คำฉันท์คชกรรมประยูร

ของ หลวงราขวังเมือง แต่งในรัขกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

อินทรวิเชียร ฉันท์ ๑๑

ขอถวายศิโรรัตน์ สิริสวัสดิสาทร
ปัญจางค์ชุลีวร วิสุทธิโอฬาร
แห่งองค์ชิโนนาถ ทศพลยอดญาณ
นำสัตวสงสาร นิเวศพ้นมฤตยู
เปนที่พำนักนิตย วรเทพแผ่นภูว
โลเกศ ณ ดาลดู ประเสริฐสวัสดิสถาผล
เนาวโลกอุดรธรรม์ ธำรงรักษนรชน
สดับแสดงก็ลุดล บทโมกขนฤพาน
ทังสงฆอัษฎาง ควิสุทธิใจอาริย์
โปรดโลกยสงสาร วรเทพยสบสรรพ์
ไตรรัตนเรืองโลก ยโลเกศไกวัล
ขอถวายกฤษดาอัญ ชุลีโอนศิโรจร
อิกองคศุลี สฤษดิรักษเรืองพร
เปนปิ่นคณนิกร วรเทพธาดา
อภิวันทเรืองฤทธิ พิษณุนาถนาถา
ครองโลกยโลกา สิทธิศักดิสังหาร
วรวรรณโลเกศ กมเลศเลอญาณ
ขอถวายกฤษดาญมาลย นรเทพเพ็ญพูน
๑๐ ขอแสดงดำเนิรใน คชกรรมประยูร
เลอลักษณบริบูร ณประเภทไภยพาล
๑๑ ไตรรัตนเรืองเทพ หิมเวศพระการย์
ขอพระแสดงสาร ศุภสวัสดิมานมี ฯ

ฉบัง กาพย์ ๑๖

๑๒ จักกล่าวคชลักษณพิทธี เปนพาหนะโกสีย์
ธิราชไท้ธำรง  
๑๓ ชื่อเอราวัณแมนนง คลเลิศแลอง
คเผือกผผ่องพรรณราย  
๑๔ มีเศียรสามสิบสามฉาย มานมุขแลกาย
นุภาพพ้นคเชนทรา  
๑๕ หนึ่งคิรีเมขล์ไตรดา สามเศียรสี่บา
ทาธรเศวตยรรยง  
๑๖ หนึ่งเทพยี่สิบหกองค์ นิมิตเปนมาดงค์
แลเทพยเผือกผ่องพรรณ  
๑๗ จักกล่าวช้างในหิมวันต์ สิบหมู่อันสรรค์
ประเสริฐลักษณอลงก์  
๑๘ ชื่อช้างฉัททันต์แลองค์ จักรพรรดิเสร็จทรง
ในจักราภพ บ มิขาม  
๑๙ สามล้านหกแสนหมื่นสาม ร้อยห้าสิบตาม
โดยโยชนผาดผันผาย  
๒๐ แต่เช้าถึงเช้า บ มิงาย กำลัง บ มิคลาย
มีพรรณภาคยเงินงาม  
๒๑ อุโบสถตระกูลมีนาม จักรพรรดิทรงตาม
กำแพงจักราพาฬผัน  
๒๒ ไปเช้าคืนเที่ยงสุริยัน บ มิเหมือนฉัททันต์
พรรณภาคยคือทองโสภี  
๒๓ ช้างเหลืองชื่อเหมหัตถี พรายพรรณคือสี
สุพรรณเรืองอาภา  
๒๔ สีดั่งอัญชันดวงผกา ศุภลักษณลีลา
มงคลหัตถีฦๅนาม  
๒๕ ชื่อคันธหัตถีเงื่อนงาม สีกฤษณาสาม
สิ่งมูตรแลมูลตัวหอม  
๒๖ บิงคัลสีสุริยะเสด็จจอม อุทัยเทพนอม
ยุคุนธรบรรพตพราย  
๒๗ สีสรรพเทียมทองพรรณราย ศุภลักษณโฉมฉาย
มีนามชื่อดามพหัตถี  
๒๘ มีพรรณเผือกผ่องคือสี ไกรลาสคีรี
ชื่อบัณฑระนามใน  
