บทที่ ๑๔ มรณะของอภิมันยุ

ที่สิบสองแห่งทิวามหายุทธ์ รพีผุดโผล่แดงส่องแสงฉัน
สนามมัวหมอกกลุ้มดังสุมควัน ทั่วเขตต์คันเลือดฝาดแดงดาษไป
โท๎รณาจารย์บานใจเหมือนไม่แก่ ผิวพรรณ์แลเอี่ยมอ่องยังผ่องใส
เข้าเร่งรัดจัดพหลพลไกร เป็นรูปใยแมงมุมคิดซุ่มกล
ตั้งเป็นแนวแน่นหนาตีฝ่ายาก ถึงแม้หากตีได้ก็ไร้ผล
ใครตีฝ่าพาหลงเข้าวงวน ดังเสือรนหาจั่นถึงบรรลัย
กลยุทธ์อย่างนี้ย่อนลี้ลับ ผู้แม่ทัพชาญแท้จึงแก้ไหว
เพราะเป็นยุทธ์วิธีซึ่งมีใน แบบพิชัยสงครามตามโบราณ
เป็นธรรมเนียมให้ใช้เมื่อไร้ช่อง หมดทำนองอื่นจักคิดหักหาญ
ทั้งนี้ด้วยเจตนาท่านอาจารย์ เพื่อเป็นการลวงล่ออรชุน
ครั้นเสร็จสมปรารถนาจึงท้ารบ นิ่งสงบดูท่าไม่ว้าวุ่น
ให้ไพรีตีก่อนแล้วต้อนรุน กระหน่ำหนุนนำให้เข้าในกล
อรชุนตรึกตราคำท้ารบ พิจารณ์จบเลาเลศรู้เหตุผล
เหมือนแมงมุมเชิญแมลงเข้าแหล่งตน แต่ไม่ย่นรับทั้งท่านอาจารย์
จึงให้องค์อภิมันยุขันสู้ ส่วนตนอยู่รักษาคุมหน้าฉาน
นักรบหนุ่มคุมพลกมลบาน เข้าทำการยุทธกิจแทนบิดา
ขึ้นรถขับพลไกรด้วยใจผ่อง ไม่แต่ปองเพียงกระทำตามคำท้า
ซ้ำปองกวาดไพรีที่มีมา ให้เป็นดังกวาดหญ้าย่อยยับไป
ทุรโยธน์ดูท่าเห็นข้าศึก ตีสะอึก, รี้พลไม่ทนไหว
เข้ากระทบรบรับด้วยฉับไว ไม่ทันไรก็ต้องแหลกแตกกระเจิง
ด้วยพระองค์ทรงพลาดต้องบาดแผล รี้พลแพร่พรายเพริดเตลิดเหลิง
องครักษ์หรุบดิ้นตายสิ้นเชิง ขับรถเริดเปิดเปิงรีบหนีไป
จึงพระศัลย์ผู้กษัตริย์มัทรราษฎร์ ขับพลดาษดื่นแซ่เข้าแก้ไข
อภิมันยุรับโดยฉับไว แผลงศรโทรมสาดใส่พวกศัตรู
ถูกนายทัพพับล้มจมระดะ รี้พลผละผันร่นต่างย่นอยู่
ในไม่ช้าแตกพ่ายกระจายพรู ไม่คิดสู้ซ่อนตนอยู่ลนลาน
ถัดนั้นมาทุศศาสน์จึงกวาดต้อน พลนิกรรบราด้วยกล้าหาญ
อภิมันยุเห็น, เผ่นทะยาน มาหน้าฉาน, ยิ้มเย้ยเฉลยพจน์
“ท่านคิดกับ ‘ศกุนิ’ หรือมิใช่ โกงเอาชัยพระเจ้าลุงมุ่งกบฎ
ริบสมบัติบ้านเมืองด้วยเรื่องคด อัปยศหยาบช้าอย่างน่าชัง
ท่านหรือผู้จิกเกล้าแม่เจ้าข้า ด้วยหยาบช้าโยโสคิดโอหัง
