ตอนที่ ๑๓ โคบุตรปรึกษาโทษนางอำพันมาลา

พระทรงฟังคั่งแค้นแสนกระสัน ก็อ้นอั้นตันใจพระทัยหาย
อัประมาณสามนต์พลนิกาย คิดเสียดายเดชาสง่าเมือง
ทั่วประเทศเขตนครขจรฤทธิ์ ปัจจามิตรต่างระบือออกลือเลื่อง
ทั่วจังหวัดปัถพีบูรีเรือง ลือกระเดื่องทั่วหล้าฟ้าแลดิน
เราหลงตีนางมณีถึงสาหัส สารพัดที่เราผิดคิดถวิล
หลงด้วยหญิงแพศยาเป็นราคิน เพราะดูหมิ่นของสำคัญไม่ทันคิด
แสนสลดเหมือนอย่างทศกัณฐ์ยักษ์ เมื่อลิงลักล่อลวงเอาดวงจิต
เสียยศศักดิ์เสียศรีด้วยมีฤทธิ์ พระยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นแน่นอุรา
พระหยุดยั้งสั่งฝูงนางสาวสรรค์ ไปเอาตัวนางอำพันมาข้างหน้า
สาวสนมวิ่งกลมเป็นเกลียวมา ทูลอำพันกัลยาประหม่าใจ
ว่าพระองค์ทรงเรียกแม่เนื้อเกลี้ยง ทรงกริ้วเสียงดังลั่นสนั่นไหว
เขาจับทาสากับตาเฒ่าเข้ามาไว้ ภูวไนยโกรธาอย่าช้าที ฯ
๏ โฉมอำพันขวัญหายพระทัยสั่น เห็นแม่นมั่นคงจะปลงลงเป็นผี
พระพักตร์เผือดเลือดซีดไม่สมประดี จรลีมากับสาวเหล่ากำนัล
หมอบประนมบังคมพระทรงฤทธิ์ ดังชีวิตกัลยาจะอาสัญ
เห็นพระองค์ทรงกริ้วดังไฟกัลป์ พระทรงธรรม์ตรัสถามนางทรามวัย
นี่แน่เจ้าเยาวลักษณ์ศักดิ์กระษัตริย์ จงแจ้งอรรถไปให้สิ้นที่สงสัย
เจ้าใช้นางทาสาไปหาใคร แต่จริงใจนะนางอย่าพรางกัน ฯ
๏ ยุพาพาลฟังถามให้คร้ามจิต เห็นสุดคิดที่จะแก้พูดแปรผัน
ด้วยพวกเพื่อนเหมือนพยานออกยืนยัน พระองค์สั่นก้มกราบกับบาทา
โอ้พระร่มโพธิ์ทองของน้องแก้ว เมียผิดแล้วประทานโทษโปรดเกศา
ด้วยเปลี่ยวใจไกลญาติอนาถมา พระผ่านฟ้าห่างเหินสะเทิ้นไป
ซึ่งทำผิดคิดกับอีทาสา ให้เถรทำผ่านฟ้าจนหลงใหล
ได้เมามัวชั่วแล้วพระภูวไนย จงโปรดไว้ชีวังแต่ครั้งเดียว ฯ
๏ พระทรงฟังดังอัคนีรุทร มาจี้จุดปุยนุ่นให้ฉุนเฉียว
เจ้ามารยากาลีอย่างนี้เจียว ยังลดเลี้ยวลิ้นลมคารมดี
เมื่อแรกรักคิดว่าศักดิ์กระษัตริย์สูง มาเป็นฝูงสัตว์ร้ายระบายสี
คิดว่าหงส์หลงพลัดเป็นกากี มาย้อมสีลวงชายด้วยลายกร
พระกริ้วตรัสตัดพ้อนางโฉมศรี เสียแรงที่ได้ร่วมสโมสร
สิ้นรักแล้วอย่าพักมาวิงวอน แต่เลือดตกในนครก็อัประมง[๑]
