ตอนที่ ๑๕ สิงหไกรภพกลับเมืองโกญจา

๏ จะกล่าวเรื่องเมืองแก้วโกญจาบ้าง พระนุชนางสร้อยสุดามารศรี
แสนละห้อยคอยหาพระสามี จากบูรีไปเที่ยวตามรามวงศ์
จะเคืองเข็ญเป็นไฉนไม่ได้ข่าว ทุกคํ่าเช้าเศร้าจิตพิศวง
ให้โหรทายหลายหนหาคนทรง ให้มาลงเจ้านายถามร้ายดี
ไม่ได้จริงยิ่งรำคาญยิ่งนานช้า ยิ่งคอยหาทุกข์ทนเฝ้าบนผี
แต่สององค์นงนุชพระบุตรี กุมารีมีแต่สุขไม่ทุกข์ร้อน
ฝึกให้เหล่าสาวสุรางค์นางน้อยน้อย ร้องดอกสร้อยสักรวาอุตส่าห์สอน
แต่พี่นางอย่างแม่ไม่แง่งอน พระมารดรสั่งให้ชัยสุริยา
สอนหนังสือดื้อนักไม่รักรู้ ไม่กลัวครูเลียนล้อเล่นต่อหน้า
แต่ครูอ้อนวอนปลอบชอบอัชฌา จึงอุตส่าห์ทรงเล่าค่อยเข้าใจ
แต่พระชัยสุริยาอุตส่าห์สอน สู้ง้องอนชี้แจงแถลงไข
เห็นโกรธขึ้งถึงเวลาหาดอกไม้ ไปปันให้พระธิดาวิลาวัณย์
ด้วยหวังจิตพิศวาสไม่อาจเกี้ยว แต่เลี่ยงเลี้ยวเหลือบชม้ายแยบคายขยัน
กับบุตรีพี่สาวนั้นคราวกัน รู้จักชั้นเชิงชิดสนิทใน
เมื่อเนตรสบพบชายชม้ายเหมือน จะยิ้มเยื้อนยั่วจิตพิสมัย
แต่เลียบเคียงเมียงชม้อยบ่อยบ่อยไป จนเจ้าชัยสุริยาอุราตรอม
เมื่อเข้าใกล้ได้กลิ่นรวยรินรื่น ผ้าแพรผืนสีนวลให้หวนหอม
แต่บุญน้อยถอยถดต้องอดออม จนซูบผอมผิวพรรณด้วยรัญจวน
ถึงยามนอนกรพาดนลาฏนึก ไม่วายตรึกตรอมตรมอารมณ์หวน
เมื่อไรเลยจะได้กล่อมถนอมนวล จะสงวนนิ่มน้องตระกองเกย
กอดประทับรับขวัญกระสันสนอม แม่เนื้อหอมเหมวรรณของฉันเอ๋ย
บุญพี่สร้างป่างใดไฉนเลย จะได้เชยโฉมนุชพระบุตรี
จะปรากฏยศไกรเหมือนได้แก้ว ได้ผ่องแผ้วพักตราเป็นราศี
เหมือนดอกดวงพวงผกาสุมาลี สักแสนปีไม่ลืมปลื้มอาลัย
แม่ขวัญอ่อนนอนเถิดพี่จะกล่อม งามละม่อมมิ่งขวัญอย่าหวั่นไหว
เป็นบุญเคยเชยชื่นระรื่นใจ พี่พึ่งได้ดอกฟ้าลงมาเชย
พลางแนบชิดพิศโฉมหลงโลมหมอน สะท้อนถอนฤทัยพลางขว้างเขนย
แต่นึกนิ่งกลิ้งกลับไม่หลับเลย ลืมเสวยลืมสรงสู้ทรงกาย
เวลาเฝ้าเข้าไปพบประสบพักตร์ ได้ลอบลักแลประโลมนางโฉมฉาย
ได้ยิมแย้มแช่มช้อยชม้อยชม้าย ค่อยสบายบรรเทาที่เศร้าทรวง
เวลากลับลับนุชสุดสลด ทุกข์รันทดเทียมเท่าภูเขาหลวง
ทำไฉนจะได้สุดาดวง มาแนบทรวงให้สว่างค่อยสร่างใจ
จะทูลขอก็เหมือนดังหิ่งห้อย หรือจะคอยแข่งคู่พระสุริย์ใส
ยิ่งขัดสนรนร้อนถอนฤทัย จนจับไข้คํ่าเช้าหนาวสะท้าน
บรรทมนิ่งอิงแอบแนบเขนย ไม่สรงเสวยโภชนากระยาหาร
พวกท้าวนางต่างมาดูอาการ ไปกราบกรานทูลยุบลชนนี ฯ
๏ สร้อยสุดามาเยือนรักเหมือนบุตร เห็นโศกสุดเศร้าหมองไม่ผ่องศรี
ให้พวกแพทย์เวทยาบรรดามี มาพร้อมที่ปรางค์ปราพยาบาล
พวกหมอยาว่าใช้กระษัยสลด เอาหินบดยาถวายหลายขนาน
พวกหมอนวดอวดรู้เข้าอยู่งาน ขอประทานโรคเป็นเพราะเส้นตึง
ให้หิวโหยโรยกำลังเพราะนั่งนัก ที่โรครักนั้นใครดูไม่รู้ถึง
ต่างไล่เลียงเถียงกันสนั่นอึง บ้างนวดคลึงเส้นสายถวายยา
นางกระษัตริย์ตรัสสั่งหมอทั้งหลาย แม้นไม่หายจะให้จำทำโทษา
สั่งบุตรีพี่น้องสองสุดา อุตส่าห์มาดูแลอย่าแชเชือน
แล้วเทวีลีลาไปปราสาท พระหน่อนาถดีใจใครจะเหมือน
เห็นเหมวรรณกัลยาเข้ามาเยือน อุตส่าห์เบือนผินพักตร์มาทักทาย
นางยิ้มรับดับร้อนพลางวอนว่า เสวยยาเสียเถิดจ๊ะจะได้หาย
พระรับคำฉํ่าชื่นค่อยฟื้นกาย คนทั้งหลายรู้เล่ห์เสน่ห์ใน
ต่างนิ่งเฉยเงยหน้าดูฝาเฝือง มิให้เคืองวิญญาณ์อัชฌาสัย
พระหน่อน้อยค่อยว่าขอผ้าสไบ นางลอบให้เชษฐาด้วยปรานี
ครั้นนางไปไข้กลับจับสะท้าน ให้รูดม่านปิดป้องด้วยหมองศรี
ครั้นนางมาพาสบายเหมือนหายดี ต่างรู้ทีกิริยาพูดจากัน
อันโรคเป็นเช่นนี้คล้ายอิเหนา จะต้องเข้าเครื่องยาปักมาหงัน
ฝ่ายหน่อน้อยค่อยได้ชื่นใจครัน ตั้งแต่วันขอได้สไบทรง
เอาซ่อนห่มชมชื่นระรื่นกลิ่น สมถวิลหวังจิตคิดประสงค์
ถนอมคลุมนุ่มแนบเหมือนแอบองค์ ค่อยดำรงโรคหายสบายบาน