๒๙ ช้างหนึ่งนามคังไคย สีดุจชลไหล
อุทกธารารมย์  
๓๐ กาฬวกะหัตถีสม บูรณ์ดำอุดม
แลพรายคือนิลภูผา  
๓๑ เสร็จกล่าวช้างในหิมวา สิบหมู่อันปรา-
กฏสัมฤทธิสำแดง  
๓๒ จะกล่าวอัฐทิศแจ้งแจง คชลักษณเรืองแรง
ตระศักดิลักษณโสภา  
๓๓ ช้างหนึ่งมีนามไอยรา พตพรรณเมฆา
แลเท้าก็กลมดุจฉัตร  
๓๔ เท้าหลังเล็บเสมอเรียงรัตน์ มีชงฆสิงหทัด
แลชงฆสิงหะยืนยัน  
๓๕ ตัวใหญ่คือภูเขาทงัน ตาใหญ่มีพรรณ
คือดาวประกายพรึกพราย  
๓๖ งายาวขึ้นขวาต้นปลาย งวงงามคือกาย
ภุชงคราชเรืองฤทธิ์  
๓๗ หลังราบปลายหูต้องติด หน้าหลังเพียลพิต
กระหมวดทังสองสูงไขย  
๓๘ สุรสังขเกรียงศับทเอาใจ หางบังคลองใน
ประจำบูรพทิศาศานต์  
๓๙ บุณฑฤกบัวขาวเบิกบาน งาใหญ่สั้นป้าน
แลสีคือสังขใสสด  
๔๐ เล็บงามท้องคือผนด รำยวลเมฆปรากฏ
ห้าวหาญ บ เหือดเรืองณรงค์  
๔๑ เศียรใหญ่ควรคู่แต่องค์ จักรพรรดิเสด็จทรง
อาคเนย์ประจำทิศา  
๔๒ ชื่อพราหมณเฉกฉันอาภา โลหิตองคา-
พยพแลใหญ่ตางาม  
๔๓ คอกลมเสียงศัตรูขาม กาหลแตรตาม
สถิตยทักษิณโดยหมาย  
๔๔ กระมุทสีกระมุทพรรณราย โสดสูงสวดกาย
หูอ่อนแลน้อยเสียงแตร  
๔๕ งางอนเดือนสามค่ำแล ห้าวหาญ บ แปร
ประจำ ณ ทิศหรดี  
๔๖ อังชันมีสีคือสี อังชันคีรี
สีงามสะดวกใหญ่งา  
๔๗ เสียงดั่งลมพัดรนภา ไม้ไผ่มีอา-
นุภาพประจิมยืนยุกติ์  
๔๘ บุษปทันต์พรรณสีสลาสุก ผิวละเอียดกระมุข
คอใหญ่แลงามเรืองรัง  
๔๙ งาน้อยขึ้นขวาสีสังข์ เสียงเมฆยืนยัง
พายัพคะนองกล้าหาญ  
๕๐ สีใบตองแก่ชื่อสาร วโภมสงสถาน
ใส่เสื้อแลลักษณตัวกลม  
๕๑ หน้าใหญ่งาน้อยยาวสม เสียงนกกระเรียนรมย์
ประดุจอุดรทิศา  
๕๒ สุประดิษฐ์สีเมฆสนทยา ผนดท้องนาคา
คือผนดอุทรเรืองแรง  
๕๓ งาซื่อสีดุจบัวแดง ขนปากยาวแครง
อัณฑโกศอ่อนอิสาน  
๕๔ เสร็จช้างอัฐทิศโดยการ จะกล่าวคชาธาร
อัฐคชเรืองรณพอง  
๕๕ สังขทันต์พรรณภาคยเทียมทอง งาน้อยงอนสอง
เสียงไก่แลอึ่งเวสันต์  
๕๖ เสียงพยัคฆเวภารสำทัญ ยืนกลางทิศกัน
พิฆเนไภยเบียนบร  
๕๗ สีสังข์ชื่อเศวตพระพร บัวโรยบวร
มีนามประทุมหัตถี  
๕๘ ชื่อเศวตคชรัตนคือสี ตองอ่อนแห้งมี
เผือกสามประการใสสุทธิ์  
๕๙ ช้างหนึ่งมีนามโคบุตร แกล้วกลางรณยุทธ
หางกลมคือโคจรดดิน  
