ตอนที่ ๙ สิงหไกรภพกลับเมืองโกญจา

๏ จะกล่าวริวิหคเจ้านกแก้ว ตั้งแต่แคล้วคลาดมิตรขนิษฐา
ทุกเช้าเย็นเห็นพราหมณ์นามจินดา ค่อยร่อนรารอเรียงไปเคียงกัน
พระแลเหลียวเปลี่ยวเปล่าเศร้าสลด ระทวยทดแทบชีวาจะอาสัญ
สงสารสุดนุชน้องเจ้าครองครรภ์ มาจากกันกรรมสร้างแต่ปางใด
แสนเสียดายสายสมรอาวรณ์เทวษ นํ้าพระเนตรแดงเดือดดังเลือดไหล
ยิ่งรำลึกตรึกตรายิ่งอาลัย บินไม่ไหวแวะลงในดงดอน
กลับเป็นพราหมณ์ตามกันมาพนาเวศ ชมขอบเขตเขาเขินเนินสิงขร
คิดคะนึงถึงสุดาให้อาวรณ์ สะท้อนถอนฤทัยอาลัยลาญ
พราหมณ์พี่เลี้ยงเคียงประคองพระน้องรัก เห็นผิวพักตร์เผือดลงแสนสงสาร
แกล้งเสสรวลชวนชื่นรื่นสำราญ ชมห้วยธารถํ้าเขาลำเนาเนิน
ทั้งสิงห์เสือเนื้อนกวิหคหงส์ บ้างร่อนลงหากินบ้างบินเหิน
หน่อกระษัตริย์ทัศนาพลอยพาเพลิน คิดว่าเดินกับนางเหมือนอย่างเคย
เข้าเคียงข้างพลางชี้ว่าวิหค โน่นแน่นกโนรีเจ้าพี่เอ๋ย
พลางหยอกเอินเดินพิศเฉียดชิดเชย เจ้าพราหมณ์เลยเป็นนางไม่ห่างองค์
พระแอบอุ้มจุมพิตแล้วผิดกลิ่น เห็นพราหมณ์ผินพักตร์เก้อละเมอหลง
แกล้งเลยเดินเมินหมางไปกลางดง กำสรดทรงโศกสะอื้นฝืนอารมณ์
เสียดุเหว่าเร่าร้องเมียงมองเรียก ยิ่งสำเหนียกนึกว่าคู่เคยสู่สม
ร้องขานขามาตามหรือทรามชม เที่ยวมองก้มเงยหาด้วยอาลัย
เห็นเจ้าพราหมณ์ถามว่าเมื่อตะกี้ นางเทวีจรดลไปหนไหน
พราหมณ์จินดาว่าดุเหว่าพระเศร้าใจ ยิ่งสงสัยสอดหายุพาพาล
เห็นเขาคู่คูนกโอ้อกเอ๋ย เหมือนพี่เคยเคียงพักตร์สมัครสมาน
เห็นธารนํ้ารำลึกเมื่อเล่นธาร เริงสำราญหรือมาร้างให้ห่างกัน
เห็นกวางทองย่องเยื้องชำเลืองหลบ เหมือนแลพบพักตร์ยุพินเมื่อผินผัน
หอมลูกอินกลิ่นระคนปนลูกจันทน์ เหมือนกลิ่นขวัญเนตรรื่นชื่นอารมณ์
นางแย้มงามยามเยื้อนเหมือนเบือนยิ้ม ให้เชยชิมชื่นชิดสนิทสนม
ดอกเล็บนางอย่างเล็บพระเก็บชม แต่ไม่คมข่วนเจ็บเหมือนเล็บนาง
รสสุคนธ์เหมือนสุคนธ์ปนแป้งสด มาร้างรสสุคนธ์น้องให้หมองหมาง
อบเชยเหมือนพี่ชวนเจ้านวลนาง ออกจากปรางค์มาในห้องหิมวันต์
เห็นสาวหยุดสุดคะนึงคิดถึงสาว หอมเช้าเช้าชื่นใจเมื่อไก่ขัน
โอ้เต่าร้างเหมือนพี่ร้างมาห่างกัน ทุกคืนวันวายชมให้ตรมตรอม
หอมอบเชยเหมือนเมื่อเคยเชยกลิ่นอบ หอมตรลบอบกลิ่นไม่สิ้นหอม
พะยอมเอ๋ยเคยใจมิใคร่ยอม ให้ต้องออมอกชํ้าทุกคํ่าเช้า
เห็นโศกออกดอกอร่ามเมื่อยามโศก แสนวิโยคโศกทรวงให้ง่วงเหงา
ถึงดอกงามยามโศกเหมือนโรคเรา มีแต่เศร้าโศกซํ้านั้นรํ่าไป
เห็นยมโดยโดยดิ้นถวิลโหย เหมือนดิ้นโดยดังจะพานํ้าตาไหล
โอ้ระกำเหมือนกรรมในนํ้าใจ ด้วยมาไกลกลีบช้ำระกำตรม
เห็นกลอยออกดอกดวงเป็นพวงห้อย เหมือนกลิ่นกลอยใจคิดสนิทสนม
เสน่หาอาวรณ์ร้อนอารมณ์ จะแลชมอื่นอื่นไม่ชื่นใจ
พอแดดร่มลมตกเป็นนกแก้ว ขึ้นนอนแนวเนินผาหน้าไศล
แต่คํ่าค้างกลางวันพากันไป ประมาณได้สามเดือนไม่เคลื่อนคลาย
ถึงโกญจากรุงไกรมไหศวรรย์ กลับเป็นพราหมณ์ตามกันเดินผันผาย
เข้าที่เฝ้าท้าวพระยามาทักทาย เจ้าขรัวนายทูลท้าวเจ้าพารา ฯ
๏ ฝ่ายปิ่นปักปัถพินอินณุมาศ กับนางนาฏมเหสีมียศถา
ทราบว่าพราหมณ์ตามได้หน่อไทมา ลงจากแท่นแว่นฟ้าละล้าละลัง
สะดุดเหล่าสาวสนมหกล้มกลิ้ง พวกผู้หญิงวิ่งหลามมาตามหลัง
ถึงแท่นทองสองพระองค์ดำรงวัง เห็นพราหมณ์ทั้งโอรสยศไกร
สไบทองรองธำมรงค์ผูก รู้ว่าลูกมั่นคงไม่สงสัย
เข้ากอดบุตรสุดสวาทเพียงขาดใจ สองท้าวไททอดทบสลบลง
พระสิงหไกรภพอภิวาท ใจจะขาดตะลึงคิดพิศวง
นึกแน่จิตบิตุราชมาตุรงค์ กันแสงทรงโศกซบสลบไป ฯ
๏ ฝ่ายข้าเฝ้าเจ้าพราหมณ์เห็นสามกระษัตริย์ เข้านวดพัดผันแปรช่วยแก้ไข
ชโลมสุคนธ์ปนปรุงจรุงใจ ต่างฟื้นได้สมประดีค่อยปรีดา
พระจูงบุตรสุดสวาทขึ้นอาสน์รัตน์ หน่อกระษัตริย์บังคมก้มเกศา
พระตรัสถามตามยุบลแต่ต้นมา พระลูกยาทูลแถลงให้แจ้งความ
ตั้งแต่ต้นจนยักษ์รบหักหาญ แสนสงสารเสียนางกลางสนาม
มาหยุดอยู่ภูเขาเห็นเจ้าพราหมณ์ ได้ทราบความจอมนราฝ่าละออง ฯ
