ตอนที่ ๒

๏ ปางกรุงบุรีรม- ยอันมีมไหศวรรย์
เดโชชเยศทัน- ธึกฝูงหมู่ไพรี
๏ จักทำสวยมพร วรราชบุตรี
ภูบาลทุกทวี- ปก็มาด้วยเจษฎา
๏ ท้าวจึงให้ตั้งโล- หธนูอันหนักหนา
สหัสรภารา- ธิกเลงพันฦกแสยง
๏ จึงกล่าวแก่ท้าวทุก ทิศเรืองอำนาจแรง
เดชะอันจักแสวง รณรงคทุกพาย
๏ ผู้ใดและยกโล- หธนูดำเลิงสาย
แสดงศิลปศรหลาย กลได้ดังจินดา
๏ จักแกล้งประกอบภู- ธรราชกัลยา
สมบัติพัสถา ก็จะเวนบุรีรมย์ ฯ

๑๖

[๑]ท้าวทุกแดนดาลชื่นชม ชิงชัยและประคม
ทังท้องธราดลอันแถลง  
๏ ทวยท้าวเรืองฤทธิ์เข้มแขง ขึ้นรถดูแสดง
แลแชรงชำนินานา  
๏ เปนอาทิ์มถุรราชา เทียมรถอัศวา
แลมือจำทวยโตมร  
๏ ถัดนั้นเกาศึกภูธร รถเทียมด้วยมกร
แลทรงธนูยืนยัน  
๏ ถัดนั้นจึงเทพนิกรร กรกุมเกาทัณฑ์
รถเทียมด้วยเสือแสดง  
๏ ถัดนั้นมัทราชคำแหง ขี่รถเรืองแสง
แลเสียงสำเรืองตาวไว  
๏ ถัดนั้นพระเทพพิไชย ขี่รถกรไกว[๒]
คทาทองแลครวี   
๏ ถัดนั้นพระพิทยุตศรี[๓] ขี่รถคชสีห์
สมรรถพลดาษดา  
๏ ถัดนั้นคือมคธราชา ขี่รถรจนา
แลเทียมด้วยโตตัวคนอง  
๏ ถัดนั้นจิตตรัตน์[๔]รถทอง เทียมสีห์ทั้งสอง
สมรรถเดโชไชย  
๏ ถัดนั้นจิตตเสนคิอไก- สรรถแกว่งไกว
แลเทียมด้วยตัวจามรี  
๏ ถัดนั้นชุมภาสุรลี- ลารถราศี
แลแสนอสูรแชรงชุม  
๏ ถัดนั้นแทตย์กุมภ์นิกุมภ์ คือกุมภกรรฐ์จุม-
พลาอสูรเสนา[๕]  
๏ เข้าคลุกยกยอบมิคลา ทุกท้าวก็ระอา
แลอายอำเภออางขนาง  
๏ ต่างตริปองไชยชิงนาง ป่วยเข้าหลายปาง
แลแลบไหวหวั่นแด  
๏ บมิลุเลยต่างตนแล ดูดายชายแปร
บเข้ายังที่ดำบล  
๏ ปางนั้นพระสมุทร์เสด็จดล เสด็จแสดงภุชพล
ประภาพพระเจษฎา  
๏ เอาธารยกำลังนาคา ยุทธทรงฤทธา
และยืนในท้องธรณี  
๏ ฉวยโลหธนูแลครวี วิริยอาวุธพิรี-
ยแสร้งสำแดงไชยแชรง  
๏ ท้าวน้าวโน้มศรศักดิ์แสดง บัวบาทจำแทง
จำทวยธนูในสนาม  
๏ ฤทธาพลพระพึงขาม แสดงเดโชนาม
ในรงคดาลรณภู  
๏ ดุจราฆพทรงศรยู ยกโลหธนู[๖]
แลดูดำเกิงมหิมา  
๏ ดีดเถาถนัดเสียงวิชุดา แลรลวงพสุธา
สเทื้อนสท้านทุกลำเนา  
๏ พระกรเกาะศรพรายเพรา ท้าวน้าวน้อมเอา
อรรแถ้งธนูลันโลน  
๏ ทิศใดท้าวแลอ่อนโยน เดชะอาจโผอน
อรินทรทั่วธรณี  
๏ พระเสด็จแสดงศิลป์คือศรี- สรภังค์[๗]อันมี
อำนาจสำแดงโบราณ  
๏ พระแสดงศรศิลป์[๘]บนาน โดยพระภูบาล
สีหนรคุปต์รังปอง  
๏ ปืนเล่มเดียวท้าวธประลอง ยิงเปนปืนนอง
ในท้องธราหนั่นหนา  
๏ ร้อยเรียงดาษดาโสภา เหลือคิดคณนา
อเนกศรจรรโจษ  
๏ แล้วนั้นแผลงศรหนึ่งโสด เปนปืนไกรโกฏิ
-ห้อยในห้องหาวหน  
๏ แชรงชิดพิศคือสายฝน เมื่อพรรษาดล
แลซร้องในท้องธรณิน  
๏ บดบังแหล่งหล้าฟ้าดิน พระยิงศรศิล-
ปแสร้งสำแดงเจษฎา  
๏ แล้วแผลงศรหนึ่งในอา- กาศกลนาคา
คคึกก็หาญแลประหาร  
๏ เปนห้องปราสาทพิมาน ทั่วทั้งคัคณาน-
ตเรืองด้วยศรศรแสดง  
๏ เปนมณฑล[๙]แก้วแกมแสง พลชื่นชมแชรง
สรรเสริญสมเด็จภูธร  
๏ แล้วนั้นจึงพระแผลงศร เปนบุษบากร
แลกั้งพิดานดูพราย  
๏ มีรำยวนมาลบรรลาย เรือนรัตนพรรณราย
บุรีกี่กลนานา[๑๐]  
๏ ทุกท้าวทั้งพลโยธา ชมฤทธิ์ราชา
อันชาญแก่ศิลปพิมล  
๏ แล้วจึงให้ห้อยเส้นขน จมรีโดยกล
แลผูกเปนขวั้นแขวนวง  
๏ ไว้ไกลได้โยชนคง เลงลบพิศวง
แลดูก็สุดสายตา  
๏ ให้พระแผลงศรหนึ่งสา- หัสห้องเวหา
ไปเปนคือราตรีกาล  
๏ ให้แผลงศรหนึ่งอย่านาน ยิงจามรีพาล
-นั้นจงต้องกึ่งกลาง  
๏ พระฟังกล่าวกลบขนาง ยิงปืนวิ่งวาง
ยังโพยมด้วยกลศิลป์  
๏ ดาลมืดมัวหล้าฟ้าดิน ดุจเที่ยงคืนทิน-
แท้อมาพาศยา[๑๑]  
๏ ท้าวทั้งพลคณโยธา อับทิศไปมา
ตระดกตระดาลดูฉงน  
๏ ท้าวทายศรหนึ่งคือยนต์ ยิงไปในอน-
ธการบังทฤษฎี  
๏ ต้องเส้นหางมฤคจามรี ขาดขจัดทฤษฎี
ก็ตกตระบัดดูแสดง  
๏ เทพาฤๅษีสรรเสริญแชรง ชัยชัยรบแรง
กรรแสง[๑๒]แลสาธุการา  
๏ หว่านบุษบาสวรรค์บูชา นฤปราชนรา-
ธิเบศร์ทั้งหลายสยบแสยง  
๏ เรืองเดชพันฦกฦๅแสดง ฤทธิพลชนแชรง
สำแดงพระเกียรติ์กษัตรีย์  
๏ ดนตรีแตรสังข์เภรี ประดิรพสารศรี
ก็ดาลนุชิตธุนิผสม  
๏ ภูธรนรคุปต์ชื่นชม สบพระปรารม-
ภราชไทยลูกตน  
๏ ชอบราชหฤทัยสรณ เสนหาสาผล
บเสาะที่ใจจินดา  
๏ พระโองการกล่าวบมิคลา จะประกอบยา
อันโยคเยาวโฉมศรี  
๏ จักสวยมพรพระบุตรี เปนพระมหิษี
แก่ภูบดีบมินาน  
๏ ท้าวทั่วทุกแดนได้ฟังสาร ชุมกันบริหาร
หวังจะเริ่มรณรงค์  
๏ เจ็บอายหลายเหลือใจจง โฉมนุชอนงค์
คะรังบันจวยจรรจา  
๏ ต่างเราต่างมีมหิมา สรรพแสนเสนา
แลมาอธึกทุกตน  
๏ หวังได้นางนำรี้พล มากมีเปนกล
จรเทินจะคืนบมิควร  
๏ เปนท้าวควรกันความทวร- ยศ[๑๓]ยศควรสงวน
อย่าเหตุให้คนดูแคลน  
๏ แม้นาศในรณฤๅแคลน จงคงยศแทน
ประเสริฐกว่าคงตน  
๏ เราโสดสรรพด้วยรี้พล ชาญศิลป์สบสกล
บควรจะให้หาดอาย  
๏ จักร่วมรี้พลทุกพาย เปนเดียวเกลียวหมาย
เปนเอกองค์อย่าคลา  
๏ จักโชรมโรมรบราชา เอาแก้วก้ลยา
จึงสะที่แค้นความอาย  
๏ เสร็จท้าวธรรษาอภิปราย เรียบรี้พลพราย
ทั้งท้องธราเทียบทงัน  
๏ เทียบรถเทียบคชสารสรรพ์ เสนาสามรร-
ถไว้ในรณสบสถาน  
๏ อภิตมถุเรนทรรบาล รังแรกยุทธการ
ก่อนนเรนทรทั้งหลาย  
๏ พระสมุทรโฆษฟังสารสาย ว่าท้าวทุกพาย
แลเรียบรี้พลเสนางค์  
๏ โกรธานลลามลุกกลาง แดดูสรรพาง-
คเพศพร้องฟูนไฟ  
๏ หวังจักมล้างท้าวทุกพิไสย ทวยหวังมั่นไหว
ก็ทำกระลัมพรการ  
๏ ตรวจตราหาพลทวยหาญ เรียบเทียบทุกสถาน
บรู้กี่ส่ำเสนา  
๏ เลือกหาโยธาทวยสา- หสอาจพาธา
อรินทรในรณรงค์  
๏ เลือกหาโยธาทวยทรง คุณอาจเอาองค์
กระหลัดในกลางสงคราม  
๏ หาผู้รู้ศิลป์บขาม แม่นแจ้งเจียรยาม
คำนวณคำนับโหรา  
๏ หาผู้หาญยอดโยธา ขอขันอาสา
คค้อยบคลาคำไหน  
๏ หาทวยเมธาส่างใส รู้รี่ร่วมใจ
อรินทรแสร้งใส่กล  
๏ หาผู้ห้าวหบทบทน แกว่นแกล้วกลางรณ
แลแรงสมรรถอาจทยาน  
๏ เลือกหาแกว่นรู้ริการ รณรงค์ชำนาญ
ชำนะแก่พลไพรี  
๏ เลือกหมู่หมั่นมั่นภักดี รักไทธรณี
บมิขบถมายา  
๏ ต่อหน้าท้าวขันอาสา ลับหลังราชา
บห่อนจะเกียจการงาร  
๏ หาผู้ผลาใจจอดการ แกว่นเลี้ยงทวยหาญ
แลเสียงฉฉาวโครงแคร  
๏ หาผู้รู้ริร่วมแด ท้าวไทบมิแปร
ประโยชนเจ้าจงปอง  
๏ หาผู้รู้กลตริตรอง สงครามลบอง
แลชาญแก่รณธรณี  
๏ เลือกหาผู้แกล้วกว่าสีห์ กำลังภุชพี-
ริยอาจประหารหัสดิน  
๏ เลือกหาผู้รู้ศรศิลป์ แกว่นมล้างไพรินทร์
กระเหน็จกระแหน่รณรงค์  
๏ หาผู้ใจผลาแผลงผลง ผลาญศัตรูคง
อพรรธใจเจษฎา  
๏ เสร็จพระสรันแสนเสนา เลือกทศโยธา
แลพลอธึกเทียมทงัน  
๏ แจกเปนซ้ายขวาโจษจรร หน้าหลังรอบรัน
ระเบียบสังกัดรี้พล  
๏ พลมากมวญภูวมณฑล บดหล้าฟ้าบน
แลดูอธึกทุกพาย  
๏ อาวุธอาภรณ์โพรงพราย อาเกียรณ์เกราะกราย
อเนกนานุประการ  
๏ เรียบช้างม้ารถชมชาญ ทวยธารเอาธาร
สรรพด้วยศัสดรสรหลอน  
๏ พระจึ่งประสิทธิ์พระพร แก่แสนยากร
ประกอบด้วยไชยศรีแสดง  
๏ สิทธิสิทธิพลพิริยคำแหง ชัยชัยรบแรง
สัมฤทธิสัมฤทธิเดชะ  
๏ ชัยชัยสามนต์สระดะ ชัยชัยอาจชนะ
อรินทรพลลานปาน  
๏ ชัยชัยศัสตราชิต[๑๔]ชาญ ชัยอาจสังหาร
-แสนอสูรเสนา  
๏ ชัยชัยรุทราทิตยทา- รุณฤทธิเจษฎา
นุภาพพิริยอำนาจ  
๏ ชัยชัยศรจักรอาจสาด ศรพรรษพิฆาฏ
เพ็ญนภะดาษเดียร  
๏ ชัยชัยรณมุขโจษเจียร ชัยชัยไกรเกียรดิ์
ภิมเสล[๑๕]คือนาม  
๏ ชัยชัยทศรณพึงขาม ชัยพรรธสงคราม
พิพรรธพิรียอันแชรง  
๏ ชัยชัยพิเรนทรคำแหง รณสิงห์[๑๖]สำแดง
ประภาพใจเจษฎา  
๏ เสร็จพระอวยพรเสนา เรียบเทียบพลพา-
หเพียบทั้งท้องธาตรี  
๏ ท้าวสิบตนเตรียบเสนี นองในปรถพี
แลทั่วทั้งท้องสากล  
๏ เลือกล้วนทแกล้วสิบตน เปนนายกพล
พิเศษศักดิอจินต์  
๏ เตรียบเรียบรถไหยหัสดิน กรเกริกภูมิน-
ทรฦๅทั้งพื้นภพไตร  
๏ ตรวจตราโยธาชาญไชย จับศัสดรไสว
สรว่างด้วยด้างโตมร  
๏ ธงฉัตรดัดดาษอัมพร บังแสงทินกร
ด้วยธงกลดพรายพรรณ  
๏ ลางขุนขี่ช้างซับมัน งวงงาผาดผัน
กระลอกกระลับไปมา  
๏ ลางขุนขี่ม้าลองลา ฉวัดเฉวียนเสนา
แลกรกระหย้อนโตมร  
๏ ลางขุนขับพาหมกร มือถือธนูศร
สมรรถกลางรณรงค์  
๏ ลางขุนขี่อูฐยรรยง โยนศัสดรธำรง
พิเศษศิลปลอง  
๏ ลางขุนขี่เลียงผาผยอง ขี่โตตัวคนอง
คำนับครวีตาตาว  
๏ ลางขุนขี่นาคทรนาว เมลืองเมลืองเขี้ยวขาว
แลเลิกพพานดูแสยง  
๏ ลางขุนขี่เสือตัวแรง ขี่สิงห์สำแดง
มหาศัสดรหลากหลาย  
๏ ลางขุนสามรรถขี่ควาย โตรษตัวองค์อาย
มหามหิทธิแผงผงาด  
๏ ลางขุนขี่จามรียาตร พลล้อมเดียรดาษ
ประดับแลตรับตาวผลา  
๏ หลายภาคชำนินานา ย่อมสัตวภาษา
บรู้กี่สํ่าเหลือไกร ฯ  