๖๐ พลุกสดำมีงาขวาถวิล โทนทอกโยนยิน
กำลังกำเลาะฦๅชา  
๖๑ ชื่องอนพลุกสดำงอนงา ถวีรถขึ้นขวา
ประเสริฐลักษณเรืองณรงค์  
๖๒ ท้ายสิงห์มีนามสิงหชงฆ์ เท้าหน้าสูงสรง
ต่ำท้ายแลเท้าเรียวงาม  
๖๓ ชมลบปรบหูต้องตาม ฝ่ายหน้ามีนาม
ลบชมเมื่อปรบไปหลัง  
๖๔ นพสุบรรณเท้างวงงาทัง หางยาวอิกอัง-
คชาตจรดธรณี  
๖๕ ครบกระจอกเล็บยี่สิบสี ล้ำแก้วมณี
แลเท้าแลห้าพรรณราย  
๖๖ เสร็จในอัฐคชเรืองฉาย จะแจ้งภิปราย
คชลักษณเลิศลาวัณย์  
๖๗ ช้างหนึ่งมีนามเอกทันต์ งอกเพดานผัน
งาเวียดไปงอนเบื้องขวา  
๖๘ ประทุมทันต์ยกงวงเห็นงา รูปทรงคเชนทรา
ก็สั้นทุกสิ่งงวงหาง  
๖๙ งอกเสมอไพรงาสำอาง รูปไข่ไก่วาง
เนียมโทแลสั้นกายา  
๗๐ งาสั้นกว่าหน้างวงกา ยาสั้นครบปรา-
กฏนามชื่อเนียมตรี  
๗๑ ปลายงางอนพร้อมมีศรี ชื่อพาลจักรี
กำลังกำเลาะฦๅชา  
๗๒ กระหมวดสูงในนามชื่อพญา ช้างหางหูสา
พิลาสสรรพดูงาม  
๗๓ สิงคาลษรจักรในนาม ตระกูลกระษัตริย์พราหมณ์
ประเสริฐลักษณเรืองณรงค์  
๗๔ ภาษจักรต้นงาใหญ่ยง ปลายงาเรียวประจง
จำรัสจำรูญรวยรี  
๗๕ ชื่อรัตนกุมพลนั้นมี งารอมเสียดสี
งาขวาก็ขึ้นเบื้องบน  
๗๖ แม้นมีช้างโทษโดยยล พันหนึ่งอาจประจญ
บำบัดวิบัตินานา  
๗๗ งาซ้ายเสมอหน้างวงงา ขวายาวโอบมา
กอดเอาหน้างวงดูงาม  
๗๘ ชื่ออ้อมจักราพาฬตาม สารโฉลกโดยนาม
ประกอบกำลังมหิมา  
๗๙ ช้างชื่อคชลักษณงา ขวาทับซ้ายพา
ก่ายเกี้ยวแลกอดงวงลง  
๘๐ ชนช้างย่อมองทะนง ยกเท้ายอชง-
ฆโจมแลจ้วงโจนสรรพ  
๘๑ รมทนต์พระธรรมธรบังคับ ต้นงาขวาทับ
งาซ้ายแลงอนโสภา  
๘๒ จัตุรศกกระหมวดสูงสองงา ต้นนั้นเดียวมา
แลปลายเปนสี่เกลากลม  
๘๓ มีมุขคือพิฆเนศม ลักษณเลิศตัวกลม
มีนามพิฆเนศวร  
๘๔ เสาวโรจกายแดงเปนนวล ปลายปากเม้นมวล
ดังปากแขกเต้าสีผจง  
๘๕ ชื่อจัตุรสกุมภมีชงฆ์ ทังสี่ใหญ่ยิ่ง
คอกลมตระศักดิพรรณราย  
๘๖ ชื่อจุมปราสาทนั้นปลาย งาแดง บ มิคลาย
ก็ดูประเสริฐแสงสี  
๘๗ อุรกุมภใหญ่โดยมี ชื่อขับไพรี
สำเนียงคือกลองบันฦๅ  
๘๘ เสียงสังข์ดุจสรสังข์คือ เสียงเมฆครึกครือ
แลนามเมฆครรชิต  
๘๙ โกญจนาทเสียงนกกระเรียนพิศ หูเปนขอบสนิท
ชื่อกุมภประเจียดสำแดง  
๙๐ ตัวใหญ่สงสถานเงินแรง ดุจใส่เสื้อแจง
