บทที่ ๑๕

ในระหว่างหลายสัปดาห์ต่อมา ข้าพเจ้ามีงานที่จะต้องทำมาก ต้องเที่ยวไปในประเทศต่างๆ ในยุโรป          เขียนข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นงานที่ข้าพเจ้ารักยิ่งกว่าชีวิต เมื่อหน้าที่บังคับให้โยกย้ายไปมาเสมอเช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงไม่มีโอกาสพบพวกตระกูล “สตีลส์” หรือพระองค์เจ้าวรประพันธ์เลย จนกระทั่งราตรีหนึ่งใน กรุงลอนดอน ข้าพเจ้าเดินไถลเข้าไปรับประทานอาหารที่สโมสรโซโรคลับ ความประสงค์มีอยู่ว่า จะไปหาเรื่องมาเขียนลงหนังสือพิมพ์สักสองพันคำ สโมสรโซโรคลับนี้เป็นสถานที่ที่คนมั่งมีไปมาก ทันสมัยที่สุด มีการรื่นเริงไม่เว้นวัน ข้าพเจ้าแต่งตัวราตรีสโมสร อกแข็ง “หางสั้น” โบผูกคอดำ ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายของสุภาพบุรุษทุกคนในที่นั้น

ส่งหมวกและเสื้อคลุมให้เด็กคนใช้แล้ว ข้าพเจ้าก็เดินเข้าไปยังห้องรับประทานอาหาร ได้ยินเสียงดนตรีกำลังบรรเลงเพลงฟอกซ์ทรอต ให้คนแปดหรือสิบคนเต้นรำ พอจะทรุดกายลงนั่งโต๊ะเล็กข้างเสาแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าเหลือบไปเห็นไอรีน สตีลส์ นั่งอยู่กับชายผู้หนึ่ง เขาเป็นคนมีรูปร่างหน้าตาและกิริยาท่าทางเป็นนายทหารอังกฤษอย่างแน่นอน ผอมสูง ผมทองหวีไว้เรียบ มีหนวดหยุมหยิมที่ริมฝีปากเบื้องบน อายุในราวสามสิบสองถึงสามสิบห้าปี เห็นไอรีนทำให้ข้าพเจ้านึกสมเพชพระองค์ชายผู้เป็นเพื่อนรักของเราทุกคน ท่านหลงรักไอรีน เวลานี้เสด็จไปศึกษาอยู่ทางออกซฟอร์ด ไอรีนไปเที่ยวกับชายอื่น หล่อนเคยบอกข้าพเจ้าครั้งหนึ่งว่าหล่อนไม่เชื่อว่า ความรักของหนุ่มสาวจะเป็นสิ่งที่ยั่งยืน ชายใดที่มาติดและรักหล่อนคือเขามารักเล่นชั่วคราว เมื่อจากไปแล้วเขาก็ลืม ข้อนี้ไม่ใช่ความจริง หล่อนทราบดีอยู่แล้ว หล่อนมั่นใจทีเดียวว่า พระองค์ชายรักหล่อนและที่ออกซฟอร์ดพระองค์ชายฝันเห็นแต่หล่อน...หล่อนคนเดียวเท่านั้น!

ขณะที่ข้าพเจ้ามองไปทางโต๊ะไอรีน ชายผู้มากับหล่อนกำลังรินเหล้าแชมเปญใส่ในถ้วยให้หล่อนดื่ม เขามองมาสบตาข้าพเจ้าแล้ว กระซิบให้ไอรีนทราบ สักครู่หล่อนค่อยๆ เหลียวมาดู พอรู้ว่าเป็นข้าพเจ้า หล่อนก็พยักหน้าให้เข้าไปหา ข้าพเจ้าปฏิบัติตามความประสงค์ของหล่อนโดยทันที

“แฮลโหล บอบบี้ อะไรมาอยู่ที่นี่คนเดียว ถือเอการาวกับพระทีเดียวหรือ?” หล่อนปราศรัยขณะที่จับมือข้าพเจ้า

