บุณโณวาทคำฉันท์

(คำนมัสการ)

๑๔

๏ ขอถวายประนมนขประชุม ชวลิตสุเบญจางค์[๑]
แต่บาทยุคลธปวราง- คชิเนนทรทรงญาณ
๏ อันซึ่งพระองคก็ขจัด ปรปักษเบญจมาร
พ่ายแพ้พระเดชภินิหาร คณพฤกษโพธิ์พลัน
๏ หนึ่งข้าก็ยอกรประนม พระเนาวโลกุดรธรรม์
พระปริยัติสุขุมอัน คัมภิรภาพสาทร
๏ หนึ่งข้าก็ยอกรประนม อัษฐสงฆสังวร
เปนที่พำนักนิอดิศร สัตวโลกยธาตรี
๏ หนึ่งข้าก็นบพระสวยม- ภูวเยศโมลี
เสด็จทรงอุศุภพาหนมี ฤทธิรุตม์มหิมา
๏ หนึ่งข้าก็นบบรมจักร กฤษณราชกฤษดา
ทรงครุฑพาหนวรา ฤทธิเรืองรเห็จโพยม
๏ หนึ่งข้าก็นบพระกมเลศ จตุรพักตรพิมลโฉม
เสด็จหงสพาหนก็โจม จรร่อนณอัมพรา
๏ หนึ่งข้าก็นบสหัสเนตร ธิปไตยดึงษา
ไอยเรศตรีเศียรเป็นพา[๒]- หนนาถพเนจร
๏ หนึ่งข้าก็นบสหัสแสง ศศิส่องทิศาดร
ทรงรถรเรียบอัศวจร จรัลรอบพระเมรู
๏ หนึ่งข้าก็นบนิกรเทพ สถิตย์ทั่วทิศาผลู
ขอจงเจริญยศวตู นฤราศพาธา
๏ หนึ่งข้าก็นบบวรบง- กชบาทกระษัตรา
ผู้เฉลิมอยุธภิรมยา ยศโยคกรุงไกร
๏ ขอจงนฤทุกข์และนฤโศก นฤโรคนฤไภย
สรรพสรรพโทษและจัญไร จงนิราศโภยพาล
๏ จักกล่าวนิพนธ์ประพฤฒิฉัน- ทแต่ตามอนุมาน
แสดงโดยอดีตนุดำนาน บุณโณวาทสูตราฯ

(ตำนานพระพุทธบาท)

๑๖

๏ เบื้องบรรพ์ยังมีพระดา- บศหนึ่งสมญา
ว่าสัจพันธโคดม
๏ สถิตย์เขาสุวรรณไพรพนม แทบสถานนิคม
สุนาปรันต[๓]คามา
๏ แว่นแคว้นกรุงเทพทวา รวดีมหา
ดิลกเลิศไพบูลย์
๏ ปางสมเด็จพุทธางกูร ทรงบุษบกยูร
รยาตรยังห้องหาวผจง
๏ จากกุรุงสาวถีกับสงฆ์ ห้าร้อยหย่อนองค์[๔]
อดิเรกประดับบริพาร
๏ ล้วนทรงบุษบกพิมาน มาโดยคัคณานต์
เป็นอนุกรมบวร
๏ เพียงพญาเหมราชเหิรจร ประดับด้วยนิกร
หมู่หงสห้อมระเห็จมา
๏ ตระบัดดลด้วยนุภาว์ พระพิชิตมา-
รอนุเคราะห์มหาบุณ[๕]
๏ ให้ดลแดนมารคอดุลย์ เดชด้วยพุทธคุณ
คัมภีรรัตโนฬาร์
๏ แล้วโปรดพระสัจพันธดา บศลุถึงอา
ริยมารคศิวาไลย
๏ ครั้นพระสรรเพชญ์เสร็จไคล โปรดสรรพโลไกย
ก็ตรัสด้วยพุทธพจมา
๏ แก่พระสัจพันธเถรา ว่าพระศาสดา
ประโยชน์จะโปรดเวไนย
๏ ท่านจงสถิตย์เถิดอย่าไป เลยจงเนาใน
นิคมโปรดประชา
๏ สัจพันธรับพุทธฎีกา ก่อนแล้วจึ่งอา
ราธนทูลทศพล
๏ ว่าพระจักเสด็จไปกล ใดข้าเคยยล
ที่นี้จะเปล่าเปลี่ยวใจ
๏ เคยสดับรสธรรม์อันไพ เราะห์เริ่มนี้ใคร
จะอนุเคราะห์ห่อนมี
๏ เคยเคารพทุกนาที นี้จักอัญชลี
ลอองก็ล่วงลับตา
๏ ขอจงโปรดปรานีรา รอยพุทธบาทา
ประดิษฐสถิตย์ในสถาน
๏ หวังไว้อภิวาทน์สักการ ทุกทิวาวาร
บยลพระองค์ต่างองค์
๏ สมเด็จสุคตก็ทรง การุญโดยจง
แก่พระสัจพันธภักดี
๏ จึ่งเหยียบวรบาทมุนี ยังยอดศีขรี
สุวรรณพรายเจษฎา
๏ ด้วยบงกชบาทเบื้องขวา ลายลักษณวรา
ทั้งร้อยแปดประการงาม
๏ เฉลิมโมลีโลกทั้งสาม ปรากฏในคาม
นิคมชนบทบุราฯ

(พระมหากษัตริย์ทรงสร้างพระมณฑป)

