บทที่ ๑๓

“ชาวอังกฤษเกลียดเราอย่างที่สุด” เจ้าหญิงรับสั่งเมื่อนิ่งไปแล้วสักครู่ “มันเกลียดเราเพราะมันกลัวเรา วันหนึ่งเราจะไล่มันออกจากอินเดีย และพวกฉันจะกลับไปปกครองและให้ความผาสุกแก่บ้านเมืองของเราอีกครั้งหนึ่ง”

“ฝ่าพระบาทจะทำอย่างไรจึงจะไล่พวกอังกฤษออกไปได้?” ข้าพเจ้าทูลถาม

“ก็เห็นจะไม่สู้ยากอะไรนัก” เธอรับสั่งตอบ “พวกเราเป็นคนหัวอ่อน เชื่อง่าย เราจะประกาศให้ราษฎรทราบว่าชาวฮินดูหรือมะหะหมัด จะให้นํ้าหรืออาหารกับพวกปล้นชาวอังกฤษนั้น จะเป็นบาปอย่างร้ายกาจยุให้เขาเห็นความจริงว่าชาวอังกฤษเป็นคนอย่างไร ชาวอังกฤษคงจะต้องใช้กำลังทหาร พยายามที่จะบังคับหรือขู่ให้สวามิภักดิ์ มันคงจะทำอย่างที่มันเคยทำกับเรามาแล้ว เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๕๗ แต่สิ่งเหล่านั้นจะไม่ให้ผลอะไรแก่มันเลย พวกเรา — ชาวฮินดู ก็มีศาสนาเหมือนกัน และเป็นศาสนาที่ดีที่สุดด้วย เมื่อได้รับคำสั่งสอนให้รู้จักความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาที่ดีแล้ว พวกฉันจะยอมตายกันนับหมื่นแสน เพื่อป้องกันสิทธิและความอิสรภาพของตน พวกฉันได้เคยพิสูจน์ความกล้าหาญให้เห็นมาแล้วหลายครั้ง สิ่งที่จะทำให้พวกเรารวมหัวกันต่อสู้กับศัตรูได้ ก็คือความเลื่อมใสในพระศาสนา — ไม่ใช่เพราะความบังเอิญในความเชื่อมั่นทางการเมืองในเรื่องที่จะปล้นเขากิน และความเลื่อมใสในพระศาสนานี้แหละ จะให้กำลังแก่พวกเราที่จะยอมตายเพื่อชาติ และไม่มีวันที่จะยอมสวามิภักดิ์ต่อพวกศัตรูใจทมิฬเหล่านี้เป็นอันขาด แน่นอน อ้ายพวกอังกฤษจะต้องต่อสู้ต้านทานเป็นสามารถ เพราะมันเป็นพวกหัวแข็ง แต่ในที่สุดมันจะต้องเป็นฝ่ายปราชัยหนีจากอินเดีย และอินเดียก็จะเป็นพวกของเราอีกครั้งหนึ่ง สิ่งเหล่านี้พวกเราจะทำได้แน่นอน ฉันรู้และฉันเคยได้ยินพวกของฉันพูดถึงเสมอ และวันหนึ่งในไม่ช้านี้เราจะเริ่มต้นกระทำกัน”

ขณะที่อรุยารับสั่งด้วยความโกรธแค้น ข้าพเจ้าจ้องดูเธอด้วยความพิศวงและสนใจ ปรางอันเหลืองงามของเธอ มีโลหิตปรากฏเป็นสีแดงเรื่อๆ อยู่โดยทั่ว เนตรของเธอปราศจากประกายแห่งความทุกข์ แต่มีประกายแห่งความโกรธแค้น หรือความพินาศเข้ามาแทน เธอรับสั่งด้วยความเชื่อมั่นและความรู้สึกอันแท้จริงและปราศจากความกลัวเกรง

