คำฉันท์สรรเสริญพระเกียรติสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปราสาททอง

ของพระมหาราชครู

วสันตดิลก ฉันท์ ๑๔

๏ ขอถวายประนมบรมสรร- เพชญพุทธศาสดา
ตัดเบญจพิธพลมา- รมุนินทรเลิศไกร
๏ ลายลักษณอุดมวรา- ดุลเรียบระเบียบใน
บาทาธุลีบรมไตร- ภพโลกยโมลี
๏ นบพระสตัปกรณา อภิธรรมเปรมปรีดิ์
อันเป็นนิยายิกแลตรี ภพย่อมนมัสการ
๏ พระสูตรพระอรรถกถา บรมัตถยอดญาณ
นำสัตวสู่บรมฐาน บทโมกข์ศิวาลัย
๏ นบพระขิณาสยพอันทรง คุณคามภิร์เลิศไกร
นฤโศกนฤทุกขแลไภ- ยพิโรธพาธา
๏ เสร็จข้าบังคมบรมปิ่น ภพเกล้าบุราทวา
อันเลื่องพระยศขจรปรา- กฎทั่วทังธาษตรี
๏ พระองคคือบรมสยม- ภูวญาณโมลี
เทวานรานรทังตรี ภพถวายนมัสการ
๏ พระเกียรดิเบียดบรบรา- ชยทั่วทิศาศานต์
เบื้องบนก็จนพิภพฐาน พรหมเสวยซึ่งเมืองแมน
๏ เบื้องใต้ก็เต็มธรธรา- ดลจนพิภพแดน
กาลาคนิรุทรสุตญิบแสน สี่หมื่นโยชนโดยหมาย
๏ ครอบครองประชาชนนิกร นรเทวะเหลือหลาย
ช้างม้าพลาพลคือสาย ชลธินทรหนั่นหนา
๏ ขอจงจำเริญสุขแลศาน- ติภิรมรมยา
แด่จอมสุรินทร์วรนรา- ธิบดินทร์เสวยรมย์
๏ ท้าวทั่วทังไตรภพจงมา สดุดิภาพบังคม
ก้มเกล้าบำบวงบทบรม- บพิตรโปรดปรานฯ