๑๑

๏ ปางปิ่นธเรศตรี ศรเสวยสวรรยา
อยุธเยศมหา นครราชธานี
๏ ทราบกิจกลรอย พุทธบาทชินศรี
มีราชฤไทยทวี กุศลมุ่งผดุงการ
๏ รดับเปนพระมณฑป วรรัตโนฬาร
เพียงวิชยันต์พิมาน อมรเทพปูนกัน
๏ สฤษฎิสวมพระพุทธบาท มุนินาถจอมธรรม์
ยังยอดศิขรบรร พตพิศโพรงพราย
๏ ห้ายอดยเยี่ยมเมฆ[๖] จรัสดวงวิเชียรฉาย
ชวลิตพรรณราย รยับโชติสุริยงค์
๏ กิ่งกาบททาบกาญ- จนมณีเสตารหง
บราลีเยาวยง- คช่อฟ้าปรงอนครัน
๏ มีบรรทจัตุราช วรพาดกระหนกพัน
เครือซ้อนสลับกัน กแนะแก้วกนกกลาย
๏ สุกรีกระหนาบชั้น ก็ทงันผงาดหงาย-
เศียรสัตวพรรณราย[๗] รดะดาษระดมดี
๏ กลีบเกล็ดกัจฉามาศ ประดับดาษจรุญศรี
สลับรัตนรูจี กระจ่างจัดกระจังบัง
๏ ใบโพสุวรรณห้อย รยาบย้อยบรุงรัง
ลมพัดกระดึงดัง เสนาะศัพทอลเวง
๏ เสียงดุจสังคีต อันดึงดีดประโคมเพลง
เพียงเทพบรรเลง รเรื่อยจับระบำถวาย
๏ พ่างพื้นที่ฐานบัตร เปนครุฑอัดอุราผาย[๘]
กรกุมสุกรีกราย จะกระหยับเผยอบิน
๏ สิงห์อัดก็อมดวง วชิรช่วงมณีนิล
เทพนมขนัดกิน- นเรศฟ้อนชอ้อนรำ
๏ อิสูรทมูลแบก ตระบองบิดก็กำยำ
แยกเขี้ยวผงาดทำ ดุจมีมโนเนา
๏ ผนังดาษกระจกแจ่ม ชวลิตงามเงา
กลแก้วผลึกเพรา รลอกเลื่อนลลานไป
๏ ซุ้มสี่ทวารา รจเรขเรืองไร
กาบพรหมสรไกร[๙] กระหนาบเสาพเพราพราย
๏ ตาบแต้มณรักร้อย ประดับพลอยมณีฉาย
เฉิดกลีบจงกลกลาย บทนาคสดุ้งดี
๏ หน้าบันเขบ็จบรร[๑๐] ผจงปั้นเปนโกสีย์
ทรงไอยราตรี เศียรงามด้วยงางอน
๏ ช้อยกรชูสัง- ขสังวาลบวร
แสงรัตนสุนทร ประกายมาศเลื่อมกัน
๏ ใบบานทวาเรศ[๑๑] รดับมุกดูพรายพรรรณ
เพียงพิษณุกรรม์สรรค์ นฤมิตรประดิษฐ์แปลง
๏ แม่ลายแลบุตกหนาบ ฉลุช่อชวาลแสง
เกี่ยวก้านกนกแพลง พิศสัตว์ชวัดวง
๏ คชสีหสิงหราช มยุเรศเหมหงส์
องคทยศยง หณุมานทยานกาย
๏ สุครีพในเครือวัลย์ ก็กุมขรรคชูฉาย
พาลีผู้เลิศชาย ตระบะล้ำกระบิลครัน
๏ ฉลักมุกทุกทวาร อัษฐบาน[๑๒]บเพี้ยนกัน
ล้วนแล้ว ณ เครือพรร- ณรายพรายลลายตา
๏ พื้นในหิรัญลาด[๑๓] ก็สะอาดอลังการ์
ราบรอบพระบาทา ทศพลวิมลมี
๏ มณฑปเยาวในนั้น[๑๔] คณพรรณมณีดี
พวงกลิ่นสุมาลี รยาบย้อยอร่ามเรือง
๏ ดาริจอัจกลับ[๑๕] วแวบวับมลังมเลือง
ฉัตรชั้นวิเชียรเรือง รุกขชาติบูชา
๏ ดอกดวงผกาแก้ว สลับศรีสุโสภา
จงกลพระบาทา นพรัตนกอบกาญจน์
๏ เฟื่องฟุ้งขจรกลิ่น เสาวคนธโอฬาร
ดุจทิพพิมานสถาน อุบลราชเทวัญ
๏ ปราการประกอบโคม สว่างแสงเสมอจันทร์
แจ่มแจ้งทิวาวัน บรู้รุ่งรู้ราตรี
๏ บันไดไศลลาด อุรคราชเจ็ดศีร์
ษเลิกพังพานมี พิษเพียงประไลยกัลป์[๑๖]
๏ อาวาสพระลานเลี่ยน ดุจแว่นสุวรรณสรรค์
มีรูปพระสัจพัน- ธดาบศบรรพชา[๑๗]
๏ ผดุงไว้จะหวังแจ้ง กิจโดยดำนานมา
คือองค์ดาบศอา- ราธนรอยพระบาทางค์
๏ เวหารอุโบสถ พระสถูปอุตมางค์
รายโรงระฆังปราง อดิเรกรจนา
๏ หน้าลานปราการกั้น สถลมารครัถยา
ผู้เฝ้าทวารา อิสูรสองตระบองกุม[๑๘]
๏ หน้าย่นแสยะโอษฐ ดุจโกรธประชาชุม
หากเดชพระจอมจุม- พลป้องบไภยันต์
๏ ก่อกอบเป็นอ่างแก้ว[๑๙] กระหนาบแนวศิขรขันธ์
ทดท่อธาราสรรพ์ ประปริ่มไหลจึ่งไขจร
๏ มาลาเลวงกลิ่น รสฟุ้งทั้งสิงขร
หล่นลอยชโลธร ตระหลบอบสุคนธา
๏ ลั่นทมระดมดาษ ดุจลาดประพัตรา
แก้วกรรณิกากา- รเกษกลิ่นกำจรลม
๏ สายหยุดประยงค์แย้ม ยี่สุ่นแซมสุกรมยม-
โดยดอกลำดวนสม สุรภีพิกุลกาญจน์
๏ เบญมาศบุษบัน มลิวัลย์พุดตาน[๒๐]บาน
อังกาบกุหลาบธาร สุคนธ์เทศเทียมกัน
๏ บุนนากลออนวล พุทธชาติอัญชัน
ชงโคยี่เข่งพรรณ มลุลีกระดังงา
๏ พุดซ้อนสลับกลีบ จำปาปีบมลิลา
ซ่อนกลิ่นก็กลิ่นสา- หัสยั่วกมลเสบย
๏ รวยเรื่อยจรุงรื่น วายุพัดรำเพยเผย
บุปผาบุชาเชย พุทธบาทบขาดวัน
๏ รุกขชาติประชุมแดน มรฎปประดิษฐ์สรรพ์
ดั่งจิตรลดาวัน วชิราสถาวร
๏ มีราชพระนิเวศน์[๒๑] กระษัตริย์เสด็จสโมสร
เกษมสันต์ประชากร สุขพ้นจะพิสดาร
๏ แม้วใครไปนบพระ พุทธบาทอันไพศาล
ยลพระมณฑปสถาน[๒๒] ที่ถกลแก่โลกา
๏ ประเหลไพชยันต์รัตน พิมานอินทรเจษฎา
ดังดาวดึงษา สวรรค์สรรค์เสมอกัน
๏ ลืมแลบรมทิน- กรลืมบแลจันทร์
ลืมแลมไหสวรรย์ พิภพราชมณฑล
๏ สุดสุขสุดเกษม นรนาถบดีดล
เหิมหื่นกมลชน อภิวันทนาการ ฯ

(รมณียสถานบริเวณพระพุทธบาท)