ด้วยพระนุชบุตรีศรีสวัสดิ์ ประดิพัทธ์ผูกรักสมัครสมาน
อุตส่าห์เข้าเฝ้าฟังรับสั่งการ ออกว่าขานการนครเหมือนก่อนมา
ใครผิดชอบตอบบทตามกฎหมาย ทั้งหญิงชายชื่นจิตทุกทิศา
พอวิรุณขุนมารถือสารตรา มาเฝ้าชัยสุริยาแต่มารัน
จึงทูลองค์นงลักษณ์อัคเรศ นางทราบเหตุออกพระโรงนรังสรรค์
พนักงานกรานก้มบังคมคัล อ่านสารามารันรำพันความ ฯ
๏ ว่าแรกเริ่มเดิมหน่อวรนาถ เจ้าพารากาลวาศอาจหยาบหยาม
พระบิตุรงค์ทรงฤทธิ์ไปติดตาม ได้ปราบปรามพวกบาปที่หยาบคาย
ได้เมืองแล้วแคล้วหน่อวรนาถ พระพาราชบุตรีออกหนีหาย
อนึ่งท้าวเจ้ากรุงไกรยังไม่ตาย พาทัพฝ่ายจักรวาลมาต้านตี
ประลัยกัลป์นั้นม้วยด้วยอำนาจ เจ้ากาลวาศเสียทัพก็กลับหนี
ยังรอรั้งตั้งกำราบปราบไพรี จึงให้มีสารามามารัน
ให้บอกข่าวกล่าวความตามรบพุ่ง มาถึงกรุงโกญจามหาศวรรย์
เป็นจบความตามสาราเมืองมารัน บังคมคัลขอเดชะตามกระทรวง
นางทราบความรามวงศ์แสนสงสาร สังเกตการชิงชัยยังใหญ่หลวง
จึงเอื้อนอรรถตรัสสั่งโหรทั้งปวง ให้ดูดวงชะตาพระภูวไนย
กับทั้งหน่อวรนาถนิราศร้าง จะพานางไปหนตำบลไหน
จะล้มตายวายวางหรืออย่างไร หรือจะได้กลับมายังธานี ฯ
๏ โหรรับสั่งตั้งประนินทินฉบับ สอบกำกับเกณฑ์ชะตาในราศี
สังเกตดูรู้โฉลกได้โชคดี อัญชลีแล้วจึงทูลมูลความ
อันพระองค์ทรงมหาอานุภาพ จะปรามปราบราบเตียนที่เสี้ยนหนาม
ได้ที่รักลักขณะเหมือนพระราม เสร็จสงครามลงกามาธานี
อันพระหน่อวรนาถราชบุตร เสียพระนุชนงลักษณ์เพราะยักษี
จะเที่ยวเร่เตร่เตร็ดไปเจ็ดปี จึงตกที่พระอภัยได้ลังกา
แล้วจะได้ไอศูรย์ประยูรยักษ์ ได้ปรากฏยศศักดิ์ดีหนักหนา
จะสืบวงศ์พงศ์กระษัตริย์ขัตติยา ตามตำราต้นร้ายปลายสำราญ ฯ
๏ นางฟังคำทำนายค่อยคลายเศร้า คิดถึงเจ้ารามวงศ์สุดสงสาร
จึงรางวัลบรรดาโหราจารย์ ทั้งยักษ์มารผู้ถือหนังสือมา
ให้เลี้ยงดูอยู่ประทับที่รับแขก ตามแพนกไพร่นายทั้งซ้ายขวา
แล้วองค์พระมเหสีก็ลีลา ขึ้นมหาปรางค์ทองห้องบรรทม
คิดคะนึงถึงองค์พระทรงเดช ได้นิเวศน์เมืองยักษ์นักสนม
เชื้อกินนรฟ้อนรำทั้งขำคม จะเพลินชมโฉมนางหรืออย่างไร
จนแรมปีมิได้กลับกองทัพบ้าง หรือได้นางมเหสีดีไฉน
ยิ่งหวงหึงรึงรุมกลัดกลุ้มใจ จึงเรียกชัยสุริยามาว่าวอน
แม่รักเจ้าเท่าบุตรสุดสวาท แสนฉลาดแหลมหลักไม่พักสอน
จะวานให้ไปดูพระภูธร ช่วยโอนอ่อนผ่อนผันจำนรรจา
ว่าบุตรีมีโรคโศกสลด ทุกข์ระทดทั้งพระวงศ์เผ่าพงศา
ทั้งแม่นี้มีแต่พรํ่ากินนํ้าตา ด้วยลูกยาแยกย้ายสูญหายไป
พระไม่คิดติดตามทรามสวาท รักพารากาลวาศอยู่หรือไฉน
มิเลิกทัพกลับมาไม่อาลัย จะลาไปเที่ยวตามรามวงศ์
หรือเธอมีที่รักจึงหนักหน่วง ให้รู้ท่วงทีความตามประสงค์
แม้นขัดขวางอย่างไรในพระองค์ แต่เจ้าจงกลับมาอย่าช้าที
พระชัยสุริยารับอภิวาท เหลือบดูราชธิดามารศรี
แสนอาลัยในอารมณ์ไม่สมประดี มิรู้ที่ผ่อนผันทำฉันใด
ให้หนักหน่วงทรวงสะทึกสะอึกสะอื้น นํ้าเนตรนั้นครั้นจะกลืนก็ขืนไหล
ทั้งเหมวรรณกลั้นแกล้งแข็งพระทัย ชลนัยน์คลอคลองเข้าห้องปรางค์
สร้อยสุดามารศรีรู้ทีรัก ทำเมินพักตร์ปราศรัยมิได้หมาง
เจ้าเคยได้ไปมารู้ท่าทาง ช่วยไปต่างมารดาเหมือนอารมณ์
เสร็จธุระจะสนองให้ต้องจิต ประสงค์คิดสิ่งไรจะให้สม
พระหน่อน้อยพลอยฟื้นกลับชื่นชม เหมือนนิยมยิ้มรับสั่งทั้งนํ้าตา
ไปสระสรงทรงเครื่องเรืองจรัส ตามกระษัตริย์สูงศักดิ์ข้างยักษา
แล้วสำเร็จเสร็จสรรพจับคทา ลีลามาเกยชัยพร้อมไพร่พล
ขึ้นทรงช้างพลางขับทัพทหาร เหาะทะยานลอยสล้างมากลางหน
กั้นกลิ้งกลดบดบังพระสุริยน กุมภัณฑ์พลห้อมล้อมไปพร้อมเพรียง
ประโคมฆ้องกลองแตรเกณฑ์แห่โห่ กึกก้องโกลาลั่นสนั่นเสียง
พระเปล่าเปลี่ยวเหลียวหลังดูวังเวียง พระทรวงเพียงผ่าวร้อนถอนฤทัย
