จดหมายหลวงอุดมสมบัติ ฉบับที่ ๑๕

๏ ข้าพเจ้าหลวงอุดมสมบัติ จดหมายมายังหลวงทิพอักษรเสมียนตรา ได้นำขึ้นกราบเรียนแต่ท้าวพระกรุณาเจ้าให้ทราบ ด้วยแต่ก่อนข้าพเจ้าได้จดหมายฝากออกมากับจมื่นอินทรเสนาครั้ง ๑ รองศุภมาตราเพชรบุรีครั้ง ๑ ขุนฤทธิรณไกร ๓ ครั้ง หมื่นจงสรสิทธิตำรวจครั้ง ๑ หมื่นนิกรญวนครั้ง ๑ นายหมวดโตญวนครั้ง ๑ ขุนสารวัดครั้ง ๑ หลวงโกชาอิศหาก ๒ ครั้ง หมื่นพิมลญวนครั้ง ๑ ขุนฤทธิชลธารครั้ง ๑ เข้ากัน ๑๔ ครั้ง ความแจ้งอยู่แต่ก่อนนั้นแล้ว ๚

๏ ณ วันเดือน ๘ ทุติยาสาฒ แรม ๓ ค่ำ หาได้ทรงพระราชดำริราชการเมืองไทร เมืองกลันตันไม่ ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๘ ทุติยาสาฒ แรม ๓ ค่ำ เพลาค่ำ ทรงตรัสถามเจ้าคุณหาบนว่า ได้เอาหนังสือซึ่งตอบออกมาให้ตั้งเมืองไทรนั้นได้ฝากเรือมัจฉาณุไปด้วยแล้วหรือ เป็นกระไร ปานนี้จะได้ใช้ใบแล้วหรือยัง เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า เห็นจะยังไม่ได้ใช้ใบออกมา หนังสือก็ได้คัดให้มาฝากส่งออกมาแล้ว ทรงตรัสว่า เรือมัจฉาณุเป็นเรือใหญ่อยู่ เห็นจะออกมาถึงก่อนขุนฤทธิรณไกรหรืออย่างไร เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า เห็นจะออกมาถึงก่อน แต่เครื่องยศซึ่งจะพระราชทานให้ตั้งพระยาไทรนั้นได้มอบมากับเรือขุนฤทธิรณไกรแล้ว เป็นครอบถม[1] คนโทถม กระบี่บั้งเงิน สัปทนคัน ๑ แต่เสื้อผ้านั้นให้จัดแจงหาเอาข้างนอกพระราชทาน ทรงพระสรวลรับสั่งว่า ทรงคิดว่าเจ้าพระยาพระคลังจะมีหนังสือออกมาให้ทุบตีทำเครื่องยศให้ข้างนอกเล่า ถ้าให้จัดแจงทำเอาข้างนอกประเดี๋ยวหนึ่งก็จะได้ได้ ให้ออกมาแล้วก็ดีแล้ว จะได้จัดแจงตั้งเมืองไทรเสียเร็ว ๆ สิ่งของเครื่องยศให้ออกมาอย่างนี้จะไม่ตั้งแต่งเมืองไทรขึ้นจะได้หรือ แล้วทรงตรัสว่า ความคิดที่บอกขอเรือเข้ามาว่าจะใส่ครอบครัวนั่น ก็เห็นปัญญาจะคิดขอออกมาใส่กองทัพกลับเข้าไปนั่นเอง ด้วยเรือผ่อนส่งเข้าไปเสียหมด ไม่มีเรือจะเข้าไปก็ขอออกมา แลเรือครัวซึ่งหมื่นอาวุธภูธรคุมเข้าไป ซัดไปอยู่ที่จันทบุรีนั้น จะมาที่ไหนได้ เทศกาลนี้ขัดอยู่ มาไม่ได้แล้วก็จะพาเอาครอบครัวไปงอมเสียที่นั่นหมดหรือกระไรนั่นเอง ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๘ ทุติยาสาฒ แรม ๕ ค่ำ เพลาเช้า พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่า ท้าวพระกรุณามีหนังสือบอกให้หมื่นนิกรถือเข้ามา มาแต่เมืองสงขลา ณ วันเดือน ๘ ทุติยาสาฒ ขึ้น ๗ ค่ำ มา ๑๑ วันถึงปากน้ำเจ้าพระยา ทรงตรัสถามว่า ได้ความอะไรไปบ้าง เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า พระยาไชยาให้ขุนวิสูตรถือหนังสือขึ้นมาว่า ให้ลงไปว่ากล่าวให้ชักปืนรื้อค่ายเสีย ก็ยอมชักปืนรื้อค่ายลงแล้ว ตนกูปสาจัดเรือไว้ ๕ ลำว่าจะขึ้นมาหาที่เมืองสงขลา ดูทำนองตนกูปสาหาคิดหนีไปไหนไม่ ตนกูปสาวามีความผิดอยู่ก็ที่รบพระยากลันตัน ด้วยไม่บอกมายังเจ้าพระยานครฯ ก่อน โทษตนกูปสาผิดก็จะรับพระราชอาญา แล้วแต่จะโปรด จะโปรดให้ดำก็ดำ จะโปรดให้ขาวก็ขาว ทรงพระสรวลรับสั่งว่า มันว่ากล่าวเห็นจะไม่หนีแล้ว ข้างพระยากลันตันนั้นว่ากระไรเล่า เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า ข้างพระยากลันตันนั้นฟังดูบิดเบือนไปเสีย จะหาสู้ตนกูปสาได้ไม่ ทรงตรัสว่า ทำไมกระนั้น เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า พระยากลันตันผัดไปว่าจะขอปรึกษาพระยาจางวางก่อนจึงจะขึ้นมา ครั้นปรึกษาพระยาจางวางแล้วผัดต่อไปอีกว่า จะปรึกษากับกุศริยะมะก่อน ท้าวพระกรุณาได้ไล่เสียงถามขุนวิสูตรว่า เห็นพระยากลันตันจะขึ้นมาหรือไม่มา ขุนวิสูตรว่าเห็นพระยากลันตันจะไม่ขึ้นมา จะให้แต่ผู้อื่นขึ้นมา พระยากลันตันจัดเรือไว้ก็จัดแต่เรือไม่มีเสา ว่ายังหาเสาอยู่ ทรงตรัสว่า จะเป็นด้วยเหตุผลอะไรจึงไม่ขึ้นมา เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า ขุนวิสูตรว่าแต่ก่อนเห็นนับถือหลวงสรเสนีข้าหลวงอยู่ เดี๋ยวนี้หาสู้นับถือไม่ ว่าข้าหลวงไปเข้าเสียกับตนกูปสา พระยากลันตันมีหนังสือมาถึงพระยาเสนหามนตรี ว่าข้าหลวงที่ลงไปอยู่เป็นหามีค่าคุณอะไรกับพระยากลันตันไม่เลย รับสั่งว่า ค้นดูหนังสือฉบับที่ว่าข้าหลวงลงไปห้าม เป็นพวกอยู่กับพระยากลันตันพวกหนึ่ง ตนกูปสาพวกหนึ่งนั้น ก็จะรู้ว่าเข้ากันอย่างไร ขุนวิสูตรที่ขึ้นมาจะเป็นพวกข้างใครก็จะรู้ ถ้าขุนวิสูตรเป็นพวกอยู่ข้างตนกูปสาแล้ว ก็คงจะพูดเข้าด้วยตนกูปสา