ตอนที่ ๑๒ รามวงศ์พานางแก้วกินรีหนีออกจากเมืองกาลวาศ

๏ พระนำหน้าพานางจากปรางค์มาศ เหาะลีลาศลอยเลื่อนด้วยเดือนหงาย
ค่อยเคลื่อนคลอรอเรียงนางเอียงอาย พระพายชายพัดเชยรำเพยพา
พ้นนิเวศน์เขตวังพระตั้งจิต ไปทางทิศอาคเนย์ในเวหา
นางเคลื่อนคล้อยลอยบินเหมือนกินรา จนเวลาดึกเงียบเชียบสำเนียง
เสนาะด้วยสกุไณทั้งไก่แก้ว วิเวกแว่วขันขานประสานเสียง
ดังซอสีปี่แก้วแจ้วจำเรียง เสนาะเพียงพิณพาทย์ฆาตประโคม
จนเดือนคล้อยพลอยพร่างนํ้าค้างซัด วายุพัดรวยรื่นให้ชื่นโฉม
พระอุ้มแอบแนบนางกลางโพยม ลอยประโลมลืมหนาวไม่หาวนอน
พอสุริเยนทร์เผ่นเยี่ยมยุคุนธเรศ ถึงขอบเขตเขาเขินเนินสิงขร
พระคลอคล้อยลอยลงในดงดอน บทจรนำนางไปกลางไพร
เห็นพฤกษาน่าชมร่มระรื่น ล้วนชุ่มชื่นช่อดอกออกไสว
ขนุนสุกลูกเหลืองมะเฟืองมะไฟ ลูกลำไยดกห้อยย้อยระย้า
ทั้งจันทน์อินลิ้นจี่มีต่างต่าง มะม่วงปรางเรียงรายทั้งซ้ายขวา
ลูกฝรั่งมังคุดละมุดสีดา ทั้งน้อยหน่าน่ากินก็ยินดี
เก็บเสวยเชยชมพวงส้มสูก มะพร้าวลูกแลดูล้วนหมูสี[๑]
ทั้งกล้วยกล้ายหลายอย่างต่างต่างมี บ้างออกปลีหวีเครือออกเรื่อเรือง
มะตูมตาดดาษดกรกระย้า ทั้งพุทราสุกห่ามอร่ามเหลือง
เหมือนสวนในอุทยานที่บ้านเมือง ค่อยย่างเยื้องชมเพลินเจริญใจ
ถึงหว่างเว้งเพิงผาตรงหน้าถํ้า มีธารนํ้าน่ากินกระสินธุ์ใส
มีบัลลังก์ดังแกล้งมาแต่งไว้ ต้นโศกใหญ่ยอดงํ้าข้างลำธาร ฯ
๏ พระชวนนุชหยุดนั่งบัลลังก์อาสน์ เอนไสยาสน์เย็นใจในไพรสาณฑ์
ระรื่นร่มลมเชยรำเพยพาน นางอยู่งานนวดฟั้นให้บรรทม
พระหยอกเย้าเล้าโลมโฉมสมร ค่อยวายร้อนร่วมจิตสนิทสนม
แนบถนอมหอมรื่นชื่นอารมณ์ เคลิ้มบรรทมหลับไปในไพรวัน ฯ
๏ ฝ่ายกาลีที่ประจำอยู่ถํ้าน้อย ชื่ออองออยผีป่าพนาสัณฑ์
มีรูปร่างอย่างหญิงทุกสิ่งอัน ศีรษะมันอย่างจระเข้เจ้าเล่ห์กล
ปลูกต้นไม้ไว้ในสวนล้วนนิมิต เสกประสิทธิ์ดอกดวงเป็นพวงผล
ใครดมกลิ่นกินลูกก็ถูกมนตร์ ให้วกวนเวียนหลงในพงพี
นางอองออยคอยทุบตะครุบจับ กินไตตับเลือดเนื้อตามเชื้อผี
เมื่อวันนั้นมันออกนอกคีรี เห็นเทวีปรนนิบัติภัสดา
ดูนั่งแนบแอบอิงเอนพิงพาด ไม่เคลื่อนคลาดห่างเหเสน่หา
ให้นึกรักอักอ่วนป่วนวิญญาณ์ ด้วยเหตุว่าผัวตายมาหลายปี
คิดจะใคร่ได้หนุ่มมาอุ้มแอบ สนิทแนบกายาเหมือนมารศรี
จะฆ่าเมียเสียให้ตายวายชีวี เอาสามีเป็นคู่ชื่นชูใจ
จึงแปลงกายกลายเป็นเหมือนเช่นสาว พึ่งรุ่นราวรูปแฉล้มดูแจ่มใส
ประดับเครื่องเรืองอร่ามงามวิไล เด็ดดอกไม้เมียงเมินดำเนินมา
แกล้งทำเป็นเห็นองค์อนงค์นุช ไปนั่งหยุดร่มแท่นที่แผ่นผา
พูดไถลไถ่ถามตามสงกา แม่นี้มาแต่หนตำบลใด
ฝ่ายโฉมแก้วกินรานารีราช เห็นนางนาฏนวลหงนึกสงสัย
จึงตอบว่าข้านี้มีที่ไป ยังกรุงไกรโกญจาเมืองสามี
ขอถามหน่อยกลอยใจอยู่ไหนเล่า หรือนงเยาว์อยู่ป่าพนาสี
พึ่งรุ่นสาวราวกันฉันปรานี เพื่อนไม่มีมาบ้างหรืออย่างไร ฯ
๏ อสุรีผีป่าว่าข้าเจ้า จะร่ำเล่าแล้วก็น่านํ้าตาไหล
ข้าเป็นสาวชาวกุเวรมาเล่นไพร ยักษ์มันไล่เลยหลงในพงพี
พวกเสนาสามนต์คนทั้งหลาย ใครจะตายหรือเป็นไม่เห็นผี
แม้นโปรดด้วยช่วยพาไปธานี เหมือนช่วยชีวีไว้อย่าให้ตาย
นางฟังคำรํ่าว่าประสาหญิง คิดว่าจริงนิ่งให้จิตใจหาย
จึงตอบว่าข้าก็ยากลำบากกาย ต้องพลัดพรายไพร่พลสกลไกร
แต่ตัวข้าสามีนี้นะเจ้า เธอพาเราเหาะเหินเดินไม่ไหว
ทางประเทศเขตแคว้นก็แสนไกล แม้นเหาะได้จะพาไปธานี ฯ
๏ นางผีทำสำออยละห้อยละเหี่ย แม่ละเสียก็เห็นจะเป็นผี
