บทที่ ๘

มาเรีย เกรย์นั่งอยู่บนมูนดินน้อยๆ แห่งหนึ่ง ภายใต้ต้นมีโมซา ข้าพเจ้านั่งอยู่แทบเท้าหล่อน เรานั่งกันอย่างสบาย เพราะหญ้าญี่ปุนอันเขียวขจีชอุ่มสดชื่นปูลาดอยู่โดยทั่ว ทำหน้าที่ได้ดีกว่าพรมเปอร์เซียนชนิดใด ๆ ข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้นจ้องดูมาเรีย หล่อนกำลังนั่งพิงต้นไม้จ้องดูข้าพเจ้าอยู่ ศศิธรทอรัศมีมาต้องดวงพักตร์ อันงามของสตรีคู่ชีวิตของข้าพเจ้า

“บอบบี้” หล่อนกล่าว “ทำไมเธอไปนั่งไกลจากฉันนักเล่าจ๊ะ?”

ข้าพเจ้าเขยิบตัวขึ้นไปนั่งติดกับหล่อน ตระกองกอดหล่อนไว้ ในวงแขน เราจุมพิตกันด้วยความพิศวาสอันเกิดจากดวงใจ ท่านเคยรู้จักมาเรีย เกรย์มาแล้วในเรื่อง “ละครแห่งชีวิต” และในเรื่อง “ผิวเหลืองหรือผิวขาว”นี้ ท่านก็จะรู้จักหล่อนอีก เพราะมาเรียเป็นคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งใน “ละครแห่งชีวิต” ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสามารถจะอยู่ได้เป็นสุข ปลงตกในความยากลำบากต่างๆ ทุกวันนี้ก็เพราะมาเรีย... เพราะข้าพเจ้าได้พบ รู้จักและรักหล่อนมาแล้ว

เมื่อคลอเคลียกันอยู่สักครู่ ข้าพเจ้าก็เขยิบตัวลงมาแทบเท้าหล่อนอีก แล้วเอนตัวลงเอาศีรษะหนุนไว้ที่ตักมาเรีย

“ยอดรัก” หล่อนพูดพลางเอามือลูบคลำอยู่บนศีรษะข้าพเจ้า “ผมของเธอดำ เส้นละเอียดดีเหลือเกิน เขาพูดกันว่าผมชนิดนี้หงอกช้าที่สุด เธออาจตายก่อนผมหงอกก็ได้”

“แน่นอนทีเดียว มาเรีย” ข้าพเจ้าตอบหัวเราะ “ฉันจะไม่อยู่จนแก่หัวหงอกแล้วตายเป็นแน่นอน ฉันจะตายก่อนนั้นนานนัก”

“แต่เธอจะต้องอยู่กับมาเรียของเธอไมใช่หรือ บอบบี้?” หล่อนถามเป็นเชิงวิงวอน แล้วก้มลงจุมพิตข้าพเจ้าที่หน้าผาก

“ยอดรัก” ข้าพเจ้าตอบ พลางจับมือหล่อนมากำไว้แล้วบีบเบาๆ “ตลอดเวลาที่ฉันมีชีวิตอยู่ทุกวัน ฉันจะอยู่สำหรับเธอ... เธอคนเดียวเท่านั้น เมื่อถึงเวลาที่ฉันตาย ฉันอาจตายสำหรับเธอด้วยก็ได้”

“ฉันก็เหมือนกัน บอบบี้” หล่อนกล่าว “ฉันจะอยู่และจะตายสำหรับเธอ... เธอคนเดียวเท่านั้น”

“มาเรีย” ข้าพเจ้าถามขณะที่เราเงียบกันไปครู่หนึ่ง “แสงจันทร์นี้ทำให้เธอรู้สึกเศร้าบ้างไหม?”

“เปล่า บอบบี้” หล่อนตอบ “เวลานี้ฉันเป็นสุขที่สุด ฉันไม่รู้สึกอิจฉาในความสุขสบายของพระราชินีองค์ใดในโลก”

“แต่บางทีฉันรู้สึกเศร้า มาเรีย”

“ทำไมจ๊ะ?”

