คำรบ ๑ ไถงศุกร ๓ เกิดแขทุติยาษาฒ คือไถง ๒๐ แขสูเยต

เวลาโมง ๑๖ คือโมง ๔ บ่าย-เรียบพิธีขึ้นพระที่นั่งพระมหามนทีร เปนที่ประทับกับห้องพระบันทมพระกรุณา เปนเจ้าชีวิตเลอหัว ติดกับพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย มีพระบัลลังก์เศวตฉัตรข้างใน สำหรับรับกรมสตรีตรงพระมหามนทีร มีพระที่นั่งจักรพรรดิเปนที่ห้องพระบันทมพระกรุณาเนาข้างด้านใต้ กับพระที่นั่งนารีรัตนโศภา เปนที่ห้องบันทมสำหรับพระมเหษีหรือพระสนม กับหอเครื่องเปนที่เสวยหรือไว้เครื่องทรงอยู่ข้างตวันตก ฯ

พระกรุณาทรงพระพัสถ์ พรรณเขียว ตามพรรณไถงศุกรเสด็จย่างพระบาทเลอมรรคาลาดผ้าขาวเหนือเสื่อตามกบวนแห่ แต่พระดำหนักจันทน์เข้าไปขึ้นพระที่นั่งพระมหามนทีรตามธรรมเนียม ฯ ออกญาวังวรเวียงชัยต้องจำรับพระกรุณา ในพระที่นั่งพระมหามนทีร ฯ

ที่เสด็จกษัตรีกับพระสนมกรมการ กับชุมท้าวขุนนาง กราบบังคมคัลในพระที่นั่งพระมหามนทีร กับในพระที่นั่งจักรพรรดิ พระที่นั่งนารีรัตนโศภา ฯ

ที่เสด็จกษัตรากับอัครมหาเสนา เสนาบดีนาหมื่น สรรพมุขมนตรีกราบบังคมคัลในพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย หน้าพระมหาบัลลังก์เศวตฉัตร ฯ

โมง ๑๗ กับ ๓๐ มีนุต คือโมง ๕ กึ่งเย็น-พระกรุณาถวายบังคมถวายพระบิดร ในหอพระอัฎฐิ ฯ

โมง ๑๘ คือโมง ๖ เย็น-ออกญาโหราธิบดี จางวาง สวดประกาศเทวดาเข้าบุณย์ราชาภิเษก ที่ร้านเทวดาใหญ่ข้างหน้าพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย ฯ

โมง ๑๘ กับ ๓๐ มีนุต คือโมง ๖ กึ่งเย็น-จุดพันลือประทีปเครื่องสักการบูชาในพระบรมราชวัง กับพันลือข้างในข้างหน้าพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย กับเครื่องตั้งโต๊ะ ฯ

พระกรุณาทรงพระพัสถ์พรรณเขียว กับพระภูษาพรรณเขียว พร้อมทั้งเครื่องพระราชอิสสริยยศ เสด็จย่างพระบาทตามกบวนแห่ มีสตรีถือผกามาศ ๔ ผกาปรัก ๔ ประนมแห่หน้า กับสตรีอัญเชิญเครื่อง ๑๖ นักแห่หลัง แห่แต่ในพระที่นั่งพระมหามนทีร ออกทวารพระท้ายเกริน มาคงเนาพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย มีสมเด็จพระอิสีภัทราธิบดีอัญเชิญพระนารายณ์แห่หน้า ฯ

ทรงประทับเลอพระที่นั่งเก้าอี้ จุดเครื่องพุทธบูชาถวายบังคมพระรัตนตรัย แล้วเสด็จย่างไปจุดเทียนชัย เป็นเดียวกับพระสังฆนายก ในพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย แล้วทรงถวายไตรพระสงฆ์ ๑๖ องค์ครอง แล้วกรมสังฆการีตีระฆังอาราธนาศีล นิมนตร์พระสงฆ์จำเริญพระพุทธมนตร์พิธีขึ้นพระที่นั่งมหามนทีร กับทำพระสิทธรสพระพุทธมนตร์ไว้ถวายสรงในบุณย์ราชาภิเษก ฯ

พระราชวงศานุวงศ์ครบองค์ กับอัครมหาเสนา เสนาบดีนาหมื่น สรรพมุขมนตรีเจ้ากรม ในกรุงและในเขตต์ นุ่งผ้าและสวมเสื้อส้ารบับพรรณยก หรือผ้าม่วง๑๐ กับเครื่องอิสสริยยศ จวบชุมกราบถวายบังคมคัลตามตำแหน่งในพระที่นั่งเทวาวินิจฉัย พระสงฆ์จำเริญพระพุทธมนตร์แล้ว พระกรุณาเสด็จย่างเข้าตามกบวนแห่ ไปประทับในพระที่นั่งจักรพรรดิ ทรงเครื่องพรรณขาว รับสมาทานศีลในพระที่นั่งทรงธรรมเปนบริสุทธในพระองค์

โมง ๒๐ คือโมง ๘ ค่ำ-เลี้ยงโภชนอาหารพระราชวงศานุวงศ อัครมหาเสนา เสนาบดีนาหมื่น สรรพมุขมนตรีเจ้ากรม ฯ