ท่านด่าพระภีมเสนเล่นจัง ๆ ว่าเป็นดังขี้ข้าต่อหน้าชน
ท่านล่วงเกินพระบิดาแห่งข้าไซร้ ท่านเป็นไพรีเหมาะข้าเสาะสน
เพื่อใช้หนี้ปฏิญาณศาบานตน มุ่งประจญท่านมาเป็นช้านาน
เชิญประจัญขันสู้อย่าหู่หด” พลางขับรถรี่ไปด้วยใจหาญ
น้าวศรแสงแผลงกระหน่ำด้วยชำนาญ ดังสะท้านพสุธาเหลือน่ากลัว
ต้องทุศศาสน์เซล้มลงจมพื้น เการพเห็นเต้นตื่นตกใจทั่ว
กรูเข้าช่วยแก้กันออกพันพัว แก้ไขตัวพระทุศศาสน์จนปราศภัย
อุ้มพระองค์ลงเปลหามเร่หนี พระกายมีเลือดฝาดเยิ้มหยาดไหล
พอทุศศาสน์หายวับลี้ลับไป ก็มีข้าศึกใหม่เข้ามาแทน
คือพระเจ้ากุรุราชบปราดเข้ากั้น อภิมันยุโกรธพิโรธแสน
เข้าป่ายปัดซัดออกไปนอกแดน เหมือนกับปัดต่อแตนก็ปานกัน
แล้วบุกรุกต่อไปมิได้คร้าม ทั่วสนามแนวรณพลขันธ์
ไม่มีใครต้านทานหาญประจัญ ตีให้องค์อภิมันยุย่นไป
จึงชยัทรถผู้สินธุราช เห็นอำนาจศัตรูสุดสู้ไหว
จึงชวนหกพาลราชคลาดครรไล มีพลไพร่พรั่งพร้อมล้อมระดม
แผลงศรรุมรอบข้างเหมือนอย่างฝน ทั้งเจ็ดคนคั่งคับเข้าทับถม
รุมรบรับขับเคี่ยวกันเกลียวกลม คนหนึ่งล้มคนหนึ่งแล่นเข้าแทนกัน
แสนสงสารอภิมันยุขันสู้ กับศัตรูรอบทิศไม่คิดพรั่น
ธงชัยรูปมยุเรศเกิดเหตุพลัน ถูกศรสักหักสะบั้นลงบัดใจ
ม้าก็ล้มจมดินลงดิ้นชัก รถก็หักปี้ป่นไม่ทนไหว
สารถีที่ขับถูกจับไป พลไกรกรูวิ่งเป็นสิงคลี
อภิมันยุใจไม่สลด เผ่นจากรถรี่ใส่มิได้หนี
เข้ารบรุกบุกบันประจัญตี พวกไพรีตายกลาดดาษดา
พระกายดาษบาดแผลแสสะพรั่ง โลหิตหลั่งไหลโซมชะโลมหน้า
กายทุกแห่งแดงดาษดังชาดทา พระหัตถ์ขวาซ้ายเลอะเลือดเกรอะกรัง
ถึงกระนั้นปาณฑพนักรบรุ่น ยังคิดรุนรบรับไม่กลับหลัง
จนรู้สึกอ่อนใจไร้กำลัง เพราะเลือดหลั่งไหลมากออกจากกาย
ให้มืดหน้าตามัวเนื้อตัวสั่น ให้หวิวหวั่นเวียนวิงสวิงสวาย
หมดรู้สึกป้องกันอันตราย มัจจุราชยาตรกรายเข้าครอบงำ
สิ้นกำลังล้มผางกลางสนาม โลหิตซามโซมซาบดังอาบน้ำ
หมดสติทั้งหมดความจดจำ แต่ยังกำศัสตราอยู่คามือ
ดับพระชนม์กลว่าพญาสาร ซึ่งพวกพรานสาดศรมาว่อนหวือ!
แล้วลัมพับดับจิตต์กิตติ์ระบือ ดังไฟป่าโหมฮือแล้วดับไป
ดับดังดวงทินกรในตอนพลบ ค่อยเลื่อนลบลับแสงแฝงไศล๒๔
ก็มืดมัวทั่วหล้านภาลัย ดังสมัยจันทรคราสปราศประภา
ก็พอได้เวลาเลิกอย่าทัพ ตะวันดับดวงดาวขึ้นพราวฟ้า
พวกไพร่พลกล่นกลาดดาษดา ต่างก็มาที่พักสำนักกาย
ร่างนักรบหนุ่มนอนดังท่อนไม้ พักตร์ประไพผ่องขาวแสงดาวฉาย
พร้อมพหลพลรบล้อมศพนาย ต่างฟูมฟายชลเนตรเทวษครวญ
อรชุนอยู่ไกลมิได้รู้ กำลังสู้รบกันอยู่ปั่นป่วน
พอถึงยามสนธยาเวลาควร กลับกระบวนพลไกรรีบไคลคลา
เห็นนิมิตร์ตามทางเป็นลางร้าย อภิปรายเสียงสั่นหวั่นผวา
“เอ! พระกฤษณ์เอ๋ย! ไยจึงนัยน์ตา เห็นลางร้ายเรื่อยมาไม่เว้นวาย
ค่ำวันนี้เป็นไฉนจิตต์ใจเศร้า ให้ง่วงเหงางงอยู่มิรู้หาย
เหตุไฉนท้องสนามเมื่อข้ามกราย จึงเงียบคล้ายป่าชัฏอัศจรรย์”
มาใกล้ค่ายทรงฤทธิ์ยุธิษเฐียร ก็แปลกเปลี่ยนพิปริตยิ่งผิดผัน
พระกฤษณ์เอ๋ย ! นี้ไฉนอย่างไรกัน พลขันธ์เคยเริงบันเทิงใจ
ก็จับเจ่าเหงาหงอยสร้อยสลด หรือระทดทุกข์เข็ญเป็นไฉน
เออ ! ไม่เห็นอภิมันยุครรไล มารับหน้าปราศรัยเหมือนก่อนมา”
ลงจากรถเยื้องย่างพลางวิตก ให้อัดอกอึกอักเป็นหนักหนา
เข้าปะรำธรรมบุตรสุดสงกา เห็นราชากรรแสงยิ่งแคลงใจ
จึงกราบบาททูลถามตามฉงน พระจุมพลเล่าแจ้งแถลงไข
“อันสาเหตุอภิมันยุบรรลัย เพราะด้วยไพรีกลุ้มเข้ารุมราญ
ชยัทรถร่วมคิดกับมิตรหก พร้อมกันยกขึ้นกลุ้มรุมประหาร
บุตรท่านผู้เดียวพ้นจะทนทาน จึงต้องลาญชีวาตม์อย่างอาจอง”
อรชุนขุ่นข้องพลางร้องว่า “อ้ายเด็กกล้า” แล้วอึ้งตะลึงหลง
ถึงวิสัญญีภาพล้มราบลง มิได้ทรงพูดพ้ออีกต่อไป
ธรรมบุตรเรียกหาบรรดาหมอ เข้ามาอออัดแอช่วยแก้ไข
ต่างเร่งรีบบีบเส้นค่อยเค้นไคล สักครู่ใหญ่จึงคืนฟื้นพระกาย
พะยุงองค์ทรงนั่งยังพระที่ กมลมีโกรธอยู่ไม่รู้หาย
พลางกราบทูลทรงธรรม์บรรยาย บุตรข้าตายเพราะกลแห่งคนพาล
ข้าศึกถึงเจ็ดคนเข้ารณรบ อาวุธครบหัตถ์ห้อมล้อมประหาร
เด็กผู้เดียวเคี่ยวขับจนดับปราณ นี้เป็นการทุจจริตผิดวินัย
พวกเการพลบธรรมใช้อำนาจ หินชาติชั่วช้าจะหาไหน
บุตรข้าสิ้นชีพแล้วก็แล้วไป ข้าขอใฝ่พยาบาทพิฆาตมัน
