ตอนที่ ๓ พราหมณ์จินดาลักพระกุมารไป ท้าวพินทุมารจับสองกุมารแล้วพาไปเลี้ยงไว้ในถ้ำ

๏ จะกล่าวความพราหมณ์ถือข้างพรหเมศ รู้ไตรเพทวิทยามหาศาล
ได้ศึกษาปาโมกข์โลกวิจารณ์ แทบสถานบ้านเมืองมิถิลา
มหาพราหมณ์นามชื่อวิรุณฉาย มีบุตรชายแน่งน้อยเสน่หา
จึงสังเขปชื่อเทพจินดา ชันษาพราหมณ์น้อยสิบสองปี
เมื่ออัศจรรย์วันประสูติพระหน่อนาถ สุธาวาสหวั่นไหวทุกกรุงศรี
วิรุณฉายพอจะวายวางชีวี พลิกคัมภีร์อ่านดูก็รู้พลัน
จึงเรียกบุตรสุดสวาทมาบอกเหตุ ซึ่งอาเพศหวั่นไหวทั้งไอศวรรย์
ผู้มีบุญจุลจักรออกจากครรภ์ จงสำคัญหรดีตามตำรา
พ่อวอดวายสายสุดสวาทแสวง ในตำแหน่งท่านผู้มีวาสนา
จะได้พึ่งหนึ่งจงจำเอาตำรา ลักขณาจุลจักรให้แจ้งใจ
มอบตำราแล้วกำชับไว้ถ้วนถี่ คัมภีร์นี้เกิดถึงโลกวิสัย
พอสอนบุตรสุดสวาทแล้วขาดใจ เสียงร้องไห้รักกันสนั่นเรือน
แสนสงสารพราหมณ์น้อยไห้สร้อยเศร้า ยิ่งเปลี่ยวเปล่าฤทัยใครจะเหมือน
โอ้มารดาอาสัญได้สามเดือน บิดาเคลื่อนละลูกอาลัยลาญ
สะอื้นกอดบาทาบิดาไว้ ฝูงข้าไทญาติวงศ์ก็สงสาร
ต่างโลมเล้าเอาใจพราหมณ์กุมาร แล้วแต่งการปลงศพมหาพราหมณ์
ทิ้งทานทรัพย์นับสัดสหัสสา แล้วปลงฌาปนกิจบิดากลางสนาม[๑]
ครั้นเสร็จสรรพกลับคืนนิคมคาม กุมารพราหมณ์แสนรันทดสลดใจ
ยิ่งยามดึกยิ่งสะอึกสะอื้นอ้อน ถึงบิดรมารดานํ้าตาไหล
โอ้ครั้งนี้มิรู้ที่จะพึ่งใคร ทั้งโภไคยผู้คนก็โรยรา
คิดถึงคำพ่อรํ่ารำพันสอน จำจะจรไปเสาะแสวงหา
ที่มีบุญจุลจักรพัตรา เปิดตำราอ่านดูก็รู้ความ
หรือกระษัตริย์สุริย์วงศ์พระองค์เอก จากเศวกรอัตรา[๒]อยู่ป่าหนาม
จะไปหาข้าไทมิให้ตาม กุมารพราหมณ์นึกเสร็จแล้วแต่งกาย
จีบกระโจมโขมพัสตร์ดูผุดผ่อง สอดเสื้อกรองใส่กระดุมดูเฉิดฉาย
เข็มขัดคาดเจียระบาดสุวรรณพราย ใส่แหวนรายนิ้วหัตถ์จัดประจง
กระหมวดมวยสวยสางแลวใส่ช้อง กรรเจียกทองวงนลาฏดังราชหงส์
สวมสังวาลเพชรรัตน์กระหวัดวง จัดประจงเจิมพักตร์พรรณราย
สง่างามพราหมณ์น้อยสำอางเอี่ยม ละม่อมเทียมเทวัญเมื่อผันผาย
