หัวใจวอด

เขาเผ่นพรวดออกจากสำนักงานในเย็นวันนั้น อากาศค่อนข้างอับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่แวดล้อมตัวเขาอยู่ ดูมันหม่นหมองโรยราสิ้นดี

กลับบ้านหรือ? เขาเฝ้าแต่ถามตัวเองอยู่อย่างนั้น บ้านมีความหมายหรือ? บ้านหวานแน่หรือ? มันก็เปล่าอีกทั้งเพ งั้นจะกลับไปหาหอกอะไรกัน? เขาเฝ้าแต่ถามตัวเองอยู่เรื่อยๆ อากาศอะไรพรรค์นี้ ดูมันเศร้าชอบกล เศร้าถึงชีวิตเศร้าถึงปัจจุบันที่ไม่มีกี่มากน้อยในกระเป๋า - แล้วก็เศร้าถึงความเหลวแหลกในอดีต เศร้าถึงความรุ่งเรืองก้าวหน้าในอนาคต เขาเลี้ยวขวับเข้าไปในร้านหัวมุมกระดิกนิ้วเล็กน้อยพอเป็นอาณัติสัญญาณ กระดกแก้วเข้าไปสองก๊ง อากาศดีขึ้นอย่างประหลาด

หาข่าวยากจริงๆ เดี๋ยวนี้ เขาคิดต่อไปอีก ไปเอาข่าวเสียจะเหมาะกว่าหาข่าว เขายกไหล่น้อยๆ นอกจากหาข่าวเขายังหากระเป๋าสตางค์ได้คล่องๆ ด้วยการเขียนเรื่องสั้นๆ ส่งไปให้บรรณาธิการฉบับนั้นฉบับนี้ แล้วเขาก็ได้มีเงินเล่นอย่างหวานๆ นี่เป็นการช่วยค่าครองชีพจากเงินเดือนที่ติดปีกของเขา ทีนี้อ้ายการหาโครงเรื่องนี่ซีมันยาก - ยากขนาดหางานหรือหาบ้านเช่า แต่ยามที่มันจะคิดออกมันก็ผุดขึ้นมาเองเหมือนฝันที่ไม่รู้จักตื่น มันวนเวียนอยู่นั่นแหละ

เขาปราดขึ้นไปโหนอยู่บนรถเมล์มองดูนัยน์ตาโศกๆ ของยายชิ้มแก่ๆ ที่เงียบขรึม มองดูหญิงสาว ๒ คนที่แต่งกายเสียงามพริ้งด้วยชุดอันเฉิดฉาย แต่เสื้อชั้นในดำคร่ำโผล่สายของมันออกมาอวดสายตาคน แล้วก็ผ้าเช็ดหน้าสีกะปิจันทบูรกระเป๋าสตางค์ใบเล็กๆ เขามองดูหน้าชายชราที่นั่งอมยิ้มมาเรื่อย เจ้าบัง ๒ คนคุยกันเหมือนกับว่าในรถมีแต่มันสองคนเท่านั้น หญิงชรานั่งมองดูหน้ารถอย่างเลื่อนลอย หญิงกลางคนเทศนากระปอดกระแปด บ่นคนขับรถที่ออกรถในขณะที่หล่อนขึ้นยังไม่เรียบร้อย ทีนเอจชายก้มหน้าลงซบกับพนักเก้าอี้นั่งตัวหน้า ถ้าไม่ทำอย่างนั้น เขาจะต้องเสียที่ให้ทีนเอจหญิงที่มายืนเสียดสีอยู่ข้างๆ หัวเข่าของเขา

ถึงอย่างไรนายนักข่าวผู้นี้ก็ยังไม่เห็นช่องทางที่จะแก้โรคท้องหิวของเขาในวันพรุ่งนี้ได้อย่างไร? และถ้าไม่ส่งต้นฉบับพรุ่งนี้เขาก็จะต้องไปรับเงินเอาในอาทิตย์หน้า

ไม่มีทางอื่นที่จะไปล่าพล็อต เขาก็เห็นมีอยู่ร้านเดียวเท่านั้น คือร้านนายวารีที่ท่าเตียน ร้านนายวารีนี้ต้อนรับชนทุกชั้นทุกเผ่า ไม่เลือกเพศเลือกวัย ไม่เลือกชั้นวรรณะ หญิงแม่ค้าผลไม้คายหมากออกจากปาก พยักหน้าทีเดียวเอาเข้าไปถึง ๒ ก๊ง หล่อนกลับไปนั่งจีบปากจีบคอกับเพื่อนแม่ค้าด้วยกันเสียเป็นวรรคเป็นเวร

“เอา ๒ ก๊งเถอะนายวารี..” หญิงชราคนหนึ่งว่า “วันนี้แหลก...”

