปบอกกับลูกยา ว่าขุนยักษ์ลักอาว์ไปจากวัง
บิตุรงค์ทรงโศกจะมอดม้วย ให้ลูกช่วยเสาะสางอ้างรับสั่ง
ข้าจึงไปด้วยเพราะเชื่อฟัง จนถึงฝั่งสมุทสุดสายตา
ทั้งหกครั่นคร้ามข้ามไม่ได้ ลูกข้ามไปคนเดียวเที่ยวหา
จึงได้ประสบพบพระอาว์ เข่าฆ่ากุมภัณฑ์บรรไลยลง
แล้วมิหนำซ้ำไปเมืองนาคนั้น รับสุพรรณมาได้ดังประสงค์
พบท้าววัณณุราชอาจอง ลวงให้ข้ามส่งถึงฝั่งน้ำ
ทั้งหกเชษฐาพาเดินไพร แล้วชวนขึ้นเขาใหญ่ชมเหวถ้ำ
ลูกงวยงงหลงเที่ยวไปตามคำ เขาผลักข้าคะมำลงเหวนั้น
เดชะบุญอินทราท่านมาช่วย จึงไม่ม้วยชีวาอาสัญ
แม้นมิเชื่อพระองค์ทรงธรรม์ จงถามสุพรรณกับพระอาว์

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ศรีสันท์ท้วงติงชิงว่า
เจ้าคนนี้ดีจริงช่างพูดจา ไปซักซ้อมกันมาแล้วฤๅไร
เข้านับเปนพี่น้องทั้งสองข้าง มันไม่สมอ้างจะไปไหน
ตัวเด็กกะจิริดคิดเหลือใจ อวดว่าได้ฆ่ายักษ์ลงกับมือ
โอ้โย้โป้ปดไปเปล่าเปล่า เช่นนี้ใครเขาจะเชื่อถือ
ฤทธิ์เราชาวเมืองย่อมเลื่องฦๅ ออกชื่อคนกลัวทั่วภารา
ซึ่งรบยักษ์รบมารสังหารนาค เราป่วยการปากขี้คร้านว่า
อันตัวของเราดีมีฤทธา ย่อมแจ้งจิตรบิดาทุกสิ่งอัน

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์สำรวลสรวลสันต์
จึงทูลถามบิตุรงค์ทรงธรรม์ ฤทธิ์ทั้งหกนั้นเปนอย่างไร
เขาอ้างเอาพระองค์ทรงศักดิ์ ลูกรักนี้ยังหารู้ไม่
เห็นแต่ตาขาวทุกคราวไป พอยักษามาใกล้วิ่งตึงตัง

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบิดาฟังถามถึงความหลัง
จึงว่าจะเล่าให้เจ้าฟัง เมื่อครั้งหนึ่งพ่อไม่สบาย
ทั้งหกแผลงศรต้อนสัตว์ป่า เข้ามาดูเล่นหลากหลาย
จึงเห็นว่าฤทธีมีมากมาย ทั้งหญิงชายชาวเมืองก็เลื่องฦๅ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ศรีสันท์ว่านั่นมิใช่ฤๅ
เจ้าเปนลูกเล็กเด็กอมมือ มาอึงอื้ออวดรู้ดูแคลน
ทั้งยักษ์ทั้งนาคก็มากมาย เราฆ่าตายย่อยยับนับแสน
ว่าวิ่งหนียักษามันน่าแค้น ถ้าแม้นจริงแล้วจะรับเอา
นี่ไม่รู้จักแต่สักหน่อย เข้ามาพลอยเปนโจกย์ขึ้นเปล่าเปล่า
ขอพระภูวไนยอย่าใจเบา มิใช่ลูกเต้าเหล่ากอ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์จึงว่าน่าหัวร่อ
ช่างพูดได้ไม่อายแก่ปากคอ สับปะติดสับปะต่อเอาแต่ดี
จะเล่าความให้พระบิดาฟัง เมื่อครั้งลูกเล่นอยู่ไพรศรี
ทั้งหกเวียนไปหาข้านี้ บอกว่าเปนพี่พ่อเดียวกัน
ให้ลูกแผลงศรต้อนสัตว์ป่า เข้ามาในนิเวศน์เขตรขัณฑ์
ลูกช่วยต้อนมาให้แต่คราวนั้น กลับเศกสรรมุสาว่าของตัว

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ศรีสันท์ฟังคำทำเกาหัว
ขึ้นเสียงเถียงไปไม่เกรงกลัว น้อยฤๅว่าข้าชั่วทุกอย่างไป
เมื่อตามอาว์ว่าได้ไปตามด้วย เมื่อต้อนสัตว์ว่าช่วยต้อนมาให้
อวดอิทธิ์ฤทธีทั้งนี้ไซ้ เพราะจะใคร่เปนผัวนางสุพรรณ
ข้าเห็นเล่นตาอยู่เมื่อกี้ น้องสาวทำทีก็คมสัน
นับน้องนับพี่กระนี้กระนั้น เชิงชั้นช่างคิดติดแยบคาย