เทวะนิมนต์ฯ

ฉบัง กาพย์ ๑๖

๏ ขอแถลงแกล้งกล่าวดำนาน พระเกียรดิภูบาล
บพิตรเกล้าทวารา  
๏ อยู่จำเนียรมามนุสสา ทั่วทังโลกา
ก็เกิดพิบัติเบียนบีฬ์  
๏ เพราะเหตุถึงกรรมกลี- ยุคทั่วไตรตรี
พิโรธใจพาธา  
๏ ด้วยเดชวรพุทธศาสนา ร้อนอาสน์พันตา
พิภพเจ้าไตรตรึงษ์  
๏ เป็นโกลาหลอึกอึง ชุมชอมไปถึง
สำนักสมเด็จทศพล  
๏ ก้มเกล้าอภิวาทยุคล ทูลแถลงทำงน
ในพื้นพิภพชมพู  
๏ มาริสะข้าแต่เจ้ากู ผู้นฤทุกข์ตู
อัญเชิญสมเด็จลีลา  
๏ ปางนี้วรพุทธศาสนา โพ้นเกิดธรรมา
นรานิกรเบียดเบียน  
๏ เชิญเจ้ากูเสด็จไปเนียร- ทุกข์ศาสน์จงเสถียร-
ภาพห้าพันปี  
๏ วรสยมภูวญาณโมลี รับคำโกสีย์
บดินทรเสด็จลีลา  
๏ เจียรจากไอศวรรย์ลงมา ครอบครองอยุธยา
บุรินทรอินทรพิศาล  
ปราการแกมแก้วสูรกาญจน์ คือเทวนฤมาณ
แลแมนมารังรจนา  
๏ สูงส่งทัดเทิดพรหมา บังแสงสูริยา
บ ไขทิพาราษตรี  
๏ เทพาสูรชนเปรมปรีดิ์ เยินยอสดุดี
มกุฎเกล้าภพไตร  
เรืองบนปราการแก้วใส ตั้งเหนือบูรไร
จะปิ้มจะแป่มป้านลม  
๏ สูงกว่าโสฬสเมืองพรหม ฟ้าหล้าชื่นชม
คืออินทรบุรินทรพิมาน  
๏ สนมสนวนต้ายเวียงโขลนทวาร คูค่ายสบสถาน
ทังนอกทั้งในกรรกง  
๏ ดุจไตรตรึงษ์สวรรค์เสด็จลง ศึกเสี้ยนดาลหลง
เกรงกลัวฟฟั่นปั่นหนี  
๏ หอทองทาบรัตนมณี เชิงเทินศิขรี
อังจลแจกสบสถาน  
๏ มีสินธุสรมุทรเปรียบปราน เปรียบด้วยสิทธาร
นทีทังปวงไหลไป  
๏ หว่างเขาสัตตภัณฑ์สบไศล บานบัทมเรืองไร
ธรากุสุมโสภา  
๏ เล็งถนนท่งทางรัถยา รันราบรจนา
คือแมนมาสรรคสำรับ  
๏ ฉบับสีหสุบรรณประดับ ตรีมุขประกับ
ประกอบด้วยแก้วแกมกล  
๏ ฝูงราษฎร์ประชาโจษจน จรัลจรอกจบถนน
สำรวลสำราญบานใจ  
๏ เล็งพระพลานแก้วแพร้วใส ดาษรัตนอำไพ-
รุวาลุกาพรายพรรณ  
๏ เป็นที่ลองศิลปลองสรรพ์ ช้างม้าคั่งคัล
แลคชรถกรรกง  
๏ ให้ชาญการในรณรงค์ ศัตรูดูหลง
ก็ตกกระหม่าบ่าใจ  
๏ เรือนรัตนโรงธารนอกใน แต่งไว้สบสมัย
ประการประกอบมากมาย  
๏ สรรพพฤนทามาตย์เหลือหลาย รี้พลคือสาย
สรมุทรแสนสังขยา  
๏ มีมณฑีรทิพไสยา รายรัตนมุดดา
สุพรรณสูงสุดโพยม  
๏ มงกุฎพิมานเสาโสรม ชัชวาลตรโลม
ตรลบตรเลิดเวหา  
๏ แชงช่อนพศูลโสภา ทาบทองรจนา
มณีประดับดาษเดียร  
๏ ย่อมฉลักฉลุปรุเขบ็จเขบียน รายรัตนาเกียรณ์
กนกเก้าสิงปสาน  
มุขเด็จเด็จสูรพิมาน ฑีรทิพย์โอฬาร
โอฬาธิการรุ่งเรือง  
๏ เล็งโภไคศวรรย์นองเนือง เก้าแก้วมลังเมลือง
อเนกราไชศวรรย์  
๏ ธนยุพสูรกระษัตริย์นองนรรค์ พักตราเตรียบจันทร์
ประภาคยกลางอัมพร  
๏ แสนสาวสุรางค์อัปสร แน่งนางอรชร
บำเรอบำรักษ์ภักดี  
๏ เดชะสูรภาพกระษัตรี- ศวรราชบดี
บดินทรเจ้าจอมจักร  
๏ สบกระษัตริย์ร้อยเอ็ดเมืองภักดิ์ กัมเกล้าโอนอัคร
มกุฎจรดบาทา  
๏ บ มิอาจแกล้งกล่าววจนา- ลงการกถา
นิพนธร่ำฤๅถึง  
๏ ดุจสวรรค์แลสวรรค์รำพึง ดูดุจไตรตรึงษ์
พิภพไตรตรึงษสวรรค์  
๏ ลืมแลสูริย์แลดูจันทร์ ลืมแลไอศวรรย์
พิภพราชลักษมี  
๏ ค่าใครเห็นหื่นใจมี เยินยอสดุดี
มกุฎเกล้าอยุธยา  
๏ พลพฤนท์ประดับนานา ขุนพลซ้ายขวา
ทังนอกทังในกรรกง  
๏ ดาบเขนเสโลยรรยง หมวดหมายเทียวธง
รจิตดาษมุดดา  
ดั้งทองแพนทองโสภา โสภณรจนา
พิจิตรหลากหลายพรรณ  
ธนูทองแล่งทองเกาทัณฑ์ กรกรายพรายพรรณ์
พฤกพลมลวดลาย  
๏ แสนสารชำนิหลากหลาย สองงาเฉิดฉาย
แลขาวชช่วงพรายพรรณ  
๏ หมู่อัศวนิกรโจนจัน หลากหลากหลายพรรณ
บ รู้กี่ส่ำเหลือตรา  
๏ เล็งรถม้าแมนโสภา กงกำรจนา
แล้วสรรพประดับพาชี  
๏ แสนส่ำส่ำแสนเสนี เสนามนตรี
แลนองประดับนานา  
๏ คชรถหัยหัตถีเหลือตรา พิรพลโยธา
อเนกเต็มธรณี  
๏ แตรสังข์ประนังเสียงศรี ฆ้องกลองเภรี
แลดูสนั่นครื้นเครง  
๏ สวรศรับท์ปี่พาทย์บรรเลง ครื้นครั้นเครงเครง
สะเทือนสะท้านพสุธา  
๏ เซ็นซ่าพระยศฦๅปรา- กฏทั่วโลกา
สรรเสริญสมเด็จพระองค์ฯ  