เห็นปรางค์ทองน้องนางกลางนิเวศน์ ชลเนตรคลอคลองลงนองไหล
ยิ่งชะแง้แลพลางยิ่งห่างไกล ยิ่งไรไรเหลียวลับวับวิญญาณ์
ยิ่งอ้างว้างกลางเมฆวิเวกจิต เห็นแต่ทิศกลางทะเลแลเวหา
ยิ่งแลเหลียวเปลี่ยวใจนัยนา จนเวลาพลบค่ำยิ่งครํ่าครวญ
คลี่ผ้าทรงนงลักษณ์สะพักห่ม ยิ่งต้องลมหอมให้อาลัยหวน
เหมือนหอมเนื้อเจือจันทน์ให้รัญจวน ยิ่งอักอ่วนป่วนใจกระไรเลย
ยามรำลึกนึกเช่นเคยเห็นพักตร์ แม่ยอดรักเหมวรรณของฉันเอ๋ย
มาเหินห่างปางใดเมื่อไรเลย จะได้เชยชมชิดพระธิดา
จบดึกดื่นกลืนกลั้นกระสันสวาท ดูดาวดาษเกลื่อนสว่างกลางเวหา
พระจันทร์วงทรงกลดหมดเมฆา เหมือนนวลหน้านุชน้องผ่องโพยม
ชะยามนี้พี่ได้มาใกล้ชิด จะจุมพิตพักตร์หอมถนอมโฉม
จะอุ้มแอบแนบเคล้าประเล้าประโลม เหมือนกลิ่นโฉมแสนชื่นทุกคืนวัน
โอ้ดูเดือนเหมือนพระนุชสุดถนอม ดาราล้อมเหมือนหนึ่งเหล่าสาวสวรรค์
เคยนั่งเล่นเย็นลมชมพระจันทร์ ฝูงกำนัลแวดล้อมอยู่พร้อมเพรียง
พระคะนึงถึงนางมากลางเมฆ การเวกร่อนร้องแซ่ซ้องเสียง
เหมือนขับกล่อมพร้อมเพราะเสนาะสำเนียง วิเวกเพียงพิณเพลงวังเวงใจ
เหมือนเสียงน้องร้องสักรวาแว่ว เสียงแจ้วแจ้วจับจิตพิสมัย
โอ้อกเอ๋ยเคยฟังอยู่วังใน มาจำไกลกลอยจิตวนิดา
หอมศรีนวลหวนให้จิตใจวาบ เหมือนกุหลาบดวงเนตรให้เชษฐา
จำปีสดรสสุคนธ์สุมณฑา มาโรยราเริศร้างเหินห่างกัน
เจ้าพี่เอ๋ยเคยนิมิตใจจิตหวัง จะเหมือนมั่งหรือไม่เมื่อไก่ขัน
พระครวญคร่ำรํ่าสะอื้นทุกคืนวัน จนถึงเมืองมารันดังพรรณนา
ไปเฝ้าพระบิตุราชมาตุรงค์ ทั้งสององค์รับขวัญด้วยหรรษา
ต่างลูบไล้ไถ่ถามพระลูกยา กุมาราเล่าตามเนื้อความมี
รับสั่งใช้ให้ไปเชิญเสด็จกลับ แวะกองทัพมาประณตบทศรี
พอหยุดพักสักเวลาในราตรี รุ่งพรุ่งนี้ก็จะลาพระคลาไคล ฯ
๏ ฝ่ายนางรัชฎาสูรประยูรยักษ์ เห็นลูกรักมัวหมองไม่ผ่องใส
จึงว่าเจ้าเศร้าโศกด้วยสิ่งใด ดูหม่นไหม้ไผ่ผอมเหมือนตรอมทรวง
หรืออยู่กรุงโกญจาไม่ผาสุก มีความทุกข์สิ่งไรที่ใหญ่หลวง
จงพรายแพร่งแจ้งตามความทั้งปวง เห็นเหงาง่วงท่วงทีไม่มีสบาย
กุมารชัยสุริยาก้มหน้านิ่ง ยิ่งคิดยิ่งอาลัยมิใคร่หาย
นํ้าตาคลอหล่อหลั่งลงพรั่งพราย สะอื้นอายวิญญาณ์ไม่พาที
บิตุรงค์สงสัยซักไซ้ถาม จงแจ้งความขุ่นข้องที่หมองศรี
หรือทุกข์โศกโรคภัยสิ่งใดมี หรือราคีขัดขวางเป็นอย่างไร
อันความทุกข์ลูกเต้าที่เศร้าหมอง เหมือนทุกข์ของพ่อแม่จะแก้ไข
หรือกริ้วโกรธโทษทัณฑ์มีฉันใด จงบอกให้แจ้งจิตในกิจจา
โอรสฟังบังคมก้มสิโรตม์ ประทานโทษที่คิดผิดหนักหนา
เหมือนกระต่ายหมายมั่นพระจันทรา ด้วยลูกยาหวังสวาทราชบุตรี
นางโฉมยงปลงจิตสนิทสนอม แต่เกรงบุญทูลกระหม่อมจอมกรุงศรี
พระโปรดด้วยช่วยทูลขอเทวี ให้เป็นที่พึ่งสมอารมณ์ปอง
พระบิตุราชมาตุรงค์ทรงพระสรวล เจ้าคิดควรแล้วที่เจ้าจะเศร้าหมอง
เหมือนต่อเรือเหลือลํ้ากว่าลำคลอง จึงขัดข้องค้างน้ำต้องตำรา
เหมือนหิ่งห้อยน้อยแสงจะแข่งแข จะมีแต่อัปภาคย์ยากหนักหนา
ถึงได้อยู่สู่สมภิรมยา เหมือนเป็นข้าเมียตัวย่อมกลัวเกรง
จริงจริงนะกระษัตรีถึงทีโกรธ จะให้โทษทับถมทำข่มเหง
แม้นร้างหย่าทารกรรมมิยำเยง เหมือนไม่เกรงบิตุราชมาตุรงค์
เราเหมือนฝูงยูงทองที่ครองศักดิ์ จะฟูมฟักใฝ่สูงกับฝูงหงส์
จงตรองตรึกนึกนิยมพอสมพงษ์ จะสืบทรงศรีสวัสดิ์กำจัดภัย ฯ
๏ โอรสฟังสั่งสอนถอนสะอื้น อุตส่าห์ขืนขัดความตามวิสัย
ทั้งนี้เพราะเคราะห์กรรมลูกทำไว้ เผอิญให้พบปะพระธิดา
ได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณเป็นการขาด ไม่สมหวังดังมาดปรารถนา
ไม่มีคู่สู้ตายวายชีวา พลางก้มหน้านั่งสะท้อนถอนฤทัย
เจ้าพราหมณ์นิ่งอิงเอกเขนกนึก ให้ตรองตรึกเกรงผิดคิดไฉน
มีลูกเต้าเจ้ากรรมทำกระไร น้ำใจใหญ่เหลือล้นพ้นประมาณ