ขอพระองค์ทรงจำซึ่งคำข้า ปฏิญญาแน่แท้ไม่แปรผัน
ชยัทรถทุจจริตร่วมคิดกัน ฆ่าลูกข้าในวันนี้วายปราณ
ข้าขอฆ่าอ้ายสัตว์ชยัทรถ ในกำหนดวันหน้าดังว่าขาน
ให้มันวอดวายชนม์, ถ้าพ้นกาล พรุ่งนี้ผ่านพ้นไปมันไม่ตาย
ข้าจักไม่ขออยู่ให้ดูหน้า จะขอลาโลกไปดังใจหมาย
ให้วิญญาณข้าไปในอบาย ทนทุกข์ร้ายกาจนับตั้งกัปปกัลป์”
พอสิ้นคำอำลากลับมาค่าย ไม่เว้นวายรันทดกำสรดศัลย์
เหล่าปาณฑพทั่วหน้าเฝ้าจาบัลย์ ต่างพากันหงอยเหงาด้วยเศร้าใจ
ครั้นรุ่งเช้าอรชุนผู้ครุ่นแค้น ครรไลแล่นปลุกทัพที่หลับไหล
เป่าศังข์เรียกรี้พลสกลไกร ทั้งนายไพร่ล้วนพรั่นฟังสัญญา
ต่างเตรียมทัพขับขันด้วยมั่นจิตต์ ให้สมคิดตามคาดปรารถนา
คือเข่นฆ่าไพรินดังจินตนา ในเวลาเร็วพลันเพียงวันเดียว
ฝ่ายเการพทราบข่าวหนาวสะท้าน เรื่องศาบานอรชุนอันฉุนเฉียว
ได้ยินศังข์เป่าปลุกขนลุกเกรียว ต่างหวาดเสียวเตรียมรบอยู่ครบครัน
พวกที่ฆ่าอภิมันยุครั่นคร้าม ด้วมเกรงขามอันตรายจนกายสั่น
ชยัทรถลมจับในฉับพลัน ต้องแก้กันเป็นครู่จึงรู้ตน
มาปะรำแห่งพระทุรโยธน์ เผยพระโอษฐ์อธิบายเป็นหลายหน
“อรชุนศาบานจักผลาญชนม์ แห่งข้าคนเดียวนั้นด้วยอันใด
ซึ่งคนอื่นได้พิฆาตพระญาติเขา ก็มิเฝ้าผูกเวรเป็นไฉน
อันบุตรเขาเข้าประจัญถึงบรรลัย ก็เป็นไปตามการณ์รบราญกัน
มิใช่ข้าคนเดียวขับเคี่ยวฆ่า เหตุไรมามุ่งมาดอาฆาตคั้น
เขาศาบานอย่างไรลงไปพลัน ไม่เป็นอันสับปลี้อย่างขี้เมา
ข้านี้ตรึกนักแคลงแหยงสยอง ว่าจะต้องม้วยมรณ์ด้วยกรเขา”
พอจำนรรจาจบก็ซบเซา ดวงจิตต์เศร้าแสนพรั่นหวั่นกมล
ทุรโยธน์ฟังว่าจึงปราศรัย “อย่าทำใจขุ่นข้องสยองขน
อัปลักษณ์ศักดิ์ศรีวีรชน ให้ไพร่ยลเยี่ยงดูไม่สู้งาม
ท่านก็รู้เรื่องตระหนักว่านักรบ ต้องมอบศพตนไว้ในสนาม
ถึงสามารถอาจองในสงคราม ย่อมมียามย่อยยับถึงอับจน
ซึ่งท่านคิดหวาดหวั่นในวันนี้ ว่าถึงชีวิตดับอาภัพพ์ผล
แต่ความคิดข้านั้นมั่นกมล ว่าอรชุนสิ้นชนม์เป็นแน่นอน”
ชยัทรถฟังคำที่ร่ำตรัส ความอึดอัดอกใจมิได้ถอน
“บัดนี้ภัยใกล้มาดังว่าวอน จึงสังหรณ์จิตต์ใจให้รำคาญ”
พระทุรโยธน์ตรัสว่า “เธออย่าพรั่น ข้าเจ้าบัญชาถ้วนมวลทหาร