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสุพรรณดาลเดือดไม่เหือดหาย
ชี้หน้าด่าทอถ่มน้ำลาย แล้วว่าไอ้ไม่อายช่างพูดจา
เถียงเขาไม่ไหวแกล้งไพล่เผล พาโลโสเกเที่ยวไล่ว่า
เมื่อไรมึงเห็นกูเล่นตา มามุสาสับปลับคอยจับเคล็ด
พระสังข์นั่งนิ่งอยู่ทำไม เอาพระขรรค์ฟันให้หัวขาดเด็ด
จึงจะสาแก่ใจไอ้คนเท็จ ถ้าหาไม่ไม่เข็ดอย่าสงกา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หกนางชนนีเสนหา
ต่างคนโมโหโกรธา จึงว่านี่แน่นางสุพรรณ
ช่วยเหลือลูกข้ามาฤๅเจ้า ด่าได้ด่าเอาทุกสิ่งสรรพ์
ยุสังข์ศิลป์ไชยให้ฆ่าฟัน ทำไมมันกีดขวางฤๅอย่างไร
ฤๅโกรธาว่าเขาพรากเสียจากผัว จะพูดออกตรงตัวนั้นไม่ได้
จึงแกล้งพาลด่าว่าให้สาใจ ส่วนเจ้าสังข์ศิลป์ไชยนั้นคนดี

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางเกสรสุมณฑามารศรี
ฟังหกกัลยาว่าบุตรี เทวีกลุ้มกลัดขัดใจ
ค้อนพลางทางว่าเจ้าข้าเอ๋ย เกิดมาหาเคยพบไม่
ทั้งแม่ทั้งลูกถูกกันไป เปนผู้ใหญ่อะไรอย่างนี้
ออกมาทำเข่นเขี้ยวเกรี้ยวกราด ชวนเด็กวิวาทไม่บัดสี
อ้างอวดลูกยาว่ากล้าดี ไปมุดหัวอยู่ที่ฝั่งคงคา
ขี้คร้านเถียงเสียงแหบแสบไส้ จะต่อยามความไถให้ขายหน้า
ว่าพลางนางทูลพระพี่ยา ยังจะนิ่งให้ช้าอยู่ว่าไร
ต่างต่างอ้างอวดว่าตัวดี เท็จจริงสิ่งนี้ยังสงไสย
จงให้ทั้งสองลองฤทธิไกร ถ้าใครทำไม่ได้อย่าไว้มัน

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระเชษฐาสำรวลสรวลสันต์
จึงว่าเจ้าคิดนี้ช่างดีครัน จะให้ลองฤทธิ์กันประจักษ์ตา
ตรัสพลางทางสั่งสังข์ศิลป์ไชย เจ้าเรืองฤทธิไกรแกล้วกล้า
จงแผลงศรขึ้นไปในเมฆา ให้ดาวเดือนเคลื่อนมาประเดี๋ยวนี้

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสังข์ศิลป์ไชยเรืองศรี
รับสั่งบังคมด้วยยินดี แล้วทรงศรมาที่กลางชาลา
จึงตั้งจิตรพิศฐานทันใด ข้าจะแผลงศรไปในเวหา
ขอให้เปนดาวเดือนเลื่อนลอยมา ประจักษ์ตาผู้คนทั้งกรุงไกร
เสี่ยงพลางทางขึ้นศรทรง ฤทธิรงค์เลื่อนลั่นหวั่นไหว
มิได้ครั่นคร้ามขามใจ แผลงไปด้วยอิทธิฤทธา

ฯ ๖ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ ศิลป์ไชยไปเปนดาวเดือน ลอยเลื่อนสว่างกลางเวหา
สาวสนมกรมในพวกเสนา ชมอิทธิฤทธาทุกคนไป

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระบิดรยินดีจะมีไหน
จึงเตือนทั้งหกว่าช้าอยู่ไย พระสังข์ศิลป์ไชยเขาลองแล้ว
ศรเจ้าอยู่ไหนไม่เห็นถือ ฤๅจะแผลงด้วยมือของลูกแก้ว
ให้เปนดาวเดือนหงายพรายแพร้ว อย่าทำตาบั้งแบวเข้างุบงิบ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทั้งหกฟังว่าทำตาปริบ
ตรองตรึกปฤกษากันซุบซิบ แต่อิดเอื้อนอุบอิบอยู่ในคอ
เจ้าศรีสันท์นั้นพานจะใจกล้า ทำเริงร่าไม่กลัวแกล้งหัวร่อ
พระบิดาอย่าเพ่อตัดภ้อ ลูกมิได้ย่อท้อครั่นคร้าม
แม้นข้าแผลงอิทธิ์ฤทธิไกร กลัวแต่ภูวไนยจะร้องห้าม
หากลูกโฉดเฉาเบาความ ไม่รู้ว่าจะถามถึงสอบกัน
ข้าฝากศรศรีไว้ที่ครู ท่านอยู่กลางป่าพนาสัณฑ์
จะขอทูลลาสักห้าวัน ไปเอามาแผลงกันให้คนฦๅ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบิดาว่าใครจะเชื่อถือ
ศรศรีมีฤทธิ์สำหรับมือ ควรฤๅเอาไปไว้กับครู
ใครจะเห็นจริงด้วยมึงมั่ง กูฟังมันออกไปนอกหู
แต่ก่อนปดกันไม่ทันรู้ พิเคราะห์ดูเดี๋ยวนี้ไม่มีจริง
ปล่อยไปไหนเจ้าจะกลับมา พูดจาเห็นเท็จเสียทุกสิ่ง
อย่าคิดโว้เว้ประเว่ประวิง รับความตามจริงก็เปนไร

