บทที่ ๖ เจ้าปาณฑพต้องเนรเทศ

ธฤตราษฎร์หวาดวาบเมื่อทราบเหตุ เนรเทศหลานขวัญทรงหวั่นไหว
ยินสำเนียงหลานมาอำลาไป พระชลนัยน์คลอเนตรเทวษครวญ
“โอ้! หลานผู้เพ็ญธรรม์และมรรยาท บำรุงราษฎร์สุจริตไม่ผิดผวน
มาลุ่มหลงการพะนันอันมิควร ทำให้ป่วนปั่นจิตต์คิดทะยาน
ลุงห้ามหวงท้วงทักก็หนักหนา หมดปัญญาห้ามหยุดทั้งบุตรหลาน
กรรมของลุงแม่นมั่นจึงบันดาล ให้เกิดการอันตรายทำลายพงศ์
พลางอำนวยพรแล้วทรงแคล้วคลาด พร้อมพระญาติถ้วนหน้าตามมาส่ง
ต่างโศกเศร้าเหงาใจให้พะวง เว้นแต่องค์ทุรโยธน์โหดกมล
กับพวกที่ทุจจริตคิดประจบ ต่างยืนหลบยิ้มย่องไม่หมองหม่น
ฝูงประชาราษฎรต่างร้อนรน มาส่งกล่นเกลื่อนกลาดดาษดา
แสนสงสารภ๎ราดาทั้งห้าเจ้า กับนงเยาว์ยอดมิตรกฤษณา
เตรียมพระองค์ยงยันจรัลคลา มุ่งออกป่ามิได้ย่อท้อพระทัย
ชื่อว่าการทุจจริตถึงปิดปก ไม่ช้าผกเผ่นออกข้างนอกได้
กลสะกานี้เล่าไม่เท่าไร ก็ทราบไปซ่าซู่ถึงหูคน
ไม่ทันปาณฑพออกไปนอกเขตต์ ก็ทราบเหตุการณ์แพร่ตั้งแต่ต้น
โดยได้ยินพูดจาประชาชน ต่างยิ่งหม่นหมองแค้นแสนระกำ
ข้ามเขตต์กรุงมุ่งไปสู่ไพรกว้าง เข้านอนข้างมรคาเวลาค่ำ
พักตร์สลดอดอยากทรงตรากตรำ พระผิวคล้ำลมแดดแผดสกนธ์
ผู้เดิรทางพบปะเห็นอนาถ น้ำเนตรหยาดคลอเนตรสมเพชล้น
มีสะเบียงแบ่งให้ตามไร้จน หมดเขตต์คนเข้าป่าพนาลัย
พระโอษฐ์แห้งแสงเนตรอาเภทพร่า ไม่พูดจาจรดลด้วยหม่นไหม้
ประหนึ่งเสียงสนทนาผ่าหทัย ให้ป่นไปดังฟ้าผ่าทำลาย
ที่สุดมีเสียงหนึ่งเต็มขึ้งขุ่น “อรชุน ! ทุกข์หนักข้าจักหาย
ต้องได้เศียรทุรโยธน์ผู้โหดชาย มาเสียบปลายทวนข้าจึงสาใจ”
สหเทพคล้อยขานศาบานมั่น “ขอศรอันศักดิ์สิทธิ์วินิจฉัย
ถ้าลูกศรแทรกเนื้อมันเมื่อไร จึงจะได้ทิ้งศรผ่อนสราญ”
องค์ที่สามขบทนต์บ่นสบถ น้ำเนตรหยดหยาดไหลพลางไขขาน
“มันหมิ่นเจ้าเท๎ราปทีศรีสคราญ ขอประหารด้วยกระบี่แก้ฝีมือ
กระบี่นี้ฝังตัวพวกชั่วร้าย จึงจะคลายเกี่ยวข้องไม่ต้องถือ”
องค์ที่สี่แค้นใจดังไฟฮือ เธอฮึดฮือกำหมัดตรัสศาบาน
“หัตถ์ข้านี้จะไม่หาความผาสุก สิ่งสนุกทั่วไปจนได้ผลาญ
อ้ายพวกใจอำมหิดน้ำจิตต์พาล ให้มันผ่านพ้นสิ้นจากดินแดน”
ยุธิษเฐียรทรงฤทธิ์น้ำจิตต์เศร้า ฟังสี่เจ้าศาบานสงสารแสน