๑๑

๏ ปางกุรุงบุรีรม- ยครั้นรู้ว่าท้าวไท
ทุกแดนบันดาลไพ- ริพิโรธเขี้ยวขัน
๏ จึงใช้มหามาตย์ ผู้ใจอาจอันสามรรถ์
สมญาสุสังกัล- ปประเสริฐดิเมธา
๏ ใช้ให้มาห้ามทัด ท้าวทุกแดนอันดาษดา
ช้างม้าและเสนา พลพฤนททวยหาญ
๏ มนตรีสุสังกัล- ปก็รับราชโองการ
ท้าวมาบทันนาน ยังท่านไททั้งสิบตน
๏ ครั้นถึงก็ทูลท้าว นรคุปตจุมพล
ใช้ข้ามาด่วนดล สมเด็จท้าวทั้งสิบองค์
๏ ใช้ข้ามาตัดราช หฤทัยอย่าใหลหลง
ใช่ชอบประสงค์จง ธอย่าคิดเปนพิโรธ
๏ คาบนี้พระบาทไท นเรสูรย์สมุทรโฆษ
ยกยอธนูโสด ศรศิลปเสร็จแสดง
๏ ได้ด้วยพระปรีชาญ นรราชเข้มแขง
ภูบาลแสร้งแสดง ที่จะทำสวยมพร
๏ อย่าท้าวทั้งหลายหมาย ที่จะทำกลัมพร
ท้าวรู้กำลังศร สมเด็จเองอย่าอวดหาญ ฯ

๑๖

๏ ท้าวทุกแดนฟังสายสาร มัวโมหบันดาล
บดาลคดีคลองยุกดิ์  
๏ จงโฉมนางเดียวดูสุข กามากวนอุคร์
ฤๅจะอาจจะอดทน  
๏ บมิกลัวตายต่างถือตน เตรียบเรียบรี้พล
แลปองประยุทธบคลา ฯ  

๑๑

๏ มนตรีสุสังกัล- ปก็คืนยังราชา
ราชาครั้นฟังสา- รก็สั่งสุสังกัลป์
๏ มายังสมเด็จแสดง กลศัตรุโจษจรร
สุสังกัลป์คืนคัล สมเด็จท้าวก็ทูลสาร
๏ สรวมชีพเชิญท้าว ทอดพระเนตรอย่านาน
เลงแลพวกพลหาญ อันเดียรดาษธริษตรี
๏ อากาศชรอุ่มอับ ทิศบังด้วยธุลี
บดบังทั้งรัศมี ทิพากรบไขแสง
๏ อักโษภินีเนือง พลพิรียกล้าแขง
ช้างม้าประชิดแชรง พลพฤนทเรียบรัน
๏ พระเสด็จดูเสนางค์ พลท้าวอันเทียมทงัน
จึงถามสุสังกัล- ปประเสริฐมนตรี ฯ

๑๔

๏ ขุนใดอันขี่กนกรถ -และเทียมด้วยม้ามี
โตมรธำรงพิชัยศรี สำเริงฤทธิวางมา
๏ จามรีและพชนีฉัตร อันแชรงชรอุ่มอา-
กาศกลุ้มก็บังทั้งพระทิพา- กรบดณหนหาว
๏ หัวหน้านรานิกรกร ทังซ้ายขวากะลึงตาว
ต่างร้องสำเริงพลฉฉาว ฉฉุงล้อมอยู่ห้อมแหน
๏ ขุนนั้นชื่อท้าวมถุรราช อำนาจลํ้าทั้งเมืองแมน
แผ่นดินสท้านภพทุกแดน บมีผู้จะขันธา
๏ ขุนใดอันเอามกรราช -อันเทียมรถามา
โพรงพรายกุทัณฑศรสา- หสแกล้วกระลึงศร
๏ เสนาสมรรถพลขันธ์ เข้าเข่นแกล้วบย่อหยอน
หยาบหยันปครรหิตแก่ศร อำนาจกล้าบกลัวตาย
๏ ขุนนั้นทรงนามกรเกา- ศึกราชฦๅสาย
อาจผจญเทพรณพาย- ยุพันฦกดูเจษฎา
๏ ขุนใดอันอยู่ณรถอูษ- ฐองอาจและอาจผลา
เงื้อเงือดคทาคือพระคทา ธรราชฦๅแสดง
๏ ขุนนั้นคือกรุงพิชยชาญ[๑๗] ชยเดชเข้มแขง
เข่นฆ่ามหาอสุรแรง ฤทธิห้าวบห่อนเอ
๏ ท้าวใดอันขี่พิชยรถ และเทียมคชสำแดงเด-
โชชาญชำนาญฤทธิมเห อำนาจแกล้วกระลึงขรรค์
๏ ขุนนั้นทรงนามกรพิท- ยุต[๑๘]ราชอาจปรัน
ปราบท้าวทั้งภูวดลทัน จักรพาฬสีมา
๏ ขุนใดอันดูอธิกทรง วรจักรใจผลา
ยืนยันกันดาลรถมหา ภุชเคนทราญระ
๏ ขุนนั้นกระลึงภุชกะโร ฤทธิอาจด้วยเดชะ
เดโชนุภาพพลพระ พิริย์อันประกอบพร
๏ ขุนใดอันขี่สุวรรณรถ แลเทียมโตอันองค์อร
ทายทรงธนูบวรศร สำแดงแกล้วในกลางรงค์
๏ ขุนนั้นชื่อท้าวมคธราช -อำนาจอันอาจสง-
หาญไพรีนรินและทรนง คณศัตรูก็บกบาง
๏ ท้าวใดอันทรงเพชรเสด็จ รถราชสีห์ฉวาง
อัมพรพรรณพรายรตนในกลาง รณรงคดูแสดง
๏ ขุนนั้นคือจิตตรถ[๑๙]ราช อำนาจกล้าและเข้มแขง
ปราบเทพทานพสำแดง อานุภาพชมชาญ
๏ ขุนใดอันทรงมกุฏกร กุมกระบองกระเบ็ญหาญ
เห็จขึ้นในเหมรถทยาน จมรีอันเทียมสรรพ
๏ ท้าวนั้นทรงนามชื่อสมเด็จ จิตตเสนคนธรรพ
มีมนตอาจจะกรลับ กรลายรูปหลากหลาย
๏ ขุนใดอันขี่ในรถทอง แลเทียมลาอันองอาย
เอาธารทรงศักดิพรรณราย เมลืองมือกระลึงมา
๏ ขุนนั้นมหาอสุรราช -คือนามชุมภา-
สุรอาจประหารพลสุรา- ธิปเหี้ยนทรนงหาญ
๏ ขุนใดอันขี่รถอเคื้อ และเทียมเสือทั้งสองทยาน
ยกค้อนกระหย้อนดูบริพาร พลยักษเห็นแสยง
๏ ขุนนั้นทรงนามกรกุม- ภพันฦกนิเริงแรง
ฤทธานุภาพยศแขง ยิ่งท้าวไททั้งภูวดล[๒๐]
๏ เสร็จท้าวธชมพิพิธราช -อริและรี้พล
เรียบเทียบพลาพลพหล และหัสดินทรดาษดา
๏ เปนอาทิท้าวมถุรราช -อันอาจด้วยฤทธา
ผเดิมนำพลาพลมหา ประดิกุณฑเริงแรง
๏ ออกมาประทะด้วยพลพระ พลพฤนทเข้มแขง
รณรบประทบพลสำแดง อานุภาพชมชาญ
๏ หัวหน้าทหารคือคชสาร -อันทรรปเอาธาร
มั่วหมู่มหายุทธทหาร และทหารปะทะกัน
๏ บรัศว์บรรพเสียงพลสพรั่ง ประดิรพหื่นหรรษ์
โห่ร้องและเสียงประครครร- ชิตชิงและชัยศรี
๏ กึกก้องด้วยกาหล[๒๑]และสัง- ขประนังทั้งเภรี
ฦๅลั่นละลวงภพคือตรี- ภพปวงประลัยลาญ ฯ