เอ็นดูด้วยช่วยว่ากับสามี จะปรานีได้บ้างหรืออย่างไร
นางนิ่งนั่งฟังวอนให้อ่อนจิต สุดจะคิดตอบคำทำไฉน
สารพัดขัดสนเป็นจนใจ พอหน่อไทฟื้นองค์คิดสงกา
เห็นนางงามทรามสวาทสะอาดพักตร์ หรือรู้จักกับมิตรขนิษฐา
จึงตรัสถามตามระแวงแคลงวิญญาณ์ นางนี้มาแต่หนตำบลใด
มเหสีอัญชลีสนองถ้อย เหมือนสาวน้อยเล่าแจ้งแถลงไข
พระยิ้มพลางทางถามว่าทรามวัย เจ้าชื่อไรรูปร่างสำอางองค์ ฯ
๏ อองออยว่าข้านี้ชื่อศรีฟ้า พระเมตตาอย่าให้เที่ยวลดเลี้ยวหลง
จะเป็นข้ากว่าชีวิตจะปลิดปลง ขอพระองค์อนุกูลอย่าสูญใจ ฯ
๏ พระฟังคำรํ่าวอนล้วนอ่อนหวาน แสนสงสารสุดจิตคิดไฉน
จะชิดชมสมเคราะห์[๒]อุ้มเหาะไป ก็เกรงใจยุพินกินรี
แม้นมีรถคชชานั้นมาด้วย จะรับช่วยไปบำรุงไว้กรุงศรี
นี่จนจริงสิ่งไรก็ไม่มี อยู่ที่นี่ก่อนเถิดเจ้าเยาวมาลย์
ด้วยป่านี้มีต้นผลไม้ พออาศัยผลผลาเป็นอาหาร
ทั้งคีรีมีนํ้าที่ลำธาร พอสำราญรอรั้งประทังกาย
พี่ไปถึงจึงจะพาโยธาทัพ กลับมารับเจ้าไปเหมือนใจหมาย
ไม่ลวงมิ่งทิ้งทอดให้วอดวาย จงครองกายอยู่เถิดเจ้าเราจะลา ฯ
๏ นางอองออยอ้อยอิ่งวิงวอนไหว้ ถ้าทิ้งไว้ชีวังจะสังขาร์
แม้นสององค์ทรงเดชเวทนา โปรดช่วยพาเดินทางไปกลางดง
อีกเจ็ดวันนั้นจะถึงธานีน้อง พบพวกพ้องเหมือนหนึ่งจิตคิดประสงค์
จะเป็นข้าฝ่าพระบาททั้งญาติวงศ์ แล้วสององค์จึงเสด็จไปเขตคัน
ทำฉะอ้อนวอนองค์อัคเรศ จงโปรดเกศชุบย้อมกระหม่อมฉัน
ช่วยนำเดินเชิญเสด็จสักเจ็ดวัน อย่าให้ฉันอันตรายถึงวายปราณ
นางฟังคำรํ่าไรพระทัยอ่อน จึงทูลวอนพระองค์ด้วยสงสาร
พระโปรดด้วยช่วยให้พ้นภัยพาล ถึงป่วยการก็จะได้เป็นไมตรี ฯ
๏ พระฟังคำจำตามด้วยความรัก จึงถามซักศรีฟ้ามารศรี
ทางทิศใดไปพาราของนารี เจ้าจงชี้มรรคาจะพาไป
นางอองออยค่อยสบายเหมือนหมายจิต แกล้งชี้ทิศทางเดินเนินไศล
พระรับคำนำหน้าพาเมียไป นางทรามวัยวันทาตามสามี
นางอองออยพลอยตามด้วยความรัก หมายจะหักคอพระมเหสี
พระนำนางย่างเดินเนินคีรี จรลีล่วงทางไปกลางไพร ฯ
๏ จะกล่าวเทพกินราอยู่ปราสาท เสียอำมาตย์เศร้าหมองไม่ผ่องใส
กลัวลูกเขยเลยนั่งระวังภัย นางมิได้นิทราในราตรี
ครั้นรุ่งเช้าใช้ให้นางน้อยน้อย ไปลอบคอยดูธิดามารศรี
นางสาวใช้ได้สั่งพลางจรลี ต่างหลบลี้ลอบแลดูแต่ไกล
เห็นเงียบเสียงเมียงมองเข้าห้องกั้น แหวกสุวรรณม่านทองทั้งสองไข
ไม่เห็นอยู่รู้ทีว่าหนีไป ต่างตกใจกลับมาวันทาทูล
พระบุตรีมิได้อยู่แล้วเพคะ ไม่พบปะทั้งผู้ชายก็หายสูญ
ได้ทราบสารมารดายิ่งอาดูร เสียตระกูลไปแล้วแก้วกินรี
ฝืนดำรงองค์นางจากปรางค์มาศ ไปห้องราชธิดามารศรี
ไม่เห็นนางอย่างจะดิ้นสิ้นชีวี เห็นแต่ที่ทอดองค์ลงโศกา
ประหลาดแล้วแก้วกินรีเอ๋ย กระไรเลยหลงรักมันนักหนา
เขาแค้นจิตบิตุรงค์ลงอาญา จึงลอบพาแก้วแม่ไปแก้แค้น
น่าน้อยจิตธิดาช่างพาซื่อ ขืนเชื่อถือรักมนุษย์นั้นสุดแสน
หน่อกระษัตริย์ทุกนิเวศน์ทั่วเขตแคว้น ถ้ามาตรแม้นรักใคร่ก็ไม่อาย
มาติดตามรามวงศ์ที่ลงโทษ เสียประโยชน์ญาติประยูรนั้นสูญหาย
โอ้อกแม่แต่จะช้ำระกำตาย นางฟูมฟายชลนาด้วยอาลัย
ยิ่งแลเหลียวเปลี่ยวเปล่าให้เศร้าจิต สุดจะคิดผันแปรสุดแก้ไข
จะติดตามขามฤทธิ์จนจิตใจ สะอื้นไห้เสือกซบสลบลง ฯ
๏ พวกเถ้าแก่แซ่ซ้องประคองล้อม เอานํ้าหอมมาชโลมซึมโซมสรง
ค่อยริกริกพลิกฟื้นฝืนดำรง ระทวยองค์ทรงแรงแข็งฤทัย
จึงให้หาข้าเฝ้าเข้ามาสั่ง เร่งแต่งหนังสือแจ้งแถลงไข
เหมือนเรื่องความรามวงศ์เข้าวังใน ไปทูลให้ทราบความตามกิจจา ฯ
