สำเนาส่งกับพระราชหัตถเลขาฉบับที่ ๔

ด้วยแต่ก่อนได้บอกข้อความพิสดารมา เพียงวันที่ ๒ เดือนพฤษภาคม แต่นั้นมาก็ไม่มีเวลาว่างที่จะได้เขียน บัดนี้จะขอบอกข้อความพิสดาร ตั้งแต่วันที่ ๓ เดือนพฤษภาคมต่อไป

เมื่อวันที่ ๒ ไปเมืองตะกั่วทุ่งทั้งไปทั้งกลับมาเหน็ดเหนื่อยลำบากมาก ด้วยเรื่องกะเวลาผิดเหมือนเมื่อไปเมืองกาญจนดิฐนั้นเอง แต่ครั้งนี้มีข่าวเล่าฦๅว่ากองทัพใหญ่จะมาตามตี กล่าวคือมรสุมฤดูคลื่น จึ่งได้รีบร้อนหนีเหมือนอย่างกับกองทัพแตกรั้งไม่อยู่ เวลาวันนี้จะขึ้นแต่เช้าตามเวลาน้ำก็ขึ้นไม่ไหวเหนื่อยนัก บ่ายโมงหนึ่งจึงได้ลงเรือกระเชียงเรือไฟลากไปในทเล สักสามเสี้ยวนาฬิกาเข้าปากอ่าวเมืองพังงา น้ำกำลังลงเชี่ยวกราก แต่เรือไฟยังเข้าไปได้ ตอนข้างปากน้ำมีเขาเปนลูกๆ ไม่ติดเนื่องกัน คือเขาพัง เขาแดง มีลำคลองเข้าไปถึงน่าเขา เขารังนก เขาตำน้ำ คำว่าตำน้ำนี้ตรงกับคำตกน้ำ พบปากคลองที่มาแต่ตะกั่วทุ่งได้สองช่อง คือเปนปากคลองที่มาแต่แยกเกาะปายี้ทางหนึ่ง แยกที่ด่านทางหนึ่ง ซึ่งได้กล่าวแล้วในวันไปเมืองตะกั่วทุ่ง คลองหลังคือที่แยกด่านนั้น ตรงท้ายเขากระท้องซึ่งเปนเขาเทือกยาวชิดลำน้ำเมืองพังงาฝั่งข้างขวามือขาขึ้นไป โอบเมืองไปตลอดติดกับเขานางหงส์พรมแดนตะกั่วป่า ซึ่งเปนเขาล้อมรอบเมืองพังงาเหมือนอย่างกำแพงเมือง เรือไฟไปได้เพียงคลองบางเตยข้างขวามือใต้เขากระท้อย ต้องตีกระเชียงขึ้นไปน้ำแห้งเรือติดบ่อยๆ ภายหลังจนต้องเขน พระยาบริรักษ์ภูธรเห็นขึ้นไปช้า จึงได้ลงเรือพาคนมาคอยเขนเรือด้วย ตั้งแต่ลงเรือขึ้นไปฝนตกพร่ำเพรื่อไม่ใคร่มีเวลาหยุด มากบ้างน้อยบ้างอากาศมัวคลุ้มไปวันยังค่ำ การที่ฉันสังเกตจำได้แต่ก่อนว่าเมืองพังงามีภูเขาใหญ่ยาวริมน้ำ แลมีเพิงซึ่งเรือเข้าไปจอดได้ริมน้ำเหมือนพุดุกกระดาที่ทางไปไทรโยคนั้น ก็ยังเปนความจริงมั่นคงอยู่เปนแต่เพิงที่นึกว่าโตนั้นเล็กไปกว่าที่จำได้มาก ไม่มีโตเท่าพุตุกกระตาสักแห่งเดียว เรื่องเลียงผาที่ได้เคยเห็นแต่ก่อน ครั้งนี้ไม่มีเลย ถ้าจะพาลว่าเพราะฝนตกก็เหนจะได้ มีผู้สอบถามชาวบ้านนั้นก็รับว่ามีจริง ตามเขาเหล่านี้มีน้ำหยัดหลายแห่ง คือที่ในใต้เพิงเปนต้น เพราะเขานั้นเปนเขาศิลาปูน เปนโพรงซอกแซกมาก มีประเภทอันเดียวกันกับเขาทางลำน้ำน้อยแต่ที่นี่สูงตลอดเนื่องกันไป ถ้าจะประมาณตาดู เห็นสูงมาก