๑๖

๏ มถุเรนทรเร่งขุนหาญ ชาญชัยสบสถาน
คือเอกจักร[๒๒]ไวยผลา  
๏ ขึ้นม้าถือโตมรมา พลหาญหรรษา
สมรรถเตรียมตาวไว  
๏ ยั้งยืนกลางรณชิงไชย เมิลมืดภพไตร
แลดูอธึกเสนี  
๏ จึงพระใชัโยธาศรี ศัสดราชิตมี
อำนาจแลลํ้าเสนา  
๏ ต่อแทงแรงรบสหัสสา พลแสนสังขยา
ประหลีกประหลบทบทอน  
๏ อุกคลุกพลบุกรุกรอน ไพรินทรนิกร
รนับรนาดในรณ  
๏ พลพระรุกรันทันพล ไพรีจรายจรล
จึงเอกจักรฟุนไฟ  
๏ รองรับขับหัยเห็จไป ประดิรพชิงไชย
คำรณคำรามรบแรง  
๏ จึงทายหอกทองเท้งแทง ศัสดราชิตแสดง
อพรรธกลางรณรงค์  
๏ ศัสดราชิตชาญชัยทรง ค้อนเหล็กเต๊กลง
แลเอกจักรเจียรไจร  
๏ ตกจากม้ากลิ้งกลางไผท ธรณีหวาดไหว
สเทื้อนทั้งภูวมณฑล  
๏ มถุเรนทรโกรธานล เรียบรี้พลกล
กันดาลสมรคืนคง  
๏ ยืนยันเหนือรถทองทรง โตมรมาศผจง
จำทวยจำแทงแสดงหาญ  
๏ ขับเข้ารันรบทบทาน แชรงรถคชสาร
สันทับทั้งพลโยธา  
๏ รุกรันพลพระราชา ราชาลีลา
ในเหมรถองค์อร  
๏ ทรงศรแลธนูเกาะศร สารถีคือภมร
แลขับรถางคดำเกิง  
๏ ประดิรพเสนางค์สำเริง คือจะป่วนปือเปิง
มหันตพลวกพสุธา  
๏ ประดิมุขบุกพลเสนา ประดิรพดาษดา
ดุรงครถรุกราน  
๏ มถุเรนทร์ก็เอื้อนโองการ ว่าเหวยภูบาล
สมุทรโฆษยาไท  
๏ ที่จักต่อด้วยกูใน รณรงค์คือใคร
จะอาจมาประภุชพล  
๏ สูเจ้ายังเยาว์เพื่อกล ใดจักอาจทน
แก่กูในรณนี้เลย  
๏ มีพระโองการว่าเหวย มถุเรนทร์อย่าเคย
ทรนงทรนุกด้วยกู  
๏ บมินานบัดนี้มึงดู บมิมึงไส้กู
ก็หากจะรู้ผู้หาญ  
๏ อย่าอวดแกล้วกล่าวเกินการ กูแลผู้จะผลาญ
มึงให้จงม้วยด้วยกล  
๏ เสร็จสองประดิมุขกลางรณ รุกรถรี้พล
แลประปะทะปะปัว  
๏ ช้างม้าประดิรพชมชัว พลตีนต่อตัว
ก็ตายระนับซับซอน  
๏ พระแผลงศรศรรุกรอน ย่อยยำรถถอน
บรรฎากก็หักเหิรลง  
๏ มถุเรนทร์ก็โกรธาทรง เพชรลำแพงผจง
ก็ซัดสมเด็จด้วยพลัน  
๏ พระก็ยิงศรศรเหิรหัน หอกเพชรทบทัน
ก็หักด้วยศรสหัสสา  
๏ พระก็แผลงศรหนึ่งคือมหา ภุชงค์วางมา
ก็ต้องอุระมถุเรนทร์  
๏ ล้มท่าวมถุเรนทรภูเบนทร์ พลพ่ายคือจะเพน
จะพกทั้งภพนัตไตร  
๏ จึงท้าวเกาศึกผู้ไกร กรีฑาพลไป
บยั้งก็ตั้งกลางรณ  
๏ จึงใช้จักรจรนำพล เรียบพยุหพหล
แลพลอธึกขับตาม  
๏ ช้างม้ารถรัตนเหลือหลาม ฟ้าหล้าเข็ดขาม
ชรอื้อชรอํ่าอับทิศ  
๏ ราชาใช้รุทราทิตย์ แกล้วกล้าเรืองฤท-
ธินำนิกรโยธา  
๏ ต้านต่อจักรจรใจผลา จรลจรายพลพาห์
พิริยสองกล้าแขง  
๏ เข้าต่อท้าวผลาผาดแผลง ศรีเสียงเท้งแทง
ด้วยเพชรศักดิ์บอาว  
๏ เสียงโห่ชิงชัยฉาวฉาว ฉาดฉาดเสียงตาว
อันฟาดก็ขาดตับตาย  
๏ จักรจรเกาะศรผาดผาย แผลงศรเพญพาย
ก็พรายด้วยศรเหลือหลาม  
๏ รุทราทิตย์ชาญสงคราม ทายเพชรติดตาม
ตระบัดก็ซรัดจักรจร  
๏ จักรจรทรุดท้าวธนูศร ลุ่ยหลุดจักรจร
ก็กรานในกลางรณภู  
๏ ภูธรเกาศึกโสดดู ดาลโกรธาชู
ก็ชี้ด้วยแกล้วกล้าแขง  
๏ เร่งรถพลพลชิงแชรง ทรงธนูศรแสลง
ประกาศแก่พลเขี้ยวขัน  
๏ เข้าต่อภูธรด้วยพลัน สาดศรคือพรร-
ษพรายทั้งภูวมณฑล  
๏ ท้าวยิงศรโสดหาวหน ฟ้าหล้าบดบน
ก็มืดมหาธรตระหลบ  
๏ ประดิศัพท์เสียงศรประดิรพ เสียงพลทหารหบ
ตระหลบแลดูชิงไชย  
๏ เกาศึกยิงปืนเปนไฟ พระก็ยิงศรไป
เปนนํ้าแลนองเวหา  
๏ เกาศึกสาดศรวางมา แปรเปนนาคา
คคว้างในกลางอากาศ  
๏ ภูธรยิงปืนเปนราช พิหคยุรยาตร
แลฉกภุชงค์ลาญปาน  
๏ เกาศึกสาดศรเปนสาร สามรรถรุกราน
รยืนรยั้งนาคี  
๏ ภูธรยิงศรเปนสีห์ จับคชคั้นยี
แลล้มระนับทับกัน  
๏ เกาศึกยิงปืนเปนควัน คลุ้มหล้าฟ้าทัน
ทั้งเมฆก็บดบังตา  
๏ พระยิงเปนลมพัดพา สรว่างเมฆา
และแลตระล่งทุกทิศ  
๏ เกาศึกยิงเขาป้องปิด กรรกลมืดมิด
แลบังทั้งแสนเสนา  
๏ พระยิงศรศิลปมหา เปนเพชรผ่าผา
คิรีก็แตกผุยผง  
๏ ต้องรี้พลแหลกแปลนองค์ เกาศึกพิศวง
ก็ดาลมเมอกลกรร  
๏ ศรต้องเกาศึกย่อยยรร ล้มลงด้วยพลัน
พิเรนทรดาลสยบแสยง  
๏ สุรคณฤๅษีชิงแชรง ถวายบุษปกรรแสง[๒๓]
ก็สาธุการไสว  
๏ จึงเทพพิชัยชาญชัย เฉียวฉุนฟุนไฟ
ในกลางหฤทัยลุกลาม  
๏ ตีรี้พลตนตับตาม พลหลวงหลั่งหลาม
อเนกแสนสังขยา  
๏ ตั้งอุครเสนาผู้ผลา ให้เปนเสนา-
บดีแลนำรี้พล  
๏ พลดาดาษเดียรภูวมณ- ฑลเรียบในรณ
-ภูมิเพียงสายสินธุ์  
๏ พระก็ให้ศรจักรเจียนจินต์ นำพวกพลพฤนท์
ประทับประทานศัตรู  
๏ คือจะล่มฟ้าหล้าเฟื่องธู- ลีลับแสงสู-
ริยบดบส่างสักอัน  
๏ อุครเสนานำพลขันธ์ เข้ารบทบทัน
ประทะอรินทรนิกร  
๏ พลพระฆ่าขาดพลบร ตายตับซับซอน
รนับในกลางพสุธา  
๏ อุครเสนาร้องว่ามา ศรจักรกูปรา
นีมึงอันเยาว์แลทรนง  
๏ หวังต่อกูกลางรณรงค์ ผิดที่ทางจง
จรลึงจรลนเกี่ยงตาย  
๏ ศรจักรจึงว่าเหวยนาย อุครเสนบอาย
แลอวดว่าตัวตนทาญ  
๏ มึงต่อกูดูบมินาน กูจะให้มึงลาญ
จงแล้วอย่าได้แขงขัด  
๏ อุครเสนาโกรธตระบัด ธคทาสามรรถ
กรกระลึงชิงไชย  
๏ ศรจักรทายธนูศรไกว แกว่งกลางรณไหม
จะมล้างอินทรทุกองค์  
๏ สองสู้กันกลางรณรงค์ ไม้ไหล้ผุยผง
แลแหลกทั้งหินผาหัก  
๏ อุครเสนาประหารศรจักร ศรจักรแสดงศัก-
ดิกลางสมรบมิคลา  
๏ ศรจักรแผลงศรสหัสสา ยังอุครเสนา
แลต้องตระบัดตายตน  
๏ ครั้นท้าวพิชเยนทรแลยล พวกพลทหารตน
อันตายก็แค้นดาแด  
๏ ดารถคชพลปรวนแปร ประดิมุขเลงแล
สมเด็จก็ดาลโกรธา  
๏ ขับรถรันรถราชา เลิกโลหคทา
ก็ท้าสมเด็จชวนยุทธ  
๏ ท้าวทรงธนูทายศรอุด- ดมยิงโทรมทรุด
รถางคหักทลักทลาย  
๏ ฉัตรรถหักเหิรหาวหาย พิชเยนทรก็ทาย
คทาแลร้องด้วยแรง  
๏ พระแผลงศรศักดิ์สำแดง ดุจฟ้าฟาดแสง
จังหวาดจังหวัดเวหา  
๏ ศรต้องพิชเยนทรบคลา ล้มในพสุธา
สรเทื้อนสรท้านทุกแดน  
๏ พิทยุตก็นำพลแสน ยั้งยืนคืนแทน
ในกลางสมรภูมี  
๏ ตีต้องพลศัตรูอันหนี แชรงรถคชพี-
ริยพฤนทแสนสังขยา  
๏ จึงใช้เพชรรมโยธา นำแสนเสนา
แลมาประยุทธพลพระ  
๏ พลพฤนท์ทั้งสองชาญชำนะ ประดิรพปือประ
ประหารประหับทับตาย  
๏ พระก็ให้รณมุขเปนนาย นายกฦๅสาย
พิเศษเดโชไชย  
๏ รณมุขรุกรนพลไพ- รินิกลางไผท
ธรารนับซับซง  
๏ เพชรรมบมิทรงคุณทรง ต่างต่อกลางณรง-
คร้องบอ้าวกล่าวแขง  
๏ รณมุขพุ่งเพชรลำแพง เพชรรมกลับแกลง
ก็ล้มตระบัดกลางสนาม  
๏ พิทยุตก็ฟุนไฟลาม กริ้วโกรธบมิขาม
ก็ขับรถาถับถึง  
๏ ถือขรรคมะเลืองแลกระลึง กลางรงค์คือสึง-
หเสียงสันทับราชา  
๏ พระยิงศรศิลปมหา สเทื้อนท้องพสุธา
รลวงทั้งโลกบดล  
๏ ต้องท้าวพิทยุตแลพล พ่ายตายจรายจรล
บจองในรณภูมี  
๏ ล้มท่าวพิทยุตในที นั้นท้าวทุกข์ทวี
บดาลตระดกคลาศคลา  
๏ จิตตเสนครั้นเห็นเสนา ลีลาสหัสสา
ตระบัดก็โกรธานล  
๏ ขับรถเร่งพลโจษจล หลั่งเลอภูวดล
แลโดยสมเด็จคลาไคล  
๏ พลคืนยืนยุทธหวาดไหว เสียงพลชิงไชย
ละเวงละวาดสบสนาม  
๏ เข้าต่อภูบาลบมิขาม ตีพลตับตาม
ชรอื้อชรอํ่าหนหาว  
๏ มุขพลพลพาหต่อตาว ประดิรพฉาวฉาว
สำแรงสำเริงรุกราญ  
๏ ท้าวต่อท้าวเทียรห้าวหาญ สารถีต่อสาร
-ถีทั้งสองชิงไชย  
๏ พลตีนต่อต่างตายไป แต่ยังมั่นไหม
ชำนะชำนาญบมิเหงา  
๏ ลุยเลือดล้มลงซรอนเซา เพียงลำเอวเอา
ทลาวทลมเดียรดาษ  
๏ ตับตายก่ายกองกลากลาด พลพระประดิฟาด
แลขาดศีร์ษะเรี่ยราย  
๏ บ้างบาดท้องไส้ทลักทลาย พุงเพราะขจัดขจาย
ก็ตายระนับทับกัน  
๏ บ้างบาดแขนขาแขงขัน ขบฟันเข้าฟัน
ประทบประทะไพรี  
๏ ตาวลุ่ยจากมือจับจรี ฉวยฉกบมิหนี
อำนาจบรู้กลัวแกลน  
๏ บ้างล้มบ้างแล่นทันแทน ฉาวฉาวพลแสน
แลร้องสำเริงเสียงแขง  
๏ ฉวยหอกทะทายเท้งแทง หอกหักทะแวง
อลวนแลร่อนรำฉวาง  
๏ ฟาดฟันพลขันธ์ขัดขนาง โห่พลางฟันพลาง
พลพลามด้วยแสงศัสดรา  
๏ ล้มเลื่อนเลือดล้นพสุธา พลลุยไปมา
บเอื้อนบอืดทุกแดน  
๏ พระแผลงศรรอนพลแสน จิตเสนบแคลน
บท้อทรนงภุชพิรีย์  
๏ ยกเพชรแลตระบองคระวี ต่อตีพระศรี
สมุทรกลางรณรงค์  
๏ พระยิงยอนรถผุยผง รถหักเหิรลง
คทาบินบนโพยม  
๏ ศรต้องจิตตเสนก็โทรม ซุดท่าวเลือดโชรม
ทั้งภูมิคือธารา  
๏ เทียรทิพยกมลมาลา ทวยฝูงเทพา
มาสาธุการสดุดี  
๏ ปางนั้นชุมภาสูรศรี ขับรณเร่งพี-
ริยพลแสนสังขยา  
๏ ฝ่ายภาคืออสุรเสนา ดาษโดยชุมภา-
สุเรนทรเรียบกลางรณ  
๏ แซงช้างม้ารถคชพล เรียบพยุหพหล
มหาอสุรตับตาม  
๏ เตรียบตั้งกลางรงค์บขาม โยธาหนึ่งนาม
เรียกชื่อทรมุขมี  
๏ ฤทธารังนำเสนี รุกร้นพลพี-
ริยพฤนทพระภูบาล  
๏ พระก็ใช้พิเรนทรผู้หาญ เดโชชำนาญ
ก็นำนิกรโยธา  
๏ ออกตั้งต่อยุทธชุมภา- สูรสองสหัสสา
ก็เข้าประยุทธชิงไชย  
๏ อสุรากรหลายเหลือไตร ใหญ่สูงเสมอไศล
ก็แสร้งสันทับคุกคาม  
๏ พิเรนทรตีพลตาม ต่อตีกลางสนาม
บท้อทรนงฤทธา  
๏ ประดิรพมี่เสียงม้าฬา แล่นเคล้าไปมา
แลพลตีนต่อตาว  
๏ ธุลีฟุ้งฟ้าเหิรหาว พลหาญฉาวฉาว
สำเริงสำเริงเสียงหาญ  
๏ เสียงโห่เอาชัยชมชาญ พลพระเลาลาญ
มหาอสูรเสนา  
๏ ตับตายหลายเหลือสังขยา ศพสูงเพียงผา
แลดูพันฦกนิเห็นแสยง  
๏ บ้างล้มบ้างแล่นทับแทง ประดิรพสำแดง
ครลุกครลี[๒๔]วิ่งวาง  
๏ บ้างต้องทลักทลายพุงพลาง แล่นพลางกรกาง
แลกุมศัสดรครวี  
๏ บ้างกลิ้งกรานกลางธรณี ลุกแล่นพะผี
ผวาแลล้มเลาลาญ  
๏ พิเรนทรล้างขุนหาญ ทรมุขล้มปาน
คิรินทรท่าวโทรมลง  
๏ ชุมภาสูรโกรธทรนง ทรงศักดิธำรง
เร่งรถางคครรไล  
๏ คลํ่าคลํ่าอสุราคลาไคล พลหาญชาญไชย
ก็เข้าประยุทธโยนตาว  
๏ ต่อแทงแรงรบฉาวฉาว อสุเรนทรสำหาว
บอ้าวบอดโกรธา  
๏ ขับรถเข้าต่อราชา สองยุทธไปมา
บมิอาจจะผจญ  
๏ พระยิงคชรถรี้พล นองในภูวดล
-ล้มระแงกทุกทิศ  
๏ พระแผลงศรศิลป์พิพิธ เดโชชัยฤท-
ธิล้ำสุเรนทรบุรา  
๏ ต้องราชอสูรชุมภา ล้มแล้วเทพา-
ธิราชร้องชมไชย  
๏ จึงแทตย์นิกุมภ์ผู้ไกร กรีฑาพลไป
ตระบัดก็ตั้งกลางสนาม  
๏ แสร้งใช้เสนาหนึ่งนาม ทุรพุทธบขาม
ก็ขับอสุรดาษดา  
๏ พระก็ใช้รณสิงห์มหา- พลหาญหรรษา
สมรรถเรียบกลางรงค์  
๏ รณสิงห์คือสิงห์ทรนง แผลงศรผลาญผลง
มหาอสุรเหลือหลาม  
๏ ทุรพุทธทรนงสงคราม ทุรพุทธคำราม
คำรณว่าตนแกล้วหาญ  
๏ ว่าเหวยรณสิงห์ประมาณ ดังมึงจะมาพาล
ด้วยกูนี้โสดฤๅจะสา  
๏ มึงโสดใช่ทรงฤทธา ใช่หน้าเสนา
ผู้แกล้วกรไดรณภู  
๏ สูดูเถิดทั้งเจ้าสู นิกุมภ์เจ้ากู
ก็หากจรังแผลงผลาญ  
๏ เหวยเหวยทุรพุทธผู้พาล เท็จอาจล้างหาญ
บเห็นยุบลชอบผิด  
๏ บมิอายแลมาอวดแรงฤทธิ์ บมิคิดชีพิต
แลอาจมาพาลรณสึงห์  
๏ กูมล้างมึงมึงอย่าคนึง นิกุมภ์เจ้ามึง
จะม้วยทั้งมึงบมินาน  
๏ สองแขงประดิมุขรุกราญ ฟ้าหล้าดูดาล
ลเวงลวายทุกแดน  
๏ อุกคลุกสองยุทธบแคลน ประดิรพทบแทน
บท้อทรนงเอาธาร  
๏ รณสิงห์คือสิงหประหาร ทุรพุทธคือสาร
สนั่นทั้งท้องธาษตรี ฯ  

