ตอนที่ ๑๐ ท้าวจัตุพักตร์ตีเมืองโกญจา

๏ จะกล่าวเรื่องเมืองท้าวจัตุพักตร์ พญายักษ์พยาบาทไม่ขาดหาย
เห็นลูกหลานพานจะไม่สบาย เพราะรักชายชาติมนุษย์นึกสุดแค้น
ถึงเดือนอ้ายปลายปีจึงกรีทัพ เหลือจะนับรากโษสตั้งโกฏิแสน
เกณฑ์กุมภัณฑ์จันตประเทศทุกเขตแดน อเนกแน่นเนื่องมาในธานี
กองหน้าหลังคั่งคับนับสมุทร ฤทธิรุทรรบสู้ไม่รู้หนี
ทังเกียกกายซ้ายขวาเคยราวี ขุนเสนีนายทัพกำกับพล
แล้วผูกพระคชามหาเมฆ เป็นช้างเอกออกศึกเคยฝึกฝน
งารัดทองสองหูพู่จงกล รัตคนเครื่องมั่นกระสันรัด
ปกกระพองก่องแก้วพลอยแพรวพร่าง ใส่ช้องหางห่วงคล้องไม่ข้องขัด
ผูกชนักชักราสารพัด ปกหลังรัดคชาผ้ากัมพล
มาเรียงเรียบเทียบเกยเคยประทับ ดูคั่งคับโยธาโกลาหล
เหล่าทหารชาญชิดฤทธิรณ นิมิตตนโตใหญ่ทั้งไพร่นาย
ตัวเป็นยักษ์พักตร์เป็นสีห์เม่นหมีหมา ทั้งเหยี่ยวกาหน้ากากมีหลากหลาย
หน้าเป็นแพะแกะกวางบ้างเป็นควาย เป็นเสือลายลิงค่างต่างต่างกัน
ถอนภูเขาเอาต้นตาลมาต่อติด พันตะบิดตะบองแกว่งดูแข็งขัน
เอางูเงี้ยวเกี่ยวรัดกระหวัดพัน ผูกกระสันสรรพางค์ต่างสังวาล
บ้างคิดทำอำนาจประหลาดหลาก ล้วนพลกากภาษาโยธาหาญ
ดูคั่งคับนับสมุทรสุดประมาณ สะเทื้อนสะท้านธรณีด้วยกรีพล ฯ
๏ ปางองค์ท้าวเจ้าบูรินทร์ปิ่นกระษัตริย์ สรงสหัสธาราดังห่าฝน
นํ้าหอมฟุ้งปรุงประพระสุคนธ์ ทรงเครื่องต้นแต่งองค์อลงการ์
ภูษาโจมโจงกระหวัดเข็มขัดคาด ห้อยหน้าพาดเพราพรายทั้งซ้ายขวา
ฉลององค์ทรงเกราะเกล็ดนาคา อัดอุราหน้าหลังลายมังกร
ทองพระกรตรัสเตร็จเพชรสุหร่ง ธำมรงค์นพรัตน์ประภัสสร
มงกุฎแก้วแพรวพร่างกระจ่างจร ทั้งแปดกรกุมสาตรามาเกยชัย ฯ
๏ ฝ่ายพระนุชบุตรีนารีราช ใจจะขาดคิดพรั่นประหวั่นไหว
ทรงโศกาพาโอรสยศไกร มากราบไหว้วอนว่าพญามาร
พระปิ่นเกล้าเจ้าประคุณทูลกระหม่อม เคยถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงลูกหลาน
โปรดบิดาย่าปู่ของกุมาร อย่าไปผลาญชีวันให้บรรลัย
ด้วยต่างคนต่างอยู่เป็นผู้อื่น ใช่จะขืนเคืองขัดอัชฌาสัย
อย่าก่อกรรมทำเวรเวราไป นางพิไรรํ่าว่าแล้วจาบัลย์ ฯ
๏ พญายักษ์รักบุตรยืนหยุดยั้ง จึงรอรั้งรื้อฉุนคิดหุนหัน
ไม่ฆ่าเสียเมียผัวเคยพัวพัน หน่อยหนึ่งมันก็จะทำให้รำคาญ
คิดเคืองขัดตรัสขับแล้วจับขอ ขึ้นทรงคอช้างที่นั่งสั่งทหาร
ให้ยกทัพขับพหลพลมาร โห่สะท้านสะเทื้อนลั่นสนั่นดัง
เหาะเป็นทิวปลิวฟ้านภากาศ ดูเกลื่อนกลาดซ้ายขวาทั้งหน้าหลัง
พระสุริย์แสงแฝงรถก็บดบัง สะเทื้อนทั้งธรณินแผ่นดินแดน
เสียงฆ้องกลองก้องกึกพิลึกลั่น เสียงกุมภัณฑ์เซ็งแซ่โห่แห่แหน
เทพทั่วทุกรุกขมูลวิมานแมน ต่างโลดแล่นหลบยักษ์ไปจักรวาล
ทะเลลึกครึกครื้นเป็นคลื่นคลั่ง กระทบฝั่งฟูมฟาดเสียงฉาดฉาน
ไม่ยั้งหยุดรุดร้นพลมาร ได้เดือนครึ่งถึงด่านเมืองโกญจา
พวกม้าใช้ไม่ทันจะบอกแจ้ง ด้วยเรี่ยวแรงฤทธิ์ยักษ์เร็วหนักหนา
พวกกองทัพจับมนุษย์ตามรุดมา ถึงพารารอพลสกลไกร
ให้ล้อมรอบขอบเขตประเทศสถาน เหล่าทหารโห่สนั่นเสียงหวั่นไหว
พวกนายหมวดตรวจกำกับกองทัพชัย อย่าให้ใครหนีออกนอกพารา ฯ
๏ ฝ่ายชาวบ้านร้านตลาดต่างหวาดหวั่น เห็นกุมภัณฑ์พวกยักษ์มานักหนา
ร้องเว้ยว้ายตายจริงทิ้งข้าวปลา วิ่งถลาลุกล้มลงซมซาน[๑]
เห็นรกเลี้ยวเที่ยวซุกบุกแขมแฝก บ้างก็แบกหมอนฟูกอุ้มลูกหลาน
บ้างผ้าผ่อนล่อนโล่งโก้งโค้งคลาน อลหม่านแซ่เสียงทั้งเวียงไชย