เอาขันตีตั้งหน้าเข้ามาแทน นาน ๆ แหงนพักตร์ขึ้นแก้มึนมัว
ทรงนิ่งอึ้งขึงพักตร์เหลือจักช้ำ เหลือจะทำเอมอิ่มแสร้งยิ้มหัว
พระอาการปานดูไม่รู้ตัว พักตร์สลัวเนตรหยัดอัสสุชล
สงสารเจ้ากฤษณาฝ่าลำบาก ทรงตรำตรากแดดกล้าลมฟ้าฝน
ผ้าฝ้ายเป็นภูษิตปิดสกนธ์ ซึ่งแต่ต้นทรงไหมอยู่ในวัง
พระพักตร์ดำคล้ำเนื้อด้วยเหงื่อซับ พระเกศยับยุ่งรกลงปกหลัง
ก้มพระพักตร์เดิรมาละล้าละลัง ดุจดังความอายได้คลายไป
ฉวีวรรณเคยแข่งแสงสว่าง บัดนี้ด่างดำหมดไม่สดใส
พระเนตรดำล้ำนิลเจียรไน ก็หม่นไหม้แดงก่ำคลอน้ำตา
เวลาเช้าชื่นฉ่ำด้วยน้ำค้าง เวลากลางวันแดดยิ่งแผดกล้า
ร้อนแผ่นดินสิ้นไปจำไคลคลา ตามพระสามีนางไม่ห่างกัน
ข้ามลำเนาเขาเขินข้ามเนินลาด มิได้หวาด, มุ่งหมายแต่ผายผัน
เธอครรไลล่วงมาก็ช้าครัน จึงมาบรรลุป่าพนาลัย
ชื่อว่าป่า ‘กนกวัน’ อันอธึก ด้วยหมู่พฤกษ์พรั่งพรูอยู่ไสว
ขึ้นยัดเยียดเบียดกันเป็นหลั่นไป กิ่งก้านใบบังแสงแห่งตะวัน
ต่างจำทนด้นมาในป่ามืด ด้วยพงพืชเขาไม้ในไพรสัณฑ์
ด้วยความมืดหนักหนาจนพากัน คิดสำคัญไปว่าถึงราตรี
คะนึงนึกอัศจรรย์กลางวันน้อย รีบเคลื่อนคล้อยจรดลด้นวิถี
ถกหนามเหนี่ยวเกี่ยวสิ้นทั้งอินทรีย์ จรลีซอกซนด้นดำเนิร
หนทางจรดอนลุ่มล้วนปุ่มป่ำ เดิรถลำวนวกระหกระเหิน
ชนต้นไม้ซึ่งขวางหนทางเดิร บัดเดี๋ยวเพลินพลัดหล่มล้มคะมำ
บาทระบมบุกป่าฝ่าลำบาก ถลำถลากหนามยอกแสนชอกช้ำ
ด้วยความกลัวอันตรายเป็นนายนำ ให้เธอคลำจรดลเพื่อพ้นไป
ในป่านี้ร่มเย็นอยู่เป็นนิตย์ แต่มืดมิดเหลือล้นจะทนไหว
ไม่ต้องแดดแผดเผาพอเบาใจ แต่ก็ได้ฟกช้ำที่คลำทาง
เดิรๆ มาตาชินในถิ่นป่า รู้สึกเห็นเป็นเวลาเมื่อฟ้าสาง
พอแลเห็นมรรคามาราง ๆ เห็นเป็นกลางวันอยู่รีบจู่จร
แต่เหลือที่พยายามจะข้ามพ้น ด้วยมืดมนทั่วไปใจสะท้อน
สำเนียงสัตว์ร้องแซ่นึกแน่นอน ว่าถึงตอนเวลาเข้าราตรี
เรไรหริ่งร้องรุ่มตามพุ่มไม้ วังเวงใจจิตต์หวั่นแทบขวัญหนี
ยิ่งเย็นชืดมืดลงทั่วพงพี จนเหลือที่สามารถจะคลาดคลา
ต่างจัดแจงที่นอนเพื่อผ่อนพัก ในสำนักแนวถิ่นไร้หินผา
มีใบไม้กลบกลาดดาษดา เปบเนินหนาน่วมนุ่มต่างซุ่มนอน
ผลัดกันนั่งผลัดกันนอนถึงตอนเช้า เสียงสัตว์เร้าร้องซ่าหมาป่าหอน
มืดบรรเทาเบาลงทั่วดงดอน ลุกขึ้นจรตามกันด้นดั้นไป