มีพระราชโองการตรัสถามด้วยจะลบศักราชฯ

อินทรวิเชียร ฉันท์ ๑๑

๏ ป่างนั้นสมเด็จไท้ นฤบดินทรธำรง
เสด็จในพิมานมง- กุฎแก้วอันโอฬาร
๏ ข้าทูลบังคมเคา- รพยรักษกราบกราน
เต็มท้องพระโรงธาร-- คำนัลเหลือหลาย
๏ เสนาพฤทธาจารย์ บดีการมากมาย
ก้มเกล้าบังคมถวาย ธรทูลธุลีบงสุ์
๏ ตรัสถามเป็นปริศนา คือสุธามาโสรจสรง
สิ่งใดจะตรงคง ยศไว้ในโลกา
๏ สิ่งใดจะเป็นพำ- นักแก่อาดมอาดมา
สิ่งใดจะเป็นกา- รกธรรมธำรงทรง
๏ เดิมเมื่อกฤดาทวา- บรยุคคคงตรง
สบสัตว์ธำรงทรง ทศพิธธรรมา
๏ บัดนี้ก็มาถึง กลียุคคกัลปา
สิ้นสุดขิณาอา- สยพที่จะสืบธรรม์
๏ บัดนี้มาลบศัก- กราชจบคำรบพัน
เราคิดจะทำฉัน ใดจะชอบประเวณี
๏ เสนาบดีรับ พระโองการจักรี
ทูลแถลงคดีมี นยนีตติเบาราณ
๏ ปางพระบรมสรร- เพชญพุทธยอดญาณ
นิพนธภาคย์พาร โดยสังเขปคาถา
๏ เมื่อแต่งพระชาดก ศราพกเหลือตรา
สังวรรณนากา- รกธรรมมากมี
๏ พระองคเป็นสัก- กวาบรวาที
ถามอรรถคามภีร์ อุปไมยปมาไฉน
๏ พระองคเป็นบ- รวาทีจำเลยไป
โดยอรรถบรรไย ตรีบัญจกคาถา
๏ ยังมีบรมวงศ์ สูรกระษัตริย์กระษัตรา
จักได้ประกอบทวา- ทศมาสราศี
๏ โดยนัยยบัญจก สัมเรทเสร็จธิศกปี
ขลาศกสำเร็จมี ก็จะสฤษดิเป็นกุน
๏ จะตกจะแต่งมง- คลการยมากมุล
ขลาสฤษดิเป็นกุน แลจะขึ้นเป็นเอกศก
๏ ตั้งปถมาเจตร โดยพยาเทศบัญจก
วันขึ้นเป็นเอกศก ดิถีวารจันทา
๏ ตั้งศักราชมาศ- เกณฑ์อวมานตรา
หรคุณกรมจา อุจพลเสร็จสรรพ
๏ เสร็จทังตำราสูร- ยคราสบาทจันทร์จับ
บุโรปกากับ พิรางสูตรสารำ
๏ ถึงทุติยาเจตร บรเมศวร์เสด็จทำ
การโดยดำรับคัม- ภีร์บัญจกโดยพิสดาร
๏ ในพระบุรีศรี อยุธยามหาสถาน
ซึ่งพระบวรญาณ บัณฑูรไว้โดยเที่ยงจึงฯ

