คำนำ

หัวเมืองที่ตั้งอยู่ในแหลมมลายู เรียกกันมาแต่ก่อนเปน ๒ ชื่อ บรรดาหัวเมืองที่ตั้งอยู่ทางชายทเลอ่าวสยาม คือมณฑลชุมพร มณฑลนครศรีธรรมราช และมณฑลปัตตานี เหล่านี้เรียกว่า “หัวเมืองปักษ์ใต้” บรรดาหัวเมืองซึ่งอยู่ทางชายทเลอ่าวเบงกอล คือมณฑลภูเก็จ เรียกว่า “หัวเมืองฝ่ายทเลตวันตก” หรือ “หัวเมืองฝ่ายตวันตก” ก็หัวเมืองที่อยู่ในแหลมมลายูทั้งปวงนั้น แต่โบราณไปมายาก นอกจากเวลามีศึกสงคราม พระเจ้าแผ่นดินจึงมิได้เสด็จไปประพาส มีปรากฎในหนังสือ “สิหิงคนิทาน” ตำนานพระพุทธสิหิงค์ กล่าวว่าสมเด็จพระร่วง (สันนิษฐานว่าพระเจ้ารามคำแหง) ได้เสด็จลงไปรับพระพุทธสิหิงค์ถึงเมืองนครศรีธรรมราช แต่เปนเรื่องนิทาน ถ้าว่าตามเรื่องพงศาวดาร ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานีสืบมา ไม่ปรากฎว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งพระองค์ใดได้เสด็จไปประพาส จนถึงรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร เมื่อมีเรือกลไฟเปนราชพาหนะแล้ว พระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้เปนครั้งแรกเมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๐๑ เสด็จไปจนถึงเมืองสงขลาครั้ง ๑ ต่อมาเมื่อปีกุญ พ.ศ. ๒๔๐๖ เสด็จไปประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้จนถึงเมืองปัตตานีอิกครั้ง ๑ แต่ส่วนหัวเมืองฝ่ายทเลตวันตกและหัวเมืองมลายูประเทศราช คือเมืองไทรบุรี เมืองกลันตัน และเมืองตรังกานูนั้น พระบาทสมเด็จ ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเปนพระองค์แรกที่จะได้เสด็จไปประพาส

ในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จ ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสหัวเมืองแหลมมลายูเปนครั้งแรก เมื่อคราวเสด็จเมืองสิงคโปร์และเกาะชวาในปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๑๓ ครั้งนั้นเมื่อขาเสด็จไปเมืองสิงคโปร์แวะประพาสเมืองสงขลาแห่งหนึ่ง ต่อมาเมื่อเสด็จไปอินเดียในปีมะแม พ.ศ. ๒๔๑๔ ขากลับได้เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายทเลตวันตก คือเมืองภูเก็จ เมืองพังงาเมืองไทรบุรี แล้วเสด็จทางสถลมารคจากเมืองไทรบุรี ข้ามแหลมมลายูมาลงเรือพระที่นั่งที่เมืองสงขลา กลับมากรุงเทพ ฯ แต่นั้นก็เว้นว่างการเสด็จประพาสหัวเมืองในแหลมมลายูมาถึง ๑๗ ปี ในระหว่างนั้นเสด็จประพาสแต่ทางหัวเมืองฝ่ายตวันออกและฝ่ายเหนือ มาจนถึงปีชวด พ.ศ. ๒๔๓๑ จึงได้เสด็จประพาสหัวเมืองแหลมมลายูอิก ตั้งแต่คราวนี้ต่อมาก็เสด็จประพาสเนือง ๆ มาจนตลอดรัชกาล ดูเหมือนจะได้เคยเสด็จไปถึงเมืองในแหลมมลายู ทั้งในแดนไทยและแดนอังกฤษทั่วทุกเมือง เว้นแต่เมืองกระบี่ในแดนไทยกับเมืองเนครีเซมบิลันในแดนมลายูของอังกฤษ ๒ เมืองเท่านั้น แต่การที่เสด็จประพาสหัวเมืองแหลมมลายู มักเสด็จตามมณฑลปักษ์ใต้ในพระราชอาณาเขตเปนพื้น