ทั้งองค์ท้าวเจ้าพาราประหม่ายักษ์ ลุกขึ้นชักพระแสงทรงวิ่งหลงใหล
นางห้ามแหนแสนสนมกรมใน ต่างวิ่งไขว่คว้าเหนี่ยวกันเกลียวกลม
บ้างล้มกลิ้งวิ่งร้องเสียงซ้องแซ่ พวกเถ้าแก่กอดสุรางค์นางสนม
คิดว่ายักษ์ผลักไสไถลล้ม ผ้านุ่งห่มหายหาละล้าละลัง
พวกสาวสาวเหล่าที่ตระหนี่ของ ฉวยเงินทองมุดใต้ถุนกลบฝุ่นฝัง
บ้างห่อผ้าคว้าถุงพะรุงพะรัง นางชาววังวิ่งพัลวันไป ฯ
๏ ท้าวอินณุมาศมาปราสาทพระลูกรัก ร้องว่ายักษ์จะมาจับยังหลับใหล
พระฟื้นองค์ทรงทราบกราบท้าวไท ได้ยินไพร่พลโห่เป็นโกลา
จึงทูลว่าอย่าทรงปรารภร้อน จะราญรอนสังหารผลาญยักษา
แล้วอ่าองค์สรงชลสุคนธา ออกนั่งหน้าแท่นรัตน์ชัชวาล
เห็นเสนีพี่เลี้ยงพร้อมเพรียงหน้า จึงตรัสสั่งเสวกาปรีชาหาญ
ให้เอาทรายรายรอบขอบปราการ แล้วโอมอ่านอาคมเป่าลมไป
บรรดาทรายกลายเป็นเช่นมนุษย์ ถืออาวุธหอกปืนยืนไสว
อันพวกเหล่าชาวบูรีก็ดีใจ เห็นจะไม่แพ้ยักษ์ด้วยศักดา
ดูพยนต์พลทรายกายสิทธิ์ อักนิษฐ์นับแสนอยู่แน่นหนา
รู้โห่ร้องลองแรงแกว่งสาตรา พระบิดาดีใจกระไรเลย
พระร้องว่าข้าเฝ้าสาวสนม อย่าปรารมภ์กลัวยักษ์นักเลยเหวย
แล้วยืนดูหมู่พหลอยู่บนเกย ด้วยไม่เคยเห็นฤทธิ์วิทยา ฯ
๏ ฝ่ายเอกองค์ทรงยศโอรสราช ให้อุปราชกับเสนีมียศถา
อยู่กำกับทัพพยนต์บนเสมา รายรักษาป้อมปราการทวารบัง
แล้วพระองค์ทรงยนต์พลกระดาษ เสกด้วยศาสตร์ไสยเวทวิเศษขลัง
เป็นวิหคนกอินทรีมีกำลัง ให้พร้อมทั้งโยธาพลากร[๒]
ต่างแกว่งกลอกหอกดาบดูวาบวับ ทั้งหน้าหลังคั่งคับสลับสลอน
สมถวิลยินดีชุลีกร กราบบิดรทูลลาจะราวี
พระบิดาอาวรณ์อวยพรให้ จงมีชัยจัตุพักตร์พวกยักษี
ทั้งเวทมนตร์ดลประสิทธิ์เรืองฤทธี ปราบไพรีราพณ์ร้ายให้วายชนม์ ฯ
๏ พระสิงหไกรภพเคารพรับ ให้กองทัพขานโห่โกลาหล
ขึ้นทรงนั่งหลังวิหคนกพยนต์ แล้วเดินพลออกประตูบูรพา
ถึงที่กว้างทางเกวียนออกเตียนล่ง[๓] เห็นช้างทรงจัตุพักตร์ท้าวยักษา
ให้หยุดยั้งตั้งกองป้องปีกกา อยู่ตรงหน้ากุมภัณฑ์ประจัญบาน
พลางยิ้มย่องร้องว่าพญายักษ์ มาไกลนักเหนื่อยองค์น่าสงสาร
จงหยุดยั้งรั้งรอพอสำราญ พระลูกหลานอยู่ดีหรือมีภัย ฯ
๏ อสุรินทร์ยินคำซํ้าโทโส พระเสโทซึมโซมชโลมไหล
เหม่อ้ายโจรโกญจาชะล่าใจ หากหนีได้จึงรอดไม่วอดวาย
ยังกลับนึกฮึกฮักมาซักถาม มึงเหลือลามแล้วตระกูลจะสูญหาย
พลางเร่งทัพขับพหลพลนิกาย จับผู้ร้ายเร็ววะอย่าละมัน
โยธาทัพรับสั่งไม่ยั้งหยุด รำอาวุธกวัดแกว่งล้วนแข็งขัน
บ้างฮึกโหมโรมรุกไล่บุกบัน พระยาธรรอนรันประจัญรับ
อสุรากล้าหาญเงื้อขวานง้าว ทั้งแหลนหลาวฟันฟาดเสียงฉาดฉับ
ตีพยนต์พลรบสมทบทัพ แล้วรุกกลับแทรกซ้อนเข้ารอบราญ
ล้วนเรี่ยวแรงแทงฟันพระขรรค์ฟาด เผ่นพิฆาตฆ่ายักษ์ไล่หักหาญ
ทั้งไพร่นายตายล้มลงซมซาน เลือดดังธารท่วมนองท้องสุธา
ศพอสูรมูลกองเต็มท้องทุ่ง บ้างไส้พุงเรี่ยรายทั้งซ้ายขวา
ที่เหลือตายนายทัพกลับเข้ามา พยนต์พระยาธรทะยานผลาญชีวัน ฯ
๏ ฝ่ายท้าวจัตุพักตร์เห็นยักษ์ยับ กระทืบขับช้างที่นั่งดังกังหัน
เสียงฮูมแปร๋นแล่นทะลวงกำลังมัน หางหูชันชักแทงกวัดแกว่งงา
เหยียบพยนต์ป่นยับแล้วกลับฟื้น ทะลึ่งยืนต่อแย้งแทงยักษา
ท้าวกุมภัณฑ์ฟันฟาดด้วยสาตรา ถูกพระยาธรพยนต์ไม่ทนทาน ฯ
๏ พระสิงหไกรภพเข้ารบรับ กระโจนจับจัตุพักตร์ด้วยหักหาญ
ท้าวแปดกรรอนรันประจัญบาน นกทะยานเหยียบช้างไม่ห่างกัน