แม้นขืนขัดตัดความไม่ตามจิต จะม้วยมิดมั่นคงคิดสงสาร
จึงโอนอ่อนผ่อนตามความโบราณ เล่านิทานอิเหนาชาวชวา
เหมือนระตูจรกากับล่าสำ วิหยาสะกำขอลูกสาวท้าวดาหา
เพราะบุญน้อยพลอยพ่อมรณา อันลูกยาก็ย่อมรู้เรื่องบูราณ
จะให้พ่อขอสู่เหมือนดูถูก จะให้ลูกเทียมลูกเธอเสมอสมาน
แม้นพ่อผิดคิดเห็นไม่เป็นการ ถ้าลูกหลานผิดเห็นไม่เป็นไร
เห็นกับพ่อพอจะโปรดโทษให้พ่อ เจ้าทูลขอตามประสาอัชฌาสัย
ถึงมิโปรดโทษเจ้าที่เบาใจ ภูวไนยคงจะคิดถึงบิดร
โอรสฟังบังคมด้วยสมคิด ค่อยชื่นจิตจำคำที่รํ่าสอน
ทั้งชนนีดีใจช่วยให้พร จงผันผ่อนผิดพลั้งค่อยรั้งรอ
อย่าด่วนได้ไม่ถูกนะลูกนะ เห็นทรงพระอนุกูลจึงทูลขอ
หมั่นเคารพนบนอบให้ชอบพอ บุญของพ่อก็จะสมอารมณ์นึก
แล้วชวนให้ไสยาสน์บนอาสน์รัตน์ โสมนัสนิทราเวลาดึก
จนล่วงสามยามประโคมเสียงโครมครึก พระรู้สึกสรงชลสุคนธา
ประดับเครื่องเรืองงามอร่ามเพชร มงกุฎเก็จแก้วเก้าวาวเวหา
พอรุ่งแจ้งแสงสว่างกระจ่างตา จึงทูลลาบิตุราชมาตุรงค์ ฯ
๏ ต่างอวยชัยให้พรโอรสราช ให้สมมาดเหมือนหนึ่งจิตคิดประสงค์
โอรสรับอภิวาทบาทบงสุ์ มาขึ้นทรงช้างที่นั่งอลังการ
ทั้งหน้าหลังสังข์แตรแห่เสด็จ เหาะระเห็จห้อมล้อมพร้อมทหาร
พวกตัวนายซ้ายขวาเสนามาร เชิญเครื่องอานต่างต่างตามช้างทรง
ขึ้นสูงลิ่วปลิวเมฆวิเวกจิต สังเกตทิศที่ในไพรระหง
ครั้นเหนื่อยอ่อนร้อนแสงพระสุริยง ลงเดินดงรื่นร่มพนมเนิน
น่าสนุกรุกขชาติสะอาดสะอ้าน มีถํ้าธารลำเนาภูเขาเขิน
บ้างเวิ้งวุ้งสูงเทิ่งดังเชิงเทิน เป็นโตรกเตริ่นเนินผาโอฬารึก
บ้างเงื้อมงํ้านํ้าพุโปรยปรุปริ่ม ย้อยหยิมหยิมเยือกเย็นแข็งเป็นปึก
ที่นํ้าโผนโจนลั่นเสียงครั่นครึก สะเทื้อนสะทึกทุ่มโถมเสียงโครมครึม
ตะวันเที่ยงเสียงหมู่แมงภู่[๑]ผึ้ง ดังหึ่งหึ่งเหมือนหนึ่งฆ้องก้องกระหึม
ที่หุบห้องปล่องหินกระสินธุ์ซึม สงัดงึมเงื้อมผาดูน่ากลัว
บนยอดเขาเหล่าชะนีผีโขมด เสียงวิโรธร้องเพรียกร่ำเรียกผัว
ลิงลมน้อยห้อยโหนหิ้วโยนตัว ฝูงค่างยั้วเยี้ยวิ่งไต่กิ่งรัง
คณานกผกโผนตะโกนก้อง บ้างเริงร้องซ้องแซ่ดังแตรสังข์
พระเดินทางหว่างเนินเพลิดเพลินฟัง วิเวกวังเวงใจในไพรวัน
พญาลอท้อเสียงสำเนียงเฉื่อย โกญจาเจื้อยแจ้วแจ้วไก่แก้วขัน
ขมิ้นอ่อนนอนเรียงเคียงเคียงกัน เบญจวรรณไก่ฟ้าสุวาที
ดูน่ารักปักษาในป่าสูง เป็นฝูงฝูงหลายอย่างต่างต่างสี
คิดถึงองค์นงนุชพระบุตรี แม้นมาเห็นเช่นนี้จะดีใจ
จะชมเพลินเนินผาคณานก พฤกษาตกดอกดวงพวงไสว
จะกรีดเล็บเก็บผกาสุมาลัย จะสอดใส่แซมผมจะชมเชย
จะชี้ถามนามไม้จะได้บอก จะเย้าหยอกยินดีเจ้าพี่เอ๋ย
จะอุ้มแอบแนบนางไม่ห่างเลย ประคองเชยโฉมหอมถนอมนวล
เจ้าชมอื่นพี่จะชื่นด้วยชมน้อง จะยิ้มย่องปรีดิ์เปรมเกษมสรวล
ถึงผลักไสไม่พลอดจะกอดกวน ให้หยิกข่วนค้อนคมได้ชมเชย
จนเคลิ้มเคล้นเห็นหมอขี่คอช้าง นึกว่านางนิ่งสะเทิ้นทำเมินเฉย
เฝ้างอนง้อขอโทษอย่าโกรธเลย มานั่งเชยชมนกแก้วแจ้วเจรจา
แล้วลดองค์ลงประคองทั้งสองหัตถ์ กอดกระหวัดรัดกายจูบซ้ายขวา
หมอช้างกลัวตัวงอย่อกายา ไม่พูดจาห้ามปรามตามทำนอง
พระกลับเห็นเป็นยักษ์ผลักหมอช้าง ทำเทียมนางนิ่งฟุบเธอทุบถอง
กลับขึ้นนั่งบนบัลลังก์จำลองทอง ให้ตีฆ้องขานโห่เป็นโกลา
ขึ้นเหาะเหินเดินทางกลางอากาศ พร้อมอำมาตย์มูลนายทั้งซ้ายขวา
ไม่รอรั้งยั้งหยุดรีบรุดมา ถึงพารากาลวาศแจ้งราชการ
ขุนจิตรามารับไม่ยับยั้ง คอยเฝ้าทั้งเสนาแน่นหน้าฉาน
พอเสด็จออกข้างหน้าพากุมาร เข้ากราบกรานตรงพักตร์เธอทักทาย
ร้องเรียกชัยสุริยาให้มานั่ง ริมบัลลังก์เนาวรัตน์จรัสฉาย
แล้วตรัสถามความเมืองเคืองระคาย หรือสบายอยู่ด้วยกันเป็นฉันใด
กุมารหมอบนอบนบอภิวาท เชิงฉลาดทูลแจ้งแถลงไข
อันเสนีรี้พลสกลไกร ไม่มีภัยพูนสวัสดิ์อยู่อัตรา
