นิทานเรื่องชายมั่งมีกับหญิงทาสี

ครั้งก่อนยังมีเมืองหนึ่งชื่อจำปานคร ก็ในเมืองนั้นมีชายผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มากคนหนึ่งชื่อมหาสาละ ยังมีหญิงน้อยคนหนึ่งชื่อโสมนัสสีเปนทาสีของบุรุษมหาสาละ ได้ลงไปทอหูกอยู่ที่ใต้ถุนเรือนทุกๆ วัน แลหญิงน้อยนั้นเปนคนใจดีมีกิริยาเรียบร้อย แม้ใครจะแกล้งแคะไค้ด่าว่าหยาบคายอย่างไรก็ดี นางทาสีไม่ได้ตอบถุ้มเถียงวิวาทกับผู้อื่นเลย มหาสาละได้เห็นดังนั้นแล้วจึงคิดว่า ทาสีน้อยผู้นี้เพราะเปนคนยากจนจึงเปนคนใจดี ถ้ามีทรัพย์ขึ้นแล้วจะเปนไฉนหนอ เราจะทดลองดูให้เห็นจริง คิดแล้วมหาสาละชายผู้มั่งคั่งนั้น จึงเอาทรัพย์ร้อยกหาปณะแกล้งไปฝังไว้ตรงเท้าลงไปที่นางทาสีนั่งทอหูกอยู่นั้น ครั้นรุ่งเช้านางทาสีก็ลงไปนั่งทอหูกตามเคย แต่วันนั้นมีใจกระด้างดุดันทั้งกิริยาก็รื่นเริง ได้ยินคำผู้อื่นพูดโต้ตอบกันก็ออกถุ้มเถียงดุดันพาลวิวาทกับผู้นั้นๆ แปลกกว่าแต่ก่อน มหาสาละจึงรู้ว่าทรัพย์นี้เปนเครื่องชูใจของมนุษย์ทั้งหลาย ให้มักโกรธให้เย่อหยิ่งถือตัวมัวเมาประมาทจริงหนอ ก็นางทาสีน้อยนี้เปนแต่ได้นั่งใกล้ได้กลิ่นไปแห่งทรัพย์ซึ่งยังไม่เปนของตน ก็ยังเย่อหยิ่งขึ้นได้ถึงเพียงนี้ แล้วจึงไปขุดเอาทรัพย์นั้นกลับคืนมาเสีย นางโสมนัสสีก็กลับเปนคนใจดีมีกิริยาเรียบร้อยอย่างเก่า แม้ด้วยเหตุข้อนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าณประเทศเปนที่อยู่ของหนูนั้นคงจะมีทรัพย์เปนแม่นมั่น สองดาบสปรึกษากันเช่นนี้แล้วจึงเอาเสียมไปขุดลงที่ปล่องหนูนั้น ก็ได้ทรัพย์เปนอันมาก ประมาณ ๘๐ โกฏิแล้วก็ขนเอามาไว้ในอาศรมของตนทั้งสิ้น ครั้นภายหลังหนูนั้นก็มากินเข้าที่แขวนไว้นั้นอีก ก็ไม่อาจจะโดดจะปีนขึ้นไปได้ แล้วก็ค่อยๆ คลานเข้ามาหาฤๅษี มีอาการก็แปลกกว่าแต่ก่อน ฤๅษีก็ได้ให้เข้าสุกแก่หนูนั้นกิน ครั้นกินอิ่มแล้วหนูก็ค่อยคลานกลับไปยังที่อยู่ของตน เพราะเหตุนั้นจึงได้รู้ความชัดว่า ทรัพย์นี้เปนเครื่องจะให้เกิดมานะฮึกเหิม แลให้มีกำลังอานุภาพอันยิ่งใหญ่ขึ้น