ทั้งปากจิกปีกตีขยี้เล็บ กุญชรเจ็บซวนเซซบเหหัน
ยักษ์ขยับรับพลาดพระฟาดฟัน ถูกกุมภัณฑ์ขาดกลางทั้งช้างพลาย
เป็นสองซีกฉีกดิ้นสิ้นชีวิต ดับดวงจิตไปสวรรค์เหมือนมั่นหมาย
พวกพหลพลไกรทั้งไพร่นาย เห็นเจ้าตายต่างราบก้มกราบกราน ฯ
๏ พระสิงหไกรภพเสร็จรบยักษ์ ค่อยผ่อนพักพาอำมาตย์มาราชฐาน
ขึ้นประทับพลับพลาบนปราการ พวกยักษ์มารกราบก้มบังคมคัล
บิตุราชมาตุรงค์องค์กระษัตริย์ มาเยียดยัดที่พลับพลาสุทธาสวรรย์
ทั้งห้ามแหนแสนสุรางค์นางกำนัล ดูกุมภัณฑ์หัวร่อต่อกระซิก
บ้างผินหน้าว่าเจ้าเขี้ยวยาวโง้ง จมูกโด่งตาพองผมหยองหยิก
บ้างก็ว่าน่ากลัวพวกหัวพริก หัวเราะริกรูปร่างโคร่งคร่างครัน
พระบิตุรงค์โองการกับลูกรัก พญายักษ์หยาบช้าก็อาสัญ
อันรากโษสโกฏิแสนแน่นอนันต์ จะผ่อนผันคิดอ่านประการใด ฯ
๏ พระนบนอบตอบสนองว่ากองทัพ จะให้กลับไปบูรีตามวิสัย
ทั้งลูกรักจักลาพระคลาไคล เอาศพไปให้องค์นางนงคราญ
ตามพวกพ้องของเขาได้เผาศพ ตามขนบนัคเรศประเทศสถาน
จะให้พี่จินดาปรีชาชาญ ครองเมืองมารมารันกันไพรี
แล้วลูกรักจักพาบุตราราช กับนุชนาฏมาประณตบทศรี
สนองคุณมุลิกาฝ่าธุลี จนชีวีวอดวายเหมือนหมายใจ ฯ
๏ สองกระษัตริย์ตรัสตอบว่าชอบแล้ว ตามลูกแก้วจะคิดอ่านการไฉน
แล้วพานางนัดดามาเวียงไชย พ่อจะได้ชมชื่นทุกคืนวัน
แล้วชวนองค์นงลักษณ์อัคราช ยุรยาตรจากพลับพลาสุทธาสวรรย์
พร้อมห้ามแหนแสนสุรางค์นางกำนัล ไปสุวรรณปรางค์มาศปราสาทไชย ฯ
๏ หน่อกระษัตริย์ตรัสสั่งช่างมนุษย์ ให้เตรียมบุษบกรัตน์จรัสไข
มณฑปนพเก้าแก้วประไพ กับโกศใส่ศพตั้งบัลลังก์รัตน์
มีเครื่องสูงชุมสายรายสองแถว ทั้งฉัตรแก้วเกศแกมแจ่มจรัส
ทานตะวันกรรภิรุมราชวัติ เครื่องกระษัตริย์สู่สวรรคครรไล
ตั้งหน้าหลังสังข์แตรเกณฑ์แห่โหม กลองประโคมเภรีปี่ไฉน
พวกยักษีรี้พลสกลไกร ประนมมือถือดอกไม้ทั้งไพร่นาย
พวกพยนต์คนธรรพ์ทั้งคันธรรพ ให้สำหรับเจ้าพราหมณ์ตามผันผาย
พวกเทวาพระยาธรอยู่ตอนท้าย คอยเรียงรายรับเสด็จสำเร็จการ ฯ
๏ ปางพระองค์ทรงโฉมประโลมสวาท กับอุปราชอ่าองค์สรงสนาน
ประดับเครื่องเรืองจรัสชัชวาล แก้วประพาฬเพชรพรายกระจายวง
ครั้นเสร็จสรรพจับพระขรรค์กัลเม็ด สองเสด็จยุรยาตรดังราชหงส์
มาทูลลาบิตุราชมาตุรงค์ สองพระองค์อวยชัยแล้วไคลคลา
เคลื่อนพหลพลมารทหารแห่ เป่าสังข์แตรฆ้องกลองก้องเวหา
พยนต์หงส์ทรงมณฑปขึ้นนภา ค่อยร่อนราปีกกางไปกลางพล
แล้วทัพพราหมณ์สามแสนแน่นแห่โห่ ถือเขนโล่ลอยสล้างไปกลางหน
เจ้าพราหมณ์ขี่หัสดินบินโบกบน เป็นนายทัพขับพลสกลไกร
แล้วทัพพระสิงหไกรภพยก พระทรงนกอินทรีบินแผ่นดินไหว
พระยาธรเทวาสุราลัย เหาะแห่แหนแน่นในโพยมมาน
ทั้งสามทัพนับโกฏิอุโฆษศึก ประโคมครึกครื้นฟ้าสุธาสถาน
แต่พวกยักษ์พักตร์คลํ้าไม่สำราญ ต่างสงสารเจ้านายฟายนํ้าตา
เสียงแซ่ซ้องร้องไห้ในอากาศ โอ้พระคุณสูญญาติวาสนา
เคยปราบแดนแผ่นดินสิ้นสุธา ครั้งนี้มาสู่สวรรคครรไล
เคยดับเข็ญเย็นเกล้าทุกเช้าคํ่า เปรียบเหมือนนํ้าในมหาชลาไหล
จะแลลับนับปีแต่นี้ไป จะเปลี่ยวใจอสุราทั่วสากล
พลางครวญครํ่ารํ่าสะอื้นเสียงครื้นครั่น เหมือนฟ้าลั่นลมดังกำลังพหล
เสียงประโคมโครมครืนพื้นอำพน รีบเหาะกล่นเกลื่อนมาถึงธานี
ลงหยุดทัพยับยั้งอยู่ข้างหน้า แจ้งกิจจาถึงพระมเหสี
ทั้งโฉมยงนงนุชพระบุตรี วิ่งมาที่หน้าพระลานชานชลา
เห็นมณฑปศพใส่ในโกศแก้ว เปิดดูแล้วทอดกายทั้งซ้ายขวา