พระยากลันตันจะไม่ขึ้นมาด้วยเหตุอย่างนี้หรืออย่างไร เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า พระยากลันตันเป็นคนเปรียวอยู่ ยังไม่เคยได้เข้าไป ณ กรุงฯ เลย เห็นจะคิดกลัวถึงความก่อนๆ อยู่ด้วยจึงไม่ขึ้นมา ตนกูปสาเป็นคนเคยได้เข้าไป ณ กรุงฯ อยู่ จึงคิดขึ้นมา แต่พระยาบาโงยนั้นว่าลงไปอยู่ที่ปากน้ำสำเราะต่อแดนกับพิสูตร พระยาไชยาให้ตนกูปสามีหนังสือไปให้ขึ้นมาหาตนกูปสา ๆ ว่า มีหนังสือไปครั้งหนึ่งแล้วก็ไม่ขึ้นมา จะมีหนังสือลงไปอีกจะขึ้นมาหรือไม่มาก็ไม่รู้เลย ทรงตรัสว่า มันจะมาที่ไหน ทำนองพระยากลันตันจะคิดระวังไม่ไว้ใจพระยาบาโงยอยู่ดอกกระมัง จึงไม่ขึ้นมาหาที่สงขลา จะถือว่าเป็นเจ้าบ้านเจ้าเมืองจะต้องอยู่รักษาบ้านรักษาเมือง จะให้แต่พระยาจางวางหรือรายามุดาขึ้นมานั่นเอง เห็นจะเป็นอย่างนั้นเสียแล้ว แล้วทรงตรัสถามว่า ข้างเมืองไทรนั้นเป็นอย่างไรบ้างเล่า เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า จดหมายเข้าไปว่าแขกฉกรรจ์ที่พระยาไทรจะคิดผ่อนขึ้นมาก่อนครอบครัวนั้น พระยาไทรได้ผ่อนขึ้นมาถึงที่พังลาเมืองพัทลุงบ้างแล้ว เป็นคน ๔๓๑ คน รับสั่งว่า คนมันมากอยู่ก็ต้องผ่อนเอาเข้าไปเสียบ้างอยู่เอง แล้วทรงตรัสถามว่า อยู่ดีอยู่ด้วยกันหมดดอกหรือ พระนรินทร์กราบทูลว่า อยู่ดีอยู่ด้วยกันสิ้น ทรงตรัสถามว่า เป็นกระไร เรือครอบครัวจะมีตามเข้าไปอีกบ้างหรือไม่ พระนรินทร์กราบทูลว่า หมื่นนิกรเห็นจัดแจงเรืออยู่ ว่าจะให้คุมตามเข้าไปข้างหลังอีก ๕ ลำ ทรงตรัสว่า มันคุมเข้าไปติดอยู่ที่เมืองจันทบุรีลำหนึ่งนั้นก็เห็นจะพากันงอมเสียหมดหรือกระไรนั่นเอง แล้วรับสั่งว่า เอาหนังสือมาว่าไปเถิด ครั้นหลวงสุรินทามาตย์อ่านหนังสือบอกถวายไปถึงที่ข้อว่า ตนกูปสาจัดเรือให้ออกมารับฉุดเรือพระยาไชยาเข้าไปนั้น ทรงพระสรวลตรัสว่า ดูทำนองตนกูปสาจะคิดทำความชอบใส่ตัวกลัวข้างพระยากลันตันจะมารับเข้าไปเสียก่อน จึงมาชิงรับฉุดเรือพระยาไชยาเข้าไป ครั้นอ่านถวายจบแล้ว ทรงตรัสว่า เป็นไรจะไม่ขึ้นมา พระยากลันตันจะไม่มาก็คงจะให้ใครขึ้นมาคนหนึ่งนั่นแหละ ที่จะไม่ให้ขึ้นมานั้นเห็นไม่เป็น ถ้าพากันขึ้นมาได้แล้ว จะจัดแจงว่ากล่าวให้เรียบร้อย ก็ต้องให้ตนกูปสาเข้าหานับถือพระยากลันตัน