บทที่ ๑๐ หารือสงบศึกไม่สำเร็จต่างเตรียมรบ

ธรรมบุตรตกลงทรงประภาษ ให้แต่งราชทูตพูดขยัน
พร้อมบรรณาการสรรพโดยฉับพลัน ให้ผายผันสู่รัฐหัสดิน
ครั้นถึงจึงเข้าหาเสนามาตย์ นำเฝ้าท้าวธฤตราษฎร์ดังถวิล
พอพระองค์ทรงศักดิ์นัครินทร์ ภูวดินทร์ออกประทับทรงรับรอง
พร้อมพระวงศ์และมหาเสนามาตย์ หมอบเฝ้าดาษดื่นไปมิได้พร่อง
เบิกทูตเข้าห้องโถงพระโรงทอง พร้อมด้วยของมีค่าบรรณาการ
ทูตผู้ชาญคลานมาหน้าที่นั่ง ถวายบังคมท้าวทูลข่าวศาส์น
“ขอเดชะพระบรมสมภาร โปรดประทานยกราชอาชญา
พระราชาข้าบาทประภาษให้ ข้าทูลใต้บทศรีดังนี้ว่า:-
ธฤตราษฎร์, ปาณฑุอนุชา ทั้งสองราพี่น้องร่วมท้องกัน
อาณาจักรมฤดกตกแก่ลูก จึงจะถูกแบบแผนเป็นแม่นมั่น
แต่โอรสธฤตราษฎร์มุ่งมาดกัน เอาเขตต์ขัณฑ์ปกครองเป็นของตน
ฝ่ายโอรสปาณฑุราชอนาถนัก สมบัติสักเท่าเล็นไม่เห็นหน
แสนจะรับรันทดสู้อดทน นั่นเปนผลยุตติธรรม์หรือฉันไร
ทุรโยธน์บุตรพระธฤตราษฎร์ ซ้ำอาฆาตคิดฆ่าไม่ปราศรัย
เผาวังหวังให้ม้วยลงด้วยไฟ เปนบุญได้หนีรอดตลอดมา
ครั้งเมื่ออยู่บูรินทร์อินทรปรัสถ์ ก็เคืองขัดแค้นคิดริษยา
ล่อเธอไปให้พะนันขันสะกา เจตนาทุจจริตด้วยคิดเพียร
ถ่วงลูกบาศก์เบือนบิดด้วยคิดคด ทรยศบพิตรยุธิษเฐียร
จนย่อยยับทรัพย์สินหมดสิ้นเตียน จากมนเทียรเนรเทศประเวศวัน
แกล้งกระทำกติกาด้วยอาฆาต คิดมุ่งมาดน้องห้าให้อาสัญ
ปาณฑพผู้นายข้าต่างพากัน ประพฤติฉันกติกาไม่คลาคลาย
ครบสิบสามพรรษาตามว่าไว้ ควรคืนให้เขตต์ขัณฑ์ตามมั่นหมาย
เธอยอมลืมเหตุผลทั้งต้นปลาย ซึ่งมีภายก่อนมาสารพัน
ถ้าแม่ว่าองค์พระทุรโยธน์ ไม่ขึ้งโกรธคืนให้ไอสวรรย์
สามัคคีพี่น้องปรองดองกัน ก็จักมั่นคงไปมิได้คลาย
ถ้าแม้นเธอป้องปัดตัดประสงค์ กุรุพงศ์พลันแยกแตกสลาย
เพราะเกิดการสงครามลามกระจาย ต้องล้มตายตามกันเป็นมั่นคง
ปาณฑพอาจริบคร่าห์อาณาจักร ให้ทรงศักดิ์เศร้าจิตต์ผิดประสงค์
ไหนอาณาจักรไท้ไหนพระวงศ์ ขอพระจงตริไตรในกมล
ไม่ล้มข้ามควรการณ์บุราณว่า คนล่ม, อย่าข้ามกราย, ทำลายผล
ปาณฑพให้กราบทูลมูลยุบล เพื่อจุบพลผ่อนผันตามสัญญา”
สิ้นสำเนาเค้ามูลกราบทูลชี้ ดุษณีหัตถ์ประณมนั่งก้มหน้า
คอยฟังองค์ทรงธรรม์ตรัสบัญชา ตอบปัญหาเหตุการณ์สถานใด
ตามที่ทูตทูลชี้คดีสนอง พระภิษม์ตรองตรึกคิดวินิจฉัย
ทั่วประเด็นเห็นจริงทุกสิ่งไป ว่าเธอได้ร้องขอพอประมาณ
แต่กลับเป็นยั่วเย้าเผาพระโสต ทุรโยธน์ยิ่งใหญ่ดังไฟผลาญ
เหมือนสัตว์ป่าบ้าเลือดทรงเดือดดาล พระภูบาลเจ็บจิตต์ดังพิษปืน
ทรงแผดเสียงอื้ออึงคะนึงลั่น “อ้ายอาธรรม์พูดเพ้อด้วยเห่อหื่น
มันยั่วยวนกวนไฟให้ไหม้พื้น มีหน้าขืนต่อว่าบ้าน้ำลาย
อ้ายเนื้อโง่งมจู่เข้าคูหา แห่งพญาสีหราชประหลาดหลาย
เจ้าจงไปบอกมันดังบรรยาย คำท้าทายขู่ตะคอกที่บอกมา
เหมือนอ้ายลิงยิงฟันขู่กรรโชก เสียงครอกโครกฟังมันกูพรั่นกว่า
คนกล้าปากหลากเล่ห์เจรจา มักไม่กล้าไปได้ถึงไม้มือ
ลมปากโป้งนั้นไปไม่ไกลเท่า ระยะเกาทัณฑ์ร่อนอยู่ว่อนหวือ !