ให้เตรียมตัวทั่วหน้ารักษาการ ป้องกันท่านทั่วไปอย่าได้กลัว”
พอแซ่เสียงศังข์กลองกึกก้องลั่น เป็นเครื่องสัญญารบอยู่ครบทั่ว
นายกองขับพลขันธ์อยู่พันพัว ต่างเตรียมตัวตรงเข้าเร้ารำบาญ
อรชุนครุ่นแค้นแสนพิโรธ ขึ้นรถโลดแล่นมาอย่างกล้าหาญ
เร่งพระกฤษณ์สารถีตะลีตะลาน ขับรถราญรุกให้ทันใจตน
‘พระกฤษณ์เอ๋ย ! อย่าช้าฟังข้าบอก ขับสีหมอกของข้าอย่าฉงน
ให้พารถเร็วรี่นำรี้พล ไปล้างชนม์ชีพมันทันเวลา
มันไม่ม้วยตูข้าขอลาม้วย ทั้งนี้ด้วยมุ่งมาดปรารถนา
เพื่อถนอมสัตย์ธรรม์ลั่นวาจา เสียชีพอย่าเสียสัตย์สลัดรอน”
รถศึกพระอรชุนเข้ารุนรุก ตรงเข้าบุกบันยุทธ์ไม่หยุดหย่อน
“แรก ‘ทุรมรรษัณ’ ประชันกร แต่ราญรอนได้หน่อยถอยกระจาย
จึงทุศศาสน์กวาดพหลพลช้าง ขับเข้าขวางรถไว้มิให้ผาย
เสียงรถศึกคึกครื้น, ตื่นกระจาย ช้างแตกพ่ายเผ่นวิ่งเป็นสิงคลี
อรชุนรุนรุกบุกประหาร จนถึงท่านโท๎รณะไม่ผละหนี
ท่านอาจารย์ขานท้าให้ราวี เข้าต่อตีสู้ตัวต่อตัวกัน
อรชุนพลางไหว้แล้วไขขาน “ท่านอาจารย์โปรดให้อภัยฉัน
ศิษย์ผู้ศาบานไว้ใคร่ประจัญ กับผู้ฆ่าอภิมันยุคนเดียว”
พลางให้รถหลีกทางไปข้างหนึ่ง ขับตะบึงบุกไปมิได้เหลียว
พวกเการพแตกพรูวิ่งกรูเกรียว ข้าศึกเคี่ยวขับรณย่นทุกราย
บุกรุกฝ่าหากษัตริย์ชยัทรถ ทุกแห่งหมดก็ไม่สมอารมณ์หมาย
เสียงล้อแล่นลั่นอยู่ไม่รู้วาย จนถึงบ่ายถึงเย็นไม่เห็นตัว
จึงพระกฤษณ์นายม้าสารถี เห็นภาชีคอตกไม่ยกหัว
ด้วยหิวเหนื่อยเมื่อยครั่นกายสั่นรัว เหงื่อโซมทั่วสรรพางค์แทบปางตาย
จึงขับรถเร่เข้าในเงาไม้ ปลดม้าให้น้ำหญ้าจนซาหาย
ที่หิวหอบบอบช้ำระกำกาย พอสบายแล้วจึงเตรียมเข้าเทียมรถ
ครั้นเสร็จสรรพขับเข้ารบเร้าอีก มิได้หลีกหลบใครผู้ใดหมด
เข้ารบรับขับเคี่ยวแล่นเลี้ยวลด จนเกือบหมดแสงสีรพีพรรณ
ไม่เห็นหน้าข้าศึกนึกประหลาด กุรุราชพวกหนึ่งจึงถลัน
เข้าขวางหน้าอรชุนหนุนประจัญ ยังไม่ทันไรร่นย่นกระจาย
อรชุนรุนรุกไปทุกด้าน นัยน์ตากว้านหาคนที่ตนหมาย
แสนสลดหมดหวังซังกะตาย ขับรถร่ายเร่หาจนสายัณห์
อาทิตย์ทอแสงอ่อนรอน ๆ อยู่ พินิจดูทั่วไปด้วยใฝ่ฝัน
เห็นไพรีรวมอยู่เป็นหมู่กัน ขับรถบั่นบุกไปใคร่ประจักษ์