เจ้าปาณฑพเดิรฝ่าข้ามป่านี้ ถึงราตรีต่างหาที่อาศัย
เข้าพักนอนตอนวันก็ครรไล ดุจนัยนี้มาหลายราตรี
เหลือจะจ้องมองหาท้องฟ้าได้ ด้วยยอดไม้ปกปิดดำมิดหมี
ความเมื่อยล้าพาเลือนวันเดือนปี ขึ้นแรมมีกลใดไม่คำนึง
มุ่งแต่เดิรด้นมาในป่าใหญ่ สรรพภัยทั่วทิศไม่คิดถึง
มุ่งอย่างเดียวจะให้พ้นด้นตะบึง มาวันหนึ่งสมคิดดังจิตต์จง
อันความหมั่นนี้หนอขอให้หมั่น คงจะบรรลุดังตั้งประสงค์
หมั่นแปรธาตุมาดทองจ้องพะวง ผิดยังคงรู้การที่ผ่านไป
เธอเดิรพลางต่างเขม้นเห็นข้างหน้า มีขอบฟ้าขาวขวางสว่างไสว
อยู่ลิบลิ่วทิวทางที่ห่างไกล เหมือนมองไปเห็นทรัพย์นับอนันต์
ดูเหมือนค่อยคลายเหนื่อยและเมื่อยล้า ต่างตั้งหน้าจรลีขมีขมัน
มุ่งขอบฟ้าที่เห็นเป็นสำคัญ จนมาบรรลุหมายถึงชายไพร
เห็นที่ราบเรี่ยรายด้วยทรายล้วน เหลือคำนวณที่ทางอันกว้างใหญ่
แสงแดดส่องต้องทรายแพรวพรายไป กระทำให้ร้อนอ้าวเมื่อก้าวเดิร
เธอกัดฟันดั้นทางไปข้างเหนือ ลำบากเหลืองันงกระหกระเหิน
กระหายหอบบอบช้ำต้องดำเนิร ลำบากเกินกว่าเก่าสิบเท่าคูณ
มีลมพัดปัดเป่าพอเบาร้อน แต่ไม่ผ่อนให้กระหายนั้นคลายศูนย์
แทบล้มจมมรรคาด้วยอาดูร ยิ่งเพิ่มพูลอ่อนเพลียละเหี่ยใจ
เห็นต้นไม้ในทางห่าง ๆ ต้น อุตส่าห์ด้นดั้นมาเข้าอาศัย
ด้วยกระหายหมายหาชลาลัย หาไม่ได้ดังมาดรีบคลาดคลา
พอตะวันบ่ายคล้อยลงหน่อยหนึ่ง ต่างตะลึงแลดูเห็นภูผา
มีทิวไม้รายรอบขอบนภา อยู่ข้างหน้าราง ๆ ทางอุดร
ด้วยความอยากบากบั่นไม่ยั่นย่อ ในจิตต์จ่อจรลีมุ่งศีขร
กระหายน้ำช้ำบาทอนาถจร ครั้นเหลือร้อนพักหาฉายาพฤกษ์
ไม่ร่มเย็นเช่นป่าเคยอาศัย ลมพาไอร้อนอู้ให้รู้สึก-
กระหายล้นด้นไปใฝ่ระลึก ตั้งหน้านึกหาน้ำกระหน่ำไป
พอเพลาสายัณห์ตะวันอ่อน พื้นอัมพรพร่าแดงเป็นแสงใส
ต่างบากบั่นผันผายถึงชายไพร ทำให้ใจชุ่นชื้นต่างฝืนเดิร
พากันดั้นด้นฝ่าเข้าป่านี้ จรลีเรื่อยมาข้ามผาเผิน
ถึงอาศรมซึ่งตั้งอยู่หลังเนิน มีโขดเขินล้อมรอบเป็นขอบคัน
มีสระน้ำอยู่หน้าแห่งอาศรม หมู่ไม้ร่มหน้าเปรมเกษมสันติ์
ด้วยล้าเมื่อยเหนื่อยยากลำบากครัน จึงพากันอาบกินด้วยยินดี
อาศรมนี้อยู่กลางระหว่างผา เป็นที่มาบวชถือเป็นฤาษี
อยู่หุบเขาหิมพานชานคีรี ปรากฏมีนามว่า ‘หิมาลัย’