ถึงสงครามเลือดนองก็ร้องฮือ! หมดกระพือลมปากเสียงผากเครือ
จงจำไปบรรยายแก่นายเจ้า คำขู่เรามานี้บัดสีเหลือ
ให้เอาคำเทวดาเข้ามาเจือ เราไม่เชื่อเราไม่ตกใจกลัว
ไม่ยอมยื่นคืนให้สิ่งใดหมด แก่คนคดแค่นขู่ทำชูหัว
เรามีชัยได้ของไม่หมองมัว ว่าแต่ตัวมันเถิดเกิดจะโกง
ไปบอกแก่นายเจ้าว่าเราว่า ไปอยู่ป่าอีกครั้งทั้งโขยง
อยู่จนจบครบจริงจึงวิ่งโทง มาพระโรงกูนี้ยื่นฎีกา
ขอพึ่งสมภารพระทุรโยธน์ แล้วแต่โปรดปราณีจักดีกว่า
มาทำลิงหลอกเจ้าไม่เข้ายา กูจะมากลัวมันด้วยอันใด”
ธฤตราษฎร์ผู้ชราราชาบอด ไม่เห็นสอดคล้องพจน์โอรสไข
มีโองการทานทัดในบัดใจ ห้ามมิให้จู่ลู่พูดวู่วาม
ตรัสแก่ทูตผู้นั่งฟังดำรัส สำเนียงตรัสปลื้มปลาบฟังวาบหวาม
“ทุรโยธน์กล่าวคำล้วนต่ำทราม บังเกิดความขวางหูแก่ผู้ฟัง
อย่าเอาเป็นอารมณ์ข่มเสียเถิด เพราะไม่เกิดผลได้สมใจหวัง
คำหยาบหยามทุรโยธน์แทบโสตพัง ให้โทษทั้งตัวเขาและเผ่าพันธุ์
ปากเขาบ่มบาปร้ายทำลายชื่อ มากกว่ามือบ่มบุญคุณขันธ์
นี่แน่! จงจดจำข้อสำคัญ ทูลทรงธรรม์นายท่านผู้หลานเรา
ว่าจักส่งทูตไปในมิช้า เจรจาบรรยายทูลนายเจ้า
ให้ยินยอมพร้อมพรักผ่อนหนักเบา เพื่อให้เขาพี่น้องปรองดองกัน”
ทูตถวายบังคมบรมบาท กลับวิราฎบุรีขมีขมัน
พอทูตไปไม่ช้าพระราชัน ทรงจัดสรรเลือกหาเสนาบดี
ให้คลาคลาดมาดมุ่งมากรุงใหญ่ กับ ‘สญชัย’ ผู้มหาสารถี
ถึงวิราฎรีบจู่เข้าบูรี ให้เสนีนำเฝ้าห้าท้าวไท
ว่า “องค์ไท้ธฤตราษฎร์ประภาษสั่ง ให้ข้าทั้งหลายนี้ทูลชี้ไข
แม้พระองค์ทรงมาดความปราศภัย ยินดีในความสงบไม่รบรา
ขอเชิญให้ไต่เต้าเฝ้าพระบาท ธฤตราษฎร์ภูวไนยอย่าได้ช้า
จักประกาศยุกติธรรมตามสัญญา ให้หลานห้ากับบุตรหยุดสงคราม”
ยุธิษเฐียรฟังคำทูลร่ำว่า ด้วยปรีชาตรึกตรองไม่ต้องถาม
เห็นไม่สมปรารถนาพยายาม ด้วยข้อความห้วนสั้นไม่มั่นเหมาะ
ทรงตอบว่า “ข้าเจ้าต่างเคารพ เชื่อจอมภพลุงไท้, คงไม่เพาะ-
ซึ่งวิวาทบาดหมางให้ด่างเดาะ แต่เกรงเพราะทุรโยธน์ตัวโปรดปราน
จะแนะนำบิตุรงค์ให้ทรงเชื่อ ยืมโอษฐ์ไท้ใคร่เพื่อจะล้างผลาญ
ถ้าเราหลงคงฉิบหายถึงวายปราณ จึงเป็นการยับยั้งเพราะยังแคลง
ฉะเพาะพระวาจาฝ่าพระบาท ธฤตราษฎร์ลุงไขเราไม่แหนง
ทรงเมตตาปราณีเหลือชี้แจง ดังตำแหน่งพระชนกทรงปกครอง
แต่ท้าวไทไม่ประทานตามหลานขอ ล้วนเป็นข้อยุกติธรรมจึงร่ำร้อง
พระนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ทรงไตรตรอง ตรัสทำนองทรงคะนึงรำพึงความ
“อย่างไรก็เกิดรบไม่หลบได้ เหลือวิษัยที่จักเข้าหักหาม
โอ้! ภัยเอ๋ย ภัยใหญ่ ภัยสงคราม จะลุกลามเหลือหลีกให้ปลีกภัย
ธรรมกับธรรมรำบาญพอหาญสู้ ไม่เหลือรู้เหลือรณพ้นวิษัย