๑๙

๏ เขตรแคว้นในวนเวศศิขรพิศาล
แสนสนุกนิถ้ำธาร[๒๓] อเนก
๏ แนวเนินไศลศิขรินวราวรวิเวก
สูงสุดละลิ่วเมฆ ชรงำ
๏ คูหาเหวสรสนุกนิเลิศจรก็อำ-
พนดั่งประดุจทำ พิฦก
๏ ท่าธารสินธุเกษมกระแสชลคคึก
ไหลโลดคโครมครึก ฉฉาน
๏ พนพฤกษในพนเวศพนาดรตระกาล
ผลรสโอฬาร อุชา
๏ สบสัตวจัตุบททวิบาทคณนา
สัตวสัตวเสนหา แก่กัน
๏ เดชด้วยวรพุทธบาทบรมสรร-
เพชญอุตม์มหันตา- ธิคุณ
๏ กอบเกิดศิงขรราวอรัญญิกอดุลย์
แสนสุขฤปานปุน ประมาณ
๏ สำหรับราษฎรกระษัตริย์ประพาสสุขสำราญ
ถึงปีนมัสการ บขาด ฯ

(พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาเสด็จประพาส)

๑๖

๏ ปางฤดูหิมผคุณมาส องค์อิศวรราช
ปิ่นพิภพกุรุงทวา
๏ ปราโมทย์หฤทัยราชา จักเสด็จวันทา
บรมบาททรงญาณ
๏ ดำริห์เสร็จอื้นโองการ สั่งเสนีชาญ
พิริยรวจณรงค์พลัน
๏ จงจัดจัตุรงค์อนันต์ อิกมหาสุวรรณ
นาเวศพยุหยาตรา
๏ จักจรัลอัญชลีสักกา- รพุทธบาทา
สถิตย์สุวรรณศีขรี
๏ มโหรสพสมโภชโสภี มาลาอัคนี
จงสรรพประดับกิจการ
๏ อำมาตย์รับราชบรรหาร สดุดีนฤบาล
ตระบัดฉวัดไตรตรา
๏ การสรรพกลับผยองผันมา ทูลแด่มหา
กระษัตริยเสร็จบริบูรณ์
๏ ขออัญเชิญเสด็จนเรสูร อรุโณทจำรูญ
สกุณฤกษ์พยุหพล ฯ

(ขบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค)

๑๔

๏ ปางนั้นบรมนฤเบศร์ สุรราชฟังกล
เสนางคจัดจตุรพล พิริยสรรพประดับการ
๏ เร่งมีกมลก็ประโมช สุมนัสใสสานต์
ครั้นส่างอรุณรวิวาร ยเยี่ยมยอดยุคุนธร
๏ เสด็จสรงสุธารทิพรส สุวคนธกำจร
ภูษิตวิจิตรอลงกรณ์ วรรัตนธำมรงค์
๏ ทองกรตระกองกรประดับ วชิรเรืองระยับองค์
สังวาลวลัยบวรมง- กุฏแก้วกุณฑลพราย
๏ เสร็จสรงก็ทรงพิชัยอา- วุธสรรพธนูสาย
สพักเสร็จเสด็จจรก็ผาย บทบาทยุคลคลา
๏ แสนสาวสุรางค์วรสนม ก็ประดับดังดารา
แวดล้อมพระจันทรณอา- กาศเรืองรรังษี
๏ เสด็จดลฉนวนพระอรณพ ขนานหน้าวาสุกรี
แตรสังขประโคมดุริยดนตรี มหรธึกและกาหฬ[๒๔]
๏ เสด็จทรงที่นั่งสุวรรณนา- วบุษบกไพชยนต์
เมินแมนพิมานอมรถกล ก็ประเทิดประทัดทาย
๏ เครื่องสูงไสวเศวตรฉัตร อภิรุมยชุมสาย
กลดกลิ้งกระชิงรัตนพราย มยุรฉัตรจรัสจรูญ
๏ พัดโบกและจามรมณี ทรกั้งกำบังสูรย์
ธงฉานฉวัดวรพิบูลย์ รยะยาบที่ธงไชย
๏ นาเวศสุวรรณวรประดับ สรมุขเกรียงไกร
คู่เคียงกับจักษุวิมานไชย รัตนเรืองสุธาธาร
๏ นาวาขนัดคณคชสีห์ สิหราชมกรกาญจน์
โตสิงกิเลนทอัศวาน สกุณพักตรเจษฎา
๏ นอกนั้นก็จับวรฉลาก นวสูรเสนา
แห่แหนบรมนรนรา- ธิบดินทร์เสด็จจร
๏ โห่แห่กระหึมศัพทสำเนียง นิสนั่นชโลธร
พายทองกระทุ่มธวัชกร ชลฟุ้งคือฝอยฝน
๏ ฟองฟุ้งนทีธรติรา ครลอกกระฉอกชล
ธงเทียวธวัชกลคือกล สกุณร่อนรริ้วโพยม
๏ ทวาราวดีพิฦกพลั่น สนั่นลั่นคครื้นโครม
ไพร่ฟ้าประชาชนก็โสม- มนัสโดยเสด็จไคล
๏ เหรามัจฉากัจฉปป่วน บมิทวนสถิตย์ใน
สาครกระเจิงจรนุไพร พำนักนิ์ห้วยละหารธาร
๏ เสด็จดลประทับท่าเจ้าสนุก[๒๕] พระดำหนักอันโอฬาร[๒๖]
เถลิงอาสนราชสุขสาน- ติภิรมยรมยา
๏ ปราการประดุจศิขรกั้น สมุทคั่นคัมภีรา
หว่างเขาอัศกรรณวินัตกา คิชกูฏคุหาหงส์
๏ ตาริ้วระรอบกลคือเขา บริภัณฑกรรกง
รอบล้อมนิเวศวรคือวง- กฏเกี้ยวพระเมรุมาศ
๏ สรรพพฤนทประชาชนนิกร วรมนตริเกลื่อนกลาด
อึกอึงอุโฆษพนวาส พนพนมจะหล่มทลาย
๏ เรือจอดจรดก็บมิส่ำ ดูคคล่ำกระแสสาย
กู่กันพเพรียกจรจราย บมิรู้กี่โจษจรร
๏ เสพโภชน์กระยาหารสำเริง สุขรมยชมกัน
เปรมเปรอจเรอจรจรัล ก็คเคลือบทั้งแดนดง
๏ สายัณหแสงสุริยเสด็จ จรคล้อยพระเมรุลง
ปักษาคณากรสู่พง พนพฤกษเพรียกรัง
๏ จับจอมผกาอรประอึง คคลึงคู่สิเนหัง
หวนหันกระสันสัตวประนัง ศัพทร้องสำเนียงหวาน
๏ ราตรีสงัดศัพทนิกร นรราชทวยหาญ
เพื่อผลมหันตดรธาน ประทุษฐจิตรกามา
๏ แสงจันทร์จรูญเมฆจแจ่ม จรแหร่มณนภา-
กาศเรืองรยับรัศมิดา- รกพรายโพยมบน
๏ น้ำค้างรำเพยประวายุพัด ปรมาณุฝอยฝน
เย็นทั่วทั้งพื้นพนภุวดล ชฉ่ำพวกพลากร
๏ กวางทรายกระต่ายจรก็เต้น ประชมแสงศศิธร
โลดเล็มรบัดสุขและจร ณเหล่าแหล่งพนาราม
๏ ไถงเงื้อมยุคุนธรจะจวน ปจุสสมัยย่ำยาม
กดโกกิลาสกุณปาม สุรศัพทอึงอล ฯ

