บทที่ ๑๑

วันและเวลาแห่งความสนุกสนานของเราในบ้าน “บลูพีเตอร์” ดำเนินไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่พระองค์เจ้าวรประพันธ์จะต้องเสด็จกลับไปมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และพวกหนังสือพิมพ์ทุกคนนอกจากข้าพเจ้าจะต้องกลับไปประจำการตามหน้าที่ของตน พระองค์ชายเป็นผู้ที่จากไปก่อน ข้าพเจ้าจำได้ดีว่า ก่อนที่รถยนต์มอริสของท่านจะเคลื่อนจากประตูหน้าบ้าน พวกเรายืนล้อมไป คอยส่งกันเป็นกลุ่ม พระองค์ชายพระพักตร์เผือดและเศร้ามากจะต้องจากไอรีน...จากทั้งรัก ใครเลยจะอดเศร้าได้! หล่อนเป็นคนร่าเริง สนุกสนาน เคยทำให้พระองค์ชายเป็นสุขทุกทิวาราตรี ขณะที่พบกัน นอกจากจะเป็นคู่รัก ไอรีนยังเป็นเพื่อนเที่ยวและเพื่อนเล่นที่ดีที่สุดอีกโสดหนึ่งด้วย มิสเตอร์สตีลส์กระโดดขึ้นไปบนบันไดรถ ตบพระขนองพระองค์ชายอย่างแรงเป็นฐานเพื่อนแล้ว อวยพรไปตามภาษาคึกคะนอง พอรถเคลื่อนพระองค์ชายหันพระพักตร์มาทางพวกเรา ทรงฝืนยิ้ม ยกพระหัตถ์ขึ้นโบกแล้วกล่าวคำอำลาด้วยพระเสียงอันค่อย จนเกือบจะไม่ได้ยิน ข้าพเจ้าเหลียวมาดูไอรีน ซึ่งขณะนั้นยืนอยู่ติดๆ กับข้าพเจ้า หล่อนยังคงร่าเริง ยิ้มละไมอยู่เช่นเคย หล่อนสอดแขนกับข้าพเจ้า แล้วเราก็พากันขึ้นบันไดบ้านไปนั่งคุยกันในห้องรับแขก พร้อมด้วยเจ้าของบ้านและแขกอื่นๆ ในระหว่างนั้นข้าพเจ้ารู้สึกฉงนใจในความชื่นบานของไอรีนนัก เฝ้าถามตนเองอยู่ว่า หล่อนรักพระองค์ชายของเราจริงหรือไม่หนอ ความรักตามที่ข้าพเจ้ารู้จักไม่ใช่อื่นนอกจากความทุกข์ ความชอกชํ้าระกำใจ ความสละและความอุทิศเพื่อความสุขของผู้ที่ เรารัก แต่ความรักของไอรีนนี้แปลก หล่อนเป็นสุขในความรักของหล่อน พระองค์เจ้าวรประพันธ์จะมาพักที่บ้าน “บลูพีเตอร์” อีก ในเมื่อมหาวิทยาลัยปิดคราวหน้า หล่อนก็จะพบชายคู่รักของหล่อนอีก หล่อนอาจคิดเช่นนี้กระมัง? หรืออาจไม่เห็นแปลกอะไรนักในการที่พระองค์ชายจะไปหรืออยู่?

สองวันต่อมา ก็ถึงเวลาที่พวกหนังสือพิมพ์จะต้องกลับไปประจำการตามหน้าที่ เราแบ่งกันเป็นพวกๆ เลดีมอยรา ดันน์ และมาเรีย เกรย์ไปกับอาร์โนลด์ แบริงตัน แม้มาเรียจะต้องจากไปเสียก็ดี ข้าพเจ้าก็ยังไม่รู้สึกเศร้าใจเท่าใดนัก เพราะรู้ดีว่าภายในสัปดาห์เดียวเราก็จะพบ และทำงานร่วมกันอีกที่สำนักงานในถนนฟลีตสตรีต มิสเตอร์สตีลส์ให้รถโรลส์รอยซ์ส่วนตัวไปส่งคนทั้งสามตามหลักแหล่งที่เขาจะต้องไป ส่วนทางบ้าน “บลูพีเตอร์” ก็มีแต่เพียงเจ้าหญิงอรุยา และข้าพเจ้าเท่านั้นที่เป็นแขกที่ยังเหลืออยู่

เมื่อมีคนเหลืออยู่น้อย ความเงียบหงอยก็ย่อมจะมีบ้างเป็นธรรมดา ข้าพเจ้าคิดด้วยความคึกคะนอง เสียงหัวเราะต่อกระซิกของพวกหนุ่มสาว ซึ่งได้เคยมามั่วสุมอยู่ด้วยกัน ยิ่งกว่านั้นเมื่อเขาไปกันแล้ว ดูเหมือนว่าธรรมชาติจะช่วยบันดาลให้เราเกิดความหงอยเหงาใจขึ้นเป็นพิเศษ มองออกไปทางหน้าต่างห้องนอน ข้าพเจ้าไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืด ดวงศศิธรซึ่งเคยส่องแสงสว่างมาแล้วก็หายหมดสิ้นไป สวนหลวงริชมอนด์พาร์ก ซึ่งข้าพเจ้าเคยได้เห็นคู่รักเดินคลอเคลียอยู่ก็หายไปกับแสงจันทร์นี้ด้วย