สั่งบรรดาข้าไททั้งหญิงชาย ท่านทั้งหลายจงระวังซึ่งตึกราม
เราจะไปศึกษากับปาโมกข์ โดยสังโยควิสัยเที่ยวไถ่ถาม
ได้เสร็จสรรพจึงจะกลับนิคมคาม สั่งแล้วพราหมณ์น้อยนาดดำเนินจร
มุ่งวิถีหรดีสันโดษเดี่ยว ก็ท่องเที่ยวดั้นเดินเนินสิงขร
พลางชมฝูงวิหคาทิชากร บ้างเริงร่อนจับรุกข์อยู่เรียงรัน
เรไรเพรียกเรียกร้องเสียงหริ่งแร่ ค่าคบแคเขาเคยเข้าเคียงขัน
กิ่งเกดใหญ่ไก่แก้วตะโกนกัน ไม้โมกมันหมู่โมงมามองเมียง
ลิงลมลงหลงเล่นลางลิงโลด เหมหงส์โหดหันหาหิงหาดเหียง
คัดเค้าทั้งกางเขนเป็นคู่เคียง อีแอ่นเอี้ยงโอนอ่อนออกอื้ออึง
เจ้าพราหมณ์ฟังพลอยเพลินด้วยฝูงนก เดินไม่ตก[๓]รีบไปจะให้ถึง
ทั้งเสือสัตว์สารพัดไม่พรั่นพรึง ด้วยรู้ซึ่งไสยเพทพระเวทมนตร์
สิบทิวามาถึงที่ริมไร่ ให้อ่อนใจร่วงโรยระโหยหน
เข้าหยุดนั่งบังแสงพระสุริยน ที่ใต้ต้นกร่างใหญ่ในวนา ฯ
๏ จะกล่าวถึงท้าวไทในกระท่อม ค่อยถนอมเลี้ยงองค์โอรสา
พระผูกเปลไว้ให้เจ้าไสยา แล้วก็พากันไปดูไร่แตง
ผลกรรมจำให้ไกลสถาน พระกุมารฟื้นองค์ทรงกันแสง
พระสุรเสียงฉํ่าเฉื่อยระเรื่อยแรง พระพายแกล้งหอบเสียงกุมารา
ให้แว่วแว่วแจ้วโสตเจ้าพราหมณ์น้อย พอเคลิ้มม่อยหวาดฟื้นตื่นผวา
ฟังสำเนียงเสียงร้องต้องตำรา พราหมณ์จินดาดีใจใครจะปาน
ผู้มีบุญจุลจักรอยู่หน้าแล้ว เสียงแจ้วแจ้วหวั่นไหวในไพรสาณฑ์
มามองเมียงฟังเสียงพระกุมาร ถึงสถานที่ทับกลับชะงัก
ไม่พบคนขึ้นบนเคหาห้อง เห็นผ้าทองผูกอู่รู้ประจักษ์
เข้านั่งชิดแล้วพิศเพ่งพระพักตร์ นรลักษณ์ผุดผ่องต้องตำรา
แล้วเห็นวงธำมรงค์เรืองจำรัส ผูกพระหัตถ์โฉมฉายทั้งซ้ายขวา
ชะรอยจอมจักรพรรดิขัตติยา เสียพารายากไร้ในไพรวัน
แล้วดูบาทโฉมงามตามประสงค์ เป็นลายกงจักรพรรดิกระหวัดผัน
พราหมณ์บังคมก้มกราบกับบาทพลัน แล้วรับขวัญโอบอุ้มกุมารลง
จากกระท่อมด้อมหนีสองกระษัตริย์ ละเลาะลัดไปในไพรระหง
ค่อยประคองมิให้ร้องขึ้นกลางดง ตัดทางตรงลัดมิถิลามา ฯ
๏ ฝ่ายทรงฤทธิ์บิตุเรศพระมารดร ให้อาวรณ์คอยระวังโอรสา
เที่ยวเก็บผักหักฟืนแล้วคืนมา ถึงเคหามิได้เห็นเพื่อนเข็ญใจ
