บทที่ ๒๑

วันและเวลาผ่านพ้นไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้าได้ไปประจำการอยู่ในกรุงปารีส เบอร์ลิน และเวียนนา ไม่มีโอกาสได้ติดต่อกับพวกมิสเตอร์สตีลส์ หรือพระองค์เจ้าวรประพันธ์ เมื่อได้เที่ยวไปอยู่ตามประเทศต่างๆ แห่งละเดือนสองเดือน ก็ถูกเรียกกลับให้มาประจำการที่สำนักงานที่ถนนฟลีตสตรีต ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้รับหน้า ที่เป็นผู้ช่วยหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ฉบับหนึ่งชื่อ “ไบสแตนเดอร์” ประจำการอยู่เพียงสิบห้าวัน ก็ได้รับแจ้งความของสมาคมชั้นสูงในประเทศอังกฤษหนึ่งฉบับ ประกาศหมั้นระหว่างนางสาวไอรีน โยลันดา สตีลส์และนายร้อยเอกเจอร์โรม ทอมมัส ฟีลิป ข้าพเจ้าลงรูปและข่าวพอสมควร ในการที่มิสเตอร์สตีลส์เชิญไปในการฉลองหมั้น ข้าพเจ้าปฏิเสธอ้างว่ามีงานที่จะต้องทำที่โรงพิมพ์อย่างปลีกตัวไม่ได้ เมื่อการฉลองนี้เสร็จไปแล้วได้สองวัน ข้าพเจ้าได้รับจดหมายจากไอรีนฉบับหนึ่งความดังนี้:

บ้าน “บลูพีเตอร์”

วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๑๙๒๖

บอบบี้ ที่รัก

พวกเรารู้กันดีว่าทำไมเธอจึงไม่ยอมรับเชิญมาในการหมั้นของเรา ตั้งแต่เกิด “เรื่อง” ที่แอสตัน เมเนอร์- เฮาส์ แล้ว เน็ดและเธอต่างก็หายเข้ากลีบเมฆกันไป ไม่สมัครที่จะมารู้จักมักคุ้นกับเราอีก ฉันเข้าใจดีว่า เน็ดและเธอคงจะชังน้ำหน้าเรา - คู่หมั้นของฉันและฉันอย่างที่สุด เราอาจทำให้เธอเกลียดพวกอังกฤษไปจนตลอดชีวิตก็ได้ แต่ - บอบบี้ เพื่อนที่รักของฉัน แม้เน็ดจะเกลียดพวกอังกฤษเพียงใด เธอก็ยังเป็น “เธอ” อยู่นั่นเองไม่ใช่หรือ ฉันคิดไม่ได้ และจะไม่ขอคิดเป็นอันขาดว่า คนเช่นเธอจะเกลียดพวกเราได้ ความแตกร้าวระหว่างเราทั้งหมดที่ เกิดขึ้นเพราะ “อรุ” คนเดียว แกเป็นคนที่มีนิสัยยุให้รำ ตำให้รั่ว ฉันเคยเกลียดแกมาตั้งแต่สองสามวันในขณะที่เราคบกันครั้งแรก แกทำให้ฉันรู้สึกว่าเมืองอินเดียเป็นอยู่เช่นนี้ ก็เพราะผู้หญิงที่มีนิสัยเช่นแก เวลานี้ฉันยังอยู่ที่บ้าน (บลูพีเตอร์) และจะอยู่ไปจนกว่าจะถึงวันแต่งงาน และฉันยังต้องพบ “อรุ” เสมอ เพราะฟรีดาต้องการแก ฟรีดาก็เป็นคนแปลก อยู่กับหล่อนและพยายามเข้าใจหล่อนมาตั้งแต่เล็กจนโตก็ไม่สำเร็จ