(ขบวนเสด็จพยุหยาตราทางสถลมารค)

ร่าย

๏ เสนาตระบัดตื่นตน ตรวจเตรียมพลพยุหบาตร
เร่งรุมฟาดนายอัศว์ เร่งรันฉมัดนายคเชนทร์
เร่งรดับเกณฑ์นายรถ เร่งรันขนดนายพล
ศัพทโจษจลจรรจา แก้ช้างม้าโคเกวียน
ลงฉวัดเฉวียนวาเรศ แต่งสกนธเพศพลไกร
คชไสวอัศวา โดยขบวนตราพยุหบาตร
เมือบคามาศวิถี ท่านฤบดีผ่านเผ้า
พอรุ่งอรุณเร้า แผ้วฟ้าวรโพยม ฯ

๑๕

๏ พลคชคชแรงโรม โจมณรงค์คง อาวุธสรรพ
๏ พลคชคชเร็วรับ จับอรินทรราชฟาด ขจัดจร
๏ พลคชคชฤทธิรอน เบญจลึงคธร เถลิงงา
๏ พลคชคชศักดา งางอนช้อยสอย เอาดวงดาว
๏ พลอัศวอัศวฉ่าฉาว จบทุกแดนดาว สยบสยอง
๏ พลอัศวอัศวลำพอง ทวนมาศลำยอง จามรี
๏ พลอัศวอัศวสำลี ทรงกุทณฑ์ตี ดำเลิงสาย
๏ พลอัศวอัศวผาดผาย ทรงธนูสาย ประลองทัด
๏ พลรถรถเฉวียนฉวัด เรียบแปรกรัต- นปลายธง
๏ พลรถรถก้องกง เวียนระเห็จหงส์ คือกังหัน
๏ พลรถรถพรายพรรณ สรรพ์ประดับกาญจน์ มณีแสง
๏ พลรถรถคำแหง ปรปักษ์แสยง สยบมรณ์ ฯ

๑๖

๏ ตรวจเตรียมเทียบแสนยากร แพนดั้งโตมร
กุทัณฑ์ธนูนั่นหนา
๏ ดาบเขนเสโลห์ปืนยา ปืนไฟคณนา
บรู้กี่ส่ำเนืองนอง
๏ ย่อมล้วนเกราะกรายลายทอง เสื้อหมวกไหมกรอง
กระหนกกระหนาบแกมกัน
๏ สรรพพฤนทามาตย์โจษจรร พร้อมพรั่งอนันต์
อเนกขนัดในขบวน
๏ ครั้นเพลาฤกษเรืองควร อัญเชิญอิศวร
สุเรนทรราชยาตรา ฯ

๑๑

๏ ปางนั้นนฤบดิน- ทรสุเรนทรมหา
เร่งมีมโนปรา- รภซึ่งเสด็จดล
๏ เสด็จสรงสุธารทรง พิภูษิตตระการกล
พาหุรัตนกุณฑล มกุฏแก้วกรรเจียกจร
๏ เสร็จทรงพิไชยอา- วุธสรรพประดับกร
ย่างเยื้องจรัลจร วรราชเกยไชย
๏ ทรงพระคชาธาร ทรเรืองมหิทธิไกร
ดุจองค์สหัสไน- ยนิสิทไอยรา
๏ ประดับหมู่พิริยพล -ลโจษจลณมรรคา
ส่ำแสนทแสนยา- กรก้องกเกริกไพร
๏ เสียงสารอัศวราช นฤนาทวนาไลย
แตรสังข์ประนังใน ศุภฤกษ์ดำเนินพล ฯ

๑๔

๏ ฝ่ายพญาคชาธรพิพงศ์ อยเรศมหัยรณ
พิศไหนลมัยมุขพิมล ทินย่อมประดับดาว
๏ ผ่านพักตรพัตรรัตคน ชนักต้นกระวิลวาว
ซองหางรยับรัศมิพราว พพรายรัตนาภา
๏ ข่ายทองตระพองพักตรพนาศ รุจเรกขโมรา
กำภูหุ้มภู่พรรณจา- มรีเฟื้อยฟฟายงาม
๏ ปรบกรรณกระหึมสุรส่ายมัน จรแกว่งณกลางสนาม
เสนาพลาจรคั่งคาม พิศเพียงเอราวัณ
๏ ประดับด้วยเศวตบวรฉัตร อภิรุมชุมสรรพ์
จามรแลธรสุริยวรร- ณพัดโบกระบายลม
๏ กลดกลิ้งกรชิงมยุรฉัตร จรูญแสงจรัสสม
ธงทวนฟฟายจามริรมย์ ดุจกวักจะไกวโพยม
๏ แวงแซงจัตุลังคบทบา- ทคเชนทรชรุกโซม
ฆ้องกลองประนังศัพทประโคม จแจ้วปี่ชวานำ
๏ คชดังประนังอธิคคม คชกรมเสียดส่ำ
พังคาและแซกกิรินินำ ที่นั่งรัตนพุดตานทอง
๏ เบื้องหลังคเชนทรบรม- ขัติโยรส[๒๗]สมพอง
โดยเสด็จจุฑาธรณินอง รถเรียบประเทียบจร
๏ รถอรรคสุดาสุรสนม วรรูปคืออัปสร
เยี่ยมยิ้มพพริ้มพักตรบวร ธิวิสูตรมาศผจง
๏ กล่นเกลื่อนอรัญรถยา ธุลิตระหลบทังไพรพง
เสียงสารและอัศวก้องกง รถลั่นสนั่นพนม
๏ แซ่เสียงพลาพลนิกร ก็สะท้อนสะเทือนระทม
สรรพสัตวก็ตื่นจิตรระงม ปลาตแล่นขจัดขจาย
๏ เรไรและวานรชะนี พเพรียกพร้องสำเทียนทาย
เสด็จคลาพลาพลนิกาย ดลราชวังสถาน[๒๘]
๏ หยุดยั้งพยุหจัตุรง- คสำเริงฤทัยลาน
ตรวจเตรียมมโหรสพการ สมโภชพุทธบาทา ฯ

(ทรงนมัสการพระพุทธบาท)

๒๑

๏ ปางนั้นสมเด็จกระษัตรา ศุภจิตรวรา
เสด็จสรงสา- คเรศพลัน
๏ เสร็จทรงอาภรณพรายพรรณ ภูธรจรจรัล
มากระทำอัญ- ชลิตวา
๏ ทักษิณพุทธบาทศาสดา ถวายทีปบุษปมา-
ลัยสุคนธา รกำจร
๏ อิกภูษิตสรรพาภรณ์ เบญจราชกกุธธร
ถอดถวายศร ภิรมยัง
๏ เสด็จสดับรสธรรมเทศนัง ดุริยางคจำเรียงสัง-
คีตประนังดัง ประโคมถวาย
๏ ครั้นเสร็จอภิวันท์เสด็จปราย หิรัญสุวรรณหลาย
ทรัพยแจกจ่าย คณานันต์
๏ ทานแก่พณิพกสบสรรพ์ บรมหริรักษจรร-
โลงลิลาผัน ประเวศวัง ฯ