“ฉันเป็นนักหนังสือพิมพ์ ไอรีน” ข้าพเจ้าตอบ “และมีนิสัยชอบเอาสถานที่สาธารณะต่างๆ เป็นที่ทำงาน”

หล่อนยิ้มและแนะนำให้เพื่อนผู้ชายของหล่อนกับข้าพเจ้ารู้จักกัน “บอบบี้” หล่อนหันมาทางข้าพเจ้า “เธอรู้จักนายร้อยเอกเจอร์โรม ฟีลิป เจอร์โรม” หล่อนหันไปทางฟีลิป “นี่มิสเตอร์วิสูตร ศุภลักษณ์ หรืออีกนัยหนึ่ง ‘บอบบี้’ ชาวสยาม ผู้แทนหนังสือพิมพ์ลอนดอน-ไทมส์”

ชายผู้นั้นลุกขึ้นยืนต้อนรับข้าพเจ้าอย่างสุภาพ เราสัมผัสมือกัน ไอรีนชวนให้ข้าพเจ้ามานั่งร่วมวงกับหล่อน ข้าพเจ้ายินดี ฟีลิปสั่งคนใช้ให้จัดที่สำหรับข้าพเจ้าที่โต๊ะอีกที่หนึ่ง ข้าพเจ้าคุยกับไอรีน คุยกับฟีลิป ดื่มเหล้าแชมเปญ เต้นรำอา, ชีวิต!

นายร้อยเอกเจอร์โรม ฟีลิป เป็นนายทหารซึ่งถูกย้ายมาจากอินเดีย มาประจำการในกองทหารรักษาพระองค์ในกรุงลอนดอน เคยได้ไปท่องเที่ยวอยู่ในประเทศต่างๆ ทางบูรพทิศ ฟีลิปรู้จักประเทศญี่ปุน จีน พม่า และอินเดียดี และสามารถจะเล่าเรื่องขำๆ ขันๆ ต่างๆ อันเกี่ยวกับบ้านเมืองเหล่านั้นได้ทุกเวลา ข้าพเจ้าออกชอบฟีลิปเพราะเป็นคนพูดสนุก มีกิริยาอันสุภาพ และยิ่งกว่านั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่าเขาชอบไอรีน

เรารับประทานอาหาร และเต้นรำกันอยู่จนเกือบหนึ่งนาฬิกาแห่งวันรุ่งขึ้นจึงได้คิดจะกลับ ฟีลิปจะต้องไปส่งไอรีนถึงบ้านริชมอนด์พาร์ก ซึ่งอยู่ไกลคนละมุมเมืองกับสโมสรโซโรคลับ บ้านข้าพเจ้าอยู่ระหว่างทาง ดังนั้น ฟีลิปจึงเชิญให้ข้าพเจ้านั่งไปในรถเช่ากับไอรีนและเขา ไอรีนนั่งกลางระหว่างข้าพเจ้าและฟีลิป รถยนต์เช่าชนิดเก๋งแล่นไปช้าๆ ในท่ามกลางความพลุกพล่านของฝูงชน ซึ่งกำลังหารถรีบกลับบ้านเพราะเป็นเวลาดึก นั่งมาในรถ ท่านสหายที่รัก ข้าพเจ้ารู้สึกขำใจเสียนี่กระไร! ไอรีนเคยพูดว่า เมื่อของเก่าต้องจากไปเสียแล้ว เราก็ลืม เมื่อลืมแล้วเราก็เริ่มหาของใหม่ และของใหม่เป็นสิ่งที่หาได้ง่ายเสมอ! หล่อนฉอเลาะกับฟีลิป ชอบพอสนิทสนมกับฟีลิป เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าเห็นหล่อนทำกับพระองค์เจ้าวรประพันธ์ของเรามาแล้ว

