บทที่ ๒๐

“นี่เกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนนี้ คุณคะ?” มิสซิสเกอร์สันคนใช้ในบ้านถาม ขณะที่นำน้ำชามาให้ในห้องเวลาข้าพเจ้าตื่นนอนเช้า “พระองค์ชายพึ่งเสด็จกลับมาถึงเมื่อกี้ ประทับอยู่ในห้องข้างล่าง ยังแต่งพระองค์ชุดราตรีอยู่เลย”

ข้าพเจ้าหัวเราะ

“เมื่อคืนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย” ข้าพเจ้าพูด “พระองค์ชายอาจเสด็จไปเล่นไพ่โป๊กเกอร์โต้รุ่งที่ไหนสักแห่งหนึ่งก็ได้ ที่โรงพิมพ์โทรศัพท์มาถึงฉันบ้างหรือเปล่า มิสซิสเกอร์สัน?”

“มีค่ะ เขาสั่งให้คุณไปถึงโรงพิมพ์วันนี้ ๑๑ นาฬิกา”

ข้าพเจ้ารีบล้างหน้าแต่งตัวลงไปข้างล่าง พบพระองค์ชายกำลังประทับอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหาร ยังคงอยู่ในเครื่องราตรีเหมือนอย่างเมื่อคืนนี้ แต่เวลานั้นท่านทรงถอดฉลองพระองค์นอกออก โยนไว้ที่เก้าอี้ยาว คงเหลือแต่ฉลองพระองค์ชั้นในติดอยู่เท่านั้น พอเห็นข้าพเจ้าพระองค์ชายทรงยิ้ม ข้าพเจ้าเองก็อดหัวเราะไม่ได้

“ปลงตกแล้วหรือฝ่าบาท?” ข้าพเจ้าทูลถาม ขณะที่นั่งลงจะรับประทานอาหารเช้ากับพระองค์ชาย

“วิมานทลาย” พระองค์ชายรับสั่งแล้วทรงพระสรวล “วิมานที่ฉันเคยสร้างไว้...สร้างไว้ในฝันได้พังทลายลงหมดสิ้นแล้ว แต่กันไม่กลัว กันปลงตกอย่างที่เธอว่า อ้ายวิมานบ้าๆ อย่างนั้นเราจะสร้างใหม่อีกสักกี่อันก็คงไม่ยาก ถ้าเรามีรถยนต์คันหนึ่ง เงินพอสมควร เราจะสร้างวิมานได้เสมอ”

“ฝ่าพระบาทหมายความว่าจะทรงหาผู้หญิงอังกฤษอีกคนหนึ่งมาสร้างวิมานใหม่?” ข้าพเจ้าทูลถาม

“ถูกแล้ว แต่ตอนนี้กันจะเป็นผู้พังทลายวิมานนั้นเอง”

“นั้นแหละวิเศษทีเดียว ฝ่าบาท” ข้าพเจ้าทูลเสริม “ว่าแต่ฝ่าพระบาทเสด็จไปบรรทมที่ไหนมาตลอดคืน?”

“ตั้งแต่รู้จักไอรีนวันแรก” พระองค์ชายรับสั่ง “กันรู้สึกว่ากันได้พยายามเป็นคนดีอย่างที่สุดเสมอ พยายามสร้างวิมานเพื่อจะให้พ้นจากความเป็นแขก ‘นิโกร’ แต่กันยังไม่เคยได้รับรางวัลอันใดเลย นอกจากความหน้าไหว้หลังหลอก เมื่อคืนนี้พอเกิดเรื่องขึ้นแล้ว กันวิ่งออกไปข้างนอกตึก แอสตัน เมเนอร์ - เฮาส์ กันรู้สึกแค้นใจจนเกือบเป็นบ้า เลยไปหารางวัลเพื่อความดีความชอบของกันที่ทำไว้”

“ฝ่าพระบาททรงหมายความว่ากระไร กระหม่อม?” ข้าพเจ้าทูลถามอย่างฉงน

“กันออกไปเที่ยวหาวิมาน” พระองค์ชายรับสั่งแล้วทรงพระสรวล “พบวิมานเข้าที่โรแฮมตันเลน ชวนกันไปเที่ยวในสวนพัตนีย์ฮีตส์ หล่อนชวนไปบ้าน กันเลยอยู่กับวิมานจนรุ่งสว่าง”

“ฝ่าพระบาทบรรทมบ้างหรือเปล่า?”

“เปล่าเลย กันนอนไม่หลับ”

“เดี๋ยวนี้ ฝ่าพระบาททรงสบายพระทัยดีแล้วไม่ใช่หรือ?”