๑๑

๏ นิกุมภกรีฑา พลพาหเสนี
เร่งรถเร่งพี- ริยสำทับแด่โยธา ฯ

๑๔

๏ ยั้งยืนในกลางสมรภู- มิพันฦกดูเจษฎา
ต่อยุทธภูธรคือรา- คพิรียพึงแสยง
๏ ท้าวต่อท้าวพวกพหลหาญ ต่อทหารอันเข้มแขง
แข้งเท้งระแรงรบสำแดง อำนาจอาจในสงคราม
๏ ดูช้างดูม้ารถพหล พิริย์โห่และชาญสนาม
แสงศัสดรโดมรพพลาม พรรณรายรัศมิโพรงพราย
๏ พลพระพิฆาฏพลอริน- ทรนับและทับตาย
กลากลาดจักษุศพอันราย คือภูผาอันดาษดา
๏ นิกุมภโกรธก็กระหย้อน และถือค้อนวิ่งวางมา
ต่อยุทธพระสมุทรสา- หสดูบทบทน
๏ ท้าวทายธนูศรก็ยิง ยังนิกุมภจุมพล
ขาดขจัดอัสวทุกขทน ก็ทำรุดรถาถางค์ฯ

๑๖

๏ นิกุมภ์ก็แล่นลงกลาง ดินเดิรบมิขนาง
ก็เข้าประทะภูธร  
๏ พระแผลงศรศักดิ์สังหร อาวุธกับศร
ก็ตกกระบัดเหิรหาย  
๏ มล้างแทตย์นิกุมภฦๅสาย รี้พลจรลจราย
ก็ตายระนับกลางรณ ฯ  