แต่เขาประมาณกันว่าอยู่ในแปดร้อยฟิตเท่านั้น เห็นจะเปนเพราะเขานั้นชันดังกำแพง ไม่มีที่ลาด ๆ ลงมาเลย แลเราเข้าไปชิดเชิงเขาทีเดียวจึงได้เห็นสูงง้ำอยู่บนศีร์ษะ เขาทำตะพานรับที่ตรงลานซึ่งปลูกพลับพลาครั้งก่อน เปนที่เตียนราบกว้าง หญ้าแพรกขึ้นเขียวเสมอเหมือนสนามหญ้า มีพลับพลาโถงใหญ่หลังหนึ่ง พลับพลาที่ประทับแรมย้ายไปทำที่บ้านท่าช้างเหนือน้ำขึ้นไป ต้องขึ้นรถจากพลับพลา ตะพานน้ำนี้ไปทางประมาณสัก ๑๕ มินิต ถนนที่ไปนั้นเปนถนนเก่าที่ทำแต่ครั้งมาคราวก่อน เขายังรักษาไว้เรียบร้อยเปนปรกติดี มีหญ้าขึ้นตามขอบถนนสองข้างไม่เปนรอยทำใหม่ แต่ไม่ได้ทำเพิ่มเติมขึ้นจากที่ทำไว้แต่เดิมเลย คงมีถนนตั้งแต่ท่าที่ขึ้นไปจนถึงวัดคงคา ซึ่งเปลี่ยนชื่อเปนวัดประพาสประจิมเขตร์ทาง ๑๑๘ เส้นเท่านั้น มีทางเล็กๆ แยกไปบ้านพระยาพังงาบ้างไปตลาดริมน้ำบ้าง ก็เปนทางทำในคราวเดียวกัน ชมได้แต่ว่ารักษาดีไม่ปล่อยให้ซุดโซมไปเหมือนเมืองตะกั่วป่าเมืองภูเก็จ แต่ที่จะงอกงามอะไรขึ้นอีกนั้นไม่มี วันนี้จะไปเที่ยวแห่งใดก็ไม่ได้ พอถึงพลับพลาฝนก็ยิ่งตกหนักลงมา จนสาดเข้าไปในพลับพลาที่เปนท้องพระโรงเปียกเกือบครึ่งหลัง ได้ถามพระยาพังงาถึงทางโทรเลขซึ่งตัดไปต่อเมืองตะกั่วทุ่งที่คลองวัดถ้ำ ก็ว่าทางนั้นแล้วเสร็จ เปนแต่ไม่ได้ทุบปราบต้นไม้ต้นหญ้าขึ้นรก ถ้าจะตัดเปนทางเดิรก็เพียง ๒๐๐ เส้น แต่ครางไปว่าเปนที่ดีอยู่แต่ที่ใกล้แดนเมืองตะกั่วทุ่ง ต่อเข้ามาข้างในมีศิลาเปนที่สูงบ้างต่ำบ้าง แต่มิใช่สูงเปนภูเขา ถ้าโปรดให้ทำก็จะทำได้ แต่จะไม่สู้มีประโยชน์อันใดนัก ทางเดิมที่ “พอจุรอยผู้เดียวเดิร” มีอยู่ จะปิดเสียให้เดิรทางใหม่ ฉันเห็นว่าดีที่ได้รักษาสายโทรเลขง่าย แลทางใหม่นี้ก็เปนทางตรงใกล้ด้วย จึงได้สั่งให้ตัดตามระยะทางนั้น ก็ได้ความว่ามีคนอยู่ทำไรบ้างนาบ้างตามพื้นที่ เปนตอนๆ ไป เหมือนอย่างในแดนเมืองตะกั่วทุ่งซึ่งได้ไปเห็น ถ้าเปนทางดีเดิรไปมาสดวกคนเห็นจะติดตามทางได้ แต่ทางโทรเลขที่จะไปส่งถึงปากลาวยังไม่แล้วเสร็จ ค้างอยู่เล็กน้อย แต่หนทางนั้นขึ้นตามช่องเขานางหงส์สูงชันมากช้างเดิรไม่ได้ การทำเหมืองแร่ดีบุกในเมืองพังงาร่วงโรยมานานแล้ว เดี๋ยวนี้มีคนทำอยู่ประมาณหกร้อยเศษ มีเหมืองใหญ่อยู่สองตำบล มีคนเหมืองละสามสิบสี่สิบคน นอกนั้นทำเหมือนคลาคำที่เรียกว่าเหมืองคลากับเหมืองแล่น ดูก็เกือบจะเปนลักษณอันเดียวกัน คือต้องอาศรัยน้ำฝน ทำแต่ในฤดูฝน แต่เขาเถียงว่าไม่เหมือนกัน ว่าเหมืองคลานั้นเปนที่ดินขาวเหมือนอย่างดินสอพอง