ยังคำกถาจารย์ฯ

ฉบัง กาพย์ ๑๖

๏ เมื่อจุลศักราชนั้นถึง ถ้วนพันพอพึง
พิจารณาแม่นหมาย  
๏ ปางนั้นก็จะถึงทำนาย องค์พระนารายณ์
นรินทร์เสด็จไคลคลา  
๏ จากบัญจสุทธาวาสอา- กิญจัญญานา
มกุฎสุดสรวงสวรรค์  
๏ วรพุทธพยาเทศธรรม์ แกล้งกล่าวโดยบรรพ์
นิยมพระคาถา  
๏ ว่าปิ่นเกล้าเจ้าทวารา สรรเพชญ์ลัภยา
อนาคโตทศพุทธ  
๏ เป็นอาทิพระเมตไตยอุด- ตมอวสานสุด
กุญชรป่าลีไลยก์  
๏ ถ้าทศวรพุทธพิสัย วรโพธิเมตไตย
ก็จากพิมานแมนผจง  
๏ อุบัติในขัตติโยวงศ์ เป็นราชายง
พระยศเลื่องฦๅปรา-  
๏ กฏในพระนครทวารา ล้ำจักรพรรดา-
ธิราชเรืองฤทธิไกร  
๏ ผ่านสูรย์สมบัติราไช- ศวรรยาธิกไพ
โอฬาธิการมหา  
๏ จักได้สร้างพุทธศาสนา บ มิอาจสังขยา
นิพนธกล่าวโดยเห็น  
๏ ศาสนาอารามใดเป็น หม่นหมองอย่าเห็น
ชราวชเรเซทรุด  
๏ ปลุกแปลงแต่งด้วยใจสุทธิ์ ถวายแต่พุทธบุตร-
โมวโรรสธรรม์  
๏ วัดวาอารามสบสรรพ์ ศาลาอารัญ-
ญพนวาอาศรม  
๏ อาวาสแว่นจันทร์จงกรม จรนักสิทธิศรม-
มณาคตาอาศัย  
๏ เล็งถนนท่งทางนอกใน ห้วยคลองขุดไข
อุทกท่อธารา  
๏ เขษมสนุกทั่วราษฎร์ประชา ยิ่งบูรพ์กระษัตรา
บูราณราชแต่ปาง  
๏ พระองค์ทรงเวทเวทางค์ สารศาสตร์คุณางค์
คุโณตโมรสธรรม  
๏ ทรงโหราพยากรุณา รู้เวทศิวำ
ศิวายศิวาอาคม  
๏ เป็นพำนักนิตย์แก่ศรมณ์ ด้วยเดชบรม
บพิตรโปรดปรานี  
๏ เสร็จสร้างวรคันธกุฏี ชินรูปรังสี
สุพรรณพรายฉายฉาน  
๏ แล้วสร้างวรพุทธวิหาร ในอาวาสสถาน
บรมศรีสรรเพชญ์  
๏ ครั้นพุทธวิหารแล้วเสร็จ ครานั้นสมเด็จ
บรมเกล้าธาษตรี  
๏ มีโองการแก่เสนี จงทังหลายมี
มโนหฤทัยใสศานต์  
๏ จักให้ทั้งหลายประดิษฐาน วรพุทธวิหาร
ละคนละคนทุกคน  
๏ เพราะเพื่อเป็นบุญกุศล อย่าให้ป่วยกล
ป่วยการอันเกิดตัวมา  
๏ อย่าคิดว่าเยาวพาลา ชอบเมื่ออาดมา
มิเที่ยงแลป่วยไปเป็น  
๏ ขวนขวายทำตามความเข็ญ จึ่งนับว่าเห็น
อดีตอนาคตกาล  
๏ ชื่อว่ารักขันธสันดาน บ มิเป็นแก่นสาร
ประโยชน์แก่อาดมา  
๏ ยากได้พบพุทธศาสนา ดูดุจบุปผา
อุทุมพรัดเสวะ  
๏ บุญมีมาได้พบพระ พุทธรูปสหะ
ศิษยวโรโคดม  
๏ วรมนตรีมุขบังคม โดยเสด็จบรม
บพิตรเกล้าอยุธยา  
๏ ครั้นเสร็จวรพุทธศาสนา ชุมชอมกันสา-
ภิมตรสเอมอร  
๏ สรรเสริญคุณพระภูธร เจ็ดสีทันดร
สรมุทรบ่เปรียบเทียบแทน  
๏ คณนาทกี่หมื่นกี่แสน กี่โกฎิดินแดน
อธิกไป่ปูนปาน  
๏ เบื้องต่ำล้ำภูดาธาร เท้าถึงสุดกาล
นิรุทรนาคมหา  
๏ เบื้องบนพ้นอากาสา สุดสูญศิวา
ศิโวตไมไกวัล  
๏ โดยบริมณฑลขอบขัณฑ์ เต็มถึงอนันต์
อนนตจักรวาฬา  
๏ แม้ว่ามีชายหนึ่งสา- มารถพรรณนา
อายุโยคถ้วนถึงกัลป์  
๏ ชายนั้นมีเศียรถ้วนพัน ในเศียรแลอัน
กำหนดสตังมุขา  
๏ ในมุขแลอันพรรณนา ถ้วนสัตชิวหา
วิบูลยโดยกฎหมาย  
๏ มีฤทธิ์สังหารเพริศพราย บ มิสามารถหมาย
พระคุณเจ้าจอมอารย์  
ด้วยให้สร้างพุทธวิหาร ในอาวาสสถาน
บรมศรีสรรเพชญ์  
๏ วรพุทธวิหารสำเร็จ ด้วยเดชสมเด็จ
บพิตรเจ้าจอมนาถ  
๏ จักได้ลบจุลศักราช ตามพุทโธวาท
นิยมพระคาถา  
๏ ครั้งนี้ปิ่นภูภรรดา ดุจพุทธกถา
สุคตเสด็จบัณฑูร  
๏ องค์สรรเพชญพุทธางกูร เสด็จมาค้ำหนูน
บรมพุทธศาสนา  
๏ ปางนั้นปิ่นเกล้าอยุธยา ได้สดับสารา-
นุสารยิ้มแย้มสวร  
๏ โดยท่านกล่าวมานี้ควร บ มิได้แผกผวน
ในตรีบัญจกคาถา  
๏ ขอบคุณแห่งท่านวัจนา- ษิตสารกถา
อันยุกดิโดยเบาราณ  
๏ เราจักตกแต่งตามสาร ซึ่งพระวรญาณ
แกล้งบัณฑูรโดยจง  
๏ ท่านไว้แก่ผู้จะประสงค์ เป็นพุทธนุวงศ์
ประเสริฐผู้แสวงญาณ  
๏ ครั้นเสร็จสูรราโชงการ แห่งเจ้าจอมปราณ
มหานราสวามี  
๏ ให้สร้างปราสาทมณี ในหน้าฉานคลี
สุพรรณพรายฉายฉาน  
๏ เรืองรุ่งพุ่งแสงสูรยกาญจน์ แก้วโกฏิชัชวาล-
โชติดับแสงสูรย์  
๏ รายรัตนบัดทุมาลย์จรัสจรูญ เทียบทิพจำรูญ
จำเริญจำรัสศศิธร  
๏ แล้วถวายพระนามบวร ศรียศโสธร
มหาพิมานแมนผจง  
๏ เมื่อนั้นบั้นเทวะผู้ทรง พิภพพิศวง
คำนึงคำนวณควรหา  
๏ คิดควรสรวลสุดสงกา สงสัยมนา
มโนวิบัติสารี  
๏ จำสารขึ้นไปด้วยดี ทูลแก่โกสีย์
ก็เล่ายุบลต้นปลาย  
๏ โดยดั่งได้เห็นบรรยาย เนื้อความกฎหมาย
ทังปวง บ ได้คลาดคลา  
๏ ว่าปิ่นเกล้าเจ้าอยุธยา สร้างปรางค์มหา
พิมลพิมานแมนผจง  
๏ เสร็จให้พระนามตามวงศ์ โดยราชประสงค์
ประสิทธิโดยอวกาส  
๏ กษณะนั้นเบื้องบั้นอมรชาติ เหงี้ยโสตประสาท
มาฟังสุภาษิตสาร  
๏ ครั้นสดับพจน์พากย์ บ นาน ทศนัขกฤดาญ
ประนมบังคมนฤบดี  
๏ ควรกูจากทิพย์ศุลี ช่วยพระมุนี
มุนินทรลบศักราช  
๏ เพราะยังไปได้อวกาส มนสิกวิวาท
มโนวิจลไปมา  
๏ คิดแล้วสมเด็จอมรา- รักษ์เสด็จลิลา
ลีลาศมารควิถี  
๏ ผยองย่องเวหาจรลี ยังรัตนมณี
มณินทรพรายฉายฉาน  
๏ ดลในมงกุฎพิมาน เสด็จเลอแท่นธาร
บพิตรเสด็จนิทรา  
๏ เข้าแทบแนบบทบาทา แกล้งกล่าวปริศนา
คติทังปวงโดยกล  
๏ ให้ตั้งจักรพยู่หในมณ- ฑีรทิพไหรญ
ประกลประกอบชอบการ  
๏ แล้วเหาะแห่งรณพิมาน พรายภูษากาญ-
จนพาหุรัดกุณฑล  
๏ แล้วเสด็จเลอบัณฑุกัมพล อรอาสน์วิมล
ประดับด้วยเพชรมณี  
๏ สรรเสริญสูรภาพกระษัตรีย์ ทศนัขชลี
ชลิตเหนือศิรษา  
๏ เต็มธรรมสภาศาลา ต่างต่างซ้องสา-
ธุการชมสมภารฯ  

