พระบรมราชาธิบาย ที่ ๓

ว่าด้วยการในพระพุทธศาสนา

พระพุทธสาสนานี้ แรกเกิดขึ้นตั้งขึ้นจะดีอย่างไร เปนกาลนานไกลไม่ได้ความงามแท้ เปนที่เชื่อเปนหนึ่งได้ว่า ต้นเหตุเปนอย่างนี้ มีความดีความอัศจรรย์เปนไฉน จึงมีคนเปนอันมากทั้งไพร่ทั้งผู้ดี ทั้งคนมั่งมีทั้งคนจน ตื่นกันเข้านับถือแล้วเล่าฦๅต่อๆ กันไป แลมีผู้บริจาคทรัพย์สมบัติให้เกื้อหนุนเปนคุณแก่ผู้อธิฐานการบวชเรียนประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธสาสนานี้ เปนประเพณีสืบมา ในนาๆประเทศเปนอันมากไม่ขาดสายสืบมาจนกาลบัดนี้ คนที่ไปบวชเปนพระสงฆ์เปนสามเณรเถรชี ว่าโดยสมมติรู้กันกลุ้มๆ ก็ว่าเปนผู้เข้าไปอธิฐานศีลเปนนิจ แลเล่าเรียนต่อติดให้ได้ความรู้ เปนครูอาจารย์ผู้อื่นต่อไปไม่ให้สาสนาสูญ พวกนั้นแต่ล้วนสมมุติว่าเปนบุคคลควรที่คฤหัสถ์แม้มียศเปนเจ้าเปนนาย ก็ต้องถวายนมัสการ แลเปนผู้ควรที่จะรับทานทักขิณาที่เขาให้ ในเวลามังคลมงคลการ แลบุญกิริยาคือคราวครั้งที่จะทำงานโกนจุกลงท่า แลงานบ่าวสาว แลคราวไข้คราวตาย การศพการผี ฤๅคราวงานการของคนที่หยากอวดดีว่าใจบุญสุนธรรม์ ได้สร้างวัดวาอาราม ทำความอุปถัมภ์พระพุทธสาสนามากนั้นๆ จนวัดวาอารามก็มีแผ่ซ่านเรี่ยรายไปในบ้านน้อยเมืองใหญ่ที่เปนเมืองเชื่อถือพระพุทธสาสนา แลมีผู้มาบวชเปนพระสงฆ์สามเณรเถรชี เข้ามาครอบครองวัดวาอารามเหล่านั้นทุกตำบลหนแห่ง จนการนั้นเปนถิ่นฐานทางท่าของคนที่ยากจนอนาถาหาที่พึ่งยาก เข้ามายาไศรยเลี้ยงกายเลี้ยงท้อง แลเปนทางเปนคลองที่จะหาความศุขต่อไป

ก็เพราะมีผู้ไม่ถือสาสนาจริงๆ เข้ามาแอบอิงอาไศรยอ่างเท็จๆ อวดโกงๆ ว่าตัวถือพระพุทธสาสนานั้นมากมายมีมานาน แต่กาลครั้งแต่คารัยหสูตรฤๅอรรถกถาฎีกาอนุฎีกา ก็ยังเห็นท่วงทีกิริยาชั้นเชิงวาจาของผู้กล่าวคัมภีร์นั้นๆ ให้เห็นการอยู่บ้างจริงๆ ด้วยดูเทียบเคียงไป ก็เมื่อดูท้องคัมภีร์พระบาฬีใหญ่ พระสูตรพระวินัยแท้ๆ ก็ล้วนแต่เปนทางกถาโลกุตรปฏิสังยุตตา ฤๅเปนคำบังคับบัญชาให้ถือศีลบริสุทธิ์จริงๆ ก็คำที่จะแกะและส่อแส่หาสิ่งต่างๆ ที่จะให้เขาให้ในสาสนานั้นมีน้อย ถึงจะมีบ้างตามพุทธานุญาต ก็มีบังคับบัญชาเปนเขตรเปนแดน