ทั้งสองนางต่างองค์ทรงโศกา ข้อนอุราเสือกซบสลบไป ฯ
๏ พวกท้าวนางต่างประคองสองกระษัตริย์ บ้างนวดพัดเซ็งแซ่เข้าแก้ไข
ค่อยฟื้นองค์ทรงแรงแข็งพระทัย ต่างรํ่าไรโศกาด้วยอาดูร
มเหสีตีทรวงเสียงฮักฮัก โอ้ปิ่นปักปัถพินมาสิ้นสูญ
จะเสียวงศ์พงศ์ยักษ์ศักดิ์ตระกูล จะตามทูลกระหม่อมม้วยเสียด้วยกัน
พระธิดาว่าโอ้พระบิตุเรศ เคยปกเกศชุบย้อมถนอมขวัญ
ให้ผาสุกทุกเวลาทิวาวัน ยังไม่ทันแทนพระคุณมาสูญลับ
พระวงศาว่าทูลกระหม่อมแก้ว นิพพานแล้วมืดเหมือนดังเดือนดับ
นางห้ามแหนแสนอาลัยว่าไปทัพ เคยคอยรับหรือมาร้างถึงวางวาย
นางพญาว่าพระคุณมาสูญเสีย เหมือนศอเมียขาดกระเด็นไม่เห็นหาย
จะโศกซํ้ารํ่ารับแต่อับอาย จะสู้ตายให้พ้นทนทรมาน
พระธิดาว่าพระคุณทูลกระหม่อม เคยถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงลูกหลาน
แต่ครั้งนี้มีโทษไม่โปรดปราน ไปรอนราญจนสวรรคครรไล
พระวงศาว่าแต่นี้ไม่มีสุข จะรับทุกข์ทุกเวลานํ้าตาไหล
สนมนางต่างว่านับจะลับไป จะมิได้เฝ้าองค์พระทรงยศ
ทั้งเสนาข้าเฝ้าเหล่าทหาร ให้สงสารแสนวิโยคโศกสลด
แต่สองนางอย่างจะม้วยระทวยทด ทรงกำสรดโศกาด้วยอาวรณ์ ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงมหาวราฤทธิ์ เข้านั่งชิดโฉมฉายสายสมร
น้อมบังคมชนนีชุลีกร พระมารดรจงโปรดที่โทษทัณฑ์
อันธรรมดาฟ้าดินถิ่นทวีป ย่อมรักชีพชีวาจะอาสัญ
พระยกทัพนับแสนไปแน่นนันต์[๔] จะผลาญวงศ์พงศ์พันธุ์ให้บรรลัย
จึงต้องสู้ภูวนาถเธอพลาดพลั้ง มิทันยั้งอาวุธสุดแก้ไข
ซึ่งเดิมเหตุเภทพาลประการใด ย่อมทราบใต้บาทาสารพัน
นางฟังคำชำเลืองดูลูกเขย ช่างเฉลยลิ้นลมก็คมสัน
สมกับสร้อยสุดาวิลาวัณย์ ที่ผูกพันพยาบาทค่อยคลาดคลาย
จึงตรัสตอบขอบใจที่ได้ศพ มาพานพบพงศ์ประยูรไม่สูญหาย
อันองค์ท้าวเจ้าโทโสโมโหร้าย จึงได้อายอัปยศถึงปลดปลง
อันเมืองยักษ์นคเรศทุกเขตขอบ เจ้าจงครอบครองความตามประสงค์
ขอฝากเหล่าเผ่าตระกูลประยูรวงศ์ ฝูงอนงค์นักสนมกรมใน
ทั้งเสนาสามนต์พวกพลด้วย พ่อจงช่วยปกครองให้ผ่องใส
แม่จะขอพ่อเชิญพระศพไป บรรจุไว้ในถํ้าตามธรรมเนียม ฯ
๏ พระสิงหไกรภพอภิวาท ตามพระบาทมาตุรงค์เผ่าพงศา
อันสมบัติพัสถานการพารา ถวายฝ่ายุคลพระชนนี
จะอยู่ด้วยช่วยพระศพจนเสร็จสรรพ แล้วจะกลับไปบำรุงชาวกรุงศรี
ขอพระองค์จงสำราญผ่านบูรี อย่าราคีกินแหนงแคลงพระทัย ฯ
๏ นางทรงฟังสั่งสร้อยสุดาว่า เลือกสาวสรรค์กัลยาอัชฌาสัย
ไปจัดแจงแต่งห้องทองประไพ เชิญพระไปหยุดหย่อนผ่อนสำราญ
แล้วตรัสสั่งเสนาพวกข้าเฝ้า เชิญศพเข้าปราสาทราชฐาน
ได้ทำบุญมุนีอันมีญาณ อุทิศทานไปถึงท้าวเจ้าเวียงไชย ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงเดชเกศกระษัตริย์ มาปรางค์รัตน์รจนาที่อาศัย
สร้อยสุดาพาโอรสยศไกร เข้าเฝ้าในแท่นที่ศรีไสยา
พระอุ้มบุตรสุดสวาทขึ้นใส่ตัก พิศพักตร์มิได้ผิดขนิษฐา
กอดประทับรับขวัญจำนรรจา พระชลนาไหลหลั่งลงพร่างพราย
คิดถึงความยามยากเมื่อพรากพลัด จะเอื้อนอรรถมิได้พระทัยหาย
ทั้งอัคเรศชลเนตรลงฟูมฟาย พระลูกชายชวนพลอดฉอดฉอดไป
เห็นโศกาว่าตุ๊กแกแน่ขอรับ จะกินตับคอยมองอย่าร้องไห้
ทั้งสององค์ทรงพระสรวลทั้งชลนัยน์ พลางกอดจูบลูบไล้พระลูกยา
ครั้นสายัณห์ร่วมสุพรรณภาชน์เสวย แล้วชมเชยพระกุมารด้วยหรรษา
พอราตรีพี่เลี้ยงพระนมมา ประคองพาหน่อไทไปบรรทม ฯ