แต่การสู้หมู่อธรรมนำประลัย ต้องหันใช้เชิงบ้าอย่างทารุณ
อนิจจา! น่าอนาถญาติทั้งผอง ซึ่งจะต้องตีอกด้วยหมกมุ่น
ต้องรบราฆ่าฟันกันเป็นจุรณ์ โอ้สกุลเดียวกันจะบรรลัย
โอ้!เสียงซร้องเซ็งแซ่แห่งแม่หม้าย จะฟูมผายชลเนตรเทวษไห้
โอ้!สงสารลูกกำพร้าผู้ยาใจ จะมิได้ดูหน้าบิดาตน
โอ้!เสียดายญาติมิตรสนิทสนม จะขื่นขมขัดข้องกลับหมองหม่น
โอ้!บุรีศรีสง่าแก่ตาคน บรรพชนสร้างสรรค์จักบรรลัย
โอ้!ชีวิตทวยราษฎร์พินาศแน่ จะผันแปรผ่อนปรนพ้นวิษัย
โอ้! สงสารราษฎรผู้ร้อนใจ คิดฝันใฝ่รับเราเข้านคร
ก่อนที่จักเห็นเราเข้าบุเรศ จักเห็นเหตุโหดร้ายทั้งหลายก่อน
คือสงครามนำหน้าพาเราจร สู่ม้วยมรณ์หรือเวียงยังเสี่ยงกรรม
สงสารเหล่าชาวประชาแห่งข้าเจ้า จักโศกเศร้าเสียใจพิไรร่ำ
ได้รับความคุ้มครองไม่ต้องธรรม เมื่อข้าบำราศไปไพรพนม
ต่างรอท่าข้าหมายจะคลายทุกข์ มาสบยุคยากยับเข้าทับถม
เราก็หวังตั้งหน้าคิดปรารมภ์ ให้เกลียวกลมกลับมีไมตรีกัน
เราจักเชิญกฤษณะพระสหาย เป็นทูตฝ่ายเราจรช่วยผ่อนผัน
เพื่อขอสิทธิ์บริสุทธิ์ยุตติธรรม์ ลองบากบั่นอีกสักครั้งด้วยหวังดี
จงกราบทูลพระเจ้าลุงเรามุ่งหมาย ขอถวายประณตบทศรี
แล้วบรรยายข้อความตามวจี แห่งเรานี้แด่องค์พระทรงชัย
ไม่ช้าดอกกฤษณะจะประเวศน์ ไปยังเขตต์หัสดินบุรินทร์ใหญ่
เพื่อปรึกษาว่ากล่าวทูลท้าวไท ในทางไกล่เกลี่ยกลบไม่รบราญ”
ฝ่ายสญชัยผู้มหาสารถี จำคดีทรงธรรม์ตรัสบรรหาร
บังคมลาคลาออกนอกทวาร กลับสถานถิ่นรัฐหัสดิน
แต่ด้วยความพริบไหวเมื่อไปถึง สังเกตซึ่งเหตุการณ์ทั่วฐานถิ่น
เห็นพหลพลไกรในบุรินทร์ ตระเตรียมสิ้นพร้อมสรรพ์น่าพรั่นใจ
ถึงเขามาราชการโดยฐานทูต ก็พิสูจน์ซึ่งเหตุสังเกตได้
ว่าปาณฑพเตรียมพหลพลไกร เพื่อชิงชัยโดยแท้เป็นแน่นอน
จึงทูลไท้ธฤตราษฎร์ตามมาดหมาย บรรยายทูลองค์พระทรงศร
ทูลข่าวศาส์นหลานไท้เธอไหว้วอน ให้ภูธรทราบสิ้นระบิลความ
“ข้าพระองค์เห็นอ่าวความร้าวฉาน หมดสะพานพาดให้ครรไลข้าม
คือสะพานพาดผ่านการสงคราม ซึ่งจะลามลุกแน่ไม่แปรปรวน
น้ำพระทัยบพิตรยุธิษเฐียร มิได้เปลี่ยนแปลวแปลกคิดแผกผวน
อาณาจักรภูวไนยเธอใคร่ครวญ ว่าเธอควรได้กึ่งจึงเป็นธรรม์
แม้ไม่สมปรารถนาดังว่านี้ สงครามีแม่นแท้ไม่แปรผัน
ข้าบาทเห็นปาณฑพเตรียมครบครัน คงไม่กลั่นกล่าวขู่ดอกภูธร
ควรมิควรสุดแท้แต่จะโปรด เพื่อประโยชน์หายเหือดข้อเดือดร้อน
ควรคิดหลีกเลี่ยงการเกิดราญรอน ด้วยทางอ่อนโยนหาปรึกษากัน
ด้วยภักดีทูลองค์พระทรงฤทธิ์ โดยความคิดต่ำ ๆ ไม่ล่ำสัน
เพราะข้าบาทเห็นมาสารพัน ขอทูลบรรยายความแต่ตามจริง”