เหมือนประมาณจีวรบาตรแลประมาณสัญญาจิกกุฎี พิเคราะห์ไปก็ไม่เปนที่น่าชังนัก ย่อมเห็นเปนแต่ดังหนึ่งคนไข้หายารักษาโรค แลคนเปนแผลหาผ้าปิดแผล ถึงในวินัยอนุญาตให้ตั้งคลังผ้า ก็แต่ล้วนว่าเปนของสงฆ์ของกลางในของเดิม พิเคราะห์ไปก็ไม่เปนที่ติเตียนนัก เพราะเห็นอัธยาไศรยน้ำใจผู้พูดผู้กล่าวนั้น น้อมหนักในทางศีลทางภาวนากล้ากว่าประสงค์อันอื่น ก็แต่ด้วยความรู้จักอัธยาไศรยท่านผู้เปนดั้งเดิมดังนี้ ก็เปนเหตุให้รู้ท่วงทีของผู้ล่อๆ แหลมๆ ลามๆ ที่มีมาอาไศรยพุทธสาสนาเข้าในภายหลัง คนเช่นนั้นเพราะโลภเจตนามากับโมหันธการ ก็มักพลาดๆพลั้งๆ ทำให้จับแดงได้ แม้นถึงในบาฬีใหญ่ก็ยังไม่ซ่อมแซมแต้มเติม อย่าง “เอส ภควโต สาวกสํโฆ” เปนอาทิ ไปแถมเข้าในท้ายสังฆานุสติ ฤๅจะเอาแดงแก้ขึ้นในท้ายจุนทีสูตร ทำเปนคำพระพุทธเจ้าเรียกพระองค์เองว่า “ภควโต” ซุ่มซุ่มไป ถึงในสังฆานุสตินัยก็เห็นชัดว่าเก้อไหลเล่ออยู่ เพราะผู้ที่เขารู้ประโยคเขาเห็นชัดถนัดแน่ ว่าคำว่า “ยทิทํ” นั้นแลเล็งอะไร ฤๅในท้ายสังฆคุณกถา ก็มีบาฬีเดิมว่า “เต ทกฺขิเณยฺยา สุคตสฺส สาวกา” เปนช่องที่จะได้หยิบออกเชิตชูล่อสับปุรุษให้ๆ อยู่แล้ว เท่านั้นก็ยังไม่พอแก่ความประสงค์ ยังอยากว่าให้ตรงหนักเข้าอิกแถมบาทเก้อเขินเกินบาท ตามตัวอย่างในข้างต้นเข้าว่า “เอเตสุ ทินฺนานิ มหปฺผลานิ” อิกเล่า ก็เปนที่ให้รู้อัธยาไศรยของผู้ที่พึงหาโลกามิศศุขในพระพุทธสาสนา พอใจจะพูดจะว่าชักชวนให้เขาให้ ฤๅในคำอรรถกถาว่าด้วยสรณคมน์ แจกปณิบาต ๔ ประการ ญาติปณิบาต ๑ ภยปณิบาต ๑ อาจริยปณิบาต ๑ ทักขิเณยยปณิบาต ๑ ก็คำว่าทักขิเณยยปณิบาตนี้ เปนที่เห็นว่าอัธยาไศรยผู้กล่าวนั้น มองจ้องหาช่องที่จะพูด คำว่า “ทกฺขิเณยฺโย” นี้มากนัก เพราะในที่นั้นถ้าจะว่าโดยอรรถอันตรง ควรจะว่า ปรมาจจันตวิสุทธิปณิบาต จึงจะตรงแก่ปณิบาตที่จะเปนองค์สรณคมน์ ถึงว่าทักขิเณยยปณิบาตก็ไม่ผิดดอก แต่เปนที่ให้เห็นความอยากของผู้กล่าว ในที่จะให้เขาไหว้ให้เขาบูชา ว่ามาทั้งนี้จะให้เห็นปัญญาของผู้แส่จับโทษของคนอัธยาไศรยไม่บริสุทธิ์ พึ่งพิงอิงแอบอาไศรยพระพุทธสาสนา แสวงหาโลกามิศศุขมีมานาน