จะทำลายเสียให้วายชีวาวาตม์ ทั้งวงศ์ญาติที่อยู่เมืองกาหลง
มิให้เหลือเชื้อชาติญาติวงศ์ แล้วเอื้อนโองการสั่งสี่กุมภัณฑ์
ท่านรีบไปพาราเมืองกาหลง ไปถึงตรงเข้าในไอศวรรย์
สุริยวงศ์พงศาอีอำพัน แก่ฉกรรจ์พูดไม่ชัดมัดเอามา
ใส่แพตะรางขังไว้กลางสมุทร เอาไฟจุดคลอกเสียทั้งวงศา
ทั้งอำมาตย์ทาสีเถรชรา กุมภัณฑ์พากันไปจับมาฉับพลัน ฯ
๏ อสุรินทร์ยินกริ้วให้พรั่นจิต ระวังผิดช่วยรอนทูลผ่อนผัน
แข็งอารมณ์บังคมพระทรงธรรม์ ท้าวกุมภัณฑ์พูดเปรียบประเทียบทูล
ซึ่งพระองค์จะประสงค์วงศ์กระษัตริย์ ใช่จะขัดพระบัญชานราสูร
อันรบรุกนัคราไม่อาดูร ขอกราบทูลพระภูบาลนิทานมี
ยังมีพราหมณ์พรหมจรรย์อันวิเศษ เที่ยวประเวศตามป่าพนาศรี
เข้าหยุดร่มพฤกษาพอนาคี ขบนิ้วชี้หนีไปใต้สุธา
พราหมณ์กำจัดตัดนิ้วกระเด็นเด็ด ก็หายเสร็จสิ้นพิษไม่สังขาร์
นี่ทำชั่วก็ตัวนางกัลยา พระวงศาใหญ่น้อยจะพลอยตาย
อันนิ้วพราหมณ์นั้นเหมือนภุชงค์กัด ครั้นกำจัดตัดนิ้วพิษปลิดปลิวหาย
พระฟังยักษ์ชักทำเนียบเปรียบภิปราย จึ่งเผยผายเทวราชประภาษพลัน
พราหมณ์กำจัดตัดนิ้วก็เจ็บเนื้อ อันชาติเชื้อนาคาไม่อาสัญ
อันภุชงค์เหมือนวงศ์อีอำพัน ไม่อาสัญจะเป็นเสี้ยนในธานี ฯ
๏ ฝ่ายกุมภัณฑ์คนนั้นก็จนจิต สุดจะคิดที่จะทูลพระโฉมศรี
กุมภัณฑ์หนึ่งจึ่งกราบลงสามที อัญชลีทูลประเทียบเปรียบนิทาน
แต่ปางหลังยังมีกรุงกระษัตริย์ ผ่านสมบัติสาวัตถีบูรีสถาน
ประชวรพระยอดในกายแทบวายปราณ พิษฝีซ่านทั่วตนสกนธ์กาย
แพทย์ประสิทธิ์คิดประกอบโอสถแก้ ที่เจ็บแผลมิอาจจะขาดหาย
ยังรุมรึงตรึงฤทัยไม่สบาย พอพบชายหมอฝีอันปรีชา
เอาคมมีดกรีดเจาะเฉพาะหวะ ถอนศีรษะฝีออกนอกมังสา
ก็เหือดหายคลายโรคกระษัตรา ขอผ่านฟ้าจงรั้งยั้งพระทัย ฯ
๏ พระฟังเล่าขุนมารนิทานแถลง ไม่จะแจ้งแคลงจิตคิดสงสัย
หมอเดิมนั้นเหมือนท่านไม่ชาญชัย ตัวเราไซร้เหมือนหมอรู้เลิศผู้ชาย ฯ
๏ ต่างนิ่งจนขัดสนทั้งสองยักษ์ กุมภัณฑ์หนึ่งจึ่งชักนิทานถวาย
ขอพระทูลกระหม่อมจอมนารายณ์ ยังนิยายโบราณนิทานมี
ในเรื่องราวว่าดาบสอยู่ไพรสณฑ์ เที่ยวสอยผลไม้ในไพรศรี
พบกระท้อนอ่อนแก่บรรดามี พระฤาษีฟาดหล่นระคนกัน
วานรป่ามาเห็นก็หัวเราะ กล่าวเย้ยเยาะว่าโลภละโมบฉัน