ในเวลาเสด็จประพาสหัวเมืองทางไกล พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมักทรงพระราชนิพนธ์จดหมายรายการที่สเด็จไปแทบทุกครั้ง ทรงพระราชนิพนธ์เปนจดหมายรายวัน เช่นเมื่อเสด็จประพาสเกาะชวาครั้งที่ ๒ และครั้งที่ ๓ บ้าง ทรงพระราชนิพนธ์เปนพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ เช่นพระราชหัตถเลขาพระราชทานมาถึงสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ เมื่อเสด็จไปยุโรปครั้งแรก และพระราชทานมาถึงสมเด็จหญิงน้อย (สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล) เมื่อเสด็จไปยุโรปครั้งหลัง และโปรด ฯ ให้รวมเปนหนังสือเรื่องไกลบ้านนั้นบ้าง ทรงเปนพระราชหัตถเลขาบอกข่าวมายังผู้รักษาพระนคร ดังเช่นเมื่อคราวเสด็จประพาสหัวเมืองมณฑลฝ่ายเหนือบ้าง ในการเสด็จประพาสแหลมมลายู พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์เปนพระราชหัตถเลขาบอกข่าวทรงเล่าเรื่องที่เสด็จประพาสมายังผู้รักษาพระนครหลายคราว พระราชหัตถเลขาเหล่านี้ยังหาเคยได้พิมพ์ไม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณธรรมอันมหาประเสริฐ มีพระราชประสงค์จะให้พิมพ์หนังสือเปนของพระราชทานในงารพระเมรุพระศพสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้ามาลินีนพดารา ศิรินิภาพรรณวดี กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพนักงารกรมราชเลขาธิการคัดสำเนาพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเรื่องเสด็จประพาสแหลมมลายู ๔ คราว เปนพระราชหัตถเลขา ๑๓ ฉบับ ส่งมายังหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร และโปรดเกล้า ฯ ให้กรรมการหอพระสมุด ฯ ตรวจฉบับจัดการพิมพ์ทูลเกล้า ฯ ถวายทรงแจกในงารพระเมรุท้องสนามหลวงครั้งนี้

เมื่อตรวจดูพระราชหัตถเลขาที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ เห็นรายการพิสดารตอนเสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์คราว ร. ศ. ๑๐๙ ขาดอยู่ตอน ๑ สืบถามในกรมราชเลขาธิการ ก็ว่าต้นฉบับมีอยู่เพียงเท่าที่ส่งมา จึงสันนิษฐารว่าเห็นจะมิได้มีเวลาทรงพระราชนิพนธ์เรื่องพิสดารตอนที่ค้างนั้น เพราะในเวลาเสด็จประพาสหาเวลาว่างได้โดยยาก ถ้าผู้อ่านพระราชหัตถเลขาซึ่งพิมพ์ในสมุดเล่มนี้ สังเกตจะเห็นได้ว่า แม้ทรงพระราชนิพนธ์พระราชหัตถเลขาเหล่านี้ ก็ต้องทรงพยายามลำบากพระองค์มิใช่น้อย

ในการพิมพ์พระราชหัตถเลขาครั้งนี้ ได้เติมอธิบายหมายเลขและรวมรูปฉายาลักษณ์ซึ่งมีอยู่ในหอพระสมุด ฯ บ้าง ขอกระจกรูปซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงถ่ายมาจากกรมช่างมหาดเล็กบ้าง เอามาเลือกคัดจำลองรูปในเรื่องเสด็จประพาสแหลมมลายูพิมพ์ไว้ด้วย ๓๒ รูป สงสัยว่ารูปสถานที่ต่าง ๆ นั้น จะมีบางรูปที่ถ่ายภายหลังคราวที่ทรงพระราชนิพนธ์พระราชหัตถเลขาว่าด้วยเรื่องที่แห่งนั้น แต่เชื่อว่าไม่ผิดตำแหน่งแห่งที่.

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สภานายก

หอพระสมุดวชิรญาณ

วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๘

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