ตอนที่ ๑๑ นางอำพันมาลาให้เถรกระอำทำเสน่ห์

๏ พระโคบุตรสุริยงยอดสงสาร ครองปราการบรรพตบูรีศรี
พระนามเลื่องเมืองขึ้นหมื่นบูรี ดุษฎีน้อมกายถวายกร
บ้างก็แต่งธิดามาประณต ก็ปรากฏตรีภพสยบสยอน
พระครอบครองนัคราสถาวร ด้วยบังอรอัคเรศทั้งสองนาง
โฉมมณีสาครบวรลักษณ์ พระทรงศักดิ์รักใคร่ไม่อางขนาง
อำพันนั้นก็รักเป็นปานกลาง ทั้งสองนางก็เป็นที่ราคีกัน
นางอำพันทรงครรภ์อยู่อ่อนอ่อน พระภูธรละเมินอยู่เหินหัน
เฝ้าเคล้าคลึงฝ่ายขวาไม่ราวัน โฉมอำพันคิดแค้นแสนระกำ
ด้วยไกลวงศ์พงศาคณาญาติ โอ้อนาถหนอใครจะอุปถัมภ์
ไม่มีชื่นกลืนเข้า[๑]ไม่เต็มคำ นางปั่นป่วนครวญคร่ำระกำนาน
ธรรมดานารีสามีร้าง เพราะจืดจางความรักสมัครสมาน
จะหาผู้รู้เวทวิเศษฌาน มาแก้การพิสมัยมิให้วาง
จึ่งเรียกนางสาวใช้ที่ไว้จิต มานั่งชิดปราศรัยมิให้หมาง
นี่แน่เจ้าเรารักกันนะนาง ข้าอ้างว้างสุริยวงศ์มาองค์เดียว
เป็นวาสนาคราวชะตานี้ตกอับ แสนอาภัพภูวไนยเธอไม่เหลียว
ช่างต่ำต้อยน้อยหน้าไปตาเดียว จริงจริงเจียวนี่แน่เจ้าจึ่งเล่ากัน
เหมือนตัวข้าหน้าที่จะเป็นใหญ่ เธอกลับให้น้อยหน้าเพียงอาสัญ
แม้นไม่คิดถึงองค์ว่าทรงครรภ์ ไม่ขออยู่สู้กลั้นน้ำใจตาย
ใครช่วยชูกู้หน้าเหมือนข้าคิด ถึงดวงจิตก็จะให้เหมือนใจหมาย
ทั้งเงินทองของมีมิเสียดาย พอแก้อายให้เหมือนว่าไม่อาลัย ฯ
๏ นางทาสีฟังสารให้หวานฉ่ำ สงสารคำกัลยาน้ำตาไหล
จึ่งนบนอบตอบสนองให้ต้องใจ กลัวอะไรที่ตรงนั้นแม่ขวัญตา
จะช่วยแม่แก้ไขให้เหมือนจิต ให้ทรงฤทธิ์หลงรักแม่หนักหนา
ข้ารู้จักคนดีมีวิชา แต่ครั้งข้าไม่มาเป็นชาววัง
เถรกระอำความรู้แกหลายเล่ห์ ทำเสน่ห์เล่ห์ลมอาคมขลัง
พระโคบุตรสุริยวงศ์ดำรงวัง คงจะคลั่งเห็นไม่คลาดสวาทชม
จะจัดของไปถวายภิปรายกล่าว ที่แม่เจ้าคิดไว้ให้ได้สม
มิให้อายอัปราอย่าปรารมภ์ จงจัดที่ไว้บรรทมให้สำราญ
ยุพาพินยินคำสาวใช้รับ สั่งกำชับอย่าให้แซ่กระแสสาร
แล้วนางถอดธำมรงค์ของนงคราญ ยื่นประทานสาวใช้เป็นไมตรี
ถ้าสมหมายแล้วไม่วายสวาทเจ้า จนสองเรามอดม้วยไปเมืองผี
ทั้งสองสนทนาในราตรี จนรังสีรุ่งสางสว่างวัน
นางสาวใช้คลาไคลออกจากห้อง มาจัดของเป็ดไข่แล้วใส่ขัน
นุ่งสุหรัดซัดเพลาะดูเหมาะครัน กระแจะจันทน์น้ำอบตลบทา
กระเดียดขันผันผายขยายย่าง ออกระหว่างข้างทวารด้วยหรรษา
ถึงกุฎีเถรเฒ่าเจ้าตำรา ก็สอดตาหมอบเมียงเพียงบันได
เถรกระอำถามว่าสีกาแม่ เจ้ามาแต่แห่งหนตำบลไหน
เชิญสีกามานั่งที่ข้างใน นางสาวใช้วางขันแล้ววันทา
จึ่งจัดของออกวางพลางถวาย ทั้งเป็ดไก่หมูมัจฉมังสา
ตาเถรถามตามธรรมดามา เออสีกาชอบใจใครจะปาน
