นิทานเรื่องคาวี (เรียกอิกอย่างหนึ่งว่าเรื่องเสือโค) เรื่องตอนต้น ก่อนตอนที่ทรงพระราชนิพนธ์เปนบทลคร

มีแม่เสือกับลูกตัวหนึ่งอยู่ด้วยกันที่ในถ้ำ วันหนึ่งแม่เสือเที่ยวหากินเพลินไป ทิ้งลูกไว้ให้อดนมจนหิวโหยถึงสาหัส ขณะนั้นมีโคแม่ลูกอ่อนเดินผ่านมาทางปากถ้ำ ลูกเสือจึงร้องขอนมแม่โคกิน ครั้นเห็นแม่โคเฉยเสีย ลูกเสือก็อ้อนวอนว่าหิวระทวยเหลือทนแทบปางตายอยู่แล้ว ขอให้ช่วยชีวิตรไว้ด้วยเถิด ลูกโคคิดสงสารจึงถามแม่ ว่าลูกเสือขอนมกินสักหน่อยเปนไรจึงไม่ให้กิน แม่โคตอบว่าธรรมดาเสือย่อมเปนสัตรูของโค จะเปนประโยชน์อันใดที่จะไปช่วยชีวิตรลูกเสือไว้สำหรับให้ทำร้ายโค ในเวลาเมื่อเติบใหญ่ต่อไปภายน่า ลูกโคจึงตอบว่า ถึงเสือกับโคเปนสัตรูกันโดยธรรมดาก็จริงแต่ลูกเสือตัวนี้ก็ยังมิได้เปนสัตรู บัดนี้ต้องตกทุกข์ยากมาวิงวอนขอให้ช่วยชีวิตรไว้ เมื่ออาจจะช่วยได้แลจะละทิ้งให้ตายเสียนั้นก็จะเปนบาปกรรมหาควรไม่ แม่โคเห็นชอบด้วยจึงเข้าไปให้ลูกเสือกินนมจนอิ่มหนำสำราญหายหิวโหย ลูกเสือรู้สึกคุณของโคทิ้งสองก็เกิดมีความรักใคร่ จึงชักชวนว่าที่ตำบลนี้หญ้าน้ำสำหรับโคจะบริโภคมีอยู่บริบูรณ์ ท่านจงอยู่ด้วยกันในตำบลนี้เถิด ข้าพเจ้าจะปฏิบัติท่านเหมือนอย่างเปนมารดา แลจะรักลูกของท่านเหมือนเปนน้อง แม่โคตอบว่าซึ่งเจ้ามีใจรักใคร่เราแม่ลูกนั้นก็ขอบใจอยู่แล้ว แต่จะให้อยู่ด้วยในตำบลนี้เรายังไม่ไว้ใจด้วยเปนที่อยู่ของเสือ แลมารดาของเจ้าจะร้ายดีอย่างไรเราก็ไม่รู้ เกรงจะเกิดภัยอันตรายขึ้นในภายน่า ลูกเสือจึงว่าที่ตรงมารดาของข้าพเจ้านั้นท่านอย่าวิตกเลย เมื่อได้ทราบว่าท่านช่วยชีวิตรลูกไว้ก็คงจะขอบคุณของท่านยิ่งนัก ข้าพเจ้าจะชี้แจงให้ยินยอมพร้อมใจด้วยจงได้ แม่โคก็ยอมจะอยู่ในตำบลนั้นด้วย ลูกเสือจึงบอกให้แม่โคพาลูกไปซ่อนอยู่ในที่แห่งหนึ่ง เพื่อจะว่ากล่าวกับมารดาของตนเสียก่อน ครั้นแม่เสือกลับมาลูกเสือก็ทำเปนโทมนัศน้อยใจตัดพ้อแม่ว่าแกล้งทิ้งเสีย หากว่าแม่โคมีแก่ใจให้นมกินหาไม่ก็จะตายเสียแล้ว แม่เสือรู้สึกความผิดของตนก็ปลอบโยนวิงวอนเพื่อจะให้ลูกหายโทมนัศ ลูกเสือจึงว่าถ้าจะให้หายโทมนัศแล้วต้องขอให้ช่วยกันสนองคุณแม่โคให้สมกับที่ได้ช่วยชีวิตรไว้ แม่เสือก็ยอมสัญญาว่าจะให้ทำอย่างไรก็จะตามใจ ลูกเสือจึงบอกความตามที่ได้ชักชวนให้โคแม่ลูกอยู่หากินในตำบลนั้นด้วยกัน ขออย่าให้แม่เสือทำร้ายแลให้ช่วยป้องกันภยันตรายแก่โคแม่ลูกด้วย แม่เสือก็รับคำแล้วให้ไปพาโคทั้งสองมายังถ้ำ กระทำสัจสัญญาให้ว่าจะไม่ทำร้ายอย่างหนึ่งอย่างใด แต่นั้นเสือโคแม่ลูกก็อยู่ด้วยกันที่ในถ้ำ แม่สัตว์ทั้งสองช่วยเลี้ยงลูกให้แก่กันมาเหมือนกับลูกของตนทั้งสองฝ่าย