๑๙

๏ ดาษเดียรอัมพรดูสรหลอนนิกรพล
เร่ร่อนรงมบน นภะ
๏ ช้างมารี้พลนาศก็กลาดศพประทะ
เลือดเพียงดั่งสระทั่ว ธรา
๏ เกิดเปนภักษแก่กังสโกรญจครุฑกา
บินมาวว่อนร่อน ก็ร้อง
๏ ก้มกัดกินศพพฤนทรยินสุขบต้อง
พ้องไพรีใดใด บพาน ฯ

๑๖

๏ ท้าวสิบตนต่างห้าวหาญ คิดผิดกลการ
อำเภอขบถเบียนตน  
๏ หวังได้นางแก้วเดียวดล รังเริ่มรี้พล
ก็ดาลบันดาลไพรี  
๏ ต่อยุทธด้วยพระนฤบดี บมิรู้แรงพี-
ริยพระผู้เดโชไชย  
๏ เฉกตักแตนแหนโหมไฟ เต้นตกตายไป
คในสิขานลลาญ ฯ  

๑๑

๏ กรุงรมยท้าวรม- ยบุรีราชภูบาล
แต่งสรรพสำหรับการ จะสวยมพรศรี
๏ ชุมราชสามน- ตแลพฤนทมนตรี
ชุมพราหมณชาญนี- ดิมโนพิลาลาส
๏ เรียบราชศฤงคา- รอเนกเดียรดาษ
ประดับบุรีราช -ประเทศธเรษตรี
๏ เร่งเรขพระมน- ทิรทิพยลักษมี
แก้วเก้ากระลอกนี- ลรุจีจำรัสเรือง
๏ สาวสนมสำอางอง คยรรยงยิ่งนางเมือง
ใครแลบแปรเปลือง จิตรพิศอำไพรู
๏ เปรียบปันคำนัลนาง ประจำขับคำนับดู
พึงพอประดับภู- ธรรัตนกัลยา
๏ ก่องกาญจนกัณฐี มณีรัตนจุฑา
เพียงพาหุรักษา พรรณาดูยิ่งยง
๏ มกุฏเกยูร วิบุลย์ธารธำรงทรง
ศรีอุตราสง- คสังวาลวิภูษา
๏ พอยามดิถีมี ศุภฤกษเพลา
เลือกล้วนกำหนดพา- รพิธีสวยมพร
๏ เสร็จสรรพประดับเรียบ กมลการยภูธร
ภูมิ์พระบำเทิงอร อดิเรกหรรษา
๏ ใช้ทูตผู้ทรง คุณพุฒิเมธา
นำราชสารา- มฤตยอรรถเจียรจินต์
๏ มาถวายบังคมบา- ทบพิตรพระพิน-
ทุทัตภูมิน- ทรราชราชา
๏ ข้าทูตท้าวรม- ยบุรีอันมีอา-
นุภาพเจษฎา บริบูรณลักษมี
๏ ใช้ข้าผู้ข้านำ รถราชสารศรี
มายังธริษตรี ศรศักดิสมบูรณ์ ฯ

๑๔

๏ พระบาทสีหนรคุป- ตนราธิเบศร์สูร
ชุมท้าวทั้งภูวดลมามูล คในการยกัลยา
๏ ย่อมท้าวพญาบรู้กี่พวก พลพฤนทดาษดา
เรียงเรียบสังกัดพลพลา- กรพรรคสบสถาน
๏ เสร็จสรรคโลหธนุนา- มอันชื่อสหัสภาร
ไว้ในสุภานฤปกันดาล รณพิรียชมไชย
๏ แกล้งกล่าวแก่ท้าวทั้งธรณี- ดลผี้ว่าองค์ใด
อาจยกธนูชยคใน รณรงคดูแสดง
๏ ท้าวใดดำเกิงดำกลสาย ศรศักดิผาดแผลง
โดยศิลปภูธรสำแดง สมเด็จราชราชา
๏ จักทำสวยมพรประกอบ วรราชกัลยา
อยู่เสวยมไหศวรรยมหา สุขสวัสดิจรรโจษ
๏ ลูกท้าวสมเด็จนฤบดี- ศวรพระสมุทรโฆษ
คือรามราฆพมโหด- ดมพิรียพึงขาม
๏ หากยกธนูนิกรพี- ริยสรรเสริญในกลางสนาม
แสดงพาหุพิริยพลภาม ฦๅในรงคธาษตรี
๏ ท้าวทั้งธราดลดำเดิม ชยชุมชิงชัยศรี
เสด็จผจญกำจายพลอรี ก็รนาศในกลางรงค์
๏ แล้วเสร็จสมเด็จนฤบดี ศรราชรังผจง
จักทำสวยมพรภิมง- คลการยโดยกรม
๏ แสร้งใช้อัญเชิญนฤบดี ศรราชสองสม
ทำการยมงคลสวยม- พรจักประกอบการ
๏ ครั้นท้าวธฟังอำมฤตยมาตย์ ธรราชสายสาร
ดุจโสรจสุธามฤตยมาลย์ มนะนาถชื่นชม
๏ เร่งเรียบระเบียบบวรมหา คชาอัศวสรรพสม
เสนาพลาพลคืออม- ภทินกรลีลา
๏ ราชาธิราชมหิษี ประดับสรรพพิภูษา
แสนสนมประดับบดีคือดา- รกดาษประดับจันทร์
๏ เสด็จยังมหาพิภพอุ- ดมอาสนไอศวรรย์
ดลแดนบุรีรมยอัน อดิเรกเจียรจินต์
๏ ครั้นเข้าในพระนครนั้น นรคุปตท้าวยิน
เสด็จออกอัญเชิญนฤบดีพิน- ทุทัตไทธเสด็จสม
๏ ในพระสวภานิประดิพาส ประภิกาศแสนสดมภ์
ร่วมราชอาสนภิรม- ยประกาศแก่เสนหา
๏ เทพีแลราชมหิษี ทั้งสองเสน่หหรรษา
เสด็จเอกอาสนทยา ประดิพรรธพาที
๏ ชุมกันกทำพิธีสวยม- พรราชบุตรี
โดยศาสดรโดยกรรมพิธี ยศเกียรดิจรรโจษ
๏ ถคึงถแคงชคัตไตรตระหลบ รพดูริยนฤโฆษ
ทั่วทั้งมหิดลมโหด- สพการยโจษจรร
๏ สรรพสมภิสมนุบรรเลง ลเบงบรรพหลายบรรพ์
สรบสรรพราจิตรนุพรร- คพิเศษภาษา
๏ เสร็จการสวยมพรประกอบ วรราชกัลยา
แด่ไทธิราชยศปรา- กฏเกียรดิดาลขจร ฯ

๑๖

๏ ครั้นเสร็จการสวยมพร จึงพระภูธร
คือพินทุทัตทูลลา  
๏ พระศรีนรคุปต์เสด็จมา เชิญพระราชา-
ธิราชคืนเมือเมือง  
๏ เสด็จดลคืนพลบเคือง ใจราษฎร์คือเลือง
แลเสวยพิภพลักษมี  
๏ ภูบาลแลพินทุมดี เทพีสมปรี-
ดิแลพบูเปรมปราง  
๏ เสด็จในปราสาทแลนาง สาวสนมสำอาง
ประดับแลดูโสภา  
๏ สองเสวยสุขสองเสนหา เกลี้ยกลกรีฑา
ภิรมยสุขหฤทัย  
๏ พระยศเซนซ่านภพไตร ทุกทิศท้าวไท
ประกาศศักดิสมพอง ฯ  

๑๑

๏ ทุกท้าวทั้งหลายถวาย ตังวายรัตนเนืองนอง
สามนตมูลมอง มาบังคมบังคัลคัล
๏ สนุกนิ์บุรีรม- ยแลราษฎรสมกัน
พูลเกษมมาสะศัล- ยประชาประสังสา
๏ จึงนางบังคมทูล นรราชราชา
ขอแถลงยุบลอา- การข้าคำนึงนาน
๏ ฦๅเกียรดิพระภู- ธรข้าลันโทรมาน
หวังสมสมเด็จดาล คำนึงจริงด้วยใจสุทธ
๏ ข้าได้บำบวงแด่ วรเทพคณบุตร
ผู้มีอำนาจอุด- ดมสิทธิสาผล
๏ ทีนี้มาลุแล้ว ก็สำฤทธิใจดล
ได้ท้าวมาร่วมมน- ทิรทูลบทศรี
๏ เสวยรมยร่วมท้าว สุขสะทันทึงที
นี้รู้ว่าพระมี สิทธิศักดิเดชะ
๏ ชอบเชิญสมเด็จท้าว ไปกล่าวแก้บำบวงพระ
จงแล้วอย่าลืมละ เยียวว่ากาลจลาจล ฯ

๑๖

๏ พระฟังน้องแก้วทูลกล บอกเดิมได้บล
แก้เทพบุตรบุญขจร  
๏ ปราโมทย์หฤทัยสาทร พระกรโอบอร
อนุชชวนลีลา  
๏ แต่งสรรพกระยาบูชา นานุประการนา
สการเสร็จถ้วนการ  
๏ สองเสด็จรถแสนศฤงคาร ดาษโดยบริพาร
ประดับแลดูเดียรดาษ  
๏ พระเสด็จด้วยน้องลีลาส ลุอาศรมอาส-
นเทพบุตรอันบล ฯ  