แต่องค์พระมเหสีไม่มีสุข ระทมทุกข์ถึงพระองค์ทั้งวงศา
เป็นปีหนึ่งจึงได้อ่านเรื่องสารตรา จึงทราบว่าบาทบงสุ์มาสงคราม
พระมาตุรงค์วงศาจะมาช่วย วิตกด้วยยังไม่เตียนที่เสี้ยนหนาม
ทั้งพระองค์ทรงคิดจะติดตาม หาพระรามวงศ์องค์โอรส
พอพระนุชบุตรีทวีโศก ประชวรโรคร้อนรํ่าแต่กำสรด
จึงตรัสใช้ให้ข้ามาประณต ให้พระองค์ทรงยศทราบบทมาลย์
ถ้าแม้นพระจะรักษากาลวาศ ไม่คืนราชนิเวศน์ประเทศสถาน
จะทูลลาพาพงศ์พวกวงศ์วาน ยกทหารไปเที่ยวตามรามวงศ์ ฯ
๏ พระรู้เท่าเยาวลักษณ์เห็นจักกริ่ง ว่ารักหญิงแล้วก็ใจมักใหลหลง
จึงว่ามาช้านานการณรงค์ ไม่เสร็จสงครามยังหยุดฟังการ
เจ้ามานี่ดีนักจักให้เจ้า อยู่แทนเรารักษาโยธาหาญ
พลางหยิบกระบองของประลัยกัลป์มาร ยื่นประทานไว้ให้ชัยสุริยา
อยู่ปกป้องครองกรุงบำรุงราชย์ ใครองอาจข้องขัดตัดเกศา
ตั้งเสนีที่สนิทชื่อจิตรา เป็นฝ่ายหน้าว่าขานการนคร
สั่งเสนากาลวาศอำมาตย์ใหญ่ เร่งเตรียมไพร่พลมารชาญสมร
ขึ้นสามคํ่ากำหนดบทจร ไปนครโกญจาอย่าช้าการ
แล้วชวนชัยสุริยาขึ้นปราสาท ตรัสมอบราชนิเวศน์ประเทศสถาน
เลือกสุรางค์นางระบำที่ชำนาญ กับอยู่งานงามงามให้ตามไป
แล้วถามเทพกินราว่าข้านี้ จะไปบุรีแล้วเจ้าจะคิดไฉน
จะขอถามตามประสงค์จำนงใน จะตามไปหรือจะอยู่ให้รู้ความ
๏ นางฟังตรัสอัดอั้นให้ตันจิต รำคาญคิดขัดขวางระคางขาม
เป็นสตรีมิไปก็ไม่งาม จึงทูลความตามแต่พระจะเมตตา
รู้สึกตัวกลัวแกล้งระแวงผิด ด้วยชีวิตนี้ยังรักอยู่หนักหนา
ในชาตินี้มิได้ขัดพระอัชฌา ให้ช่วงใช้ไปกว่าชีวาวาย ฯ
๏ พระว่าพี่นี้ก็ถามด้วยความรัก เหตุเพราะหักอาลัยมิใคร่หาย
ด้วยไหนไหนได้เป็นเมียคิดเสียดาย จะเป็นหม้ายอยู่เปล่าเปล่าไม่เข้าการ
จะพาไปไว้บูรีเป็นที่ชื่น สำราญรื่นร่วมเขตนิเวศน์สถาน
ได้ใกล้ไกลไปมาไม่ช้านาน หรือเป็นการกีดขวางหรืออย่างไร ฯ
๏ นางรับสั่งบังคมก้มสิโรตม์ ซึ่งทรงโปรดปรานีจะมีไหน
ไม่ข้องขัดสัจจังด้วยหวังใจ จะใคร่ไปรองบาทไม่คลาดคลาย
ทุกข์ก็มีที่จะต้องเป็นสองเจ้า ไม่เคยเข้าใจการประมาณหมาย
เหมือนเขาว่าข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย ได้อับอายยากแค้นแสนทวี
ก็ตามกรรมทำไว้จะใช้ชาติ ขอพึ่งบาทบงกชบทศรี
จะยากเย็นเป็นตายร้ายหรือดี ก็ตามทีเถิดสู้ทนไปจนตาย
พระยิ้มพลางทางว่าอันมนุษย์ บริสุทธิ์ศีลทานประมาณหมาย
ถึงวิสัยใจบาปที่หยาบคาย ก็ไม่ร้ายแรงนักเหมือนยักษ์มาร
พี่ขอบใจไมตรีศรีสวัสดิ์ ที่ซื่อสัตย์สามิภักดิ์สมัครสมาน
จงเตรียมเหล่าสาวสรรค์พนักงาน ได้ฤกษ์พานพรุ่งนี้จะลีลา
นางรับสั่งบังคมบรมนาถ มาปราสาทสั่งขรัวนายทั้งซ้ายขวา
กำชับเหล่าสาวสรรค์ฝูงกัลยา ดูตรวจตราเครื่องอานเตรียมการไว้ ฯ
๏ ฝ่ายเสนากาลวาศต่างบาดหมาย ทั้งไพร่นายเตรียมกันเสียงหวั่นไหว
ถือปืนผาอาวุธทั้งชุดไฟ แต่ล้วนใส่ปีกบินสิ้นทั้งนั้น
สมทบกับทัพพยนต์ทั้งพลยักษ์ ได้พร้อมพรักพลไพร่พอไก่ขัน
บุษบกนกเทียมตระเตรียมกัน รับกำนัลนักสนมกรมใน
นกอินทรีที่นั่งบัลลังก์อาสน์ มีสิงหาสน์ห้องทองม่านสองไข
มาเทียบเกยเคยรับประทับไว้ พออุทัยไตรตรัสชัชวาล ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงโฉมประโลมสวาท ตื่นไสยาสน์อ่าองค์ทรงสนาน
ประดับเครื่องเรืององค์อลงการ แก้วประพาฬเพชรพลอยแพรวพราวพราย
ครั้นเสร็จสรรพกับองค์อนงค์นาฏ จากปราสาทมนเทียรวิเชียรฉาย
นางเชิญเครื่องเยื้องย่างสำอางกาย ต่างนาดกรายตามเสด็จกรีดเล็บยาว
พระขึ้นนั่งเหนือบัลลังก์อลงกต ที่ชั้นลดห้ามแหนพวกแสนสาว
ล้วนรูปร่างอย่างหุ่นพึงรุ่นราว พับเพียบท้าวแขนช้อยชม้อยเมียง
ได้ฤกษ์ดีตีฆ้องเลื่อนกองทัพ ต่างโห่รับเลื่อนลั่นสนั่นเสียง
กลองชนะมลายูเป็นคู่เคียง ขึ้นเหาะเรียงรายสล้างกลางอัมพร