ก่อนพบอรุยา ข้าพเจ้าไม่เคยสนใจในเรื่องการเมืองของประเทศอินเดียเสียเลย ทั้งนี้ก็เพราะข้าพเจ้าเคยพบชาวฮินดูมามาก และทุกคนเป็นคนใจแคบ เอาเปรียบมนุษย์ ปราศจากความเที่ยงตรงต่อมิตร ข้าพเจ้าเคยพบกับพวกเขา และได้เคยเล่าเรื่องมาแล้ว ใน “ละครแห่งชีวิต” นักเรียนชาวฮินดูในอังกฤษ พูดถึงแต่เรื่องโค่นราชาธิปไตย เรื่องบอลเชวิกหรือโซเชียลิสต์เท่านั้น มาบัดนี้ อรุยารับสั่งว่า พวกของเธอ - ชาวฮินดู - จะเป็นข้าของเธอ ยอมตายเพื่อกู้ราชสมบัติ...สิ่งเหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้าออกรู้สึกงงมาก

ขณะที่ข้าพเจ้ารำพึงอยู่ ฟีเรลล์วิ่งมาหมอบอยู่แทบพระบาทอรุยา เธอเอาพระหัตถ์จับพวงคอมันไว้ แล้วรับสั่งถามข้าพเจ้าว่า “บอบบี้ เธอรักชาวอังกฤษมากนักรึ?”

“เรื่องการเมืองที่เกี่ยวกับอังกฤษ กระหม่อมต้องขอสารภาพว่า มีความรู้น้อยที่สุด” ข้าพเจ้าทูลตอบอย่างระมัดระวัง “กระหม่อมไม่ทราบว่า อังกฤษเขาได้ทำอะไรไปแล้วบ้างในประเทศอินเดีย แต่สำหรับส่วนตัว กระหม่อมรักชาวอังกฤษมาก เพราะเขาไม่เคยทำให้กระหม่อมเจ็บชํ้าใจเลย กระหม่อมหากินและหาชื่อเสียงได้ในประเทศอังกฤษ”

ตั้งแต่นาทีแรกที่ได้รู้จักกับเธอ ข้าพเจ้าพึ่งจะสังเกตเห็นอรุยา ทรงจ้องดูข้าพเจ้าด้วยวงพักตร์อันเศร้าที่สุด คล้ายจะชวนให้ข้าพเจ้าเห็นพระทัยเธอฉะนั้น

“บางทีเธอจะยังไม่ทราบว่าอังกฤษได้ทำอะไรไปกับบ้านเมืองเธอบ้างแล้ว พวกเราทางทวีปเอเชียและอินโดจีน ต่างก็ได้ถูกปล้นสะดมมาด้วยกันทุกประเทศ” เจ้าหญิงรับสั่งอย่างเศร้า “พวกอังกฤษมันเกลียดเสด็จปู่ฉันอย่างที่สุด เพราะท่านเป็นคนรักชาติและต่อสู้กับมันอย่างสาหัส มันทำลายล้างกองทัพของท่านเสียสิ้น เพราะพวกทหารของท่านไม่มีอาวุธอะไรที่จะป้องกันตัว พวกอังกฤษปล้นเอาราชบัลลังก์ของเสด็จปู่ฉันไป ปล้นจนกระทั่งเพชรเม็ดน้อยใหญ่ที่ฝังอยู่ในมงกุฎ  มันจับเอาท่านมาเนรเทศไว้ในเมืองอังกฤษนี้ ท่านทนหมอก ทนฝน ทนหนาวไม่ไหว ก็สิ้นพระชนม์เสียที่นี่ แต่ท่านก็ไม่เคยละเว้นที่จะเกลียดมันเสียเลย พวกอังกฤษต้องคอยเฝ้าดูแลท่านเสมอ เพราะมันกลัว...กลัวเสด็จปู่ผู้ซึ่งมันได้ทำลายกำลังและอำนาจ แต่ก็ไม่สามารถจะทำลายความตั้งพระทัยอันแท้จริงของท่านที่จะแก้แค้น”

“กระหม่อมรู้สึกเสียใจสำหรับเสด็จปู่ของฝ่าพระบาทมาก” ข้าพเจ้าทูลขณะที่สุนัขฟีเรลล์วิ่งออกไปหยอกล้อกับสุนัขโจเวีย “แต่บางทีคงจะมีมูลเหตุอยู่บ้างกระมัง ที่พวกอังกฤษจำเป็นต้อง – ต้องปล้นราชบัลลังก์ของเสด็จปู่ของฝ่าพระบาท บางทีคนที่เสด็จปู่ของฝ่าพระบาททรงปกครองจะไม่ได้รับความสุข ในขณะที่ท่านยังทรงปกครองราชสมบัติอยู่”

