คำปรารภ

เรื่องมหาภารตยทธ์ กับเรื่องรามายณะ (รามเกียรติ์) เป็นพงศาวดารเก่าแก่ของกษัตริย์อินเดียโบราณ พวกพราหมณ์ถือว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวด้วยศาสนา เพราะนิยมว่าเป็นเรื่องอวตารแห่งพระเป็นเจ้า (คือพระเป็นเจ้าแบ่งภาคลงมาเกิด) ประเทศสยามเรานับถือพุทธศาสนาเจือกับไสยศาสตร์ จึงนับถือเรื่องทั้ง ๒ นี้อนุโลมตามพราหมณ์ด้วย ยิ่งในสมัยโบราณแล้ว น่าจะนิยมกันแพร่หลายมากกว่าปัจจุบันนี้ เพราะสังเกตตามหนังสือโบราณ เช่นยวนพ่ายและอื่น ๆ ในยุคนั้น มีคำยกย่องกษัตริย์ปาณฑพและพระรามไว้เปนอเนก ดังจะยกคำในยวนพ่ายบางแห่งมาเป็นตัวอย่าง ต่อไปนี้ :-

๑ พระทรงปรตยาดพ้ยง พระ กรรณ
พระหฤทัยทยมสินธุ์ เชี่ยวซึ้ง
พระทรงเสวฌฉัน พระ พิศม์ (ภิษม์) ฯ ล ฯ.
๒. พระฤทธิ์พ่างพระราม รอนราพ (ราพณ์) ฯ ล ฯ.
๓. พระทรงทัณฑ์ทาสพ้ยง ยมยุทธ ยิ่งแฮ
ทรงคธา (ทา) ทยมภิม (ภีม) เลอศล้น
กลทรงสราวุธ ราเมศ พ้ยงพ่อ ฯ ล ฯ.
๔. การยุทธช่ยวชาญกล กลแกว่น
ไกรกว่า อรชุน แก้ว ก่อนบรรพ
๕. กลริรณแม่นพ้ยง พระกฤษณ ฯ ล ฯ.
๖. แถลงปางเมื่อลาวลง ชยนาท นั้นฤา
เพราะ ยุทธิษฐิร (ยุธิษ-) ได้ ย่างยาว ฯ ล ฯ.
๗. เสด็จมาผ่าผลาญลาว ลักโลภ
ที่ ยุทธิษฐิร (ยุธิษ-) แล้ว สู่บร ฯ ล ฯ.
๘. จึงชักช้างม้าค่อย ลีลา
ยงงนครไคลคลืน เทศไท้
พยง บานทพาธัก (บาณฑ-) ทรงเดช
ที่คนเคารพไข้ ข่าวขยรร (ขยัน)

ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ

ตามตัวอย่างข้างบนนี้ ท่านอ้างเป็นแต่ชื่อเท่านั้น มิได้แสดงเรื่องไว้เลย เข้าใจว่าในครั้งนั้น คงจะทราบเรื่องราวกันอยู่ดีแล้ว ใช่แต่เท่านั้นยังนิยมนามกษัตริย์ในเรื่องทั้งสองนี้ว่า เป็นมงคลนามแห่งประเทศเราด้วย เช่น พระนาม ‘ธรรมราชา’ ซึ่งนิยมใช้เป็นพระนามาภิไธยพระเจ้าแผ่นดิน เช่น พระมหาธรรมราชาลิไท กรุงสุโขทัย เป็นต้น, และนามอรชุน, นกุล, สหเทพ ฯ ล ฯ ก็ใช้เป็นนามขุนนาง คือ พระยาเทพอรชุน ฯ พระยาราชนกุล ฯ พระยาศรีสหเทพ ฯ เป็นต้น และนาม ‘ราม’ ก็นิยมใช้เป็นพระนามาภิไธยพระเจ้าแผ่นดินเหมือนกัน เช่น พ่อขุนรามกำแหง, และสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) เป็นต้น.

แต่นามพระรามนี้ปรากฏตามทำเนียบกฎหมายเก่า ใช้เป็นนามราชตระกูลก็มี แต่เปลี่ยนใช้ว่า ‘รามราฆพ’ (ราฆพเชื้อรฆุซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพระราม) มีตัวปรากฏในแผ่นดินพระนเรศวร น่าจะเป็นด้วยยุคนี้นับถือพระพุทธศาสนามาก เพราะพระนามาภิไธยพระนเรศวรนั้นใช้ว่า สมเด็จพระสรรเพ็ชญ์ ซึ่งเป็นนามพระพุทธเจ้า ตามทางพระพุทธศาสนาต้องนิยมว่าเป็นมงคลนามอันสูงสุด นามพระรามต้องนับว่าเปนรอง เพราะพระรามเป็นแต่พระโพธิสัตว์ซึ่งจะตรัสเป็นพระพุทธเจ้าต่อไปข้างหน้า ตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์อนาคตวงศ์ว่า โพธิสัตว์ที่จะมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าต่อไปข้างหน้านั้น คือ “เมตฺเตยฺโย อุตฺตโร ราโม ฯ ล ฯ พระเมตไตรย, อุตตรมาณพ, และพระราม ฯ ล ฯ”