เห็นชยัทรถอยู่ในหมู่นี้ พวกโยธีแวดล้อมอยู่พร้อมพรัก
ไม่รอท่าช้าการเข้าหาญหัก เพราะจวนพักรบกันตามสัญญา
แต่เข้าไปไม่ง่ายดังหมายมั่น เพราะพระกรรณองครักษ์เข้าดักหน้า
เพื่อเป็นการเหนี่ยวหน่วงถ่วงเวลา เพราะมิช้าก็จะหมดกำหนดวัน
อรชุนเสียการศาบานไว้ ต้องฆ่าตนตามได้ศาบานนั้น
เปนอุบายทางอ้อมละม่อมครัน ไม่ต้องเข้าฆ่าฟันก็ตายเอง
พระกฤษณ์รู้กลนั้นคิดหวั่นไหว ขืนสู้ไปถึงเคราะห์ไม่เหมาะเหมง
เธอเกรงหมดเวลายิ่งกว่าเกรง จะพลาดเพลงศัสตราถูกฆ่าตาย
ทั้งสองข้างต่างรณอลหม่าน อีกไม่นานก็จะหมดกำหนดหมาย
เผอิญมีเมฆมัวทั่วทุกภาย ทั้งสองฝ่ายมืดมนจนจังงัง
พระกฤษณ์เห็นได้ช่องเพราะจ้องอยู่ ขับรถวู่แหวกแถวถึงแนวหลัง
พอเมฆหมดสดใสก็ไปยัง ที่ยับยั้งแห่งกษัตริย์ชยัทรถ
อรชุนผลุนผลันเข้าฟันฟาด พระศอขาดสิ้นชนม์ยลสลด
เอาทวนเสียบเศียรเที่ยวขับเลี้ยวลด ให้ปรากฏทั่วว่าสมศาบาน
ฝ่ายพระกรรณกำลังรบรั้งหน้า เมื่อเมฆมามืดสิ้นทุกถิ่นฐาน
สำคัญว่าพลบค่ำเลิกรำบาญ นึกว่าการคิดหวังสมดังใจ
พอเมฆมืดจืดจางสว่างทั่ว ไม่เหมือนตัวเจาะจงเฝ้าหลงใหล
ยิ่งเคืองขุ่นครุ่นแค้นแน่นฤทัย ทั้งไม่ได้เห็นพระอรชุน
ครั้นทราบชัดศัตรูเข้าจู่ผลาญ ชยัทรถหมดปราณก็เฉียวฉุน
กลับรถผันบั่นบุกตามรุกรุน เที่ยวค้นหาว้าวุ่นไม่พบพาน
การเสียชีพแห่งกษัตริย์ชยัทรถ ดังปรากฏกองไฟไหม้ประหาร
ด้วยเการพแค้นใจใฝ่รำบาญ จนถึงกาลราตรีไม่มีหยุด
นับว่าเป็นครั้งแรกแปลกประหลาด คบเพลิงดาษแดงตามสนามยุทธ์
แสงศัสตราพราวไปเมื่อไฟจุด ดูประดุจฟ้าแลบวะแวบวาม
ต่างบันดาลโทษะไม่ละลด ทรหดชิงชัยในสนาม
จนเวลาลั่นฆ้องได้สองยาม ทั้งสองข้างต่างทรามเสื่อมกำลัง
จึงสมัครพักรบสงบศึก พอดื่นดึกเดือนดับก็กลับหลัง
พระทุรโยธน์ตรึกตราพะว้าพะวัง ทรงเซซังไปหาโท๎รณาจารย์
พลางปรับทุกข์แก่ท่านอาจารย์ว่า “เราชาตาช่างกระไรดังไฟผลาญ
ทหารเราเการพต้องหลบลาญ ยิ่งรอนราญก็ยิงด้อยน้อยลงไป
นายทัพผู้เชี่ยวชาญเห็นปานท่าน ยังมีการวิปริตผิดวิสัย
หรือมีเลศลึกลับบังคับใจ จึงมิได้ต่อตีเต็มฝีมือ
เป็นอย่างองค์ทรงฤทธิ์พระภิษม์เฒ่า ให้มือเท้าอ่อนไปอย่างไรหรือ?