พระยาหนูหิรัณยกะจึงว่าแก่เต่าแลสมันว่า ดูกรสหายทั้งสอง ในหมู่มนุษญ์ทั้งหลายความชั่วของสัตรีมี ๕ ประการ คือกินสุรา ๑ นอนเกินประมาณ ๑ มักไปเที่ยวเรือนผู้อื่น ๑ มักเล่นการตลกคนอง ๑ ไม่รักษาหิริแลโอตัปปะ ๑ เปน ๕ ประการ ถ้าสัตรีผู้ใดไม่เห็นโทษในความชั่ว ๕ อย่างนี้ ขืนประกอบตนไว้ในความชั่ว ๕ อย่างนั้นอยู่ แม้บุรุษจะเกิดบุตรด้วยสัตรีนั้นสักร้อยคนแล้วก็ดี ก็ให้รีบร้อนสละเสียให้จงได้ ถ้าไม่สละได้ก็จะต้องถึงความฉิบหาย ๒ อย่าง คือจะต้องเสียทรัพย์หรือจะถึงความตายอย่างใดอย่างหนึ่งเปนแน่ วิสัยท่านผู้มีปรีชาแล้วไม่คบหาสมาคมกับคนชั่วสิบจำพวก คือคนมักพูดปด ๑ คนคิดล่อลวงท่านให้ผิดแล้วแลทำร้ายท่าน ๑ คนมักโกรธ ๑ คนมักเที่ยว ๑ คนมักพูดลบหลู่คุณท่านผู้มีคุณ ๑ คนมีความปราถนาใหญ่ ๑ คนเสพสุราเกินประมาณ ๑ คนนอนเกินประมาณ ๑ คนเล่นการพนันเกินประมาณ ๑ คนมักหลงในสตรี ๑ คน ๑๐ จำพวกนี้พึงเว้นเสียอย่าคบหาเลย ถ้าขืนคบหาไซ้ในปัจจุบันนี้ก็จะต้องเสียทรัพย์สินเสื่อมจากสติปัญญาจะไม่ได้ความสุขในโลกเบื้องหน้า เพราะเหตุนั้นคน ๑๐ จำพวกนี้ผู้มีปัญญาท่านจึงไม่คบหาเลย ดูกรสหายทั้งสอง คนที่มีบุญถึงพร้อมด้วยคุณ ๒ ประการ คือมีปัญญา ๑ มีทรัพย์สินวาสนา ๑ เหล่าคุณทั้งสองนี้ทรัพย์สินวาสนานั้นเปนของไม่ถาวรมั่นคง ย่อมมีอันตรายด้วยภัย ๕ ประการ คือ พระราชา ๑ โจร ๑ ไฟ ๑ น้ำ ๑ คนไม่เปนที่รักใคร่พึงใจ ๑ ย่อมสาธารณทั่วไปด้วยอันตราย ๕ ประการนี้ อนึ่งเมื่อพลัดพรากจากไปแล้วก็ต้องกลับเปนคนยากจนอนาถาน้อยวาสนาอีก ด้วยเหตุนั้นเล่า ท่านที่มีปัญญาดีเมื่อเวลาสมบูรณ์ด้วยทรัพย์วาสนาอยู่นั้น ย่อมบริโภคใช้สอยให้เปนสุขสำราญในปัจจุบัน แลบริจาคทานให้เปนประโยชน์ต่อไปในเบื้องหน้า ทรัพย์คือปัญญานั้นเปนของยืดยาวยั่งยืนไม่ทั่วไปแก่อันตราย ๕ ประการ แม้จะให้แก่คนทั้งหลายก็ไม่สิ้นสุดเลย เมื่อจะไปในสถานที่ใดก็ติดตามตนไปได้ แม้จะดับขันธ์ไปก็เปนอุปนิสัยต่อไปในเบื้องหน้า เพราะเหตุเช่นนี้หนูนั้นเมื่อเวลายังมีทรัพย์อยู่นั้นมีเรี่ยวแรงมาก เมื่อทรัพย์สิ้นไปแล้วก็ถอยกำลังลง ดาบสทั้งสองเพราะมีปัญญาจึงได้ทรัพย์มามิใช่หรือ กาเต่าสมัน ๓ สหายได้ยินคำพระยาหนูกล่าวชอบเช่นนั้น ก็ให้สาธุการพร้อมกัน ลำดับนั้นกาลักขุปตนะจึงกล่าวว่าข้าพเจ้าจะขอเล่านิทานให้สหายทั้งหลายฟังเรื่อง ๑

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