บริเวณหลังหน้าแห่งอาศรม ล้วนรื่นร่มรุกขชาติดาษไสว
มีหลายหลากมากพรรณขึ้นหลั่นไป แตกช่อใบดอกผลอำพนตา
ยามพายุใหญ่พัดสะบัดโบก เขยื้อนโยกหวั่นรัวทั่วสาขา
ใบดอกผลหล่นกลาดดาษดา ถึงเวลายามรุ่งฟุ้งสุคนธ์-
แห่งเกสรบุปผชาติประหลาดสี ขาวเหลืองมีแดงช่วงและม่วงหม่น
เสียงหึ่ง ๆ ! ผึ้งภู่บินวู่วน อยู่บนต้นรุกขชาติเกลื่อนกลาดไป
ฝูงนกร้องเซ็งแซ่กระแตกระรอก ลิงข้างออกพัลวันสนั่นไหว
เพราะมีผลพฤกษชาติดื่นดาษไพร พาสัตว์ในแนวป่ามาระดม
ข้างพื้นดินหินทรายอยู่ภายใต้ แต่ใบไม้เหลือนับหล่นทับถม
บ้างเป็นแท่นแผ่นผาดูน่าชม แลดูร่มราบรื่นน่าชื่นบาน
มีฝูงสัตว์จัตุบาทออกดาษดื่น บ้างหยุดยืนบ้างหาผลาหาร
ซึ่งเกลื่อนกล่นหล่นอยู่ดูตระการ บ้างวิ่งพล่านหยอกกันสนั่นไป
ณสระศรีมีน้ำถ้ำสะอาด ชลชาติขึ้นชูอยู่ไสว
บัวมีดอกฝักแซงขึ้นแข่งใบ ปลาน้อยใหญ่แหวกว่ายตามสายชล
บางแห่งมีน้ำตื้นดื่นผักตบ ฝูงเขียดกบร้องซ่าเมื่อหน้าฝน
บางแห่งดูเกลื่อนกลาดดาษอุตบล ดอกผุดพ้นวารีสีตระการ
ณถิ่นนี้ดินฟ้าและอากาศ ย่อมสะอาดอวยสุขทุกสถาน
ทุกฤดูตรูตาน่าสราญ แต่เป็นย่านไกลหมู่แห่งผู้คน
ถึงหน้าร้อนก็ไม่ร้อนในตอนเที่ยง ตะวันเลี่ยงลงใต้บังไพรสณฑ์
ถึงหน้าหนาวหนาวก็แต่พอทน ถึงหน้าฝนดินฟ้ายิ่งน่าชม
มีก้อนเมฆมืดคลุ้มชะอุ่มฟ้า ร่มเย็นทั่วหุบผาถิ่นอาศรม
พายุพัดพาฝนปนกับลม ลงพร่างพรมพฤกษชาติสาดกะเซ็น
พื้นนภาฟ้าแลบอยู่แปลบปลาบ เป็นแสงวาบแวววาวแพรวพราวเห็น
ใต้ต้นไม้เม็ดฝนหล่นกะเด็น แล้วไหลเป็นแนวน้ำลงลำธาร
เสียงฟ้าร้องก้องกึกอยู่ครึกครื้น กระเทือนพื้นทั่วไปทั้งไพรสาณฑ์
พฤกษชาติดาษดื่นล้วนชี่นบาน ต่างชูก้านแตกช่ออรชร
พสุธาชื้นฉ่ำด้วยน้ำฟ้า มีผักหญ้าขึ้นงามหลามสลอน
ดังพรมเขียวลาดสิ้นแผ่นดินดอน ทั้งศีขรเขาคูดำรูตา
มีน้ำตกซกพลั่งแล้วหลั่งไหล เป็นเกลียวไปตามทางระหว่างผา
เซาะแผ่นดินหินซุดหลุดลงมา เสียงซู่ซ่าครืนครั่นสนั่นไป
บ้างไหลชอนก้อนผาแล้วมาผุด เป็นฟองปุด ๆ อยู่ดูไสว
บางพุพ่นพุ่งเพียงพะเนียงไฟ ดังกลไกช่างคิดประดิษฐ์ทำ
ดูประหนึ่งป่านี้เป็นที่พัก เทพารักษ์เรืองอิทธิฤทธิ์ล้ำ
บันดาลให้เห็นเล่ห์เทวกรรม เป็นที่นำจิตต์ใจให้สราญ
หรือบางทีพาใจให้วิตก เห็นนรกทั่วสิ้นทุกถิ่นฐาน