สอยกระท้อนอ่อนกินจนสิ้นพันธุ์ ทีหลังฉันอะไรนะพระอาจารย์ ฯ
๏ ฤาษีสิทธิ์ได้คิดเสียดายนัก มิได้ภักษ์เสียผลผลาหาร
ขอพระองค์ทรงดำริเรื่องโบราณ ขอประทานโทษญาตินางกัลยา
อันสุกแล้วจึ่งสอยอย่าพลอยอ่อน พวกวานรทรลักษณ์จักครหา
พระฟังอรรถตรัสเอื้อนโองการมา อ้ายลิงป่ามันหวงกระท้อนไพร
จึ่งจาบจ้วงล่วงว่าพระฤาษี นิทานนี้เป็นทำเนียบพอเปรียบได้
ที่ทูลความสามคนก็จนใจ ภูวไนยไม่ฟังสุนทรทูล
พรั่นอารมณ์ก้มเศียรลงหมอบราบ กุมภัณฑ์หนึ่งจึ่งกราบบดินทร์สูร
ขอพระองค์ทรงพระอนุกูล จะกราบทูลตามนิทานบูราณมา
ว่ายังมีวาสุกรีหนึ่งกำแหง ไม่เกรงแรงครุฑราชปักษา
ให้พวกนาคปากอมก้อนศิลา ขึ้นลอยเล่นยมนาชโลทร
สุบรรณโลภโฉบฉวยข้างเศียรนาค เล็บกระชากปากขยิกจิกเอาหงอน
จะพาบินหินถ่วงลงสาคร ก็ม้วยมรณ์ชีวาด้วยนาคิน
ครั้นนานมาชีเปลือยมันกล่าวแจ้ง ภุชงค์แรงเพราะโอษฐ์นั้นอมหิน
ครุฑประจักษ์หัทยาในนาคิน ครั้นจะกินบินฉวยหางภุชงค์
สำรอกหินสิ้นแรงเจ้ากรุงนาค ครุฑกระชากฉวยได้โดยประสงค์
บรรดาฝูงนาคราชพระญาติวงศ์ เห็นภุชงค์ฤทธิ์หย่อนเหมือนก่อนมา
แม้นมิโปรดโทษนางที่ผิดพลั้ง จะเหมือนดังครุฑราชปักษา
สุริยวงศ์พงศ์พันธุ์นางกัลยา คงเอามาตามประสงค์ทรงระแวง ฯ
๏ พระฟังสารในนิทานประเทียบเรื่อง ให้ขัดเคืองจึ่งตอบสุนทรแถลง
มิเสียทีสี่นายช่างจัดแจง จะขอแรงเมื่อมิรับก็แล้วไป
พระตรัสสั่งเสนาให้เตรียมทัพ ไปโจมจับชาวกาหลงให้จงได้
เจ้าอรุณเห็นจะวุ่นให้หวาดใจ บังคมไหว้สวมกอดพระบาทา
ไม่ต้องการจะไปผลาญวงศ์กระษัตริย์ จงประหยัดยกโทษโปรดโทษา
คนทั้งหลายชายหญิงในโลกา ธรรมดาบิตุรงค์องค์มารดร
เป็นบุตรแล้วนั้นใครจะให้ชั่ว แต่ฝ่ายตัวเหลือกำลังจะสั่งสอน
พี่อำพันมาลาพะงางอน จากนครมาพึ่งพักพระจักรี
ธรรมดานารีที่ร่วมผัว ก็มีทั่วดินฟ้าทุกราศี
ซึ่งโฉมยงหลงเป็นไปเช่นนี้ อีทาสีทุจริตนั้นคิดการ
พระทรงศักดิ์เหมือนหนึ่งหลักจอมพิภพ ขจรจบสรรเสริญเจริญสถาน
พระทรงยศทศทิศจะคิดการ ไปล้างผลาญญาติอำพันกัลยา
ใครจะหาญทานฤทธิ์คิดรบรับ ก็สำหรับชีวังจะสังขาร์
เหมือนสุเมรุเอนพับทับสุธา จะบ่ายหน้าพึ่งใครนั้นไม่มี