สมเด็จท้าวธฤตราษฎร์ประภาษว่า “เจ้าเจรจาถูกทางเปนอย่างยิ่ง
การข่มเขาเอาอำนาจมาพาดพิง ตัดสินอิงเอียงไปตามใจตน
สัญชาติป่าบ้าร่านแต่การยุทธ์ ดังอ้ายบุตรข้านี้ไม่มีผล
ข้าจักครองความสงบหลีกหลบรณ มุ่งกมลป้องกันประจัญบาน”
ฝ่ายพระองค์ทรงฤทธิ์ยุธิษเฐียร ทรงพากเพียรผูกรักสมัครสมาน
พอทูตลาคลาไคลมิได้นาน ทรงจัดการส่งพระกฤษณ์ฤทธิรงค์
เสด็จด้วยบริวารเป็นการร้อน ถึงนครหัสดินถิ่นประสงค์
ตามดำรัสกับสญชัยเพื่อให้ทรง แทนพระองค์เกลี่ยไกล่ทางไมตรี
ธฤตราษฎร์ราชาทรงปราศรัย ต้อนรับไท้ด้วยเปรมเกษมศรี
ด้วยเคารพในพระกฤษณ์เรืองฤทธี ซ้ำยังมีเกี่ยวพาดเป็นญาติไท
ทรงปราศรัยทรงฤทธิ์พระกฤษณ์ว่า เปนเกียรติข้าเจ้าจริงอันยิ่งใหญ่
ที่เสด็จเยี่ยมบุรีแสนดีใจ เหลือจะให้กล่าวกลั่นบรรยาย
ฝ่ายพระกฤษณ์ฟังตรัสดำรัสตอบ “ข้าเหลือขอบพระคุณการุณย์หลาย
ข้ามาด้วยราชการพระหลานชาย เพื่อคลี่คลายขุ่นข้องทั้งสองรา”
ธฤตราษฎร์ตอบว่า “ฝ่าพระบาท จะมุ่งมาดสิ่งใดมิได้ว่า
แต่ข้าเจ้าจดจำว่านำมา ซึ่งหรรษารมณ์สู่พระบูรี
ซึ่งพระองค์เมตตามาสมาน ให้ลูกหลานข้าเจ้าสร่างเศร้าศรี
พระคุณพ้นพรรณนาทรงอารี ข้าเจ้าปรีดิ์เปรมปลื้มไม่ลืมคุณ
ข้าเจ้าส่งสญชัยไปเป็นทูต ตามเขาพูดนั้นว่าคงว้าวุ่น
ความตั้งใจไร้ผลป่นเป็นจุรณ ข้าเจ้าขุ่นหมองใจไม่สำราญ
สญชัยว่าเขาได้ทูลไกล่เกลี่ย จนปากเพลียพล่ามวอนด้วยอ่อนหวาน
แต่ไม่สมมุ่งหมาย, เขารายงาน ทั้งนี้ขานตามเขาเล่าให้ฟัง
ยุธิษเฐียรเพียรครบเพื่อรบรับ ท่านก็ซับทราบสิ้นถวิลหวัง
ต่างกระหายเลือดกันดันทุรัง ไม่อยากฟังผู้ใดมาไหว้วอน
ท่านหารือเพื่อสงบคงลบล้ม ดังน้ำพรมแผ่นผาเวลาร้อน
คงไม่สมปรารถนาอันสาธร ที่ท่านผ่อนผันเพียรเพื่อเปลี่ยนใจ”
พระกฤษณ์ฟังราชันธบรรหาร ตอบภูบาลทันทีทรงชี้ไข
“ตามที่ตรัสมานั้นข้ามั่นใจ ว่าห่างไกลความจริงทุกสิ่งอัน
ความจริงนั้นบพิตรยุธิษเฐียร ทรงพากเพียรทุกทางเพื่อกางกั้น
ไม่ให้เกิดรบราถึงฆ่าฟัน แต่สุดผันผายหลีกให้ปลีกไป
ย่อมเป็นด้วยโอรสท่านคดเคี้ยว ทรงกราดเกรี่ยวก่อความสงครามใหญ่
การซ่อนเร้นเข่นฆ่าด้วยบ้าใจ ยุธิษเฐียรท้าวไทคงไม่ทำ
ไม่ต้องไขความร้ายหมายประหาร ซึ่งเจ้าปาณฑพชิมจนอิ่มหนำ
โดยได้ทนทกข์ยากแสนตรากตรำ ไม่กล่าวคำค้านติงสู้นิ่งทน
เรื่องอาฆาตคิดฆ่าเผาปราสาท ถ่วงลูกบาศก์ลวงล่อคิดฉ้อฉน
โกงสะกาคิดหมายทำลายชนม์ มุ่งกมลริบทรัพย์ไม่นับวงศ์
หมิ่นประมาทต่อหน้าเสนามาตย์ ทำอุจาดลามลวนนวลหงส์
คือฉุดเจ้ากฤษณาเปลื้องผ้าทรง คงทราบเบื้องบาทบงสุ์ทุกสิ่งอัน
ล้วนแต่บุตรท่านก่อทรยศ ย่อมปรากฏก้องลือกระพือลั่น
แม้อำนาจกองทัพนับอนันต์ ไม่ป้องกันชั่วร้ายนี้หายไป