จะตรวจน้ำ[๒]รำลึกไปถึงญาติ หรือหมายมาดเป็นไฉนจงไขสาร
นางชาววังวันทาพระอาจารย์ เหมือนลูกหลานแล้วจะเล่ากับเจ้าคุณ
องค์อำพันมาลาให้มาถวาย ไม่สบายในพระทัยให้ว้าวุ่น
ด้วยโกรธขึ้งหึงกันตามมีบุญ เฝ้าเคืองขุ่นขัดข้องกันสองนาง
พระสามีทีจะรักข้างฝ่ายขวา ไม่นำพาท้าวน้องให้หมองหมาง
มากราบเท้าเจ้าประคุณการุญนาง ประสิทธิ์แท้แล้วจะสร้างกุฎีทอง
ทั้งรอดเสาจะเอาจันทน์เข้าสรรใส่ ให้กว้างใหญ่โตยาวสักเก้าห้อง
มุงกระเบื้องเครื่องใช้ผ้าไตรครอง ได้ข้าวของสารพัดไม่ขัดเคือง
เถรกระอำรู้แน่แต่แรกนั่ง อันชาววังแล้วไม่แกล้งมีแดงเหลือง
เป็นไรมีที่ธุระของนางเมือง ถึงแค้นเคืองแก้ไขมิให้ชัง
จะเป็นที่อุปถัมภ์เหมือนคำว่า กลัวคำหน้าจะไม่เหมือนกับคำหลัง
ข้ารักคบอยู่ดอกเจ้านางชาววัง แม้นสัจจังแล้วจะทำให้ล้ำลึก
อันกุฎีวิหารในการพระ มิใช่จะอยู่เป็นสงฆ์คงจะสึก
แต่น้ำอบยาดมให้สมนึก กับเมื่อสึกแล้วอย่าเมินสะเทิ้นกัน
จะสงเคราะห์เพราะเห็นกับหน้าน้อง ซึ่งเงินทองก็ไม่รักดอกใจฉัน
แต่มิทจิตมิทใจ[๓]อาลัยกัน ธุระนั้นรับได้มิให้นาน ฯ
๏ นางสาวใช้ว่าไฮ้ฉันกลัวบาป ชราภาพแล้วยังหลงในสงสาร
จงผูกพันหันหน้าหานิพพาน อย่าคิดการโลโภในโลกีย์ ฯ
๏ อนิจจังอนิจจาสีกาน้อง พี่คิดครองโลกนิยมชมพูสี
พระนิพพานค่อยไปเป็นไรมี แม้นถึงที่ใครจะหาญมาทานทัด
แม้นได้เจ้าเนื้อเย็นเป็นประธาน ถึงจะไปนิพพานก็คงขัด
แม้นได้เจ้าเนื้อเย็นเป็นบรรทัด เห็นเร็วรัดตรงที่พระนิพพาน ฯ
๏ โอ้อะไรเหลวไหลไปเจียวนี่ เนื้อความมีเขามาหาไม่ว่าขาน
แม้นโปรดเกศให้เหมือนเจตนาการ อย่าเนิ่นนานแก้ไขให้ไฉยา
ให้พระองค์หลงรักนางร้อยชั่ง ให้ชิงชังโฉมฉายข้างฝ่ายขวา
จะเป็นโยมปรนนิบัติอยู่อัตรา จะปรารถนาสารพัดไม่ขัดกัน ฯ
๏ ตาเถรว่าช้าหน่อยหนึ่งเถิดเจ้า แล้วลุกเข้ากุฎีขมีขมัน
น้ำมันพรายลงละลายน้ำมันจันทน์ แล้วลงยันต์มหาวราฤทธิ์
เสกคาถาอาคมตามสังเกต เดชะเวทเทพรำจวนปั่นป่วนจิต
ครั้นเสกเสร็จเจ็ดครั้งกำลังฤทธิ์ มานั่งชิดยื่นให้สาวใช้พลัน
จงเอายันต์นี้ไปใส่ไว้ใต้อาสน์ อย่าประมาทเขาจะจับเอาคับขัน
สนธยาแล้วให้ทาน้ำมันจันทน์ ทาแต่วันละครึ่งเล็บแล้วเก็บไว้
พอยามสองก็จะย่องเข้าถึงอาสน์ แสนสวาทโฉมยงแล้วหลงใหล
ให้แค้นเคียดเกลียดชังเมียหลวงไป อโณทัยพลบค่ำให้ทำการ
นางสาวใช้ได้ยันต์น้ำมันหอม พลางนอบน้อมกราบไหว้ปราศรัยสาร
เย็นแล้วจำจะลาพระอาจารย์ ไปแจ้งการทรามวัยที่ในวัง
ออกจากวัดลัดเดินมาโดยด่วน เข้าฉนวนวังในเหมือนใจหวัง
ถึงปรางค์มาศหมอบเมียงเคียงบัลลังก์ ประณตนั่งทูลความนางทรามวัย