แต่แม่เสือนั้นมิได้รักใคร่โคทั้งสองโดยสุจริต หากเกรงใจลูกฃองตนก็ทำดีด้วยนอกน่า แต่ในใจนั้นคิดหาโอกาศที่จะกินโคทั้งสองอยู่เสมอ ก็ธรรมดาเสือกับโคย่อมหากินต่างเวลากัน แม่เสือออกจากถ้ำเวลาบ่ายตามวิสัยพวกพาฬมฤคเที่ยวหากินในกลางคืน กลับมาถ้ำต่อเวลาจวนรุ่งสว่าง ส่วนแม่โคออกจากถ้ำแต่เวลาเช้าเที่ยวหากินในกลางวันกลับมาเวลาเย็นเปนปรกติดังนี้ แม่โคก็ไม่ไว้ใจแม่เสือ วันไหนรู้ว่าแม่เสือจะไปหากินทางทิศเหนือแม่โคก็ไปหากินเสียทางใต้ ถ้ารู้ว่าแม่เสือจะไปทางทิศใต้แม่โคก็ไปทางทิศเหนือ ส่วนลูกนั้นให้เล่นอยู่ด้วยกันที่ถ้ำ ลูกเสือกับลูกโคก็รักใคร่กันยิ่งขึ้นทุกที อยู่มาแม่เสือสังเกตได้ว่าแม่โคคอยหลีกเลี่ยงไปหากินทางทิศที่เปนปรปักษ์กับทางที่ตนไปเปนนิจก็เห็นเปนโอกาศ วันหนึ่งจึงบอกว่าจะไปหากินทางทิศเหนือ ครั้นออกไปพ้นถ้ำแล้วลอบวกมาทางทิศใต้มาซุ่มดักทางอยู่ พอเวลาเย็นแม่โคเดินมาทางนั้นแม่เสือก็กัดกินเสีย ฝ่ายลูกเสือโคคอยอยู่ไม่เห็นแม่โคกลับมาก็หลากใจ ครั้นแม่เสือกลับมาเมื่อใกล้รุ่งได้กลิ่นโคติดตัวมาผิดสังเกต จึงถามถึงแม่โคแม่เสือบอกว่าไปหากินต่างทิศต่างเวลากัน หารู้ว่าแม่โคจะไปทางไหนไม่ ลูกสัตว์ทั้งสองคิดสงไสยครั้นแม่เสือไปหากินแล้ว จึงพากันเที่ยวค้นตามในป่า ไปพบซากศพแม่โคเปนรอยเหลือเสือกินอยู่ไม่ห่างจากที่ถ้ำนัก ก็รู้ว่าแม่เสือลอบกินแม่โคเสียแล้ว ลูกสัตว์ทั้งสองก็พากันโทมนัศขัดแค้นแม่เสือเปนกำลัง จึงปฤกษากันว่าเราก็ได้นับถือทั้งแม่เสือแลแม่โคว่าเปนมารดาของเราด้วยกัน เมื่อแม่เสือมาทำทุจริตเช่นนี้เราจะนับถือว่าเปนมารดาของเราต่อไปอย่างไรได้ แม่เสือฆ่าแม่โคเสียฉันใดเราก็ควรจะให้แม่เสือตายตามไปบ้างอย่างนั้นจึงจะชอบ คิดกันดังนี้แล้ว ครั้นแม่เสือกลับมาต่างก็แกล้งทำหิวโหยอยากนม แม่เสือไม่รู้เท่าทันลงนอนให้กินนม ลูกเสือกับลูกโคก็ช่วยกันกัดและขวิดแม่เสือตายอยู่ณะที่นั้น แล้วปฤกษากันว่าที่ตำบลนี้เราทั้งสองไม่ควรจะอยู่เสียแล้ว อยู่ต่อไปก็จะรำคาญใจเปนนิจ จึงชวนกันออกจากถ้ำเดินไป ประสงค์จะไปเที่ยวหาที่อยู่ในตำบลอื่น พเอิญผ่านที่อาศรมฤๅษีแห่งหนึ่ง พระฤๅษีเห็นลูกเสือกับลูกโคเดินมาด้วยกันก็ปลาดใจ จึงเรียกไปถามว่าเจ้าเปนเสือกับโคธรรมดาสัตว์สองจำพวกนี้ย่อมเปนสัตรูกัน นี่เหตุใดจึงมาเปนมิตรกันเช่นนี้ ลูกเสือโคก็เล่าความให้พระฤๅษีทราบเรื่องต้นหนหลังตามที่มีมาทุกประการ พระฤๅษีได้ฟังก็เกิดเมตตา จึงว่าถ้ารักใคร่กันอย่างนี้แล้ว ที่จะเปนเสือกับโคอยู่ด้วยกันมันผิดวิสัยหาควรไม่ เราจะชุบให้เปนมนุษย์จะว่าอย่างไร ลูกเสือโคก็ยินดี พระฤๅษีจึงตั้งพิธีชุบให้เปนมนุษย์ขึ้น ลูกเสือนั้นให้มีนามว่าหลวิไชย[๑] ส่วนลูกโคนั้นให้มีนามว่าคาวี แล้วพระฤๅษีก็สอนวิชาให้ทั้ง ๒ คน