๏ อำมาตย์รับกลับมานั่งสั่งเสมียน ให้รีบเขียนพร้อมพรักด้วยยักษา
ครั้นเสร็จสรรพพับผนิดแล้วปิดตรา สั่งให้ม้าใช้รับคำนับนาย
มาเรียกเหล่าบ่าวไพร่มิได้หยุด ถืออาวุธหอกดาบกำซาบสาย
แล้วรีบออกนอกกำแพงจัดแจงกาย บ่าวตะพายย่ามตามแลหลามไป ฯ
๏ ฝ่ายนางนาฏมาตุรงค์ทรงรันทด โศกกำสรดถึงธิดานํ้าตาไหล
สั่งให้หาโหรามาข้างใน แล้วบอกให้ทำนายทายธิดา
ไปติดตามรามวงศ์ด้วยหลงรัก จะสูญศักดิ์สิ้นชาติวาสนา
หรือไฉนใคร่รู้ดูชะตา จะลอบพาไปหนตำบลใด ฯ
๏ โหรรับสั่งตั้งเลขลงเปกเปาะ จึงพิเคราะห์ฤกษ์ยามตามวิสัย
แล้วทูลองค์นงคราญว่านานไป คงจะได้กลับมายังธานี
ด้วยเศษห้าว่าพระบุตรสุดสวาท จนสิ้นชาติฝ่ายชายไม่หน่ายหนี
จะสืบวงศ์พงศ์กระษัตริย์สวัสดี ในปีนี้เคราะห์ร้ายแทบวายชนม์
พระราหูจู่จับเข้าทับลัคน์ จะจากรักร่อนเร่ระเหระหน
เพราะสตรีผีป่าจลาจล ต้องทุกข์ทนแทบกายจะวายปราณ
จะมีผู้ชูช่วยไม่ม้วยมอด คงจะรอดมานิเวศน์ประเทศสถาน
ข้างต้นร้ายปลายมือรื้อสำราญ จะได้ผ่านสมบัติกับภัสดา
นางฟังคำทำนายค่อยคลายโศก ยามวิโยคยังไม่สิ้นถวิลหา
ประทานทรัพย์นับโถให้โหรา โหรก็ลากลับออกไปนอกวัง
แต่โฉมยงนงลักษณ์อัคเรศ ทุกข์เทวษมิได้สิ้นถวิลหวัง
สู้ทรงแรงแข็งพระทัยพอประทัง เหมือนจะคลั่งคลิ้มจิตถึงธิดา ฯ
๏ จะกล่าวความรามวงศ์กับนงลักษณ์ พานางยักษ์ไปในไพรพฤกษา
พอแดดร่มลมเชยรำเพยพา ขมคณานกไม้ในไพรวัน
ที่หว่างเขาเหล่าฝูงนกยูงฟ้อน เป็นคู่ร่อนปีกหางไม่ห่างหัน
บ้างกรีดกรายชม้ายเมียงเข้าเคียงกัน ดูเชิงชั้นสบายร่ายรำเรียง
บนเงื้อมเงาเขาสูงล้วนฝูงหงส์ ประสานส่งเสียงร้องกึกก้องเสียง
ฝูงนกเขาเคล้าคู่เข้าคูเคียง เค้าโมงเมียงฝูงหมายโมกไม้มอง
เหล่ากาลิงเสียบกิ่งกาหลงเล่น กระเต็นเต่นตามเต้นเผ่นผยอง
นกค้อนทองป๋องเปาะเหมือนเคาะทอง พระชวนสองนางงามเดินตามทาง
นางอองออยพลอยถามนามวิหค นั่นเสียงนกอะไรไซ้ปีกหาง
โน่นหรือเจ้าเปล้าลายอยู่ปลายยาง โน่นเรียกนางนวลแนบแอบนางนาน
กุลาโห่โกกิลขมิ้นอ่อน ที่มีหงอนนั้นเรียกนกหัวขวาน
โพระดกโฮกร้องก้องกังวาน กระทาขานขันรับกับกระทา
ฝูงนกแก้วจับแก้วแล้วร้องพลอด กระเรียนกะหรอดร้องเรียกเพรียกพฤกษา
ตระเวนดุเหว่าเขาไฟนกไก่ฟ้า ทึดทือถาบินนำสำบัณฑิตย์
ดูน่ารักปักษีมีต่างต่าง พระชวนนางชมเพลินเจริญจิต
โน่นแน่เจ้าเหล่านกต้อยตีวิด ต่างเพ่งพิศนกไม้ใจบันเทิง
แล้วชมสัตว์จัตุบาทเที่ยวกลาดเกลื่อน กระทิงเถื่อนหมู่มฤคถึกเถลิง
ฝูงเนื้อกวางต่างคะนองวิ่งลองเชิง บ้างยืนเบิ่งเบือนหน้าเที่ยวหากิน
กระต่ายกระแตแย้ตุ่นเที่ยววุ่นวิ่ง นรสิงห์อรหันโผนผันผิน
พวกคุลาแลดำดังนํ้านิล เที่ยวตามหินหาเปี้ยวลดเลี้ยวเดิน
พวกคนป่าพาฝูงจูงลูกหลาน แบกอ้อยตาลไต่เต้าเลียบเขาเขิน
สิงโตเต้นเล่นหางตามหว่างเนิน พระเพลิดเพลินพานางมากลางไพร
ตะวันรอนอ่อนอับพยับคํ่า ถึงห้วยนํ้าเหวธารละหานไหล
เห็นหว่างเวิ้งเพิงผาพฤกษาไทร มีหินใหญ่อย่างบัลลังก์น่านั่งนอน
พระชวนองค์นงนุชเข้าหยุดพัก ริมชะงักเงื้อมลานชานสิงขร
พอสิ้นแสงสุริยันพระจันทร กระจ่างจรแจ่มฟ้านภาลัย
เสียงน้ำลั่นครั่นครึกสะทึกสะท้าน กระฉอกฉานชลเชี่ยวเป็นเกลียวไหล
จิ้งหรีดร้องหริ่งหริ่งที่กิ่งไทร พระหน่อไทเอนองค์ลงบรรทม
นางแก้วกินรีเรียงนอนเคียงบาท ไม่คลาคลาดทรงฤทธิ์สนิทสนม
นางอองออยนึกกระหยิ่มอิ่มอารมณ์ นอนที่ร่มไทรบังข้างหลังนาง