พระราชดำริพระสุบินฯ

วสันตดิลก ฉันท์ ๑๔

๏ เมื่อนั้นสมเด็จบรมขัด- ดิยภูมิบาบาล
ตื่นจากบรรทมทิพพิมาน มนนาถสงสัย
๏ ใช่เชิงชนาชนนิกร จรจลมาดลใน
ใช่ที่จะคิดผิดที่วิสัย ชนคนอย่าสงกา
๏ เรือนทองประดับด้วยคณทวา- รพิทักษรักษา
เจ็ดชั้นประดุจบรมทวา- รกโกฏิไตรตรึงษ์
๏ แท้เที่ยง บ ผิดคิดนี้นะเรา ดรเดาคำนึงจึง
รอยพระศุลีวรศุลึง สุรเสด็จอำนวยพร
๏ ผินั้น บ มีบรมสังข์ หริสฤษดิสังหรณ์
ทรงสังขจักรคทแลธร- ธนูธำรงทรง
๏ ฤๅพรหม บ่ มีจตุรพัก- ตรพิมลธำรงมง-
กุฎแก้วแลเสด็จบรมหง- สวิโชดิเรืองไร
๏ เมื่อฟังสุภาษิตอันเกลา สวรเสาวนีย์ไพ-
เราะรสคืออำมฤตใส สวรสุดศิโวงการ
๏ บอกให้กระทำสกัจกา- รแลโหมพิธีธาร
ให้อวยพระพรวรพิมาน- ภิมนตรเสกศรีฯ

