ตอนที่ ๓ โคบุตรช่วยสองกุมาร กู้เมืองพาราณสี แล้วขอลาไปเที่ยวป่า

๏ พอโคบุตรสุริยาเหาะมาถึง ได้ยินอึงหวั่นไหวทั้งไพรสณฑ์
พระลอยแลมาแต่โพยมบน เห็นสายชลฟุ้งสายกระจายฟอง
สี่ยักษาไล่ทารกอยู่หมกมุ่น นึกการุญสงสารเจ้าทั้งสอง
พระโถมลงตรงสระปทุมทอง อุ้มเอาสองกุมารทะยานมา
ยักษ์พิโรธโกรธไล่กระชั้นชิด พระทรงฤทธิ์หยุดยืนบนยอดผา
โบกพระหัตถ์ตรัสห้ามแล้วถามมา อสุราโกรธกันด้วยอันใด
ยักษ์ทมิฬยินถามคำรามร้อง มันจองหองลงชำระในสระใหญ่
เก็บโกมินกินฝักแล้วหักใบ เราขัดใจจึ่งจะล้างให้วางวาย ฯ
๏ พระพี่น้องสองเจ้าเล่าความหลัง เป็นสัจจังข้าพเจ้าเล่าถวาย
ทินกรร้อนรนกระวนกระวาย มาเห็นสายชลธีก็ดีใจ
ทั้งพี่น้องสององค์ลงกินอาบ ก็เย็นซาบสรรพางค์ไม่ตักษัย
คิดว่าน้ำสำหรับอยู่กับไพร ไม่แจ้งใจว่าเจ้าของเขาป้องกัน
จงเอาบุญเจ้าประคุณเอ็นดูด้วย เหมือนโปรดช่วยลูกกำพร้าจะอาสัญ
พระทรงฟังสังเวชพระทัยครัน จึงว่ากับกุมภัณฑ์ไปทันความ
นี่แน่นายฝ่ายเด็กไม่รู้แจ้ง ใช่จะแกล้งมาข่มเหงไม่เกรงขาม
ถึงจะฆ่าทารกไม่ลือนาม จะถือความไปทำไมไม่ต้องการ ฯ
๏ พวกรากษสโกรธร้องอยู่ก้องกึก จองหองฮึกเหิมนักทำหักหาญ
มิส่งมามึงจะพากันวายปราณ มิใช่การของเอ็งไม่เกรงกัน ฯ
๏ พระฟังสารมารร้ายหมายชีวิต ไม่หวาดจิตปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
จึ่งว่าเหวยอสุราใจอาธรรม์ เราไม่พรั่นดอกที่ข้อจะต่อตี
พระถอดเทพสังวาลโองการสั่ง สังวาลระวังพี่น้องทั้งสองศรี
ยักษ์พิโรธโลดไล่เป็นสิงคลี กระโดดตีตึงตังประดังมา ฯ
๏ พระลองแรงแผลงฤทธิ์เข้ารบรับ พระหัตถ์จับข้างละสองสี่ยักษา
เผ่นผงาดฝาดผางกลางศิลา อสุราดิ้นกระเดือกลงเสือกกาย
จึงโอมอ่านอาคมพรหมประสิทธิ์ ก็เปลื้องปลิดเจ็บปวดนั้นสูญหาย
เข้ากลาดกลุ้มรุมรบอยู่รอบกาย ดังเสียงสายสุนี[๑]ลั่นสนั่นดัง
ด้วยเดชะเครื่องประดับสำหรับศึก แล่นพิลึกโลดไล่ไม่ถอยหลัง
ได้กินนมราชสีห์มีกำลัง ไม่พลาดพลั้งติดพันประจัญบาน
ต่างกำแหงแรงเริงในเชิงรบ ไม่หลีกหลบโลดไล่ด้วยใจหาญ
ยักษ์จะจับพี่น้องสองกุมาร พระสังวาลป้องกันไม่อันตราย ฯ
๏ พระโคบุตรสุริยาวราเดช เอาธำมรงค์บิตุเรศอันเรืองฉาย
พระหัตถ์ขว้างเป็นแสงประกายพราย ประหารกายยักษ์ขาดลงดาษดิน