ชื่อดำพงถนิมในนาม  
๙๑ สีขาวกระทั่วกายงาม สมพงถนิมตาม
กระกูลกระษัตริย์โสภี  
๙๒ สีดั่งเขาเขียวงามขจี ชื่อเทพคีรี
แลลักษณเลิศลาวัณย์  
๙๓ สีดั่งเขาขาวชื่อจันทร คีรีมีพรร-
ณเหลืองคือทองโสภี  
๙๔ ช้างเหลืองชื่อปิงคลหัตถี นิลหัตถีมี
ดั่งนิลรัตนเรืองพราย  
๙๕ นิลทันต์งาดำงอนฉาย เหมทันต์พรรณราย
มีงาอันเหลืองคือทอง  
๙๖ หนึ่งเศวตจักษุเรืองรอง ขาวดุจแก้วกรอง
นัยน์ตาพิลึกพึงขาม  
๙๗ นิลจักษุตาดุจนิลงาม เหมจักษุนาม
มีตาอันเลื่อมเหลืองฉาย  
๙๘ มีตาดุจแก้วแสงสาย กระกลับกระกลอกพราย
ชื่อรัตจักษุมงคล  
๙๙ ชื่อนิลนขาเล็บกล แก้วนิลโสภณ
เล็บขาวชื่อเศวตนขา  
๑๐๐ หนึ่งเหมเล็บเหลืองสา ทรรัตน์นขา
มีเล็บคือแก้วแวววาม  
๑๐๑ หนึ่งชื่อเล็บรอบโดยนาม มีเล็บรายงาม
รอบบาทคเชนทรโสภา  
๑๐๒ ยืนเหยียบเปนห้านขา ครั้นยกบาทา
แลเห็นเปนเล็บรอบราย  
๑๐๓ เสร็จในศุภลักษณโดยหมาย จะแจ้งภิปราย
ประเสริฐอำนวยวงศ์  
๑๐๔ อำนวยไอยราพตพงศ์ สีดุจเมฆทรง
กำลังมีงาสี่งา  
๑๐๕ หางยาวเล็บขาวโสภา งามดุจไอยรา
พตพิพิธเรืองณรงค์  
๑๐๖ พ่อชื่อไอยราพตพงศ์ แม่นั้นนามวงศ์
ชื่ออัพมุโสภา  
๑๐๗ สีแม่ดุจสีเมฆปรา กฏในเมฆา
ศุภลักษณพร้อมดูงาม  
๑๐๘ อำนวยบุณฑฤกแดงดามพ์ ตัวยาวใหญ่งาม
แม่ชื่อบิงคลาโดยมี  
๑๐๙ วรรณาแห่งนางหัตถี เหลืองแก่โสภี
พิศพร้อมทังกายโอฬาร์  
๑๑๐ อำนวยกระมุทกายา สีสัตบุษป์ปรา-
กฏก้านก็มีหลากหลาย  
๑๑๑ ตัวดำเปนกระทังกาย ลางสำลานหมาย
ลางดำคือคิรีสีสุทธ์  
๑๑๒ ห้าช้างนี้อำนวยกระมุท กำลังฤทธิรุทร
แม่ชื่ออนูปกะมา  
๑๑๓ สีนั้นแดงทั่วกายา ละเอียดอ่อนโสภา
สวัสดิลักษณรูจี  
๑๑๔ อำนวยอัญชันโสภี วรรณดั่งเมฆี
หัวคอแลงวงใหญ่งาม  
๑๑๕ ปรมาถีมีลักษณโดยนาม สบศัตรูขาม
แม่ชื่อดามพวัณณี  
๑๑๖ กายแม่นั้นแดงโดยมี เฉกทองแดงสี
พิศลักษณะลํ้าโสภา  
๑๑๗ อำนวยบุษปทันตรจนา สีสังขโสภา
หน้าเต็มสนับงางาม  
๑๑๘ งาเหลืองสีทองคำนาม หนึ่งงาเหลืองทราม
เฉกทองอันงามมีพรรณ  
๑๑๙ อำนวยทังสองคชกรรม์ ฝ่ายแม่นามสรรค์
ชื่อว่าพังศุภทันตี  
๑๒๐ กายขนายงามขาวใสศรี พร้อมสรรพอินทรีย์
นิราศโทษ บ มิพาน  
๑๒๑ อำนวยสารวโภมเสริฐสาร สีบัวแดงตระการ