นายวารีหัวเราะอย่างกระด้างๆ

“อะไรแหลก?”

“เอาเถอะน่า ไม่เชื่อก็ลองดู...”

เขาสั่งเหล้า ๒ ก๊ง แดงแปร๊ดไปด้วยยาเจริญอาหารชนิดผง

“วันนี้แย่...” นักข่าวบอก

“หาข่าวไม่ได้หรือครับคุณ?” วารีถามขึ้นอย่างเวทนา

“เปล่าหรอก! หาเรื่องอะไรเขียนไม่ได้...” เขาตอบ “หายากจริงๆ”

ชายกลางคนคนหนึ่งเป็นเสมียนอยู่ที่กรมอะไรไม่รู้เสนอเรื่องเข้ามา

“เรื่องสำหรับเด็กเอาไหม?”

“ก็ใช้ได้เหมือนกันครับ” เขาพยักหน้า “คิดถึงอ้ายเด็กแล้วมันชื่นใจดี”

“คือยังงื้นะครับ!” เขาเริ่ม “อ้ายที่ในซอยบ้านผมน่ะเด็กเกเรมันมากที่สุดเลยครับ ตั้งแต่ผมอยู่มาก็หลายตำบลแล้วยังไม่เคยเห็นอ้ายที่ซอยไหนเลยเขามีอ้ายเด็กอัปรีย์พรรค์นี้ จะไปทำอะไรมันเข้าก็ไม่ได้เพราะพวกผู้ปกครองของมันล้วนแล้วแต่เป็นอันธพาลทั้งนั้น ใครไปข่มเหงคะเนงร้ายมันเข้า มันจะยกกันมายังกะหนอน - อ้ายเด็กเปรตคนนี้ก็เลยครองความเป็นผู้ยิ่งใหญ่อยู่ตลอดมา...”

“ซอยผมก็มี...”

“ครับ ในซอยผมก็เหลือระอา...”

“แต่เขาว่าดินแดงก็ร้ายเหลือ”

พอเสียงประสานเหล่านี้สงบลงแล้ว เสมียนผู้นั้นจึงเล่าต่อไปอีก

“ทีนี้ผมมีหลานชายอยู่คนหนึ่ง มันอยู่บ้านนอก - อ้ายเด็กคนนี้ร้ายมาก เคยแทงเพื่อนดับคามือคามีดมาแล้ว บรมแก่นจนกระทั่งพี่ชายของผมเลี้ยงไม่ไหว เขาก็บอกฝากฝังผม ผมก็ดีใจไปเลย ยังไงๆ จะต้องเอาอ้ายหลานชายของผมมาปราบอ้ายเด็กแก่นตัวหัวโจกให้ได้ ผมนึกกระหยิ่มอิ่มใจเหลือเกินว่าคงได้ดูมวยดีกันละ...อ้ายอัปรีย์”

“ผมพอจะเดาออกแล้ว” เขาหัวเราะ

“ขันนะครับ - -” เสมียนยกเหล้าขึ้นซดเหมือนซดน้ำชา

“แล้วยังไงครับ” คนขับรถบรรทุกถามขึ้น “สู้มันได้ไหม?”

“สู้อะไรกันล่ะครับ” ผู้เล่ากระแทกแก้วลงกับโต๊ะ “มันไปเป็นเพื่อนกันเสียฉิบ - แล้วก็ระรานชาวบ้านอยู่เรื่อยไป ดอกไม้งามๆ เสื้อผ้าสวยๆ หมูหมากาไก่มันรังแกดะไปหมด อยู่ว่างๆไม่มีอะไรทำก็แอบยิงกระจกหน้าต่างเล่นพอสบายมือ อ้ายเราก็ต้องหวานอมขมกลืนกันต่อไป เรื่องเล็กน้อยพรรค์นี้ เจ้าหน้าที่ไม่อาจมีเวลามาดูแลไหว”

“ว่าไงคุณ ใช้ได้ไหม?” นายวารีถามขึ้น

“เรื่องสำหรับเด็กแบบนี้ เขียนไปมันก็ไม่เป็นข่าวครับ!”

“ไม่แหวกแนวหรือคุณ?”

“ครับ! มันมีอยู่ทุกซอย ทุกซอก ทุกตรอก ทุกถนน” เขาร้องสั่งเหล้าอีก

“ของผมเรื่องหวานจ้อย...” ชายกลางคนกล่าวขึ้น “อีป้อมหลานสาวผมเองอายุเพิ่ง ๑๕ หยกๆ ไปรักเอายูนิฟอร์มเข้ามาเป็นถึงสิบโทเทียวนะครับ ได้เสียกันโดยผู้ใหญ่ก็พลอยลงเนื้อเห็นชอบด้วย ให้ลูกเขยเข้ามาอยู่ในบ้าน อยู่กันมาได้สักเดือนหนึ่งหรือสองเดือน ลูกเขยก็เข้าไปลาแม่ยาย บอกว่าจะกลับบ้าน”

“แล้วไงครับ!” บุรุษไปรษณีย์ซัก

“เขาลาไปหาเมียเขาหรือ?”