ลงกันข้างหนึ่งโดยสุจริต ให้พระยากลันตันขอตั้งแต่งก่อน จึงจะจัดแจงให้อยู่ไปด้วยกันไต้ ถ้าว่ากล่าวยังไม่เรียบร้อย ก็ต้องคิดพาเอาตัวตนกูปสาเข้าไป ณ กรุงฯ จะควรให้ผู้ใดกลับไปอยู่รักษาเมืองกลันตัน จะเอาใครเข้าไปกับตนกูปสาประการใด ก็สุดแต่คิดว่ากล่าวพาเข้าไป จะได้จัดแจงเสียให้แล้วทีเดียว แล้วทรงตรัสถามว่า เป็นกระไร ได้ทำเมืองสงขลาไปถึงไหนบ้างแล้ว เอาผู้คนที่ไหนทำบ้าง พระนรินทร์ถามแล้วกราบทูลว่า เอาคนพวกที่เมืองสงขลาทำ ๆ แล้วด้านสกัด ๒ ด้าน ยังจับทำด้านรีต่อไปอยู่ ทรงตรัสว่า ทำเข้าเสียจะได้เป็นที่มั่นกันข้าศึกศัตรูต่อไป แล้วทรงตรัสถามว่า เต้นชำระฝิ่นไว้ได้มากน้อยเท่าไรแล้ว พระนรินทร์ถามแล้วกราบทูลว่า ทราบอยู่ว่าชำระไว้ได้มากแล้ว แต่หาทราบว่าได้เท่าไรไม่ รับสั่งว่า อะไรๆ ก็ไม่ดีเหมือนชำระฝิ่นได้เข้าไปมากหมดนั่นแหละ ครั้นอ่านจดหมายรายแขกฉกรรจ์ซึ่งพระยาไทรส่งขึ้นมาถวายจบแล้ว รับสั่งว่า ผู้คนมันยังมากมายอยู่ก็ต้องผ่อนปรนเอาเข้ามาเสียบ้าง แล้วทรงตรัสถามพระนรินทร์ว่า ผักปลาของมื้อซื้อกินได้เอาใส่ส่งให้ออกมาหมดแล้วหรือ ใส่เรือลำไรออกมาบ้าง พระนรินทร์กราบทูลว่า เอาส่งให้ออกมาหมดแล้ว บรรทุกเรือมัจฉาณุออกมาลำเดียว ทรงตรัสว่าทำไมจึงจัดแจงใส่ออกมาแต่ลำเดียวเล่า ถ้าเรือมัจฉาณุมาช้าอยู่ยังไม่ถึง จะมิพากันอดอยู่หมดหรือ การไปชล่ำชเลอย่างนี้ก็ชอบแต่จะแจกจ่ายเฉลี่ยบรรทุกออกมาให้หลายลำจึงจะชอบ ลำไรมาถึงก่อน ก็จะไปกินลำนั้นไปพลาง จัดแจงบรรทุกลำเดียวออกมาอย่างนี้ ถ้ายังไม่มาถึงก็ต้องคอยกันอยู่นั้นนั่นเอง ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ไปเสียหมด ได้รับสั่งสั่งเสียไว้หลายคนด้วยกันทีเดียว พากันเฉยเสียได้ ไม่มีใครจะช่วยจัดแจงให้ถูกการถูกงานเข้าได้เลย เป็นขุนนางอะไรเช่นนี้ ต้องให้ทรงจู้จี้รี้ไรไปทีเดียว ฟังดูแต่ก่อน ๆ เขาก็ไม่เป็นเช่นนี้ รับสั่งสั่งแล้วก็แล้วกันทีเดียว เป็นธุระเขาคิดจัดแจงกันไปเองหมดนั่นแหละ ไม่ต้องรับสั่งถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้งเลย นี่กลาโหมก็อย่างนั้น กรมท่าก็อย่างนั้น ไม่เป็นอะไรเข้าได้เลย แล้วรับสั่งสั่งเจ้าคุณหาบนว่า จดหมายขออะไรเข้าไปบ้าง ก็ดูจัดแจงขอเอาบรรทุกเฉลี่ยส่งออกมาให้ทุกลำหน่อยเถิด ลำไรออกมาถึงก็จะได้ลำนั้นกินไปก่อน ๚