๑๑

๏ พิศพระกุฎีอา- ศรมสถานตระการกล
แกมแก้วประกลยน- ตปกิตประเกาะกัน
๏ มุขมาศลบดลด บทห้องบังหาหรรษ์
รเบียงรเบียบบรร- พรบับรบอบสม
๏ เสาทองระรองรัตน- นรจิตประกิตกลม
แม้นมาศพิมานพรหม -แลเพียงทั้งพรหมมาน
๏ จำหลักจำหลอกกลม พบรรสมบรรสาบสาร
เถือกแก้วตระการกาญ- จนสุทธแสร้งสรรค์
๏ รังเรขรัตนาง- ครุเจียรจำหลักวัลย์
คือวิษณุกรรมสรร- คสำอางสำอวยศิลป์
๏ พริ้งพรายจำหลักกิน- นรกรตระกองกิน
นรีดูโฉมฉิน กลกินนรีสวรรค์
๏ กลอนเกลี้ยงธแกล้งเกลา อันเพราพรายเขบ็จบรรพ์
เฉลารัตนเรืองรัน ดูประดับคือดารา
๏ จรทึกจันทันโผยง มณีโพรงพิรามา
กรงกาญจนนวยนา- คอรรแถ้งคือแกล้งกล
๏ พื้นทองแท่งไพฑู- ระประกิตดูชิดชน
นํ้าแก้วกระลอกยล คือลดาสุธานอง
๏ นฤยูหย่อมนิล -มณีประดับสรอง
ขดาลทองดูเรืองรอง ปัทมราชเลขา
๏ แท้ทวยทำนวยน้อย ทำนองนาคแนมฝา
ฝาทองรังรองนา- นตวรัตนรัศมี
๏ สรรพสีหบัญชร -รนังบังอวดศรี
มุกดามณีนี- ลมณีอำไพรู
๏ เดิมสดมภ์จำหลักปัทม -กรกลับประดับดู
ดุจบัวอันบานชู กชกรรณิกามาศ
๏ สุริย์แสงครแลงจรัส จำรัสรัศมิโอภาส
พริ้มพรายทั้งอากาศ -ตระศักดิ์คือแสงไฟ
๏ ไพทุรประดับครีบ คือดั่งตาอันแว่นไว
แลล่งแลพิศไพ- ฑุรทองอันโอฬาร
๏ รอดรัตนรองตง บรรจงสรรพประดับขดาล
ขื่อแปประกลกาญ- จนประกิตประเกาะกุม
๏ วรรเว็จบรรเล็จดวง บุษปโดมชรนุชุม
บัวบานพุดตาลตุม ตระการกลจำหลักลาย
๏ ผนังสรรพประกิตแก้ว ปัทมราชเรืองราย
มาแม้นพระสุริย์ฉาย เท่าว่าไฟประจากเจียร
๏ จรอดอันสรอดสูง รัศมีแก้วกระลอกเวียน
ช่อฟ้าคือฟ้าเนียร -มิตตั้งในหาวหน
๏ รเบียบบราลี และประกิตตระการกล
แว่นฟ้าสำอางมน- ทิรทิพยอากาศ
๏ ปราการกำแพงรอบ พระกุฎีอันโอภาส
เลือกล้วนพันลอกมาศ มาแต่งตั้งแลเตือนตา
๏ หน้าวัดคือแว่นแก้ว บริสุทธโสภา
แสงแก้วคือแสงสา- ครแลรลอกพราย
๏ กระลาตระบะกุณ- ฑกระลาจำอืนอาย
อับทิศตระหลบพราย พนมารคดาษโดม
๏ สวรศัพทโหดา ชปอาหุดีโอม
โองการสำเนียงโหม พิริย์ศาสตรอาคม
๏ เมินมาศมณีบิษ- ฐบรรเทียบที่จงกรม
เก้ากี้[๒๕]บังเอกสม สำหรับอัคนิโหดโสด
๏ สระสรงเล็ญจงจง- กลนีแกมกมลโชติ
เกสรลอองโอช -ละอบสุคนธา
๏ ชลเชราะชำเราะธาร คิริไหลคคึกคลา
ฟองฟัดกำจัดผา ก็กำจายคือมุขมาศ
๏ นนทีชำนันสิง- หสุบรรณยุรยาตร
กางกรตระกองราช -ภุชงคเทียมทงัน
๏ เรียงเรียบพระเทพา- สุรสิทธิปางบรรพ์
พึงขามพันฦกขยัน อุรเคนทรซรวดเซร
๏ รูปราชสีห์จับ คชศารสำแดงเด-
ไชยาปราเม ธรณีทรุดทำรุดแสดง
๏ ทรายทองผผกเผือก ดูกระเหลือกกระลับแสง
เรี่ยริมกำแพงแรง รัตนสรรพประดับดา
๏ พฤกษาสรลมลัด ลบัดบัตรสาขา
ล้วนสร้อยสลาลา- ลดรสอำไพโดรณ
๏ ลมไกวกิ่งกลฟ้อน ก็กระหย้อนยยานโยน
ยอดท้าวลันโทโอน อภิลาสไปมา
๏ ปลายปรกมาร่มระ ณกุฎีบรรโดรผกา
ลูกล้ำสุธามา- ธุรรสเอมอร
๏ จิกแจงทรแมงจันทน์ และสกรรณิกากร
การเกศกำจรสมร สุรมาลุดีศรี
๏ พิกุลแลบุนนาค แลอโศกสุรภี
ไพโดรรำดวนมี มลิวัลย์วิไลยวรรณ
๏ กฤษณากระวานการ- บูรกูรกระเหนียดกรร-
บูรแกมกำคูนคันธ์ รสจวงกำจรมา
๏ ลัมพันสุพรรกา มธุกาและเพกา
คาครองคนองนา- นตวเนกทุกแดน
๏ รังรักสคร้อคู่ จรลิงดูกกดอมแหน
นางแย้มบแย้มแคลน สุขรมย์รำไยไพ
๏ โพเทพธารู แลลำภูลำแพงไตร
ตองแตกกทันไพร ประดู่ดกประยงคุ์ยม
๏ ตาตุ่มระกำจำ- บกบุษปพึงชม
ราชพฤกษ์กไหมพรม -พิมานจารจิงจำ
๏ เดื่อดอกบมีดู ผลตรูตระการลำ
ขานางคือนางรำ รันทดทวยก็ผันผาย
๏ รักซ้อนบมลายจาก เพื่อรักราครักห่ามคลาย
เล็บนางนแน่งกราย กลร่อนก็โบกโบย
๏ ผกาจำผกาชาติ บุษปสุทธเมื่อลมโชย
ชวยลมกำจรโรย รสเร้าพนาลี
๏ จรดเจรียกลำเจียกจัน- ทนมัลลิกาศรี
เกศแก้วกุมารี มีสรหลิดสรหลอนขจร
๏ รสสร้อยสุคนธา ทิพรสลเวงวร
ใจจงบันเจิดสมร สุขสาพิลาลาส
๏ วรรเว็จวิไลยล้ำ แลรโยงรยวรยาตร
ดุจสร้อยสังวาลมาศ ประดับพฤกษโสภา
๏ พร้าวตาลตระการรส คือสุทธามพุธารา
เอมโอชโอชา รสใดจะเปรียบปุน
๏ พลับเพล็จเพ็ชพันลอก ดวงดอกแกมตระขบขนุน
ทั้งขานางลูกชามชุน ชรทุกสุกรโยงยาง
๏ ขวิดขวาดดดวงดก ดังจะพกทั้งลำลาน
มังคุดลมุดหวาน ทุเรียนรำดูดาษแดน
๏ ไม้เหียงชรหานมหาด สหชาติม่วงแมน
ลูกสุกทุกขวั้นแขวน คือจะค้อมทั้งคาลง
๏ ไม้ไผ่ไล่เรียงรก แลมาปรกทั้งบ่อบง
ช้างยางสบงคง สรดกลํ้าแลเสียดสน
๏ ลมพัดตระบัดคือ บรรฦๅศัพทเกรียงกล
เสียงทรอทรในบน ทรพพาทยพิณพันธ์
๏ โหยหงสร้องก้อง กรวิกษแกมกัน
สมสรวลซร้องนัน วิกาโกรญจโกกิล
๏ กาศัพทฟังศัพ- ทสำเนียงสำนานยิน
ไพเราะหฤทัยถวิล รสรมยใดปาน
๏ หวั่นใจฤๅษีสา- ธรฟังตระดกดาล
ลืมกรรมลืมฌาน และจอดใจรลุงแด
๏ จิบจาบชรชาบชิบ เยียจะจิบด้วยจอกแจ
กางเขนเล่นหางแปร อิลุ้มคุ่มแลเขาขนาง
๏ เอี้ยงแอ่นแลออกคลุก รริกปลุกกเรียนคราง
ภูรโดกกันโหยกลาง พนเสียงบรรสารสมร
๏ ยางโทนกระสาสา- ริกาโศกก็เซาซอน
คลอนคลอนทิพากร กำสรดสาวกระสาศัลย์
๏ นกไส้พพรั่นไส้ ดลใกล้เมื่อสายัณห์
ผัวเมียมาม่ายกัน นกตระไนตระหวนสรวล
๏ คับแคทั้งคู่เคียง สองประเอียงดูคับควร
ศัพทศัพทรัญจวน กลเล่นก็เกรงกลัว
๏ นกเปล้าบเปลี่ยนใจ และรไวคูหาผัว
แขกเต้ามาชายชัว เทาว่าเปล่าก็แปลกโดย
๏ นกหกต่างรวงรัง ก็ประนังทรเหิรโหย
หากันกระศัลย์โบย บัตรเรียกมารังเรียง
๏ ดูรูปนานา ต่างคณาประอรเอียง
ฟังสารสำเนียงเสียง ก็ประเภทหลายพรรณ
๏ จุ่นจวนจหยอกรอก ก็กระลอกกระลับผัน
แล่นแอ่นสรกอกัน ระร่ายเร้นในโพรงพรอน
๏ กแตก็ตื่นต้อน กต่ายจรมาจวนจร
เหี้ยเห็นฝูงพังพอน มีชรมดชรโมลตาม
๏ ช้างพลายตระเดิรพาย พรลบสบพนาราม
เรียงรายสรกองาม กรินีจรวดหา
๏ หัสดินทรโบยยุด บุษปชูทั้งช่อมา
คลึงเคล้าลอองผกา หัสดินทรหวนหรรษ์
๏ รอบรารุนรวกราม ดำฤษณ์กามจาบัลย์
ตระแตร้นในธารทรรป์ ทรหึงหรหวงฝูง
๏ ไพเราะเรไรร้อง คือจำเรียงระบำยูง
อยู่แลนพฤกษาสูง สุดยอดฟ้อนกระหย้อนติง
๏ ลูกลิงคณาลิง สรกอกินลูกลางลิง
ลางลิงโลดลงชิง แลลล้าวลลนคนอง
๏ บ่างรอกลมั่งมาศ มฤคดาษมฤคีครอง
คู่เคียงประเอียงสอง สุขเลมลบัดเกลียง
๏ กวางฟานสันโสงสัต- วคณาประอรเอียง
เมียงชายลมั่งเมียง มฤคเตรียบดำรูตา
๏ เพราะไพรกทิงเที่ยว พนเดียวในเถื่อนผา
เยี่ยงผาคณากา- ษรโตรษตระเดิรดง
๏ เท้งทูตแสรกท้วงทัก ดูตระชักชนีลง
ร้องก้องในไพรพง พนเสียงตระดกดาล
๏ พฤกษามาลีบุษ- ปสรหลุดสรหลอนบาน
บัวพรรณแกมกาญจ- นกมุทมาศเมียล
๏ เพียงคีตเสียงสรรพ ทรหึงทรหวลเฉวียน
ฉวัดปัทมพิศเพียน ชมชิดบุษปคลึงคนธ์
๏ เสารภรสสร้อย สุขพาลในไพรสณฑ์
ลมทักษิณามณ- ฑลรสรำเพยมา
๏ ไพโดรตระหลบอบ พนพระกุฎีดา-
บสบวชผนวชอา- ดูรราคราวี
๏ สองท้าวเสด็จชม พนพระกุฎีศรี
สุขรมยสมปรี- ดิสนุกนิโดยปอง ฯ

๑๖

๏ เสร็จบูชากุณฑ์สำนอง คุณพระแล้วสอง
สัมฤทธิโดยใจจง  
๏ ลาพระแล้วลีลาลง รถรัตนยรรยง
คือสุรียลมศศิธร  
๏ เสด็จด้วยเสนางคนิกร นองเนืองสรหลอน
ก็เข้าในมนเทียรทอง  
๏ ปราโมทย์หฤทัยเปรมปอง เกื้อกามลบอง
บรรโดยหฤทัยสองสม  
๏ สิ้นปีหนึ่งมาเมืองพรหม บุรีนิษกรม
พระเกียรติยศฦๅขจร  
๏ วันหนึ่งไซร้พระภูธร กับมหิษีสมร
ประพาสในอุทยาน  
๏ เสด็จเหนือรถรัตนพิมาน แสนสาวบริพาร
ประดับด้วยคณะมนตรี  
๏ ดุจอินทรทรงเวชยันต์ศรี ทวยเทพกษัตรีย์
ประดับแลโดยเสด็จดล  
๏ พระราโชทยานดำบล พนสณฑ์นุสน-
ธิตระการแกล้งรจนา  
๏ พอกาลนิกรพฤกษา คลี่สร้อยผายผกา
กำจรกุสุมเสารภ  
๏ บุษบาพรายพรรณละอบ รสคนธตระหลบ
ลเวงในราโชทยาน  
๏ สบไศลคิรีห้วยธาร พนพฤกษ์ตระการ
กำจรตระหลบรสฉม  
๏ นางหมื่นสี่พันพระสนม เฟือนท้าวอภิรม-
ยร่วมพระราชหฤทัย ฯ  