ด้วยฤทธิ์เทพอาวุธสุดจะแก้ ไม่หายแผลม้วยมุดสุดถวิล
ราพณ์ร้ายตายกลาดลงดาษดิน พระนรินทร์เหาะลงเนินคิรี
จึงเรียกสองกุมาราเข้ามาชิด พลางพินิจพี่น้องทั้งสองศรี
งามเจริญกิริยากุมารี ดังมณีเมขลาวิไลทรง
ชมกุมารน้องชายก็เฉิดโฉม งามประโลมดังเทพครรไลหงส์
ชะรอยเป็นจักรพรรดิขัตติยวงศ์ จึงเอื้อนโองการถามเนื้อความไป
นี่แน่น้องสองเจ้าจงเล่าเรื่อง อยู่บ้านเมืองแห่งหนตำบลไหน
ยังเด็กนักหักหาญมาเดินไพร บุญเจ้าไม่มรณาพี่มาทัน ฯ
๏ สองกันแสงเล่าความไปตามเรื่อง ฉันเสียเมืองยากไร้มาไพรสัณฑ์
มาประสบพบมารชาญฉกรรจ์ แล้วโศกศัลย์ร่ำไรอยู่ไปมา
พระโปรดช่วยจึงไม่ม้วยชีวาวาตม์ ขอรองบาทยุคลจนสังขาร์
ข้าชื่อมณีสาครแต่ก่อนมา อนุชาชื่ออรุณร่วมท้องกัน ฯ
๏ พระโคบุตรสุริยวงศ์ให้สงสาร ปลอบกุมารว่าอย่าทรงกันแสงศัลย์
เจ้ายังเด็กพี่ก็เล็กอยู่ด้วยกัน ไม่หมายมั่นจะเอามาเป็นข้าไท
จะช่วยน้องให้ได้ครองคืนสถาน จงสำราญเถิดนะน้องอย่าหมองไหม้
พี่จะชุบกุมภัณฑ์ที่บรรลัย จึ่งจะไม่เป็นกรรมประจำกาย
พระหยิบยามาเคี้ยวแล้วเที่ยวพ่น กุมภัณฑ์พลได้กลิ่นก็กลับหาย
หมอบประนมก้มตัวด้วยกลัวตาย ต่างถวายอภิวันท์รำพันความ
ขอบพระคุณการุญชุบชีวิต ได้พูดผิดข้าน้อยนี้หยาบหยาม
ขอรองบาทมุลิกาพยายาม ไปติดตามกว่าจะสูญสิ้นชีวา
แล้วยักษีสี่นายถวายแก้ว อันเลิศแล้วเหาะได้ในเวหา
ทั้งสองดวงแต่ล้วนดีมีศักดา ปรารถนานึกได้ดังใจจง ฯ
๏ พระรับแก้วแล้วตรัสกับขุนยักษ์ ท่านจงรักสุจริตจิตประสงค์
เราสงสารพี่น้องทั้งสององค์ เจ้าเชื้อพงศ์จักรพรรดิสวัสดี
เที่ยวทนทุกข์บุกป่าพนาเวศ น่าสมเพชใจนักนะยักษี
จะแก้ไขให้สองราคืนธานี อสุรีจงไปช่วยเราด้วยกัน ฯ
๏ พนาสูรทูลความไปตามเรื่อง มิให้เคืองบาทมูลทูลผ่อนผัน
ให้สององค์พระกุมารสำราญครัน เหมือนทรงธรรม์อนุกูลกุมารา ฯ
๏ ได้ฟังสารแสนสำราญอารมณ์รื่น พระชมชื่นแสนสนิทเสน่หา
พระยื่นแก้วแล้วตรัสจำนรรจา ถือจินดาเถิดน้องทั้งสองคน
เจ้ากุมแก้วแล้วเหาะไปตามพี่ ถึงบูรีเรืองรัตน์ไม่ขัดสน
สองกุมารกรานกราบจอมสากล แล้วกุมแก้วฤทธิรณไว้กับกร ฯ
๏ พระโคบุตรสุริยาก็พาเหาะ ข้ามละเมาะเขาเขินเนินสิงขร
สามกระษัตริย์อสุราพากันจร หมายนครลอยฟ้ามาบูรี
