บทที่ ๒

ข้าพเจ้าได้กล่าวสิ่งต่างๆ มาแล้วในบทที่ ๑ ด้วยความจริงใจ ดังนั้นจึงไม่รู้สึกกลัวว่าใครจะไม่เชื่อ ข้าพเจ้าจะไม่พูดในที่นี้ว่า ข้าพเจ้าเป็นคนรักชาติเป็นพิเศษผิดกว่าคนอื่น แต่จะต้องขอพูดว่า ข้าพเจ้าเป็นคนหวังดี ข้าพเจ้าต้องการอยู่เสมอที่จะได้เห็นประเทศสยามก้าวหน้าเข้าสู่ความเจริญเทียมหน้าอารยประเทศ เคยถามตนเองอยู่เสมอ ว่าทำไมหนอประเทศของเรายังคงเป็นอย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ เมื่อไรจะตื่นกันเสียที... ตื่นจากความมึนเมาที่ว่าเราเป็นสุขกันแล้ว ในบ้านเมืองไม่มีศึกสงคราม ฝรั่งไม่อาจมารบกวนเราได้ ประเทศอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง จะจนหรือรวยก็ไม่เป็นของแปลก ฉะนั้นเมื่อออกจากโรงเรียน พวกเราก็ต้องการจะเป็นแต่ข้าราชการเท่านั้น อาชีพอย่างอื่นในประเทศสยามเกือบจะมองไม่เห็นได้ว่ามี ครั้นจะทำการค้าขายก็จะเป็นการเสี่ยงโชคและเป็นอันตรายแก่ตน มากนัก ไม่มีทุนสู้เจ๊กเขาไม่ได้ เมื่อไม่มีทุนก็ไม่คิดที่จะแสวงหา เรารู้ดีว่าเจ๊กโดยมากมาจากเมืองจีนในสภาพที่เรียกว่า “เสื่อผืน หมอนใบ” เข้ามาอยู่ในเมืองไทย พูดภาษาไทยไม่เป็น แต่พออยู่ได้ห้าหกปีก็เป็นเจ้าสัวไปตามๆ กัน มีโรงสีโรงเลื่อยและร้านจำหน่ายของทุกชนิด เราปล่อยให้ชาวต่างประเทศมาขุดแร่ของเราเล่นที่ภูเก็ต ทำสวนยางสวนมะพร้าวของเราทั่วไปทุกหนทุกแห่ง เรา — คนไทย — ปล่อยให้ชาวต่างประเทศมาสูบเลือดในอก ให้คนอื่นมาเผยแผ่พาณิชโยบายในบ้านเรา และเก็บผลของการหว่านพืชนั้นตามสบายใจชอบ เขาเป็นคนอื่น เขาจะเห็นอะไรกับประเทศสยาม บ้านเกิดเมืองมารดรของเขาอยู่ที่อื่น วงศาคณาญาติเขาอยู่ที่อื่น เพราะฉะนั้นเงินที่หามาได้ เขาก็ต้องส่งไปที่อื่นเป็นธรรมดา

ชาวญี่ปุ่นได้สร้างสมความเจริญของเขาจนเทียมหน้าอารยประเทศทั้งปวงบนภูเขาไฟ บนหินที่มีความปั่นป่วนอันร้ายแรงที่สุดของธรรมชาติคอยรบกวนอยู่เนืองนิตย์ เช่นภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว มหาวาตภัยอย่างร้ายแรง ฯลฯ กระนั้นก็ดี ชาวญี่ปุ่นก็ยังหาได้ย่อท้อไม่ ยังคงกัดฟันต่อสู้กับชีวิตอันทารุณนี้อยู่เสมอ ไม่ ยอมให้ชาวต่างประเทศมาข่มเหง สูบเลือดในอกของตนไปได้ พวกเราไม่เคยประสบภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว หรือมหาวาตะอะไร เราอาจสบายเกินไปก็ได้ จึงยังไม่คิดถึงความเป็นไปของโลกภายนอก อนิจจา สยามที่รัก เมื่อไรเราจะตื่นกันเสียที!

เห็นนักเรียนเดินแถวไปตามถนน บางเวลาทำให้ข้าพเจ้านึกถึงว่า เด็กพวกนี้คือดอกไม้ของประเทศสยามซึ่งจะบานออกสยายกลิ่นแทนที่เราในภายหน้า เขาจะเป็นผู้จูงประเทศไปสู่ความเจริญหรือเสื่อมทรามก็เนื่องจากการศึกษาที่เขาได้รับที่โรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ โรงเรียนเป็นสถานที่อันสำคัญที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นพงศาวดารของการศึกษา ในประเทศสยามยังไม่เคยปรากฏว่ามี ใครเขียนบทเรียนอะไรสักเล่มหนึ่ง ที่จะชี้ทางให้เด็กหนุ่มของเราทราบ และเข้าใจฐานะและความเป็นอยู่ของประเทศ ไม่มีบทเรียนที่จะชี้ทางให้เขาดำเนินชีวิตไปในดิถีอันดีชอบ ไมมีบทเรียนที่จะสอนให้เขารู้จักตนเอง เพื่อจะได้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ให้ถูกต้องตามทางที่ควร อันจะนำมาซึ่งความก้าวหน้าของประเทศ การศึกษาเป็นเงื่อนแห่งความเจริญของโลก เพียงแต่จะสอนให้คนอ่าน ออกเขียนได้เท่านั้น ย่อมไกลจากความหมายของคำว่า “การศึกษา” มากเกินไป ในประเทศญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่ในเรื่องการศึกษาตลอดจนพวกจินตกวีหลายร้อยคน ได้เขียนหนังสือเรียนจำพวกนี้ไว้ให้เด็กหนุ่มอ่านเกือบจะนับไม่ถ้วนว่ากี่ร้อยกี่พันเล่ม ล้วนเป็นหนังสือที่ชี้ให้เด็กหนุ่มเห็นทางอันดีในการที่จะดำเนินชีวิตต่อไป ให้รักประเทศและพวกของตน ให้รู้จักสามัคคีธรรม ฯลฯ นอกจากนี้ยัง มีเพลงกล่อมใจ (National folk-songs) นักรบโบราณที่เรียกว่าเพลงของพวก “ซามูไร” ซึ่งคอยเตือนให้เด็กนึกถึงหน้าที่ของตน ที่จะต้องรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และบรรพบุรุษ ตลอดจนเพื่อนร่วมชาติในทางที่ถูกและดียิ่ง

สยามเป็นประเทศที่เจริญได้ง่ายที่สุด “ไทยหนุ่ม” ของเราเป็นคนหัวอ่อน มีความเชื่อมั่นในคุณความดีของราชวงศ์จักรี ซึ่งเป็นตระกูลเดียวที่เป็นประมุขของชาติ และได้อุ้มชูประเทศของเราให้เป็นเอกราชอยู่ได้จนทุกวันนี้ “ไทยหนุ่ม” เตรียมพร้อมที่จะเข้าใจ และเชื่อคำแนะนำที่ดีทุกอย่าง เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเขา สิ่งที่เขาต้องการที่สุดก็คือ หนังสือที่ดีชุดหนึ่งที่สามารถจะสอนให้เขารู้จักตนเอง รู้จักความเป็นอยู่ของประเทศสยามและของประเทศอื่น สอนให้เขาคิด ให้เขามีจิตใจของเขาเองบ้าง เมื่อท่านโยนตำราเหล่านี้ให้เขาได้แล้ว เกียรติคุณความดีของท่านจะปรากฏอยู่ในความทรงจำของ “ไทยหนุ่ม” ชั่วนิรันดร

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