ก็ในคัมภีร์นิยายนิทานมีประมาณไม่สุด เล่าถึงคนนั้นคนนี้ทำอย่างนี้อย่างนั้น ได้เสวยผลเปนศุขเปนทุกข์ต่างๆ คนนั้นได้ถวายสิ่งนั้นได้ให้สิ่งนี้ จึงให้ผลอย่างนี้ๆ โดยอย่างเอกคัมภีร์สรรพทานานิสงส์ร่ำพรรณนาถึงผลทาน เปนคัมภีร์โตถึง ๒๐ ผูก ก็มีแต่พรรณาด้วยเรื่องทานทั้งนั้น จะมีคำว่าด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์แต่สักนิดหนึ่งก็ไม่มี ก็เรื่องเช่นนี้แดงแอ๋บานแต้แบแชอยู่มากนัก ขี้เกียจที่จะทักแล้วรู้เอาเถิด ว่าคนที่บังเกิดมา ๆ อาไศรยในพระพุทธสาสนาหาโลกามิศ ไม่มีความคิดประกอบหิริโอตัปปะ แลจะรู้จักลอายแก่นักปราชญ์ทั้งหลายบ้างก็ไม่มี ก็เมื่ออัธยาไศณยใจคนเช่นนี้เปนอย่างนี้เห็นชัดอยู่ ควรฤๅนักปราชญ์ผู้เห็นผู้รู้จะเชื่อใจเขาเหล่านั้นว่า เขาจะรักษาศีลบริสุทธิ์อยู่จริง เพราะอัธยาไศรยที่ไม่ดีมีอยู่แล้ว ก็คงจะก่อความชั่วความผิดทุจริตต่างๆ ที่เปนการขัดขวางแก่พระสาสนามีมาอยู่นั้นเอง เปนความผิดปิดไว้ไม่มิด จนคนอื่นเขารู้แล้วเล่าฦๅไป ทำความเลื่อมใสของผู้ที่คนทุศีล ตั้งใจจะลวงลอกให้ผู้นั้นเสื่อมเสียไป ก็การทุศีลกรรมคนเก่าๆ ในพระสาสนา เมื่อสืบพงศาวดารบ้านเมืองต่างๆ อย่างพงษาวดารลังกา ก็ได้ความมาว่ามีมากจนถึงล่มจมไป ผู้มีศรัทธาต้องไปหาพืชพระสงฆ์อื่นมาเพาะเปนหลายครั้ง ดูท่วงทีในคัมภีร์ต่างๆ ของผู้กล่าวเก่าๆ ก็ยังล่อๆ แหลมๆ เกียจกันไม่ให้คนพูดสงไสยสงกากังขาราคี อย่างบาฬีทักขิณาธิภังคสูตรว่า “ภวิสฺสนฺติ โข ปนานนฺท อนาคตมทฺธานํ โคตฺรภุโน กาสาวกณฺา ทุสฺสีลา ปาปธมฺมา ฯลฯ วทามิ”

แลในอรรถกถานั้น เล่านิยายอุบาสกคีบจอกด้วยเท้าโยนให้ภิกษุทุศีล ก็คำแลนิยายอันนี้ ผู้กล่าวสอนเขาไม่ให้รังเกียจสงฆ์ แต่ท่านทั้งหลายทั้งปวงมาเชิดชูไม่ให้รังเกียจบุทคลด้วย จะเทศนาอะไรๆ เมื่อไรก็พอใจยกออกเชิดชูแล้วก็เทศนาว่า ถึงภิกษุองค์เดียวก็ชื่อว่าสงฆ์ เพราะเส้นเกษาแลโลมาของพระมหากระษัตริย์แต่ละเส้นๆ ที่ติดอยู่ในพระองค์ ก็ชื่อว่าพระมหากระษัตริย์อยู่ ฤๅอุจจาระปัสสาวะที่อยู่ในตัวคน ก็ชื่อว่าคนอยู่นั้นเอง เทศนาไกล่เกลี่ยไปอย่างนี้ ฤๅในบาลีฉัททันตปริตรว่า “วิธิสฺสเมนฺนติ ปรามสนฺโต กาสาวมทฺทกฺขิ ธชํ อิสีนํ” เปนต้น คัดมาไว้ในสิบสองตำนาน เปนที่เห็นการว่าคัดมาแทรกเข้าใหม่ชัดๆ เพราะตำนานนำก็ไม่มีเปนสิบสามตำนาน แลในฉบับสิบสองตำนานของมอญของพม่าของเขาก็ไม่มี จึงได้รู้ท่วงทีชัดว่า ผู้คัดปริตรนี้มาแทรกเข้านั้นเปนผู้พอใจที่จะห้ามไม่ให้ใครๆ สงไสย ภิกษุที่เปนปารชิกชวนให้ถือแต่กาสาวพัตร ไม่ให้ถือตัวคน จึงได้มีนักปราชญ์ที่ถ้อยคำมักเคาะล้อเลียนว่า สูตรนี้เปนคาถาสวตกันเขาฟ้องปาราชิก

อนึ่งลัทธิถือกลุ้มอยู่ในวัดในวาว่าสืบๆ มานาน ว่าพระสงฆ์จะตายอย่าให้ตายทับผ้าเหลือง ถ้าตายทับผ้าเหลืองบาป เพราะเปนกาสาวพัตรของพระพุทธเจ้า แลพวกที่ไข้หนักแล้วสึกเสีย พูดแก้ตัวว่ากลับจะว่า “อชฺชมยา” ไม่ได้ แต่คนที่เขาขี้สงไสยเขาคาดหมายว่าทุศีลกรรมจะเปนพื้น ไม่มีช่องที่จะฝ่าฝืนแก้ไขแล้ว จึงปฏิญาณคืนความเปนภิกษุ ด้วยคิดว่าปาราชิกสึกเสียแล้วก็หาย ก็ทุศีลเช่นนี้จะแผ่หลายมาก จึงตั้งแต่งเปนตำรามา จนว่ากันอึงไปตลอดถึงชาวบ้านว่าพระท่านอาพาธหนักแล้วก็ประจุเสีย ว่าลัทธินี้จนถึงพระปัจเจกพุทธ คือครั้งหนึ่งผู้หญิงเปนอันมาก พากันไปเที่ยวที่วัดพระเชตุพน ดูเขียนตามลายผนังศาลารายเก่า ถึงเรื่องคนเปลี้ยดีดกรวดเข้าในช่องโสตพระปัจเจกพุทธนอนปรินิพพานอยู่ รูปพระปัจเจกพุทธนั้นผ้าจีวรสบงดูสีขาวหมด ถึงเขียนอย่างพระนอนก็สีขาว ไม่เปนเหลื่องเปนแดงจะเปนช่างเขียนๆ ไว้อย่างนั้นแต่เดิมฤๅ ๆ รงที่ผสมฝุ่นทาเปนผ้าเหลืองนั้น แสงแดดจะเลียติดตามไปก็ไม่รู้เลย ผู้หญิงคนหนึ่งในพวกดูเขียนนั้นร้องขึ้น ว่าพระปัจเจกพุทธทำไมท่านจึงครองผ้าขาว ผู้หญิงแก่คนหนึ่งมาร้องว่าอ๋า เมื่อท่านจวนจะนิพพานท่านประจุเสียแล้ว ท่านจะนิพพานทับผ้ากาสาวพัตรไม่ได้ ถ้าไม่ได้ประจุก็จะไม่ได้เข้าไปในพระปรินิพพาน ก็การลัทธินี้มีผู้ถือฦกซึ้งถึงเพียงนี้ทีเดียว

ประการหนึ่ง เรื่องนิยายมหาภัยในลังกามีว่า ปาปภิกษุหนึ่งทรง