๏ พระบิตุราชมาตุรงค์คิดสงสาร ค่อยเบิกบานบรรเทาที่เศร้าหมอง
เจ้ากลับมาธานีทั้งพี่น้อง จะให้ครองเขตขัณฑ์สวรรยา
อันพ่อแม่แก่กายจะหมายพึ่ง ด้วยไร้ซึ่งสุริย์วงศ์เผ่าพงศา
จะแต่งตั้งเจ้าพราหมณ์นามจินดา เป็นฝ่ายหน้าอุปราชราชโอรส
กรมวังทั้งหลายจงหมายบอก สมในนอกไพร่นายมาให้หมด
ปลูกโรงราชพิธีมีชั้นลด ตามกำหนดตำแหน่งจัดแจงกัน
ทั้งการเล่นเต้นรำมีสำหรับ ให้เสร็จสรรพสารพัดเร่งจัดสรร
ให้โหราหาฤกษ์วันสำคัญ จะทำขวัญเษก[๑]สองครองพารา
จัดปราสาทราชวังพร้อมทั้งสิ้น ให้เจ้าจินดาพราหมณ์อยู่ตามประสา
แล้วชวนหน่อวรนาถเยื้องยาตรา ขึ้นมหาเหมราชปราสาทไชย
ฝ่ายขุนนางต่างกรมสมในนอก ต่างหมายบอกเรียกกันเสียงหวั่นไหว
พวกนายเวรเกณฑ์การทหารใน ตัดต้นไม้ปรุงปรับประดับประดา
ปลูกโรงราชพิธีสิบสี่ห้อง ลดชั้นช่องฉากฉายลายเลขา
ยอดมรกตนพเก้าแก้วจินดา มีช่อฟ้าหน้าบันบราลี
บัลลังก์อาสน์ลาดปูยี่ภู่ผ่อง พระแท่นทองธรรมชาติหนังราชสีห์
เศวตฉัตรพัดโบกวิชนี เครื่องพิธีเทวกรรม์ขันนํ้ามนต์
อีกกลดสังข์ทั้งพระแสงสำหรับยุทธ์ ทีฆาวุธอัษฎาสถาผล
ราชวัติฉัตรรอบขอบมณฑล ตั้งชั้นบนบังสาดดาดเพดาน
พระลานทำสำหรับอุปราช พระธรรมราชรจนามุกดาหาร
ประดับดวงพวงบุปผาสุมามาลย์ ชัชวาลชวาลาระย้ายับ
ปลูกโรงเล่นเต้นรำทำโรงเลี้ยง โรงทานเรียงร้านน้ำมีสำหรับ
บายศรีแก้วบายศรีทองสองสำรับ เครื่องคำนับเทวดาบูชายัญ
แล้วสำเร็จเจ็ดคํ่าเป็นกำหนด มาพร้อมหมดพูนเพิ่มเฉลิมขวัญ
พวกโยคีชีพราหมณ์พรหมจรรย์ มาพร้อมกันกินบวชสวดพิธี
ทั้งห้ามแหนแสนสุรางค์นางสนม ทุกหมู่กรมเครื่องอานพานพระศรี
ของเก่าแก่แก้ไขเสียให้ดี หุ้มฝาชีโหมดตาดสะอาดงาม
บ้างอบนํ้ารํ่าผ้าหาแป้งผัด ให้ข้าขัดขมิ้นให้ใส่ส้มมะขาม
นุ่งผ้าไหมใส่แหวนทองแต่สองยาม จะคอยตามเสด็จท้าวเจ้าพารา ฯ
๏ ฝ่ายปิ่นปักปัถพินอินณุมาศ พร้อมพระญาติสุริย์วงศ์เผ่าพงศา
ครั้นได้ฤกษ์เบิกอรุณไขมุรธา ให้ลูกยาสรงสนานสำราญกมล
ทั้งรินรดกลดสังข์หลั่งนํ้าหอม ชีพราหมณ์พร้อมสวดมหาสถาผล
พฤฒาเฒ่าเป่าสังข์หลั่งนํ้ามนต์ ประโคมดนตรีดังกังสดาล
ผลัดชุบสรงทรงภูษาผ้าทิพย์ทับ ปั้นเหน่งพับเพชรพรายสายประสาน
ห้อยหน้ากรองฉลององค์อลงการ สวมสังวาลบานพับประดับเพชร
ทรงมงกุฎบุษยรัตน์ประภัสสร กรรเจียกจรแจ่มจรัสไตรตรัสเตร็จ
ทองกรเก้าคู่สุวรรณกัลเม็ด สลับเพชรค่าล้วนควรนคร
พระธำมรงค์วงพรายลายพระหัตถ์ แจ่มจรัสแสงมณีสีสลอน
ทรงพระขรรค์ผันผายกรีดกรายกร มาหยุดหย่อนยอบก้มบังคมคัล
เจ้าจินดาอ่าองค์ทรงสังข์กลด พวกพราหมณ์รดร่ายเวทวิเศษขยัน
แล้วทรงเครื่องเรืองระยับจับผิวพรรณ แก้วกุดั่นดังดาวแพรวพราวพราย
สวมชฎามาลัยดอกไม้ทัด อร่ามเรืองเครื่องกระษัตริย์จรัสฉาย
ขัดพระขรรค์กัลเม็ดเพชรแพรวพราย มาถวายบังคมองค์พระทรงยศ ฯ
๏ กรุงกระษัตริย์ตรัสสั่งให้ตั้งแห่ ทั้งสังข์แตรพร้อมพรั่งกันทั้งหมด
อีกจามรชอนตะวันเป็นหลั่นลด เชิญกรรฉิ่งกลิ้งกลดให้บดบัง
หน่อกระษัตริย์ขัตติยวงศ์ทรงยานุมาศ อุปราชทรงเสลี่ยงเรียงตามหลัง
กระบวนแห่แซ่สล้างไปกลางวัง หอกดาบดั้งเขนธนูเป็นคู่เคียง
กลองชนะประโคมเสียงโครมครึก มโหระทึกแตรสังข์ประดังเสียง
เดินตามทางหว่างราชวัติเรียง ดูพร้อมเพรียงไพร่ฟ้าประชาชี
บ้างชมหน่อวรนาถไม่คลาดเคลื่อน ละม้ายเหมือนองค์ท้าวเจ้ากรุงศรี
บ้างว่าคล้ายฝ่ายองค์พระชนนี ชาวบูรีรักใคร่ต่างให้พร ฯ
๏ จอมกระษัตริย์สุริย์วงศ์ทรงเสลี่ยง ตำรวจเรียงคู่แห่แลสลอน
นางทรงสีวิกางามตามภูธร พร้อมนิกรกัลยาคณานาง
ต่างนุ่งห่มสมทรงประจงจัด ล้วนเกณฑ์หัดทรงเครื่องยาตรเยื้องย่าง
พึ่งรุ่นราวสาวสลวยสวยสำอาง ไปตามทางเข้าสถิตที่พิธี
ท้าวอินณุมาศเชิญราชโอรสนั่ง บนแท่นตั้งฉัตรลาดหนังราชสีห์
อุปราชอาสน์ลดพระกลดมี อยู่ตรงที่แท่นรัตน์กระษัตรา
พอได้ฤกษ์เบิกพลีบายศรีขวัญ แก้วสุวรรณพรรณรายทั้งซ้ายขวา
ข้าราชการขานโห่เป็นโกลา พระโหราฆาตฆ้องก้องกังวาน