ครั้นภาณุมาศผาดแผดแดดร้อนจัด สามกระษัตริย์ต้องแสงนรังสี
พระเคลื่อนคล้อยลอยลงในพงพี จรลีร่มรื่นชื่นพระทัย
พระโคบุตรชวนน้องสองกระษัตริย์ ชมพนัสหิมวาพฤกษาไสว
ที่ผลิดอกออกผลระคนไป วายุไกวกิ่งกวดเป็นวงกง
ชมพู่เทศเกดแก้วตะโกโกฐ ชะลูดโลดตุมกามหาหงส์
หันเหียนตะเคียนคางยางประยงค์ วัลย์เปรียงปรงปรูปรางตะลิงปลิง
ฝูงอีลุ้มแอบพุ่มอุโลกลับ กระสาจับไซ้ขนบนต้นสิง
กาลิงเลี้ยวไล่หานางกาลิง อัญชันชิงคู่เคียงอยู่เรียงกัน
นกกระเหว่าเฝ้าแฝงฝรั่งร้อง ฝูงยูงทองย่องเหยียบพะยุง[๒]ขัน
สามกุมารเพลิดเพลินเจริญครัน แล้วพากันชมนกไม้ไพรพนม
ตามประสาทารกรักสนิท ไม่นึกคิดเคืองระคายเท่าปลายผม
สัพยอกหยอกเอินเพลินอารมณ์ จนแดดร่มเบี่ยงบ่ายลงชายไพร
พระชวนน้องสององค์ขึ้นเหาะเหิน งานเจริญรีบมาในป่าใหญ่
ลอยละลิ่วปลิวเมฆมาไรไร ประมาณได้ยามหนึ่งถึงธานี
สองกุมารทูลความไปตามเรื่อง นี่แลเมืองข้าน้อยทั้งสองศรี
โน่นปรางค์ทองของพระชนนี แต่เดี๋ยวนี้ใครจะอยู่ไม่รู้ความ
ได้ทรงฟังทั้งสองพระน้องนาฏ ลงปราสาทเถิดนะน้องอย่าเกรงขาม
แม้นมิใช่บิดาพะงางาม จงแจ้งความพี่จะทำให้หนำใจ ฯ
๏ กุมาราพาองค์พระทรงเดช เข้านิเวศน์ปรางค์ทองอันผ่องใส
สามกระษัตริย์อสุราก็คลาไคล เข้าห้องในปรางค์รัตน์ชัชวาล ฯ
๏ นางชาววังนั่งยามอยู่แออัด เห็นกระษัตริย์สองราน่าสงสาร
ให้ระลึกถึงนายที่วายปราณ วิ่งเข้ากอดกุมารแล้วโศกา
สิ้นบุญทูลกระหม่อมทั้งสองแล้ว ดังดวงแก้วมืดมิดทุกทิศา
แม่เป็นไรไปแล้วจึ่งกลับมา พราหมณ์ชราพ่อลูกมันครองวัง ฯ
๏ ได้ฟังฝูงกัลยาน้ำตาไหล แข็งพระทัยตรัสถามเนื้อความหลัง
สองพระองค์ปลดปลงชีวาวัง พระศพยังอยู่หรือสูญไปแห่งใด ฯ
๏ สาวสนมก้มกราบแล้วทูลสนอง อันศพสองปิ่นกระษัตริย์ที่ตัดษัย[๓]
เขาใส่พระโกศทองไว้ห้องใน แล้วร้องไห้ห้ามปรามพระทรามชม
นางมณีสาครกับน้องน้อย ก็เศร้าสร้อยโลมเล้าสาวสนม
แต่ก่อนปางสร้างกรรมจำนิยม อย่าปรารมภ์เราจะคืนเอาพารา
แล้วนำองค์ทรงศักดิ์กับยักษ์ร้าย ค่อยแฝงกายมาถึงแท่นอันเลขา
เห็นพราหมณ์เฒ่าขึ้นสถิตแท่นบิดา กับลูกยาบนเตียงอยู่เคียงกัน ฯ
๏ พระพี่น้องร้องเรียกให้ยักษ์จับ สั่งกำชับอย่าเพ่อฆ่าให้อาสัญ
ยักษ์กระโจมโถมจับตาพราหมณ์พลัน เชือกมัดมั่นสองแขนอยู่แอ่นกาย