หมดหนทางคืนดีเพียงนี้แล้ว หมดทางแผ้วถางแท้,หมดแก้ไข
ความสมานไมตรีวิธีใด คงจะไม่เป่าปัดอสัตย์คลาย
เสียทรัพย์อาจได้คืนมีหมื่นแสน เสียดินแดนข้าศึกพอนึกหมาย
ที่จะได้คืนบ้างเป็นบางราย ยังไม่ร้ายเทียมทัดเสียสัตย์ธรรม
ซึ่งอาจจักเสียอยู่ไม่รู้กลับ ให้ได้รับอัปภาคไปมากล้ำ
เจ้าปาณฑพทนยากสู้ตรากตรำ รักษาคำสัตย์ไว้มิได้คลาย
ด้วยบากบั่นขันตีมีมานะ ครบตามกะเกณฑ์ไว้จึงได้หมาย
มาขอเขตต์ควรได้ใช่อุบาย คิดปองร้ายแก้แค้นแค่นรำบาญ
เขาซื่อสัตย์สุจริตขอสิทธิ ใช่จักริรวบรัดสมบัติท่าน
เขาทายาทโดยตรงสืบวงศ์วาน จะไร้ฐานที่อยู่ดูกระไร
เพราะฉะนั้นเขาควรได้ส่วนบ้าง เพื่อก่อสร้างฝั่งฝาที่อาศัย
ได้สืบสันตติวงศ์ดำรงไป แต่พอให้สมทรงวงศ์ตระกูล
ให้สมค่าฐานะแห่งมนุษย์ ถนอมศักดิ์มิให้ทรุดเสื่อมทรามศูนย์
ซึ่งจะให้เที่ยวภิกขาด้วยอาดูร ใช่ตระกูลเกิดมาภิกขาจาร
ข้าในนามยุกติธรรมขอร่ำร้อง เพื่อปรองดองดับร้ายหมายสมาน
โปรดกลับจิตต์คิดสงบไม่รบราญ ฟังข้าค้านอีกสักครั้งด้วยหวังดี”
ธฤตราษฎร์ฟังตรัสดำรัสไข ขอบพระทัยเหลือล้นเป็นพ้นที่
ซึ่งทรงธรรม์บรรยายร้ายและดี ให้ทราบถี่ถ้วนสิ้นระบิลการณ์
ที่ประชุมฟังไว้เอาไปตรึก แล้วจึงปรึกษากิจคิดสมาน
ตามคำร้องของพระกฤษณ์พินิจการณ์” แล้วภูบาลเยื้องย่างเข้าข้างใน
ฝ่ายพระกฤษณ์พิศดูหมู่อำมาตย์ ไม่ฟังราชบริหารโองการไข
ต่างซุบซิบกันอยู่เป็นหมู่ไป คอยเอาใจทุรโยธน์ให้โปรดปราณ
ทรงทราบได้โดยพลันสรรพกิจ ย่อมเป็นสิทธิ์ทุรโยธน์โปรดบรรหาร
ไม่เชื่อฟังธฤตราษฎร์ประศาสน์การ ไม่เอาภารทั่วไปทั้งไพร่นาย
แต่ทราบว่าทรงฤทธิ์พระภิษม์เฒ่า หวังสงบรบเร้ามิรู้หาย
แต่เหลือคัดงัดปากคนมากมาย ผู้เป็นฝ่ายทุรโยธน์โหดกมล
พราหมณ์โท๎รณะพระกรรณหมู่บรรษัท เการพขัตติยวงศ์ประสงค์ผล
เอาใจพระทุรโยธน์ให้โปรดตน เพราะทุกคนพึ่งพาเป็นข้าไท
จึงมุ่งไปหาพระทุรโยธน์ เพื่อประโยชน์ชี้แจงแถลงไข
ด้วยท้าวทรงสำคัญมั่นพระทัย ว่าเกลี่ยไกล่ทุรโยธน์ให้โปรดปราณ
จนกลับพระหฤทัยไม่ใฝ่รบ ให้ทรงคบคิดรักสมัครสมาน
ชี้แจงไทยผู้ใคร่ใฝ่รำบาญ ว่าเป็นการเกลื่อนกลบสงบคลาย
แต่ตรงข้ามคำร้องของพระกฤษณ์ ไม่กล่อมจิตต์ทุรโยธน์ให้โหดหาย
กลับเป็นยั่วโทษะฟุ้งกระจาย ท้าวเธอบ่ายพักตร์จ้องร้องคำรน
“เหตุไฉนกฤษณะทำฉะนี้ กล่าววจีให้ร้ายทำลายผล
ส่อแสดงแหนงหน่ายคลายกมล เกลียดข้าเจ้าเอาจนออกหน้าตา”
พระกฤษณ์ทรงตอบว่า “ข้าพเจ้า น้ำจิตต์เฝ้าใฝ่รักท่านนักหนา
ยังเป็นเพื่อนท่านไม่ได้, ไร้จรรยา! ไปจนกว่าท่านจะมีไมตรีกัน
กับด้วยห้าน้องท่านเจ้าปาณฑพ ซึ่งตั้งใจใฝ่สงบไม่แปรผัน