ฝนที่ตกในเวลานี้ก็น่าที่จะเข้าใจว่าเปนเพราะเปลี่ยนฤดู แต่พระยาบริรักษ์ยังยืนยันอยู่ว่าฝนในเมืองพังงาสองปีนี้ไม่ได้แล้งจนสิบวันเลย อยู่ข้างจะตกมากกว่าเมืองอื่น ๆ ซึ่งใกล้เคียงเพราะเปนที่อยู่ในหงว่าเขารอบ นาข้างเหนือมักจะดี แต่นาข้างใต้มักจะเสียด้วยล่มน้ำเปนพื้น ที่นามีน้อยต้องกินเข้าเมืองพม่า ปีหนึ่งเข้าเข้าเมืองแปดพันกุหนี คือ ๕๗๒ เกวียน การเพาะปลูกอื่น ๆ เกือบจะไม่ใคร่มีอันใด พระยาบริรักษ์เปนคนแม่นยำรู้การรอบคอบ ถามอะไรไม่ใคร่จน ระวังความผิดมาก แต่เปนอย่างเก่าแท้ เคยอยู่ปรกติอย่างไรให้อยู่เช่นนั้นแล้วเปนดี พวกผู้หญิงก็มาหาหลายคนด้วยกัน เปนคนที่ได้ทำราชการอยู่ในวังแต่ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าคนหนึ่ง แผ่นดินทูลกระหม่อมคนหนึ่ง พลับพลาทำทำนองเดยวกันกับเมืองตะกั่วทุ่ง แปลกแต่มีหลังแปดเหลี่ยมอยู่ในกลางวงเรือนทั้งปวงอีกหลังหนึ่ง กับลักษณตกแต่งโบราณกว่าตะกั่วทุ่ง มีของเลี้ยงดูบริบูรณ์ แต่กว่าจะฃนของขึ้นมาได้จากเรือจนดึกเพราะน้ำแห้งต้องเขนเรือขึ้นมาชั้นหนึ่ง ครั้นมาถึงทางบกฝนก็ตกรถมีน้อย เพราะพวกนี้ปรกติไม่ได้ใช้รถ ซื้อฤๅเช่ามาใหม่จากเกาะหมากทั้งนั้น ฝนตกคืนยังรุ่งไม่ได้สงบเลย

วันที่ ๔ ฝนตกพรำมาแต่เช้าจนสองโมง เห็นสว่างไสวดีหมายว่าจะไปเที่ยวได้ พอออกมามีพวกกรมการไทยจีนมาหาหยุดพูดประเดี๋ยวเดียวฝนตกใหญ่ ต้องเรียกคนขึ้นพลับพลา ในเมืองตะกั่วป่าตะกั่วทุ่งพังงานี้ ดูเหมือนรู้ว่าฝนจะตกอยู่แต่เมืองตะกั่วทุ่งเมืองเดียว พลับพลามีฝาตั้งใจจะกันฝน ที่สองเมืองนั้นไม่มีฝา ฝนสาดจนเกือบถึงฝาประจันห้องที่กั้นเสมอแนวเฉลียงหลัง ใหตราจุลสุราภรณ์ พระยาบริรักษ์ภูธร และมัณฑนาภรณ์พระบริสุทธิ์โลหภูมินทราธิบดี ฝนหายขึ้นรถไปตามทางใหญ่สายเดียวซึ่งว่าแล้ว ข้างทางเปนสวนบ้างนาบ้างติดต่อกันไป จนถึงปลายถนนเข้าบรรจบถนนตลาดเก่า ทางแคบและคดเคี้ยวเปนงูเลื้อยเปนถนนน้ำท่วมเหมือนเมืองตะกั่วป่า มีตึกสองฟากไม่สู้มากนักดูไม่สู้โทรมเหมือนเมืองตะกั่วป่า ที่ร้างก็ร้างไปทีเดียวสักแห่งหนึ่งสองแห่งแต่ไม่เห็นมีท่าเกิดขึ้นใหม่เลย