๏ ฝ่ายโฉมยงองค์สร้อยสุดาสมร ร่วมบรรจถรณ์ทรงฤทธิ์สนิทสนม
พระอิงแอบแนบน้องประคองชม ชื่นอารมณ์รับขวัญจำนรรจา
เมื่อสงครามทรามสวาทเจ้าคลาดแคล้ว เหมือนเสียแก้วนัยเนตรของเชษฐา
ต้องจากนุชสุดรักไปนครา กินนํ้าตาต่างเข้าทุกเช้าเย็น
เป็นบุญช่วยด้วยไม่เคยจะเลยลับ จึงได้กลับทวนทบมาพบเห็น
ที่โศกเศร้าเร่าร้อนจะหย่อนเย็น เหมือนม้วยมอดรอดเป็นมาเห็นกัน
สงสารน้องหมองรูปด้วยซูบผอม แต่ไม่สิ้นกลิ่นหอมถนอมขวัญ
พลางจุมพิตชิดเชยเหมือนเคยกัน นางคำนับอภิวันท์จำนรรจา
ซึ่งตรัสบอกออกโอษฐ์ว่าโปรดน้อง พระคุณของทรงศักดิ์นั้นหนักหนา
อันน้องนี้มิวายฟายนํ้าตา แต่ครองใจไว้ท่าฝ่ายุคล
ถึงสิบปี[๕]มีแต่เศร้าให้เหงาหงิม มิได้ยิ้มแย้มพักตร์แต่สักหน
จึงซูบผอมตรอมตรมระทมทน ประจวบจนวันนี้ค่อยดีใจ
พระไปอยู่บูรีถึงมีทุกข์ คงจะปลุกปลื้มจิตพิสมัย
ด้วยพร้อมพรักนักสนมกรมใน เห็นจะไม่เหมือนน้องนองน้ำตา ฯ
๏ พระแย้มยิ้มพริ้มเพราว่าเจ้าพี่ ถึงแม้นมีมิได้มาดปรารถนา
เคยถนอมกล่อมกลอกถึงดอกฟ้า เห็นดอกหญ้าไม่นิยมจะชมเชย
มิรู้ลืมปลื้มใจวิไลลักษณ์ พี่เคยรักเคยเรียงเคียงเขนย
พลางชิดชมสมสองตระกองเกย ถนอมเชยโฉมน้องประลองโลม
อัศจรรย์ชั้นเชิงเหมือนเพลิงดับ พอลมกลับพัดกระพือติดฮือโหม
เป็นควันคลุ้มกลุ้มพยับอับโพยม สะท้านสะทึกครึกโครมโพยมบน
สลาตันปั่นป่วนเมื่อจวนรุ่ง เป็นฝนฟุ้งฟ้าผ่าถึงห้าหน
ต่างแช่มชื่นรื่นสำราญบานกมล พระสุริยนเยี่ยมฟ้านภาลัย
อยู่เมืองมารนานนับได้เดือนเศษ กับอัคเรศร่วมจิตพิศมัย
ชื่นอารมณ์ชมโอรสยศไกร อันเภทภัยไม่มีมาบีฑา ฯ
๏ ฝ่ายนางนาฏมาตุรงค์เผ่าพงศ์ยักษ์ อยู่พร้อมพรักไพร่นายทั้งซ้ายขวา
ทำบุญศพครบเดือนไม่เคลื่อนคลา จึงแต่งราชรัถาเทียมพาชี
เชิญมณฑปศพใส่พิไชยรถ พวกดาบสนำชักพวกยักษี
พอโพล้เพล้เวลาเช้าราตรี จุดอัคคีโคมสว่างตามทางไป
ทั้งหน้าหลังสังข์แตรเป่าแห่โหม กลองประโคมครื้นครั่นเสียงหวั่นไหว
ออกประตูบูรพาพนาลัย บรรจุไว้ภูผานอกธานี
แล้วสำเร็จเสร็จการปลูกศาลเจ้า บนเนินเขาที่กลบศพยักษี
อยู่เซ่นศพครบเสร็จเจ็ดราตรี ต่างกลับมาธานีไม่มีภัย
พระสิงหไกรภพส่งศพแล้ว ค่อยผ่องแผ้วพักตราตรัสปราศรัย
สั่งกุมภัณฑ์บรรดาเสนาใน เราจะไปอยู่บำรุงกรุงโกญจา
ต้องห่างบาทมาตุรงค์คิดสงสาร จึงมอบการนคเรศให้เชษฐา
อยู่แทนเราเอาธุระอสุรา ให้เพิ่มผาสุกสวัสดิ์กำจัดภัย
จงสัตย์ซื่อถือบทตามกฎหมาย อย่าคิดร้ายทุจริตผิดวิสัย
แม้นประมาทราชทัณฑ์จะบรรลัย ทำชอบได้เกียรติยศจะงดงาม
แม้นมีศึกฮึกสู้มาจู่จาบ คิดปรามปราบเสียให้เตียนซึ่งเสี้ยนหนาม
ได้เย็นเกล้าชาวบูรีแลชีพราหมณ์ เจริญความสุขสง่าแก่ธานี ฯ
๏ พราหมณ์ก้มราบกราบงามลงสามท่า ดูโฉมหน้าอิ่มเอมเกษมศรี
ทูลขอบคุณมุลิกาฝ่าธุลี แล้วภูมีหันเมินดำเนินมา
ตรัสชวนองค์นงลักษณ์อัคราช ทั้งหน่อนาถรามวงศ์เผ่าพงศา
ไปปราสาทราชฐานพระมารดา น้อมวันทาทูลแถลงให้แจ้งการ
ลูกให้พี่ที่รักอยู่รองบาท บำรุงราชนิเวศน์ประเทศสถาน
ให้เผ่าพงศ์วงศาเสนามาร สืบสำราญทั้งจังหวัดปัถพี
แต่ลูกรักอัคเรศโอรสราช ขอลาบาทบงกชบทศรี
ไปเฝ้าพระชนกชนนี แม้นอยู่ดีแล้วจะได้เวียนไปมา ฯ
๏ ฝ่ายนางนาฏมาตุรงค์แสนสงสาร ด้วยรักหลานลูกเลี้ยงไม่เดียงสา
เคยเฝ้าแหนแสนสวาทไม่คลาดคลา จะลับพักตร์ลักขณาเหลืออาลัย
จึงว่าแม่แก่เฒ่าอยู่เปล่าเปลี่ยว สุดจะเหลียวแลหาที่อาศัย