ให้ข้ามาว่าวอนผ่อนจำนรรรจ์ แล้วทรงธรรม์วอนว่าทุกท่าทาง
แต่ไม่ยังทุรโยธน์ให้โปรดได้ อ่อนพระทัยทานทัดทูลคัดง้าง
ทรงเที่ยวขออุดหนุนพวกขุนนาง เพื่อเห็นข้างท้าวไทในประชุม
ทรงไปหาท่านวิทูรเล่ามูลเหตุ เขาสังเกตการณ์กิจคิดสุขุม
แล้วทูลตามความคิดไม่ปิดคลุม “เจ้าชายหนุ่มนี้ข้าระอาใจ
ซึ่งพระองค์ปรึกษามาทั้งนี้ ข้าเห็นดีทุกสถานไม่ค้านได้
คงเห็นดีทั่วหน้าไม่ว่าใคร เว้นแต่ไท้ทุรโยธน์ผู้โหดพาล
ทรงทำเป็นชายโสดอย่างโหดร้าย เมินธรรมหมายมุ่งทางคิดล้างผลาญ
ทรงกระหายโลหิตนิจจกาล ปองร้ายปาณฑพห้าไม่คลาคลาย
พระองค์ไม่มานี่จะดีกว่า เพราะว่ามาก็มิสมอารมณ์หมาย
ทุรโยธน์มิได้ยั้งฟังบรรยาย คนทั้งหลายแนะนำเพื่อค้ำจุน
มุ่งแต่ให้คล้อยตามซึ่งความคิด ถึงจะผิดกีต้องเออเสนอหนุน
แม้นไม่ตามความเห็น, ถึงเป็นคุณ พูดขาดทุนทิ้งเปล่าไม่เข้ายา”
พระกฤษณ์ทรงตอบว่า “ข้าพเจ้า เอื้อเฟื้อเฝ้าใฝ่หวังคิดตั้งหน้า
พยายามความสงบไม่รบรา อุตส่าห์มากรุงรัตน์หัสดิน
หวังเกื้อกูลเการพเพื่อหลบพ้น ความปี้ป่นซึ่งเขาเฝ้าถวิล
หาใส่ตนกลแมลงซึ่งแข่งบิน เข้าหาไฟไหม้สิ้นมิรู้ตัว
แม้นเขาเชื่อถ้อยคำแนะนำข้า ก็จะพาพ้นภัยไปได้ทั่ว
แม้นหมิ่นคำข้าเจ้าคิดเมามัว โลหิตหัวเขาจะพังดังพะเนียง”
ผู้ที่ได้ฟังพร้องของพระกฤษณ์ ทุกคนคิดเห็นดีไม่มีเถียง
แต่ก็รับเงียบ ๆ พูดเลียบเคียง อือออ ! เพียงสองราพูดจากัน
ครั้นวันรุ่งพรุ่งนี้มนตรีกลุ้ม เข้าประชุมรีบร้อนเพื่อผ่อนผัน
เรื่องสงบรบราไม่ฆ่าฟัน พระกฤษณ์นั้น, ธฤตราษฎร์ประภาษเชิญ
มาประชุมหารือช่วยสื่อศาส์น เพื่อแก้การหมองหมางระคางเขิน
ฝ่ายพระกฤษณ์ผู้ตั้งหวังเจริญ จึงดำเนิรพจนารถประภาษวอน
“ข้าพเจ้ามานี้ใช่มีหมาย ให้สองฝ่ายรบราญเป็นการร้อน
มาเพื่อจักจัดการเลิกราญรอน ให้ภ๎ราดรได้มีไมตรีกัน
มหาราชเจ้าข้า ! โปรดอย่าได้ ทอดพระทัยทางบาปหยาบมหันต์
โปรดยื่นสองหัตถ์รับโดยฉับพลัน ซึ่งสุขสันติภาพรื่นราบใจ
พร้อมกับคำอวยพรบวรสวัสดิ์ เพื่อเป่าปัดอันตรายอันร้ายใหญ่
ซึ่งจะมาสู่วงศ์พระทรงชัย และล้างไอศวรรย์พลันทำลาย
จงเห็นแก่ยุกติธรรม์ผันพระพักตร์ รับสมัครปาณฑพปรารภหมาย
ความสงบสบสันต์นิรันตราย ไม่ปองร้ายผู้ใดด้วยใจพาล
ตามขอร้องของเขาไม่เอาเปรียบ เข้าระเบียบยุกติธรรม์สมบรรหาร
โปรดยินยอมพร้อมเถิดจักเกิดการ เกษมศานติ์เสริมรัชช์พิพัฒน์พูน
ตรองดูเถิดท้าวไทถ้าใฝ่รบ ถ้าปาณฑพย่อยยับชีพดับศูนย์
จักเกิดผลกลใดเพิ่มไพบูลย์ ญาติตระกูลเดียวกันได้บรรลัย
ท่านยินดีได้หรือ เขาคือหลาน โอรสปาณฑุราชผู้ญาติใกล้
ข้าเจ้าขอชี้แจงให้แจ้งใจ เพื่อตรึกไตรด้วยมหาปัญญาญาณ