ต่างทิ้งฟืนยืนคิดจิตอนาถ เอะประหลาดลูกแก้วแคล้วไปไหน
หรือพวกบ้านพรานป่ามันพาไป ออกจากไร่วิ่งพัลวันมา
ครั้นถึงบ้านพรานไพรเที่ยวไถ่ถาม ไม่ได้ความลูกน้อยเสน่หา
ถึงกระท่อมทุ่มทิ้งทอดอุรา ต่างโศกาเกลือกกลิ้งจนนิ่งไป
แล้วกลับคืนฟื้นองค์ทั้งแม่พ่อ โอ้ใครหนอหรือมาแกล้งให้ตักษัย
เหมือนแขวะควักลักล้วงเอาดวงใจ ลูกข้าไม่ทันว่าหย่านมเลย
สะอื้นพลางทางเรียกพระลูกแก้ว แม่มาแล้วพ่อไปไหนลูกเอ๋ย
พระบิดาว่าพ่อได้ให้ชมเชย ค่อยเสบยเบาทุกข์ที่ตรมตรอง
หรือเสือสีห์หมีเม่นมาเห็นเจ้า มาคาบเอาลูกไปจากในห้อง
ไยโลหิตจึงไม่ติดภูษารอง พระเรียกร้องไห้รํ่าระกำใจ
พระมารดาว่ายากเพียงนี้แล้ว มีลูกแก้วเพื่อนเข็ญก็เป็นได้
จะอยู่ไยให้เวทนาใจ สลบไปแน่นิ่งทั้งสององค์
ริมอู่ทองลูกยาน่าสงสาร เย็นสะท้านเส้นหญ้าป่าระหง
ทุกก้านกิ่งมิ่งไม้ในไพรพง ทั้งสองคงคืนสมประดีพลัน
สกุณไก่แก้วร้องตะโกนจ้า พระหวาดว่าลูกรักกันแสงศัลย์
เอะแจ้วแจ้วหรือว่าแก้วแม่จาบัลย์ ไก่กระชั้นผิดเสียงแล้วโศกา
ทั้งสองท้าวคราวโศกถึงลูกแก้ว สลบแล้วค่อยฟื้นขึ้นโหยหา
แล้วคิดได้ในคำของโหรา ทายชะตาลูกรักแต่ตั้งครรภ์
พระโลมเล้าเยาวมิ่งจริงจริงแม่ เห็นเที่ยงแท้โหรทายทำนายฝัน
ว่าจากไปแล้วจะได้ไปพบกัน[๔] จงกลืนกลั้นโศกเศร้าให้เบาบาง
เมื่อวันคลอดยอดรักแผ่นดินไหว ไม่เป็นไรดอกนะน้องอย่าหมองหมาง
ต่างมั่นจิตคิดหักพระทัยพลาง ค่อยเสื่อมสร่างโศกาที่อาวรณ์ ฯ
๏ จะกล่าวถึงพราหมณ์น้อยกลอยสงสาร อุ้มกุมารดั้นเดินเนินสิงขร
พระหน่อไทรํ่าไห้มากลางดอน สะอื้นอ้อนอยากนมพระชนนี
เจ้าพราหมณ์น้อยนั้นค่อยประโลมปลอบ มาถึงขอบเขาคันคิรีศรี
มาหยุดพักวักหยอดซึ่งวารี ทูนหัวพี่นิ่งเถิดอย่าร้องเลย
แล้วเที่ยวหักฝักบัวกระจับสด เอาหินบดป้อนให้กุมารเสวย
เห็นหยุดร้องเข้าประคองขึ้นชมเชย ทูนหัวเอ๋ยอิ่มแล้วหรือแก้วตา
แล้ววางตักวักนํ้ามาลูบไล้ คลี่สไบผูกบนต้นพฤกษา
ให้นอนเปลเห่กล่อมกุมารา ได้แต่ช้าแม่อีขับจนหลับไป