ทั้งพ่อลูกถูกมัดอยู่นอนกลิ้ง พวกผู้หญิงเห็นยักษ์ก็ใจหาย
บ้างหวีดหวาดผาดแลเห็นเจ้านาย จึงค่อยคลายความกลัวทุกตัวคน ฯ
๏ พระพี่น้องร้องห้ามพวกสาวใช้ อย่าตกใจใช่ศึกมากลางหน
ต่างรู้ชัดค่อยสงัดสงบตน พระสุริยนเยี่ยมยอดเมรุไกร
พระพี่น้องร้องเชิญพระโฉมศรี มาสู่ที่โกศทองอันผ่องใส
ให้เปิดโกศเชิญศพออกทันใด ภูวไนยพ่นด้วยโอสถพลัน
จอมกระษัตริย์สององค์คงชีวิต ค่อยเคลิ้มจิตคลับคล้ายเหมือนใฝ่ฝัน
เห็นลูกรักยักษ์ร้ายอยู่เคียงกัน พระโศกศัลย์สวมกอดเอาลูกยา
พ่อบรรลัยใครช่วยจึงรอดเล่า ไฉนเจ้ารู้จักกับยักษา
พระโฉมยงองค์นั้นนะกัลยา เสด็จมาแต่หนตำบลใด ฯ
๏ พระโอรสยศยงทรงสดับ จึงกล่าวกลับความหลังแถลงไข
พระชนกชนนีก็ดีใจ ราวกับได้ทิพสถานพิมานอินทร์
เข้าอุ้มองค์บุตราพระอาทิตย์ พลางจุมพิตเชยชมสมถวิล
สมบัติของบิดาในธานินทร์ ทั้งม้ารถคชรินทร์อันเพริศพราย
จะมอบให้ทรามชมเสวยราชย์ ชนชาติจะได้พึ่งพระโฉมฉาย
พระบิดรมารดาชรากาย จะเบี่ยงบ่ายบรรพชาไม่ราคี
ฝากแต่น้องสององค์ไว้ด้วยเถิด นึกว่าเกิดร่วมครรภ์พระโฉมศรี
พ่อขอถามนามชนกชนนี ผ่านบูรีแห่งหนตำบลใด ฯ
๏ พระโคบุตรทรงฟังรับสั่งถาม ไม่บอกความออกแจ้งแถลงไข
หม่อมฉันชาวหิมวาพนาลัย ทุเรศไร้สุริยวงศ์อยู่ดงดอน
พระมารดาอาสัญแต่วันคลอด ชีวิตรอดด้วยราชไกรสร
ลูกรักเคยอยู่ป่าพนาดร มาเที่ยวจรเล่นตามความสบาย
มาพบน้องนวลนางที่กลางเถื่อน เห็นเด็กเหมือนกันก็รักไม่รู้หาย
ฉันชุบช่วยภูวดลให้พ้นตาย เสร็จแล้วจะถวายบังคมลา
ซึ่งโปรดปรานบ้านเมืองให้ลูกรัก มิใช่ศักดิ์เชื้อวงศ์เผ่าพงศา
ลูกยกให้แก่พระน้องทั้งสองรา จะกราบลาเที่ยวให้เพลินเจริญใจ
พระโศกาอาลัยใจจะขาด ภูวนาถว่าวอนด้วยรักใคร่
สารพัดพ่อมาตัดอาลัยไป ทั้งเวียงไชยก็ไม่รักจะหักจร
ทำกระไรจะได้แทนคุณสนอง ที่ช่วยสองสุดสวาทสโมสร
จงเอ็นดูบิดาที่ว่าวอน อยู่นครด้วยน้องทั้งสององค์ ฯ
๏ พระฟังห้ามตามมีไมตรีจิต บุตรอาทิตย์ทูลความตามประสงค์
ถึงลูกไปใช่จะลืมบาทบงสุ์ เมื่อนานนานแล้วก็คงจะกลับมา ฯ
๏ พรหมทัตครั้นจะขัดก็สุดคิด รัญจวนจิตเศร้าสร้อยละห้อยหา
แลดูองค์ทรงฤทธิ์กับธิดา อุปมาเหมือนแก้วแกมกับทอง
แต่ทรงฤทธิ์จิตยังเด็กไม่รู้จัก ด้วยเด็กนักยังไม่ควรภิเษกสอง