ปาณฑพได้เตรียมรบไว้ครบสรรพ เตรียมเท่ากับเตรียมสงบครบทุกฐาน
แม้หมดทางจะสงบก็รบราญ ปวัตติการนี้ไซร้คงใหญ่โต
เป็นสมบัติบุตรหลานไปนานหลาย เป็นนิยายยาวไปไกลอักโข
ความอสัตย์บัดสีเพิ่มภีย์โย เกิดเพราะโลภะจัดตัดตระกูล
ชีวิตเราศูนย์ไปในมิช้า บาปนี้ตราโลกอยู่มิรู้ศูนย์
ให้เชื้อสายภายหน้าได้อาดูร ฟังยิ่งพูนผากโสตเพราะโคตรตน
ความโลภท่านบันดาลรบราญใหญ่ ท่านมั่นใจหรือว่าจะพาผล
ฆ่าปาณฑพได้ดังตั้งกมล หรือเการพจะป่น, พ้นวิจารณ์”
ธฤตราษฎร์ราชาชราภาพ ได้ทรงทราบภาษิตพระกฤษณ์ขาน
ล้วนถูกธรรมถี่ถ้วนควรสักการ และอ่อนหวานวาบวับจับกมล
ท้าวเธอทรงอึดอัดดำรัสว่า “ท่านพูดน่าสมเพชน์สมเหตุผล
แต่อ้ายลูกชั่วชาติอุบาทว์คน เหลือจะฝนฝึกมันให้ผันตาม
สุดแล้วแต่เวรกรรมมันทำเถิด ประดักประเดิดข้านักเหลือจักห้าม
ด้วยได้เคยตั้งหน้าพยายาม พูดห้ามปรามเท่าไรมันไม่ฟัง”
ลำดับนั้นทรงฤทธิ์พระภิษม์เฒ่า น้อมเศียรเกล้าคำนับแล้วรับสั่ง
แก่หลานไท้ทุรโยธน์ “โปรดประทัง พระทัยยั้งหยุดคิดพินิจตรอง
ตูข้าผู้ผมหงอกออกทั้งเกล้า หวังบรรเทาความชั่วอันมัวหมอง
จงทำตามความคิดพระกฤษณ์ปอง จะพ้นผองภัยพาลสราญรมย์”
ทุรโยธน์ฟังตรัสเหลือขัดแค้น อุตส่าห์แค่นนิ่งกลืนความขื่นขม
โท๎รณาจารย์, ท่านวิทูรพูนปรารมภ์ กับ ‘นารอท’ สอดสมกลมเกลียวกัน
อีกผู้อื่นหลายท่านบรรหารพร่ำ ตามถ้อยคำทรงฤทธิ์พระภิษม์นั้น
ต่างวิงวอนอ่อนนบอภิวันท์ ให้ทรงธรรม์ข่มใจผูกไมตรี
มิให้ท้าวเธอใฝ่ไล่สุนัข เข้ากัดพรรคพวกคนให้ป่นปี้
เปลี่ยนหน้ากันกราบทูลมูลคดี รำพรรรณชี้ทุกข์ภัยในสงคราม
ทุรโยธน์แค้นคั่งไม่ฟังได้ ภูวไนยยืนคว้างกลางสนาม
พระพักตร์นิ่วเนตรแดงเป็นแสงวาม ตรัสด้วยความขุ่นแค้นแน่นกมล
“โอ้ ! พระกฤษณ์คิดตั้งเกลียดชังข้า รักภ๎ราดาปาณฑพนั้นลบล้น
พระภิษม์ขึ้งแค้นข้ายิ่งกว่าคน เฝ้าแต่บ่นบ้ายโทษด้วยโกรธเคือง
วิทูร, พราหมณ์โท๎รณะก็ฉะนั้น ต่างพากันกล่าวหลู่แสบหูเหือง
พระบิดาก็กระไรไม่ชำเลือง เนตรดูเรื่องฝ่ายเราเฝ้าระทม
กันแสงร่ำพร่ำพิลาปถึงบาปข้า โอดครวญหาสันติภาพให้ราบร่ม
ข้าเหลือจักผ่อนหาอย่างปรารมภ์ โปรตอย่าก้มพักตร์นิงเฝ้าชิงชัง
อนิจจา ! ท่านครู, และผู้เฒ่า ไฉนเย้าพระบิดาให้บ้าหลัง
จนจะตัดความรักลูกหักพัง โปรดจงฟังถ้อยคำข้ารำพรรณ
ยุธิษเฐียรแพ้สะกาแก่ข้าสิ้น หมดทรัพย์สินเวียงชัยไอศวรรย์
ครั้งที่สองชวนเราเฝ้าพะนัน เพื่อคืนขัณฑสีมา, ถ้าชะนะ
แต่แพ้เราจึงเตร่เนรเทศ ออกจากเขตต์ตามว่าสัญญากะ
เป็นด้วยโชคชาตามาปะทะ ควรหรือจะโทษข้าว่าเป็นโจร
ปาณฑพนั้นชาตาเวลานี้ ย่อมถึงที่ทุกข์โทษไม่โลดโผน