ซึ่งภูตผีปิศาจอาจบันดาล ล้วนเป็นการพาใจให้ระทม
เจ้าปาณฑพหยุดพักสำนักนี้ อาศัยที่ศาลาวนาศรม๑๑
ครบสิบสองพรรษาผ่อนอารมณ์ สำเร็จสมกติกาสัญญากัน
เที่ยวเสาะสอยผลไม้ที่ในป่า เที่ยวเสาะล่าสัตว์ไปในไพรสัณฑ์
เสาะไม่เลือกเผือกคูณทั้งมูลมัน มากินกันตามแกนด้วยแค่นจน
เวลาว่างถางหญ้าถิ่นอาวาส ช่วยกันกวาดใบไม้ที่ได้หล่น
ตะล่อมเป็นกองใหญ่เอาไฟลน เผาเสียจนเตียนสิ้นทุกถิ่นทาง
ถึงยามร้อนผ่อนสนานสำราญรื่น ในสระชื่นชูใจใสสว่าง
เพราะมีเจ้าเท๎ราปทีศรีสุรางค์ พาให้บางเบาช้ำระกำใจ
พิศดูจันทร์เพ็ญอัญเด่นช่วง ไม่เหมือนดวงพักตร์น้องอันผ่องใส
พิศยิ่งยวนชวนเล่ห์เสน่ห์ใน ทุกข์เท่าไรก็ต้องซาเห็นหน้านาง
พิศดูดอกบัวอันยั่วแย้ม งามชื่นแช่มรับฟ้าเวลาสาง
ไม่เท่าเทียมแย้มยิ้มจิ้มลิ้มปราง ทั้งสองข้างจอมขวัญกัลยา
เจ้าแย้มนอกบอกให้เห็นในแย้ม อันแฉล้มล่อเล่ห์เสน่หา
พังเสียงนกคูขันจำนรรจา ไม่เทียมภาษิตเจ้าเท๎ราปที
ยามมึนเมื่อยเหนื่อยมาจากป่าเถื่อน ได้ฟังเอื้อนวาจามารศรี
สงบทุกข์พลุกพล่านดาลฤดี ฟังยิ่งยียวนเล่ห์เสน่ห์ชม
บรรเทาทุกข์ที่พรากจากนิเวศน์ มาอยู่เขตต์หุบผาวนาศรม
อาศัยความพร้อมจิตต์คิดนิยม ดับระทมทุกข์ยากที่จากมา
บางเวลาสายัณห์ตะวันอ่อน อยู่รอน ๆ หรุบรู่ลับภูผา
ฝูงนกหกเหิรกลาดดาษนภา บินเข้าหาถิ่นพักสำนักนอน
แซสำเนียงสัตว์ไพรเมื่อใกล้ค่ำ หมาป่าร่ำเริ่มเร้าแต่เห่าหอน
ชะนีโหยหวนหาทิพากร ชวนภ๎ราดรห้าเจ้าเศร้าฤทัย
หวนระลึกนึกตามเนื้อความเก่า ต่างโศกเศร้าสังเวชน์น้ำเนตรไหล
อรชุนงุ่นง่านทะยานใจ รำพันไขข้อความตามคะนึง
“ข้าพเจ้าสงสัยในใจนัก ว่าใครจักทุกข์ถมระทมถึง
ทุกข์ในอกข้าเจ้าอันเร้ารึง ด้วยโศกตรึงจิตต์ช้ำระกำใจ
โอ้! พลัดพรากจากถิ่นบุรินทร์ราษฎร์ พลัดพรากญาติมิตรมาป่าไศล
เหมือนมาเพิ่มทุกข์ถมตรมฤทัย ทุกสมัยทุกเวลาทิวากาล
คะนึงเห็นเท๎ราปทีเจ้าลีลาศ ยังคฤหาสน์ห้องใหญ่อันไพศาล
ถูกปลดเปลื้องเครื่องทรงอลงการ เขาประจานน้องรักเจ้าหนักครัน
ภายในผ้าน้องเจ้าเฝ้าสงวน ไว้เพื่อชวนชมชั่วแต่ผัวขวัญ
ถึงกระนั้นนวลน้องยังป้องกัน มิใคร่ผันผ่อนให้ผัวได้เชย
เขายื้อผ้าหน้าคนออกกล่นกลาด สบประมาทต่อหน้าเจ้าข้าเอ๋ย !