หรือศิษย์ท่านปาณฑพนักรบลือ เขามีชื่อเสียงนักจึงชักเกรง
เพราะหวังพึ่งยศศักดิ์หรือรักเขา หาว่าเราทับถมทำข่มเหง
หรือชราพาให้เป็นไปเอง ก็ตามเพลงเถิดข้าไม่ว่าไร
แต่เพื่อความยุกติธรรมขอร่ำว่า เอ็นดูข้าเถิดท่านอาจารย์ใหญ่
แม้อึดอัดขัดการสถานใด จงมอบให้หน้าที่นี้แก่ ‘กรรณ’
ทุรโยธน์เสียท่าแก่ข้าศึก ก็ให้นึกรวนเรคิดเหหัน
ให้เห็นผิดคิดกริ่งทุกสิ่งอัน ปรับโทษทัณฑ์นายพลทุกหนไป
คลั่งคะนึงถึงพระกรรณอย่างมั่นจิตต์ ว่าเขาคิดต่อสู้ศัตรูไหว
พาลพระภิษม์ผู้เฒ่าว่าเอาใจ คิดฝักใฝ่ปาณฑพไม่รบรา
ครั้งนี้เห็นอรชุนเข้ารุนรบ จนประสพสมมาดปรารถนา
ก็โทษท่านโท๎รณะว่าระอา ไม่รบข้าศึกจริงด้วยกริ่งเกรง
ให้พะวงหฤทัยคิดใฝ่ฝัน ว่าพระกรรณนำทัพกะฉับกะเฉง
จักรบราไพรีดีกว่าเพรง จึงเร้าเร่งโท๎รณะให้ละงาน
เธอหวังชัยในพระกรรณเป็นมั่นแม่น ซึ่งเหมือนแม่นหวังน้ำลำละหาน
ซึ่งไหลลงวังวนชลธาร ให้บันดาลไหลกลับขึ้นฉับไว
โท๎รณะตอบตามนัยมิได้ผิด กับพระภิษม์พร่ำแจ้งแถลงไข
ที่สุดท่านทูลคำร่ำพิไร ชี้แจงในทางธรรม์บรรยาย
“ทุรโยธน์โปรดจำถ้อยคำข้า ถ้าหากว่าทัพท่านลาญสลาย
ใช่อื่นไกล, กองกรรมมาทำลาย จะโทษนายทัพเขาไม่เข้าที
นายพลผู้ผมหงอกจนออกทั่ว เช่นกับตัวข้าเจ้าผู้เฒ่านี้
ควรหรือจักกลับจิตต์คิดกลี ให้เสื่อมศรีเสื่อมศักนักณรงค์
ท่านยังเด็กเล็กอยู่ไม่รู้คิด มัวตั้งจิตต์แต่จะได้เฝ้าใหลหลง
อรชุนเชิงยุทธ์เขาสุดยง ถ้าทะนงนักเห็นไม่เป็นการ
จงทราบเถิดโท๎รณะไม่ผละถอย ให้ต้องคอยตรวจตราเฝ้าว่าขาน
โปรดจงฟังคำข้าขอศาบาน จะเข้าราญรบกันจนบรรลัย
คือพรุ่งนี้ชีวิตแห่งศิษย์รุ่น อรชุนจักถึงซึ่งกษัย
หรือไม่ก็ข้าบาทต้องขาดใจ หลับตาไม่ลืมกลับชั่วกัปป์กัลป์”
ครั้นรุ่งแจ้งแสงทองส่องสว่าง ทั้งสองข้างขับพหลพลขันธ์