ครั้นหลวิไชยคาวีเรียนวิชาสำเร็จแล้ว พระฤๅษีจึงคิดว่ากุมารทั้งสองนี้ฉลาดเฉลียวเรียนรู้วิชาอาคมมาก ควรจะครอบครองบ้านเมืองเปนที่พึ่งของหมู่มนุษย์ได้ จึงบอกแก่สองกุมารว่าวิชาอาคมก็เรียนรู้สำเร็จแล้ว ควรจะไปหาเกียรติคุณความดีจะได้เปนใหญ่สืบไป ฝ่ายสองกุมารคิดว่าตัวเปนแต่ลูกเสือลูกโค พระฤๅษีชุบขึ้นจึงได้เปนมนุษย์ ควรจะอยู่ให้พระฤๅษีใช้สอยสนองคุณต่อไป จึงบอกพระฤๅษีว่าอยู่ที่อาศรมก็สบายอยู่แล้ว ขออย่าต้องให้ไปเสียจากพระอาจารย์เลย แต่พระฤๅษียังมีความประสงค์จะให้ไปเที่ยวหาบ้านเมืองครอบครองก็ต้องยอมรับว่าจะไปตามคำ พระฤๅษีจึงชุบเครื่องอาภรณ์สำหรับแต่งตัวกับพระขรรค์ให้คนละเล่ม แล้วตั้งพิธีถอดดวงใจหลวิไชยกับคาวีมีให้ใครฆ่าตาย เอาดวงใจบรรจุไว้ในพระขรรค์ แล้วกำชับสั่งว่าให้ระวังรักษาพระขรรค์นั้นให้จงดีอย่าให้ตกใปในมือสัตรูได้ หลวิไชยกับคาวีก็อำลาพระฤๅษีออกจากอาศรมไปตามทิศที่พระฤๅษีชี้ให้ไปด้วยกัน