เพิ่มความอายอรทัยกระไรเลย เจ้าไม่เคยขายหน้าประชาชน
ชิชะ! เราก็กระไรไม่ประหาร อ้ายพวกพาลผู้ไร้ใจกุศล
ในเวลานั้นหนอรออยู่จน ได้ทุกข์ทนเนรเทศทุเรศมา”
พระภีมผู้อยู่ใกล้ได้สดับ พระพักตร์กลับแดงก่ำพลางร่ำว่า
“ไม่เท่านั้นมันล่อก่อสัญญา เล่นสะกาแข่งขันพะนันเมือง
ศกุนิล่อลวงถ่วงลูกบาศก์ เราประมาทมุ่งท้าจนหน้าเหลือง
มันล่อลวงปวงเราให้เปล่าเปลือง- ความคิดเรื่องราวความยามพะนัน
เราก็เห็นเหตุร้ายในภายหน้า จิตต์ยังกล้าต่อสู้ดูก็ขัน
เพราะหน้ามืดมัวเมาเร้าประชัน จึงได้บรรลัยยับเหลืออับอาย
หมดโอกาสแก้ไขสมัยนี้ เหมือนนมที่หกเรี่ยได้เสียหาย
ถึงร้องไห้ร้องห่มเสียดมเสียดาย ก็แทรกทรายดินหมดต้องอดนม
เมื่อราชาข้าเจ้าเฝ้าประสงค์ เหยียดพระองค์ต่ำศักดิ์ลงหมักหมม
อยู่ในกิจผิดพลาดราชนิยม ชื่อว่าล้มเลิกเป็นราเชนทร
ผลกรรมนำให้ไท้พินาศ สมบัติราชย์ดินแดนแผ่นผงอน
เพราะถูกริบฉิบหายต้องผายจร สู่ดงดอนแดนไกรได้ระทม
ผลพะนันนี้หนาท่านว่ากล่าว ยิ่งกว่าคราวเพลิงไหม้ก็ได้สม
มันพาให้มัวเมาเฝ้านิยม เอาทรัพย์ถมทับท้ากล้าพะนัน
อันไฟไหม้เรือนชานสักล้านหน สมบัติป่นปี้จริงทุกสิ่งสรรพ์
ยังเหลือเนื้อเงินทองของสำคัญ ไม่เปนควันศูนย์ไปด้วยไฟฟอน
การพะนันมันเอาเราพินาศ เหลือแต่อาตม์ออกเตร่เที่ยวเร่ร่อน
หมดสมบัติแล้วมิหนำต้องซ้ำจร จากนครเนรเทศนิเวศน์เวียง
หมดอำนาจวาสนาบรรดาศักดิ์ หมดผู้จักนับถือหมดชื่อเสียง
ซ้ำถูกมัดรัดไว้มิให้เมียง มาดูเชียงดูหน้าประชาชน
ทั้งนี้เขามุ่งมาดพิฆาตฆ่า โดยให้มาอาศัยอยู่ไพรสณฑ์
ให้ลำบากยากแค้นด้วยแสนจน คงจะทนอยู่ไปมิได้นาน”
พระนกุลฟังคำทรงกำสรด น้ำตาหยดคลอตาน่าสงสาร
พระพักตร์เศร้าเฝ้านึกระลึกการณ์ ที่ได้ผ่านพ้นมาสรรพัน
“อนิจจา ! เคราะห์กรรมทำไฉน ? เหมือนเรือใกล้อับปางก็อย่างนั้น
มีสติแล้วต้องช่วยป้องกัน แก้ไขมันก่อนอื่นให้คืนคง
แต่ก็หมดปัญญาแห่งข้าเจ้า ที่จะเข้าแก้ตามความประสงค์
ยังมีแต่เนื้อเลือดจะเชือดปลง จิตต์จำนงแก้กันเป็นชันยา”
พระสหเทพยืนยันรำพันไข “โอ้! เสียงใสมิ่งมิตรกฤษณา
เขาฉุดคร่าผ้านางกลางสภา เสียงเจ้ามาก้องกรรณสนั่นดัง
โอ้! สำนวนน้ำคำยังจำได้ ซึ่งเจ้าให้ทูลทัดขัดรับสั่ง
ต่อสามีกัลยาล้วนน่าฟัง ข้าเข้ายังใฝ่นึกเฝ้าตรึกตรา