ครั้นตื่นนอนป้อนผลผลาหาร อุ้มกุมารเลียบเดินเนินไศล
เข้าแฝงร่มชมพลางมากลางไพร เด็ดดอกไม้แดงมาให้น้องดู
ชวนหัวร่ออออือเอาอีกหรือ พ่อจะถือหรือจะทัดทั้งสองหู
แล้วยิ้มย่องอุ้มน้องขึ้นชมชู พ่อจะดูเนื้อนกอยู่โน่นแน
เห็นไก่เถื่อนอุ้มเชือนไปชมเล่น พ่อแลเห็นหรือไม่โน่นไก่แจ้
กุมาราพูดจาอยู่อือแอ เห็นผิดแม่เจ้าก็ทรงโศกาลัย
เจ้าพราหมณ์น้อยปลอบน้องอยู่วายเวย ตุ๊กแกเอ๋ยกัดท้องคนร้องไห้
เจ้าปลอบพลางเดินพลางมากลางไพร หลงเข้าในจังหวัดอสุรินทร์ ฯ
๏ จะกล่าวถึงพินทุมารชาญผจญ ได้เฝ้าต้นสรรพยาในเหวหิน
เป็นยาทิพย์เกิดกับสำหรับดิน กิ่งหนึ่งกินกลายเป็นนกแก้วไป
กิ่งหนึ่งกินเป็นพญานาคราช แสนฉกาจขบกัดคนตัดษัย
กิ่งหนึ่งกินเนื้อเหลืองเรืองอุไร กิ่งหนึ่งไซร้กลายกลับเป็นลิงลม
ต่อกินนํ้ามวกผาจึงยาหาย ราพณ์ร้ายปิดยาด้วยหินถม
ออกเดินเดี่ยวเที่ยวในไพรพนม แสนภิรมย์เริงไล่มฤคิน
จับได้เสือฉีกเนื้อกระชากลาก เอาใส่ปากเคี้ยวเล่นเป็นภักษิน
โลหิตไหลฟูมฟันอสุรินทร์ พอได้ยินเสียงร้องก้องอารัญ[๕]
เอะอะไรใครหนอเสียงมนุษย์ ค่อยย่องหยุดฟังไปในไพรสัณฑ์
แลเขม้นเห็นสองกุมารพลัน ออกยืนยันขวางทางอยู่กลางแปลง
เจ้าพราหมณ์น้อยช้อยเนตรไปยลยักษ์ แจ้งประจักษ์ว่ากุมภัณฑ์ก็กันแสง
อนิจจาครานี้จะสิ้นแรง อุตส่าห์แข็งขืนวิ่งมาไวไว
เห็นหุบเขาเข้านั่งพอบังมิด เอามือปิดปากน้องอย่าร้องไห้
ยักษ์มาพบหลบลุกขึ้นหนีไป กุมภัณฑ์ไล่เวียนวงในดงดาน
ถึงปากถํ้าพราหมณ์น้อยถลำพลาด อุ้มหน่อนาถล้มลงน่าสงสาร
ดิ้นกระเดือกเสือกลุกขึ้นคลุกคลาน พอขุนมารทันจับไว้กับมือ
หัวร่อร่าว่าลูกเท่าแมลงหวี่ มันวิ่งหนีกูน้อยไปแล้วหรือ
กูจะกินแต่ลิ้นไม่ติดครือ คิดแล้วรื้อให้สงสารกุมารครัน
ด้วยเดชะผลบุญจุลจักร เทพารักษ์ดลใจในไพรสัณฑ์
ขุนมารวางพลางปลอบกุมารพลัน อย่าโศกศัลย์กูไม่ล้างให้วางวาย
เจ้าพราหมณ์น้อยวันทาพญายักษ์ กอดน้องรักองค์สั่นมิ่งขวัญหาย[๖]
ว่าฉันนี้พี่น้องทั้งสองชาย พ่อแม่ตายสิ้นสูญประยูรวงศ์