ครั้งนั้นมีเมืองหนึ่งชื่อเมืองจันทร์บุรี เจ้าเมืองชื่อว่าท้าวมคธราช มเหษีชื่อนางจันทรวดี ครอบครองเมืองเปนศุขสำราญมาช้านาน อยู่มามียักษ์ร้ายตนหนึ่งมาสิงอยู่ในบึงนอกเมือง ใครลงไปตักน้ำที่ในบึงนั้นยักษ์ก็จับกินเสีย ไพร่บ้านพลเมืองพากันเดือดร้อน ท้าวมคธราชก็มิอาจจะปราบปรามยักษ์นั้นได้ หลวิไชยกับคาวีเดินไปถึงขอบบึง ไม่รู้ว่ายักษ์ร้ายอยู่ในบึงนั้น เห็นต้นไทรสาขาร่มเย็นมีอยู่ที่ชายบึงก็ชวนกันเช้าไปพักอาไศรยอยู่ใต้ต้นไทรนั้น หลวิไชยนอนหลับไปแต่คาวีตื่นอยู่ คิดว่าจะหาน้ำไว้ให้พี่บ้วนปากล้างหน้า จึงเดินเลียบขอบบึงไปจนถึงตรงที่น้ำใสแล้วลงไปในบึงเพี่อจะตักน้ำ ยักษ์เห็นคาวีลงไปในบึงก็จะจับกินเสียจึงเกิดรบกันขึ้น คาวีเอาพระขรรค์พันถูกยักษ์ตัวขาดตายอยู่ในบึง จึงเอาซากศพยักษ์โยนขึ้นเสียบนบกทางฝั่งบึงฟากโน้นแล้วตักน้ำที่ใสสอาดมาให้พี่ แลเล่าความที่ได้รบกับยักษ์ให้หลวิไชยฟังทุกประการ แล้วหลวิไชยกับคาวีก็พักอยู่ที่ใต้ร่มไทรด้วยกัน