แล้วถวายกระแจะจันทน์ยันต์เสน่ห์ อุปเท่ห์บอกแจ้งแถลงไข
นางฟังสารสาวศรีก็ดีใจ ดังหนึ่งได้ขึ้นสวรรค์ชั้นวิมาน
เอายันต์พับใส่ไว้ในใต้อาสน์ สุดสวาทตั้งจิตแล้วพิษฐาน
เดชะคุณวิทยาของอาจารย์ ให้เชี่ยวชาญได้สมอารมณ์คิด
แล้วพูดจาปราศรัยกับสาวศรี สำราญรื่นชื่นฤดีที่สนิท
ทินกรอ่อนแสงลงมืดมิด ขึ้นสถิตคอยท่าพระสามี ฯ
๏ ปางพระองค์ทรงเดชเกศกระษัตริย์ ดังชั้นฉัตรในภพชมพูศรี
ครั้นสิ้นแสงสุริยาเข้าราตรี ชวนมณีสาครเข้าห้องใน
ขึ้นสู่แท่นแสนสุขเกษมศานต์ ทรงสำราญชื่นจิตพิสมัย
เกิดเป็นลางร้างรักประจักษ์ใจ เผอิญให้เดือดดิ้นในวิญญาณ์
แมลงมุม[๔]เฝ้ากระทุ่มทรวงสะท้อน โดยอุดรเดินซ้ายมาฝ่ายขวา
ปักษาแสกแถกบินไปบูรพา พระผวากอดนางพลางประคอง ฯ
๏ จะกล่าวถึงเถรกระอำเมื่อยามค่ำ แกนั่งทำการใหญ่อยู่ในห้อง
ขี้ผึ้งปิดปากพรายร้ายคะนอง ผ้าขาวรองพันรูปกระษัตรา
รูปอำพันนั้นวางไว้ข้างซ้าย รูปมณีโฉมฉายอยู่ฝ่ายขวา
ทั้งสามรูปเรียงกันเป็นหลั่นมา ภาวนาจิตตามความสำคัญ
ปลุกผีพรายให้มีฤทธีกล้า รูปผวาลุกโลดกระโดดหัน
รูปกระษัตริย์พลัดจากเมียหลวงพลัน เข้ากอดรูปอำพันไว้ทันที
ฝ่ายรูปนางมณีศรีสวัสดิ์ กระเด็นพลัดจากรูปพระโฉมศรี
ไปฝังไว้ป่าช้าในราตรี ยายกาลีตากะลารักษาไว้
เสกจำปากลายเป็นแมลงภู่ แล้วบินวู่ด้วยพระเวทข้างเพทไสย
เสียงหึ่งหึ่งถึงปรางค์ปราสาทไชย เป็นดอกไม้ตกลงตรงอุรา ฯ
๏ สงสารองค์ภูวนาถไสยาสน์หลับ อาคมวับหวาดฟื้นตื่นผวา
พระทัยหวนหอมระรินกลิ่นจำปา ด้วยคาถาเถรทำให้รำจวน
พระพลิกผลักนางมณีศรีสวัสดิ์ ให้กลุ้มกลัดเคืองในพระทัยหวน
ให้ฉุกคิดถึงอำพันกระสันครวญ ให้หวนหวนเห็นเจ้าลำเพาพาน
พระเห็นเงาเสาคล้ายหมายว่าน้อง หัตถ์ประคองรับขวัญแล้วบรรหาร
พี่มิได้ไปหาเจ้าช้านาน นฤบาลลงยังบัลลังก์รัตน์
พระโอบอุ้มกุมกอดประคองเสา เห็นเป็นเงามิใช่นางระคางหัตถ์
โอ้ว่าเสานี้หรือเรามาเฝ้ารัด พระฮึดฮัดบ่นงึมพะพึมไป ฯ
๏ นางโฉมยงนงลักษณ์อัคเรศ เห็นทรงเดชเคลิ้มองค์เฝ้าหลงใหล
นางดำเนินมาเชิญพระภูวไนย เป็นไฉนจึ่งพระองค์เที่ยวหลงเดิน
ได้ยินคำซ้ำเคืองชำเลืองค้อน ดูแสนงอนลวนลามไม่ขามเขิน
แต่ก่อนไรเจ้าไม่เคยมาก้ำเกิน จะมาเชิญไปข้างไหนนางไฉยา
แล้วเบือนพักตร์ผลักบานทวารเผย อย่ามาเลยดวงใจจะไปหา
ลงจากปรางค์ย่างเยื้องชำเลืองมา พระลินลาขึ้นปรางค์นางอำพัน
ค่อยดีดเดาะเคาะบานทวารรัตน์ โองการตรัสเรียกเหล่านางสาวสรรค์
นางสาวใช้เปิดบานทวารพลัน พระทรงธรรม์เข้าที่ศรีไสยา
พลางอิงแอบแนบน้องประคองถนอม พระหวนหอมจันทน์เสกที่มังสา