ฉันรู้สึกเสียใจอย่างที่สุดสำหรับเน็ด ถ้าไมใช่เพราะ “อรุ” แล้วเวลานี้เราก็คงเป็นเพื่อนกันอยู่อย่างแน่นอน เขาคงจะยินดี และอวยชัยให้พรฉันมากมายในการหมั้นของเรานี้ และคงจะอนุญาตเพราะความรักอันสุจริตของเขา ฉันชอบเน็ดมาก ฉันรู้จักเขาดี ในชาตินี้ฉันจะไม่ขอเกลียดเน็ดเป็นอันขาด ตั้งแต่วันนั้นมาฉันได้เขียนจดหมายไปให้เน็ดที่ออกซฟอร์ดสองสามฉบับ ขอโทษและขอให้เขาลืม เรื่องที่เป็นมาแล้ว ฉันยอมรับผิดทุกอย่าง ฉันขอให้เขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันคนหนึ่ง แต่แรกเขาก็ไม่ตอบ จนกระทั่งเมื่อวันหมั้น เน็ดเขียนจดหมายมาแสดงความดีใจและอำนวยพรแก่เรา และขอให้ฉันลืมเขาเสีย อย่าเขียนจดหมายไปให้เขาอีก เพราะเขาเองก็ต้องการจะลืมเรื่องต่างๆ ที่แล้วมาเหมือนกัน เธอมาหาฉันที่นี่บ้างซี ฉันจะให้ดูจดหมายของเน็ดฉบับนี้

บอบบี้เธออาจเกลียดฉันมาก แต่ในฐานะที่เราเคยเป็นเพื่อนกันมาแต่ครั้งก่อน ฉันอยากจะขอให้เธอทำอะไรให้ฉันสักอย่างหนึ่ง และฉันจะไม่ลืมบุญคุณของเธอเลยจนวันตาย ฉันได้ตกลงใจอย่างแน่นอนแล้วว่า จะไม่ทำให้เน็ดได้รับความรำคาญอีกต่อไป จะไม่ติดต่อกับเขาอีก ฉันขอให้เธอดูแลเน็ดแทนฉันด้วย คอยเป็นเพื่อน คอยช่วยดูแลทุกข์สุขให้เขา ช่วยแนะนำให้เขาลืมความทุกข์ ช่วยแนะนำให้เขามีความสนใจในกิจการที่เขาตั้งใจจะทำ ช่วยให้เขาพ้นจากการเป็นคนเบื่อโลก เห็นชีวิตไม่มีค่า ฉันเสียใจมากนะ บอบบี้ ฉันเสียใจมากที่สุด แต่ก็นั่นแหละ เรื่องมันแล้วไปแล้วเราจะทำอย่างไรได้

ดูซี ฉันตั้งใจจะนอนตั้งแต่ ๑๐ นาฬิกา นี่ก็ ๑๑ นาฬิกาแล้ว มัวแต่พยายามเขียนให้เธอเข้าใจเสียยืดยาว และยังไม่รู้ว่าจะลงเอยอย่างไรดี ฉันเห็นจะต้องขอยุติอย่างห้วนๆ เช่นนี้แหละ เธอก็ทราบอยู่ดีแล้วว่า ความรู้ในเชิงอักษรศาสตร์ของฉันเป็นอย่างไร

กู๊ดไนท์บอบบี้

จากเพื่อนของเธอคนหนึ่ง

ถ้าเธอสามารถจะเชื่อได้

ไอรีน

ข้าพเจ้าไม่สามารถบอกได้ว่า เมื่ออ่านจดหมายจบ ความรู้สึกของข้าพเจ้าเวลานั้นเป็นอย่างไร ครึ่งดีครึ่งเสียใจ บางทีจะเป็นเช่นนั้น ครึ่งดีใจ เพราะไอรีนไม่ใช่คนที่ข้าพเจ้าเคยนึกว่าจะเป็น ตั้งแต่เกิดเรื่องที่บ้านแอสตันเมเนอร์ - เฮาส์มาแล้ว ครึ่งเสียใจ เพราะข้าพเจ้ารู้สึกสงสารพระองค์เจ้าวรประพันธ์ เมื่อรู้จักท่านนานเข้า ได้เห็นท่านต่อสู้กับความไม่สมหวัง — วิมานทลาย — ด้วยความองอาจกล้าหาญ เห็นพระทัยว่าท่านเป็นคนที่น่านิยม ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเจ้านายเช่นนี้เองที่จะทำให้พระราชวงศ์จักรีเฟื่องฟู นำความดีงามมาสู่ประเทศสยาม พระองค์ชายเป็นคนธรรมดา