“เพราะฉันกลัวว่าวันหนึ่งความสุขสำราญและความรักของเรา จะต้องสิ้นสุดลง ฉันจะต้องลาเธอกลับเมืองไทย... กลับบ้าน”

“ทำไมจะต้องกลับ เธออยู่ที่นี่ตลอดชีวิตเธอก็ได้”

“อยู่เพื่อเธอหรือ?”

“จ้ะ”

“เธอเป็นคนผิวขาว” ข้าพเจ้ากล่าว ยังคงกำมือหล่อนไว้ “ฉันเป็นคนผิวดำ มาเรีย”

“เธอไม่ใช่คนผิวดำ อย่าพูดเหลวไหลไปเลย” หล่อนดุอย่างสัพยอก “และเธอไม่ใช่ชาวอินเดียน เธอเป็นคนไทย ผิวเหลืองและผิวดำผิดกันมากนะบอบบี้”

“ตั้งแต่เกิดมา ฉันไม่เคยมีสถานที่ใดซึ่งจะเรียกได้โดยสิทธิอันแท้จริงว่าเป็นบ้านของฉันหรือบ้านของผู้ที่เป็นพ่อแม่ บางทีจะเป็นเพราะเหตุนี้ มาเรีย ฉันจึงอยากมีบ้านของฉันเอง ฉันอยากมีครอบครัว อยากแต่งงาน และมีเด็กน้อยๆ ไว้เล่นในบ้าน นั่นแหละจะเป็นสวรรค์สำหรับฉันทีเดียว ฉันจะทำงานได้ผลดีกว่าที่ทำอยู่เดี่ยวนี้”

“บอบบี้” หล่อนถาม “เธอมีอายุเพียงยี่สิบสามเท่านั้น เธอเชื่อแน่ละหรือว่าเธอรู้จักชีวิตพอที่จะเป็นคนมีครอบครัว”

“มีต้วอย่างมามากแล้ว ที่เขาแต่งงานกันเมื่ออายุน้อยกว่ายี่สิบสาม มาเรีย”

“แล้วเธอได้มีโอกาสทราบผลของการแต่งงานนั้นบ้างหรือเปล่า? เมื่อแรกเข้าทำงานในหน้าที่ส่งข่าวหนังสือพิมพ์ ฉันมีอายุ ๑๙ ปีและเคยรู้สึกว่ารู้จักชีวิตดี แต่เมื่อทำงานมาได้สองปี ได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่ได้ผ่านพ้นมาแล้ว ฉันเพิ่งมารู้ความจริงเดี๋ยวนี้เองว่าฉันไม่เคยรู้จักชีวิตเลย”

“ฉันไม่คิดว่าฉันจะได้มีโอกาสได้แต่งงานชาตินี้ มาเรีย” ข้าพเจ้ากล่าวอย่างเศร้า “ฉันรู้สึกว่าสิ่งนั้นเป็นความประสงค์ที่สูงเกินที่คนอย่างฉันจะเอื้อมถึง”

“เรา — หนุ่มๆ สาวๆ ที่ยังเป็นโสดมักจะพูดเช่นนั้น ฉันไม่เคยคิดว่าจะแต่งงานเหมือนกัน แต่ฉันเชื่อในเรื่องบุพเพสันนิวาส” หล่อนพูดแล้วจ้องดูข้าพเจ้าด้วยดวงเนตรอันงาม “มีเวลาที่เราจะได้พบเนื้อคู่ เมื่อพบเข้าแล้วเราลืมสิ่งต่างๆ ที่เราได้เคยคิดไว้ ลืมถึงเรื่องฐานะ หรือถ้าไม่ลืมก็พยายามจะหาทางแก้ไขให้ความ ประสงค์ที่จะได้แต่งงานเป็นผลสำเร็จ เธอได้เป็นเพื่อนและเป็นคู่รักที่ทำให้ฉันเป็นสุขที่สุด เมื่อฉันต้องจากเธอไปทำงานที่อื่นไกลๆ พอรู้สึกเศร้าหรือหงอย ฉันนึกถึงเธอ... เธอคนเดียวเสมอ บอบบี้ เมื่อนึกถึงและคิดถึงเธอฉันรู้สึกเป็นสุข เธอเคยนึกถึงฉันในทำนองนี้บ้างไหม”