ใจความว่าสามีตกที่ทาส หมดอำนาจนำมิตรกฤษณา
ซึ่งเป็นเจ้าเหล่าราษฎร์ชาติประชา ทาสจะมาขายเจ้าผิดเค้าความ
โอ้ ! ยามนั้นฉันใดจึงไม่ค้าน ให้พวกพาลจ้วงจาบทำหยาบหยาม
เพลินสดับวาจาพงางาม พากันหวามวาบใจไม่ไตร่ตรอง
ทุกๆ ท่านถ้วนหน้าน้ำหยด ต่างกำศรดตามเจ้าแสนเศร้าหมอง
เว้นแต่ท่านทุรโยธน์โลดลำพอง โอ้! จิตต์ของเขาผิดจากจิตต์คน”
ยุธิษเฐียรเธอฟังน้องทั้งสี่ ไขคดีเผยแผ่มาแต่ต้น
เฝ้าโลมเล้าเอาใจไขยุบล “เจ้าอย่าบ่นเลยน้องไม่ต้องการ
เรากษัตริย์กัดฟันอย่ายั่นย่อ คะนึงข้อสุจริตอธิษฐาน
บำเพ็ญตามกติกาที่ศาบาน ดังที่ขานวาจามาทุกคำ
ตั้งแต่เราเนาไพรฤทัยหมอง ครบสิบสองขวบสอบรอบฉนำ
ต้องระทมทุกข์ยากแสนตรากตรำ เพราะด้วยกรรมก่อสร้างแต่ปางบรรพ์
การใดจักเกิดแล้วไม่แคล้วได้ คงเกิดให้เห็นจริงทุกสิ่งสรรพ์
ที่เกิดแล้วแล้วไปอย่าใฝ่มัน และอย่าฝันใฝ่หาข้างหน้าไกล
จงกอบการบัดนี้ให้ดีเถิด ผลจะเกิดภายหน้าอย่าสงสัย
บัดนี้เราเนาป่าพนาลัย ครบสิบสองปีได้ดังสัญญา
อีกปีหนึ่งไม่ให้มีใครเห็น ต้องซ่อนเร้นหลบลี้ต่างหนีหน้า
นี้เป็นข้อคำมั่นจำนรรจา เราต้องฝ่าฝืนจิตต์ไม่คิดแปร”
ต่างเชื่อฟังภาษิตยุธิษเฐียร พากันเปลี่ยนที่ทางไปห่างแห
เที่ยวซุกซอนซ่อนอยู่เฝ้าดูแล ระวังแต่เการพจะพบตน
เธอเตร็จเตร่เร่ร่อนเที่ยวผ่อนพัก ในสำนักแนวไม้ณไพรสณฑ์
ต้องลำบากตรากตรำช้ำสกนธ์ ซึ่งเดิรด้นดั้นพงในดงแดน
ไหนจะเหนื่อยเมื่อยกายอย่างร้ายกาจ ไหนพระบาทจะระบมระทมแสน
ต้องกินใบพฤกษชาติยามขาดแคลน เคี้ยวยิ่งแค้นคอผากยิ่งอยากชล
พบหนองน้ำแห่งใดฤทัยปลื้ม พากันดื่มมิได้เลือกกะเสือกกะสน
เห็นเทียมเทพธาราเวลาจน แต่เธอด้นดั้นมาก็ช้านาน
ที่สุดถึงชายไพรเข้าในแคว้น แห่งดินแดนกรุงไกรอันไพศาล
นาม ‘วิราฎบุรี’ ที่สราญ ยินดีปานปะแคว้นแดนอมร
เข้าในร่มไม้ใหญ่อาศัยหยุด ซ่อนอาวุธมีดพร้าคทาศร
ออกเดิรตัดลัดทุ่งมุ่งนคร เพื่อเร้นซ่อนตัวไปตามใจปอง
เพราะถ้าเหล่าเการพไปพบหน้า เธอทั้งห้าต้องกลับได้รับหมอง
คืออยู่ป่าทวนต้นน่าขนพอง ครบสิบสองขวบปีพอดีตาย
  1. ๑๑. ตอนอยู่ป่านี้ เรื่องเดิมของเขามีพิศดารกว่านี้มาก, เรื่องพระนลก็ออกจากตอนนี้ แต่ต้นฉะบับเขาย่อ จึงย่อตาม เพราะไม่มีเวลาค้น.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