ทำรักใคร่ใส่กลปรนนิบัติ เข้านวดพัดทรามวัยมิให้หมาง
ภาวนาอาคมเป่าลมพลาง สะกดนางหน่อไทไม่ไหวองค์
มองเขม้นเห็นหลับระงับเงียบ ไม่กริบเกรียบสมจิตคิดประสงค์
ฉุดกระชากลากนางไปกลางดง มาถึงตรงโตรกนํ้าริมถํ้าธาร
แก้ให้นางสร่างเวทจิกเกศไว้ นางกราบไหว้ศรีฟ้าน่าสงสาร
ไฉนมาทำโทษจงโปรดปราน อองออยพาลพาโลทำโกรธา
จงบอกความตามจริงอย่านิ่งไว้ ทำอย่างไรผัวจึงรักมึงหนักหนา
แม้นมิบอกออกอรรถตามสัจจา จะฉีกขาแขนเคี้ยวเสียเดี๋ยวนี้
นางโฉมยงองค์สั่นพระขวัญหาย เห็นแรงร้ายรู้ว่าเปรตเป็นเพศผี
ตะโกนก้องร้องหาพระสามี อองออยตีตบพัลวันไป
ถามไม่บอกหลอกกูกลับกู่ผัว มึงไม่กลัวผีมือหรือไฉน
สงสารนางอย่างชีวันจะบรรลัย ลงกราบไหว้แม่คุณกรุณา
ลูกจะบอกออกให้หมดไม่ปดแม่ จี้รักแร้แล้วเธอรักเป็นหนักหนา
แม้นโกรธขึ้งถึงโมโหจะโกรธา ทำแลบลิ้นปลิ้นตาคงปรานี
ลูกบอกความตามจริงไม่กริ่งจิต ขอชีวิตไว้เป็นข้ามารศรี
อองออยจำคำไว้ถือไม้ตี นางเทวีหวีดหวาดเพียงขาดใจ
ลงกลิ้งเกลือกเสือกซบสลบนิ่ง มันฟาดทิ้งเยาวมาลย์ลงธารไหล
เห็นจมหายหมายมั่นว่าบรรลัย ความดีใจวิ่งรุดไม่หยุดเลย
นางเห็นองค์ทรงฤทธิ์สนิทนิ่ง เข้าเอนอิงแอบอุ่นพ่อคุณเอ๋ย
พลางกอดจูบลูบต้องประคองเชย เอากรเกยกอดตัวด้วยมัวเมา
ยิ่งหมกมุ่นฉุนเฉียวเสียวแสยง เพลิงราคแรงร้อนใจดังไฟเผา
เสน่หาปรารภเห็นซบเซา ขยับเข้าเคียงข้างไม่ห่างกาย
จึงผันแปรแก้มนตร์ที่ดลจิต ให้ทรงฤทธิ์รู้สึกเหมือนนึกหมาย
ค่อยฟื้นองค์ทรงเดชพระเนตรพราย คิดว่าสายสวาทแอบแนบนิทรา
ประคองศอกอดชิดจุมพิตชื่น เหม็นเขียวชื่นคาวสาบซาบนาสา
สะดุ้งตื่นฟื้นองค์คิดสงกา เห็นศรีฟ้าแฝงชิดสนิทใน
เหลียวดูองค์นงลักษณ์อัคเรศ ไม่ปะเนตรเอะนางไปข้างไหน
ประหลาดจริงนิ่งอึ้งตะลึงตะไล จะลุกไปศรีฟ้ายุดผ้าทรง
พระทรุดนั่งคลั่งจิตพลางพิศพักตร์ สงสัยนักซักถามตามประสงค์
เจ้าเป็นหญิงนี่ทำไมไม่รักองค์ ไยอนงค์จึงมาชวนให้ยวนยี
เรานอนหลับเจ้ากับกินรีนั้น เสียงพูดกันกับน้องทั้งสองศรี
เห็นแต่เจ้าอยู่คนเดียวประเดี๋ยวนี้ นางเทวีไปหนตำบลใด
นางอองออยลอยหน้าว่าข้าเห็น เขาลอบเล่นชู้ชิดพิสมัย
นางโฉมงามตามชายสูญหายไป ข้าเปลี่ยวใจจึงแอบอยู่แนบองค์
จะจับต้องน้องก็ตามแต่ความรัก หรือทรงศักดิ์จะสละไม่ประสงค์
ไม่แกล้งว่าถ้าไม่เหมือนใจจง ไม่ปล่อยองค์ภูวไนยให้ไคลคลา
พระฟังคำรํ่าแถลงแหนงจิตกริ่ง เห็นผิดหญิงในมนุษย์พูดมุสา
ชะรอยมีรางควาน[๓]ทำมารยา แกล้งแปลงมาเหมือนมนุษย์ทำยุดยื้อ
เราหลงใหลไสยาสน์ประหลาดเหลือ มิกินเนื้อน้องแก้วเสียแล้วหรือ
ให้คิดแค้นแน่นใจดังไฟฮือ สะบัดมือนางเมินลุกเดินไป
ตะโกนแก้วกินรีเจ้าพี่เอ๋ย แม่ทรามเชยไปหนตำบลไหน
สงัดเงียบเยียบเย็นไม่เห็นใคร ทุกก้านกิ่งมิ่งไม้พระไทรครึ้ม
เที่ยวกู่นางกลางดงทุกพงพุ่ม เสียงแต่ภุมราร้องก้องกระหึ่ม
ที่หว่างเวิ้งเชิงเขาเป็นเงางึ้ม โขมดพึมผิวกู่เสียงวู่โวย
เสียงแว่วแว่วเอะแก้วพี่ร้องเรียก ผิดสำเนียกพระระทวยระหวยโหย
จนแสงทองส่องสว่างนํ้าค้างโปรย พระอิดโรยอารมณ์ตรมอุรา ฯ
๏ นางอองออยคอยตามด้วยความรัก พระอย่าพักลดเลี้ยวไปเที่ยวหา
เขามีชู้รู้แน่เห็นแก่ตา ขืนจะมาเรียกรํ่าเฝ้าครํ่าครวญ
ครั้นเห็นพระจะไม่เลี้ยงเป็นเที่ยงแท้ จี้รักแร้รามวงศ์ทรงพระสรวล
จึงว่านางช่างกระไรตั้งใจกวน เฝ้ายียวนรํ่าไปไม่อายใจ
จะขอถามตามตรงแน่นงลักษณ์ เจ้ารู้จักอยู่หนตำบลไหน
ถ้าพบนางอย่างประสงค์จำนงใจ จะตามใจสารพัดไม่ขัดกัน