แล้วเชยปรางพลางปลอบปลุกพังงา เจ้าแก้วตาหลับใหลกระไรเลย
ได้ยินแว่วแก้วตาผวาหวาด เห็นภูวนาถมาแอบแนบเขนย
นางทรามชมก้มกราบพระทรามเชย แสนเสบยเห็นฤทธิ์ประสิทธิ์มนต์
ชื่นอารมณ์สมมาดปรารถนา จะร่ำว่าเสียให้แสบทุกเส้นขน
เวลาดึกกำดัดสงัดคน ภูวดลยังเสด็จมาเคล้าคลึง
วิปริตผิดอย่างแต่ปางก่อน แม่มณีสาครหล่อนจะหึง
น้องเจียมตัวกลัวผิดคิดคะนึง ท่านโกรธขึ้งก็จะยับลงกับมือ ฯ
๏ พระรับขวัญพลันตอบสนองสาร จะอาจหาญว่ากระไรพี่ได้หรือ
พี่ผิดแล้วนฤมลแต่ต้นมือ แม่อย่าถือความด่วนควรระงับ
ทีนี้รู้แล้วดูเอาเถิดเจ้า ไม่รักเท่าเทียมถึงเจ้างามสรรพ
มาก้ำเกินก็จะเยินระยำยับ เศียรจะพับด้วยพระขรรค์อันมีคม ฯ
๏ นางฟังอรรถตัดพ้อไม่ย่อหย่อน ถึงครั้งก่อนพระตรัสก็สัตย์สม
ถ้าอยู่เมืองก็ไม่เคืองอารมณ์ตรม เพราะตามลมจึงได้ยากมาจากวัง
อกน้องนี้ดังหนามมาแนมเหน็บ ไม่หายเจ็บยังจำที่คำหลัง
ยามเบื่อก็เหมือนเมื่อร้างวัง อันสัจจังทรงภุชสุจริตจริง ฯ
๏ ตามจะโปรดโทษพี่เห็นผิดแท้ มาละแม่งามปลอดแม่ยอดหญิง
เจ้าว่าชั่วผัวคิดเห็นผิดจริง มาเห็นสิ่งหนึ่งว่ากรรมได้ทำมา
ให้เคลิ้มตัวมัวเมาเพราะเขลาโฉด จึงลิงโลดหลงรักเขาหนักหนา
ทีนี้จำแล้วไม่ทำเหมือนก่อนมา อย่าโกรธาเลยนะเจ้าลำเพาพาล
ที่ความหลังเหมือนยังว่าตายแล้ว แม่น้องแก้วจงเอารักมาหักหาญ
พระจุมพิตชิดโฉมประโลมลาน แสนสำราญอยู่จนรุ่งพระสุริยา ฯ
๏ สงสารเจ้าเยาวมาลย์มิ่งสมร องค์มณีสาครเสน่หา
อโณทัยไตรตรัสจรัสฟ้า เห็นจำปาอยู่บนอาสน์ประหลาดใจ
เลขยันต์ลงประทับไว้กับกลีบ ดังจะดิ้นสิ้นชีพเพียงตักษัย
เมื่อคืนนี้วิปริตเห็นผิดไป พระคลั่งไคล้ครวญคร่ำถึงอำพัน
ชะรอยผู้รู้เวทวิเศษกล้า ใช้จำปาเชิญเสด็จเป็นแม่นมั่น
เห็นแท้เที่ยงอยู่แต่เพียงนางอำพัน นอกกว่านั้นที่จะเป็นไม่เห็นมี
จึ่งเรียกฝูงสาวสรรค์กำนัลนาฏ เดียรดาษมายังปราสาทศรี
นางให้ดูดอกจำปาแล้วพาที เมื่อคืนนี้ยามสองสงัดคน
พระทรงธรรม์บรรทมบนแท่นรัตน์ ให้ฮึดฮัดดิ้นโดยอยู่โหยหน
ให้คลั่งไคล้ใหลหลงเที่ยววงวน พิไรบ่นพึมพำถึงอำพัน
พระไปจากไสยาเวลาดึก ครั้นตรองตรึกเห็นจริงทุกสิ่งสรรพ์
ไม่เคยเห็นพึ่งจะเห็นจำปายันต์ ฝูงกำนัลรู้บ้างหรืออย่างไร ฯ
๏ สนมนางต่างคนฉงนคิด แต่จนจิตที่จะทูลสนองไข
พิเคราะห์ความตามกระแสเห็นแน่ใจ ด้วยทรามวัยสองนางระคางคอย
แล้วนึกกลัวว่าตัวเป็นข้าบาท ไม่บังอาจที่จะพร้องสนองถ้อย
ผู้ดีว่าขี้ข้าไม่ควรพลอย แต่พูดคล้อยมิให้เคืองในเรื่องความ
อันเลขายันต์นี้วิปริต ผู้ประสิทธิ์ห้าวหาญชาญสนาม