“เปล่าครับ เขาลาว่าจะไปแต่งงาน”

“อ้าว! ทำไมเป็นยังงั้น....”

“เขาว่าเขานัดวันกันไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ไปเขาเสีย นอกจากเขาจะเสียแล้วยังจะผู้หลักผู้ใหญ่พ่อแม่ของเขาก็จะเสียหมด แล้วเขาก็แต่งตัวหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าของเขาลงจากเรือนไปเสียเฉยๆ ท่ามกลางเสียงด่าทอเสียจนปราศจากชิ้นดี...”

“คุณจำสุภาพบุรุษเสื้อลายของเราได้ไหม” นายวารีถามขึ้น

“เอ มันมีหลายคนด้วยกัน....” นักข่าวบอก

“มีคนเดียวที่นั่งขรึมกินเหล้าแล้วไม่พูดกับใครเลย”

“อ๋อ! จำได้ละ...” เขาพยักหน้ารับ

“เขาตายเสียแล้ว -” นายวารีบอก

“อ้าว! ทำไมอายุถึงได้สั้นจริง”

“ผมจะเรียกเมียเขามาให้คุณรู้จัก - คุณให้เขาเล่าให้คุณฟังก็แล้วกัน”

ชั่วเวลาที่เหล้าแก้วเดียวยังไม่ทันหมด หญิงสาววัยสัก ๑๙ - ๒๐ ปีก็เดินพรวดพราดเข้ามาในร้าน หล่อนเรียก ๒ ก๊งแล้วก็กระดกแก้วเข้าไปในปาก

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับสามีของเธอ...”

“เขาช็อกค่ะ!....” หล่อนตอบ

“ทำไมถึงช็อก....”

“ก็ช็อกเพราะอ้ายมือปืนสะบัดช่อนั่นแหละค่ะ!”

“เธอจะเล่าให้ฉันฟังได้ไหม?” เขาถามขึ้น

“อ๋อได้ค่ะ!” หล่อนรับคำและวางแก้วลง

“เรื่องมันยังงี้นะคะ คือเมื่อคืนวานนี้เองแหละค่ะ เขานอนกับดิฉันอยู่ดีๆ เวลานั้น ๔ ทุ่มกว่าแล้ว บ้านของเขาอยู่ในสวนนี่คะ เวลา ๔ ทุ่มก็ดูดึกโขอยู่แล้วกำลังที่เขานอนอยู่ดีๆ นั่นแหละค่ะ! มีเสียงเหมือนคนมาถามที่ข้างฝา หมูหมาเห่าเกรียวไปหมด...”

หล่อนหยุดนิดหนึ่งก่อนที่จะเล่าต่อไปอีกว่า

“พี่เขาผุดลุกขึ้นค่ะ!” แล้วก็ใช้อาวุธประจำตัวของเขานั่นแหละติดตัวไปด้วย มันคือหอกเล่มยาวที่เขาใช้อยู่เสมอในเวลาที่เกิดอะไรขึ้นผิดประหลาด เขาไม่ลงบันไดหน้าบ้าน แต่กลับหย่อนตัวลงไปทางหลังบ้าน มันเป็นวิธีของเขาเสมอที่จะต้องทำอย่างนั้น เพราะเปิดประตูหน้าบ้านก็ย่อมจะเป็นหนทางให้คนร้ายมันทำร้ายได้ก่อนถนัดถนี่ ไม่มีโอกาสป้องกัน”

“เข้าใจละ” เขาเร่ง

“เมื่อเขาเดินลงไปข้างล่างแล้วก็ยังไม่เห็นใคร เพราะมันซุ่มซ่อนตัวกันหมดนี่คะ พอเขากำลังออกไปที่ลานกว้างหลังบ้านเท่านั้นแหละ! คน ๔ - ๕ คนก็ล้อมรอบเขาเข้ามาทีเดียว เป็นวงกลมที่เหมือนกับวงตะกร้อ เขายืนอยู่กลางแต่ลำพังคนเดียวเท่านั้น”

“มึงตายเสียเถอะนะ!” เสียงหนึ่งขู่และจี้ปืนมาทางเขา

เขาผละออกจะวิ่งหนี แต่อ้ายอีกคนหนึ่งจี้ปืนเข้ามาดักไว้”

“จะไปไหนอ้ายบ้า?- -”

เขาวิ่งผละจะไปทางโน้น ปากกระบอกปืนก็ดักไว้อีก เขาเลยจนมุมยืนตัวสั่นงันงกอยู่ตรงกลางนั่นเอง

“อย่าร้องนะ?” เสียงหนึ่งขู่

“มึงเคยเห็นมือปืนบ้างไหม?” อีกคนถาม เขานิ่ง ไม่ยอมตอบมันเลยแม้แต่คำเดียว

“ยิงสะบัดช่อ - เคยเห็นไหม?”