(มหรสพกลางวันสมโภชพระพุทธบาท)

๑๑

๏ บัดการมโหรสพ -พก็โห่ขึ้นประนัง
กลองโขนตระโพนดัง ก็ตั้งตระดำเนินครู
๏ ฤๅษีเสมอลา กรบิลพาสองสู
เสวตรานิลาดู สัประยุทธพันธนา
๏ ตระบัดก็เบิกไพ- จิตรสูรอสูรา
ถวายดวงธิดาพงา อมเรศเฉลิมงาน
๏ ละครก็ฟ้อนร้อง สุรศัพทกลับขาน
ฉับฉ่ำที่ดำนาน อนิรุทธกินรี
๏ ฝ่ายฟ้อนละครใน บริรักษจักรี
โรงริมคิรีมี กลลับบแลชาย
๏ ล้วนสรรสกรรจ์นาง อรอ่อนลอออาย
ใครยลบอยากวาย จิตรจงมเมอฝัน
๏ ร้องเรื่องระเด่นโดย บุษบาตุนาหงัน
พักพาคุหาบรร- พตร่วมฤดีโลม
๏ ฝ่ายหุ่นก็ตั้งโห่ ศัพทส้าวกระโหมโครม
ชูเชิดพระโคโดม ทวิพราหมณรณรงค์
๏ เริ่มเรื่องพระไชยทัต จรเสด็จพนาพง
ลอบล้อมมฤคยง อสุรท้าวกุเวรแปลง
๏ โมงครุ่มคณาชาย กลเพศพึงแสยง
ทับทรวงสอิ้งแผง ก็ตระกูตโกคำ
๏ เทริดใส่บใครยล ก็ละลนละลาวทำ
กุมแส้ทวารำ ศัพทร้องดำเนินวง
๏ บัดเบื้องรเบ็งแต่ง กลกายประดุจมง-
ครุ่มเทริดบสมทรง กรกุมธนูเมียง
๏ ย่องยิงมยุรมรณ์ ก็สอ้อนสเอวเอียง
ลูกคู่ก็แตกเสียง โอละพ่อตระหลบเวียน
๏ นางรำระบำบรร- พก็ฟ้อนบชำเนียร
พิศเล่นแต่พาเหียร บมิส่ำจะสำรวล
๏ เทพทองคนองเฮ ชนเปรสดับสรวล
โต้ตอบก็ไป่ควร ประถ้อยแถลงกัน
๏ โขนหนังระดับช่อง ระทาหุ่นและรามัญ
รำเล่นบเปนฉัน ทิจะสุนทราแล
๏ เหล่าหกคเมนเมิล จรลิ่วลลานแด
ยกบาทกลับแปร ศิรลงก็เสียวสยอน
๏ ไต่ลวดและกุมหาง มยุรย่างพเนจร
แล่นเล่นบอาทร ดุจเหาะจะเหิรหาว
๏ แนบนิทรลวดแลบ ก็กระแหนบทิหนวดคราว
ห้อยหันคือคังคาว ชนเสียวสยองแทน
๏ รำแพนฟฟ้อนหัต- ถก็ยืนรโยนแปลน
ปลายไม้ประดุจแมน มารังสรรคโสภา
๏ ลอดบ่วงทลวงถลัน บมิทันจะพรับตา
ประดุจอุรคา อันเลื้อยลอดลดาดาย
๏ พวกนิทรหอกดาบ พิศปลาบชีวาวาย
ครกวางณกลางกาย ประนังสากบยากยัน
๏ มวยปล้ำตระบองตี ประเตะต่อยตลุมกัน
หยุดยกก็รางวัล ชนะปูนบำเหน็จนอง
๏ ล้วนสรรพกลั่นแกล้ง มาสมโภชสมพอง
สุดสิ้นเสนอสนอง จะนิพนธรำพัน
๏ เบื้องบ่ายพระสุริเยน- ทรเสนีประนมคัล
สามคาบก็ขึ้นกัล- ลปพฤกษโปรยทาน ฯ
  ๒๘เมื่อนั้นประชา
ราษฎรโยธา พณิพกทวยหาร
สิ้นทั้งปักษ์ปวง มารับพระราชทาน
ตบหัดถ์ฉัดฉาน ชนช่วงชิงกัน
  ๏ เบียดเสียดสับสน
ชายหญิงโจษจล รวบรับหิรัญ
ล้มลุกคลุกคลาน ดิ้นด้าวแดยัน
ฉุดชักพวกพรรค์ ได้แล้วครรไลย
  ๏ ซื้อหากระยาหาร
เสพสุขสำราญ โอ่อ่าคลาไคล
ธูปเทียนบุปผา คันธามาลัย
จรพระลานใน นบพุทธบาทา
  ๏ เปนเวรอภิวาท
ชายหญิงบอาจ ลุมเล้าทวารา
สำเริงสำราญ สุขีปียา
ทั่วทั้งประชา ชีพราหมณสงฆ์ ฯ

(มหรสพสมโภชกลางคืน)

๑๖

๏ ครั้นสุริยเสด็จอัษฎงค์ เลี้ยวลับเมรุลง
ชรอุ่มชรอ่ำอัมพร
๏ บัดหนังตั้งโห่กำธร สองพระทรงศร
ฉลักเฉลิมเจิมจอง
๏ เทียนติดปลายศรศรสอง พากย์เพ้ยเสียงกลอง
ก็ทุ่มตระโพนท้าทาย
๏ สามตระอภิวันท์บรรยาย ชูเชิดพระนารายน์
นรินทรเริ่มอนุวัน[๒๙]
๏ บัดพาลาสองสองขยัน ปล่อยวานรพัน-
ธนาก็เต้าเตียวจร
๏ ถวายโคบุตรบมิให้มรณ์ ปละปล่อยวานร
นิวาสสถานเทาคง
๏ เริ่มเรื่องไมยราพฤทธิรงค์ สะกดอุ้มองค์
นเรศดลบาดาล

(เสด็จทรงจุดดอกไม้เพลิงเป็นพุทธบูชา)