ประโคมแซ่แตรสังข์มังคลา ปี่ชวาเสียงเอกวิเวกหวาน
มโหระทึกกึกก้องกังสดาล พฤฒาจารย์จุดเทียนแล้วเวียนไป
ฆ้องระนาดพิณพาทย์เพลงเจ๋งจับปี่ มโหรีจำเรียงส่งเสียงใส
เสียงกลองแขกแซ่ซ้องฆาตฆ้องชัย สนั่นในนัคเรศทั้งเขตคัน ฯ
๏ ฝ่ายโรงงานการสมโภชพวกเล่นโขน ฆาตกลองโยนบทพหลพลขันธ์
พระหริวงศ์ทรงยศทศกัณฐ์ ยืนประจัญเจรจาพูดท้าทาย
พวกตลกถกเขมรออกเต้นแทรก พูกเจ๊กแขกเถียงกันขันใจหาย
ต่างต่อยเตะเอะอะปะหยาบคาย ทั้งหญิงชายสรวลเลเสียงเฮฮา
ทั้งโรงหุ่นอุณรุทสุดที่รัก นางศุภลักษณ์อุ้มสมชมอุษา
ตลกเล่นเป็นอ้ายคุ่ยบุ้ยหน้าตา คนดูฮาเสียงลั่นสนั่นไป
ละครรำทำบทสุวรรณหงส์ ถูกหอกองค์เอวสั่นหวั่นหวั่นไหว
ทำคลุกคลีหนีหน้าถลาไป คนร้องไห้สะอื้นขึ้นยืนฮา
เพลงปรบไก่ใส่ช้องร้องจับปี่ พอถึงที่ขัดทำนองร้องฉ่าฉ่า
บ้างรำล่อล้อหลอกกลอกหน้าตา คนดูฮาเฮยืนเสียงครื้นเครง
พวกลั่นถันประจันงิ้วร้องซิวเสี้ยน ล้วนหน้าเขียนขึ้งโกรธกระโดดเหยง
เข้าจับกุมคลุมเครือเสื้อกางเกง ตีเฉ่งเฉ่งม้าล่อเสียงซอครวญ
มอญรำเรียงเคียงชายมือกรายกวัด บ้างเบือนปัดกะปิปั่นผินผันผวน
ร้องอะไรใส่จริตกระบิดกระบวน ดูปั่นป่วนเปิงมางปึงปึงรับ
ละครชาตรีซัดไกวกวัดแกว่ง พลิ้วพลิกแพลงเพลงโทนโยนฉับฉับ
ร้องพระรถเรื่องเล่นเอียงเอนทับ ลูกคู่รับกรับส่งตรงรักแร้
พวกโหม่งครุ่มทุ่มกลองขึ้นป้องหน้า ร้องอีหลัดถัดทารำร่าแต้
ดนตรีเล่นเป็นหมู่เที่ยวดูแล ทั้งสาวแส้แก่หนุ่มชุมนุมกัน
ข้าหลวงเหล่าชาววังรุงรังคิ้ว ต่างผัดผิวผ่องดีมีสีสัน
ติดขี้ผึ้งถึงกระเหม่าสักเก้าชั้น อุตส่าห์กันหน้าผมให้คมคาย
พวกหนุ่มหนุ่มรุมเกี้ยวทำเบี้ยวบิด ดัดจริตควักค้อนงอนใจหาย
กำดัดแดดแผดเผากระเหม่าละลาย เมินซังตายถอยถลาทำพาเชือน
พวกสาวสาวชาวสวนล้วนตบแต่ง ห่มเขียวแดงเดินดูด้วยหมู่เพื่อน
ชาวบ้านนอกขอกนาหน้าตาเฟือน โคลนเลนเปื้อนลดเลี้ยวเดินเกี้ยวกัน
ครั้นเวียนเทียนสำเร็จเจ็ดรอบแล้ว รับแว่นแก้วรวมไว้ที่ในขัน
ใบพลูดับวับหายระบายควัน กระแจะจันทน์จรุณเฉลิมเจิมพักตรา
ฝ่ายโยคีชีพราหมณ์รามราช ต่างสวดศาสตร์ไสยมนตร์ดลคาถา
พระบิตุราชมาตุรงค์องค์นรา ทั้งเสนาสนั่นช่วยอำนวยพร
กรุงกระษัตริย์ตรัสมอบทั้งขอบเขต นัคเรศราชกิจอดิศร
นางกระษัตริย์ตรัสช่วยอำนวยพร มอบนิกรกัลยายุพาพาล
พระโฉมยงองค์สิงหไกรภพ จึงนอบนบรับสมบัติพัสถาน
รับพระแสงแต่งตั้งรับสั่งการ ยื่นประทานอุปราชเป็นอาชญา
พราหมณ์คำนับรับพระแสงตำแหน่งที่ ได้เปรมปรีดิ์ปรากฏด้วยยศถา
ศิโรราบกราบก้มบังคมลา กระษัตราตรัสช่วยอำนวยพร
มาขึ้นพระเสลี่ยงตามเยี่ยงอย่าง พวกขุนนางออกแห่แลสลอน
ไปอยู่ยังวังหน้าสถาวร พร้อมนิกรกัลยาเสนาใน
พระโอรสยศยงดำรงราชย์ ขึ้นปราสาทราชวัติจรัสไข
สองกระษัตริย์ขัตติยาต่างคลาไคล เสด็จไปปรางค์รัตน์ชัชวาล
พวกเสนีชีพราหมณ์พฤฒามาตย์ ออกจากราชนิเวศน์เขตสถาน
บ้างเดินเที่ยวเกี้ยวชู้บ้างดูงาน แสนสำราญจนเสร็จทั้งเจ็ดวัน ฯ
๏ พระโฉมยงองค์สิงหไกรภพ เลิศลบลือเดชทุกเขตขัณฑ์
สถิตแท่นแว่นฟ้าเวชายันต์[๒] พร้อมกำนัลนักสมกรมใน
ล้วนแน่งน้อยช้อยชดประณตนอบ แต่ไม่ชอบกิริยาอัชฌาสัย
เหมือนเคียงเคยเชยบุปผาสุมาลัย มาเด็ดได้ดอกหญ้าไม่น่าชม
พระเฉยเชือนเหมือนชังไม่รังเกียจ มิได้เฉียดชิดสุรางค์นางสนม
เป็นแต่เวรเกณฑ์ห้ามอยู่ตามกรม ไม่นิยมยินดีสตรีใด
เวลาเข้าเฝ้าสองกระษัตริย์เสร็จ แล้วเสด็จออกพระโรงรัตน์จรัสไข
ตรัสประภาษราชการงานกรุงไกร แล้วเข้าในแท่นที่ศรีไสยา
ยามบรรทมตรมฤทัยมิใคร่หลับ ให้กระสับกระส่ายพลิกซ้ายขวา
คิดพะวงทรงละห้อยสร้อยสุดา เป็นเวราสิ่งไรจึงไกลกัน
โอ้ยามนี้พี่เคยเกยก่ายกอด กระซิบพลอดเพลินใจเมื่อไก่ขัน
เคยหอมหวนนวลเนื้อเหมือนเจือจันทน์ จนทรงครรภ์คราวเคราะห์จำเพาะเป็น
โอ้สงสารป่านฉะนี้เจ้าพี่เอ๋ย เมื่อไรเลยจึงจะได้กลับไปเห็น
จะแลเหลียวเปลี่ยวเปล่าทุกเช้าเย็น หรือจะเป็นโทษทัณฑ์อันตราย
เพราะตัวพี่มิได้อยู่เป็นคู่รัก สงสารนักนึกให้จิตใจหาย
จะคอยข่าวเช้าเย็นไม่เว้นวาย แสนเสียดายดวงใจจำไกลทรวง
เหลือรำลึกดึกดื่นสะอื้นอก เหมือนหนึ่งยกเมรุไกรไศลหลวง
โอ้อกใครในแผ่นดินสิ้นทั้งปวง ไม่เหมือนทรวงพี่เศร้าถึงเยาวมาลย์
มิเหมือนหมายสายสวาทแล้วชาตินี้ ไม่ขอคบสตรีจนอวสาน
จะสู้ซื่อถือสัตย์ปฏิญาณ กว่าจะพานพบสมรเหมือนก่อนมา
ยิ่งรำลึกตรึกตรมระทมเทวษ ชลเนตรพร่างพรายทั้งซ้ายขวา
สะอื้นอัดกลัดกลั้นตันอุรา นิ่งนิทราตรมใจมิใคร่คลาย
ถึงได้ชมสมบัติแต่พลัดคู่ ไม่ชื่นชูเช่นมณีศรีสลาย
ยิ่งอาวรณ์ร้อนรนกระวนกระวาย แสนเสียดายสร้อยสุดานิราโรย
พิไรรํ่าซํ้าโศกเป็นโรครัก จนเผือดพักตร์ผ่องผิวให้หิวโหย
ต้องต่างแดนแผ่นดินเดือดดิ้นโดย เหมือนรักโรยแรมราให้อาดูร
จะทูลลาฝ่าละอองสองกระษัตริย์ ก็ข้องขัดด้วยพึ่งได้ครองไอศูรย์
เหมือนรักเมียเสียวงศ์พงศ์ประยูร ยิ่งเพิ่มพูนทุกข์สะท้อนถอนฤทัย
ยามเสวยเคยอร่อยก็ถอยรส โศกกำสรดเศร้าหมองไม่ผ่องใส
แสนระกำชํ้าประชวรรัญจวนใจ จนมิได้ออกประภาษราชการ
ฝ่ายห้ามแหนแสนสุรางค์ในปรางค์รัตน์ เห็นกระษัตริย์ซูบลงก็สงสาร
ไม่เอื้อนอรรถมธุรสพจมาน ที่หมอบกรานเตรียมเฝ้าก็เปล่าดาย
ใครเข้าไปใกล้สุวรรณบรรจถรณ์ ก็เคืองค้อนนึกกระดากยากใจหาย
แต่มองเมียงเคียงคอยชม้อยชม้าย ไม่ภิปรายปราศรัยเสียใจจริง
จนชั้นแต่แลปะพระก็ว่า เฝ้าเล่นตาเจ้าชู้ชาติผู้หญิง
ระวังตัวกลัวภัยไม่ไหวติง ต้องหมอบนิ่งออกระอาทุกนารี
ครั้นเห็นองค์ทรงยศสลดนัก วรพักตร์ผุดผ่องก็หมองศรี
ไปทูลพระชนกชนนี เหมือนเข้าที่มิได้ออกนอกแท่นทอง ฯ
๏ พระบิตุราชมาตุรงค์แสนสงสาร ลุกลนลานจากบัลลังก์มาทั้งสอง
ทั้งแสนสาวชาวแม่ก็แซ่ซ้อง เข้าในห้องพระโอรสยศไกร
เห็นลูกรักพักตร์เศร้าโลมเล้าลูบ พ่อโศกซูบศรีหมองไม่ผ่องใส
ให้เมื่อยเหน็บเจ็บป่วยระทวยใจ หรืออย่างไรโรคเจ้าจงเล่าความ
พระลดองค์ลงจากที่ชุลีหัตถ์ ทูลฉลองสองกระษัตริย์ซึ่งตรัสถาม
ลูกเหนื่อยอ่อนหย่อนกำลังครั้งสงคราม ด้วยยักษ์ตามติดพันกระชั้นมา
ถึงเจ็ดคืนเจ็ดวันโรมรันรบ จนสลบซบอยู่ที่ภูผา
จึงเสียนางพลางสะอื้นกลืนน้ำตา พระบิดาว่าวิบากให้จากกัน
จะหาไหนได้อย่างเช่นนางหญิง ไม่ทอดทิ้งภัสดาสู้อาสัญ
พระมารดาว่าสงสารหลานในครรภ์ มันฆ่าตีชีวันจะบรรลัย
พระบิดาว่าเสียดายคงวายวอด จะได้รอดชีวีอยู่ที่ไหน
โอรสฟังนั่งนึกรำลึกไป สะอื้นไห้ฮักฮักซบพักตรา
พออุปราชราชฐานคลานมาเฝ้า ท้าวเธอเล่าตื้นลึกแล้วปรึกษา
ไฉนเล่าเราจะได้สร้อยสุดา ช่วยปรึกษาตรองตริดำริการ
เจ้าพราหมณ์ฟังบังคมประนมสนอง จำจะต้องแต่งอำมาตย์ถือราชสาร
ไปงอนง้อขอสมาพญามาร ตามโบราณร่วมจังหวัดปัถพี
เผื่อจะหายคลายโกรธยกโทษให้ ก็จะได้พระธิดามารศรี
ข้าจะขออาสาฝ่าธุลี นำเสนีราชทูตไปพูดจา
แต่ทางเดินเกินกำลังเหล่ามนุษย์ สายสมุทรขวางทางกว้างนักหนา
จะต้องไปในทะเลด้วยเภตรา มรคาเคยสังเกตประเทศทาง
พระบิดาว่าเห็นดีทีจะได้ ตามแต่ใจเจ้าจะจัดไม่ขัดขวาง
ทั้งหน่อไทใจชื่นใคร่คืนนาง จึงว่าทางทะเลไปได้สบาย
ตั้งแต่ที่พี่พบกับน้องนั้น อีกเจ็ดวันหว่างศาลประมาณหมาย
พี่ไปถึงจงระวังฟังระคาย ถึงยักษ์ร้ายเคืองขัดจะตัดรอน
น้องจะทำคำสั่งเป็นหนังสือ พี่ลอบถือไปถวายสายสมร
แล้วให้แผ่แผ่นสุวรรณอันบวร เขียนอักษรสั่งความตามพระทัย
ทั้งทับทิมธำมรงค์ให้นงนุช กับวงบุษราคัมล้วนนํ้าใส
เจ้าพราหมณ์รับอภิวันท์แล้วครรไล มาจัดไพร่เจนทะเลลงเภตรา
ทั้งต้นหนคนงานทหารรบ เลือกให้ครบคนล่ามตามภาษา
ทั้งเสนีสี่ทูตช่างพูดจา เครื่องบรรณาการแล้วด้วยแก้วทอง
พวกอาลักษณ์นักปราชญ์แต่งราชสาร จดลงลานทองคำไม่ซํ้าหมอง
ใส่กล่องรัตน์ชัชวาลมีพานรอง ครบสิ่งของข้าวนํ้าเป็นลำเลียง
พอลมดีตีฆ้องฆาตกลองฤกษ์ เอิกเกริกแตรสังข์ประดังเสียง
ให้คลี่ใบใส่สายรอกรายเรียง หมายเฉลียงบูรพาในสาคร