จะโลมเล้าเอาใจในทำนอง พระตรึกตรองตรัสไปด้วยไมตรี
ถึงจะไปอาลัยแก่พ่อมั่ง จงรอรั้งอยู่เมืองให้เรืองศรี
พออุ่นใจไพร่ฟ้าประชาชี ชาวบูรีหญิงชายกระจายจร
ว่าพ่อได้สายสวาทเป็นโอรส เฉลิมยศภิญโญสโมสร
พ่อเอ็นดูบิดาให้อาวรณ์ อย่าเพ่อจรให้พ่อช้ำระกำใจ ฯ
๏ พระโคบุตรสงสารท้าวพรหมทัต สุดจะขัดแล้วจึ่งทูลสนองไข
พระตรัสห้ามสามหนแล้วจนใจ จะอยู่ไปมิให้เคืองเรื่องราคี
เมื่อนานนานลูกจะลาไปเล่นมั่ง จิตลูกยังอาลัยถึงไพรศรี
จะเที่ยวดูเสียให้ทั่วทั้งธรณี ชมบูรีจักรพรรดิกระษัตรา ฯ
๏ กรุงกระษัตริย์ฟังสารสำราญรื่น ประคองชื่นรับขวัญด้วยหรรษา
แล้วเชิญโอรสราชเร่งยาตรา เสด็จมาพระโรงรัตน์ชัชวาล
ให้ยักษาพาพราหมณ์มาถามซัก เอาเพื่อนพรรคพี่น้องจองหองหาญ
ทั้งพ่อลูกถูกมัดฝีมือมาร ก็ให้การซัดเพื่อนออกเปื้อนคำ[๔]
เขาจดหมายไล่จับมาคับคั่ง มีรับสั่งให้ลงโทษแต่คนขำ
บีบขมับขับเฆี่ยนเจียนระยำ ให้ตรากตรำตรึงตราไว้ตรุ[๕]ใน
แล้วยกข้อพ่อลูกประโรหิต กระทำผิดสาหัสถึงตัดษัย
ให้ตีฆ้องร้องป่าวตระเวนไป อย่าฆ่าในธานีเป็นชีพราหมณ์
ใส่นาวาไปมหาทะเลหลวง เอาหินถ่วงเสียให้จมสมหยาบหยาม
พระตรัสสั่งสิ้นเสร็จสำเร็จความ แล้วชวนสามโอรสเข้าสู่วัง
เสวกาพาพราหมณ์ทั้งพ่อลูก ไปมัดผูกเฆี่ยนขับตามรับสั่ง
ตะโหงกคอข้อมือขื่อประดัง ข้างหน้าหลังตีฆ้องมาสองคน
พวกดาบแดงแซงเดินกระหนาบข้าง ขยับย่างจูงพราหมณ์มาตามถนน
ตีฆ้องแล้วให้ร้องประจานตน ทั้งสองคนพ่อลูกเหมือนอย่างลิง
เสียงหม่องหม่องร้องว่าเจ้าข้าเอ๋ย อย่าดูเยี่ยงข้าเลยทั้งชายหญิง
ข้าพ่อลูกทุจริตทำผิดจริง กบฏชิงสมบัติกระษัตรา
ทั้งชาวบ้านร้านตลาดก็กลาดเกลื่อน ร้องเรียกเพื่อนวิ่งกรูมาดูหน้า
ทั้งธานีมิได้มีใครเวทนา มันอยากชิงวาสนาสาแก่ใจ
ตระเวนรอบขอบเมืองทุกบ้านช่อง ลงเรือล่องไปในกลางทะเลใหญ่
เอาพ่อลูกผูกแผ่นศิลาลัย โยนลงในสาชล[๖]ก็วายปราณ
กลับมาทูลมูลเหตุเกศกระษัตริย์ พรหมทัตปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
จิตระรื่นชื่นอารมณ์ชมกุมาร จำเนียรกาลนานมาอยู่ธานี ฯ
๏ พระโคบุตรสุริยวงศ์ทรงสวัสดิ์ บังคมทูลพรหมทัตเจ้ากรุงศรี
ลูกอยู่กับบิดามากว่าปี ระลึกถึงพงพีพ้นกำลัง