อสุรินบินแห่เป่าแตรสังข์ ทั้งหน้าหลังคั่งคับสลับสลอน
ค่อยลอยเลื่อนเคลื่อนคลาพลากร อินทรีร่อนลอยคว้างไปกลางพล
สงสารองค์นงลักษณ์อัคเรศ แหวกม่านทองส่องเนตรในเวหน
เห็นปราสาทราชวังเป็นกังวล โอ้จำจนจำพรากจำจากจร
นิจจาเอ๋ยเคยเห็นจะเว้นว่าง ไปเหินห่างห้องสุวรรณที่บรรจถรณ์
เคยผาสุกทุกเวลาเมื่อหน้าร้อน เผยบัญชรชมจันทร์เมื่อวันเพ็ง
เสียดายสวนล้วนบุปผาระย้าย้อย เคยนั่งสอยมาลีอยู่ที่เก๋ง
จะเริศร้างห่างแหสุดแลเล็ง ยิ่งพิศเพ่งพารายิ่งอาลัย
ยิ่งลิบลับวับจิตคิดสังเวช พระชลเนตรคลอคลอหลั่งหล่อไหล
อุตส่าห์ฝืนกลืนกลํ้าระกำใจ ชายสไบนงลักษณ์ซับพักตรา
คิดคะนึงถึงตัวที่มัวหมอง มีผัวสองเสียชาติวาสนา
ต้องจำใจไปเป็นน้อยสร้อยสุดา จะหยาบช้าฉันใดก็ไม่รู้
เมื่อพบปะจะต้องหมอบต้องนอบนบ ยิ่งปรารภร้อนจิตคิดอดสู
มิห่วงลูกผูกจิตคิดคิดดู ไม่ขออยู่สู้ตายวายชีวา ฯ
๏ นางครวญครํ่ารํ่าสะอึกสะอื้นไห้ พระชลนัยน์พร่างพรายทั้งซ้ายขวา
พระเห็นนางห่างเหินเมินพักตรา ก็รู้ทีกิริยาที่อาลัย
แกล้งโลมเล้าเซ้าซี้จี้รักแร้ โน่นแน่แลดูมหาชลาศัย
เฝ้าผินหลังนั่งตะลึงคิดถึงใคร สิ้นอาลัยพี่แล้วหรือแก้วตา
จะจัดแจงแปลงตัวเหมือนผัวเก่า จะให้เจ้าจงรักให้หนักหนา
ให้เขี้ยวงอกออกมายาวสักเก้าวา จงผินหน้ามาเถิดเจ้าอย่าเศร้าใจ ฯ
๏ นางเจ็บจิตคิดแค้นว่าแสนเข็ญ เฝ้าล้อเล่นเช่นนี้น่าน้ำตาไหล
เพราะแปลงเป็นเช่นผัวแทนตัวไป จึงรักใคร่มาเป็นถึงเช่นนี้
ถ้าหาไม่ใจหมายจะตายเสีย ไม่เป็นเมียน้อยมนุษย์สุดบัดสี
เคยปลอมยักษ์รักใคร่เคยได้ที แต่เพียงนี้อกน้องจะพองพัง
คิดถึงตัวกลัวอายเสียดายชื่อ ไปเบื้องหน้าฟังจะครือเคืองสันหลัง
อย่าเยาะยักษ์นักเลยได้เคยฟัง แม้นยักษ์ยังอยู่ที่ไหนจะได้มา
พระว่าพี่นี้ก็รู้อยู่ดอกน้อง ได้ตามร่องรอยรักเพราะยักษา
เหมือนละครอ่อนหัตถ์ช่องสัทธา พึ่งจะมาพบพานงานประชัน
ฝ่ายเจ้างานท่านจึงเมินไม่เพลินจิต เพราะรำผิดเพลงจังหวะไม่ขยัน
จะฝึกใหม่ย้ายอย่างเอารางวัล ให้เทียมทันท่าทางเหมือนอย่างยักษ์
เจ้าไม่อยากฝากตัวผัวมนุษย์ จึงโศกสุดเศร้าทรวงคิดหน่วงหนัก
แม้นชุบได้มิให้น้องมัวหมองพักตร์ จะให้พรักพร้อมหน้าสิ้นอาลัย ฯ
๏ นางแสนแค้นแสนอายตะกายอก น้ำตาตกซึมโซมชโลมไหล
เหมือนเสี้ยนยอกชอกช้ำในน้ำใจ สะอื้นไห้ฮักฮักซบพักตรา
พระเลียนล้อตอแยนี่แน่น้อง นึกว่าร้องดอกสร้อยลอยเวหา
พลางฉวยมือหรือจะรักเล่นสักรวา เพลงไก่ป่ากันเถิดนะเห็นจะเพราะ
เห็นนางนิ่งยิ่งเตือนยิ่งเบือนบิด กระแซะกระชิดชวนชอบปลอบประเหลาะ
แกล้งยุดเย้าเซ้าซี้จี้จำเพาะ นางหัวเราะทั้งน้ำตาว่าน่าแค้น
พระค่อนว่าสาหัสทั้งตัดพ้อ ยังเวียนล้อน่าเบื่อเห็นเหลือแสน
พระว่าใครใช้ให้หมอบไม่ตอบแทน ไม่หายแค้นข้าไม่ฟังจะนั่งกวน
พลางหยิบแก้มแนมหนีบบีบนาสิก นางผลักพลิกผินผันกระสันสรวล
ทั้งห้ามแหนแสนสุรางค์ต่างสำรวล พระชี้ชวนชมนกวิหคบิน
เห็นฝูงครุฑยุดนาคกระชากฉีก บ้างบินหลีกหลบหันโผผันผิน
พวกปักษาวายุภัศ[๒]หัสดิน เที่ยวโบกบินบนอากาศดาษดา
บ้างโฉบฉาบคาบช้างคาบกวางเสือ ขยอกเหยื่อร่อนเร่บนเวหา
ครั้นพลบคํ่ายํ่าฆ้องกลองสัญญา ดูมืดคลุ้มกลุ้มฟ้านภาลัย ฯ
๏ พวกพยนต์พลรบจุดคบแห่ เสียงเซ็งแซ่ช่วงทางสว่างไสว
นายทหารขานฆ้องป๋องป๋องไป สนั่นในฟากฟ้านภาโพยม
พระเอนเอกเขนกนั่งบัลลังก์อาสน์ เผยสิงหาสน์ลมเรื่อยชื่นเฉื่อยโฉม
ดูดาวช่วงดวงเด่นเหมือนเช่นโคม นํ้าค้างโทรมสาดเชยรำเพยพาน
นิ่งบรรทมชมจันทร์บนบรรจถรณ์ พร้อมกินนรนางสำหรับกล่อมขับขาน
ตีโทนทับรับเพลงบรรเลงลาญ บ้างอยู่งานโบกปัดนั่งพัดวี ฯ
๏ จะกล่าวชัยสุริยาอยู่กาลวาศ ใจจะขาดขุ่นข้องให้หมองศรี
คิดถึงองค์นงนุชพระบุตรี มิรู้ที่ผ่อนผันทำฉันใด
จะขอตัวกลัวว่าอาญาศึก เป็นโทษลึกเหลือหนักถึงตักษัย