ข้าพเจ้าไม่ได้ตอบจดหมายของไอรีนฉบับนั้น แต่ไปหาหล่อน ที่บ้าน “บลูพีเตอร์” ครั้งหนึ่ง

สองเดือนต่อมา ข้าพเจ้าพร้อมด้วยพวกในคณะหนังสือพิมพ์สองคนไปที่โบสถ์บรอมตันออแรตอรีที่ถนนบรอมตันโรด ไปในงานวิวาห์มงคลระหว่างไอรีนและฟีลิป ขณะที่ไปถึงข้าพเจ้าพบพวกนายทหารราวยี่สิบคน กำลังยืนเข้าแถวเป็นสองแถวยาวหันหน้าเข้าหากัน อยู่ตรงหน้าประตูโบสถ์ถัดจากแถวทหาร ก็มีพวกเพื่อนและวงศ์ญาติยืนออกันอยู่ ถือเศษกระดาษคอนเฟ็ตตีกันคนละถุงสองถุงสำหรับปาเจ้าบ่าวเจ้าสาว ขณะเมื่อเดินออกมา ข้าพเจ้าไปรวมอยู่ในพวกนี้ รอสักครู่บ่าวสาวก็เดินออกมาจากประตู พวกทหารกองเกียรติยศชักดาบขึ้นประสานกันเป็นซุ้มประตูให้หนุ่มสาวทั้งสองเดินลอดไปยังรถยนต์เก๋งที่จอดอยู่ใกล้ พวกเพื่อนและญาติขว้างเศษกระดาษคอนเฟ็ตตีกันเป็นจ้าละหวั่น เมื่อรถยนต์ของคู่บ่าวสาวเคลื่อนพ้นไปแล้ว ข้าพเจ้าเหลียวไปพบพระองค์เจ้าวรประพันธ์กำลังยืนทอดพระเนตรเหตุการณ์อยู่ในบริเวณนั้น ข้าพเจ้าเดินเข้าไปเฝ้า ท่านทรงพระสรวลแล้วทรงแนะนำให้ข้าพเจ้ารู้จักกับสตรีสาวแน่งน้อยคนหนึ่ง ซึ่งยืนอยู่ติดกับพระองค์ท่าน “วิสูตร นี่มิสเอเดรียนน์” ท่านรับสั่งแล้วหันไปรับสั่งกับหล่อน “ลอร์นา นี่นายวิสูตร”

ข้าพเจ้าก้มศีรษะทำการเคารพหล่อน หล่อนรับและยื่นมือมาสัมผัสกับข้าพเจ้า ลอร์นาเอเดรียนน์เป็นผู้ที่มีวงพักตร์อันงาม...งามกว่าวงพักตร์ของไอรีนมาก แต่งตัวสวยตามสมัย นี่คือวิมานใหม่ของเจ้านายที่ข้าพเจ้ารักที่สุดพระองค์หนึ่ง

เมื่อปราศรัยกันได้สักครู่ พระองค์ชายก็ทรงชวนให้ข้าพเจ้านั่งรถไปกับท่านและสตรีผู้นั้น เราไปรับประทานอาหารกลางวันกันที่เรสเตอรองต์กรีกแห่งหนึ่ง ในตำบลโซโหชื่อ “ซาลอนนิกา” พระองค์ชายทรงสบายพระทัยมาก เป็นสุข ส่วนเอเดรียนน์คล้ายกับจะเข้าใจในความสบาย และความสุขนั้นทุกอย่าง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