ตาแลเล็บบริบูรณ์  
๑๒๒ แม่นั้นมีลักษณตระกูล สีเขียวจำรูญ
ชื่อลิงคณากิริณี  
๑๒๓ อำนวยสุประดิษฐศรี ตัวสูงเขียวขจี
ปากหางแลตัวคองาม  
๑๒๔ แม่อัญชนวดีมีนาม กายาสีงาม
ประเสริฐลักษณอินทรีย์  
๑๒๕ เสร็จสิ้นคชลักษณโสภี จุทัศรังสี
พิเศษอำนวยพงศ์  
๑๒๖ สารนี้บพิตรผู้ทรง พระคุณใหญ่ยง
ผู้ข้าชื่อราชวังเมือง  
๑๒๗ ตรัสสอนทุกสิ่งเนาเนือง ประโยชน์ให้เรือง
คุโณประการนานัตถ์  
๑๒๘ จึ่งมีพระบัณฑูรตรัส ให้แต่งสารสวัสดิ์
คเชนทรลักษณโสภี  
๑๒๙ ศักราชพันร้อยสิบปี มะโรงเชษฐมาสี
สำเร็จนิพันธโดยจรึง  

ช้างโทษ

๑๓๐ ปีศาจนี้ไตรตรึงษ์ คชลักษณพึง
ลักษณร้ายสำแดง  
๑๓๑ ชื่อทุยหางสั้นบมิแวง ศอกหนึ่งมีแปรง
ขนงอกประชุมต้นหาง  
๑๓๒ งาเน่าแลงต้นผอมบาง หนึ่งชื่อทำปาง
ลักษณร้ายมิดี  
๑๓๓ มีหน้าง้ำเงื้อมคือคีรี เตี้ยหน้าสั้นมี
แลเนื้อกระเพื่อมหนังยาน  
๑๓๔ สวานลอดท้องประปราน มิได้โดยสาร
แลหนังคือม้วนเสื่อเวียน  
๑๓๕ หนึ่งชื่อพำลาอาเจียณ หุบปาก บ มิเนียน
แลเห็นต้นงาทังสอง  
๑๓๖ ด้วยเหตุฝีปากยาวยอง ชื่อพำลาฮอง
ลักษณร้ายบัดสี  
๑๓๗ หนึ่งชื่อพาหุนมิดี คาบไม้หญ้ามี
แลคอเปนร่องน้ำขัง  
๑๓๘ หนึ่งชื่อชนโกลนแลปนัง งาขาวซีดซัง
ทังรูปโฉมอัปรีย์  
๑๓๙ เมื่อเดินดุจแม่กิริณี คลองเท้าหน้ามี
อำเพอคือช้างเฒ่าเดิน  
๑๔๐ หัวเชือนตาถลกมุ่งเมิล เบื้องท้ายสูงสะเทิน
แลเห็นก็เปนจังไร  
๑๔๑ ช้างหนึ่งชื่อละลุมสังไกย กระหมวดนั้นเลื่อนไป
ก็เป็นอันเดียวด้วยกัน  
๑๔๒ คือดั่งจอมปลวกงอกทงัน ไม่มีร่องอัน
กี่พาดกังเวียรวางขอ  
๑๔๓ ช้างหนึ่งชื่อว่าพลุกพอ งาผันต้นยอ
แลเห็น บ สมด้วยกาย  
๑๔๔ ช้างหนึ่งชื่อพลุกแบกวันวาย งาแตกต้นปลาย
แลร้าวสรายโดยเห็น  
๑๔๕ ช้างหนึ่งชื่อสะดุ้งนาคเปน เล็บเน่ากลวงเหม็น
แลดุจหลุดแยงยล  
๑๔๖ ปากนั้นปลายเปนหลายกล ปากงูเงือกดล
อุสุภร้ายสำแดง  
๑๔๗ ช้างหนึ่งมีนามพลุกแจง โทษนั้นรันแซง
พิการหลากหลายดล  
๑๔๘ งาแดงดั่งชาดสุริยน บังคลองทวารตน
แลหางนั้นคดเลี้ยวไป  
๑๔๙ งานั้นเปนปล้องร่องไร ดั่งหน่อไม้ไผ่
ที่คนหันปอกเปลือกเสีย  
๑๕๐ หางนั้นยาวยานเวียดเวีย เลงแลเลือกเสีย
อย่าเอามาเลี้ยงแปมปน  