เขาไม่ตอบ ยิงสะบัดช่อเป็นไงใครจะไปรู้

กระสุนนัดแรกเฉียดใบหูเขาไป เจ้าคนยิงหัวเราะ

“นี่แหละยิงสะบัดช่อ - ยิงไม่ให้ถูกมึง - ให้มึงช็อกตาย

เสียงปืนได้แผดขึ้นอีก คราวนี้มันแล่นหวือผ่านสีข้างเขาไปอีกลูกหนึ่งเฉียดลูกคาง เขาเกิดความกลัวขึ้นมาจนตัวสั่น อีกลูกหนึ่งเฉียดศีรษะทำให้เขาล้มลงไป มันยิงซ้ำอีกไม่รู้กี่นัดต่อกี่นัด เสียงปืนดังราวกับประทัดแตก

ครั้นแล้วเจ้าคนหนึ่งดูท่าทางภูมิฐานเหมือนกับจะเป็นหัวหน้าพูดขึ้นว่า

“เฮ้ย! อย่าไปทรมานมันเลย”

“เอาให้เข็ดนี่...”

เจ้าคนหัวหน้าควักปืนออกมาแล้วก็ยิ้มน้อยๆ เขาเล็งปืนยิงสะบัดช่อกันไปอีก คราวนี้กระสุนห่างปลายจมูกเขาเพียงครึ่งเซ็นต์เท่านั้นเอง

“มันช่างยิงแม่นกันจังนิ?” นักเลงคนหนึ่งร้องขึ้น “แม่นยิ่งกว่าหนังคาวบอย!”

ทีนี้อ้ายกระสุนนัดสุดท้ายที่ผ่านปลายจมูกของเขานั่นแหละที่เขาคิดว่าถูก เขาเลยตาย โธ่เอ๋ย! เขาตายเพราะช็อกแท้ๆ ไม่ได้ตายเพราะลูกปืนเลย ตามเนื้อตามตัวก็ไม่มีบาดแผลแต่อย่างใด - มันยิงอย่างนี้ มันยิงอย่างฉลาด ยิงให้ผู้ถูกยิงตายไปเองเพราะช็อก โอย! มนุษย์เรานี่นะ - ถึงบทจะฆ่ากันแล้วก็ฆ่ากันได้แปลกๆ...”

“ที่เธอเล่านี่น่ะ! เธอเห็นด้วยนัยน์ตาของเธอเองหรือ?”

“เปล่าค่ะ!...” หล่อนตอบ

“ประเดี๋ยวก่อน เมื่อเวลาถูกยิงสะบัดช่อน่ะ เธออยู่ที่ไหน?”

“ฉันก็นอนอยู่ในมุ้งน่ะซีคะ” หล่อนตอบ

“แล้วเขาล่ะ?”

“พี่เขาก็นอนอยู่ในมุ้ง - นอนอยู่ด้วยกันแท้ๆ...”

“แล้วอ้ายที่เธอเล่าเมื่อตะกี้นี้ล่ะ?”

“คือยังงื้นะคะ!” หล่อนเรียกเหล้ามาดื่มอีก ๒ ก๊ง “ดิฉันกับพื่นอนอยู่ด้วยกัน ๒ คน ในตอน ๔ ทุ่ม เขาลูกขึ้นแล้วกลับล้มตัวลงแล้วก็แถกและเสือกตัวขึ้นไปทางหัวนอน ๒ ครั้งเท่านั้นเองก็สิ้นใจ เมื่อตำรวจเขามาดูศพในตอนเช้า ดิฉันก็บอกเขาว่าอย่างนี้ค่ะ เห็นอย่างไรก็บอกไปยังนั้น บอกตามตรงไม่ปิดบังแล้ว ตำรวจเขาว่าพี่ช็อกตาย...”

“แล้วก็เรื่องที่เธอเล่าเมื่อตะกี้นี้ล่ะ”

“ฉันนึกเอาค่ะ! นึกเอาว่าก่อนตาย พี่เขาคงจะฝันว่าอย่างนั้นแล้วจึงได้ช็อก”

เขารีบชำระเงินค่าเหล้า แล้วก็เดินเหม่อออกมาจากร้าน เขายังได้ยินเสียงของนายวารีเจ้าของร้านเหล้า ตะโกนตามหลังมาอีกด้วยเสียงกลั้วไปด้วยอารมณ์ขัน

“ใช้ได้ไหมคุณ?” ○

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