ครั้นต่อมาในยุคกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ปรากฏแต่เรื่องรามเกียรติ์ตามพระราชนิพนธ์รัชชกาลที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งราษฎรได้ยึดเป็นหลักในการเล่นโขนและได้อ่านทราบเรื่องแพร่หลายต่อมา เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้า ฯ แต่เรื่องมหาภารตนั้น หาได้มีใครทราบเรื่องราวแจ่มแจ้งอย่างเรื่องรามเกียรติ์นั้นไม่ พึ่งมาปรากฏเป็นครั้งแรกเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์พระนลคำหลวงขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นสาขา (อุปาขยาน) ของเรื่องนี้ ด้วยทรงพระมหากรุณาธิคุณเพื่อจะเพาะปลูกการกวีให้มีแพร่หลายขึ้น คือเมื่อกุลบุตรได้อ่านพระราชนิพนธ์นั้นแล้ว จะได้มีความใฝ่ฝันยึดเอาเป็นแบบฉะบับประพันธ์ เรื่องกวีนิพนธ์อื่น ๆ ให้แพร่หลายในประเทศเรา, ต่อนี้ไปท่าน น. ร. ได้แปลเรื่องมหาภารตยุทธ์จากต้นฉะบับย่อในภาษาอังกฤษขึ้นจำหน่าย นับว่าเป็นการเปิดเผยเรื่องมหาภารตยุทธ์นี้ให้กว้างขวางออกไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ยังหามีใครแต่งเป็นคำกลอนให้ประชาชนได้อ่านกันแพร่หลายอย่างเรื่องรามเกียรตินั้นไม่ ด้วยชาวเมืองที่มีความรู้น้อยมักไม่นิยมอ่านเรื่องร้อยแก้ว, ถ้าเป็นคำกลอนอย่างอิเหนา พระอภัยมณี เป็นต้นแล้ว มักจะชอบอ่านกันทั่วไปตลอดจนชาวนาชาวสวนในประเทศบ้านนอก

ครั้นมาถึงรัชชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อจะทรงทะนุบำรุงวรรณคดีให้ไพบูลย์ยิ่งขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งราชบัณฑิตยสภา ให้มีหน้าที่วินิจฉัยวรรณคดีของนักประพันธ์ทั้งหลาย และโปรดเกล้า ฯ พระราชทานรางวัลส่วนพระองค์ให้แก่ผู้สมควรจะได้

ด้วยโอกาสนี้ ข้าพเจ้าจึงได้พยายามประพันธ์เรื่องมหาภารตยุทธ์ ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างเรื่องรานเกียรตี้ขึ้นเป็นคำกลอนตามต้นฉะบับร้อยแก้วของ น ร. แต่ได้ดัดแปลงและเพิ่มเติมบ้างตามเห็นสมควร เพิ่มจำนวนคำประพันธ์ซึ่งอุบัติขึ้นในแผ่นดิแพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อเป็นการเฉลิมพระราชศรัทธาที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ทะนุบำรุงวิชชาแผนกนี้. แต่ข้าพเจ้าไม่ตั้งใจจะเอาไปเทียบเคียงกับพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์นั้นเลย. เพราะพระราชนิพนธ์นั้น มีคุณสมบัติและจำนวนเนื้อเรื่องห่างไกลกับเรื่องที่ข้าพเจ้าประพันธ์นี้มากมายนัก ไม่ต้องป่วยกล่าวถึงคุณสมบัติ, เพียงแต่จะแต่งเนื้อเรื่องให้พิสดารตามคัมภีร์เขา อย่างพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์เท่านั้น ก็เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะมีความสามารถพอจะทำไปได้ ไซร้ แต่อายุของข้าพเจ้าผู้มีอาชีพไม่ใช่อย่างนี้ ก็มีไม่พอที่จะทำให้จบเรื่องได้, ข้อที่ข้าพเจ้าภูมิใจอยู่บัดนี้ก็มีเพียงว่า ได้พยายามแต่งคำกลอนซึ่งยังไม่เคยมีนี้ให้มีขึ้นได้ในรัชชกาลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังอธิบายมาแล้วเท่านั้น.

พระยาอุปกิตศิลปสาร

วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๐

  1. ๑. คำนี้ไม่ทราบว่าอะไร จึงขอเดาว่าน่าระเป็น “เสจจ” หรือ “เส็จ คือ ‘สัจจ’ หรือ ‘สัจ’ นั้นเอง เพราะตามเรื่องพระภิษม์มีสัจจ์สมด้วย ที่เดาเช่นนี้เพราะสังเกตตามเสียงเขมร เขาอ่านคำสระ อะ ที่มีตัวสะกดเป็นวรรค จ. เช่น วัจจ, พัชร, พัชฌฆาต, สรรพัชญ ฯ ล ฯ เป็นเสียง จ ช สะกดจริง ๆ ฟังคล้ายกับเสียง “ige” ในคำ “oblige” อังกฤษ ซึ่งต่างกับเสียง ด สะกดมาก ไทยเราฟังเป็นเสียงสระ เอะ ไปหมด. คือเป็น ‘เว็จจ์’ ‘เพ็ชร’ ‘เพ็ชรฆาต’ ‘สรรเพ็ชญ์’ ฯ ล ฯ คำ คัจฉ = ไป ในมหาชาติคำหลวงก็ใช้ว่า เค็จฉ.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