๑๙

๏ เดิรเล่นพนสณฑเสวยสุขประไพ
พฤกษาสรไหวลำ รบัด
๏ ชวนกันเก็บบุบผชาติบงกชก็ทัด
ธารทรงกมลปัทม์ ขจร
๏ จรัลจบสบณสระศรีสโรชรสสรหลอน
สุคนธารกำจร ทั้งดง
๏ เดิรพลางพิศพิหคาคณาพิหคหง-
สาเหิรทรเหิรลง ณสระ
๏ สารเสียงหงสกรรโหยแลสรวลยมตระ
ศัพทยองปะทะ ประนัง
๏ นานาพรรณมฤคีมฤคากรตระลัง
โลดแล่นประนังฉม ตระการ
๏ มนตรีมุขคณาอเนกบริพาร
เทพีแลภูบาล ลิลาส
๏ เด็ดเสาวคนธหินีบุษปพิพาส
บุษบาคือดัดดาษ พิดาน
๏ ดุจพระอินทร์และอินทรอับสรสำราญ
นันทิพโยทยาน[๒๖] ภิรมย์
๏ เสด็จเสวยรมยจำเริญราชสุขสม
สวนบุษปโดรฉม กำจร ฯ

๑๖

๏ ปางนั้นมีพิทยาธร หนึ่งข้ามเขจร
ฉลองสุเมรุมหา  
๏ พิทยาธรนั้นสมญา รณาภิมุขอา-
นุภาพพิริยประกาศ  
๏ อุ้มอัครพธูโฉมสวาท มายังไกลาส
ก็เล่นข้างเขาเงินยวง  
๏ ลงสรงในสระเด็ดดวง สโรชก็สรวง
พธูบรรสมชมผกา  
๏ เก็บกาญจนกุสุมโสภา สำอางอาตมา
แลอัครชายาศรี  
๏ สุขเล่นสุขรมยฤดี โดยจินดาปรี-
ดิสุขสมใจสอง  
๏ สอดเกราะกุมขรรค์เขนทอง กับกรตระกอง
ก็อุ้มเอานางวางมา  
๏ พิทยาธรหนึ่งสมญา รณบุตรมหา-
นุภาพพ้นเขียวขัน  
๏ สุขเสวยสุขเล่นสระสรรค์ ในไศลสุพรร-
ณทิพยรัตนบันฦๅ  
๏ มือหนึ่งกุมเขนมาศมือ หนึ่งกุมขรรค์คือ
จะมล้างพิภพลิงลาน  
๏ ต่างต่างเหาะในคัคณานต์ บมินานสองหาญ
ก็พอประสบสหัสสา  
๏ รณบุตรครั้นเห็นชายา รณาภิมุขสา
พิลาสโฉมไฉไล  
๏ ตรูกามกทรรปหฤทัย ครวญคิดพิสมัย
แลกามกวนกลางใจ  
๏ จึงร้องว่าเหวยมึงใคร อุ้มเมียมาใน
หนทางกูทักบมิหยุด  
๏ มึงรู้จักกูผู้อุด- ดมเรียกรณบุต-
รฦๅทั้งหล้าหลากหลาย  
๏ ผิมึงรักตัวกลัวตาย ให้เมียแล้วผาย
ไปอื่นอย่าอยู่อางขนาง  
๏ ผิบให้ก็บให้รอดปาง กูจะชิงเอานาง
จงได้ด้วยเดโชพล  
๏ พิทยาธรนั้นฟังกล รณบุตรยุบล
ก็กล่าวบคำแคลงคิด  
๏ มึงพิทยาธรกูก็พิท- ยาธรทรงฤท-
ธิฤทธิเรืองมหิมา  
๏ มึงชื่อรณบุตรมหา กูโสดสมญา
รณาภิมุขชาญรงค์  
๏ มึงสรรพอาวุธมาศผจง ตัวกูผู้ทรง
ทำงลกำลังอาตมา  
๏ มึงโสดเห็นเปนสุขสา- หัสอย่าสงกา
คือว่าทหารควรปอง  
๏ มาแสดงพิรียทั้งสอง ประยุทธประลอง
ในหาสห้องหาวหน  
๏ เสร็จสองนฤมิตรี้พล ด้วยเดโชมนต์
ตระศักดิสองมหิมา  
๏ เพ็ญเพียบเทียบทั้งคัคณา ดุจพลอมรา-
ธิราชเรียบกลางรณ  
๏ สรรพสรรพาวุธถ้วนตน โพรงพรายภพดล
จะปริประลัยเหิรหาย  
๏ เห็จเข้าต่อตาววัดวาย แคว้งแคว้งพรายพราย
ในพายุมารคจำรัส  
๏ ต่างแทงต่างเทิดต่างทัด ต่างแทงแสงศัส-
ดรรัศมีเวียนเวหาส  
๏ บรัศว์บรรพประลองทิพยาตร พรรณรายอากาศ
พิเศษกลแกมกัน  
๏ พื้นฟ้าหล้าป่วนอัศจรรย์- เมรุคิรียรร
ยยอดก็ดลพรหมาน  
๏ เฉกสุมภนิสุมภสองหาญ รบกันเพรงดาล
แลดูพันฦกฤทธา  
๏ ชิงนางหนึ่งนามมหิมา ดิโลดมา[๒๗]นา-
มภาคยพ้นธาษตรี  
๏ ผิบนั้นฤๅคือพาลี สุครีพกระบี่
บุราณสองประดิยุทธ  
๏ เพียงภูวมณฑลโทรมทรุด เพียงสับดรสมุทร
ระลอกกระฉอกผกาแชรง  
๏ จรีจรัสแสงศัสตรครแลง สองแขงต่อแขง
บอดบอ้าวต่อกัน  
๏ ฉาดฉาดฉานฉานเสียงฟัน สิ้นสุดพลอัน
จะรบจะพุ่งทบทน  
๏ สิ้นศัสตราคมแรงมนต์ ยังแต่สองตน
ก็เข้าประทะสหัสสา  
๏ ต่อตาวรุกรันไปมา ในกลางเวหา
คครื้นคเครงรบกัน  
๏ รณบุตรเห็จเข้าโจมฟัน รณาภิมุขผัน
หฤทัยเสาะสุดแรง  
๏ อุ้มเมียรักพลางพลางแฝง รบพลางกินแหนง
ทำงลทันทึงกลางสนาม  
๏ แพ้ฤทธิ์รณบุตรติดตาม อุ้มเอานางงาม
ก็เยียวง่าอ่าองค์  
๏ ลุจินดาลาภจำนง เหาะเห็จคือหง-
สไปจรเพรียวบมินาน ฯ  

๑๔

๏ ปางนั้นรณาภิมุขทุก- ขประดาษแดลาญ
ตกแต่ทิฆัมพรบนาน ก็มานอนในธาษตรี
๏ พอพ่างดำบลวิมลพฤก- ษพิศาลสวนศรี
อุทยานสมเด็จนฤบดี- ศวรพระสมุทรโฆษ
๏ ล้มลงก็ประลักด้วยชลรัก ทรหู่หฤทัยโตรษ
ตรอมตายบวายภยพิโรธ -รันทดก็โศกา
๏ กินใจก็คิดแก้คุณพระมน- ตประสิทธิพิทยา
อยู่ศัลยคิดฤทธิคุณา กลตนบเปนการ
๏ แสนโศกสาหสกำสรด ดิเสนาะทั้งแดลาน
เดือดร้อนรำพึงอนุชพาล -ทุกเมื่อนิรันดร
๏ โอโอ๋มาทนทุกขทำงล เพราะว่าพรากพธูสมร
เสมอหายหฤทัยทุกขทร- มนัส[๒๘]ก็พิลาป
๏ อ้าแม่คือบงกชอันงาม และภมรมาชมชราบ
ชีพิตพี่นิก็มาทราบ นุชกามแกล้งผจง
๏ อ้ากูอันเดิรและประสบ ศัตรูแกล้งมาอาจอง
เอาน้องสำนักนิตยอนง- คพธูแลพาไป
๏ ปางพี่ตระโบมอนุชอุ้ม แลตระกองเจ้าคลาไคล
เล่นแหล่งอรัญพนไศล สรนุกนิสบสถาน
๏ โอบอุ้มบปลงบวรอง- คแลพี่ก็พาทยาน
ยังเมรุราชหิมพาน- ตคิรีภิรมยา
๏ ปางไปประพาสพนและชม มณีบุษปแบะผกา
เกศกาญจนโกมุทแลพา ก็เด็ดดวงเอาสาโรช
๏ ปางพี่ตระโบมอนุชนาฏ -ตระกองยบมโบษป์
สำอางวรางคมนโอช -ฤดีอนงค์ยง
๏ ปางสองไปเล่นพนสนุก นิเห็นสระก็ลงสรง
ในเดียรถรัตนธำรง วรรัตนกัลยา
๏ เคยสองสำราญสุขสำฤท- ธิบอาจไคลคลา
บาปใดอันทันดั่งฤแลมา นิราสน้องบุรณศรี
๏ ปางนั้นรณาภิมุขมี มุขพรรณอัปรีย์
ปรวนศัลยโศกทุกขพี่ นิเสนาะนิราสา ฯ