นางอองออยอ้อยอิ่งว่าจริงหรือ แล้วจะรื้อเคืองขุ่นทำหุนหัน
แม้นจริงจังอย่างว่าสารพัน ให้หม่อมฉันเห็นรักประจักษ์ใจ
จึงจะบอกออกอรรถกระจัดแจ้ง ที่ตำแหน่งมิ่งมิตรพิสมัย
แม้นห่างเหินเนิ่นช้าจะลาไป พระมิได้พบองค์นางนงคราญ
พระฟังคำรํ่าว่ายิ่งปรารภ จะใคร่พบวรนุชสุดสงสาร
ปลอบประโลมโฉมเฉลาเยาวมาลย์ แม้นพบพานภคินีของพี่ยา
จะรักเจ้าเยาวเรศเหมือนเนตรซ้าย จะรักฝ่ายอัคเรศเหมือนเนตรขวา
พลางหยุดยั้งนั่งแท่นแผ่นศิลา นางศรีฟ้าหมอบเมียงเข้าเคียงองค์
พระอิงแอบแนบเคล้าทั้งเศร้าสร้อย นางอองออยคล้อยตามความประสงค์
เหมือนคชสารควาญหมอขึ้นคอทรง จะไสลงท่านํ้าทำกระบวน
ขยั้นย่อรอรั้งถอยหลังกลับ กระดิกผลับขืนขัดฮึดฮัดหวน
ยิ่งไสสั่นหันเหซุนเซซวน กระหมวดม้วนงวงเงยเสยส่ายงา
ต้องเกี่ยวหูลู่ลากกระชากชัก กลับฮึกฮักฮูมแปร๋นแล่นถลา
ลงเล่นนํ้าดำกระเดือกเสือกสุธา กลับเป็นบ้าแทงกระทั่งถึงฝั่งชล
ถีบสะบัดวัดเหวี่ยงเสียงสนั่น ด้วยซึมมันมันย้อยดังฝอยฝน
คำรามร้องก้องกระหึ่มครึมคำรณ ทั้งผุดพ่นน้ำฟุ้งพอรุ่งราง
นางอองออยช้อยชดรู้รสชาติ จนเลือดฝาดขึ้นหน้าดังทาฝาง
พระสร้อยเศร้าเฝ้าถามถึงความนาง เจ้ารู้อย่างไรเล่าให้เข้าใจ
นางศรีฟ้าว่าชู้เขาอยู่ถํ้า ที่ธารนํ้าแรกมาอยู่อาศัย
ถ้าแม้นพระจะจับจงกลับไป เขาอยู่ในถํ้าทองทั้งสองรา
พระฟังคำอํ้าอึ้งตะลึงสลด เห็นจะปดอยากได้ต้องไปหา
ไม่เหมือนคำรำพันจำนรรจา จึงจะฆ่าเสียให้ตายวายชีวัน
จึงตรัสว่าถ้าจริงอย่านิ่งอยู่ นำไปดูชู้ชายเร่งผายผัน
อองออยรับกลับไปดีใจครัน จรจรัลจากเขาลำเนาเนิน
พระนำหน้าพานางกลับทางเก่า กำสรดเศร้าแสนวิตกระหกระเหิน
เห็นวิหคนกไม้ก็ไม่เพลิน พระรีบเดินดูนางไปกลางดง
นางอองออยลอยนวลแกล้งกวนถาม ถึงชื่อนามนกไม้ไพรระหง
พระห้ามว่าอย่าเพ่อชมเลยโฉมยง จวนเย็นลงแล้วจะค้างอยู่กลางไพร
นางอองออยค่อยย่างแล้วทางว่า ฉันเมื่อยขาขัดเข่าก้าวไม่ไหว
พระโปรดด้วยช่วยประคองอุ้มน้องไป พระขัดใจจูงลากกระชากมือ
มันแกล้งทำสำออยตะบอยว่า จะแกล้งฆ่าน้องแก้วเสียแล้วหรือ
ส่วนเมียเก่าเขาชัดเคยหัดปรือ จึงนับถือมีชู้ก็สู้ตาม
พระบอกว่าถ้าเหมือนเจ้าบอกเล่าไว้ จะทำให้เข็ดหลาบที่หยาบหยาม
ยิ่งคิดแคลงแกล้งงดอดเนื้อความ รีบเดินตามมรรคาพนาลัย
ถึงทิวถํ้าสำนักซักศรีฟ้า ไหนเขามามีชู้อยู่ที่ไหน
นางศรีฟ้าพาเที่ยวลดเลี้ยวไป แล้วเข้าในห้องถํ้าที่สำนัก
ชี้ที่นอนหมอนหินของกินอยู่ พระแลดูเถิดเป็นเห็นประจักษ์
ดีร้ายกลัวผัวพบแกล้งหลบพักตร์ พระคอยดักอยู่ที่นี่เถิดดีจริง
สองสามวันมันชะล่าคงมาอยู่ จะจับชู้ได้ง่ายทั้งชายหญิง
พระรู้เท่าเจ้าเล่ห์ประเวประวิง พินิจนิ่งอยู่ในห้องช่องคีรี
กระดูกหนังยังเห็นเหม็นตลบ ทั้งซากศพโสโครกกะโหลกผี
เห็นมั่นแม่นแสนกลอีคนนี้ ยักขินีผีเสื้อหลงเชื่อมัน
จักผูกมัดรัดไว้ได้ไถ่ถาม ให้ได้ความตามจริงทุกสิ่งสรรพ์
ชวนออกนอกคูหาพอสายัณห์ เงื้อพระขรรค์ขู่ถามไปตามแคลง
มึงว่าแก้วกินรีมามีชู้ แกล้งลวงกูกล่าวร้ายให้หน่ายแหนง
มึงใจบาปหยาบคายตัวร้ายแรง แกล้งปลอมแปลงหลอกหลอนแต่ก่อนมา
เมียของกูอยู่ไหนบอกให้แน่ ขืนตอแหลแล้วจะบั่นฟันเกศา
อองออยเห็นเป็นโมโหทั้งโกรธา ทำแลบลิ้นปลิ้นตาให้ปรานี
พระตัดเอาเถาวัลย์ที่พันไม้ มัดมือไพล่สองข้างกลัวนางหนี
ให้นึกแค้นแน่นใจฉวยไม้ตี อองออยผีพูดวอนให้อ่อนใจ
พระจะมาฆ่าเมียเสียแล้วหรือ น้องสัตย์ซื่อหรือพระองค์มาสงสัย