เข้าหักหาญราญรุกอุกฉกรรจ์ เสียงครื้นครั่นทั่วสิ้นถิ่นรำบาญ
วันนี้เชื้อรากโษส๒๕ฆโตดกจ๒๖ ผู้โอรสภีมราชผู้อาจหาร
ขับพลเข้ารบราฝ่าทะยาน เการพลาญล้มตายเป็นก่ายกอง
ฤทธิ์รากษสส่งเสริมเพิ่มอำนาจ ให้ข้าศึกนึกขลาดแสยงหยอง
ไม่มีใครใกล้กรายคิดหมายปอง เข้าไปลองแข่งขันประจัญบาน
พวกนายทัพเการพครบทั้งนั้น เชิญพระกรรณให้สู้ศัตรูหาญ
ด้วยมีศรทรงศักดิ์มัฆวาน สามารถผลาญรากษสจนหมดแดน
อันที่จริงศรนั้นพระกรรณหมาย จะทำลายอรชุนด้วยครุ่นแค้น
ฆโฏตกจเก่งกล้าเข้ามาแทน คงทนแสนศัสตราสารพัน
จำแผลงศรเทพไทเจ้าไตรทศ ฆโกฎตกจล้มแผ่ไม่แปรผัน
ด้วยต้องศรโกสีย์ถึงชีวันต์ ทันใดนั้นเงียบสิ้นทั่วถิ่นรณ
ความสงบเงียบนั้นเหมือนกันกับ ท้องฟ้าอับอบอ้าวเมื่อคราวฝน
ในมิช้าพายุพัดขึ้นบัดดล ฟ้าคำรนร้องลั่นสนั่นดัง
ฉันใดปาณฑพสิ้นได้ยินข่าว ก็เกรียวกราวกรูรณเหมือนหนหลัง
กึกก้องแม้นแผ่นดินจะภินท์พัง ด้วยกำลังความแค้นแน่นหทัย
ฝ่ายพระกรรณขันสู้ไม่ยู่ย่น ประจัญจนปาณฑพรบไม่ไหว
พระราชาท๎รุบทยศไกร ภูวไนยเจ้าวิราฎผู้อาจอง
ทั้งสองท่านลาญชนม์ยลสยบ พลรบแหลกลุ่ยเป็นผุยผง
ด้วยฝีมือแห่งพระกรรณผู้ยรรยง จนอาทิตย์อัสดงหยุดชิงชัย
วันนี้เการพได้ชัยเฉลิม ประสิทธิ์เสริมศักดิ์ศรีจะมีไหน
ถึงจะผิดศาบานอาจารย์ไป แต่ก็ได้แก้แค้นทดแทนกัน
  1. ๒๔. คำนี้ออกจาก ‘ศิลา’ แปลว่าหิน แล้วแปลงรูปเห็นไศล (อ่าน ไสละ) มคธเป็น เสล แปลว่าประกอบด้วยหินคือ ภูเขา แต่ไทยเราอ่าน ‘สะไหล’ เป็นพื้น.

  2. ๒๕. คำนี้ศัพท์เดิมเป็น ‘รากษส’ แต่ท่านใช้กันว่า รากโษส จนแพร่หลายแล้ว เช่น “พวกรากโษสโกรธร้องอยู่ก้องกึก” จึงขอใช้ทั้งรากษส และ รากโษส แล้วแต่จะเหมาะ อย่างเดียวกับ อุมงค์ และ อุโมงค์.

  3. ๒๖. อ่าน คะโตดกต.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