๑๙

๏ อ้าอ้าอรยุพินทรพาลพนิดา
พิศพักตรเพียงพา- ลจันทร์
๏ สรรพสรรพางคสุรางค์คณาดั่งฤจะทัน
เทียมองคเอววรรณ วิลาส
๏ สองเราเสวยสุขรมย์คในพนประพาส
ไพรพฤกษดอกดาษ สลอน
๏ หื่นหอมสร้อยสุวคนธล้วนบุษปกำจร
อบองคองค์อร ภิรมย์
๏ ชมเฌอชมชลชมแลชมพนพนม
ชื่นชมแลชมสระ สโรช
๏ บุษบาบงกชกรรณิกากมลโชติ
ไพโดรลอองโอช สุคนธ์
๏ แมลงภู่พรรณคือนิลนฤมลโกมล
แดงดั่งปทมกล เรี่ยราย
๏ ใบเขียวฉลับคือประดับมรกตพพราย
นํ้าใสคือแสงสาย พิฑูรย์
๏ จริวจราวจรัลชลจรมกรกรรกฏกูรม์
พิศภาคยสมบูร- ณสระ
๏ นกหกเหิรสำเริงสำราญสุขรมยะ
ยูงฟ้อนฟฟายสระ ประไพ
๏ เรไรร้องคือดังดุริยดนตรีสครใด
ผสานศัพทเกรียงไกร จำเรียง
๏ สารเสือสีหมฤคีมฤคากรประเคียง
คู่เคล้าประอรเอียง ภินนท์
๏ อุ้มบวรเขจรจรสนุกนิสุขนิรนต์
บาปใดมาจำดล นิราส
๏ พบพิทยาธรอันอธรรมประทุษฐกาจ
ปลิดอรไปจากอาต- มเรียม
๏ เจ็บเหนือเจ็บเพราะพิโยคยากหทยเทียม
ไฟดงในแดเกรียม กระอุ
๏ ทุเหนือทุเพราะว่าแพ้แก่ทรชนริปุ
อาจมันมาเบียนลุ ละอาย
๏ อายแก่เทพยแลแทตยทานพทั้งหลาย
แม้ถึงชีวิตวาย ก็สุข
๏ เพื่อว่ายุทธนิเปนอธรรมบมิยุกติ์
ใจบาปมาอาจบุก จำบัง
๏ ด้วยกูอุ้มอนุชฤๅจักมีพิรกำลัง
จึงมันมาออกยัง ประยุทธ
๏ มันมีไชยแลใครจะยอชนประทุษฐ์
ทุรยศอันกูทรุด ฤมี
๏ คิดแต่พระพนิดาสุดารัตนบพี-
ทยาธเรษตรี สุคนธ์
๏ มนมทมาลยพบูดำรูรสนิรนต์
ใดกลกมลทน ลำบาก
๏ โหยหายหาพระพธูพบูพรรณภาคย์
โอ้อกจะครากยาก ฤทัย
๏ พี่หวังพบบมิพบและพบทุกขคือไฟ
ตัวตายดีกว่าไกล อนุช
๏ จะตายแลบมิตายฤๅมาโศกเสมอสมรสมุทร
สุดแรงก็สุดสุด รำพึง
๏ ห้ามใจใจบยินและใจนิตยคำนึง
อรอันเสมอถึงอาต- มอล
๏ คิดพระพักตรลำนักศศิสุทธพิมล
คิดเกศคือกลราษ- ตรีวาร
๏ คิดพระเนตรคือนิลนิลุบลอันบาน
กรรณาคือกลีบกาญจ- นปัทม์
๏ คิดพบูพรรณอันงามคืออัญชนบรัศว์
คิ้วค้อมชรดัดอัษ- ฏกาม
๏ คิดกลิ่นแก้มรสคนธกลบุษปอันซาม
ปรางทองอันงามงาม ฤปูน
๏ คิดนาสาคือดั่งขอฤดีอดิอดูลย์
คิดศรีสมบูรณ์กรร- ณิกา
๏ คิดพระโอษฐอันตรูและตรูจิตรบคลา
ยิ้มแย้มและคลาไคล บชม
๏ ดุจมกรธวัชอันบรรเทิงสมรและสม
สุริย์จันทร์เสด็จฉม สุคนธ์
๏ มนมทมาลยมณีนิรชนีนิรน-
ดรใดมาทุทน หฤทัย
๏ คิดสุรเสียงคือสำเนียงกุณาลนิตยอันไพ-
เราะหฤๅไกลกรร- ณเรียม
๏ คอคือคอมฤคคางก็คือคางสีหธรรมเนียม
ทรวงสมรศศิเทียม อนงค์
๏ กรกรายคืองวงคเชนทรและบรรจง
คิดทรงอรองค์ ลำเพา
๏ คิดเอววรรณวรนาภีนงนุชคือเฉลา
เฉลิมกามแกล้งเกลา ประดับ
๏ คิดอุรุชงฆ์และบาทบงกชคืออัป-
สรสวรรคงามสรรพ สอาด
๏ อ้าอ้ากูนิมาถึงอนิตยอนาถ
เจ็บใจใจจะขาด ระรอน
๏ เคยแนบเนื้อนุชนิทรนอนดังฤมานอน
ตนเดียวในดินดอน ประดาษ
๏ โอ้อกกูทรมานฤคิดชีพิตพินาศ
คิดนุชบลืมสวาท พิลาป
๏ อาบเลือดอาบนยนามพุอาบหฤทัยอาบ
แสนโศกแซรกซราบ ทั้งตน
๏ แต่นี้พี่อนุชถึงแก่กรรมพิกล
เรียมฤๅจะยากยล พธู
๏ ตนกูตายก็จะตายผู้เดียวใครจะแลดู
โอแก้วกับตนกู ฤเห็น ฯ

๑๖

๏ พิทยาธรทุกข์ลำเค็ญ ครวญคร่ำร่ำเข็ญ
บรู้กี่ส่ำแสนศัลย์  
๏ ต้องศัสตราวุธฟอนฟัน กายายับยัน
แลเลือดก็ไหลเล่ห์ธาร  
๏ บาดแผลแหล่หลายเหลือประมาณ สบศาสตร์กายวิการ
วิกลยลพึงสยบ  
๏ เฉกโชลมชลครั่งหลั่งลบ ทั่วศริราพยพ
ประดักประดาษอาดูร  
๏ เจ็บอายหลายทุกข์เพิ่มพูล เจ็บอาตมใครปูน
แลเจ็บอุระประปราณ  
๏ เจ็บจากพรากนุชนงคราญ เจ็บพ่ายภัยพาล
พินาศอนาถเน่งนอน  
๏ ไป่พานเพื่อนไร้ใครจร เจ็บเจียนเมือมรณ์
จักมอดแต่เอกากาย  
๏ คนึงนุชสุดแสนเสียดาย ใครช่วยชิงสาย
สมรมาแนบแอบสกนธ์  
๏ พอตายหายทุกข์ทำงล เปลื้องปลดกังวล
แลวายเทวษอาวรณ์  
๏ ครวญพลางครางครํ่าซ้ำถอน หฤทัยโทกร
กระทุ่มรรุมรันทรวง  
๏ กำสรวญรำจวนจิตรรลวง เข็ญไข้ใหญ่หลวง
พิลาปในสร้อยสวนศรี ฯ  

๑๑

๏ ปางไท้พุทธางกุร อดุลยโลกโมลี
สถิตบนพระมนทีร์ รัตนราชอุทยานสถาน
๏ ด้วยยอดยุพินทร์พิน- ทุมดีสุดามาลย์
ยามเมื่อมัชฌันติกาล กำเดารัศมีรวี
๏ สายัณห์ตวันชาย พระพายพาสุมาลี
ลเวงคนธสุรภี กำจรฉมภิรมยา
๏ ตรัสชวนชไมยมาตย์ ทวิชาติบุตรา
หนึ่งเสวกานา- ยกนามสุสังกัลป์
๏ โดยเสด็จธลีลาส ประพาสพฤกษสวนขวัญ
พิลาสไหล้ก็หลายพรรณ ตระการผลตระกลผกา
๏ บัดยลวิชาธเรศ อันไสเยศอนาถา
เลือดไหลทั้งกายา และวิกลวิการกาย
๏ ตรัสถามคดีโดย ลำโบยเหตุไฉนนาย
ฤๅพ้องภยันตราย รณรงค์ริปูประหาร
๏ พิทยาธรประนต บทเรศนราบาล
ทูลแถลงแสดงการ สุหร่ายเรื่องแต่เบื้องเพรง
๏ ตูนามรณาภิมุข รณบุตรมันข่มเหง
ชิงสมรบห่อนเกรง วิบากบาปอบายเบียน
๏ เผือจ่อจำบังบร บนอัมพรผจญเจียน
จักนาศก็หน่ายเพียร พลภาพบอบเบา
๏ พ่ายแพ้แก่รณบุตร อนงค์นุชขาดเขา
ตกตนมาดลเนา อุยานราชประดาษเดียว
๏ ขอไท้เอ็นดูตู บมานผู้จะแลเหลียว
คือใครช่วยยาเยียว ฤยลยากลำบากสกนธ์
๏ นฤบดินทร์สดับอรรถ ธดำรัสอย่าขวายขวน
ไข้เขือเปนทำงล ธุระข้าพยาบาล
๏ บัดสามก็หามชน ชำเงือดลคฤหาสน์สถาน
ยังแพทยาชาญ โอสถเชี่ยวมาเยียวยา
๏ ครบเบ็ญจวารกาล บนานทุกข์ที่พาธา
สร่างสูญวิบูลย์กา- ยก็ปรกติตน
๏ พิทยาธราปรี- ดิมนัสตระบัดดล
ทูลเสนอคุณานน- ตอเนกนเรนทร
๏ ถวายขรรค์อันเรืองฤทธิ์ ประสิทธิแด่บดีศร
แสดงเดชดำเกิงขจร ภพโลกยเหลือหลาย ฯ
12  
๏ วรขรรคมหิทธิ์ อธิฤทธิพรรลาย
ผิวในชนชาย สุรชาติธำรง
๏ จรโดยนภดล กลแผ่นภูวทรง
มนภาพจำนง คมนาศทิศใด
๏ ก็สฤษฎิมโน- รถดั่งหฤทัย
กิจอันจะครไล และมลุดุจปอง
๏ คุณราชนรา- ธิปข้าก็สนอง
นฤนาถจงครอง ภพสุขสำราญ
๏ อภิวันทตระบัด ก็นิวัติสถาน
วนเวศหิมพาน- ตคิรีอภิรมย์ ฯ



[1] ๑๐ กษัตริย์อาสายกธนู ดูภาคผนวก ๔

[2] ดูหน้า ๑๐๘

[3] ดูหน้า ๑๐๘

[4] ข้างหลังเป็นจิตตรถ ดูหน้า ๑๐๙

[5] ๑๐ กษัตริย์ที่กล่าวถึงนี้ โปรดดูภาคผนวก ๔

[6] เปรียบด้วยพระรามยกศร แล้วอภิเษกนางสีดา

[7] เปรียบด้วยโชติปาลกุมารหรือสรภังค์ดาบส ในสรภังคชาดก

[8] ดูอธิบายศร ในภาคผนวก ๕

[9] ในสรภังคชาดก ว่า เป็นมณฑป

[10] สมุดไทยบางฉบับว่า บรู้กี่กลนานา

[11] อมาพาศยา จากศัพท์ อมาวาสี = วันสิ้นเดือนจันทรคติ

[12] กรรแสง ในที่นี้ว่า เสียง

[13] ทวรยศ = ทุรยศ

[14] ข้างหน้าเป็น ศัสดราชิต

[15] ภีมเสน?

[16] ทหารเอก ๑๐ ตนนี้ ดูในภาคผนวก ๖

[17] ดูหน้า ๙๔

[18] ดูหน้า ๙๔

[19] ข้างต้นเป็น จิตตรัตน์ ดูหน้า ๙๔

[20] กษัตริย์ทั้ง ๑๐ นี้ ดูภาคผนวก ๔

[21] กาหล คือ แตรงอน

[22] ทหารเอกของกษัตริย์เหล่านี้ ดูภาคผนวก ๗

[23] กรรแสง ในที่นี้หมายถึง เสียง

[24] ครลุกครลี = คลุกคลี

[25] เก้าอี้?

[26] นันทวโนทยาน

[27] ดูเรื่อง “นางติโลตตมา” ของ พระยาอนุมานราชธน ในเสนาศึกษา เล่ม ๗ ตอน ๑๐ หน้า ๑๒๑๙ ฯลฯ

[28] ทรมนัส = ทุมนัส

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