นางผิดพลั้งครั้งเดียวไม่ควรฆ่า ด้วยวงศานั้นอยู่ห่างต่างกรุงศรี
เหมือนได้โปรดน้องรักที่ภักดี ขอประทานชีวีนางกัลยา ฯ
๏ พระฟังอรุณทูลเรื่องบรรยาย ค่อยเสื่อมหายคลายกริ้วพระวงศา
จึ่งเอื้อนอรรถตรัสตอบอนุชา คำเจ้าว่านี้ก็ควรประเพณี
แต่อำพันนั้นไว้มันไม่ได้ มันทำให้อายชาวบูรีศรี
จนหลงโกรธลงโทษนางมณี เจ้ากับพี่แทบจะขาดสิ้นญาติกัน
พระตรัสพลางทางสั่งกับอำมาตย์ จงพิฆาตเข่นฆ่าให้อาสัญ
แล้วเสียบไว้ให้คนเห็นเป็นสำคัญ ทั้งอำพันเถรเฒ่าอีชาวใน
พระสั่งเสร็จเสด็จย่างขึ้นปรางค์มาศ เพชฌฆาตเกณฑ์กันอยู่หวั่นไหว
โฉมอำพันขวัญหนีไม่มีใจ นางกราบไหว้วิงวอนพระอนุชา
พี่ชั่วแล้วแก้วพี่อย่าผูกผิด ด้วยชั่วจิตมัวเมาเขลาหนักหนา
พ่อช่วยด้วยอย่าให้ม้วยมรณา เหมือนเมตตาทารกอยู่ในครรภ์
ประจวบจวนถ้วนทศมาสคลอด พี่ม้วยมอดก็จะพากันอาสัญ
พ่อขอไว้อย่าให้เขาฆ่าฟัน นางรำพันโศกาลัยอยู่ไปมา ฯ
๏ เจ้าอรุณทรงฟังให้สังเวช ชลเนตรพรั่งพรายทั้งซ้ายขวา
น้องตั้งจิตคิดไว้แต่ไรมา เหมือนพี่ยาร่วมท้องทั้งสองนาง
มาหลงเชื่อคนชั่วจนมัวหมอง อย่างนั้นน้องก็ไม่คิดระคางหมาง
ด้วยสัจจาตั้งใจอยู่ฝ่ายกลาง พระพี่นางเบาใจจึ่งได้อาย
แทบจะวุ่นขุ่นเคืองถึงเมืองโน้น ฉันปลอบโยนให้ทุเลาบรรเทาหาย
จะขอดูตามบุญอย่าวุ่นวาย แล้วห้ามนายเพชฌฆาตไปทันที
จงหยุดยั้งรั้งรอพอสร่างโกรธ จะขอโทษตามบุญของโฉมศรี
แล้วนบนอบปลอบพลางนางเทวี จรลีมายังที่พระพี่นาง
ทูลเนื้อความตามจับตาเถรเฒ่า นำขุดเอารูปรอยได้ต่างต่าง
รับเป็นสัตย์ซัดถึงอำพันนาง สั่งให้ล้างเสียด้วยกันทั้งสามรา
ฉันสงสารแม่อำพันด้วยครรภ์แก่ จะผันแปรทูลขอต่อเชษฐา
นางทรงฟังคั่งแค้นแน่นอุรา ด้วยโกรธารึงรุมกลุ้มพระทัย
เขาทำพี่นี่หากไม่ม้วยมิด ยังจะคิดผันแปรเข้าแก้ไข
รู้กระนั้นไปจับจำเขาทำไม ถึงบรรลัยก็ตัวข้าชีวาวาย ฯ
๏ อรุณฟังตอบองค์อนงค์นาฏ พยาบาทนี่กระไรมิใคร่หาย
จะมาโกรธกริ้วแค้นกับคนตาย ถึงเจ็บอายก็แจ้งอยู่เต็มใจ
แต่เพียงนั้นเขาก็เห็นว่าเป็นผิด เอาชีวิตไปทำอะไรได้
หรือรักให้เป็นกรรมติดตามไป ดูพระทัยนั้นไม่คิดอนิจจัง