พระบิตุรงค์ทรงธรรม์ก็บรรลัย หมายจะได้ฝากชีวิตแก่ธิดา
จะจากไปไกลแม่จะแลลับ จะทุกข์ทับดังชีวังสิ้นสังขาร์
กอดกุมารหลานแอบแนบอุรา ทรงโศกากำสรดสลดใจ
แล้วว่าพระสิงหไกรภพเล่า แม้นใจเจ้าจะเป็นเชื้อนับเนื้อไข
แม่จะขอพ่อรามวงศ์ไว้ แต่พอได้ชื่นจิตเห็นธิดา ฯ
๏ พระฟังคำจำจนให้อ้นอั้น ชำเลืองผันพักตร์พิศขนิษฐา
เห็นโฉมยงทรงสะอื้นกลืนนํ้าตา กิริยายังกังวลถึงชนนี
จึงทูลว่าข้าบาทนี้คลาดแคล้ว พระลูกแก้วเกิดอุรามารศรี
สุดแต่องค์นงนุชพระบุตรี ลูกจนใจไม่รู้ที่จะเจรจา ฯ
๏ พระมารดรวอนประโลมโฉมเฉลา แม่รักเท่าชีวิตไม่อิจฉา
จะพลัดพรากจากไปต้องไกลตา เห็นนัดดาจะค่อยคลายสบายใจ
นางเคารพนบนอบตอบสนอง พระคุณของชนนีจะมีไหน
ซึ่งประสงค์องค์โอรสยศไกร ถวายไว้ใต้พระบาทมาตุรงค์
พระชนนีดีใจดังได้แก้ว อุ้มหลานแล้วเชยชมสมประสงค์
จอมกระษัตริย์ตรัสชวนนวลอนงค์ ทูลลาองค์อัยกีแล้วลีลา
มาสู่ปรางค์พลางสะท้อนถอนใจใหญ่[๖] ด้วยอาลัยลูกน้อยละห้อยหา
พระโศกเศร้าเข้าในที่ไสยา สร้อยสุดาจัดสรรกำนัลใน
ล้วนรุ่นราวสาวน้อยได้ร้อยถ้วน วิไลล้วนลักขณาอัชฌาสัย
นางมนุษย์บุตรท้าวเจ้ากรุงไกร บิดาไปพามาให้ช้านาน
กับทั้งสี่พี่เลี้ยงเคยเคียงชิด จะตามติดไปโกญจามหาสถาน
บรรดาเหล่าสาวสรรค์พนักงาน จัดพรมม่านมุ้งหมอนที่นอนน้อย
ทั้งเครื่องแต่งแป้งกระแจะกระจกหวี นํ้ามันตะนีแหนบตะไกรมีดไม้สอย
มารวบรวมพร้อมพรั่งอยู่ทั้งร้อย นั่งเตรียมคอยพระบุตรีจะลีลา ฯ
๏ ฝ่ายเจ้าพราหมณ์รามราชเรียบพหล ทัพพยนต์พลนิกายทั้งซ้ายขวา
บุษบกกระจกบังมีหลังคา เทียมปักษาหัสดินนกอินทรี
เทียบเกยข้างปรางค์มาศราชฐาน เหมือนวิมานเมืองฟ้าในราศี
โยธาทัพนับแสนแน่นธานี ในราตรีเตรียมเสร็จสำเร็จการ
ฝ่ายนางนาฏมาตุรงค์เผ่าพงศ์ยักษ์ อุ้มหลานรักจากปราสาทราชฐาน
ขึ้นปรางค์ทองห้องธิดายุพาพาล นางก้มกรานกราบยุคลชนนี
เชิญให้นั่งยังสุวรรณบรรจถรณ์ นางรํ่าสอนสร้อยสุดามารศรี
สายสุดใจไปอยู่ต่างบุรี อย่าให้มีผิดพลั้งระวังภัย
แม่โฉมยงจงอุตส่าห์สวามิภักดิ์ บำรุงรักภัสดาอัชฌาสัย
อันชายอื่นหมื่นแสนทั้งแดนไตร จะหาสู้ภูวไนยไม่ได้แล้ว
ทั้งสมพักตร์ศักดิ์ตระกูลประยูรหงส์ ได้สืบวงศ์ว่านเครือทั้งเชื้อแถว
กุศลสร้างปางก่อนบห่อนแคล้ว พระลูกแก้วจงอุตส่าห์พยายาม
อย่าดึงดื้อถือตัวให้ผัวง้อ จะเป็นข้อเข็ดหลาบด้วยหยาบหยาม
แม้นท้าวหวังสั่งสอนจงผ่อนตาม อย่าทูลความขวางขัดภัสดา
หนึ่งสนมกรมในผู้ใดโปรด ถึงจะโกรธอย่าให้ออกมานอกหน้า
เธอรักเขาเจ้าอย่าขัดพระอัชฌา เหมือนคงคาขึ้นคงกลับลงคลอง
จงทำชอบนอบน้อมค่อยออมอด บำรุงรสรักใคร่อย่าให้หมอง
แม่เนื้อเย็นเป็นที่พึ่งพี่น้อง จงตรึกตรองครององค์ให้จงดี
หนึ่งบิตุราชมาตุรงค์ของทรงฤทธิ์ อย่าควรคิดขัดข้องให้หมองศรี
จงฝากองค์วงศาสวามี ได้เป็นที่พึ่งพาให้ถาวร
ระวังตัวผัวรักแล้วมักหน่าย จะอับอายเร่งฟังแม่สั่งสอน
จะเดินทางกลางชลาพนาดร จงถาวรพูนสวัสดิ์กำจัดภัย ฯ
๏ นางรับสั่งบังคมประนมสนอง ลูกขอลาฝ่าละอองจงผ่องใส
แม้นชาตินี้ชีวันไม่บรรลัย ลูกมิได้ลืมพระคุณกรุณา
แม้นมารดรร้อนโรคทุกข์โศกเศร้า จะมาเฝ้าฟูมฟักอยู่รักษา
แล้วสั่งวงศ์พงศ์พันธุ์จำนรรจา พิไรรํ่าอำลาต่างอาลัย
จนดึกดื่นกลืนกลั้นที่รันทด โศกกำสรดเศร้าหมองไม่ผ่องใส
พระมาตุรงค์วงศาต่างลาไป นางเข้าในแท่นรัตน์ชัชวาล ฯ