ให้ตั้งเข็มเล็มแล่นแสนสันโดษ เห็นแต่โขดเขาเขินเนินสิงขร
ออกมหาสาคโรชโลธร หมายนครอสุราเมืองมารัน ฯ
๏ จะกล่าวเรื่องเมืองยักษ์อัคเรศ วิสัยเพศพงศ์สุรางค์นางสวรรค์
ทุกคํ่าเช้าเศร้าหมองสู้ครองครรภ์ จบถึงวันทศมาสไม่คลาดคลา
พระอุทรคลอนเคลื่อนลมเลื่อนลด ระทวยทดท้อจิตขนิษฐา
ให้ป่วนปวดรวดเร้าเศร้าอุรา ยังอุตส่าห์ทรงแรงแข็งฤทัย
จนเหลือทนอ้นอั้นให้ปั่นป่วน กันแสงซวนเซองค์ทรงไม่ไหว
โอ้ครั้งนี้ชีวันจะบรรลัย นางรํ่าไรเรียกบุตรด้วยสุดทน
จะเกิดมาฆ่าแน่ให้แม่ม้วย ออกมาช่วยดับเข็ญให้เป็นผล
กันแสงพลางนางเกลือกเสือกสกนธ์ เหมือนจะด้นดำดินสิ้นชีวัน
เจ้าพระคุณทูลกระหม่อมของเมียแก้ว วันนี้แล้วน้องจะลาพระอาสัญ
กุมารดิ้นนางสะดุ้งพยุงครรภ์ ให้ไหวหวั่นหวีดหวาดเพียงขาดใจ
ฝ่ายแสนสาวเถ้าแก่อยู่แซ่ซ้อง เสียงนางร้องวิ่งแร่เข้าแก้ไข
บ้างบอกกล่าวท้าวนางพวกข้างใน ทูลห้าวไทบิตุราชมาตุรงค์ ฯ
๏ ฝ่ายองค์ท้าวจัตุพักตร์เคยรักใคร่ เสด็จไปเยี่ยมประชวรนวลหง
เห็นลูกรักพักตร์สลดกำสรดทรง ให้แสนสงสารเสียดายสายสุดใจ
ออกจากห้องร้องเร่งให้เรียกหมอ วิ่งสอสอเซ็งแซ่เข้าแก้ไข
พระชี้นิ้วกริ้วอึงคะนึงไป ต่างหลงใหลเลอะเลือนเฟือนอารมณ์
เข้านวดฟั้นกันเองเสียงอึดอัด เป่ายานัตถุ์ให้สุรางค์นางสนม
หมอตำแยแก่กกคลานงกงม หลงนวดข่มขรัวยายงมงายงง
หลวงแม่เจ้าเถ้าแก่เรียกแตรสังข์ กรมวังวิ่งไขว่เหื่อไหลหลง
อรุณฤกษ์เบิกแสงพระสุริยง ประสูติองค์โอรสยศไกร
พนักงานพานทองประคองถนอม สรงนํ้าหอมหมดละอองผุดผ่องใส
นางโฉมยงสรงสนานสำราญใจ ยกเตียงไฟมาตั้งเป่าสังข์แตร
พญายักษ์รักใคร่เข้าใกล้หลาน ประคองพานเคียงข้างไม่ห่างแห
รูปละม้ายคล้ายพ่อจะกอแก เห็นเหมือนแม่เพียงหน้าตั้งตาชม
ฝ่ายพวกหมอขอสุราแทรกยาสด นวดประณตน้อมนบประคบประหงม
กรุงกระษัตริย์จัดพี่เลี้ยงเรียงนางนม ล้วนงามสมศักดิ์ประทานพระหลานชาย
กำชับเหล่าเถ้าแก่ดูแลเหวย แม้นละเลยหลานลูกจะถูกหวาย
เห็นนงเยาว์เข้าไฟพระทัยสบาย ค่อยนาดกรายเยื้องย่างไปปรางค์ทอง ฯ
๏ ฝ่ายพระนุชบุตรีมีโอรส ค่อยเปลื้องปลดทุกข์ทนกมลหมอง
พินิจดูกุมารในพานทอง ผิวผุดผ่องเพ่งพิศเพียงบิดา
คิดคะนึงถึงองค์พระทรงเดช ชลเนตรพร่างพรายทั้งซ้ายขวา
พระไกลกลับลับพักตร์ลักขณา เห็นแต่หน้าหน่อนาถไม่คลาดคลาย
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าพระคุณทูลกระหม่อม ไหนจะพร้อมพักตร์ได้เหมือนใจหมาย
ยิ่งตรึกตรองหมองพระทัยไม่สบาย ชมลูกชายก็ค่อยชื่นทุกคืนวัน
เป็นนํ้านวลอ้วนอวบได้ขวบเศษ ดังดวงเนตรนอนหลับเฝ้ารับขวัญ
พาขึ้นเฝ้าเจ้าตากรุงมารัน ท้าวกุมภัณฑ์พิศวาสราชนัดดา
ประทานนามรามวงศ์ตามพงศ์ยักษ์ เฝ้าฟูมฟักรักเลี้ยงไม่เดียงสา
ค่อยสมบูรณ์พูนสวัสดิ์วัฒนา รู้เจรจาน่าเอ็นดูพระกุมาร
บรรทมอู่สุวรรณกำนัลเห่ ดังเสียงเรไรร้องซ้องประสาน
พวกเสนาข้าบาทราชการ แต่งลูกหลานมาถวายหมายพึ่งพา ฯ
๏ ฝ่ายสำเภาเจ้าพราหมณ์แล่นตามคลื่น เห็นแต่พื้นภูมิทะเลกับเวหา
ข้ามถิ่นฐานบ้านเมืองเนืองเนืองมา พบลูกค้าจีนจามสืบถามไป
ถึงปีเศษเขตมนุษย์ก็สุดสิ้น ล่วงเข้าถิ่นอสุราคงคาใส
เสียงครื้นครึกลึกสุดสมุทรไท สมอไม่ถึงดินสุดสิ้นทาง
ทั้งปลาร้ายสายสมุทรขึ้นผุดคลํ่า ดูโตดำดังหนึ่งเนินเชิงเทินขวาง
ต้องก้าวเฉียงเลี่ยงลำไปท่ามกลาง มันโบกหางเรือหันป่วนปั่นโคลง
ไปตามคลื่นขึ้นทางทิศอิสาน เข้าเขตมารมารันควันโขมง
มีหอคอยลอยเทิ่งก่อเพลิงโพลง ตีฆ้องโหม่งโหม่งห้ามเสียงสามที
ทอดสมอรอเรียงเข้าเคียงฝั่ง มาคับคั่งคึกคักล้วนยักษี
เห็นมนุษย์ทูตถามด้วยความดี มาแต่ที่ถิ่นฐานบ้านเมืองใด
พวกสำเภาเจ้าพราหมณ์ให้ล่ามพูด เราเป็นทูตถือสารมาขานไข
นี่เขตแคว้นแดนที่บูรีใด เราจะไปนัคราเมืองมารัน
ฝ่ายพวกยักษ์ซักถามได้ความแน่ จึงบอกแต่ความจริงทุกสิ่งสรรพ์
นี่เมืองด่านชานชลากรุงมารัน แล้วพร้อมกันรับทูตขึ้นพูดจา
ขออ่านคำสำเนาในเค้าสาร เห็นอ่อนหวานหวังประสงค์เป็นวงศา