“มาเรีย แม่ยอดรัก เธอก็รู้ดีอยู่แล้วว่าในโลกนี้ฉันมีเธออยู่คนเดียวเท่านั้นที่จะรักและนึกถึง” ข้าพเจ้าตอบ “ก็เพราะเธอน่ะซีที่ทำให้ฉันอยากมีบ้าน อยากแต่งงาน อยากมีครอบครัว”

“เราพึ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงสองปี เรายังรักกันได้ถึงเพียงนี้ บางที ต่อไปเมื่อเราแก่ลงอีกสักหน่อย ได้เห็นและรู้จักชีวิตมากขึ้น เราอาจรักกันพอที่จะแต่งงานกันก็ได้ บอบบี้”

“ฉันไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น มาเรีย” ข้าพเจ้าค้านสั่นศีรษะเบาๆ ด้วยความหมดหวัง “พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพยานดีพออยู่แล้ว ว่าฉันรักเธอและต้องการให้เธอแต่งงานกับฉันมากเพียงใด... ฉันเคยฝัน... และยังเคยฝันเห็นความสุขนี้เสมอ ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่ามันเป็นวิมานบนอากาศ”

ทำไมจ๊ะ... เธอจึงไม่เชื่อว่าเราจะแต่งงานกันได้?” หล่อนถาม “เธอไม่เชื่อในความรักที่แท้จริงบ้างหรือ?”

“เรื่องของเราไม่ได้เกี่ยวกับความรักที่แท้จริง มาเรีย” ข้าพเจ้าตอบ “แต่เกี่ยวกับเรื่องผิวเหลืองและผิวขาว เธอเป็นคนผิวขาว ฉันเป็นคนผิวเหลือง เธออาจไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ก็ได้”

“เรื่องนั้นฉันไม่เห็นแปลก” หล่อนกล่าว

“ฉันจะให้อุทาหรณ์อย่างง่ายๆ ถ้าหากว่าจะมีวันที่เราจะได้แต่งงานกัน เธอจะต้องไปเมืองไทยกับฉันวันหนึ่ง และจะต้องไปอยู่ที่นั่นเลย เพราะเมืองไทยเป็นบ้านของสามีเธอ แล้วเธอเคยนึกดูหรือเปล่าว่าเมืองไทยเป็นอย่างไร เมืองไทยอากาศร้อนจัด แดดเผา คนและสัตว์ตลอดจนสิ่งต่างๆ ให้เล็กไปจนเกือบจะกลายเป็นเมืองตุ๊กตา เมืองไทยจน การสาธารณสุขยังไม่เจริญ มีฝุ่น มียุง มีงูและ แมลงที่ร้ายกาจคอยตามคอยกัดอยู่เสมอ เมืองไทยมีขนบธรรมเนียมที่รัดกุมอย่างแปลกประหลาด รัดกุมจนยากที่ชาวต่างประเทศจะทนทานได้ สิ่งเหล่านี้เขาได้ทดลองกันมาแล้ว มาเรีย และผลลัพธ์ที่ปรากฏอยู่ในเวลานี้ก็คือความไม่สมหวัง ความไม่สำเร็จ ทำแล้วก็ต้องเสียใจไปตลอดชาติ จริงอยู่สำหรับคนมั่งมี ทรัพย์อาจช่วยบรรเทาความยากแค้นลงได้บ้าง แต่ผลลัพธ์ในที่สุดก็จะหนีความจริงไปไม่พ้น แต่เมื่อเราเป็นคนจน ชีวิตในเมืองไทยก็คงไม่ผิดอะไรกับชีวิตในนรก”

“ยอดรัก” หล่อนค้าน “แต่คนอย่างเธอไม่จำเป็นจะต้องกลับไปเมืองไทย ไม่มีใครเขาต้องการเธอที่นั่น อยู่ที่นี่เธอหากินได้ เธอมีบ้าน... คือ ‘กระท่อมนางพญา’ ที่เบกซ์ฮิลล์ เธอมีพ่อแม่ ...คือนายร้อยเอกและมิสซิสแอนดรูว์ เธอมีเพื่อนฝูงพวกพ้อง...”

“มาเรีย แต่นกยังรู้จักรักรัง...” ข้าพเจ้าพูดเป็นเชิงวิงวอน

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