๑๖

๏ ปางนั้นสมเด็จมหิบาล เสด็จด้วยบริพาร
ลีลาศเลียบเหลี่ยมผา
๏ จุดเพยียมาศแจ่มดวงผกา ถวายพุทธบาทา
ตระบัดระทาพุ่มเพลิง
๏ โป้งปีบปีบเสียงศัพท์เถกิง ดุจพยัคฆ์ร้องเริง
แลเสียงมฤคกวางฟาน
๏ ตรวจตรวยพวยพุ่งคัคณานต์ นกบินบินปาน
สกุณร่อนรักรัง
๏ อ้ายตื้อหวือวุดกำลัง พพักตรชนพัง
พินาศโลหิตสลาย
๏ กังหันหันดุจลมผาย ช่อม่วงร่วงราย
ฝอยทองรเทือกหน้าระทา
๏ พลุจีนศัพทก้องโกลา แจ่มดวงในอา-
กาศเรืองชช่วงดังดาว
๏ เพลิงพยัคฆ์ลากหางสำหาว แล่นลุมชนฉาว
ประทัดปะทะคนยัน
๏ เพลิงสินธพบรเห็จหัน พเนียงสนั่นครัน
อุโฆษชโชติช่วงงาม
๏ เพลิงโคควายวิ่งกลางสนาม มีนายติดตาม
กรกุมประฏักทักแทง
๏ เพลิงพ้อมพิสดารดูแสดง หลากหลายเปลี่ยนแปลง
ปราสาทสุดโคมคน
๏ มีมังกรล่อแก้วกล แล่นไล่เวียนวน
วิจิตรส่ำรำพัน
๏ จรัสแจ่มเพยียรุ่งเรืองวรรณ นวลคือนวลจัน-
ทรแจ่มหน้าชนานวล
๏ มโหรสพสมโภชประมวญ ครบเจ็ดวันควร
สนุกแลสุขสบสรรพ์ ฯ

(เสด็จประพาสชมไพร)

๑๑

๏ เสร็จการสยมโภช บรมไทเสด็จพลัน
คลายพยุหโจษจรร จรชมพนมพนา
๏ ห้วยเหวศิขรบรร- พตเลิศสมญา
ถ้ำธารทุราทวา ระแวกวุ้งคุหาบรร
๏ โตรกตรอกชะงอกเงื้อม ชะง่อนซ้อนสลับกัน
ลดเลี้ยวไศลพรรณ พิฦกล้วนศิลาลาย
๏ เปลวปล่องชช่องคู กระพุ่มภูพพร้อยพราย
หยัดเย็นกระแสสาย ชลใสสะอาดดี
๏ เสด็จชมพนาดร วรพฤกษสักขี
รวกรังกระสังมี ผลดกประดู่แดง
๏ ชาเลียงและเหียงหัน พชิงชันกระชุมแสง
จวงจันทนจิกแจง ตะขบข่อยมะค่าคาง
๏ พลวงพลองมะตองแต้ว และมะตูมมะตาดทราง
เกดแก้วลำไยยาง พยอมยูงระโยงไพร
๏ อ้อยช้างและช้างน้าว และกระเช้าสีดาใส่
หูกวางและกร่างไกร มเกลือกล่ำกระลำภอ
๏ คูนเคี่ยมตะเคียนคล้าย และย่างทรายเสม็ดสมอ
ปริกปรงประยงคุ์ยอ มะดูกเดื่อกระโดนโกรน
๏ สนสักมะกักกอก และตระแบกตะบากโยน
หลาวหลกชโอนโอน และกระทุ่มกระถินทอง
๏ คนทามะค่าแค มะงั่วแง่ระงับกรอง
เล็บนางขานางน้อง มะฝ่อแฟบมะเฟืองไฟ
๏ เต่าร้างพุมเรียงรัก ดูสลักสลมไพร
พรรณพฤกษ์ระบัดใบ ระบุช่อผกากาง
๏ หอมหวนประอวนกลิ่น รสรินณริมทาง
ราชาคณานาง ก็นิยมภิรมย์ยวน
๏ เสด็จชมคณานก ดุจผกฤทัยหวน
โกกิลขมิ้นนวล หัสไนยรังนาน
๏ ไก่ฟ้าพญาลอ กระวิกแขวกขวาน
ขุนแผนกระแวนวาน ระวังไพรตระไนยาง
๏ ขาบเค้ากระทาคุ่ม อิลุ้มกรุมตรลอนฟาง
เงือกงั่วกระลิงลาง กเลมาะเค้าแมวโมง
๏ สร้อยร้าพญาเสวย ติวิดวิ่งและคลิ้งโคลง
ภูรโดกชะโงกโพรง กุลาโห่และโกญจา
๏ ยางกรอกกับดอกบัว กระเต็นตั้วและตับคา
แขกเต้ากระเหว่าสา- ลิกาแก้วกรอดเกรียน
๏ กาสักและสัตวา มยุเรศตีนเทียน
จินโจ้กระจาบเวียน บารบุนและเบญจวรรณ
๏ กินลมสมบัณฑิต- ยประหิศอัญชัน
เค้ากู่คับแคพรร- ณพิราบครวญคราง
๏ เรไรระหริ่งร้อง จักจั่น[๓๐]สนั่นกลาง
วนเวศประหนึ่งนาง ดุริยขับจำเรียงถวาย
๏ ชมหมู่มฤคกา- ษรสรรพแหล่หลาย
พาฬพยัคฆกวางทราย จรเตร็จณโกรกเกริน
๏ โคเพลาะและเลาะเล็ม ลบัดนัศแนวเนิน
ถึกเที่ยวกระทิงเดิน วนเวศโคคลอน
๏ เม่นหนีชะนีโหน จรโจนในดงดอน
จิ้งจอกกระหลอกหอน ชะมดรสสุคนธาร
๏ ละมั่งระมาดผาด[๓๑] สุรศัพทเพรงดาล
เยียงผาระเห็จหาญ ณห้วยเหวคุหายง
๏ กระต่ายเต้นกระตุ่นขุด สุกรดุดณดารดง
ฟานแฟนกระจงลง ชลแช่กระหายแรง
๏ แรดร้ายระดูจำ ศิลสู่ที่ปลักแปลง
พรานไพรชมัดแทง ทะลุล้มสะดวกดาย
๏ ชมหมู่กิรีนี ศุภลักษณแหล่หลาย
โทนทอกพินายพลาย เอกทนต์ประทุมทันต์
๏ โคบุตรชมลบ วรครบจรอกจรัล
รายเรียงสกอกัน จรจบจรอดหา
๏ ลูกน้อยณแนบนม ก็กรดูดกษีรา
โฆษเพรียวพเพรียกอา- รัญเวศเมื่อสายัณห์ ฯ

(เสด็จสรงสนาน)