จดหมายความตามมีแล้วตีตรา สั่งให้ม้าใช้ถือหนังสือไป
ตรงเข้าหาข้าเฝ้ารับเอาบอก ต่อยตราออกอ่านแจ้งแถลงไข
เวลาเฝ้าเข้าห้องพระโรงไชย กราบทูลให้ทราบเรื่องเมืองโกญจา
ใช้เสนีสี่ทูตจำทูลสาร บรรณาการกำหนดตามยศถา
มางอนง้อขอพระราชธิดา อสุรารู้เรื่องเคืองขบฟัน
กูแสนแค้นแม้นรู้ว่าอยู่ไหน จะตามไปเข่นฆ่าให้อาสัญ
มาขอสู่กูไม่เอาเป็นเผ่าพันธุ์ อย่าให้มันเข้ามาอยู่ในบูรี
ฝ่ายเสนากาลสูรจึงทูลทัด อันกระษัตริย์ทรงบำรุงซึ่งกรุงศรี
แม้นมีทูตถือสารามาธานี จะฆ่าตีขับไล่นั้นไม่ควร
ทุกแดนด้าวท้าวพระยาจะว่าผิด เสียจริตราชธรรม์หุนหันหวน
ที่ตื้นลึกตรึกตรัสตัดสำนวน จึงสมควรข้อความตามโบราณ
พนาสูรฟังทูลถูกระบอบ กลับเห็นชอบปัญญาปรีชาหาญ
สั่งข้าเฝ้าเหล่ายักษ์พนักงาน ให้เบิกด่านสารตรามาธานี
เสนารับกลับมาสั่งม้าใช้ ให้รีบไปเบิกด่านรับสารศรี
ม้าใช้รับกลับมาฝั่งวารี บอกเสนีโปรดให้นำไปวัง ฯ
๏ พราหมณ์ดีใจให้เตรียมราชรถ กรรฉิ่งกลดเกณฑ์แห่ทั้งแตรสังข์
พระราชสารพานสุวรรณทั้งบัลลังก์ จัดพร้อมพรั่งรถาบรรณาการ
แล้วเจ้าพราหมณ์สามอำมาตย์ตามราชรถ แต่งเต็มยศเสนาโยธาหาญ
ประโคมฆ้องกลองดังกังสดาล เดินแห่สารแซ่เสียงมาเวียงไชย
กลองชนะปะปึงปึงเปิงครึ่ม ก้องกระหึ่มเภรีปี่ไฉน
โห่สนั่นครั่นครึกพิลึกไป หมายจะให้แจ้งกิจถึงธิดา
พวกลูกเล็กเด็กยักษ์คึกคักวิ่ง ทั้งชายหญิงยืนรายอยู่ซ้ายขวา
ดูมนุษย์สุดสนุกเหมือนตุ๊กตา อสุราตรูกระทั่งในวังเวียง
ถึงประตูบูรีมนตรีรับ หยุดประทับที่พระลานชานเฉลียง
เหล่าเสนามาล้อมอยู่พร้อมเพรียง ตั้งหมากเมี่ยงเลี้ยงทูตนั่งพูดจา ฯ
๏ ฝ่ายนงนุชบุตรีนารีราช อยู่ปราสาททราบเหตุว่าเชษฐา
แต่งอำมาตย์ราชสารสมานมา แต่กรุงแก้วโกญจาเมืองสามี
เหมือนม้วยมอดรอดเป็นให้เห็นพักตร์ พระยอดรักร่วมชีวามารศรี
แม้นทรงฤทธิ์บิตุราชขาดไมตรี จะลอบหนีไปให้พบประสบองค์
ออกจากห้องร้องเรียกนางสาวใช้ ให้ลอบไปฟังความตามประสงค์
แล้วลีลามาปราสาทบิตุรงค์ ค่อยแฝงองค์แอบบังฟังกิจจา ฯ
๏ ปางพระองค์พงศ์บรมพรหมพักตร์ พญายักษ์โสรจสรงทรงภูษา
ทรงเครื่องเพชรเสร็จสรรพจับคทา ออกนั่งหน้าสิงหรัตน์ชัชวาล
พร้อมเสนาข้ารองละอองบาท อภิวาทดาษดาตรงหน้าฉาน
กาลสูรทูลเบิกบรรณาการ ทั้งราชสารเสนีสี่ทูตา
แล้วพาเฝ้าเข้ากลางขุนนางพร้อม ประณตน้อมจัตุพักตร์ทูลยักษา
บัดนี้ท้าวเจ้ากรุงแก้วโกญจา เจริญราชสาราบรรณาการ
ใช้ให้ข้ามาถวายด้วยหมายมาด จะร่วมราชสุริย์วงศ์ดำรงสถาน
เสร็จคำทูลขุนยักษ์พนักงาน จึงคลี่สารอ่านตามความกิจจา
ในลักษณ์ราชมาดสมานสารสวัสดิ์ จอมกระษัตริย์สุริย์วงศ์สืบพงศา
ถึงร้อยองค์พงศ์พันธุ์ถัดกันมา บำรุงราษฎร์ศาสนาให้ถาวร
ถวายนามตามวงศ์ดำรงราชย์ อินณุมาศทศมิตรอดิศร
เจริญรสพจมานสารสุนทร ด้วยอาวรณ์หวังจะได้เป็นไมตรี
ด้วยโอรสยศยงประสงค์สวาท ในองค์ราชธิดามารศรี
ได้ร่วมรักลักพาจากธานี ให้ภูมีเคืองขัดพระอัชฌา
ด้วยยังเยาว์เบาจิตได้ผิดพลั้ง โปรดประทังประทานโทษโอรสา
จะขอจัดนัดงานการวิวาห์ ให้สืบถาวรพิพัฒน์สวัสดี
ขอพระองค์พงศ์พรหมบรมนาถ ประทานราชธิดามารศรี
ให้เษกสองครองจังหวัดปัถพี สืบไมตรีตราบสวรรคครรไล
ทั้งสำเภาเหล่าพ่อค้าพวกพานิช จะไค้คิดขายค้ามาอาศัย
แม้นโปรดตรัสนัดงานการเมื่อไร ตามพระทัยไม่ขัดพระหัทยา
พอจบสารกรานกราบพระทราบเรื่อง ยิ่งแค้นเคืองขึงพักตร์ท้าวยักษา
เหวยอำมาตย์ราชทูตท้าวโกญจา แม้นเดิมมาขอสู่กูจะยอม
นี่ลอบเล่นเช่นชู้ทำดูถูก แล้วลักลูกกูไปจนไผ่ผอม[๓]
ครั้นตามพบรบรอญไม่อ่อนน้อม กูไม่ยอมยังไม่หายไม่คลายแค้น
มึงบอกท้าวเจ้าเมืองโกญจาว่า แม้นโยธาที่มันตายไปหลายแสน
ให้คืนเป็นมาได้ไม่ขาดแคลน จะหายแค้นคบอ้ายใจบัดซบ
ไม่คืนเป็นเช่นว่าแล้วอย่านึก จะทำศึกสู้อีกไม่หลีกหลบ
มึงบอกท้าวเจ้านครอย่ารอนรบ ส่งสิงหไกรภพมาเมืองมาร
ลักลูกกูผู้ร้ายไม่หายโกรธ จะทำโทษตามอำนาจที่อาจหาญ