“เป็นสุขราวกับขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น

แม้จะพยายามทรงทำให้ข้าพเจ้าเห็นว่า ทรงเป็นสุข ร่าเริง และสบายพระทัย       ข้าพเจ้าก็ทราบดีว่าพระองค์ชายทรงเป็นสุขแต่ภายนอกเท่านั้น ภายในยังคงมีความจำอันดีงามและขมขื่นทุกอย่างที่ได้เป็นมาแล้ว ความจำในเรื่องวิมานแห่งความฝันต่างๆ และความพินาศทลายของวิมานเหล่านั้น โลกแห่งความบรมสุขได้ดำเนินไปจนถึงที่สุด สิ่งที่ได้เคยทรงเห็นว่าดีงามในวิถีแห่งชีวิตก็ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่คดงอหาดีไม่ได้ เด็กหนุ่มชาวอังกฤษ-พระองค์ชายได้ทรงถูกอบรมให้เป็นคนเช่นนั้น ได้ทรงถูกสอนให้เป็นผู้ที่รู้จักรักความสวยงาม ความเจริญ ความซื่อสัตย์กตัญญู ความนับถือผู้หญิง และความรักเกียรติยศตามทำนองของคนอังกฤษ! ทรงถูกสอนจนความรู้สึกเหล่านี้ฝังรากอยู่ในอุปนิสัย! แต่ความจริงได้ปรากฏขึ้น พระองค์ชายจะประสงค์สิ่งที่ชาวอังกฤษเขาประสงค์กันทุกอย่างไม่ได้ ท่านทรงมีผู้หญิงไทยของท่านที่เมืองไทย เจ้าหญิงอรุยาได้เคยรับสั่งไว้ว่า พวกเราที่โง่และลืมตัวต่างหากเล่า ที่ไปแต่งงานกับพวกฝรั่งแล้วก็เสียใจไปตลอดชีวิต!

พระองค์เจ้าวรประพันธ์ทรงรู้สึกคล้ายกับว่าได้ทรงมีพระชนม์อยู่ในโลกแห่งความฝัน และความหลอกลวงทุกชนิดที่มีดวงหน้าอันยิ้มละไม ท่านเคยทรงเชื่อมั่นว่า ความหลอกลวงเหล่านี้เป็นความจริงจนกระทั่งถึงวันที่มีเหตุขึ้นที่บ้านแอสตัน เมเนอร์ - เฮาส์ ความจำเล็กๆ น้อยๆ ตั้งร้อยแปดพันเก้าประการต่างก็มั่วสุมกันเข้ามามิหยุดหย่อน ขณะที่เสวยอาหาร พระองค์ชายทรงนิ่ง...นิ่งคิด

“ฝ่าพระบาทควรจะบรรทมเอากำลังไว้เสียเดี๋ยวนี้” ข้าพเจ้าทูลในที่สุด “กระหม่อมจะต้องทูลลาไปทำงาน กว่าจะกลับได้ก็คงคํ่า”

“กันจะต้องไปออกซฟอร์ดบ่ายวันนี้” พระองค์ชายรับสั่ง “กันเลยลาเธอเสียเลยก็แล้วกัน”

“เชิญเสด็จกระหม่อม แต่วันหลังต้องเสด็จมาค้างที่นี่อีก”

“ขอบใจวิสูตร”

ไปถึงที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ที่ถนนฟลีตสตรีตเช้าวันนั้น มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดเบล เบนสัน ท่านผู้ช่วยบรรณาธิการ ขอให้ข้าพเจ้าเขียนอะไรขำๆ ลงในหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งยังว่างอยู่สักร้อยสามสิบหรือร้อยห้าสิบคำ และจะต้องเขียนให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมง เพราะหนังสือพิมพ์จะต้องออกบ่ายวันนั้น ข้าพเจ้าไปนั่งที่โต๊ะทำงานในห้องใหญ่ แวดล้อมไปด้วยนักเขียนข่าวหลายคน ต่างก็กำลังดีดพิมพ์กันเป็นจ้าละหวั่น ข้าพเจ้านึกถึงชีวิตของตนเอง นึกถึงเรื่องของไอรีนและพระองค์เจ้าวรประพันธ์ และสิ่งข้าพเจ้าเขียนมีอยู่เป็นภาษาอังกฤษดังนี้

FEW WORDS FROM A CYNIC

A Fortunate young man has to give up his girl because of her one and only Fault, and that is that she has no fault at all. Well, the rascal is young. He can stand perfection as a mere passing interest, but to be married to it is really too much.

Lots of people fall in love without even one inkling knowledge that love is nothing but hot - air and troubles.

With neither heart nor conscience he triumphs through life...a happy and successful man, indeed!

I used to respect elderly people because I thought that they were too old to be selfish. But, I am finding it out now that unselfishness is a virtue belonging to one type of wise people whom we call, with much heart - felt sympathy, “poor fools!”

“A promise is never a promise unless it is broken” is my final admonition to you. So, goodnight, ladies and gentleman. Life is too serious to be taken seriously!

“Bobbie”

ข้าพเจ้าอยู่ที่สำนักงานจนคํ่าจึงได้กลับไปบ้าน พอไปถึงมิสซิสเกอร์สันบอกข้าพเจ้าว่า เมื่อเวลาราว ๑๔ นาฬิกา มีสตรีสาวคนหนึ่งชื่อมิสไอรีน สตีลส์มาหา สั่งไว้ว่าเมื่อมาถึงขอให้ข้าพเจ้าไปหาหล่อนที่บ้าน “บลูพีเตอร์” ข้าพเจ้าบอกมิสซิสเกอร์สันว่าข้าพเจ้าไม่ตั้งใจจะไปหามิสไอรีน สตีลส์อีก พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น หญิงคนใช้ผู้ชื่อสัตย์เดินไปรับ มิสไอรีนถามถึงข้าพเจ้าว่ากลับมาบ้านแล้วหรือยัง โดยมิพักต้องรอคำสั่ง มิสซิสเกอร์สันตอบไปว่าข้าพเจ้ายังไม่กลับ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