ใครเกิดมาถ้าจิตนั้นติดปราชญ์ ย่อมหมายมาดขันตีเป็นที่ตั้ง
เหมือนเขาสุเมรุมาศไม่พลาดพลั้ง ใครชิงชังเหมือนหนึ่งว่าพายุพาน
ถึงแสนลมที่จะหมายทำลายโลก ไม่คลอนโยกหนักแน่นเป็นแก่นสาร
ใครเกิดจิตอิจฉาเป็นสามานย์ สันดานพาลผู้ใดทำกรรมอนันต์
แม้นนางอยู่ฟูเฟื่องจะเลื่องชื่อ ตลอดลือแหล่งหล้าสุธาสวรรค์
แม้นมิเชื่อถ้อยคำที่รำพัน จะเจ็บแค้นแทนกันทำไมมี ฯ
๏ นางฟังน้องตรองตรึกค่อยนึกได้ เข้ากอดจูบลูบไล้พระโฉมศรี
พี่พูดตามโกรธาอย่าราคี พ่อเห็นดีแล้วไม่ห้ามตามอารมณ์
จึ่งพูดจาโดยดีกันพี่น้อง ทั้งพวกพ้องข้าสาวเหล่าสนม
จะกล่าวถึงขุนทองเที่ยวล่องลม ไปเที่ยวชมพฤกษาสารสำราญใจ
ตะวันชายบ่ายพักตร์เข้านัคเรศ ปีนข้ามเขตเขาเขินเนินไศล
เห็นลำดวนหวนหอมตลบไพร คิดถึงสองทรามวัยให้เสียดาย
ทั้งหม่อมพ่อพระองค์น้องอยู่ปรางค์มาศ หอมประหลาดดอกไม้ได้ถวาย
ลงจิกพวงดวงดอกลำดวนราย แล้วผันผายบินพามาวังใน
เข้าสู่ปรางค์นางมณีเห็นพี่น้อง นกขุนทองปีกประนมบังคมไหว้
แบ่งลำดวนส่วนถวายนางทรามวัย คาบมาให้พ่ออรุณแล้วทูลพลัน
ลูกเที่ยวเล่นเห็นลำดวนก็หวนนึก คิดรำลึกถึงหม่อมพ่อแล้วผายผัน
เก็บดอกไม้พอได้มาแบ่งปัน เหลืออยู่นั้นจะถวายหม่อมแม่น้อย
ดอกลำดวนดกกระไรในไพรสณฑ์ ไม่มีคนผู้ใดจะไปสอย
อรุณรับขุนทองประคองค่อย ช่างชดช้อยน่าจะกลืนชูชื่นใจ
แม่อำพันของขุนทองนั้นต้องโทษ เจ้าพ่อโกรธสั่งให้ฆ่าไม่ปราศรัย
เดี๋ยวนี้พ่อให้เขารอเอานางไว้ ขุนทองไปทูลขอพ่อสักพัก
มาที่นี่พ่อดีใจจงไปก่อน ช่วยอ้อนวอนขอองค์พระทรงศักดิ์
ถ้ามิได้จงกลับมาอย่าช้านัก ให้ประจักษ์จะได้ทูลทันเวลา ฯ
๏ ขุนทองฟังตกตะลึงคะนึงนิ่ง ว่าจริงจริงหรือปดหม่อมพ่อจ๋า
อรุณลูบจูบเล่าเจ้าสาลิกา พ่อจะว่าปดเจ้าเอาอะไร
เจ้าไปดูเถิดยังอยู่พระโรงนอก แต่อย่าออกไปนานนั้นไม่ได้
จงด่วนไปทูลพระองค์ทรงชัย ถึงมิได้กลับมาอย่าช้าที
สาลิกาทูลลาอรุณน้อย ถลาลอยมาพระโรงอันเรืองศรี
เห็นอำพันกันแสงไม่สมประดี สกุณีโผลงริมองค์นาง ฯ
๏ นางแลเห็นสาลิกาน้ำตาตก ประคองนกกอดแอบไว้แนบข้าง
นางสะอื้นบอกสาลิกาพลาง สั่งให้ล้างแม่เสียแล้วพ่อแก้วตา