ว่าดีดีมิส่งทั้งวงศ์วาน จะพลอยผลาญเสียให้ม้วยไปด้วยกัน ฯ
๏ อุปราชราชทูตทูลสนอง พระผู้ครองโกญจามหาศวรรย์
มีเมืองน้อยร้อยคำนับอัพภิวันท์ เหมือนฉัตรกั้นเกศาประชาชน
รักโอรสอตส่าห์สามิภักดิ์ พอสมศักดิ์สืบมหาสถาผล
พระกริ้วตรัสตัดรอนไม่ผ่อนปรน ใช่พวกพลม้วยมอดจะรอดมา
ยิ่งรบสู้หมู่ทหารมารทั้งหลาย จะซํ้าร้ายร้อนจิตทุกทิศา
ขอพระองค์ทรงธรรม์กรรุณา[๔] ให้ไพร่ฟ้าสองฝ่ายสบายบาน
อันองค์พระสิงหไกรภพผิด ก็กลับคิดสวามิภักดิ์สมัครสมาน
ควรจะให้อภัยโทษจงโปรดปราน ให้แต่งงานงามสง่าทั้งธาตรี
พระฟังทูตพูดขัดจึงตรัสขับ กูไม่รับบรรณาการทั้งสารศรี
แม้นมิให้อ้ายผู้ร้ายถึงปลายปี จะไปตีจับโจรเมืองโกญจา
จงจัดแจงแต่งทัพไว้รับรบ ไม่ขอคบขายพักตร์พวกยักษา
เป็นอันขาดราชทูตอย่าพูดจา แล้วลีลาจากบัลลังก์เข้าวังใน
ฝ่ายเจ้าพราหมณ์ความคิดติดลึกลํ้า ว่าจวนคํ่าจะขอรออาศัย
พรุ่งนี้เช้าเราจะลาท่านคลาไคล แล้วพาไพร่พลออกมานอกวัง ฯ
๏ ปางพระนุชบุตรีในนิเวศน์ คอยฟังเหตุเห็นไม่สมอารมณ์หวัง
มาปรางค์ทองห้องสุวรรณบนบัลลังก์ คะนึงนั่งกอดกรถอนฤทัย
โอ้สุดคิดบิตุรงค์ไม่ทรงโปรด ยิ่งกริ้วโกรธกรรมกรรมทำไฉน
แสนสงสารผ่านฟ้ายังอาลัย อุตส่าห์ให้ทูตถือหนังสือมา
แม้นรู้ข่าวท้าวซํ้าจะทำศึก เห็นจะนึกเศร้าสร้อยละห้อยหา
น่าใจหายหมายเหมือนจะเคลื่อนคลา ช่างเกิดมาอาภัพอัประมาณ
แล้วมิหนำซํ้าบุตรสุดที่รัก ไม่รู้จักบิตุรงค์น่าสงสาร
สิ้นตระกูลสูญพงศ์ทั้งวงศ์วาน กอดกุมารโศกาจนราตรี ฯ
๏ ฝ่ายเจ้าพราหมณ์ยามคํ่าพอย่ำทุ่ม เห็นเมฆคลุ้มคลํ้าฟ้าในราศี
เป็นลิงน้อยลอยแฝงแสงอัคคี มาลงที่ปรางค์ทองห้องบัญชร
ยังแย้มแกลแลเห็นนางนงลักษณ์ กับลูกรักร่วมสุวรรณบรรจถรณ์
ลอบเข้าไปใกล้ก้มประนมกร ชูอักษรสารถวายสายสุดใจ ฯ
๏ นางเห็นลิงนิ่งตลึงแล้วจึงว่า นี่ท่านมาแต่ตำบลแห่งหนไหน
ลิงแถลงแจ้งจริงทุกสิ่งไป พระตรัสใช้มาเฝ้าเยาวมาลย์
แล้วหยิบเอาธำมรงค์สองวงถวาย นางน้อมกายก้มคำนับแล้วรับสาร
ธำมรงค์ทรงหัตถ์ชัชวาล แล้วทรงอ่านสารศรีที่มีมา ฯ
๏ เจริญลักษณ์อักษรบวรสวาท แรมนิราศห่างเหเสน่หา
มิได้ลืมปลื้มจิตวนิดา เหมือนเสียแก้วแววตาเหลืออาลัย
ถึงยามนั่งตั้งตรึกรำลึกถึง เหมือนศรตรึงตรมอุรานํ้าตาไหล
ถึงยามกินสิ้นรสสลดใจ ด้วยอาลัยกลอยสวาทจำคลาดคลา
ถึงยามนอนนอนเดียวเปล่าเปลี่ยวอก แสนวิตกแต่จะให้กลับไปหา
บิตุรงค์ทรงธรรม์กรรุณา ให้งอนง้อขอสมาพระยามาร
จึงสั่งความพราหมณ์พี่เลี้ยงมาเพียงนี้ แหวนมณีค่าเมืองกับเรื่องสาร
แม้นบุตรคลอดรอดตายไม่วายปราณ เยาวมาลย์สวมผูกให้ลูกยา
แม้นชาตินี้มิได้อยู่เป็นคู่ชื่น อันหญิงอื่นเป็นขาดไม่ปรารถนา
บิตุราชขาดเด็ดไม่เมตตา จะอุตส่าห์สงครามชิงทรามชม
ให้สาแค้นแม้นกายวายชีวิต ไม่ขอคิดสักซีกกระผีกผม
แม้นชนะพระบิดาเหมือนอารมณ์ จะได้ชมเชยชื่นทุกคืนวัน
จนม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดเสน่หาจนอาสัญ
ถึงตัวไปใจคิดเป็นนิรันดร์ พี่รับขวัญเช้าเย็นไม่เว้นวาย ฯ
๏ พอจบคำนํ้าเนตรลงพรากพราก ด้วยจำจากจำไกลจิตใจหาย
เคลิ้มอารมณ์ลมจับแล้วกลับกลาย สู้ทรงกายกัลยาด้วยอาวรณ์
จึงจุดเทียนเขียนคำแล้วสำเร็จ กุลฑลเพชรเนาวรัตน์ประภัสสร
เอาห่อใส่สไบทรงองค์บังอร ฝากวานรถึงกระษัตริย์ภัสดา
แล้วบอกนามรามวงศ์องค์โอรส กราบประณตบทเรศพระเชษฐา
ตัวน้องเล่าเช้าคํ่ากินนํ้าตา จะรอใจไว้ท่าพระสามี ฯ
๏ พราหมณ์คำนับรับสั่งกับทั้งของ ออกจากห้องปรางค์มาศปราสาทศรี
เหาะข้ามหมู่อสุรินด้วยยินดี มาลงที่สำนักพักโยธา
พอรุ่งเช้าเจ้าพราหมณ์ให้หามของ พาพวกพ้องไพร่นายทั้งซ้ายขวา
มาเมืองด่านชานทะเลลงเภตรา ออกแล่นมาตามคลื่นทุกคืนวัน
กำหนดทางกลางนทีได้ปีเศษ ถึงนิเวศน์เวียงไชยไอศวรรย์
กราบทูลความตามจริงทุกสิ่งอัน ของนางนั้นถวายพระภูวไนย ฯ
๏ พระรับของทองทรงนางนงลักษณ์ กุณฑลปักบุษยรัตน์จรัสไข