มีพระราชโองการเล่าให้ทังหลายฟัง ฯ

สุรางคนางค์ กาพย์ ๒๘

  ๏ เบื้องบั้นสวามินทร์
สวามีนรินทร์ นราธิบดี
ได้ฟังสุทธา วาจกแห่งที
แห่งเทวภูมี ผู้มาถึงสถาน
  ๏ กล่าวเกลี้ยงวาจก
วาเจศยอยก สุภาษิตสาร
บอกเบื้องยุบล ยุบายเบาราณ
บูรพานิทาน นิเทศประสงค์
  ๏ คิดแล้วลีลาศ
ลีลาเลออาสน์ เสด็จเหนือบรรยงก์
ที่นั่งมุขเด็จ พิมานแมนผจง
พระราชประสงค์ สุภาษิตถาม
  ๏ อ้าดูรเสนี
เสนาธิบดี บดินทรเหลือหลาม
คืนนี้เราฝัน ใฝ่เห็นเป็นความ
ใคร่เคี่ยนคำถาม บ ทันดูฉงน
  ๏ เห็นรูปอมเรศ
ทรงสังวาลเวท เก้าแก้วกุณฑล
เข้าแทบแนบกล่าว บอกเบื้องยุบล
ในสูรพิมล พิมานเจษฎา
  ๏ ให้ตั้งจักรพยู่ห์
พระนามนั้นอยู่ โดยดุจปริศนา
ประจักษ์ทักแท้ แก่ใจจินดา
ตื่นขึ้นสงกา สังเกตมากมาย
  ๏ โดยเดาเราคิด
คำนึงถึงผิด ชอบยังทังหลาย
พึงฟังธิบท ธิบายบรรยาย
บัญญัติเราหมาย ประกอบชอบศรี
  ๏ ว่าให้ตั้งจักร
พยู่หโดยลักษณ์ โดยเลศอันมี
คือสูรปราสาท ในหน้าฉานคลี
โดยคิดผิดมี แต่ก่อนห่อนหลง
  ๏ ด้วยได้พระนาม-
มกรมาตาม กัมพุชประสงค์
ให้ชื่อศรียศ โสธรบรรยงก์
จึ่งเทพาลง บอกเป็นปริศนา
  ๏ บัณหาว่านั้น
เราคิดเป็นมั่น เป็นแม่นนักหนา
นั้นคือจักรวรรดิ ไพชยนต์มหา
ซึ่งเทวปริศนา บอกเราเข้าใจ
  ๏ โดยเดาเราคิด
คำนึงถึงผิด ชอบอย่าอาลัย
กล่าวตามความคิด ผิดชอบขอบใจ
เราให้อภัย อย่ากลัวตัวผิด
  ๏ จึงสูรสังกัลป์
กฤดาญภิวันทน์ ภิวาททูลพิด
กับด้วยทวิชา อาจารย์บโรหิต
ธรทั้งสองสนิท สิเน่ห์เจ้าจอมไท
  ๏ ทังสองกฤดาญ-
ชลีว่าท่าน วาทีประไพ
สรรเสริญเยินยศ พระบาทภูวไนย
ภูวนาธิไพ- บูลย์พ้นพรรณนา
  ๏ สมภารบพิตร
ทศพลมหิทธิ์ มหานดาธยา-
ศัยเสด็จอุบัติ ในกามภูมิคลา
ครอบครองอยุธยา พิสัยไกรกรุง
  ๏ พระเกียรดิเบียนบร-
ปักษราญรอน หั่นเกล้าเท้าคุง
โคตรขันธสันดาน พี่น้องพ้องพุง
พันธุ์สันดานคุง สิ้นหายวายชนม์
  ๏ ทั่วทศทิศา
ทิโศพรรณนา เบื้องต่ำเบื้องบน
เท้าถึงอักนิษฐ์ พรหมาเสด็จดล
จรถวายอภิวนท์ อภิวาทเนืองใน
  ๏ ด้วยเดชภูวนาถ
จึ่งร้อนอรอาสน์ พิมานโกไสย
โกสีย์ระเห็จ อากาศคระไล
จรดลจนใน มงกุฎพิมาน
  ๏ เข้าแทบแนบทูล
แถลงแจ้งโดยมูล บูรวาอาจารย์
แล้วเสด็จอรออก นอกทิพพิมาน
เสด็จวรอำพาน อัมพรเวหา
  ๏ พรายพรรณภูษิต
ภูษารจิต จรัสแสงสูริยา
ทูลถวายนิมิต แด่ภูภรรดา
แล้วเสด็จลีลา ลีลาศโดยดล
  ๏ พระราชดำริ
ดำรัสตรัสตริ ประกอบชอบกล
ให้ชื่อจักรวรรดิ ปราสาทไพชยนต์
เพี้ยงสูรยพิมล พิมานแมนผจง
  ๏ ขอเจ้าจอมนาถ
ให้จารึกราช แผ่นทองยรรยง
ไว้ในแก้วโกฏ ฐาคารบรรจง
สืบเขษมเปรมวงศ์ พระราชกระกูล
  ๏ ตราบสิ้นสูรยจันทร์
สูรโยทัยกัลป์ ปลัยไปมูล
จึ่งสุดพระยศ พระเกียรดิกระกูล
วรวงศาสูญ เสด็จสู่นฤพาน