พระยุพินอย่าได้หมิ่นประมาทความ พยายามหยุดยั้งระวังภัย ฯ
๏ นางฟังคำสาวใช้พระทัยหวาด เห็นพันพาดเคลือบแฝงแถลงไข
ยิ่งตรอมจิตคิดถึงพระภูวไนย จำจะไปเฝ้าดูให้รู้การ
จึ่งเรียกฝูงสาวสรรค์กำนัลนาฏ เดียรดาษพรั่งพร้อมล้อมขนาน
มาถึงปรางค์นางอำพันมิทันนาน ยุพาพาลเยื้องย่องเข้าห้องใน
เห็นอำพันมาลากับสามี สถิตที่แท่นทองอันผ่องใส
นางประนมบังคมพระภูวไนย เห็นท้าวไทภัสดาไม่พาที ฯ
๏ ปางพระองค์ทรงภุชมงกุฎเกศ ชำเลืองเนตรเห็นองค์นางโฉมศรี
ให้เคืองขัดหัทยาเป็นราคี พระภูมีเมินพักตร์ไม่ทักทาย
อำพันน้อยชม้อยชม้ายเนตร เห็นวิเศษอาคมก็สมหมาย
จะแกล้งทำกำจัดให้พลัดพราย นางชม้ายเมินหน้าไม่พาที ฯ
๏ แสนสงสารนางมณีศรีสวัสดิ์ จอมกระษัตริย์ภัสดาหันหน้าหนี
ทั้งอำพันมาลาไม่พาที ไม่นอบนบเทวีเหมือนก่อนมา
ให้แค้นคั่งดังแสงอัคคีสุม ยิ่งกลัดกลุ้มเจ็บจิตขนิษฐา
สุดจะขืนกลืนกลั้นชลนา นางโศการ่ำไห้อาลัยลาน
โอ้พระร่มโพธิ์ทองของน้องเอ๋ย ไม่ควรเลยที่จะร้างห่างสมาน
หรือน้องนี้มีโทษไม่โปรดปราน ให้เมียกลับอัประมาณไม่เมตตา ฯ
๏ พระฟังครวญหวนตั้งสติได้ ชลนัยน์พรั่งพรายทั้งซ้ายขวา
มาโลมเล้าเอาใจนางไฉยา อย่าโศกาเลยนะน้องจะหมองนวล
แล้วเคลิ้มองค์หลงลืมสมรมิตร ด้วยอาคมข่มจิตดังลมหวน
เห็นพักตร์นางอำพันให้รัญจวน ทรงพระสรวลร่าเริงบันเทิงชม ฯ
๏ นางอำพันกระสันเกษมชื่น สำราญรื่นปรีดิ์เปรมเกษมสม
จึ่งเสแสร้งแกล้งซ้ำด้วยคำคม พระบรมนรินทร์ปิ่นสุรางค์
มาร่วมเรียงเคียงน้องประคองคู่ เธอไม่รู้จะว่าแกล้งอางขนาง
เชิญเสด็จภูวไนยกลับไปปรางค์ ให้พี่นางคลายโศกโศกาลัย ฯ
๏ นางมณีได้ฟังให้คั่งแค้น ยิ่งสุดแสนเคืองขัดให้ตัดษัย
จึงตอบวาจาพลันด้วยทันใด ชะอะไรแม่อำพันขยันจริง
ข้ามันจ้านร่านรักเขารู้จบ เหมือนดังกบสี่ตีนปีนตลิ่ง
พระทรงศักดิ์เธอไม่รักอยู่แอบอิง จึ่งวางวิ่งมาตามพระทรามเชย
สมคะเนแล้วกระไรไม่ไว้หน้า สารพัดที่จะว่าเจ้าข้าเอ๋ย
ไม่คิดถึงความหลังนั้นบ้างเลย เจ้าไม่เคยแล้วอย่าเจิ้นให้เกินการ ฯ
๏ อำพันฟังออกตั้งคารมรับ เที่ยวบังคับรุกราชอยู่ฉาดฉาน
ลูกว่าไรกับแม่มาแหพาน ข้ามันจ้านร่านรักกระนั้นเอง
สมคะเนเหมือนว่าก็ผาสุก ไม่สมคะเนแล้วก็ลุกขึ้นเต้นเหยง
รู้ว่าท่านเจ้าผัวต้องกลัวเกรง อย่าครืนเครงไปเลยแม่ฉันแพ้แล้ว ฯ
๏ ดูแสนงอนย้อนรอยทำลอยหน้า คารมกล้าท้าเสียงสำเนียงแจ้ว
เขารู้เช่นเห็นลิ้นอยู่สิ้นแล้ว แม่ดวงแก้วนพเก้าถึงคราวรวย
ข้าเจ้าชั่วผัวร้างไว้ห่างเหิน จึ่งเสาะเดินหาคู่มาชูช่วย
จึ่งลอยหน้าขึ้นมาท้าคารมรวย เห็นงงงวยสมนึกฮึกวาจา ฯ