เวลาเช้า มิสเตอร์สตีลส์มักจะพาเราไปขี่ม้าเล่นในสวนริชมอนด์พาร์กหรือไปตกปลาที่สระใหญ่ทางด้านใต้ของบริเวณบ้าน “บลูพีเตอร์” ตอนกลางวันเราทำงานกัน มิสเตอร์สตีลส์มักจะนั่งในออฟฟิศคิดบัญชีสมบัติพัสถานของแกกับเลขานุการ ซึ่งใส่แว่นตาหนาเกือบสองหุน ไม่เคยหวีผม และเป็นผู้หญิง ฟรีดาและไอรีนทำงานบ้าน หรือไปเที่ยวซื้อของตามห้างร้านในเมืองกับเจ้าหญิงอรุยา ข้าพเจ้าเขียนเรื่องให้หนังสือพิมพ์ ตอนบ่าย มิสเตอร์สตีลส์พาเราไปเล่นเกมต่างๆ ที่สโมสรควีนส’ คลับ เวลาคํ่ารับประทานอาหารแล้ว มิสเตอร์สตีลส์พาไปดูการมหรสพทุกคืน นี่คือสูจิบัตรแสดงความดำเนินแห่งชีวิตประจำของเราที่บ้าน “บลูพีเตอร์”

ข้าพเจ้าเป็นคนชอบสังเกต และชอบเรียนรู้ความเป็นอยู่แห่งนิสัยของผู้ที่ข้าพเจ้าได้พบและรู้จัก เมื่อมาอยู่กับตระกูลสตีลส์และเจ้าหญิงอรุยาโดยใกล้ชิด ข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสสนทนาและเรียนรู้ถึงนิสัยใจคอ ตลอดจนความคิดความอ่านของคนเหล่านี้ได้ดีจนเป็นที่พอใจ มิสเตอร์สตีลส์เป็นคนชอบเล่น ใจดีเกินกว่าที่จะเป็นพ่อของใครได้ สำหรับฟรีดาและไอรีน มิสเตอร์สตีลส์ควรเป็นเพื่อนเล่นที่ดีที่สุดคนหนึ่งมากกว่าเป็นพ่อ ฟรีดาอายุราวยี่สิบสาม ยี่สิบสี่ ธิดาคนใหญ่ของมิสเตอร์สตีลส์มีนิสัยเป็นผู้ใหญ่ เงียบเฉย แต่เอางานเอาการ แม้จะพูดกับใคร ก็มักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการบ้านการเรือนมากกว่าเรื่องอื่น ไอรีนเป็นหญิงที่ชอบเล่นชอบซน ชอบสนุก โลกคือสถานที่สำหรับเล่นอันมโหฬารแห่งหนึ่ง ปราศจาก ทุกข์และความขุ่นข้องหมองใจ เมื่อพระองค์เจ้าวรประพันธ์เสด็จไปออกซฟอร์ดใหม่ๆ ข้าพเจ้าหวังจะได้เห็นไอรีนเป็นคนโศกเศร้า เจ้าทุกข์ แต่ความจริงกลับเป็นการตรงกันข้าม เมื่อพระองค์ชายเสด็จอยู่พร้อมด้วยพวกหนุ่มสาวอื่นๆ ไอรีนสนุกอย่างไร เมื่อคราวเขาไปกันหมด เหลือแต่เพียงเจ้าหญิงอรุยาและข้าพเจ้า หล่อนก็ สนุกเช่นนั้น หล่อนยังคงร่าเริงพูดจาล้อเลียนตลกคะนองอยู่เช่นเดิม มิสเตอร์สตีลส์รักธิดาคนนี้มาก เพราะเป็นคนมีนิสัยชอบสนุก และทำให้แกเป็นสุขเสมอ

ถ้าไอรีนเป็นคนโง่ การที่จะเรียนรู้นิสัยและความคิดความอ่านของหล่อนก็คงจะง่าย แต่ไอรีนเป็นเด็กที่ฉลาด แม้จะเป็นคนสรวลเสเฮฮาอยู่เสมอ ก็ไม่เปิดโอกาสให้ใครมาละลาบละล้วง รู้ความเป็นไปในเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของหล่อนได้ ครั้งหนึ่งขณะที่กำลังคุยกันสนุกต่อหน้ามิสเตอร์สตีลส์และเจ้าหญิงอรุยา ข้าพเจ้าเคยกล่าวขวัญเป็นเชิงเลียบเคียงล้อหล่อนถึงเรื่องพระองค์เจ้าวรประพันธ์ ไอรีนพูดว่า “บอบบี้ แม้ว่าฉันยังมีอายุเพียงยี่สิบปี ฉันรู้สึกว่าฉันรู้จักโลกพอที่จะเห็นความจริงที่ว่า รักไม่มีวันอยู่ ใครที่เขามารักเรา เมื่อเขาจากเราไปเสียเขาก็คงลืม” หล่อนหยุดจ้องดูข้าพเจ้าเป็นเชิงถามว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่เมื่อเห็นข้าพเจ้านิ่ง หล่อนจึงกล่าวต่อไปว่า “แต่นั่นเป็นของดี เพราะมันทำให้ชีวิตสนุกสบายขึ้นอีกมาก เมื่อเราลืมของเก่า เราก็ต้องพยายามหาของใหม่ และของใหม่เราหาได้เสมอ”

ทีแรกข้าพเจ้างง ไม่เข้าใจ แต่เมื่อตรองไปสองสามวัน ข้าพเจ้าก็เริ่มเห็นได้ว่า ตามที่ได้พูดไว้นั้น ไอรีนหมายความว่าอย่างไร ข้าพเจ้าเข้าใจได้ดีว่า ความรักของพระองค์เจ้าวรประพันธ์และไอรีน เป็นความรักที่ต่างกันมาก ไม่เป็นอะไรดอก ท่านผู้อ่านที่รัก พระองค์ชายของเราจะต้องพ้นภัยในเรื่องผิวเหลืองและผิวขาวได้ อย่างแน่แท้ และจะพ้นได้เพราะ-ไอรีน

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