ลูกจะขอลาองค์พระทรงเดช ไปเที่ยวชมหิมเวศเหมือนใจหวัง
พรหมทัตขัตติยวงศ์ได้ทรงฟัง ท้าวเธอหลั่งชลนาโศกาลัย
ครั้นจะตรัสหักหาญพูดทานทัด กลัวจะขัดเคืองวิญญาณ์อัชฌาสัย
จึ่งตรัสว่าแก้วตาจะคลาไคล สำราญใจกลับมายังธานี ฯ
๏ พระโคบุตรรับรสพจนารถ กราบเบื้องบาทบงกชบทศรี
ลูกไปลับคงจะกลับมาบูรี ไม่ถึงปีอย่าอาลัยพระทัยปอง
แล้วผินหน้ามาสั่งพระน้องรัก อยู่ตำหนักเถิดเจ้าอย่าเศร้าหมอง
พี่ไปแล้วคงจะกลับมารับน้อง นวลละอองจงสุโขอย่าโศกา
ทั้งพี่น้องร้องไห้วิ่งไปกอด รำพันพลอดวิงวอนฉะอ้อนว่า
จะไปไหนฉันจะไปด้วยพี่ยา อย่าพักว่าเลยไม่อยู่ในบูรี ฯ
๏ พระรับขวัญจูบน้องประคองชิด ตามจริตทารกทั้งสามศรี
อย่าไปเลยลำบากองค์ในพงพี ล้วนเสือสีห์ผีสางกลางอารัญ[๗]
มันเห็นใครใจอ่อนมันหลอนหลอก ไม่ดีดอกเจ้าอย่าไปในไพรสัณฑ์
ทำไมกับพี่มีมนต์ไม่กลัวมัน จงครองกันอยู่เมืองอย่าเคืองระคาย ฯ
๏ อย่าพักปดให้เหนื่อยปากไม่อยากเชื่อ ถึงช้างเสือก็ไม่พรั่นเหมือนมั่นหมาย
มิพาไปแล้วไม่ออกไปนอกกาย จะกอดคอไว้จนตายไม่ปล่อยเลย ฯ
๏ ดูดู๋ว่าแล้วยังไม่ฟังว่า ทั้งข้าวปลาก็จะได้ที่ไหนเสวย
ดวงมณีที่พี่ให้เอาไว้เชย อย่าไปเลยโฉมตรูอยู่พารา
ทั้งพี่น้องร้องไห้ไม่ฟังห้าม ขืนจะตามไปหิมเวศด้วยเชษฐา
พระโคบุตรสุดจนพ้นปัญญา ทูลบิดาให้ห้ามเจ้าทรามวัย
บิตุรงค์ทรงพระสรวลสำรวลร่า ตามแต่เจ้าจะว่าอัชฌาสัย
เมื่อพ่อแม่เขาไม่รักจะหักไป แล้วภูวไนยเล้าโลมนางโฉมงาม
อนุชาพ่อจงพาไปฝึกสอน นางมณีสาครจะช่วยห้าม
แล้วตรัสปลอบพระธิดาพะงางาม แม่อย่าตามไปให้ยากลำบากกาย
แม้นขุกเข็ญเป็นหญิงนี้ยากนัก พระลูกรักพ่อว่าอย่าผันผาย
พระอนุชาเขาเชื้อเนื้อว่าชาย อันตรายโพยภัยเขาไม่มี ฯ
๏ นางทรงฟังแค้นจิตบิตุเรศ ชลเนตรไหลนองหม่นหมองศรี
เจ้าหยิกข่วนเชษฐาไม่ปรานี แล้วเข้าที่ไสยาโศกาลัย ฯ
๏ พระโคบุตรสุริยาผวาวิ่ง มาปลอบมิ่งสมรมิตรพิสมัย
พี่เมตตาจึ่งไม่พาเจ้าเดินไพร แม่ยังไม่เห็นดีเข้าตีรัน
แต่น้องน้อยยังหน่วงเป็นห่วงนัก พระทรงศักดิ์เธอจะให้ไปกับฉัน
แม่จงฟังพี่ยาอย่าจาบัลย์ จะเก็บพรรณบุปผาอัมพาพวง
ที่หอมหวนงามหลากมาฝากแม่ ห้อยพระแกลเล่นสะพรั่งในวังหลวง
พงศ์กระษัตริย์ตรัสล้อแล้วล่อลวง สุดาดวงค่อยชื่นกลืนน้ำตา ฯ