๏ นางอำพันหวั่นไหวอกใจเต้น ด้วยตัวเป็นเหมือนหนึ่งคำเขาร่ำว่า
เหมือนกับวัวหลังขาดชาติอีกา ได้เกินหน้าแล้วกล้าไปลองดู
ต่างคนต่างก็ว่าต่อหน้าผัว เอาความชั่วมาประจานสะท้านหู
ตัวใครเล่าสิว่าเที่ยวหาครู ทำไมรู้จึงไม่จับเอาฉับพลัน
ยิ่งนิ่งแล้วก็ยิ่งกำเริบหนัก อย่าแต่งพักตร์ใส่สร้อยมาเสกสรร
เหลือจะอดแล้วไม่ลดไม่ละกัน พระทรงธรรม์ฟังเอาอย่าเข้าใคร ฯ
๏ นางมณีฟังสารให้ดาลเดือด ประหนึ่งเลือดอสุชลจะหล่นไหล
อย่าพักทำสาระแนแก้ตัวไป ดอกจำปานี่ของใครนางอำพัน
ทั้งสามีก็เห็นดีไปด้วยได้ กำลังแค้นขัดใจว่าถลัน
ไปหาหมอปลุกเสกทำเลขยันต์ ให้ทรงธรรม์หลงกลนางคนดี
เป็นผู้หญิงวิ่งตามพระทรงฤทธิ์ เขาแจ้งจิตเฟื่องฟุ้งทั้งกรุงศรี
คุณบิดรมารดาเขาปรานี ถึงไม่มีก็มิให้อนาทร
ยังขึ้นหน้าท้าทายหมายชนะ ไม่ลดละลิ้นลมดังคมศร
คงจะทำเสียให้ยับลงกับกร เมื่อภูธรจะไม่เลี้ยงก็บรรลัย
ให้เคืองขุ่นหุนหันตันโทโส กำลังโมโหผุดลุกขึ้นรุกไล่
อำพันน้อยถอยแอบพระภูวไนย ก็หวั่นไหวกึกก้องทั้งห้องปรางค์
ต่างคารมคมคำกระหน่ำหนัก โมโหหักมาแข็งทั้งสองข้าง
พระโคบุตรผุดลุกขึ้นยืนกลาง พิโรธนางกัลยาแล้วว่าพลัน
ยิ่งใจดีผีเข้าเจียวเจ้าเอ๋ย กระไรเลยมวยปล้ำทำขยัน
จำปานี้วิปลาศทั้งเลขยันต์ ได้สำคัญมาแต่ไหนนางมณี
แม้นใครเพลี่ยงก็ไม่เลี้ยงไว้เคียงแล้ว พระขรรค์แก้วจะประหารให้เป็นผี
จะดูคนเจ้าเล่ห์เสน่ห์ดี ในวันนี้เห็นกันเป็นมั่นคง ฯ
๏ โฉมอำพันพรั่นกายเห็นวายวุ่น คิดถึงคุณเถรกระอำนำประสงค์
นางไม่นิ่งชิงทูลพระโฉมยง น้องจากวงศ์จำจนมาทนอาย
ทุกวันนี้เพราะรักสู้ทนเจ็บ ยังซ้ำเหน็บความใส่ไม่รู้หาย
นั่นใครเล่าทำเสน่ห์เพทุบาย นางฟูมฟายชลนาโศกาลัย ฯ
๏ นางมณีได้ฟังคั่งแค้นจิต ที่ชอบผิดมิได้รออารมณ์ได้
ใครเขาเป็นขี้ข้าหรือว่าไร จึ่งจะได้ล่วงรู้กับครูมึง
พระทรงศักดิ์รักกูเขารู้แซ่ เพราะห่างแหมึงไว้จึ่งได้หึง
พระคลุ้มคลั่งตั้งหน้ามาหามึง ต่อรุ่งจึ่งเห็นว่าจำปายันต์
ทั้งธานีมีใครมาร่วมผัว ช่างแก้ตัวลิ้นลมดูคมสัน
ตัวมึงนั่นแลทำอีอำพัน อย่าเสกสรรท้าทายให้ตายใจ
นางอำพันว่ามันทุกคำปาก มันมากมากมันจะข้นจนเป็นไข
เมื่อเห็นจริงแล้วนิ่งมันทำไม มันเป็นไรจึ่งไม่จับเอาตัวมา ฯ
๏ พระโคบุตรสุดแค้นกระทืบบาท ร้องตวาดนางมณีนี้หนักหนา
เสียแรงถนอมเป็นจอมกัลยา แต่ต่อหน้าสิยังทำกระนี้เจียว
เป็นผู้ใหญ่อารมณ์ไม่สมศักดิ์ ทำหาญหักอุกอาจมากราดเกรี้ยว
เขาเป็นข้าหรือจะว่าแต่ข้างเดียว ช่างลดเลี้ยวลงคำเอาอำพัน
ดอกจำปาว่าทำให้หลงรัก ครั้นสอบซักก็ไม่จริงทุกสิ่งสรรพ์