พ่ออรุณนั้นสั่งให้ยั้งไว้ ถ้าหาไม่ไหนจะเห็นเจ้าปักษา
เออไฉนใครบอกจึ่งออกมา เป็นเวราของแม่ต้องแน่ใจ
เจ้าช่วยแม่แก้ไขไปทูลขอ บอกหม่อมพ่อยกโทษช่วยโปรดให้
เหมือนช่วยชีวิตน้องขุนทองไว้ ไม่เห็นใครที่จะช่วยแม่ด้วยรา ฯ
๏ ขุนทองฟังนางว่าน้ำตาไหล ก็ร้องไห้ตามเพศของปักษา
แต่เช้าตรู่ลูกสู่อรัญวา ไม่รู้ว่าภัยพาลประการใด
เก็บดอกไม้มาถวายสองสามดอก อรุณบอกว่าเจ้าแม่จะตักษัย
ได้ยินข่าวลูกอนาถเพียงขาดใจ กรรมอะไรมาเป็นถึงเช่นนี้
แม้นหม่อมแม่ม้วยมอดไม่รอดแล้ว ก็เหมือนสาลิกาแก้วนี้เป็นผี
เคยร่วมร้อนจรพรากจากบูรี พระชนนีนี้ไซร้บรรลัยลาญ
จะไปเฝ้าเจ้าพ่อทูลขอโทษ เผื่อจะโปรดลูกรักไม่หักหาญ
แล้วปักษาลาองค์นางนงคราญ บินทะยานมาปราสาทพระภูธร
พอถึงห้องทำร้องอยู่กรีดกราด เผ่นผงาดโลดขึ้นปัจถรณ์
พระโคบุตรสุริยาสถาวร ประคองกรรับสาลิกาพลัน ฯ
๏ นกขุนทองร้องไห้พิไรว่า เจ้าพ่อจ๋าทำไมฆ่าหม่อมแม่ฉัน
แม่ทำชั่วตัวผิดสิ้นชีวัน น้องในครรภ์ของขุนทองจะมรณา
จะพลอยตายเปล่าเปล่าไม่เข้าข้อ ฉันทูลขอโทษเถิดหนอคุณพ่อจ๋า
จะได้เล่นเลี้ยงน้องเป็นสองรา สาลิกาอยู่เดียวก็เปลี่ยวกาย ฯ
๏ พระลูบเศียรขุนทองสนองสาร ไม่ต้องการจะเอาไว้เป็นเชื้อสาย
มันชั่วแล้วก็ล้างให้วางวาย จะเสียดายมันทำไมอีกาลี
ถึงลูกเกิดอยู่ในกลางหว่างเสน่ห์ มันเจ้าเล่ห์เหมือนมารดาน่าบัดสี
คอยเลี้ยงลูกที่ในท้องแม่มณี อีกาลีสาลิกาอย่าอาลัย ฯ
๏ ขุนทองฟังเห็นยังกำลังโกรธ ไม่ยกโทษกัลยาน้ำตาไหล
เอาความหลังครั้งก่อนวอนพิไร ลูกคิดไปก็สงสารนางเทวี
อุตส่าห์ตั้งพยายามมาตามติด สิ้นชีวิตพ่อแม่ไม่เห็นผี
เห็นแต่องค์ผ่านฟ้าก็ฆ่าตี ก็ไม่มีเห็นใครที่ไหนแล้ว
ทั้งเจ้าแม่อำพันก็ครรภ์แก่ สงสารแต่น้องสาลิกาแก้ว
แม้นเจ้าแม่ม้วยมอดไม่รอดแล้ว น้องของแก้วสาลิกามาพลอยตาย ฯ
๏ พระฟังนกยกเรื่องแต่เบื้องหลัง ที่แค้นคั่งแทบจะดับระงับหาย
แล้วปั่นป่วนหวนคิดถึงเรื่องร้าย กลับระคายเคืองแค้นแน่นพระทัย
จึ่งเอื้อนอรรถตรัสห้ามเจ้าปักษี อย่าเซ้าซี้ไปเลยเลี้ยงมันไม่ได้
ควรตายก็ให้ตายเสียดายไย ภูวไนยแกล้งบรรทมไม่พาที
สาลิกาอุตส่าห์ประโลมพลอด เอาเศียรสอดเข้าในอกพระโฉมศรี