๏ ครั้นรุ่งแจ้งแสงสูรย์จรูญจรัส สองกระษัตริย์ฟื้นองค์สรงสนาน
ประดับเครื่องเรืององค์อลงการ สร้อยสังวาลอินทรธนูชมพูนุท
นางโฉมยงทรงมณีศิโรเพศ ภูวเรศสวมทรงพระมงกุฎ
ครั้นเสร็จสรรพกับองค์อนงค์นุช ไปทรงบุษบกรัตน์ชัชวาล
พี่เลี้ยงเหล่าสาวสรรค์อยู่ชั้นลด กั้นกลิ้งกลดบดบังพระสุริย์ฉาน
เคลื่อนวิหคนกพลพยนต์ทะยาน โห่สะท้านสะเทื้อนลั่นสนั่นดัง
หัสดินบินคว้างกลางอากาศ ดูเกลื่อนกลาดโยธาทั้งหน้าหลัง
สนั่นเสียงเพียงโพยมจะโทรมพัง ทั้งเสียงสังข์แตรกลองก้องโกลา
ค่อยลอยเลื่อนเคลื่อนคลายตามสายเมฆ แลวิเวกอ้างว้างกลางเวหา
งามพระองค์นงลักษณ์เคียงพักตรา ดังสุริยาเคียงกันกับจันทร
งามพี่เลี้ยงเมียงหมอบนบนอบน้อม ข้าหลวงล้อมดังสุรางค์นางอัปสร
บ้างเฝ้าเฟี้ยมเยี่ยมสุวรรณที่บัญชร ค่อยเลื่อนร่อนลอยลมชมสุธา
เป็นทุ่งแถวแนวนํ้าลำสมุทร ไม่สิ้นสุดเรียงรายทั้งซ้ายขวา
คีรีเรียงเคียงคั่นอรัญวา ดูไกลตาต่ำเตี้ยเรี่ยไรไร
จบสุดสิ้นดินแดนแผ่นพิภพ มหรณพแลละลิ่วหวิวหวิวไหว
ดูกว้างขวางว้างเวิ้งวิเวกใจ ไม่มีไม้หมอกมัวไปทั่วทิศ
ฝูงมัจฉาปลาร้ายขึ้นว่ายเกลื่อน สังเกตเหมือนซิวซ่าปลาสลิด
เหล่าละเมาะเกาะแก่งแกล้งพินิจ กระจิริดเรี่ยนํ้าขึ้นรำไร
ครั้นสุริยงลงลับเหลี่ยมสิงขร พระจันทรแจ่มกระจ่างสว่างไสว
ดารารอบขอบฟ้านภาลัย เห็นดวงใหญ่เท่ากระบุงดูรุ่งเรือง
ด้วยสูงสุดบุษบกกระจกกระจ่าง จับหน้านางนวลแก้มแฉล้มเหลือง
ต่างชื่นแช่มแย้มแกลแลชำเลือง ประจำเมืองเหมือนแก้วดูแวววาม
พระแนบนวลชวนชมแสงเดือนหงาย ดารารายเรียงจำรูญนางทูลถาม
พระพรายพริ้มยิ้มหยอกพลางบอกนาม นั่นดาวยามสามดวงช่วงอัมพร
ที่เรียงรายพรายพราวดาวลูกไก่ เห็นไรไรเรียงจรัสประภัสสร
โน่นดาวหงส์วงสว่างดูหางงอน ทิศอุดรจระเข้เล่ห์กุมภา
นั่นดาวนางอย่างผู้หญิงจริงนะเจ้า สำคัญเต้าเต่งกายทั้งซ้ายขวา
ดาวหามผีสีขาวโน่นดาวกา โน่นดาวม้าก็เหมือนม้าอาชาไนย
โน่นดาวเสือเหลือร้ายพลอยพรายพร่าง ที่อยู่กลางดาวเต่าถัดดาวไถ
โน่นดาวลำสำเภามีเสาใบ ที่อยู่ใต้สำเภานั่นดาวปลา
นางหมอบเมียงเคียงชิดเพ่งพิศพักตร์ ดูรู้จักแจ้งจิตทุกทิศา
พี่เลี้ยงเหล่าสาวศรีพลอยปรีดา นางท้าวแขนแหงนหน้าตั้งตาแล
จนล่วงสามยามสงัดกำดัดดึก ประกายพฤกษ์โชติช่วงดังดวงแข
สองกระษัตริย์ทัศนาตรงหน้าแกล ดูกระแสสายสมุทรสุดสายตา
จะแลเหลียวเปลี่ยวเปล่าเป็นเงาเมฆ แสนวิเวกกลางทะเลในเวหา
นางทูลถามตามประสงค์ว่าคงคา กำหนดว่ากว้างขวางเป็นอย่างไร
พระเชยพลางทางเล่าว่าเจ้าพี่ ไม่มีที่สุดลงว่าตรงไหน
แต่โบราณท่านว่าครุฑวุฒิไกร กายาใหญ่ยิ่งคีรีมีศักดา
แต่บินหนักกวักละโยชน์เป็นโสดสุด ข้ามสมุทรหมายฝั่งด้วยกังขา
ออกบินโบยโดยกำลังอหังการ์ จนสุริยาเย็นรอนก็อ่อนใจ
ไม่เห็นแดนแผ่นดินจะสิ้นชีพ ลงจับครีบมัจฉาพออาศัย
แล้วถามปลาว่าฝั่งนั้นยังไกล หรือเกือบใกล้จงแสดงให้แจ้งความ
ฝ่ายมัจฉาปลาแขยงแถลงเล่า ว่าตัวเรากระจิริดให้คิดขาม
อยู่อาศัยใกล้สุธาพยายาม หากินตามชายฝั่งระวังภัย
จะออกลึกนึกกลัวเจียมตัวอยู่ มิได้รู้ข้างโน้นอยู่หนไหน
ครุฑสดับกลับหลังไม่หวังไป จึงมิได้แจ้งเหตุประเทศทาง
คำโบราณท่านเปรียบประเทียบว่า พระมหาสมุทรสุดกว้างขวาง
พลางแอบอุ้มจุมพิตกระชิดนาง นี่ค่าจ้างที่พี่เล่าให้เจ้าฟัง
นางอายเอียงเมียงหมอบพระชอบชื่น สำราญรื่นมิรู้สิ้นถวิลหวัง