ทำแลบลิ้นปลิ้นตาให้อาลัย พระแค้นใจว่ามันหลอกไม่บอกจริง
พระหวดซํ้ารํ่าไปมิได้หยุด อองออยสุดเจ็บเสือกลงเกลือกกลิ้ง
เห็นไม่เชื่อเหลือจะอ้อนวอนประวิง กัดเชือกทิ้งทะลึ่งลุกคุกคำราม
รูปจำแลงแปลงกายก็หายเพศ สูงเหมือนเปรตโทงเทงไม่เกรงขาม
ขู่ตะคอกกลอกหน้าในตาวาม แลบลิ้นพลามแล้วว่าชะน่ากลัว
กูกินเมียเสียหมดอดตัวไว้ เพราะหมายใจจะเคล้าเอาเป็นผัว
จนรักใคร่ได้เป็นเมียเสียเนื้อตัว กลับว่าชั่วมัดคร่าทั้งด่าตี
ตัวกูหรือชื่ออองออยหนุ่มน้อยเอ๋ย ไม่พ้นเลยแล้วอย่าหมายจะหน่ายหนี
แม้นยอมอยู่กูจะเอาเป็นสามี ไม่ฆ่าตีเคี่ยวเข็ญยอมเป็นเมีย
แม้นไม่อยู่สู้รบขืนหลบหลีก จะจับฉีกเลือดเนื้อเป็นเหยื่อเสีย
พลางก้มตัวหัวร่อเฝ้าคลอเคลีย มาหาเมียเถิดพ่อคุณอย่าวุ่นวาย
พระรามวงศ์องอาจว่าชาติชั่ว เป็นบ้าผัวผีดิบอีฉิบหาย
หฤโหดโทษมึงจะถึงตาย หากเสียดายคมศัสตราฆ่าสตรี
พระแค้นนักชักกระบองร้องสำทับ กระทืบโถมโจมจับจิกเกศี
ตีผีดิบผึงล้มจมธุลี แล้วซํ้าตีจะให้ตายวายชีวา
มันร้องกรีดหวีดหวาดขยาดโขมด ลุกกระโดดโลดผึงทะลึ่งถลา
พระโกรธนางขว้างจักรอันศักดา ถูกขาขวาขาดสิ้นยังตีนเดียว
มันโดดโหยงโทงเทงโย่งเย่งสูง ข้ามยางยูงยืนเท่าภูเขาเขียว
ฝูงสัตว์อื่นตื่นฉาววิ่งกราวเกรียว พระลดเลี้ยวเหาะเหินดำเนินไป
พอมืดมัวทั่วถิ่นทั้งดินฟ้า ไม่รู้ว่ามันไปหนตำบลไหน
ลงเดินค้นวนวงในพงไพร ก็มิได้ร่องรอยอองออยเลย
คิดถึงเมียเสียดายตายเสียแล้ว มาเสียแก้วกินรีเจ้าพี่เอ๋ย
ติดตามพี่มิได้อยู่เป็นคู่เชย โอ้กรรมเอ๋ยเคยสร้างแต่ปางใด
เสียดายนุชสุดกลั้นทรงกันแสง จนสิ้นแรงดำรงองค์ไม่ไหว
พระเซล้มลมจับวับหัวใจ เสียพระทัยในอารมณ์ไม่สมประดี
ลุกไม่ขึ้นมึนมัวตัวระริก สะอื้นกระซิกโศกาถึงมารศรี
อ่อนอารมณ์ล้มแผ่แน่อินทรีย์ สลบที่กลางป่าพนาวัน
จนดึกดื่นชื่นฉํ่าด้วยนํ้าค้าง ลงพร้อยพร่างพรมไปในไพรสัณฑ์
เป็นเดือนแรมแจ่มแจ้งด้วยแสงจันทร์ เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วแว่ววิญญาณ์
ค่อยเย็นรื่นฟื้นองค์ดำรงนั่ง เหลียวหน้าหลังพลางแลชะแง้หา
ให้เงียบเหงาเปล่าใจในพนา ยะเยือกเย็นเส้นหญ้าพนาดร
จักระจั่นจอแจเสียงแซ่ซ้อง เรไรร้องหริ่งหริ่งริมสิงขร
ชะนีน้อยห้อยโหยผัวโวยวอน จิ้งจอกหอนหวนเสียงสำเนียงเย็น
โอ้ยามนี้พี่เคยได้เชยชิด มาเปลื้องปลิดเปล่าใจมิได้เห็น
ชลนัยน์ไหลซกตกระเซ็น โอ้จำเป็นเป็นกรรมให้จำไกล
จะกลับหลังยังเปนห่วงถึงดวงจิต จะหามิตรเหมือนอย่างนี้หาที่ไหน
ยิ่งนึกนึกตรึกตรายิ่งอาลัย ถึงกระไรให้พบแต่ศพน้อง
นิจจาเอ๋ยเลยขาดแล้วชาตินี้ โอ้อกพี่มีแต่ช้ำเป็นนํ้าหนอง
แม้นพบอีผีป่าจะผ่าท้อง เอาศพน้องไปไว้กอดจนวอดวาย
กรรมวิบากจากเจ้าให้เปล่าเปลี่ยว มาอยู่เดียวแดนไพรให้ใจหาย
จะคืนเข้าด้าวแดนก็แสนอาย จะสู้ตายเหมือนนางอยู่กลางไพร
พระโศกาอาดูรพูนเทวษ ชลเนตรแดงเดือดดังเลือดไหล
จนแสงทองส่องฟ้านภาลัย สะอื้นไห้ไม่วายฟายน้ำตา
จะไปค้นต้นไทรดูให้จบ พอให้พบศพมิตรขนิษฐา
แม้นหลอเหลือเนื้อหนังดังจินดา จะได้พาเอาไปปลงส่งสการ
พอรุ่งแจ้งแสงกระจ่างนภางค์พื้น อุตส่าห์ฝืนองค์มาน่าสงสาร
ค่อยทรงกายหมายจำเพาะเหาะทะยาน ตรงไปธารต้นไทรเคยไสยา ฯ
๏ จะกล่าวผีหนีองค์พระทรงยศ สู้นอนอดแอบอยู่ในคูหา
รักษากายหายขาดแผลสาตรา ยังแต่ขาข้างเดียวออกเที่ยวโทง
เที่ยวเขย่งเกงกอยไปร้อยทิศ ยังมีฤทธิ์ลุกกระโดดโขยดโหยง
