บทที่ ๑๙

พระองค์เจ้าวรประพันธ์ ทรงจ้องดูเจ้าหญิงอรุยาด้วยความโกรธแค้น วิมานบนอากาศที่ได้เคยทรงสร้างสมมาตั้งแต่วันแรกพบไอรีน ต้องพังพินาศเป็นผุยผง ความรักกลับกลายเป็นความเกลียดในชั่วขณะสิบห้านาทีนั้นเอง

“เธอคบคิดกับฟรีดาพาฉันมาที่นี่ เพื่อจะให้ได้ยินของพรรณนี้!” พระองค์ชายรับสั่งอย่างเดือดแค้น “เธอต้องการจะให้ฉันมาได้ยินคนเขาด่าว่าฉันเป็นสัตว์”

เจ้าหญิงสั่นพระเศียรอย่างเศร้า แล้วรับสั่งว่า “จริง ฉันยอมรับสารภาพว่า ฉันกับฟรีดาคบคิดกันพาเธอมาที่นี่ เพื่อจะให้ได้ยินสิ่งที่จำเป็น ฉันต้องการให้เธอรู้จักไอรีน รู้จักเจอร์โรม ฟีลิป รู้จักคนอังกฤษ ฉันเสียใจเหลือเกินเน็ด เสียใจที่ต้องทำให้เธอชอกช้ำใจถึงเพียงนี้ ฉันเองก็เคยได้ผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้วครั้งหนึ่งเหมือนกัน...แต่อย่างไรก็ดี เธอรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าฉันไม่ได้พูดปดกับเธอในเรื่องไอรีน... ในเรื่องคนอังกฤษ เธอควรจะดีใจที่เธอได้ทราบความจริงเสียก่อน...ก่อนที่พวกเขาจะหัวเราะเยาะเธอได้ พวกเขาจะไม่มีโอกาสได้เห็นเธอแสดงตนเป็นคนโง่ อย่างที่ฉันได้เคยทำมาแล้ว เธอควรจะพอใจอย่างยิ่ง พวกเรา...ชาวตะวันออก ผิวเหลืองและผิวดำ...ได้แสดงความโง่ให้เขาเห็นมาหลายคนแล้ว เราไม่ต้องการจะให้เธอมาเข้าชื่อด้วยอีกคนหนึ่งในบัญชี ฉันเสียใจสำหรับเธอมาก แต่อย่างไรก็ดี อย่างน้อยเธอก็เข้าใจแล้วไม่ใช่หรือว่า พวกอังกฤษเขาทำอะไรให้เธอบ้าง รักเธอเพียงไหน?

“มันไม่ใช่ความผิดของพวกเขา!” พระองค์ชายรับสั่งสะอื้นด้วยความแค้น “มันไม่ใช่ความผิดของพวกอังกฤษ! พวกเราต่างหากเล่าเป็นฝ่ายที่ผิด ทำไมเขาจึงส่งฉันมาที่นี่ตั้งแต่เล็ก ส่งมาให้เป็นฝรั่งผิวดำ!”

รับสั่งแล้วพระองค์ชายก็ซบพระเศียรลงที่โต๊ะทรงสะอื้นอยู่ไปมา จนข้าพเจ้าต้องลุกขึ้นมานั่งเอามือบีบพระหัตถ์ให้ทรงรู้สึก

“เธออย่าทำอย่างนั้นซี เน็ด เธอเป็นลูกผู้ชาย” เจ้าหญิงรับสั่งตอบ “อย่าให้พวกเขาเห็นว่าเราเป็นคนอ่อนแอ อย่าให้พวกอังกฤษเห็นว่าเขาสามารถจะทำให้เธอเจ็บชํ้าได้ อย่าให้เขาเห็นว่าหล่อน (ไอรีน) มีอำนาจที่จะทำให้เธอเจ็บปวดถึงร้องไห้ เธอรู้จักพวกอังกฤษดีแล้ว เธอจะไปรักมันทำไม มันเกลียดเรา เน็ด!”