แล้วหยาบช้าไม่ว่าแต่เพียงกัน สารพันว่าผัวนี้ลำเอียง
ถูกเสน่ห์เล่ห์ลมมางมหลง ห้ามแล้วก็ไม่ลงสงบเสียง
ดูน้ำใจจะไม่ให้ลงจากเตียง บุญข้าน้อยแล้วจึ่งเลี้ยงไม่เที่ยงธรรม์
พระจับไม้เรียวรี่ไล่ตีหวด นางเจ็บปวดก็ทรงกันแสงศัลย์
เสียงกรีดก้องร้องเถียงพระทรงธรรม์ ไปฆ่าฟันเสียเถิดองค์พระทรงภุช ฯ
๏ ดูดู๋ดื้อถือตัวว่าทำชอบ ยังโต้ตอบเสียงดังไม่ยั้งหยุด
พระร่ำรันรอบองค์นางนงนุช อุตลุดหวั่นไหวทั้งไพชยนต์
นางสาวสรรค์กัลยาที่มาด้วย ครั้นจะช่วยเกรงกระษัตริย์ให้ขัดสน
บ้างวิ่งวางมาถึงปรางค์นฤมล แจ้งยุบลบอกความกับสาลิกา
ว่าพระจอมจักรพงศ์ทรงพิโรธ พระลงโทษแม่มณีเป็นหนักหนา
สกุณินยินเรื่องก็รีบมา บินถลาเข้าห้องปราสาทพลัน
ลงแทรกกลางพลางร้องเจ้าพ่อโปรด ประทานโทษเจ้าแม่อย่าหุนหัน
พระเห็นนกยกไม้ยังไม่ทัน ไม้เรียวนั้นถูกปีกเจ้าสาลิกา ฯ
๏ สาลิการาปีกแล้วแกล้งร้อง ปีกขุนทองหักแล้วเจ้าพ่อจ๋า
พระตกใจลืมโมโหที่โกรธา ผวาอุ้มสาลิกาไว้ทันที
กอดประทับรับขวัญขุนทองเอ๋ย ไม่ควรเลยจะเจ็บเจียวทีเดียวนี่
ไม่ทันยั้งกำลังเข้าคลุกคลี ต้องถูกตีเปล่าเปล่าไม่เข้าทาง
ถูกที่ไหนเล่าลูกหรือถูกปีก เนื้อหนังฉีกไปถนัดหรือขัดขวาง
สาลิกาฟังคำยิ่งทำคราง ถูกสีข้างริมท้องของลูกยา
ถึงตีลูกถูกเจ็บสักร้อยแผล ทั้งพ่อแม่คงจักคิดรักษา
ลูกสุดแสนสงสารพระมารดา ทั้งกายาย่อยยับระยำไป
ถึงผู้คนกล่นเกลื่อนทั้งปรางค์มาศ ใครจะอาจทูลขอคุณพ่อได้
จงเห็นกับเจ้าตาเมื่อลาไป ความอาลัยฝากฝังไว้พรั่งพร้อม
ทั้งเจ้าพ่อพระองค์น้อยจะสร้อยเศร้า ขอโทษเจ้าแม่คุณทูลกระหม่อม
ถึงชอบผิดคิดงดจงอดออม แล้วนอบน้อมปราศรัยนางไฉยา
เชิญเสด็จเจ้าแม่นางไปปรางค์รัตน์ อย่าเคืองขัดลูกขอโทษโปรดปักษา
นางฟังคำนกขุนทองนองน้ำตา สาลิกาเจ้าไม่แจ้งแห่งดวงใจ
อย่าว่าแต่ตีรันจะฟันฟาด ให้เศียรขาดก็ไม่ว่าอย่าสงสัย
นางชุบเช็ดชลนาแล้วคลาไคล เสด็จไปปรางค์ทองของเทวี
ถึงบัลลังก์พร้อมเหล่านางสาวสรรค์ เข้านวดฟั้นเล้าโลมนางโฉมศรี
บ้างฝนยาทาทั่วทั้งอินทรีย์ นางโศกีคั่งแค้นแน่นพระทัย ฯ
๏ พระโคบุตรสุดรักเจ้าปักษา เฝ้าถามว่าพ่อยังเจ็บอยู่ตรงไหน
จะทายาเสียให้หายสบายใจ พระลูบไล้ไปทั่วทั้งอินทรีย์
สาลิกาว่าเมื่อยังกริ้วนัก กระดูกหักแทบจะพับลงกับที่
เมื่อเหือดหายวายกริ้วไม่โบยตี กระดูกดีเสียแล้วอย่าดูเลย ฯ
๏ พระโฉมยงทรงพระสรวลสำรวลร่า ช่างมารยาเหลือทำนองขุนทองเอ๋ย
ให้ตกเนื้อตกใจกระไรเลย แล้วชมเชยจูบกอดเจ้าสาลิกา
ทั้งโฉมยงนงนุชอำพันนั้น เกษมสันต์สุดรักเจ้าปักษา
แสนสบายสายแสงพระสุริยา ขุนทองลากลับหลังมายังปรางค์ ฯ