คัมภีร์นิทเทศไว้ได้ แต่ภิกษุนั้นซ่อนผู้หญิงไว้ใต้เตียง มีพระสงฆ์เปนอันมากเห็นว่าคัมภีร์มหานิทเทศจะสูญ ให้ภิกษุหนึ่งไปเรียน ภิกษุนั้นไม่ไป อาจารย์รับว่าจะไปนั่งกำกับอยู่ด้วย ครั้นเรียนคัมภีร์จบแล้วศิษย์เข้าไปกราบเท้าอาจารย์ จึงมองเข้าไปเห็นผู้หญิงนอนอยู่ใต้เตียง กลับมาพูดแก่อาจารย์เดิมของตัว ว่าถ้าข้าพเจ้าได้รู้ดังนี้แต่เดิมมา ข้าพเจ้าจะไม่ไปเรียนเลย นิยายนี้ราชาคณะแก่ๆ เก่าๆ ก็พอใจเอาขึ้นว่าขึ้นบ่น เมื่อไรในหลวงชำระความปาราชิกวุ่นๆ ก็บ่นว่านิยายแต่ก่อนก็มีอย่างนี้ ครั้งนั้นก็เปนต้นพระสาสนาพระคัมภีร์ทั้งปวงยังไม่ได้ยกขึ้นสู่ใบลาน เพราะกาลครั้งนั้นยังมีท่านที่ทรงไตรปิฎก ทวิปิฎก เอกปิฎกมา ท่านก็ไม่ว่าฟ้องร้องอะไรกัน ทุกวันนี้ฟ้องร้องกันวุ่นวายนัก เปนที่ร้อนอกสมณพราหมณาจารย์ เปนการไม่สบาย เพราะเปนปลายพระพุทธสาสนา ราชาคณะแก่ๆ บ่นอย่างนี้บ่อยๆ ได้ยินว่ามา แต่นิยายนั้นไปอยู่ในคัมภีร์ที่ลับหูลับตาราชาคณะทุกกันนี้ จะได้เห็นฤๅไม่ได้เห็นไม่ทราบเลย

ก็เรื่องซึ่งพรรณนามาทั้งปวงนี้ ก็เห็นจะไหลออกมาจากวัดเปนเดิม ในที่จะจุกปากคนไม่ให้พูดนินทาด้วยความทุศีลกรรมนั้นแล ก็ตามพื้นวัดพื้นวาทั่วไป พระสงฆ์พวกใดๆ องค์ใดๆ คิดทำให้ถูกสาสนา เที่ยวศึกษาหาฤๅดูท่านทั้งหลายทั้งปวง ก็เปนอันลงใจเห็นว่าพวกนั้นเปนเหมือนพวกเด็กๆ ตื่นต่อการได้ยินได้ฟัง ย่อมรังเกียจว่าเปนผู้จ้องง่าจะครหานินทายดูถูกดูหมิ่นท่านทั้งหลายทั้งปวง ก็เปนที่เห็นใจท่านทั้งหลายทั้งปวงมากอยู่แล้วไม่แกล้งว่า ความอันนี้เปนจริง ในแผ่นดินก่อนพระสงฆ์ก็พยายาม ตั้งกองจะหลอกจะหลอนจะล่อจะลวงพระเจ้าแผ่นดิน ให้ทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใสโปรดปรานพระกระแสอย่างไรก็หันไปอย่างนั้น ว่าไปอย่างนั้น ขยิบตากันแล้วเพ็ดทูลไปตามพระกระแสผิดๆ ถูกๆ เมื่อมีเหตุอะไรขึ้นเล็กน้อยในพระราชฐาน คือประชวรฤๅเจ้านายสลักสำคัญสิ้นพระชนม์ไป ฤๅเกิดฟืนเกิดไฟอะไรเปนความประหลาด ราชาคณะก็กรูกันเข้ามาเฝ้าเยี่ยมเยียนถวายหน้าถวายตาว่า เห็นแก่พระบารมีฯ ฝ่ายพระเจ้าอยู่หัวเล่าท่านก็คิดหลอกลกวงราชาคณะไปต่างๆ ว่าท่านใจบุญสุนธรรม์ศรัทธาเลื่อมใส นั่งไหนก็มีแต่ทำบุญ ด้วยท่านคิดว่าพระสงฆ์นั้นย่อมเที่ยวไปสู่มาหาแทบทุกเหย้าทุกเรือน ทั้งในกรุงนอกกรุง จะได้เอาความดีของท่านไปเที่ยวเล่าเที่ยวขาน