“ฉันไม่เกลียดพวกเขา” พระองค์ชายลุกขึ้นประทับเป็นปกติ แล้วรับสั่ง “ฉันเกลียดตัวฉันเองเพราะฉันเป็นฝ่ายที่ผิด... เป็นฝ่ายที่ถูกทำให้ผิดมาแล้วตั้งแต่ต้น! ฉันเกลียดเธอ เพราะเธอมีนิสัยที่น่าเกลียด ดุร้าย เลว...”

ทันใดนั้น ข้าพเจ้าบีบพระหัตถ์พระองค์ชายให้รู้สึกพระองค์อีก เจ้าหญิงทรงพระสรวลอย่างเยาะ...เยาะด้วยความพิโรธ

“เธออย่าเข้าใจว่าเธอวิเศษไปกว่าฉันนะเน็ด จำไว้ให้ดี” เจ้าหญิงรับสั่งเยาะ “เธอก็เป็นพวกแขก ‘นิโกร’ เหมือนกัน”

วาระนี้พระโทสะของพระองค์ชายถึงขีดที่สุด ไม่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ใดๆ จะระงับไว้ได้ ทรงผุดลุกขึ้นยืนรับสั่งด้วยเสียงอันดังว่า “ฉันไม่ใช่พวกแขก ‘นิโกร’ ไม่ใช่พวกเธอ ฉันเป็นคนไทย ผิวของฉันเหลืองและฉันภูมิใจในผิวของฉันมาก เธอเข้าใจไหมอรุยา? เธอด่าคนมาเกือบทั่วโลกแล้ว ฉันต้องด่าเธอบ้าง...”

“ฝ่าบาท อย่าทรงบ้าไปเลย” ข้าพเจ้าทูลเตือนเอามือจับพระกรไว้แน่น “กลับบ้านเราเสียเถิด ไปเดี๋ยวนี้”

“อรุยาฉันไม่ต้องการพบเธออีกในชาตินี้” พระองค์ชายรับสั่งโดยไม่ฟังเสียงข้าพเจ้าเลย “ถ้าเธอจะไปในที่ประชุมแห่งใด เขียนจดหมายบอกฉันล่วงหน้าเจ็ดวันฉันจะได้พยายามหลีกไม่ไปที่นั่น”

ตรัสแล้วก็ทรงเดินฝ่าฝูงคนออกจากห้องอันมโหฬารนั้นไปอย่างรีบร้อน

ในทันใดนั้น มิสเตอร์สตีลส์และฟรีดายืนอยู่ทางอีกด้านหนึ่งของห้อง สังเกตเห็นเหตุการณ์อันผิดธรรมดาเกิดขึ้นก็รีบเดินมาถาม

“นี่เกิดอะไรขึ้นเล่า บอบบี้” มิสเตอร์สตีลส์ถามข้าพเจ้า “ทำไมอยู่ดีๆ เน็ดจึงลุกเดินหนีออกไปเสียเฉยๆ”

“เน็ดเผอิญไปได้ยินไอรีนและนายร้อยเอกเจอร์โรม ฟีลิปพูดเรื่องเขา” ข้าพเจ้าตอบแล้วยิ้ม พยายามจะทำเรื่องไม่ให้จริงจ้ง

มิสเตอร์สตีลส์ยิ้มแล้วพูดว่า “ไอรีนเห็นจะพูดอะไรบ้าใหญ่กระมัง เน็ดถึงได้โกรธถึงเพียงนี้ เธอทั้งสองได้ยินเหมือนกันไม่ใช่หรือ?”

“ได้ยิน มิสเตอร์สตีลส์” ข้าพเจ้าตอบ

“แต่เธอไม่ควรจะได้ยินไม่ใช่หรือ?” มิสเตอร์สตีลส์ย้อนถาม

“ฉันคิดว่าเธอพูดถูก” อรุยารับสั่งตอบ

“แล้วก็นี่ยังไงกันบอบบี้” ฟรีดาถามข้าพเจ้า “เธอมานั่งเหงากันอยู่เฉยๆ ทำไม ใครๆ เขาก็มาสนุกมาเต้นรำกันทั้งนั้น มา มา เต้นรำกับฉันเดี๋ยวนี้”

พูดแล้วหล่อนก็เอื้อมแขนมาให้ข้าพเจ้าจับ ข้าพเจ้าลุกขึ้นเดินออกไปเต้นรำกับหล่อน ปนไปกับฝูงคนซึ่งกำลังสนุกสนานเพลิดเพลินในความสุขซึ่งจะเป็นไปเพียงชั่วขณะหนึ่ง