๑๕๑ หนึ่งสวามิฆาตโดยกล หน้าราบแยงยล
คือแว่นประทับหน้าสาร  
๑๕๒ ส่วนตานั้นโสดสาธารณ์ คล้องต้องอะเหลาะการ
เปนโทษเทียรบัดเดียว  
๑๕๓ หนึ่งนามนครฆาตงวงเรียว แต่ต้นงวงเพรียว
ตรลอดจนปลายพึงเหน  
๑๕๔ งวงยาวดุจดั่งภุชเคนทร องคุลีคเชน-
ทรก็เวียดบมิงาม  
๑๕๕ ศีรษะเท่าท้ายเทียมทาม ภักษหญ้ารวกราม
แลก้มกระพองกุมกิน  
๑๕๖ คชหนึ่งตระดุ้งนาคิน หัวท้ายเจียนจินต์
แลสูง บ สมดูดาล  
๑๕๗ กลางตัวต่ำต้อยพิการ เฉกอัฒจันทร์พาล
ประเภทพึงพิตเพียล  
๑๕๘ คชหนึ่งนาคพันธบันเวียร ขนองโกงสี่เศียร
แลต่ำ บ สมกายา  
๑๕๙ งวงสั้นองคุลีบมิคลา แท้ทู่สองงา
แลเอื้อมเอาภักษ์โอนตน  
๑๖๐ คชหนึ่งชื่อบิเดาะอำพล ถันตรีเต้ากล
โดยศาสตรกล่าวสาธารณ์  
๑๖๑ นมสามนามยักษ์กลีการ อุบัติในทรวงดาล
ก็ชื่อปิศาจกิลา  
๑๖๒ แม้งอกปากคาง บ มิคลา ชื่อโศกกลิกา-
ลโทษพันฦกฦๅไกร  
๑๖๓ ผิงอกข้างข้างเรียงไป นั้นเรียกนามไภย
กลีลักษณสำแดง  
๑๖๔ ผิงอกซึ่งท้องเรียงแซง ถึงหลังอกแฝง
ที่เท้าแลหางเปรียบปุน  
๑๖๕ เมื่อคชดำเนิรงุยงุน บ มิงามโดยคุณ
แลโทษอันร้ายพึงพิศ  
๑๖๖ ผูใดได้คล้องต้องติด เปนโทษเนืองนิตย์
แก่หมอผู้คล้องอัปรีย์  
๑๖๗ นามหนึ่งทมพลุก บ มิดี งาสั้นใหญ่มี
แลปลายคือเสี้ยมแสนตาว  
๑๖๘ อกคชท้องหย่อนยานยาว งวงแวงโสดสาว
ทังหนังแลหน้ายานยูร  
๑๖๙ ช้างชื่อสุประพลุกทารูณ สองงาเปรียบปูน
ประเบียดแลเปรตามกัน  
๑๗๐ หางนั้นคดเคี้ยวคือวัลย์ เกี้ยวเลี้ยวผูกพัน
ประเภทพึงอัปรีย์  
๑๗๑ แสดงลักษณอันร้ายราวี โดยศาสตรามี
นิพนธเบื้องเบาราณ  
๑๗๒ ช้างหนึ่งขดวนศุกขพิการ คือหมอแลควาญ
ไปคล้องเอาลูกโขลงคลา  
๑๗๓ หนึ่งคล้องต้องบาศพามา แต่พนทุรา
แลคลอดดนัยในเวียง  
๑๗๔ เทียรโทษโดยบุรพเผดียง อย่าไว้โรงเรียง
อุบาทว์อุบัติคือไฟ  
๑๗๕ ช้างหนึ่งชื่อกาจับใบ หูใหญ่ยานใน
เบื้องใต้คือดั่งปีกกา  
๑๗๖ ตานั้นลักลานเหลือกหา เหตุลักษณกรรณา
ชื่อกันแอกกุมเพียงพิศ  
๑๗๗ คชหนึ่งชื่อพินายเรืองฤทธิ์ โทษนั้นพิพิธ
อำเพออันร้ายพึงปละ  
๑๗๘ มานพลุกฝ่ายเฉวียงดั่งพระ พิฆเนกชำนะ
แก่พิฆนไภยทังผอง  
๑๗๙ มีอำเพอต่างต่างมักคะนอง ชาญชนงาสอง
ก็แก้พินายเปนนิตย์  