  ๏ ข้าข้อยขอทูล
แถลงถวายทำนูล ทำเนียบเบาราณ
ขอเจ้าจอมไท ให้เริ่มการงาน
โดยบูรพนิทาน นิทมแต่หลัง
  ๏ ปางนั้นราเมศ
รามาธิเบศ ทิโปปารัง
ฟังสารธิบาย แห่งอาจริยัง
กล่าวเกลี้ยงวาจัง วาเจศเสถียรสถิต
  ๏ อาดูรทวิเชนทร์
ทวิชาจริเยนทร์ ทังสองช่วยคิด
ประกอบชอบการ ให้จงเสถียรสถิต
ชอบด้วยนิมิต เทพาวาที
  ๏ อาจารย์เร็วไป
เร็วเร่งคลาไคล ด้วยด่วนควรลี
ไปดูพิมล พิมานใดดี
จะตั้งพิธี กระลากรกูณฑ์
  ๏ วรทวิชาจารย์
รับพระโองการ ใส่เกล้ากราบทูล
กราบบังคมลา นฤบาเบศสูร
ออกจากกระกูล คฤหาวังเวียง
  ๏ เข้าขึ้นถึงบน
พิมานไพชยนต์ เทียรธารตั่งเตียง
เพดานดาดดัด อร่ามเมิลเมียง
ดุจดารกเรียง แหล่ล้อมบูรณจันทร์
  ๏ มุ้งม่านเขนยขนาด
สุนทรวรอาสน์ เสร็จสรรพฉับพลัน
แล้วเทียบภาสูร ประดับฉบับบรรพ์
ไว้สัตตสิทัน- ดรหลั่งหลามสินธุ์
  ๏ แล้วยกฉัตรชัย
ธงเทียวยายไย อากาศอากิรณ์
เดียรดาษกลาดเกลื่อน เลือนลมโบยบิน
บดบังแสงทิน อับอายหายพรรณ
  ๏ ตั้งเมรุไกลาส
ศิขรวรอาสน์ พิมลฉายฉัน
ไว้ฤาษีสิทธิ์ วิทยาธรธรรพ์
ทานพสุบรรณ ยักษานาคินทร์
  ๏ แล้วตั้งอัฐคช-
ชาธารลงกต ลงการเจียรจินต์
กองกาญจนาภรณ์ ประดับหัสดินทร์
ไอยราพตอินทร์ เลิศอำนวยวงศ์
  ๏ ในเบื้องบูรพทิศ
เศวตกุญชรสถิต เผือกผ่องยรรยง
อาภรณ์ประดับ สรรพสรรพางค์ทรง
แสนสารธำรง ฤทธิภาพดำเกิง
  ๏ โรมหัสดินทร์
คชเรศวรินทร์ ดุจสีพระเพลิง
เนาทิศาอา- คไนยเถกิง
กลกายมลังเมลิง มลากอาภา
  ๏ วรรัตหัสดินร์
เนาทิศทักษิณ ฐานแก้วมุกดา
ดุจสีหมากสุก ชุกชามภูวนา
ก่องกาญจน์อาภา อาภรณ์เพริศพราย
  ๏ ในหรดีทิศ
อัญชันคชฤทธิ์ คชเรศเฉิดฉาย
ดุจสีนิลุบล สรนสารพางค์กาย
กุญชรวรหมาย สูรโคตรกระกูล
  คาเบื้องบัจจิมทิศ
โกมุทสิงสถิต ฐานแก้วไพฑูรย์
พายัพทิโศ สารนิลกระกูล
วรวงศ์อดูลย์ เลิศล้ำหัสดินทร์
  คาเผ่าดามพกุญชร
ไว้ทิศอุดร สถานมาศโดยถวิล
อาภรณ์ประดับ สำรับหัสดินทร์
ย่อมสารอมรินทร์ อัมราคชพงศ์
  ๏ ในทิศอีสาน
เศวตคชชาธาร สรรพสรรพางค์ทรง
สังวาลดาวมาศ เก้าแก้วยรรยง
ยิ่งกุญชรวงศ์ ไอยราพตอินทร์
  ๏ วรวรรณคชฤทธิ์
คชเรศสิงสถิต ท่ามกลางหัสดินทร์
ทรงธารกำลัง เป็นพ่าห์ภูมินทร์
ยิ่งสารคชินทร์ คเชนทรในสวรรค์
  ๏ แล้วเทียบอาวุธ
คณนากี่สมุทร กี่โกฏินองนรรค์
ขนัดปืนนกสับ ใหญ่น้อยโจษจัน
รายรอบขอบขัณฑ์ สิมาปราการ
  ๏ ไว้เบญจกกุธ
พิชัยอาวุธ ในสูรพิมาน
เกาปิลดำถมอ มาลัยสังวาล
สรรพภูษากาญจน์ สร้อยสอดกุณฑล
  ๏ เทียบธารเสร็จสรรพ
เสร็จการประดับ ในสูรภิมณ-
เฑียรเจียรจากสถาน พิมานไพชยนต์
เข้าขึ้นถึงบน มงกุฎพิมาน
  ๏ ทูลถวายระเบียบ
ระบอบทำเนียบ เทียบภาสูรสาร
ศิขรวงกต อัฐคชชาธาร
ในสูรพิมาน พิมลแมนผจงฯ