เหนี่ยวยางยูงสูงสุดฉุดชโลง เดินโทงโทงเที่ยวหาสวามี
ครั้นได้คู่บุรุษเกิดบุตรน้อย เหมือนอองออยเป็นเปรตพงศ์เพศผี
จึงสืบเหล่าเผ่าพันธุ์ทุกวันนี้ เรียกว่าผีตีนเดียวเที่ยวกลางดง ฯ
๏ ฝ่ายพระหน่อวรนาถสะอาดโฉม ลอยโพยมเยือกจิตพิศวง
เคยเชยชื่นรื่นเรียงเคียงอนงค์ มาเปลี่ยวองค์อาทวาเอกาสกนธ์
โศกกำสรดอตส่าห์ฝืนสู้กลืนกลํ้า พระเนตรซ้ำพร่างพรายดังสายฝน
คิดถึงแก้วกินรีนิรมล เมื่อยามจนจากนุชสุดอาลัย
จะแลขวาฟ้าบดสลดจิต ให้มืดมิดมิ่งขวัญประหวั่นไหว
จะเหลียวซ้ายสายเมฆวิเวกใจ ไม่เห็นใครเปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
จะเหลียวหลังหวังสวาทก็คลาดแคล้ว เห็นแต่แนวเนินไศลจิตใจหาย
ดูแถวทางข้างหน้าเอกากาย เห็นแต่สายเมฆกลุ้มคลุ้มนภา
ดูจังหวัดปัถพีทวีเทวษ ล้วนขอบเขตเขาไม้ไพรพฤกษา
จะแลแหงนแสนไกลสุดสายตา เห็นแต่ฟ้าฝนคลุ้มชอุ่มบัง
โอ้เจ้าแก้วกินรีของพี่เอ๋ย บรรลัยเลยลิบลับไม่กลับหลัง
เสียสมบัติพลัดเขตนิเวศน์วัง มาเสียทั้งสามีแลชีวา
พระครวญครํ่ารํ่าไรมาในเมฆ แสนวิเวกอ้างว้างกลางเวหา
ถึงตำบลต้นไทรที่ไสยา ค่อยรอราร่อนลงในดงดอน
ดูเย็นเยียบเงียบสงัดลมพัดเฉื่อย เรไรเรื่อยร้องหริ่งบนสิงขร
ถึงหินขวางต่างเขนยที่เคยนอน สะอื้นอ่อนอาลัยใจรันทด
ระทวยองค์ลงที่แท่นด้วยแสนโศก ยามวิโยคแรมรักพักตร์สลด
สุดจะขืนฝืนองค์พระทรงยศ โศกกำสรดเสือกซบสลบไป
ในป่าสูงฝูงสัตว์สงัดง่วง ใบไม้ร่วงทรวงพลิกริกริกไหว
วายุพัดซัดรื่นค่อยชื่นใจ พระกลับได้สมประดีค่อยมีแรง
พอแดดร่มลมตกเสียงนกร้อง สุริย์ส่องสีสายออกฉายแสง
พระค้นคว้าหานางด้วยคลางแคลง ไม่เห็นแห่งเทวีสิ้นชีวา
เขม้นมองร่องรอยคอยสังเกต มุ่งพระเนตรสอดส่ายทั้งซ้ายขวา
ถึงเขาขวางทางตาลธารธารา เห็นหย่อมหญ้ายับย่อยเป็นรอยราย
ที่นางเสือกเกลือกกลิ้งนิ่งพินิจ โลหิตติดกิ่งไม้น่าใจหาย
ที่นี่แล้วแก้วตาชีวาวาย เก็บได้ชายสไบฉีกขนปีกนาง
คิดถึงองค์นงนุชสุดสังเวช ชลเนตรแนวนองยิ่งหมองหมาง
ขุกคิดแค้นแสนเสียดายเพียงวายวาง กระดูกนางหนังเนื้อไม่เหลือเลย
แม่ร่วมจิตติดตามเมื่อยามไร้ มาบรรลัยตรงนี้เจ้าพี่เอ๋ย
สุดจะคิดติดตามเจ้าทรามเชย ทุกสิ่งเคยคํ่าเช้าจะเปล่าดาย
แม้นดวงเนตรเจ้าประเวศทางทวีป จะเร็วรีบตามติดเหมือนจิตหมาย
ไปป่าช้าสุดจะตามเจ้างามตาย ไม่พบสายสวาทแล้วต้องแคล้วกัน
อย่าห่วงหลังกังวลจงพ้นทุกข์ เสวยสุขในสถานวิมานสวรรค์
จนม้วยดินสิ้นฟ้าในสามัญ ไม่พบขวัญเนตรแล้วแก้วกินรี
เจ้ารักผัวตัวตายข้างฝ่ายผัว จะบวชตัวตั้งถือเป็นฤๅษี
รักษาสัตย์ตัดขาดแล้วชาตินี้ ไม่ขอมีเมียแล้วแก้วกลอยใจ
เจ้ามีคุณบุญพี่ที่ได้บวช จะรํ่ากรวดนํ้าสนองให้ผ่องใส
ในชาตินี้มีกรรมต้องจำไกล จะเกิดไหนให้พบประสบกับ
แต่รุ่นราวสาวหนุ่มได้ชุ่มชื่น สำราญรื่นอยู่จนสิ้นดินสวรรค์
เสวยสุขทุกเวลาทิวาวัน จนล่วงลับกัปกัลป์พุทธันดร
สไบฉีกปีกขนที่หล่นอยู่ จะไว้ดูต่างกายสายสมร
พระครวญครํ่ารํ่าว่าด้วยอาวรณ์ สะอื้นอ่อนอารมณ์ให้ตรมตรอม
จนราตรีมิได้จากซึ่งซากศพ กันแสงซบโศกรูปจนซูบผอม
พระพักตร์เผือดเลือดสลดด้วยอดออม จนมัวมอมหมองสิ้นทั้งอินทรีย์
สุดกำลังตั้งจิตอธิษฐาน ขอพึ่งท่านเทวาทุกราศี
ข้าจะใคร่ได้บุญเป็นมุนี แต่ไม่มีหนังเหลืองเครื่องสิทธา
เดชะตามทรามสวาทอย่าคลาดเคลื่อน ให้สมเหมือนหมายมาดปรารถนา
นึกนิยมลมจับวับวิญญาณ์ ให้มืดหน้าแน่นิ่งไม่ติงองค์
เดชะสัตย์อธิษฐานการกุศล เทพอยู่ต้นไทรใหญ่ไพรระหง