กลับถึงบ้านคืนนั้น ข้าพเจ้าเห็นจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง เปิดผนึกออกอ่าน ปรากฏว่าเป็นจดหมายมาจากพระองค์เจ้าวรประพันธ์ เขียนมาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด พระองค์ชายต้องประสงค์จะเสด็จเข้ามาพักอยู่ในกรุงลอนดอนสักสามคืน คืนวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ทรงหาที่พักไม่ได้เหมาะ จึง ทรงขอมาอยู่กับข้าพเจ้าที่บ้าน ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจ เพราะเวลานั้น อาร์โนลด์เกลอแก้วต้องไปประจำการอยู่เสียที่กรุงเบอร์ลิน ข้าพเจ้าต้องอยู่บ้านคนเดียวออกรู้สึกหงอย รุ่งเช้าข้าพเจ้าโทรเลขทูลตอบพระองค์ชายไปว่าไม่ขัดข้อง

ตามวันและเวลาที่กำหนด พระองค์เจ้าวรประพันธ์เสด็จมาถึง เอารถมอร์ริสไปฝากไว้ที่โรงรถยนต์ข้างบ้าน แล้วเสด็จขึ้นมาหาข้าพเจ้าบนตึก ข้าพเจ้าได้จัดห้องนอนของอาร์โนลด์ไว้ให้ทรงอยู่ พระองค์ชายทรงพอพระทัยมาก ทรงรับสั่งถึงอากาศอันหนาวเย็นที่ออกซฟอร์ด ถามถึงข้าพเจ้าได้พบพวกสตีลส์บ้างหรือเปล่า? พระพักตร์ของพระองค์ชายดูสดชื่นเป็นสุขผิดธรรมดา

“กันจะต้องรีบไปบ้านตาสตีลส์” ท่านรับสั่ง “เธอไม่รังเกียจไม่ใช่หรือวิสูตร ที่กันจะต้องรีบไปเดี๋ยวนี้ กันคิดถึงไอรีนจัง กันเขียนจดหมายไปบอกหล่อนแล้วว่าจะไปหา”

“กระหม่อมไม่รังเกียจเลย” ข้าพเจ้าทูลตอบ “เชิญเสด็จซี ฝ่าพระบาท”

ตรัสแล้วก็ทรงหยิบฉลองพระองค์คลุมชั้นนอกและพระมาลา ผลุนผลันออกจากห้องไป

วันนั้นข้าพเจ้าต้องไปประจำการอยู่ที่ถนนฟลีตสตรีตตั้งแต่เช้าจนค่ำ ราว ๑๘ นาฟิกาข้าพเจ้าจึงกลับมาถึงบ้าน พบพระองค์ชายเสด็จมาจากไอรีนแล้ว ยังคงทรงยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นสุข ไอรีน... ไอรีน เมื่อใดเล่าเธอจึงจะแสดงให้ชายที่หลงรักเธอทราบว่า เธอมีความรู้สึกอย่างใดสำหรับเขา!

ข้าพเจ้าไม่ได้ทูลให้พระองค์ทรงทราบถึงเรื่องที่ได้ไปพบไอรีนกับนายร้อยเอกเจอร์โรม ฟีลิป ที่สโมสรโซโรคลับ ท่านคงจะฉงนใจว่า ทำไมข้าพเจ้าจึงไม่ทูลให้ทรงทราบ ทั้งนี้ก็เพราะข้าพเจ้ายังไม่รู้จักพระองค์ชายดีพอและเกรงว่าท่านจะไม่ทรงเชื่อ อีกประการหนึ่งข้าพเจ้าเป็นผู้เขียนข่าวหนังสือพิมพ์ ซึ่งไม่ผิดอะไรกับ ตัวตลกในโรงละครชีวิต เฝ้าดูละคร เฝ้าหัวเราะ และไม่มีหน้าที่ที่จะพูดจริงจังกับใครได้ ยิ่งกว่านั้นข้าพเจ้าต้องการให้พระองค์ชายกับพวก “สตีลส์” ชอบพอเป็นมิตรกันเสมอในฐานที่เป็นลูกผู้ชายที่ดี ข้าพเจ้าเห็นว่ามีความจริงบางอย่าง ซึ่งเราจะพูดไม่ได้ และจะต้องปล่อยให้ผู้ที่เกี่ยวกับความจริงนั้นทราบโดยไปพบเห็นเข้าเอง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