อยู่บ้านเมืองเคืองขัดด้วยอาหาร จึงเซซานมาที่ในไพรระหง
ตาขาอย่าฆ่าอันให้ปลดปลง หลานจะตรงไปเมืองมิถิลา
เที่ยวขอข้าวชาวบ้านให้ทานน้อง เจ้ารํ่าร้องอยากนมเป็นนักหนา
ลูกประหล่ำกำไลที่ใส่มา ตามแต่ตาต้องประสงค์จงเอาไป
พินทุมารฟังสารเจ้าพราหมณ์น้อย ฉลาดถ้อยตอบต้องอัชฌาสัย
น่าเอ็นดูรู้วอนให้อ่อนใจ ให้กำไลลูกประหลํ่าธำมรงค์
เข้าโลมลูบจูบพักตร์เจ้าพี่น้อง อันเข้าของที่จะให้ไม่ประสงค์
เจ้าเข็ญใจไร้ขาดญาติวงศ์ พ่ออยู่ดงไร้บุตรธิดาดวง
จะเลี้ยงเจ้ารักเท่าโอรสา ไปคูหาเราเถิดเจ้าที่เขาหลวง
แล้วยักษาอุ้มแอบไว้แนบทรวง ก็เหาะล่วงเขาใหญ่ในไพรวัน
ถึงถํ้าแก้วแล้ววางสองพี่น้อง เหนือแท่นทองทิพรัตน์นรังสรรค์
ให้กินทิพย์อาหารสำราญครัน ท้าวกุมภัณฑ์เชยชมภิรมยา
สงสารหน่อกระษัตราเป็นทารก เมื่อวันตกมาอยู่ในคูหา
เห็นหน้ายักษ์ผิดพักตร์พระมารดา เจ้าหลับตาแล้วร้องพิไรไป
ท้าวกุมภัณฑ์รับขวัญแล้วทูนเกล้า เป็นไรเจ้าดูพ่อแล้วร้องไห้
เจ้าพราหมณ์ว่าประสาเด็กไม่เกรงใจ ยักษ์ออกไปเสียอย่าต้องน้องฉันกลัว
ยักษ์หัวร่อว่าพ่อไม่ทันรู้ เจ้ามาดูน้องทีเถิดทูนหัว
พ่อจะแปลงรูปใหม่มิให้กลัว แล้วแปลงตัวเป็นมนุษย์นั่งประคอง
กุมาราเห็นหน้านั้นผิดยักษ์ ก็ปลงรักอสุรินทร์สิ้นทั้งสอง
พญายักษ์รักสุดสวาทปอง เห็นลูกร้องรับขวัญทุกวันมา
ถึงยามคํ่ายํ่าฆ้องเข้าไสยาสน์ เอาผ้าลาดลงให้ลูกเสน่หา
แล้วโบกปัดพัดวีให้นิทรา ทั้งสองราพระกุมารสำราญใจ
เวลาเช้าท้าวอุ้มลงสรงนํ้า เอาผ้าทำเปลกล่อมให้หลับใหล
แล้วจึงสั่งพราหมณ์น้อยกลอยฤทัย พ่อจะไปเก็บผลมะม่วงปราง
ระวังน้องอย่าให้ร้องนะลูกแก้ว กลางวันแล้วพ่อจะมาอย่าหมองหมาง
เห็นน้องตื่นชี้ชวนให้เล่นพลาง ที่ห้องกลางนั้นเจ้าอย่าเข้าไป
ด้วยกุมภัณฑ์นั้นกลัวโอรสา จะเห็นต้นสรรพยาในเหวใหญ่
ครั้นสั่งแล้วอสุราก็คลาไคล เข้าสู่ไพรพฤกษาพนาลี
จับกระทิงสิงหรามาฟาดฟัด หักคอกัดกินเล่นในไพรศรี
สำราญจิตขุกคิดถึงคีรี ป่านฉะนี้ลูกน้อยจะคอยครัน
จะเก็บพวงผลไม้ไปให้เจ้า ไม่อิ่มเท่านํ้านมอันคมสัน