เคยเห็นทรงองค์นางเก็บวางไว้ คิดสงสัยทรงอ่านสารสุดา
ได้ทราบความนามอนงค์องค์โอรส น้อมประณตกราบบาทนาถนาถา
เมื่อพลัดพรากจากองค์ในคงคา พระบิดาเคืองขัดผูกมัดไว้
แล้วเลิกทัพกลับหลังไปวังหลวง แม้นไม่ห่วงลูกรักจักตักษัย
แล้วปลดปลอดคลอดโอรสยศไกร ฝ่ายท้าวไทช่วยรักษาพยาบาล
จัดสุรางค์นางเคียงพี่เลี้ยงพร้อม รักถนอมมิให้ห่างเหมือนอย่างหลาน
อันน้องนี้มีแต่รับอัประมาณ พอทราบสารทรงธรรม์ที่กรรุณา
ไม่ทิ้งขว้างห่างเหเสน่ห์น้อง พระคุณของทรงศักดิ์นั้นหนักหนา
ถึงบิตุราชขาดเด็ดไม่เมตตา จะอุตส่าห์ทรงสัตย์สวัสดี
ไม่คิดครองสองชายด้วยหมายมาด จะรอบาทบงกชบทศรี
แม้นหน่อไทใหญ่หลวงได้ท่วงที จะพาหนีไปประณตบทมาลย์ ฯ
๏ พอจบคำรำลึกสะอึกสะอื้น อุตส่าห์กลืนชลนาน่าสงสาร
บิตุราชมาตุรงค์ทั้งวงศ์วาน คิดรำคาญด้วยยักษ์มันจักมา
จะลากปืนขึ้นป้อมให้พร้อมไว้ ตระเตรียมไพร่พลนิกายทั้งซ้ายขวา
คอยสมทบรบสู้อสุรา มันคงมาเหมือนสั่งด้วยคั่งแค้น ฯ
๏ พระหน่อไทได้สดับอภิวาท ถึงแม้นมาตรรากโษสมาโกฏิแสน
จะชิงชัยไว้ยศทำทดแทน คิดแก้แค้นฆ่าฟันให้บรรลัย
พราหมณ์จินดาว่าทัพมานับหมื่น คนจะตื่นแตกห้ามปรามไม่ไหว
รณรงค์องค์เดียวเห็นเปลี่ยวใจ จำจะไปหาผู้ความรู้มี
ผูกพยนต์พลรบสมทบทัพ ไปตั้งรับรบพุ่งนอกกรุงศรี
ข้าทราบความตามตำราในบาลี ว่าโยคีอยู่เขาเนาวรัตน์
ใกล้แว่นแคว้นแดนโรมวิสัยนั้น ทรงศีลธรรม์นับถือคนซื่อสัตย์
เชิญพระองค์ทรงศักดิ์จักรพรรดิ ไปนมัสการท่านโยคี
ขอวิชาผ้าพยนต์เวทมนตร์ไว้ จึงชิงชัยสังหารผลาญยักษี
แม้นละไว้ให้มาถึงธานี ชาวบูรีราษฎรจะร้อนใจ
หน่อกระษัตริย์ตรัสตอบว่าชอบอยู่ ท่านผู้รู้เวทมนตร์อยู่หนไหน
อย่าช้าทีพี่จงพาน้องคลาไคล จะได้ไปศึกษาวิชาการ
แล้วทูลลาพาพราหมณ์ตามลีลาศ ออกจากราชนิเวศน์เขตสถาน
เป็นปักษาถาโถมโพยมมาน ไปทางบ้านเดิมพราหมณ์ตามตำรา
ได้เดือนหนึ่งถึงเขาเนาวรัตน์ เรืองจรัสราวกับแก้วแววเวหา
เห็นอาศรมร่มบังครอบหลังคา ค่อยร่อนราลอยลงในพงพี
แล้วแปลงเป็นเช่นมนุษย์บุรุษราช ดูผุดผาดผิวผ่องทั้งสองศรี
ค่อยย่องเหยียบเลียบเดินเนินคีรี เห็นโยคีนั่งแท่นแผ่นศิลา
ชักประคำสำรวมร่ายพระเวท ทรงเศวตพัสตร์ขาวเกล้าเกศา
พาพี่เลี้ยงเมียงหมอบยอบกายา มาตรงหน้านั่งประนมก้มกราบกราน ฯ
๏ ปางโยคีปรีชาเห็นมาณพ มาเคารพรู้เหตุประเทศสถาน
ผู้มีบุญจุลจักรปราบยักษ์มาร จึงหยิบลานทองตำราผ้าพยนต์
ยื่นให้พระสิงหไกรภพรับ แล้วหายวับกับตาน่าฉงน
จะแนะนำกรรมหน่อยจะพลอยปน ไปสวดมนตร์ในถํ้าเสียสำราญ
พระโฉมยงองค์สิงหไกรภพ อ่านจนจบใจความตามวิตถาร
รู้สันทัดลัทธิชำนิชำนาญ ไม่เห็นลานหายวับไปกับตา
ตกตะลึงจึงถามเจ้าพราหมณ์พี่ ท่านปรานีให้พระมนตร์ดลคาถา
เป็นไฉนไม่เห็นเจรจา หรือโกรธาขัดขวางเป็นอย่างไร ฯ
๏ เจ้าจินดาว่าครูผู้วิเศษ ทรงพระเวทวิทยาอัชฌาสัย
เรามาหาสามิภักดิ์รู้จักใจ จึงโปรดให้วิทยาด้วยปรานี
มิให้เห็นเป็นนิสัยมิให้อยู่ สอนให้รู้แล้วจะได้ไปกรุงศรี
กลัวรบกวนควรลาฝ่าธุลี อยู่ช้าทีการจวนต้องด่วนไป
พอฟังคำนํ้าใจมิใคร่จาก ด้วยคิดอยากไถ่ถามตามสงสัย
กลัวเคืองขัดวัจนาจำคลาไคล แสนอาลัยแลหาอยู่ช้านาน
แล้วยอกรอ่อนเกล้าคุกเข่ากราบ ด้วยเรียบราบรํ่าว่าน่าสงสาร
ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงญาณ โปรดประทานทิพมนตร์ดลวิชา
ขอประสิทธิ์ฤทธิไกรชัยชนะ ด้วยเดชะสุจริตเป็นศิษย์หา
ขอพระองค์ทรงสวัสดิ์วัฒนา อยู่ตราบสิ้นดินฟ้าทั้งสากล
มีธุระจะลาจากฝ่าเท้า แล้วก้มเกล้ากราบงามลงสามหน
ออกไปลับกลับกลายกายสกนธ์ เป็นปักษินบินบนโพยมมาน
ได้เดือนหนึ่งถึงพาราเป็นมนุษย์ เข้ายั้งหยุดอยู่ปราสาทราชฐาน
เกณฑ์ม้าใช้ให้ระวังฟังเหตุการณ์ อยู่ปลายด่านธานีทั้งสี่นาย ฯ


[๑] เษก = ราชาภิเษก

[๒] เวชายันต์ = เวชยันต์

[๓] ไผ่ผอม แปลว่า ผอมมากเหมือนลำไผ่

[๔] กรรุณา = กรุณา

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