ฝ่ายพวกชาวเมืองจันทร์บุรีเดินไปเห็นศพยักษ์รอยถูกฟันตัวขาดทิ้งอยู่ที่ขอบบึงก็พากันดีใจ รีบเข้าไปทูลความแก่ท้าวมคธราชว่าเดี๋ยวนี้ยักษ์ร้ายที่เคยกินคนนั้นมีใครฆ่าตายเสียแล้ว ท้าวมคธราชได้ทรงฟังก็ยินดี นึกว่ายักษ์นี้เราพยายามปราบปรามมันมาหนักแล้วก็สู้มันไม่ได้ นี่ชรอยจะมีผู้มีฤทธิ์ขึ้นในบ้านเมืองเราเปนมั่นคงจึงสามารถฆ่ายักษ์นั้นตาย จึงมีรับสั่งให้สืบหาว่าใครเปนผู้ฆ่ ยักษ์ตายจะประทานบำเหน็จรางวัลให้ถึงขนาด พวกอำมาตย์เที่ยวสืบสวนไปพบหลวิไชยกับคาวีอยู่ใต้ร่มไทรที่ริมบึง เห็นรูปร่างงดงามมีสง่าราษีผิดกับราษฎรชาวเมือง จึงถามว่าท่านอยู่ที่นี้รู้ฤๅไม่ว่าใครฆ่ายักษ์ในบึงตาย หลวิไชยจึงบอกว่าน้องเรานี่แลเปนผู้ฆ่ายักษ์ตาย พวกอำมาตย์ตอบว่าดีแล้ว เจ้านายของเราจะพระราชทานบำเหน็จรางวัล ว่าแล้วก็พาหลวิไชยกับคาวีเข้าไปเฝ้าท้าวมคธราช ท้าวเธอทอดพระเนตรพิจารณาดูสองกุมารเห็นท่วงทีมิใช่คนเลวจึงตรัสถามถึงวงศ์สกูลแลว่าอยู่บ้านเมืองไหนเหตุใดจึงมาฆ่ายักษ์ตายในเมืองนี้ หลวิไชยกราบทูลแต่เปนพี่น้องกำพร้าด้วยกัน ไปศึกษาวิชาการในสำนักพระฤๅษีได้สำเร็จแล้วจะไปบ้านเมือง มาพักอยู่ชายบึง คาวีน้องชายลงไปตักน้ำยักษ์จะกินคาวีจึงได้ฆ่ายักษ์เสีย ท้าวมคธราชได้ทรงฟังจึงปฤกษากับมเหษีว่าลูกชายของเราก็ไม่มี กุมารนี้มีฤทธิเดช เราควรจะยกลูกสาวของเราให้เปนคู่ครอง จะได้ไว้เปนลูกเขยเปนกำลังของเราต่อไป นางจันทรวดีเห็นชอบด้วย ท้าวเธอจึงตรัสแก่คาวีว่า ซึ่งเจ้าฆ่ายักษ์ตายให้ตัวเราและไพร่บ้านพลเมืองสิ้นความร้อนใจครั้งนี้ ความชอบของเจ้ามากนัก จะให้บำเหน็จรางวัลอย่างอื่นก็ไม่สมกับความชอบ เราจะยกลูกให้ แล้วเลี้ยงดูเจ้าให้มีเกียรติยศอยู่ในเมืองนี้สืบไป คาวีจึงกราบทูลว่า ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดนั้นก็เปนพระเดชพระคุณยิ่งนัก แต่ข้าพระบาทเปนน้อง จะแสวงหาลาภยศก่อนพี่หาควรไม่ อนึ่งซึ่งฆ่ายักษ์ตายนั้นจะได้เปนเพราะข้าพระบาทมีฤทธิ์ยิ่งกว่าพี่นั้นก็หาไม่ หากว่าไปพบยักษ์เข้าโดยลำพังตัวจึงได้ฆ่ายักษ์ตาย ถ้ายักษ์พบพี่ ๆ ก็คงฆ่ายักษ์ตายเช่นเดียวกันขอพระองค์จงทรงวินิจฉัยดูเถิด ท้าวมคธราชได้ทรงฟังก็เห็นชอบด้วย จึงยกนางศรีสุดาราชธิดาประทานหลวิไชย ให้อภิเศกเปนอปราชอยู่ในเมืองจันทร์บุรี