ว่าเปนพระโพธิสัตกว์จะได้ตรัสแก่พระโพธิญาณหรอมร่ออยู่แล้ว แต่เจ้าแผ่นดินทุกวันนี้ได้ดีเมื่อแก่ แต่ก่อนซุกซนไปทุกตำบลหนแห่ง สารพัดจะเสือกรู้สอดเห็นดีแลร้ายง่ายแลยากทั้งในวัดในบ้าน จะว่าอะไรก็มักเคาะเล็กเคาะน้อยถึงจิตรถึงใจ ไม่เกรงใจไม่กลัวคนโบราณที่เรียกว่าพระคันถรจนาจารย์ จนถึงท่านทั้งหลายในกาลทุกวัน อวดรู้เท่ารู้ทันไปเสียหมด ไม่มีท่านผู้ใดคิดจะล่อหลอกหลอนให้เลื่อมใส ถึงเจ้าแผ่นดินจะป่วยจะไข้มากมายอยู่หลายวัน ฤๅลูกเสียเมียตายวุ่นวายอย่างไร กีไม่มีพระสงฆ์ องค์หนึ่งองค์ใดมาถามมาไต่มาเยี่ยมมาเยียน นอกจากเวลาสังฆการีไปนิมนต์มา ถึงใครจะต่อว่าก็คงจะพูดว่าไม่มีโอกาสแก่อาตมาฤๅว่าอาตมภาพไม่มีโอกาศ ดูท่านทั้งหลายทั้งปวงสำคัญเหมือนเจ้าแผ่นดินทุกวันนี้ เข้ารีตฝัรั่งเสียแล้ว ที่แท้จะไปเข้ารีดฝรั่งทำไมกะสาสนาแขกยิวของป่า ว่าความเหม่นเหม่ไม่น่าเชื่อ ว่าที่แท้ในหลวงทุกวันก็ถือพระพุทธสาสนา แต่ว่าเฉภาะถือแต่เนื้อแต่แก่น เปลือกแลกระพี้รุงๆ รังๆ สกปรกโสโครกที่สะสมประปนระคนอยู่จะถือด้วยไม่ได้ เมื่อเห็นว่าสิ่งไรไม่ดีก็จะต้องติสิ่งนั้น ถึงกระนั้นการอันใดเปนอย่างเปนธรรมเนียม เปนแบบแผนเคยมาแล้วก็ยอมให้เปนไปตามเคย แต่การที่พระสงฆ์จะบวชอยู่คอยหาเมียแม่ม่าย ฤๅลูกสาวแม่ม่ายที่ไหนผู้ชายไม่มีจะหาช่องแทรกเข้าไปทางนั้น ฤๅท่านที่จะบวชอยู่จริงพลอยได้ต้มได้แกงจุกปากเสีย แล้วเกรงใจไม่ว่ากัน ประพฤติตนเปนคนงมให้ต้องตำราว่า เปนอย่างหนึ่งในสามเถนนั้นจะยอมไม่ได้ เถนสามประการนั้นตามคำที่เขาว่ากันยิ่งๆ ทั้งบ้านทั้งเมืองว่า ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ คำที่มีเถนเปนท้ายสามอย่างนี้ได้ยินด้วยกัน ๏ นั้น คือไหลเลื่อนเลอะเทอะจำสิบจำห้าไม่ได้ ใครไต่ถามค่ากระไรก็เออยๆ คระๆ ไปประสงค์แต่จะให้ชอบใจผู้พูดด้วยไม่ขัดเขา คำของตัวในเวลาหนึ่งขัดแก่คำของตัว ในเวลาอื่นก็ไม่สังเกตสังกา ๏ นั้น อะไรๆ เขารู้ด้วยกันกลุ้มๆ ก็งมงายง่องงุนอยู่ไม่รู้ ๏ นั้น คือการประหลาดๆ ลางอย่างที่ชาวบ้านเขาไม่ทำ ชาววัดก็ทำ อย่าให้ว่ามากไปเลย ๚

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