๑๖

๏ ชมพรรณนกไม้สบสรรพ์ สบสัตวอนันต์
อเนกตรูตราไตร
๏ เสด็จชมถ้ำธารอำไพ เย็นฉ่ำชลใส
ละเลื่อมวาลุกาพราย
๏ มีหมู่มัจฉามากมาย ตริวตราวม่านลาย
แลฝูงจรเข้เหรา
๏ ช้างเหยียบปลาแม้วลิ้นหมา คางเบือนเบือนหา
กรช่อนแก้มช้ำสู่หมอ
๏ กรตรับตรับฟังรังรอ กรายว่ายเวียนตอ
ตรเพียนตรพากไยไพ
๏ ดาบลาวอ้าวอุกเสือไคร เนื้ออ่อนอ่อนใจ
ประนอมน้ำเงินเงินมี
๏ แมวม้าพาเทโพลี จิ้มฟันกุมภีล์
ก็พาอ้ายด้องดวนตาม
๏ กระแหแห่ห้อมหลังหนาม อิทุกทุกคาม
มาสู่ปลากดกฎหมาย
๏ ทมางหมางใจไหลหลาย สร้อยซ่าซิวสวาย
ชวาดวิวาทข่มแขยง
๏ ชโดทองพลุกดุกแดง ช่อนช้อนชวนแชวง
เห็นพวกกระดี่ดีใจ
๏ นานาแน่นน้ำเล็มไคล ผุดว่ายเวียนระไว
บรู้กี่ส่ำสังขยา
๏ เสด็จลงสรงสินธุธารา แสนสรรพสุดา
ประดับประดุจกินรี
๏ แล่นไล่ในสาคเรศศรี ใสสุทธวารี
วรากุสุมภ์เสาวคนธ์
๏ โกมุทบุษบาอุบล บุษบันจงกล
ก็บานสะพรั่งเกสร
๏ เกสรจรัสแสงทินกร เรณูขจร
ภุมรีก็กลั้วรสชม
๏ ต่างนางว่ายเวียนเด็ดดม สาวสรรค์สนม
สนุกนิสุขหฤหรรษ์
๏ เสร็จสรงพอสุริยสายัณห์ เสด็จจากธารอัน
ทุเรศประเวศวังสถาน
๏ แต่จรประพาศถ้ำธาร ราษฎรสำราญ
สำเริงจะล่าธานี

(ทรงนมัสการลาพระพุทธบาท)

๑๔

๏ ปางนั้นสมเด็จนฤบดิน- ทรปิ่นธเรศตรี
พร้อมด้วยบรมขัติยศรี สุริยวงศ์สนมใน
๏ ชีพราหมณ์ประชาชนนิกร จรโดยเสด็จไคล
ถือทีปสุคนธมาไลย ชวเลศสำอาง
๏ เสด็จดลพระมณฑปก็ทำ อภิวันทปัญจางค์
ถวายเครื่องสุคนธปวรางค์ ประทีปธูปสุคนธาร
๏ เครื่องทรงประดับพระวรองค์ ดุจเทวนฤมาน
เปลื้องปลดประนมนมัสการ พุทธบาทศาสดา
๏ สิ้นทั้งพระวงศก็ถวาย วรรัตนรจนา
ทวยราษฎรพราหมณพฤฒา ก็ประชุมชลีคัล
๏ เสร็จกรุงกระษัตริย์นมัสการ ก็กำหนดทิวาวัน
จารึกลิขิตสุวรรณพรร- ณบัตรศุภใสสานต์
๏ หลั่งน้ำสิโนทกธารา ดลเมทนีดาล
ตั้งสัตยากรธิฐาน มตโมกข์ศิวา ฯ

(เสด็จกลับพระนคร)

๑๙

๏ ครั้นเสร็จนบวรบาทมุนินทรก็ลา
เลิกลาศโยธา ครไลย
๏ สรรพแสนยากรพฤฒิพลมไหย
ดาษดาวนาไลย ลิลาศ
๏ เลี้ยวลับพักตรพระลานก็ลานจิตรสวาดิ์
คลอนคลอนกมลราษฎร์ ประชา
๏ ต่างต่างยอกรเหนือศิโรตมก็อา-
ดูรโศกโศกา พิลาป
๏ โอ้โอ๋อาตมาจรนิราบรมบาท
เคยนบอภิวาท ทุกวัน
๏ โอ้แสนสนุกนิมณฑปประดุจวิชยันต์
ดาวดึงสมฆวรร[๓๒] บดินทร
๏ โอ้โอ๋แสนเกษมพนเวศศิขรสินธุ์
ธารไหลระรินริน สุคนธ์
๏ อ้าอ้าสรรพสนุกนินฤทุกขนิรนต์
แต่นี้จะวายยล ยะเยียบ
๏ อ้าอ้าปาระชะนี้สงัดศัพทเสงียบ
วังเวงวิเวกเชียบ พนานต์
๏ โหยหวนพุทธบาทชินาถวรญาณ
ทุ่มทรวงกรรแสงสาร พิไร
๏ ซ้อเสียงศัลยสมรเสมอศัพทเรไร
แจ้วแจ้วสนั่นใน อรัญ
๏ แสนโศกจรดคิริทวาเรศหิมวันต์
พ้นเภทจะรำพัน คณา
๏ เสด็จโดยด่วนพนเวศและสินธุมรคา
ดลกรุงทวารา ภิรมย์
๏ เดชะรำพันนิพนธ์บุณโณวาทสุตรสม
วิพรประสิทธิคม พิมล ฯ

(ปณิธานของผู้แต่ง)

๑๒

๏ วรสรรพประสิทธิ์ วรฤทธิอจล
วรเดชะนิพนธ์ พิรภาพจงปรา-
๏ กฏในธรณิศ วรสิทธิเมธา
นฤทุกขนิรา นฤโรคนฤไภย
๏ วรเดชสวัสดิ์ ศุภสุนทรไร
ดลอาตมจงไพ- บุลภาคยนิรันต์
๏ มรณังจงเสวย สุขสวัสดิเมืองสวรรค์
ผลเดชจงถวัล- ลนิวัตนฤพาน ฯ

(โคลงท้ายเรื่อง)

๏ จบ เสร็จอภิวาทไหว้ สักการ
บุ โณวาทพิศฎาร สูตรแจ้ง[๓๓]
ริ ร่ำสรรเสริญสาร ฉันทภาค
บูรรณ เสร็จสำเร็จแกล้ง กล่าวไว้เป็นเฉลิม ฯ
๏ จบ จนกระษัตรสร้าง เสร็จฉลอง
บ พิตรเสด็จไพรคนอง เถื่อนถ้ำ
ริ ร่างสฤษดิสารสนอง เสนอเนตร
บูรรณ เสร็จเสด็จกรุงซ้ำ เรื่องซั้นสรรเสริญ ฯ
๏ ฉันทพากย์พระนาคถ้า ทรายผจง
ยินย่อมอาลัยหลง เล่ห์ชู้
แรกรักร่วมจิตรปลง ปลุกสวาท ลืมฤๅ
โสตเสนาะเพราะรู้ รสอ้อยตาลหวาน ฯ
๏ จบกลอนพระนาคแกล้ง เกลาบท
ฉันทพากย์นิพนธ์พจน์ เรียบร้อย
เพียงทิพยสุธารส สรงโสรจ ใจนา
ฟังเร่งเสนาะเพราะถ้อย ถี่ถ้วนกลอนแถลง ฯ


[๑] สมุดไทยบางฉบับ เขียนว่า “ชวลีสุเบญจางค์”

[๒] ฉบับพิมพ์ ๒๕๐๓ ใช้ว่า “อัยเรศตรีเศียรเป็นพา-”