ถึงได้เมืองเรืองยศสลดใจ ไม่เหมือนได้พระธิดาในอารมณ์
สาวสุรางค์นางบำเรอเสนอหน้า ไม่ปรารถนานึกคิดสนิทสนม
ใครแต่งแง่แสนงอนทำค้อนคม แกล้งขากถ่มทุดให้ไม่ไยดี
พวกท้าวนางต่างหาบรรดาสาว ที่รุ่นราวรูปร่างสำอางศรี
เป็นเวรเวียนเปลี่ยนผลัดเข้าพัดวี ไม่ไยดีด้วยเธอคิดถึงธิดา
ยามเสวยเลยอิ่มให้หงิมง่วง ไม่หายห่วงเหมวรรณเฝ้าฝันหา
ทุกเช้าคํ่ารำพึงถึงเวลา ออกนั่งว่าราชการงานทั้งปวง
ครั้นเสร็จสรรพกลับเข้าไปที่ไสยาสน์ แต่งนิราศรํ่าเรื่องจากเมืองหลวง
ถึงย่านไหนให้สลดกำสรดทรวง คิดถึงดวงเนตรนุชพระบุตรี
แม้นปางใดได้สมอารมณ์รัก เหมือนผัดพักตร์พี่ยาเป็นราศี
ถึงตัวร้างต่างมาจากธานี แต่ใจพี่นี้เข้าไปอยู่ในวัง
เปรียบเหมือนพระอภัยพระทัยเศร้า เมื่อลูกเจ้ากรุงลังกาจับมาขัง
ต้องเปลี่ยวเปล่าเหงาง่วงเพียงทรวงพัง ไม่อินังนั่งเฉยละเลยเมิน
เหมือนพี่ยาสามิภักดิ์เพราะรักน้อง มีแต่ต้องหมองหมางระคางเขิน
ไม่ยืดยาวคราวเคราะห์จำเพาะเผอิญ จะห่างเหินเนิ่นนานไม่พานพบ
พระประดิษฐ์คิดแต่งแจ้งประจักษ์ ล้วนเรื่องรักรํ่าไรมิใคร่จบ
จนยามสามตามเทียนเขียนแล้วลบ ให้ปรารภร้อนฤทัยอาลัยลาญ
ถึงยามนอนกรพาดนลาฏนิ่ง ยิ่งคิดยิ่งให้วิโยคโศกสงสาร
เป็นทุกข์ตรอมผอมเหลืองอยู่เมืองมาร รํ่าแต่อ่านเรื่องนิราศไม่ขาดวัน ฯ
๏ ฝ่ายทัพพระสิงหไกรภพระเห็จ รีบเสด็จด้วยพหลพลขันธ์
ได้เดือนครึ่งถึงพาราเมืองมารัน พอสายัณห์หยุดประทับพลับพลาไชย
เจ้าพราหมณ์พาข้าเฝ้าเหล่าอำมาตย์ เฝ้าพระบาทบัญชาตรัสปราศรัย
ถึงถิ่นฐานบำรุงซึ่งกรุงไกร พราหมณ์ทูลให้ทราบอุบลแต่ต้นมา
ทั้งองค์พระอัยกียินดีนัก พาวงศ์ยักษ์หญิงชายทั้งซ้ายขวา
ไปเยี่ยมถามความเมืองเรื่องนัดดา พระวันทาทูลแถลงให้แจ้งความ
เมื่อรบรับกับเทพาสูรานั้น ประลัยกัลป์วายวางกลางสนาม
ตั้งแต่ต้นจนสำเร็จเสร็จสงคราม แต่เจ้ารามวงศ์พาธิดาไป
ให้ติดตามถามรอบทุกขอบเขต ไม่แจ้งเหตุว่าไปหนตำบลไหน
จะแยกย้ายรายพลสกลไกร เที่ยวตามหากว่าจะได้ดังใจจง
พระอัยกีตีทรวงเป็นห่วงหลาน แสนสงสารหลานเอ๋ยจะเลยหลง
พลางสั่งว่าถ้าไปปะรามวงศ์ พ่อจงส่งตัวมาให้อัยกี
แล้วดูเหล่าสาวสุรางค์นางห้ามแหน ให้หึงแทนสร้อยสุดามารศรี
ว่าพ่อพามาทำไมมันไม่ดี แต่ล้วนอีเจ้าเสน่ห์เจ้าเล่ห์กล
เชื้อกินรงอนแง่ทั้งแก่สาว จะมีคาวเคืองเข็ญไม่เป็นผล
ฟังแม่ว่าอย่านะอย่าปะปน ใช้เป็นคนขนขยะจึงจะควร
พลางค้อนควักพยักหน้าประสาแก่ พระยอบแต่องค์ลงทรงพระสรวล
นางพูดพร่ำรํ่าว่าเวลาจวน จึงลาชวนวงศาเข้าธานี ฯ
๏ จอมกระษัตริย์ตรัสสั่งพราหมณ์พี่เลี้ยง รักษาเยี่ยงอย่างบำรุงชาวกรุงศรี
ตรวจตระเวนเกณฑ์พหลพลโยธี ไปทั้งสี่ทิศตามรามวงศ์
แม้นรู้เรื่องเคืองเข็ญเป็นไฉน จงบอกให้แจ้งความตามประสงค์
แล้วยกทัพขับทหารชาญณรงค์ รีบนกทรงตรงมาถึงธานี
เข้าในวังพรั่งพร้อมประยูรญาติ ที่ปราสาทสร้อยสุดามารศรี
พวกห้ามแหนแสนสุรางค์ต่างยินดี มาเฝ้าที่ชานพักพร้อมพรักกัน
พระเล่าความตามเรื่องรบเมืองยักษ์ ถึงสองพักเข่นฆ่าไม่อาสัญ
พระลูกรักลักธิดาไปอารัญ ถามกุมภัณฑ์มิได้แจ้งแห่งกิจจา
ได้แต่ตัวแม่ยายลูกชายเจ้า ทั้งพงศ์เผ่าที่รักของยักษา
ล้วนเชื้อสายฝ่ายกินรกวาดต้อนมา ไว้ใช้เล่นเป็นสง่าในธานี
เป็นเกี่ยวดองของเจ้าเยาวลักษณ์ เห็นแก่พักตร์ธิดามารศรี
จัดตึกใหญ่ให้อยู่ตามผู้ดี พอเป็นที่อาศัยอยู่ในวัง
สร้อยสุดาพาซื่อไม่ถือโกรธ รับพระโอษฐ์ภูวไนยเหมือนใจหวัง
ให้จัดแจงแต่งตึกเตียงบัลลังก์ อยู่ทั่วทั้งสาวสรรค์กำนัลนาง
ครั้นสายัณห์เรียกสุพรรณภาชน์เสวย เหมือนอย่างเคยปรนนิบัติไม่ขัดขวาง
ครั้นผ่านเกล้าเข้าที่ศรีสำอาง พระนุชนางนวดฟั้นให้บรรทม
พระเชยชื่นรื่นเรียงเคียงเขนย เหมือนอย่างเคยเชยชิดสนิทสนม