ฝ่ายคาวีเมื่อหลวิไชยได้เปนอุปราชแล้ว จึงเข้าไปลาพี่ชายว่าเดี๋ยวนี้พี่ได้บ้านเมืองที่จะครอบครองสมกับพรพระฤๅษีแล้ว ข้าพเจ้าจะขอลาไปเที่ยวหาบ้านเมืองซึ่งจะเปนของข้าพเจ้าต่อไป หลวิไชยมีความอาไลยไม่อยากพรากจากน้อง แต่จะขัดขวางก็เกรงน้องจะน้อยใจ จึงอนุญาตยอมให้ไปตามประสงค์ เมื่อก่อนจะจากกันไปนั้นหลวิไชยชวนน้องเสี่ยงดอกบัวคนละดอก ต่างอธิฐานว่าถ้าภัยอันตรายจะเกิดมีแก่ฝ่ายใด ขอจงบันดาลให้ดอกบัวเหี่ยวแห้งเห็นประจักษ์แก่อิกฝ่ายหนึ่งให้ทันไปช่วยกัน ต่างให้ดอกบัวกันไว้เปนสัญญา แล้วคาวีก็ออกจากเมืองจันทร์บุรีไป เดินทางไปหลายเดือนไปพบเมืองแห่งหนึ่งตัวเมืองยังดีแต่ว่าเปนเมืองร้างไม่มีผู้คน คาวีนึกประหลาดใจจึงเที่ยวค้นไปในเมืองนั้นจนถึงบนปราสาทราชมณเฑียร เห็นมีกลองใหญ่อยู่ใบหนึ่งลองตีดูก็หามีเสียงก้องกังวานเหมือนอย่างกลองทั้งปวงไม่ คาวีนึกสงไสยว่าจะมีสิ่งอันใดอยู่ในกลอง จึงเอาพระขรรค์แหวะหนังที่น่ากลอง มองดูก็เห็นนางคนหนึ่งซ่อนอยู่ในกลองนั้น กำลังรุ่นสาวรูปร่างโสภาน่ารักแลผมหอมผิดกับหญิงอื่น คาวีจึงรับนางนั้นออกมาจากในกลองแล้วถามถึงเหตุผลต้นเดิมว่าเหตุใดจึงลงไปซ่อนตัวอยู่ในกลองเช่นนั้น นางจึงเล่าเรื่องให้ฟังว่าเมืองนั้นชื่อเมืองจันทรนคร[๒] แต่ก่อนมาท้าวพรหมจักร[๓] บิดาของนางได้ครอบครองบ้านเมือง ตัวนางชื่อว่าจันทร์สุดา อยู่มามีนกอินทรี ๒ ตัวผัวเมียมาเฉี่ยวเอาผู้คนที่ในเมืองไปกินเปลืองไปทุกที จะสู้รบป้องกันอย่างไรก็ไม่ได้ จนที่สุดบิดามารดาของนางนกอินทรีก็เอาไปกินเสียแล้ว แต่เมื่อบิดารู้ตัวว่าจะถูกนกอินทรีเอาไปกินซ่อนนางไว้ที่ในกลองมิให้นกเห็น ด้วยเหตุนี้นางจึงรอดอยู่ได้ คาวีจึงถามนางว่านกอินทรีอยู่ที่ไหนนางบอกว่าอยู่ในป่า ถ้าใครหุงข้าวฤๅจุดไฟขึ้นที่ในเมืองมันเห็นควันเมื่อไรก็มาเมื่อนัน คาวีได้ฟังจึงให้นางซ่อนตัวเสีย แล้วเอาฟื้นมากองจุดไฟขึ้นที่กลางเมือง พอนกอินทรีเห็นควันก็บินมาหมายจะกิน คนอิก แต่สู้ฤทธิคาวีไม่ได้ คาวีเอาพระขรรค์ฟันนกอินทรีตายทั้ง ๒ ตัว เมืองจันทรนครก็พ้นภยันตราย ขณะนั้นพอเปนนักขัตฤกษ์สงกรานต์คาวีจึงชวนนางจันทร์สุดาลงอาบน้ำชำระกายในลำแม่น้ำตามประเพณี เมื่อนางอาบน้ำสะผมแล้วเก็บผมหอมของนางที่ร่วงใส่ผะอบปล่อยลอยน้ำไป ครั้นอาบน้ำเสร็จแล้ว คาวีกับนางจันทร์สุดาก็กลับขึ้นมาอยู่เปนคู่ครองกันในเมืองจันทรนคร เรื่องคาวีตอนต้นมาต่อเรื่อง ตอนที่ทรงพระราชนิพนธ์ตรงนี้

เรื่องคาวีนี้มีผู้แต่งเล่นลครอิกตอนหนึ่ง คิดเปนเรื่องหลวิไชยตามนางเทพลิลาซึ่งท้าวโสภิณยักษ์ลักไป คล้ายกับพระรามตามนางษีดาในเรื่องรามเกียรติ์ แต่เรื่องตอนนั้นเปนเรื่องคิดใหม่มิได้มีในปัญญาสชาดกดังเรื่องคาวีที่กล่าวมา



[๑] ในหนังสือเก่าเรียกชื่อว่า พหลวิไชย แต่ในบทลครเรียกว่า หลวิไชย

[๒] ในเรื่องเดิมว่าชื่อรมยนคร แต่ในบทลครเรียกว่าจันทรนคร

[๓] ในเรื่องเดิมชื่อว่าท้าวมัทราช แต่ในบทลครชื่อว่าท้าวพรหมจักร

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