๏ ณ วันเดือน ๘ ทุติยาสาฒ แรม ๖ ค่ำ แรม ๗ ค่ำ แรม ๘ ค่ำ แรม ๙ ค่ำ หาได้ทรงพระราชดำริราชการเมืองไทรเมืองกลันตันไม่ ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๘ ทุติยาสาฒแรม ๑๐ ค่ำ เพลาเช้า พระยาเทพกราบทูลว่า หลวงปลัดกรมการเมืองเพชรบุรีบอกเข้าไปว่าเรือจีนเจียกลูกค้ากรุงฯ มาแต่เมืองกลันตันลำ ๑ หลวงปลัดกรมการได้ถามถึงราชการเมืองกลันตัน มีหนังสือบอกส่งเข้าไปด้วยฉบับ ๑ ทรงตรัสถามว่า ได้ความว่ากระไรบ้าง เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า ได้ความว่าพระยากลันตัน ตนกูปสา จะขึ้นมาหาที่สงขลา ว่าที่ค่ายนั้นพระยาไชยารื้อลงเสียหมดเอาเผาไฟเสียแล้ว ทรงพระสรวลตรัสว่า รื้อค่ายลงเสียอย่างนี้ เห็นการจะไม่เป็นไรแล้ว คงจะพากันขึ้นมาหาที่สงขลาหมดนั่นแหละ ที่จะไม่ขึ้นมาหาให้ว่ากล่าวนั้นเห็นจะไม่เป็น เป็นคราวเคราะห์ของแม่ทัพใหญ่ดีอยู่เอง จึงไม่ต้องได้ยากลำบากยกกองทัพลงไป อย่างไร ๆ ก็ขอให้เรียบร้อยแล้วกันเสียหน่อยเถิด ครั้นหลวงสุรินทามาตย์อ่านหนังสือบอกถวายจบลง ทรงตรัสว่า คอยฟังหนังสือบอกแม่ทัพใหญ่เข้าไปเถิด ข้อความประการใดข้างนอกก็คงรู้ถี่ถ้วนมากกว่านี้เสียอีก ๚

๏ ณ วันเดือน ๘ ทุติยาสาฒ แรม ๑๑ ค่ำ แรม ๑๒ ค่ำ แรม ๑๓ ค่ำ หาได้ทรงพระราชดำริราชการเมืองไทรเมืองกลันตันไม่ ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๘ ทุติยาสาฒ แรม ๑๔ ค่ำ เพลาค่ำ พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่า เรือจีนเอี่ยมซึ่งออกไปส่งกองทัพแล้วเลยไปค้าเมืองกลันตันนั้น กลับเข้าไปแต่เมืองกลันตันถึงลำ ๑ ถามได้ความว่า พระยากลันตันจะให้พระยาจางวางขึ้นมาหาที่สงขลากับตนกูปสา ณ วันเดือน ๘ ทุติยาสาฒแรม ๖ ค่ำ จีนเอี่ยมไปแต่เมืองกลันตัน ณ วันเดือน ๘ ทุติยาสาฒแรม ๒ ค่ำ เห็นพระยากลันตัน ตนกูปสาจัดแจงเรือจะให้ขึ้นมาอยู่ จีนเอี่ยมไป ๑๒ วันถึงปากน้ำเจ้าพระยา ทรงตรัสถามว่า ไพร่บ้านพลเมืองนั้นเป็นกระไร ซื้อขายสงบกันเป็นปรกติดีไปแล้วหรือ พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่า ซื้อขายกันสงบดีเป็นปรกติอยู่ รับสั่งว่า ถ้าพระยากลันตันจะให้พระยาจางวางขึ้นมา ก็เห็นจะกลัวระวังข้างหลังนั่นเอง จึงให้พระยาจางวางขึ้นมา อย่างไรก็คอยฟังเอาหนังสือบอกแม่ทัพใหญ่เข้าไปถึงเถิด คงจะรู้ความเสร็จสิ้นหมดนั่นแหละ ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ทุติยาสาฒ แรม ๑๕ ค่ำ เพลาเช้า ทรงตรัสกับเจ้าคุณหาบนว่า เรือจีนเอี่ยมมาแต่เมืองกลันตันว่าพระยากลันตันจะให้พระยาจางวางขึ้นมากับตนกูปสา ณ วันเดือน ๘ ทุติยาสาฒแรม ๖ ค่ำนั้น รู้ความแล้วหรือ เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า ทราบแล้วว่า จะให้พระยาจางวางขึ้นมากับตนกูปสา รับสั่งว่า ถ้าขึ้นมาถึงแล้ว ผีสางเทวดาช่วยดลใจแม่ทัพใหญ่ให้คิดจัดแจงถูกไปให้เรียบร้อยลงเสียหน่อยเถิด การจะควรแยกย้ายให้เป็น ๒ บ้าน ๒ เมืองได้หรือ หรือจะจัดแจงให้ดีกันตามฉันผู้ใหญ่ผู้น้อยอยู่บ้านอยู่เมืองเดียวกันได้อย่างไร ก็ขอให้คิดว่ากล่าวจัดแจงเสียให้เรียบร้อยลงให้ได้ แผ่นดินข้างเมืองแขกก็กว้างขวางใหญ่โตมีอยู่มาก ถ้าเห็นว่าตนกูปสาจะไม่ยอมฟังบังคับอยู่ด้วยพระยากลันตัน จะขอแยกทำราชการเหมือนอย่างว่ามาแต่ก่อนแล้ว คิดจัดแจงหาที่อื่นตั้งให้เป็นบ้านเป็นเมืองขึ้นได้อีกสักเมืองหนึ่งแล้วเห็นจะดีทีเดียว จะได้มากบ้านมากเมืองขึ้น ว่ากระไร เจ้าพระยาพระคลัง ที่ทางแผ่นดินข้างเมืองแขกนั้น จะกว้างขวางอย่างไร ออกมาอยู่ข้างนอกแล้วก็คงจะรู้หมด คิดจัดแจงแยกตั้งขึ้นเป็น ๒ บ้าน ๒ เมืองได้เห็นจะดีอยู่ หรือว่ากระไร เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า ที่ดินต่อเมืองกลันตันลงไปหว่างพิสูตรกับเมืองกลันตันนั้น ปากน้ำก็มีถึง ๒ ปากน้ำ ถ้าจะคิดตั้งให้เป็นบ้านเป็นเมืองขึ้นก็เห็นจะได้ รับสั่งว่า คิดตั้งขึ้นเป็นเมืองได้อีกเมืองหนึ่งเห็นจะดี เดชะผีสางเทวดามาดลใจคิดจัดแจงให้ถูกไปเสียหน่อยเถิด จะได้กลับเข้าไปทันฤดูลม ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๙ ขึ้นค่ำ ๑ เพลาค่ำ พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่า ท้าวพระกรุณาให้หมื่นอาวุธภูธร หมื่นศรีไพโรจน์ คุมครัวเข้าไป ๘๓ คน หมื่นอาวุธภูธร หมื่นศรีไพโรจน์ เข้าไปแต่เมืองสงขลา ณ วันเดือน ๘ แรม ๖ ค่ำ ถูกพายุซัดไปอยู่เมืองจันทบุรีแต่ ณ วันเดือน ๘ แรม ๑๒ ค่ำ ได้มาจากเมืองจันทบุรี ณ วันเดือน ๘ ทุติยาสาฒแรม ๑๑ ค่ำ มา ๕ วันถึงปากน้ำเจ้าพระยา ทรงตรัสว่า เออ พ้นทุกข์พ้นร้อนทีเดียว ทรงคิดว่าจะขัดลมมาไม่ได้เสียแล้ว มิรู้ลมแปรให้มาเอา ๕ วันถึงได้ เรือมันจะซัดไปที่ไหน ยายโตดไต้ก๋งมันพาเรือไปบ้านมันนั่นเอง ทรงคิดว่าจะให้ออกไปเอาโทษเสียบ้าง มันกลับเข้าไปถึงแล้วก็แล้วไปเถิด แล้วทรงตรัสถามว่า ครอบครัวดีอยู่หมดดอกหรือ แต่ส่ง ๆ เข้าไปเป็นเท่าไรด้วยกันแล้ว พระนรินทร์กราบทูลว่า ครัวที่หมื่นอาวุธภูธร หมื่นศรีไพโรจน์ คุมเข้าไปตายเสียที่ปากน้ำสงขลา ๓ คน ที่จันทบุรี ๒ คน ยังคงอยู่ ๗๘ คน แต่ได้ส่งเข้าไปเข้ากันทั้งครั้งนี้เป็นเรือ ๘ ลำ เป็นคนตายกลางทาง ๕๐ เป็นคนคงรับ ๗๑๖ เข้ากัน ๗๖๖ คน รับสั่งว่า บอกพระยาราชวังสรรค์ดูรับรองเลี้ยงดูมันไว้ให้ดีเถิด แล้วทรงตรัสถามว่า ช้างสีประหลาดนั้น มันได้เห็นหรือไม่ สีเป็นสีอะไร พระนรินทร์กราบทูลว่า เห็นเป็นสีลูกหว้าแก่ ทรงพระสรวลตรัสว่า เป็นสีลูกหว้าแก่ทีเดียวหรือ ถ้าเป็นสีลูกหว้าแก่ประหลาดอยู่แล้ว จะมิบอกเข้าไปบ่อย ๆ หรือ นี่เห็นจะไม่เป็นอะไรได้ จึงไม่บอกเข้าไป แล้วทรงตรัสถามว่า เป็นกระไร ม้าเอาออกมาแต่กรุงฯ ดีอยู่หมดหรือ ล้มตายเสียบ้างหรือไม่ พระนรินทร์กราบทูลว่า ดีอยู่หมด ทรงตรัสว่า ม้าที่กรุงฯ พากันล้มไปหลายม้าจนจะหมดเสียแล้ว เอาออกมาอยู่ดีอยู่ก็แล้วไปเถิด ๚

๏ ณ วันเดือน ๙ ขึ้น ๒ ค่ำ ขึ้น ๓ ค่ำ ขึ้น ๔ ค่ำ หาได้ทรงพระราชดำริราชการเมืองไทรเมืองกลันตันไม่ ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๙ ขึ้น ๕ ค่ำ เพลาเช้า พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่า ท้าวพระกรุณาบอกให้จีนเที่ยงคุมครัวเข้าไปถึง ๒๑ คน จีนเที่ยงไปจากเมืองสงขลา ณ วัน เดือน ๘ ทุติยาสาฒ แรม ๙ ค่ำ ไป ๑๑ วันถึงปากน้ำเจ้าพระยา ทรงตรัสถามว่า เข้าไปพบปะเรืออะไรบ้างหรือไม่ ได้ความอะไรเข้าไปบ้าง เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า ได้ความว่าพระยากลันตันแต่งเรือวาดเขียนอยู่ ๑๐ ลำ ว่าจะขึ้นมาที่สงขลา ณ วันเดือน ๘ ทุติยาสาฒ แรม ๖ ค่ำ แต่ตนกูปสานั้น