“เธออย่าพูดเป็นบ้าไปหน่อยเลย” อรุยารับสั่งอย่างกริ้ว “ถ้าคนของเสด็จปู่ไม่รักท่าน ทำไมเขาจึงยอมตายเพื่อท่านนับตั้งร้อยตั้งพัน กว่าพวกอังกฤษจะปล้นเอาเมืองของเราไปได้ มันต้องฆ่าคนเสียจนเลือดอาบแผ่นดิน”

ข้าพเจ้าทูลถามว่า “แล้วพวกอังกฤษทำอย่างไรแก่เสด็จพ่อของฝ่าพระบาทเล่า?”

“มันพยายามจะทำเสด็จพ่อของฉันให้ผิดกับเสด็จปู่” เธอรับสั่งตอบ “มันทำให้ท่านเป็นคนอังกฤษ คนอังกฤษผิวดำ นับถือศาสนาคริสตัง และเวลานี้พวกเราก็เป็นคริสตังกันหมด แต่เมื่อเราได้บ้านเมืองของเราคืนแล้ว เราก็จะกลับนับถือศาสนาของเราอีก”

“เสด็จปู่ของฉันได้ทะเลาะกับพวกอังกฤษตั้งแต่วันท่านถูกแย่งราชสมบัติ ตลอดจนถึงวันที่ท่านสิ้นพระชนม์ แต่การทะเลาะวิวาทนั้นก็หาได้ผลอะไรไม่ เสด็จพ่อทรงแสร้งทำพระองค์เป็นมิตรกับพวกอังกฤษเป็นเวลาช้านาน เพราะเชื่อว่าการเป็นมิตรจะได้ดีกว่าศัตรู แต่เนื่องจากเสด็จพ่อทรงใช้เงินเกินจำนวนอันน้อยที่มันจ่ายให้ พวกอังกฤษ... อ้ายพวกปล้นจึงโกรธแค้นท่านมากเพราะเรื่องเงินหนี้สิน เมื่อโกรธกับพวกอังกฤษ เสด็จพ่อจึงเสด็จหนีไปอยู่ประเทศรัสเซีย แต่พวกรัสเชียก็เป็นคนผิวขาว และโกหกไม่ผิดอะไรกับคนอังกฤษ มันให้คำมั่นสัญญาร้อยแปดว่าจะช่วยเหลือเสด็จพ่อ แต่มันก็ไม่เคยช่วยเหลืออะไรท่านเลย นอกจะใช้ท่านเป็นเครื่องมือ ในการที่จะคิดปล้นสะดมของมันเท่านั้น เสด็จพ่อ ตกพระทัยเป็นอันมาก เสด็จหนีกลับมาขอความสงบกับพวกอังกฤษอีก กลับมาครั้งนี้เสด็จพ่อเป็นคนที่ไม่มีจิตใจเหลืออยู่แล้ว ไม่ผิดอะไรกับคนบ้าหรือคนตาย ท่านเคยประทับอยู่พระองค์เดียวตลอดวัน พระเศียรซบอยู่บนโต๊ะ ไม่ทรงทำอะไรเลยนอกจาก คิด...คิด...คิดถึงสิ่งต่างๆ ที่ควรจะเป็นของพระองค์ท่าน ซึ่งท่านมีสิทธิเป็นเจ้าของ คิด...คิดแล้วก็รอวันตาย เสด็จพ่อสิ้นพระชนม์เพราะความตรอมพระทัย และอ้ายพวกอังกฤษ...พวกที่เธอรักเป็นผู้ปลงพระชนม์”

ข้าพเจ้ามิได้ทูลถามอะไรในเรื่องประเทศอินเดียต่อไปอีก เพราะเกรงว่าจะทำให้อรุยาชอกชํ้าพระทัยมากขึ้น แม้สิ่งที่เธอรับสั่งมาแล้ว จะมีความจริงอยู่บ้างหรือไม่เพียงใด ข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกเห็นพระทัยเธอ อนิจจา อรุยาผู้น่าสงสาร!

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