นางทูลถามตามระแวงแคลงอารมณ์ พระไปชมสมบัติอสุรา
อันนารีที่บำรุงเจ้ากรุงยักษ์ ที่งามทรงวงพักตร์มีหนักหนา
ไม่มีคนปรนนิบัติชอบอัชฌา เลยหรือว่ามีบ้างเป็นอย่างไร ฯ
๏ พระฟังคำทำเฉยแกล้งเลยหลับ นางยิ่งจับพิรุธสุดสงสัย
ยิ่งเซ้าซี้มิได้ตรัสยิ่งขัดใจ นางพิไรรํ่าว่าพระสามี
นี่หรือพระอนุกูลพระทูลเกล้า ไปหลงเฝ้าฟูมฟักเมืองยักษี
จึงเพลิดเพลินเนิ่นช้าอยู่กว่าปี เพราะมีที่พิศวาสไม่คลาดคลาย
คิดว่ายังตั้งสงครามปราบปรามยักษ์ มิรู้รักรัดมั่นกระสันสาย
ให้เศร้าสร้อยคอยหาระอาอาย นึกเสียดายนํ้าตาหนักหนานัก
ยังมิหนำซํ้าพาเอามาเย้ย โอ้อกเอ๋ยอาภัพอัปลักษณ์
พระลืมตามรามวงศ์เพราะหลงรัก เห็นประจักษ์แล้วว่าวาสนาน้อย
ตั้งแต่นี้มีแต่จะแหห่าง เปรียบเหมือนอย่างนํ้าลดต้องถดถอย
นางกินรหล่อนจะปลิวขึ้นลิ่วลอย จะต้องน้อยหน้ารับแต่อับอาย
พระมาถึงจึงไม่ตรัสดูอัดอั้น เพราะผูกพันพิศวาสที่มาดหมาย
เหมือนหนึ่งน้องรองรังเป็นซังตาย เปรียบเหมือนปลายอ้อยจืดออกชืดชื้อ ฯ
๏ พระยิ้มพลางทางว่าน่าหัวร่อ นั่งเทศน์จ้อแต่พลบจบแล้วหรือ
ทำหงุดหงิดจิตใจเหมือนไฟฮือ ขืนจะรื้อเรื่องตายให้กลายเป็น
ประเวณีมีศักดิ์อัคเรศ จะก่อเหตุหึงเชลยไม่เคยเห็น
แม้นไม่บอกยอกย้อนคิดซ่อนเร้น ก็จำเป็นจำถามตามสงกา
นี่ก็พามาให้ทั้งใหญ่น้อย ให้ใช้สอยสุดแต่จิตขนิษฐา
จะซักถามความพิสูจน์เหลือพูดจา พี่จะอ้าโอษฐ์บอกไม่ออกเลย ฯ
๏ นางฟังตรัสตัดบทว่าอดสู ใครจะรู้เท่าเล่าแม่เจ้าเอ๋ย
จะปิดควันกันความเหมือนหนามเตย มิให้เผยปากได้จนใจจริง
น้องทูลถามตามตรงพระทรงยศ แกล้งเลี้ยวลดว่าให้เจ็บใจหญิง
จะให้เป็นเช่นไม้ขอนเขาทอนทิ้ง ไม่ไหวติงนิ่งอยู่หลับหูตา
นั่นแหละพระจะไม่อายให้หายเงียบ ถ้ากริบเกรียบก็กระดากยากนักหนา
จะหาเข็มเล่มใหญ่กับไหมมา เย็บปากไว้ไม่ว่าไม่พาที ฯ
๏ พระสรวลสันต์กลั้นยิ้มว่าหงิมแท้ เดี๋ยวนี้แง่งอกแหลมสอดแซมศรี
จะเย็บปากยากอยู่ไม่สู้ดี ไม่เหมือนที่ฝึกหัดให้ชัดเจน
แม้นเจ้าจะให้ผัวกลัวอำนาจ เอาผ้าคาดเคียนอกถกเขมร
ทะเลาะล้อต่อเถียงให้เสียงเกน ใครชิงผัวกลัวระเนนแล้วน้องรัก
จงเรียนรํ่าจำตำราแม่ค้าปลด รู้ประชดประชันขยันหนัก
นางยิ้มพลางทางว่าพระชนะยักษ์ ได้เอกอัครชายาเจ้าคารม
หรือจึงจำตำราเอามาสอน หรือจะค่อนแคะว่าให้สาสม
พระแย้มสรวลชวนสนิทแนบชิดชม จนบรรทมหลับไปในไสยา
ครั้นรุ่งแจ้งแต่งองค์สรงเสวย เหมือนอย่างเคยสรวลสันต์ด้วยหรรษา
ให้สาวใช้ไปที่เทพกินรา บอกให้มาทั้งสุรางค์นางกำนัล ฯ
๏ สาวใช้รับอภิวาทแล้วยาตรเยื้อง ไปแจ้งเรื่องรับสั่งนรังสรรค์
พระภูวไนยให้หาจงพากัน ไปสุวรรณปรางค์มาศปราสาททอง ฯ
๏ ฝ่ายโฉมเทพกินราประหม่าจิต สุดจะคิดขัดขวางให้หมางหมอง
ต้องรับคำจำใจจะไปลอง เข้าในห้องไห้สะอื้นกลืนนํ้าตา
ไม่แต่งองค์ทรงประดับสำรับเก่า กำสรดเศร้าโศกสยายปลายเกศา
ชวนที่รักยักขินีแล้วลีลา พร้อมสาวสรรค์กัลยาฝูงนารี
ไปปรางค์รัตน์ชัชวาลขึ้นชานพัก เห็นทรงศักดิ์สร้อยสุดามารศรี
ค่อยก้มกรานคลานมากราบสามี แล้วอัญชลีนงลักษณ์ก้มพักตรา ฯ
๏ นางรับหัตถ์ตรัสเรียกมาริมอาสน์ พระนุชนาฏโปรดประทานพานสลา
แล้วถามความรามวงศ์องค์ธิดา จะลอบพากันไปหนตำบลใด
นางนบนอบตอบความตามสุภาพ สืบไม่ทราบว่าไปหนตำบลไหน
สร้อยสุดาปรานีศรีสะใภ้ จึงปราศรัยซื่อตรงเหมือนพงศ์พันธุ์
จงนึกว่าข้านี้เหมือนพี่น้อง ไม่ขัดข้องขึ้งเคียดคิดเดียดฉันท์
ด้วยถูกเต้าเล่าก็ได้รักใคร่กัน จะสืบพันธุ์พงศ์กระษัตริย์สวัสดี
แม้นขัดขวางอย่างไรจงให้รู้ จะคํ้าชูช่วยรักษามารศรี
นางคำนับรับพระเสาวนีย์ ต่างเปรมปรีดิ์ปรองดองกันสองรา ฯ


[๑] แมงภู่ = แมลงภู่

[๒] วายุภัศ = วายุภักษ์

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