ว่าจะขึ้นมาวันแรม ๓ ค่ำ ก่อนพระยากลันตัน ข้างเมืองไทรนั้น ท้าวพระกรุณาให้เจ้าพระยายมราชลงไปคอยรับครัวอยู่ที่หนองบัว เมื่อจีนเที่ยงไปจากสงขลานั้น พระยากลันตัน ตนกูปสา ยังหาไปถึงไม่ จีนเที่ยงเข้าไปพบเรือหน้าเขียนที่ใต้สามร้อยยอดลำ ๑ ว่าถูกพายุเพลาใบหัก เอาไม้พลองดามแล่นออกมา ทรงตรัสว่า เป็นเรือมัจฉาณุนั่นเอง ให้ออกมารับเจ้าพระยายมราชขี่เข้าไป กลับเพลาหักจะช้าไปเสียอีก เป็นกระไร เห็นพระยากลันตัน ตนกูปสา จะขึ้นมาแน่แล้วหรือ เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า จะขึ้นมาแน่ รับสั่งว่า ขึ้นมาจะได้รีบจัดแจงการเมืองไทร เมืองกลันตันเสียให้แล้ว จะได้กลับเข้าไปทันมรสุมลมในเดือน ๑๐ นี้ ครอบครัวจะกวาดต้อนเข้ามาก่อนอย่างไรก็เอามา เรือให้ออกมา ๑๓ ลำก็เห็นจะเอาบรรทุกครัวเข้าไปนั่นเอง เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า เรืออย่างที่นครฯ ก็เอาลงไปตกแต่งไว้ ๒ ลำ ว่าจะเอาให้เจ้าพระยายมราชขี่เข้าไป รับสั่งว่า จะเอาขี่เข้าไปให้ไปเร็วนั่นหรือ ไม่ขี่เรือใหญ่แล้ว ก็เอาบรรทุกครัวบรรทุกฝิ่นเข้าไป ครั้นเสมียนตราอ่านบอกถวายจบแล้ว ทรงตรัสถามว่า เป็นครัวอะไร เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า เป็นครัวเมืองสตูล แต่บอกจำนวนเข้าไปว่าเข้ากันได้ส่งเข้าไปเป็นเรือ ๗ ลำ คน ๖๐๐ เศษนั้นผิดอยู่ รับได้เป็นเรือถึง ๘ ลำ คน ๗๐๐ เศษ .รับสั่งว่า เห็นจะคิดพลั้งตกไปเสียนั่นเอง ดูเอามอบส่งให้พระยาราชวังสรรค์ไว้เถิด เลิกทัพกลับเข้าไปแล้วจะคิดจัดแจงอย่างไร จึงค่อยจัดแจงต่อไป ๚

๏ แลกระแสพระราชดำริตั้งแต่วันเดือน ๘ ทุติยาสาฒ แรม ๓ ค่ำ ขุนฤทธิรณไกรออกมาแล้วนั้น หาสู้ทรงพระราชดำริมากไม่ ข้าพเจ้าได้รับพระราชทานจดหมายออกมา เข้ากันเก่าใหม่ทั้งให้หมื่นอุดมออกมาครั้งนี้เป็น ๑๕ ครั้ง ข้อความจะขาดผิดเพี้ยนควรมิควรประการใด ขอพระราชทานพระเดชพระคุณสุดแล้วแต่จะโปรด จดหมายมา ณ วัน ๕ เดือน ๙ ขึ้น ๕ ค่ำปีกุนนักษัตรเอกศก (จุลศักราช ๑๒๐๑ พ.ศ. ๒๓๘๒) ๚



[1] เครื่องยศเจ้าเมืองแขกใช้ครอบแทนพานอย่างนี้ ชั้นสามัญเป็นครอบถม ถ้ายศสูงขึ้นไปเป็นครอบทองคำ

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