ไปภายหลังกำลังจะน้อยครัน แล้วกุมภัณฑ์คิดได้ดังใจจง
เพื่อนรักกูอยู่ในถํ้านางไกรสร แม่ลูกอ่อนมีนมสมประสงค์
จะขอไปให้ลูกกูกลางดง นึกจำนงแล้วก็เหาะระเห็จมา
ถึงสิงขรไกรสรสหายรัก พญายักษ์เข้าไปในคูหา
ไกรสรเรียกกุมภัณฑ์จำนรรจา ไปไหนมาขุนมารช้านานเจียว
ค่อยอยู่ดีมีสุขหรือทุกข์ร้อน มิใคร่จรมาหาเราที่เขาเขียว
ทุกวันนี้มีคู่หรืออยู่เดียว หรือท่องเที่ยวอยู่ไม่สมอารมณ์ปอง
ท้าวยักษาว่าหามีอนงค์ไม่ แต่ว่าได้ลูกรักไว้ทั้งสอง
เป็นชายโฉมโสภีทั้งพี่น้อง นวลละอองลักขณาวิลาวัณย์
จะขอนมเพื่อนรักไปสักหน่อย จะได้เลี้ยงลูกน้อยไม่อาสัญ
พอเป็นเพื่อนเข็ญใจในไพรวัน เหมือนช่วยกันบำรุงกุมารา
ราชสีห์จึงว่าดีแล้วสหาย ได้สืบสายยศศักดิ์ของยักษา
ที่นํ้านมอย่าปรารมภ์เลยอสุรา หมดแล้วมาเราจะให้ดังใจปอง
อสุรินทร์ยินคำไกรสรสัตว์ โสมนัสเปรมปรีดิ์ไม่มีสอง
สำแดงฤทธิ์นฤมิตผอบทอง เข้ารับรองนมสิงหราพลับ
เต็มผอบอสุราลาสหาย อยู่สบายเถิดนะเพื่อนจะผายผัน
ก็ลอยลิ่วปลิวถึงสิงขรพลัน ระเห็จหันลงไปถํ้าที่สำนัก
เห็นพี่น้องนั่งเล่นอยู่บนแท่น ให้สุดแสนพิสวาสอุ้มใส่ตัก
แล้วโลมลูบจูบจอมถนอมพักตร์ ให้ลูกรักกินนมนางสิงหรา
ค่อยกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงไว้ในไพรสาณฑ์ จนกุมารเติบใหญ่ในคูหา
มีกำลังดั่งหนึ่งสิงหรา ผลักศิลาปิดปากถํ้านั้นทำลาย
ท้าวกุมภัณฑ์หวั่นหวาดประหลาดจิต ดูเด็กนิดหนึ่งกำลังนั้นใจหาย
เห็นจะมีบุญเลิศประเสริฐชาย ราพณ์ร้ายจึงขนานนามกร
ชื่อสิงหไกรภพพูนสวัสดิ์ หน่อกระษัตริย์กินนมนางไกรสร
ให้เจ้าพราหมณ์จำนามไว้แน่นอน แล้วอวยพรลูกรักให้รุ่งเรือง ฯ



[๑] สมุดไทยเลขที่ ๔๔ ว่า “แล้วปลงฌาปนกิจกลางสนาม”

[๒] เศวกรฉัตรา = เศวตฉัตรา

[๓] สมุดไทยเลขที่ ๔๔ ว่า “พลางวิตก”

[๔] สมุดไทยเลขที่ ๔๔ ว่า “ว่าจากไปแล้วจะได้มาพบกัน”

[๕] อารัญ = อรัญ

[๖] สมุดไทยเลขที่ ๔๔ ว่า “กอดน้องรักตัวสั่นมิ่งขวัญหาย”

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