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทั้งหกผันแปรแก้ไข
ลูกฆ่าท้าวกุมภัณฑ์บรรไลย ฤทธิ์ศรอ่อนไปพระบิดา
จึงฝากไว้ที่ครูผู้ประสิทธิ์ ปลุกฤทธิ์ศิลป์ไชยให้กลับกล้า
ลูกจะขอทุเลาไปเอามา แผลงอิทธิ์ฤทธาให้มากมาย
พระบิดาอย่าเพ่อโกรธกริ้ว ลูกไม่คิดบิดพลิ้วหนีหาย
เกิดมาเปนลูกผู้ชาย สู้ตายกับที่ไม่หนีกัน

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบิดาเคืองขุ่นหุนหัน
จึงว่าอ้ายลูกปลิ้นสิ้นทั้งนั้น เชิงชั้นของเจ้าข้าเข้าใจ
ดีแต่ปั้นเจ๋อเย่อหยิ่ง ครั้นจะเอาเข้าจริงก็ไม่ได้
เชือนแชแก้ตัวเปนลิดไม้ เขาโง่เง่าเมื่อไรจะผ่อนตาม
ว่าพลางทางสั่งเสนี จงผูกอ้ายเหล่านี้เข้าซักถาม
ถ้าแม้นมันไม่บอกออกความ ลงหวายคนละสามสิบที

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนารับสั่งใส่เกษี
รุมกันฉุดคร่าไม่ปรานี เอามาที่น่าฉานดังบัญชา
พวกตำรวจน้อยใหญ่ทั้งไพร่เลว ผูกเท้าผูกเอวโอรสา
ขุนหมื่นยืนยุดหัวคา เฆี่ยนห้าทีถามสิ้นทุกคน

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ทั้งหกร้องพลางครางร่น
เจ็บแสบแทบตายเต็มทน ต่างคนรับจริงทุกสิ่งไป
ซึ่งคิดผิดพลั้งครั้งนี้ เพราะพระชนนีสอนให้
พาลผิดฤษยาสังข์ศิลป์ไชย แล้วไปบนบานพระโหรา

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบิดาชี้นิ้วกริ้วหนักหนา
ให้ผูกคอโหรเถ้าเข้ามา กับหกกัลยาเฆี่ยนสอบกัน

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ ซักไซ้ได้ความตามจริง ท้าวยิ่งเคืองขุ่นหุนหัน
จึงตรัสปฤกษาเสนาพลัน โทษมันถึงสิ้นชีวี
โหรเถ้าเจ้าเล่ห์ลวงกูได้ ไปตัดหัวเสียบไว้นอกกรุงศรี
อ้ายทั้งหกคนกับชนนี เอาไปฟันเสียที่ท้ายภารา

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้ปี่

๏ เมื่อนั้น หกนางกับหกโอรสา
ต่างคนร่ำไห้ฟายน้ำตา ร้องขอชีวาวุ่นไป
พระสังข์ศิลป์ไชยใจดี แม่ประทุมเทวีลูกกราบไหว้
เอนดูด้วยช่วยขอโทษไว้ ช่วงใช้เปนข้ากว่าจะตาย

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระสังข์สิ้นพยาบาทมาดหมาย
เห็นแม่ลูกร้องดิ้นสิ้นความอาย จึงเบี่ยงบ่ายพิดทูลพระบิดา
อันโทษทั้งหกคนกับชนนี ก็ควรที่บิตุรงค์ลงโทษา
แต่จะฆ่าให้ม้วยมรณา เวราจะติดลูกสืบไป
ซึ่งเขาคิดร้ายข้าหลายครั้ง ก็เพราะกรรมหนหลังหาโกรธไม่
จงโปรดปรานประทานโทษไว้ อย่าฆ่าให้มอดม้วยมรณา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบิตุรงค์ทรงฟังโอรสา
ค่อยเคลื่อนคลายหายโกรธโกธา จึงตรัสว่าพ่อแค้นมันสุดใจ
นี่หากลูกยาว่าวอน เปนจนจิตรบิดรไม่ขัดได้
ว่าพลางทางสั่งเสนาใน อันคนโทษกูให้ลูกรัก
จะได้ใช้สอยมันเปนข้า ให้สมน้ำหน้าที่อัปรลักษณ์
แล้วตรัสชวนสี่องค์นงลักษณ์ กับพระลูกรักเข้าวังใน

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