๏ พระจูงกรยุพยงอนงค์นาฏ ยุรยาตรจากแท่นอันเลขา
มาฝากองค์ทรงฤทธิ์พระบิดา แล้วชวนพระอนุชามาสรงชล
ในอ่างทองรองฝักปทุมมาศ ดูสะอาดชลปรอยเป็นฝอยฝน
น้ำกุหลาบอาบองค์สรงสุคนธ์ ทรงเครื่องต้นดูงามอร่ามพราย ฯ
๏ สององค์ออกหน้าโถงพระโรงรัตน์ หน่อกระษัตริย์ทรงแท่นอันเรืองฉาย
โองการสั่งอสุรีทั้งสี่นาย จงผันผายไปสถานสำราญใจ
แต่จงช่วยกรุณังระวังนิเวศน์ ทั่วขอบเขตนัครังทั้งน้อยใหญ่
พนาสูรทูลสนองให้ต้องใจ ในกรุงไกรมิให้มีราคีพาน
สิบห้าวันจะผลัดกันมาสืบข่าว ให้สองท้าวปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
แล้วกราบลาพี่น้องสองกุมาร เหาะทะยานหมายมาพนาลี ฯ
๏ พระโคบุตรสุริยาวราฤทธิ์ สำราญจิตจากพระโรงอันเรืองศรี
เจ้าอรุณสุริยวงศ์ทรงมณี จรลีลอยลิ่วปลิวเมฆา
ออกจากกรุงมุ่งหมายเข้าไพรระหง ทั้งสององค์ชมไม้ไพรพฤกษา
พระเหาะเรียงเคียงชมยมนา ลอยละลิ่วปลิวฟ้ารีบคลาไคล ฯ
๏ พระสุริยงลงลับเหลี่ยมภูผา พระจันทราส่องสว่างกระจ่างไข
ทั้งสองชมจันทรานภาลัย มาตามในแถวทางกลางอารัญ
พระเหาะเรียงเคียงชมดาราราย แสนสบายคลายทุกข์เกษมสันต์
ศิลาลายพรายเลื่อมด้วยแสงจันทร์ ชี้ชวนกันทัศนาศิลาลัย ฯ
๏ พระสุริยาฟ้าสางสว่างภพ กระจ่างจบในป่าพฤกษาไสว
ทั้งพี่น้องสองเหาะระเห็จไป ถึงเขาใหญ่สูงเงื้อมตระหง่านครัน
เป็นสี่เหลี่ยมสูงวิเวกเทียมเมฆมืด ดูโยงยืดยาวใหญ่ในไพรสัณฑ์
เหมือนเมฆมืดเมฆาเมื่อสายัณห์ พระชวนกันสององค์เดินตรงมา
ครั้นถึงที่เขาใหญ่ในไพรสณฑ์ แลเห็นต้นนารีผลบนเนินผา
ล้วนคนธรรพ์นักสิทธิ์วิทยา เฝ้ารักษาแลล้อมอยู่พร้อมกัน
ทั้งสององค์ทรงแลไม่เคยเห็น มุ่งเขม้นแล้วทรงพระสรวลสันต์
พระโคบุตรนึกอนาถประหลาดครัน ต้นไม้นั้นแต่ล้วนนางสล้างไป
ที่ใต้ต้นคนธรรพ์สะพรั่งอยู่ พระน้องดูให้เห็นเล่นใกล้ใกล้
ว่าพลางทางชวนกันเหาะไป สำราญใจชื่นจิตด้วยฤทธิรณ ฯ

[๑] สุนี = อสุนี คือ อสุนีบาต แปลว่า ฟ้าผ่า

[๒] พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๕๔ ว่า “พะยูง”

[๓] ตัดษัย = ตักษัย

[๔] หมายถึง บอกชื่อผู้กระทำผิดจำนวนมาก

[๕] ตรุ แปลว่า คุก, ตะราง

[๖] สาชล = สายชล

[๗] อารัญ = อรัญ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