ออกไปพ้นถนนตลาดหน่อยหนึ่งก็ถึงวัดประพาศประจิมเขตรอยู่ตรงเขาพิงงา วัดนี้เปนวัดของฉันให้ปฏิสังขรณ์ขึ้นเปนที่รลึกในการที่มาเมืองพังงาครั้งก่อนเมื่อจุลศักราช ๑๒๓๓ ปีมแมตรีศก๔ ที่ตั้งพระอุโบสถเปนโคกสูง มีอัฒจันท์ใหญ่ขึ้นสัก ๖-๗ คั่น มีกำแพงแก้วล้อมรอบ ตัวพระอุโบสถเปนขนาดโรงอุโบสถในแถบเมืองเหล่านี้ อย่างกว้างกว้างเตี้ยๆ ช่อฟ้าไม้ดุ้นใหญ่โป้งโล้ง มีพระพุทธรูป ๕ องค์ หน้าตาจะเปนต่อพระปรานวัดวรนายกสักหน่อยหนึ่ง พระครูในวัดนั้นและเจ้าอธิการวัดอื่น ๆ อีกแปดรูปมานั่งคอยรับ พระสงฆ์อันดับมีอยู่เก้ารูปได้ถวายเงินตามสมควร และมอบเงินให้พระยาบริรักษ์ไว้สิบชั่ง ให้ซื้อทองคำเปลวปิดฐานพระและทำกุฎิที่เพลิงไหม้ แล้วกลับทางเดิม เลี้ยวลงทางริมน้ำเข้าไปดูบ้านพระยาบริรักษ์ มีหอนั่งตึกหลังหนึ่ง ตึกอยู่ข้างในหลังหนึ่ง ดูก็ใหญ่โตอยู่ แต่ตัวอยู่ไม่ได้ให้ป่วยไข้ไม่สบายไป ต้องลงไปอยู่เรือนจากอีกหมู่หนึ่ง เปนเรือนหลังใหญ่ ๆ ห้าหลัง ปลูกชิดกันมีรางอย่างเรือนแฝด แล้วทำเฉลียงแล่นตลอดด้านหุ้มกลองดูเหมือนในเรือนนั้นจะเปนถ้ำสำหรับไว้เก็บเข้าของ ไม่ต้องมีแสงสว่าง ดรออิงรูม ซิดติงรูม ไดนิงรูม ปาเลอ อามอรีฮอลออฟฟิศ สเตเบอลการ์เด็น รวมเสร็จอยู่ในเฉลียงแห่งเดียว หอนั่งที่อยู่ข้างน่าออกไปอีกหนังหนึ่งทำนองเดียวกับโรงพิธีที่เมืองนครศรีธรรมราช ก็เต็มไปด้วยกูบและสัปคับข้างไม่มีที่นั่ง แต่มีต้นไม้ดอกโตๆ งามๆ มากคือต้นพิกุลบุนนาคลำดวนเปนต้น ออกจากบ้านไปที่สวน สวนนั้นอยู่คนละฟากถนนกับบ้าน ทำอยู่กับเชิงเขาไม่มีชื่อ เรียกกันว่าเขาหลัง เปนเนิรสูงขึ้นไป ปลูกต้นมพร้าวเปนพื้น ต้นไม้อื่น ๆ เปนไม้ดอกมาก ต้นมพร้าวไม่งามเลย ที่ว่าลงไว้สี่ปีแล้วก็ไม่เห็นสูงสักกี่ปล้อง งามแต่ไม้ดอก ไม้ผลที่ค่อยงามหน่อยหนึ่งก็อย่างเช่นต้นมม่วงหิมพานต์ แต่หญ้าขึ้นรกทั่วไป เพราะเจ้าของไม่ได้มาดูแล ทางที่ตัดไว้นั้นก็โต ๆ เหมือนจะให้เปนทางรถ แต่ชันรถขึ้นไปไม่ได้ มีเรือนอยู่บนหลังเนินสูงแห่งหนึ่ง เปนตึกห้าห้องต่ำๆ ที่เรือนนั้นแลเห็นไปได้ไกล แต่ยังไม่เหมือนบนชง่อนเขาซึ่งทำพระเจดีย์ไว้ที่หลังเรือน ถ้าขึ้นไปบนนั้นแล้วแลเห็นเมืองพังงาทั่วทุกแห่ง ล้วนแต่ภูเขาสลับซับซ้อนติดกันเปนเทือกไป เมื่อแลลงมาดูบ้านพังงาซึ่งเปนที่รียาวอยู่ในหว่างเขา ก็เหมือนอย่างเรายืนอยู่บนฝั่งริมน้ำ แลเห็นเขาฟากข้างโน้นเปนฝั่งอีกข้างหนึ่ง ต้นไม้และท้องนาอยู่หว่างกลางเปนท้องคลอง มีช่องที่โปร่งอยู่สองช่อง คือช่องเขานางหงส์ที่ออกไปพรมแดนปากลาวที่คลองมรุย เปนทางโทรเลขตัดพาดขึ้นไปบนหลังเขาหญ้าคาขึ้นสีเขียวอ่อน เปนสายยาวไปเหมือนคลี่แพรสีใบโศกทั้งม้วนพาดไว้กับหลังเขา อีกช่องหนึ่งก็ช่องที่ลำแม่น้ำเข้ามาแต่ทเล แลเห็นเปนทางกว้างตรงออกไปจนตลอดถึงทเล เพราะที่เมืองพังงาเปนภูเขาเต็มไปเช่นนี้ จึ่งได้มีเรื่องนิทานสำหรับภูมิเทศคล้ายอย่างตาม่องไล่ ว่าตายมดึงคนหนึ่งทำนาอยู่ที่เขาช็อกแขวงเมืองตะกั่วป่า มีช้างตัวหนึ่งไปแทงยุ้งเข้าทลาย ตายมดึงโกรธจึ่งได้จับหอกไล่ช้างข้ามเขากะท้อยมา หอกที่ถือมานั้นถือลากด้าม ด้ามกัดเขากะท้อยเปนช่องห่างกันอยู่หน่อยหนึ่ จึ่งได้ปรากฎชื่อว่าช่อง “ล่าเฮาะ” ครั้นมาพบช้างแทงช้างนั้นตายกลายเปนภูเขาอยู่ที่ข้างทางขึ้นมาแต่ท่า ที่เขานั้นยังมีช่องหอกที่แทงปรากฏอยู่ เมื่อฆ่าช้างตายแล้วจึ่งได้ถอดงาช้างไปพิงไว้ที่เขาตรงน่าวัดประพาศ จึ่งได้ปรากฏชื่อว่าเขาพิงงา พระเจดีย์ที่ทำไว้บนเขานี้ไม่ได้ความว่ารูปอะไร ทำนองก็ตั้งใจจะทำไม้สิบสอง แต่รูปร่างไม่เปนท่า ฝีมือช่างไม่มีเลยในเมืองนี้ กลับมาจากเขากินเข้าและอาบน้ำที่พลับพลา เพราะร้อนจัดเต็มที แล้วกลับมาลงเรือในเวลาเที่ยงด้วยเปนเวลาฝนตกแดดไม่มีแล้ว วันนี้มีแสงแดดอยู่สักสองชั่วโมงเท่านั้น บ่าย ๒ โมง ๓ เสี้ยวถึงเรือ ทางที่จะขึ้นเมืองพังงานี้ ทั้งเรือไฟลากและตีกระเชียง ขาขึ้นจะเอาเปนแน่ไม่ได้เพราะต้องเข็น ขากลับก็เปนเวลาน้ำลงเชี่ยว ถ้าไปให้ถูกเวลาน้ำ คงจะอยู่ในไม่เกินสองชั่วโมงครึ่ง

ฝนตกในหมู่นี้พร่ำเพรื่อเปรอะปรึงมาก ไม่มีกำหนดว่าจะตกเวลาใด บางทีก็เปนลมตึง ๆ มาก่อน แล้วฝนก็ตกกราวไปสักครู่หนึ่งหาย บางทีก็อยู่ดีๆ ฝนตกกราวลงมาก่อนแล้วเปนลมพัดตึง ๆ มาภายหลังฝนเลยหาย ไม่มีระยะห่างช้ากว่าครึ่งชั่วโมง ทเลข้างนอกตูมอย่างยิ่ง จึ่งเปนอันตกลงยังไปไหนต่อไปไม่ได้ แต่ที่เรือมาทอดอยู่หลังเกาะหมากนี้ไม่มีคลื่นเลย รำคาญแต่ลมกับฝนเท่านั้น

  1. ๑. คือเสด็จประพาสคราวแรกเมื่อขากลับจากอินเดีย เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๑๕

  2. ๒. วัดวรนายกรังสรรค์ คือวัดเขาดินที่พระนครศรีอยุธยา

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