[๓] เมืองสุนาปรันตะ หรือเมืองปรันตปะ ปรากฎตามคำให้การขุนโขลน ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๗ ว่าอยู่แถวบางโขมด ยังมีคูและกำแพงดินอยู่ในตำบลบ้านหมอ อำเภอบ้านหมอ ห่างจากพระพุทธบาทราว ๑๒ กม. และว่าร้างไปในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกในรัชกาลสมเด็จพระมหินทราธิราช บางทีก็เรียกว่าเมืองขีดขิน และบางท่านก็ว่าเมืองเสนาราชนคร ในพงศาวดารเหนือ

[๔] ๕๐๐ หย่อน ๑ องค์ เท่ากับ ๔๙๙

[๕] เดิมสันนิษฐานว่า มหาบุณ (นาค) หมายถึง พระมหานาค วัดท่าทราย แต่ในที่นี้น่าจะหมายถึง มหาปุณณะ พ่อค้าชาวสุนาปรันตชนบท

[๖] มณฑป ๕ ยอดของเดิมถูกไฟไหม้ ต่อมาสร้างใหม่เป็นยอดเดียวดังปรากฏในปัจจุบัน และไม่มีสิ่งก่อสร้างหลายอย่างตามที่พรรณนาไว้ในคำฉันท์นี้

[๗] เศียรสัตต = ๗ เศียร..?

[๘] ฐานบัทม์หรือฐานบัวของพระมณฑป ปัจจุบันไม่มีครุฑจับนาค ไม่มีสิงห์หน้าอัด เทพนมและกินนร ฯลฯ เช่นที่พรรณนาไว้นี้

[๙] กาบพรหมสร เป็นชื่อกาบกนกลายบัวหุ้มโคนเสา

[๑๐] หน้าบันประตูพระมณฑปปัจจุบัน ทำเป็นนารายณ์ทรงครุฑ

[๑๑] พรรณนาถึงบานประตูพระมณฑป ประดับมุกเป็นลวดลายแบบเดียวกันทั้ง ๘ บาน เป็นของสร้างในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ (พ.ศ. ๒๒๗๕ – ๒๓๐๑) เมื่อตอนจะเสียกรุงถูกพวกจีนคลองสวนพลูเผา แต่คงจะไม่เสียหายทั้ง ๘ บาน ที่กล่าวกันว่าสร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๑ นั้น คงสร้างเฉพาะประตูด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ๒ บาน เพราะลายผิดกับบานอื่นๆ

[๑๒] อัษฐบาน หมายความว่า ทั้ง ๘ บาน ทำลวดลายเหมือนกัน

[๑๓] เมื่อพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. ๒๓๐๙ พวกจีนที่ตั้งค่ายอยู่คลองสวนพลูคบคิดกันประมาณ ๓๐๐ คน คุมกันขึ้นมาเลิกทองคำหุ้มพระมณฑปน้อย และลอกแผ่นเงินปูลาดพื้นพระมณฑปเอามาเป็นอาณาประโยชน์ ต่อมาทำขึ้นใหม่หลายคราว และที่มีอยู่ปัจจุบันเป็นเสื่อเงิน ทำขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๔๙๔

[๑๔] หมายถึงมณฑปน้อย ที่สวมรอยพระพุทธบาทอยู่ภายในพระมณฑปใหญ่

[๑๕] เดี๋ยวี้ใช้แสงสว่างของไฟฟ้าและไม่ได้แขวนอัจกลับ

[๑๖] ปัจจุบันเศียรนาคเชิงบันไดหน้าเป็นนาคห้าเศียร หล่อในรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๕ ส่วนนาคเจ็ดเศียรที่อยู่เชิงบันไดเหนือตรงประตูวัด เป็นเศียรนาคสวมมงกุฎ น่าจะเป็นของเก่า มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

[๑๗] ตั้งอยู่ในคูหาล่างทางทิศเหนือ

[๑๘] ยักษ์ปูนปั้นสองตน ถือกระบองเฝ้าประตูด้านเหนืออยู่นอกกำแพง ปัจจุบันซ่อมใหม่

[๑๙] อ่างแก้ว อยู่ริมพระระเบียงพระอุโบสถและศาลพระกาฬ สมเด็จพระนารายณ์โปรดให้ก่อเป็นเขื่อนกั้นน้ำฝนที่ตกไหนลงมาจากหน้าผาเขาโพธิ์ลังกา แต่เดี๋ยวนี้ชำรุดน้ำรั่วซึมออกได้ จึงใช้ประโยชน์มิได้

[๒๐] ฉบับพิมพ์พ.ศ. ๒๕๐๓ ใช้ว่า “มลิวรรณพุดตาล...”

[๒๑] พระราชวังท้ายพิกุล อยู่ทางทิศตะวันตกของพระพุทธบาท ยังมีกำแพงปรากฏอยู่ ส่วนพระราชนิเวศน์ธารเกษมอยู่ภายในกำแพงบ้านพักสระบุรี เหนือถนนพหลโยธิน ยังมีซากปรากฏอยู่

[๒๒] ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๐๓ ใช้ว่า “ยลพระมณฎปสถาน”

[๒๓] ปัจจุบันมีถ้ำสำหรับเที่ยวชมอยู่หลายถ้ำ เช่นถ้ำประทุน ถ้ำระฆัง ถ้ำกินนร ถ้ำวิมานจักรี ถ้ำชาละวัน ถ้ำมหาสนุก ฯลฯ และมีธารทองแดง ธารโศก

[๒๔] แตรงอน

[๒๕] ท่าเจ้าสนุก ปัจจุบันอยู่ในตำบลท่าเจ้าสนุก อำเภอท่าเรือ

[๒๖] มีซากพระตำหนักอยู่ทางฝั่งตะวันออกแม่น้ำป่าสัก แถวบริเวณบ่อน้ำ ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “เหว”

[๒๗] บรมขัติโยรส ในที่นี้จะหมายถึง เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร กรมขุนเสนาพิทักษ์ พระบรมราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมโกศได้หรือไม่ ซึ่งเนื่องจากตามเสด็จประพาสพระพุทธบาทคราวนี้ จึงได้ทรงแต่งกาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดงและนิราศธารโศกขึ้น

[๒๘] คงหมายถึงพระราชวังท้ายพิกุล ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกพระมณฑปพระพุทธบาท

[๒๙] ฉบับพมิพ์พ.ศ. ๒๕๐๓ ใช้ว่า “นรินทรเริ่มอนุวัน” แต่ในสมุดไทยดำ เลขที่ บ.๑/ม และ เลขที่ บ.๑/ก ใช้ว่า “นรินทรเริ่มอุ่นวัน”

[๓๐] ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๐๓ ใช้ว่า “จักรจั่น”

[๓๑] ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๐๓ ใช้ว่า “ลมั่งรมาศผาด”

[๓๒] มฆวรร = เป็นนามหนึ่งของพระอินทร์

[๓๓] ฉบับ บ๑/น เป็น บุ โณวาทพิศดาร ดุจแจ้ง

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