เต้นรำจบเพลง – ฟรีดาและข้าพเจ้า – กลับไปนั่ง พบเจ้าหญิงอรุยาประทับอยู่กับพวกมิสเตอร์สตีลส์ทุกคนรวมทั้งนายร้อยเอก เจอร์โรม ฟีลิปด้วย ทุกคนต่างก็ยิ้มแย้มสนุกสนานกันดีนอกจากเจ้าหญิง แม้จะอยู่กับผู้คนมากหลาย ข้าพเจ้ารู้สึกคล้ายกับว่า เธอประทับอยู่องค์เดียวในห้องใหญ่นั้น พระพักตร์เผือดเศร้า ยังคงทรงนึกถึงสิ่งที่พระองค์ชายได้ทรงกระทำต่อเธอมาแล้วแน่นอน เธอรู้สึกเวียนพระเศียร ปวดร้าวด้วยความโกรธแค้น กระนั้นก็ดี แม้ว่าเธอจะทรงยินดีที่จะได้เห็นพระองค์ชายต้องถูกทำโทษอย่างแสนสาหัส เพื่อจะทราบค่าของความจริงแห่งชีวิตของคนผิวเหลือง ผิวดำในเมืองอังกฤษ พระองค์ชายก็ได้ทำให้เธอรู้สึกนิยมในความซื่อสัตย์กตัญญู ซึ่งพระองค์ชายมีต่อชาติ ชาติไทย เธอยังคงระลึกได้เสมอที่พระองค์ชายรับสั่งไว้ว่า “ฉันไม่ใช่พวกเธอ ฉันไม่ใช่เป็นแขก ‘นิโกร’ ฉันเป็นคนไทยผิวเหลือง และฉันภูมิใจในผิวเนื้อของฉันที่สุด!” ข้าพเจ้าเคยเชื่อว่าอรุยาคงจะเป็นผู้ที่เล่นละครที่ดีที่สุดคนหนึ่ง แตเมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้นแล้ว ก็เป็นอันเห็นได้ชัดว่าข้าพเจ้าผิด เธอไม่สามารถจะเก็บเอาความโกรธ ความแค้นไว้ภายในดวงพักตร์ของเธอได้ ผู้ที่นั่งแวดล้อมเธออยู่ทุกคนย่อมทราบกันดีอยู่ว่า อรุยากำลังอยู่ในห้วงแห่งความคิดนึกที่เต็มไปด้วยความไม่สบายพระทัย

เราอยู่ที่แอสตัน เมเนอร์-เฮาส์ จนถึงเวลาสามนาฬิกาแห่งวันรุ่งขึ้นจึงได้เริ่มจะกลับ ไปถึงบ้านที่ถนนเอิร์ลสคอร์ตโรด ข้าพเจ้าไม่พบพระองค์เจ้าวรประพันธ์ รู้สึกฉงนใจอยู่สักครู่ก็เกิดมีความเชื่อมั่นขึ้นว่า พระองค์ชายคงจะไม่ไปทำอะไรเหลวไหลที่ไหนเป็นแน่ ท่านจะเสด็จกลับ...กลับมาบรรทมบ้านนี้ ปัญหามีอยู่แต่เพียงว่าจะเสด็จกลับมาถึงเวลาใดเท่านั้น

จะว่าเมืองนอกเป็นอย่างไรก็ตาม อย่างน้อยก็ยังมีสิ่งที่วิเศษที่สุดอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหรือเป็นคนธรรมดา เมื่อถูกส่งให้มาศึกษาวิชาแล้ว ผู้นั้นจะต้องเรียนให้รู้จักชีวิตด้วยเสมอ เจ้าจะต้องรู้จักความยากแค้น ความอุทิศ ความสละ ความทุกข์ ความสุข ซึ่งเป็นเครื่องประกอบในวงแห่งชีวิตของเรา สิ่งทั้งหลายแหล่ที่เกี่ยวแก่ชีวิต จะต้องเรียนด้วยนํ้าตาเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเสด็จกลับไป เมืองไทยก็คงจะเป็นประโยชน์แก่พวกเราเป็นอันมาก

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