๏ พระโคบุตรกับนางอำพันนาฏ สมสวาทเชยชิดไม่คิดหมาง
ด้วยอาคมให้นิยมเสน่ห์นาง ไม่จืดจางคลาดคลาสักนาที
ถึงเวลาออกหน้าพระโรงรัตน์ ซังตายตรัสราชการบูรีศรี
ให้ป่วนปั่นพันผูกถึงเทวี เข้าสู่ที่แล้วค่อยคลายสบายองค์
ลืมสนมหลงชมแต่นางนาฏ ลืมประพาสลืมเสวยเลยลืมสรง
พระพักตร์คร่ำดำซูบผิดรูปทรง เพราะทะนงหมายหมิ่นประมาทการ ฯ
๏ นางอำพันหรรษากับทาสี กับข้าวมีมิให้เศร้าทั้งคาวหวาน
ถวายเถรเพล[๕]เช้าทุกวันวาร เถรทำการเติมซ้ำกระหน่ำไป
ที่คนลอดสอดแนมไม่รู้เท่า แต่เป็นเงาในกระจกไม่จับได้
ซุบซิบกันเล่าเรื่องออกเนื่องไป จนแจ้งถึงอรไทนางมณี
ว่าอำพันนั้นคบกับเถรเฒ่า กระแสเล่านั้นว่าใช้ทาสี
จะจับกุมไม่ถนัดเป็นสตรี นางเทวีคิดหมายไม่วายวัน
จำจะอ้อนวอนวานเจ้าปักษา ให้สาลิกาลอบไปไอศวรรย์
บอกอรุณน้องยาให้มาพลัน จะจับมันให้ประจักษ์กับตาคน ฯ
๏ เมื่อวันนั้นนกสาลิกาน้อย ออกบินลอยเที่ยวเล่นในเวหน
รำลึกถึงนางมณีนฤมล ด้วยทุกข์ทนสร้อยเศร้าเปล่าอุรา
จะไปเฝ้าโฉมฉายให้คลายร้อน แล้วลอยร่อนลงปรางค์ขนิษฐา
จับพระแกลแลเห็นนางไฉยา เจ้าแม่จ๋าบรรทมเล่นหรือหลับแล้ว
นางดีใจปราศรัยกับปักษี เข้ามานี่เจ้าสาลิกาแก้ว
แต่วันนั้นจนวันนี้ไม่มีแวว นางกอดแก้วสาลิกาไว้กับทรวง
ชลนัยน์ไหลโซมประโลมปลอบ แม่คิดขอบคุณเจ้าเท่าเขาหลวง
พ่อมาเยือนเหมือนได้จินดาดวง เดี๋ยวนี้ทรวงแม่ช้ำระกำตรม
พระภูมีตีแม่ถึงสาหัส สารพัดไม่มีผิดเท่าเส้นผม
แม่อายชาวธานีบูรีรมย์ จะต้องก้มหน้าม้วยบรรลัยไป
แต่คอยท่าหาเจ้าทุกเช้าค่ำ เป็นความขำลูกรักช่วยแก้ไข
จะเขียนสารวานสาลิกาไป ช่วยส่งให้พ่ออรุณถึงพารา
จงช่วยแม่อย่าให้แซ่ถึงสองหู ทั้งเจ้าพ่ออย่าให้รู้นะปักษา
หนทางไปหลายคืนจะกลับมา ปดบิดาว่าไปชมพนมไพร
ขุนทองฟังพลางตอบนางโฉมศรี เป็นไรมีจะช่วยแม่คิดแก้ไข
ที่แถวทางกลางป่าพนาลัย สัจจังใจลูกก็นึกอยู่นานมา
คิดจะลาองค์นรินทร์ผู้ปิ่นเกล้า ไปเยี่ยมเจ้าพ่ออรุณของปักษา
เดี๋ยวนี้พระทรงศักดิ์ไม่พักลา ไม่เห็นมาปรางค์มาศปราสาททอง
นางฟังสารนกสาลิกาแก้ว ให้ผ่องแผ้วยินดีไม่มีสอง
จงเห็นกับพ่ออรุณเถิดขุนทอง นางจำลองสารลงแล้วทรงพลัน
ครั้นเสร็จสรรพพับผูกกับคอนก ฝนจะตกไม่ต้องในไพรสัณฑ์
พ่อระวังเหยี่ยวกาในป่าวัน ให้จอมขวัญไปดีอย่ามีภัย ฯ

[๑] เข้า = ข้าว

[๒] ตรวจน้ำ = กรวดน้ำ

[๓] มิทจิตมิทใจ = มิตรจิตมิตรใจ

[๔] แมลงมุม = แมงมุม

[๕] เพล โบราณเขียน “เพน” คือ กำหนดเวลาพระฉันภัตตาหารกลางวัน เวลา ๑๑ นาฬิกา

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