เอาหนังเหลืองเครื่องที่ฤๅษีทรง มาวางตรงพักตราในราตรี
พระรู้สึกนึกสมอารมณ์หวัง ทรงนุ่งหนังเสือถือเป็นฤๅษี
ชฎากลีบจีบเกล้าเป็นเมาลี เครื่องมุนนีครองครบอภิวันท์
ประนมนั่งหวังถวิลถือศีลห้า ทรงสมาทานกรรมธรรมขันธ์
สำรวมจิตกิจกรมพรหมจรรย์ จนตะวันส่องสว่างกระจ่างตา
คิดตัดห่วงบ่วงใยของในโลก ค่อยสร่างโศกด้วยสังวาสศาสนา
แบ่งบุญบวชสวดศีลจินตนา ส่งบุญไปให้สีกากินรี
เจ้าสิ้นชาติอาตมาขอลาแล้ว จงผ่องแผ้วพ้นทุกข์เป็นสุขี
รูปจะไปให้ชนกชนนี ทั้งอัยกีภิญโญโมทนา
เสร็จธุระสันโดษเที่ยวโปรดสัตว์ ตามบัญญัติโยคีมีสิกขา
แล้วสวมย่ามตามกิจพระสิทธา ใส่สาตราเครื่องทรงอลงการ
ถือประคำอำลาสุรารักษ์ ซึ่งสำนักเนินผาพฤกษาสาณฑ์
พระทักษิณจินตนาสมาทาน สิทธาจารย์เคลื่อนคล้อยเหาะลอยไป
สังเกตจำตำแหน่งคลางแคลงจิต ตะลึงคิดพิศวงให้สงสัย
ที่เมืองอยู่ดูแลไม่แน่ใจ พระตรงไปหรดีวิถีทาง ฯ
๏ จะกล่าวแก้วกินรีเมื่อปีศาจ มันตีฟาดจับฟัดนางขัดขวาง
เสือกสลบซบกายไม่วายวาง มันจับขว้างลงในนํ้าที่ลำธาร
กระแสส่งตรงโตรกกระโชกเชี่ยว ไหลลดเลี้ยวลอยคว้างกลางละหาน
แต่ปีกอยู่ชูองค์นางนงคราญ ไปในธารธาราได้ห้าวัน
ถึงหาดน้อยลอยเลยเข้าเกยตื้น ยังชุ่มชื่นชีวาไม่อาสัญ
แต่เอวองค์นงลักษณ์นั้นหักรัน ให้หวาดหวั่นไหวติงแน่นิ่งนอน ฯ
๏ จะกล่าวคุณมุนนีพระอิสิง[๔] ทรงฌานยิ่งอยู่เวิ้งเชิงสิงขร
สำเร็จกิจวิทยาใช้วานร เที่ยวซอกซอนเสาะเสือกหาเผือกมัน
นํ้าผึ้งรวงพวงหว้าผลาหาร ล้วนอ้อยตาลตามแต่ได้มาให้ฉัน
เป็นผาสุกทุกเวลาทิวาวัน เมื่อวันนั้นนึกจะใคร่ไปจงกรม
จึงห่มดองครองไตรถือไม้เท้า ผู้เป็นเจ้าจากศาลาที่อาศรม
ค่อยย่างเหยียบเลียบเดินเนินพนม ปลงอารมณ์รํ่าภาวนาไป
ครั้นเหนื่อยพักจักลงสรงสนาน ไปสู่ธารริมเวิ้งเชิงไคล
แลเห็นนางกลางหาดประหลาดใจ หรือบรรลัยลอยมาตามสาคร
ยืนป้องหน้าตาเขม้นอยู่เป็นครู่ ยังสดอยู่ดูเห็นไม่เป็นหนอน
มีปีกใส่ไม่เห็นหางอย่างกินร นุ่งผ้าผ่อนเหมือนมนุษย์สุดสงกา
จึงเล็งญาณฌานกิจแจ้งจิตจบ นางสลบลูกยักษ์เชื้อปักษา
พึ่งตั้งครรภ์วันเดียวเจียวสีกา จะจำมามอดม้วยต้องช่วยไว้
จึงวักนํ้าพรำพรมประนมหัตถ์ ช่วยโบกปัดเป่าพระเวทตามเพทไสย
ที่หักรันนั้นก็ติดสนิทใน นางทรามวัยพลิกฟื้นเหมือนตื่นนอน
ลุกขึ้นนั่งตั้งตาเห็นดาบส กราบประณตน้อมกายสายสมร
พระสิทธาว่ากูช่วยไม่ม้วยมรณ์ ไฉนนอนลอยมาในวารี ฯ
๏ นางก้มเกล้าเล่าแถลงให้แจ้งเรื่อง เมื่อจากเมืองมาในป่าพนาศรี
หยุดนอนค้างนางยักษ์พาเอาข้านี้ มาทุบตีชีวันถึงบรรลัย
ได้พบปะพระคุณการุญช่วย เมื่อมอดม้วยมิได้แจ้งตำแหน่งไหน
ยังเมื่อยเจ็บเหน็บช้ำระกำใจ ขออาศัยพระสิทธารักษากาย ฯ
๏ พระอิสิงนิ่งฟังนึกสังเกต ก็แจ้งเหตุหนหลังสิ้นทั้งหลาย
นางมีกรรมจำเพาะคราวเคราะห์ร้าย ต้องพลัดพรายเพราะโทโสกับโลกีย์
กูเข็ดรักหนักหนาสีกาเอ๋ย จึงละเลยเลิกถือเป็นฤๅษี
จะอาศัยไปหยุดอยู่กุฎี ก็ตามทีเถิดหนูตามกูไป
แล้วนำมาอาศรมพนมมาศ อนุญาตศาลาให้อาศัย
ใข้วานรคอนขนผลไม้ มาแบ่งให้กันอยู่ช่วยดูแล
ทั้งเย็นเช้าดาวบส[๕]ช่วยรดนํ้า ที่ชอกช้ำทำยาให้ทาแผล
นางเจ็บไข้ใจคอยังท้อแท้ กับทั้งแพ้อุทรอ่อนวิญญาณ์ ฯ


[๑] หมูสี คือ ชื่อมะพร้าวพันธุ์หนึ่ง

[๒] สมเคราะห์ = สงเคราะห์

[๓] รางควาน = รังควาน แปลว่า ผีร้าย

[๔] อิสิง = อิสิ แปลว่า ฤๅษี

[๕] ดาวบส = ดาบส

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