แต่โมง ๒๑ ดลโมง ๒๔ คือแต่โมง ๙ ค่ำไปดลเที่ยงคืน-รำละคอนในโรงพระที่นั่งพิธีบุณย์ กับลเบงมโหรศพข้างหน้าพระลาน จุดพร้อมจรวจระทาดอกไม้เทียน ฯ

  1. ๑. การที่ใช้คำ “พระกรุณา” เปนสรรพนามสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน แบบโบราณใช้เช่นเดียวกันทั้งไทยและเขมร ทุกวันนี้แม้ไทยได้แก้ไขไปเปนอย่างอื่น ก็ยังคงใช้อยู่ในที่บางแห่ง มีตัวอย่างเช่นขึ้นต้นคำกราบบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท” คำพระกรุณาในที่นี้ก็เปนสรรพนาม หมายว่าพระองค์พระเจ้าแผ่นดิน อันมูลเหตุที่จะใช้คำพระกรุณาสำหรับพระเจ้าแผ่นดินนั้น สันนิษฐานว่าจะเกิดแต่เมื่อถือลัทธิพุทธสาสนาอย่างมหายาน ซึ่งสมมตว่าพระเจ้าแผ่นดินเปนพระโพธิสัตว์ บางทีจะตามอย่างพราหมณ์พวกถือลัทธิศิเวศ เรียกพระเจ้าแผ่นดินว่า “พระเดช” พวกพราหมณ์ถือลัทธิวิษณุเวศเรียกพระเจ้าแผ่นดินว่า “พระคุณ” เพราะสมมตว่าเปนพระอิศวร และพระนารายณ์แบ่งภาคลงมาปกครองโลก คำว่า “พระเดช พระคุณ พระกรุณา” ทั้ง ๓ นี้ชะรอยจะเคยใช้เปนสรรพนามพระเจ้าแผ่นดินมาแต่ดึกดำบรรพ์. ด.ร.

  2. ๒. พระพัสถ์ เห็นจะหมายถึงเสื้อผ้า คาบอยู่ในระหว่างคำวัตถ กับ พัสตร

  3. ๓. พรรณเขียว หมายถึงสีคราม เราก็เคยเรียกเช่นนั้น ดุจว่า “สุดหล้าฟ้าเขียว”

  4. ๔. จำตรงนี้หมายความว่าประจำ. ด.ร.

  5. ๕. ตามแบบไทยทำพิธีราชาภิเษกก่อน แล้วจึงทำพิธีเฉลิมพระราชมนเทียร แต่ตามแบบเขมรทำพิธีเฉลิมพระราชมนเทียรก่อน แล้วจึงทำพิธีราชาภิเษก ด.ร.

  6. ๖. เครื่องพระราชอิสสริยยศ คือเครื่องราชอิสสริยาภรณ์,

  7. ๗. ท้ายเกริน เปนชื่อบุษบกที่เสด็จออก ซึ่งมีเกรินดุจท้ายรถ, อย่างในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยในกรุงเทพ ฯ

  8. ๘. หมายความว่าทรงจุดเทียนชัยด้วยกันกับพระสังฆนายก แบบไทยแต่โบราณก็อย่างเดียวกัน คือพระเจ้าแผ่นดินทรงจุดเทียนไชย พระสังฆนายกเข้าไปบริกรรมอยู่เคียงพระองค์เมื่อเวลาจุด แต่ในรัชชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแก้ไขระเบียบพิธีจุดเทียนชัย พระเจ้าแผ่นดินทรงจุดเทียนชะนวนและอธิษฐานแล้ว พระราชทานเทียนชะนวนแก่พระสังฆนายกเปนผู้จุดเทียนชัย ด.ร.

  9. ๙. การที่ตีระฆัง (หรือกังสดาล) เปนสัญญาเมื่ออาราธนาศีลนี้ เห็นจะเปนประเพณีเดิมมีเหมือนกัน ทั้งในเมืองไทยและเมืองเขมร บางทีเขมรจะเอาอย่างไปจากไทยก็เปนได้ แต่ที่ในเมืองไทยเดี๋ยวนี้ในงานหลวงเห็นยังคงใช้ตีกังสดาลเปนสัญญาแต่บอกให้ยิงปืนเมื่อพิธีอาฏานาฯ และบอกปี่พาทย์ให้หยุดและให้ประโคมเวลาเสด็จพระราชทานพระกฐินหรือมีเทศน์มหาชาติ ถ้าตามวัดและตามบ้านยังใช้ตีบอกสัญญาว่าพระเทศน์มาถึง การที่ตีสัญญาเมื่ออาราธนาศีลดูเปนการถูกต้อง เพราะให้คนทั้งหลายซึ่งอยู่ในบริเวณนั้นรู้ตัวและตั้งใจรับศีล ด.ร.

  10. ๑๐. ตรงนี้ความไม่ชัด จะหมายความว่าตามแต่จะนุ่งผ้าเยียรบับหรือนุ่งยกนุ่งม่วงฉะนั้นก็เปนได้ มิฉะนั้นจะหมายความว่าชั้นสูงนุ่งเยียรบับ นุ่งยก ชั้นต่ำนุ่งผ้าม่วงก็เปนได้,

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