บรรดามิตรคิดเลี่ยงไม่เอียงโอน เหมือนไม้โคนขึ้นข้างหนทางธาร
เพื่อนจะมีก็ไม่เท่าไรนัก รี้พลจักไม่แรงกำแหงหาญ
ถึงแม้ฤทธิ์เจ้าสวรรค์มาบันดาล ไม่ลนลานกลัวเลยดังเคยมา
ไฉนจักกลัวหลอกตะคอกขู่ ของคนผู้หมดชาติวาสนา
กษัตริย์อาจตายได้ในเวลา เกิดมหาสงครามตามแต่การณ์
แต่จักไม่อ่อนน้อมยินยอมแพ้ นี้กระแสภาษิตบัณฑิตขาน
ขอโอกาสทุกพระองค์ผู้ทรงญาณ ฟังหน่อยท่านญาติเอ๋ยอย่าเย้ยเยาะ
พระชนกยกถิ่นอินทรปรัสถ์ แก่กษัตริย์ปาณฑพประสพเหมาะ
เวลาหลานสอพลอเฝ้าฉอเลาะ หลงฉะเพาะครู่ยามตามชรา
ไม่เช่นนั้นบิตุราชคงพลาดพลั้ง ไม่ทันยั้งตรองตรึกและปรึกษา
ด้วยหลงลืมไปบ้างเป็นบางครา แต่ตัวข้าคอยประคองฉลององค์
ชีพข้าเจ้ายังคงดำรงอยู่ มิให้ขู่เล่นตามความประสงค์
ไม่ยอมคืนเขตต์ขัณฑ์เป็นมั่นคง ขอโปรดจงฟังคำข้ารำพรรณ
กุรุรัฐจักไม่ต้องเป็นสองรัฐ ตั้งแต่บัดนี้ไปอย่าใฝ่ฝัน
ไม่มีเดชใดแย่งเข้าแบ่งปัน ต้องรวมกันอยู่ในโล่ห์อันโอฬาร
โล่ห์อันแข็งแรงพอเพื่อต่อสู้ มิให้หมู่ไพรินแย่งถิ่นฐาน
ไม่ให้ใครตัดทอนดังก่อนกาล คำข้าขานนี้จริงทุกสิ่งไป
จริงคือจริงแม่นมั่นสำคัญสุด คือจริงมั่นฉันมนุษย์เขาขานไข
คือขานสิ่งจริงแท้แน่แก่ใจ คือมิได้กลับกลายเป็นหลายทาง”
พระกฤษณ์ฟังนั่งอึ้งคะนึงนึก ทรงรู้สึกอึดอัดเหลือขัดขวาง
ถึงจะยกยุตติธรรม์มากั้นกาง คงไม่ล้างความเห็นผู้เป็นพาล
แต่ตราบใดยังมีทางชี้ไข ตั้งพระทัยชี้แจงแถลงสาร
ทรงอุตส่าห์พยายามไปตามการณ์ “อย่างไรท่านพูดได้ไม่ละอาย
ท่านถ่วงเกินพวกพ้องพี่น้องท่าน ข่าวฟุ้งซ่านเซ็งแซ่ไปแพร่หลาย
ท่านจะแสร้งลืมได้หรือ? ใจชาย ไม่ระคายใจบ้างหรืออย่างไร?”
ทุศศาสน์ผู้นั่งชิดสะกิดพี่ กระซิบทูลมูลคดีด้วยพริบไหว
ทรงเตือนว่าน่าที่จะมีภัย เพราะคัดค้านท่านผู้ใหญ่ในสภา
ล้วนรู้หลักนักปราชญ์ออกดาษดื่น เขารู้ตื้นและลึกจึงปรึกษา
ทุรโยธน์ฟังพร้องพระน้องยา ลุกถลาแล่นออกนอกชุมนุม
ไม่ทันตอบบพิตรกฤษณะ ด้วยโทษะอึดอัดทรงกลัดกลุ้ม
ต่อนี้ไปมนตรีที่ประชุม ก็หยุดทุ่มเถียงกันเลิกผันจร
ธฤตราษฎร์ราชันทรงมั่นหมาย เพื่อคลี่คลายอาฆาตประภาษสอน
ให้พระบุตรหยุดการคิดราญรอน พระภูธรพรรณนาสารพัน
พระนางคันธารีเทวีนาถ ผู้พระราชมารดรเฝ้าผ่อนผัน
ให้โอรสลดละการอธรรม์ หมดพระปัญญาตรองทั้งสององค์
พระกฤษณ์นั้นผันแปรคิดแก้ไข เห็นไม่ได้สมตามความประสงค์
เป็นครั้งท้ายแห่งวิธีที่พระองค์ อุตส่าห์ทรงเกลี่ยไกล่ทางไมตรี
จึงอำลากลับหลังยังวิราฎ ตรัสประภาษกิจมวลโดยถ้วนถี่
ให้ธรรมบุตรทราบความตามคดี ซึ่งเกิดมีในรัฐหัสดิน
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