ขอตัดความข้ามพ้นที่วนวัง ไม่รอรั้งรีบมาถึงธานี
หยุดประทับยับยั้งอยู่ข้างหน้า พระชวนอัครชายามารศรี
ทั้งสาวสรรค์บรรดาฝูงนารี ไปอัญชลีบิตุราชมาตุรงค์
แล้วทูลความตามเรื่องในเมืองยักษ์ ได้นงลักษณ์เหมือนจิตคิดประสงค์
แล้วแก้ไขใส่ความ[๗]รามวงศ์ อยู่ด้วยองค์อัยกีไม่ลีลา ฯ
๏ สองกระษัตริย์โสมนัสด้วยลูกรัก พลางพิศพักตร์บุตรีสุณิสา
สำอางเอี่ยมเทียมเทพธิดา ดูดวงหน้าเนตรขนงดังวงเดือน
ทั้งคมขำลํ้าอย่างนางมนุษย์ ประเสริฐสุดหมื่นสตรีไม่มีเหมือน
งามเสงี่ยมเอี่ยมอิ่มเมื่อยิ้มเยื้อน พินิจนางพลางเอื้อนโองการทัก
เป็นกุศลหนหลังเจ้าทั้งสอง ได้คู่ครองสมบูรณ์ประยูรศักดิ์
จงปกป้องครองกรุงบำรุงรัก เป็นปิ่นปักนักสนมกรมใน
จะรักเจ้าเท่าบุตรสุดสวาท อย่าหมายมาดเคลือบแคลงแหนงสงสัย
พระมารดาปรานีศรีสะใภ้ เฝ้าลูบไล้รับขวัญจำนรรจา
น่าเอ็นดูรู้ดีเป็นที่ยิ่ง เสงี่ยมหญิงสงวนนามงามนักหนา
จะรักเจ้าเท่ากันไม่ฉันทา แม่อุตส่าห์สงวนองค์เจ้าจงดี ฯ
๏ นางรับสั่งบังคมบรมนาถ ขอรองบาทบงกชบทศรี
ให้เหมือนองค์พระชนกชนนี จนชีวีวอดวายเหมือนหมายใจ
พระมารดาว่าสงสารพระหลานรัก ใคร่พบพักตร์มิได้เห็นเป็นไฉน
น่าเสียดายหมายจะเลี้ยงไว้เวียงไชย เผอิญให้ขัดขวางเสียอย่างนี้
แล้วว่าเจ้าเล่าก็มาเมื่อยล้านัก ไปหยุดพักปรางค์มาศปราสาทศรี
โอรสรับอภิวันท์อัญชลี พาเทวีเยื้องย่างไปปรางค์ทอง
ขึ้นแท่นรัตน์ชัชวาลสำราญรื่น ทุกวันคืนคํ่าเช้าไม่เศร้าหมอง
พี่เลี้ยงเหล่าชาววังที่นั่งรอง อยู่ในห้องฉากตั้งกำบังตา ฯ
๏ ฝ่ายห้ามแหนแสนงอนแต่ก่อนเก่า ที่เคยเฝ้าภูวนาถไม่ปรารถนา
นึกว่าพระมเหสีองค์นี้มา จะโสภาสักเพียงไหนจะใคร่ชม
จึงทรงศักดิ์รักเหลือไม่เบื่อหน่าย ถ้าแยบคายใช้ชิดสนิทสนม
หรือพริ้งเพริศเลิศลํ้าทั้งขำคม จะได้ชมโฉมเจ้าแล้วคราวนี้
ต่างแต่งกายหมายใจจะไปอวด ได้ประกวดกันกับพระมเหสี
บ้างอาบนํ้าซ้ำถูสบู่ดี ฉีกสำลีม้วนไม้กรีดไรรอย
บ้างผัดหน้าทากระแจะบ้างแกะสิว บ้างกันคิ้วค้อมงอนดังช้อนหอย
เปิดคันฉ่องมองพิศตะบิดตะบอย ชำเลืองลอยหน้าตาให้น่าชม
บ้างสีชี่[๘]ยาฟันเป็นมันขลับ ฝนหมึกจับต่างเขม่าหวีเผ้าผม
ขัดขมิ้นกลิ่นกลบบ้างอบรม ต่างนุ่งห่มสมหน้าทุกนารี
ถึงเวรเฝ้าเข้าไปให้ใช้สอย เห็นโฉมสร้อยสุดามารศรี
ดังเดือนเพ็งเปล่งฟ้าไม่ราคี ถึงทั้งมีลูกเต้ายังเพราพริ้ง
ประไพพักตร์ลักษณะพระวิลาส ดูผุดผาดลํ้าเลิศประเสริฐหญิง
ที่เหิมฮึกนึกไว้อายใจจริง เหลือจะชิงชมชิดทำบิดเบือน
แต่ลูกสาวท้าวพระยาพวกข้าหลวง ทุกกระทรวงห้ามแหนไม่แม้นเหมือน
ต่างเมินหมางห่างแหทำแชเชือน เที่ยวเล่นเพื่อนพิศวาสละราชการ
ฝ่ายองค์พระสิงหไกรภพนั้น พร้อมพงศ์พันธุ์ผ่านสมบัติพัสถาน
ทั่วประเทศเขตแคว้นแสนสำราญ เภทภัยพาลมิได้มีมาบีฑา ฯ


[๑] สมุดไทยเลขที่ ๔๕ ว่า “วิ่งถลาล้มลุกบ้างคลุกคลาน

[๒] สมุดไทยเลขที่ ๔๕ ว่า “ให้พร้อมทั้งโยธาพระยาธร

[๓] ล่ง ความหมายเช่นเดียวกับ โล่ง แปลว่า ที่ว่าง ไม่มีเครื่องกำบัง

[๔] แน่นนันต์ แปลว่า มากมาย คับคั่ง แออัด

[๕] ตามท้องเรื่องไม่ถึง ๑๐ ปี

[๖] ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑ ว่า “มาสู่ปรางค์ทางสะท้อนถอนใจใหญ่”

[๗] ในที่นี้หมายถึง เล่าเรื่องราวให้ทราบ

[๘] ชี่ คือยาสีฟันโบราณ ใช้สีเพื่อให้ฟันเป็นสีดำ

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