เห็นกับนางเมียรักพระจักรี ถึงครั้งนี้ก็เพราะรักพระภูธร
มิใช่นางนอกจิตคิดกบฏ จงเงือดงดหยุดยั้งสักครั้งก่อน
พระทำกริ้วมิให้สาลิกาวอน ข้าจะนอนแล้วอย่ามาวุ่นวาย
จะบอกเจ้าให้รู้อย่าจู้จี้ โมโหแล้วก็จะตีเอาง่ายง่าย
แล้วทำเชือนเบือนพักตร์ไม่ทักทาย นกขยายวอนทูลพระภูบาล
แม้นไม่เลี้ยงถึงจะล้างให้วางวาย แต่พอคลอดน้องชายน่าสงสาร
จึงค่อยฆ่าโฉมฉายให้วายปราณ ขอประทานโทษน้องขุนทองไว้ ฯ
๏ พระทรงนิ่งอิงเขนยไม่เอ่ยถ้อย ขุนทองน้อยทูลพลางทางร้องไห้
เอาเศียรซบจบบาทจะขาดใจ สุดอาลัยแล้วถวายบังคมลา
บินมาถึงหน้าปรางค์นางมณี ลงจับที่เพลาอรุณพ่อคุณจ๋า
ว่าทรงฤทธิ์ติดจะกริ้วเต็มประดา ลูกวอนว่าก็ไม่หยุดเห็นสุดคิด
พระโฉมยงนั้นทรงบรรทมนิ่ง เห็นอยู่จริงลูกรักให้หนักจิต
หม่อมพ่อลองไปรอขอชีวิต เห็นทรงฤทธิ์จะโปรดซึ่งโทษทัณฑ์ ฯ
๏ อรุณฟังนกขุนทองสนองสาร พ่อดูการเห็นยังกริ้วอยู่กวดขัน
ตามกุศลผลกรรมทำมานั้น ช่วยแก้กั้นกว่าจะสิ้นกำลังไป
อัญชุลีพี่นางแล้วย่างย่อง ชวนขุนทองร่วมจิตพิสมัย
มาถึงปรางค์เชษฐาประหม่าใจ ตรงเข้าไปห้องทองทั้งสองรา ฯ
๏ ครั้นถึงอาสน์อภิวาทถวายหัตถ์ พงศ์กระษัตริย์เห็นน้องรักกับปักษา
พระตรัสถามความโมโหด้วยโกรธา เขาเข่นฆ่าแล้วหรือหนาอีกาลี
อรุณกราบสารภาพด้วยผิดพลั้ง ฉันให้ยั้งไว้พระโรงอันเรืองศรี
ด้วยคิดเห็นครหาเป็นราคี เพราะเทวีทรงครรภ์กุมารา
เป็นน้ำเนื้อเชื้อวงศ์ของทรงฤทธิ์ ไม่มีผิดกุมารังพลอยสังขาร์
ราษฎรก็จะค่อนจำนรรจา ว่าเข่นฆ่าโอรสอยู่ในครรภ์
กับข้อหนึ่งเทวีไม่มีญาติ พอพลั้งพลาดชีวาก็อาสัญ
ไม่มีใครขอร้องช่วยป้องกัน นินทาฉันก็มีกับพี่นาง
ด้วยโกรธขึ้งหึงกันจึ่งเกิดเข็ญ ใครจะเห็นในจิตว่าคิดหมาง
ทั้งตัวน้องร่วมท้องกับพี่นาง ไม่แคล้วทางครหาทั้งธานี
จะว่าน้องแถลงแกล้งขอโทษ แม้นมิโปรดเข่นฆ่านางโฉมศรี
มันจะว่าฉันมาขอพอเป็นที คงกระนี้แน่นักประจักษ์ใจ
จงเมตตาทารกโอรสน้อย ได้ติดต้อยตามเชื้อเป็นเนื้อไข
แม้นมิจำทำอีกไม่อายใจ ประหารให้มอดม้วยลงด้วยกัน ฯ

[๑] อัประมง = อัปมงคล

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