๑๘๐ งาหนึ่ง บ มิงอกชื่อสิทธ พินายเพียงพิศ
แลทรลักษณนานา  
๑๘๑ งอกเสมอสนับพลุกโดยตรา ชื่อพัทพินายนา
ลักษณร้ายอจินต์  
๑๘๒ หนึ่งงาดั่งขนายชื่ออินทร์ กลีพีนายถวิล
แลโทษนั้นมากมาย  
๑๘๓ หนึ่งงาขวางปากดั่งหมาย นาสดึกพินาย
แลชื่ออันดับโดยกูล  
๑๘๔ ช้างหนึ่งนามชื่อทรหูล ท้องนั้นยานยูร
แลหนังนั้นยานยุ้ยยาย  
๑๘๕ กระดูกหลังคดเคี้ยวดูกาย ทุรลักษณบรรยาย
พยศย่อมสาธารณ์  
๑๘๖ หนึ่งคชลันดาดยูรมาน ชิวหายาวยาน
แลเทียมปลายปาก บ มิงาม  
๑๘๗ ต้นลิ้นสีสรากใหญ่ลาม อ้าปากเดินทราม
แลหลัง บ ราบต้นงา  
๑๘๘ หนึ่งนามบงกินทุพลา หูสองซ้ายขวา
แลข้างหนึ่งสั้นเสียแสดง  
๑๘๙ หลังนั้นเปนกระทดพดแพง หางดุจวัลย์แวง
แลเกี้ยวกระหวัดพฤกษา  
๑๙๐ หนึ่งนามตระบังบัด บ มิคลา งาขวาเกกขวา
แลซ้ายก็เกกโดยเฉวียง  
๑๙๑ ต้นงาคดพลิ้วบิดเบียง ขึ้นตามกันเกียง
ประหลาดทังผองไอยรา  
๑๙๒ ขี่ท้ายแลดูเห็นงา เสมอหูซ้ายขวา
แลขี่เบื้องกลางเห็นเสมอ  
๑๙๓ คชหนึ่งนามกลีอำเพอ งาสองเปรเปรอ
แลกางออกนามบังบัด  
๑๙๔ คชหนึ่งมีสมญาคัด ธรณีดลบัด
แลงานั้นแนบงวงลง  
๑๙๕ หัวต่ำเท้าหลังสูงสง เท้าหน้าลดลง
ดังนบเคารพธรณิน  
๑๙๖ เมื่อเดิรย่างเท้าเหยียบดิน ห่อนเสมอยลยิน
ยกชํ้าจึ่งย่างบทจร  
๑๙๗ สี่เท้าไขว่กันซับซอน ผมบางเล็บงอน
แลหางก็ยาวสุดสุง  
๑๙๘ หลังราบแต่ท้ายคอคุง โดยศาสตรกำนุง
แลลักษณร้ายอัปรีย์  
๑๙๙ คชหนึ่งโยนยักบัดสี โยนหัวงวงตี
อุระแลเยื้องไปมา  
๒๐๐ ยกเท้าบมิได้ตรงตรา แหงนหัวเหลือกตา
ถลนเถลือกจัญไร  
๒๐๑ ปรบหูแกว่งหางแว่นไว อยู่ บ มิสุขใจ
บังคลองแลตัวไผ่ผอม  
๒๐๒ อำเพอนี้โทษควรดอม ลักษณร้ายแมมมอม
สรรพโทษมหัต  
๒๐๓ คชหนึ่งมีนามบัญญัติ ชันบันเชษฐรัด
แลตัว บ มิได้พึงพอ  
๒๐๔ ทั้งสี่เท้านั้นเวียดวอ ท้ายหลังคุงคอ
แลราบเสมอกันไป  
๒๐๕ มานโรมรายพรัดยืดใย เล็บงอนขึ้นไป
แลท้องก็ยานใหญ่เหน  
๒๐๖ หนึ่งนามกำปบกำโบลเปน ต้นคางเล็บเหน
ประจักษ์แก่ตาอย่าจง  
๒๐๗ เขฬะหยดย้อยยืดลง ไหลบมิขาดคง
ก็ดูอุบัติอัพลา  
๒๐๘ ตัวขาวด่างทั่วกายา ถ่ายมูลหนักมา
ดังชนอันเทชลธาร  
๒๐๙ รดตัวแข้งขาลานปาน โดยศาสตรเบาราณ
แลห้าม บ มานไชยโชค  
๒๑๐ คชหนึ่งนามบันลายโศก ปรายอยู่นิตยโลกย
ทังหลายจึงพึงไภยภิต  
๒๑๑ พังพลายดุจเดียวควรคิด โทษนั้นพิพิธ
โดยศาสตรกล่าวเบาราณ  
๒๑๒ หนึ่งนามตระดกกันทุยธาร หน้าดุจหน้าฟาน
แลหางนั้นยาวลากดิน  
๒๑๓ คชหนึ่งชื่อสุครีปสพิล คอสั้นคางถวิล
ดูใหญ่แลเห็น บ มิสม  
๒๑๔ หางยาวคดคอดไป่กลม หน้าพ่วงบวมธม
แลดูดั่งเน่าพึงชัง  
๒๑๕ ที่นั่ง บ มิราบโดยหวัง สนับหางย้อยยัง
แลเดินยักเยิดผาดผัน  
๒๑๖ คชหนึ่งสมญารัตทันต์ งาเล็บแดงฉัน
คือชาติยางคูนเตรียบตรา  
๒๑๗ ดุจแสงสูริเยนทรมหา เลิงเลอเมฆา
อันแรกอรุโณทัย  
๒๑๘ หนึ่งนามคชาทิพาไสย มานแร่งระใบ
ดั่งชาติโคเพลาะพรรค์  
๒๑๙ มักคุกเท้านอนกลางวัน หนังหย่อนยานอัน
ดั่งเหนียงระมาดคือเขน  
๒๒๐ หนึ่งนามแบกเคียวจำเปน พังพลาย บ มิเว้น
บ ถึงกำหนดมีมัน  
๒๒๑ ทุรลักษณ์อันร้ายครามครัน หนังนั้นอัศจรรย์
คือหนังระมาดอันเขียน  
๒๒๒ เปนเกล็ดเรียบร้อยวนเวียน ไภยโทษจำเนียร
แก่หมอผู้คล้องฤๅแคลง  
๒๒๓ เสร็จจบทุรลักษณสำแดง ไตรตรึงษ์กิจแจง
ให้โลกยเหนด้วยดี  
๒๒๔ คชหนึ่งหีนชาติอัปรีย์ รูปนั้นดีหลี
ประเล่ห์ดั่งรูปกาสร  
๒๒๕ งาสั้นงวงเรียวหลอบหลอน หน้าดั่งสุกร
แลเท้าประมาณคืบเดียว  
๒๒๖ เสียงดุจเสียงเม่นป่งเปียว เอียดเอียดเครียดเครียว
แลร้องวิกลอัปลักษณ์  
๒๒๗ ตาแดงดุจกล่ำคร่ำนัก กินปูเปนภักษ์
สถิตยังริมสมุทรไท  
๒๒๘ หนึ่งชื่อตฤปสมุทรตฤปไพร พิการจังไร
อย่าพึงมาเลี้ยงในคาม  
๒๒๙ เมื่อจักกินหญ้ารวกราม ดื่มอาโปปาม
แลกินด้วยปากปานโค  
๒๓๐ ช้างใดเสียงดุจเสียงโส นัขพยัคโฆ
เสียงแรดแลสำเนียงฟาน  
๒๓๑ ผิไว้แต่ครู่เดียวดาล ดุจเพลิงกาลผลาญ
บ ควรจะไว้โรงรมย์  
๒๓๒ ชอบปล่อยเสียป่าทุรคม อย่าพึงนิยม
เป็นยานจักเลี้ยงขุนขัง  
๒๓๓ บาปคชลักษณนี้ทัง มวลกล่าวโดยหวัง
ประสงคให้รู้โทษทัณฑ์  
๒๓๔ ย่อมเกิดแต่กระกูลพวกพรรค์ อัคนีพงศ์อัน
อุบาทวอุบัติ บ มิดี  
๒๓๕ เสร็จแสดงบาปลักษณอัปรีย์ แปดสิบทัศมี
ในศาสตรกล่าวบรรยาย  
๒๓๖ ผสมสารสุภลักษณ์โดยหมาย บาปลักษณโดยร้าย
เปนหกจำพวกคณา  
๒๓๗ ถ้วนร้อยเจ็ดสิบคชา โดยศาสตรอันอา-
จาริยกล่าวบริบูรณ์ ฯ  

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