เสด็จทอดพระเนตรแล้วเสด็จขึ้นพระราชมนเทียรฯ

อินทรวิเชียร ฉันท์ ๑๑

๏ ปางนั้นนเรนทร์สูร- สุรินทรธำรงทรง
สดับอาจริโยวงศ์ บุรุษโสษฏทูลแถลง
๏ ทูลถวายยุบลกล- นิพนธแจกแจง
กราบเกล้าบังคมแถลง กิจการยโดยกรม
๏ พระองคได้สดับ ศุภสารชื่นชม
ขอบคุณทั้งสองสม สำเร็จเสร็จด้วยสองเผือ
๏ เราคิดจะใคร่เห็น คฤหดารแหล่เหลือ
อาจารย์ทังสองเมือ มาจะไปด้วยกันมูล
๏ ครั้นเสร็จวโรรส พจนารถบัณฑูร
สั่งให้บรรทับกูญ- ชรชาติในเกยชัย
๏ เสด็จด้วยทวิชาจารย์ บดีการเนื่องใน
เนืองนรรคตราไตร บ มิรู้กี่โกฏิแสน
๏ เสด็จหยุดคชาธาร แลทหารทหมแหน
หยุดยั้งพลาแสน ยุพราชโยธา
๏ พิตเพียลระเมียรสับ- ดสิทานธารา
ดุจสัปดสินธา- ดรหว่างพระสุเมรุ
๏ พิศภาพอลงกต อัฐคชคเชนทร์
คือภาพในเมรุ วรอินทรจากสถาน
๏ พิศเทพเทพา สูรสถิตเอาฬาร
คืออินทรนฤมาณ รจเรกษเฉกฉาย
๏ แล้วเสร็จก็เสด็จขึ้น คฤหรัตนโพรงพราย
เก้าแก้วกระลอกฉาย สูริยเรืองทังหาวหน
๏ เสนาพลากร วรมนตรีโจษจน
เต็มท้องพิมานมณ- ฑีรทูลธุลีศรีฯ

เสด็จอยู่ประกอบการราชพิธีฯ

โตฎก ฉันท์ ๑๒

๏ บ มินานก็ให้ตั้ง กรกุณฑพิธี
พุทธรูปแลตรี ปิฎกกฎอุตโม
๏ แล้วสฤษดิสังหรณ์ สรสฤษดิ์อิศวโร
คุณคามภิร์พุทโธ ดรเดชประสิทธิ์
๏ จึงจะตั้งพุทธมง- คลสูตรปริต
วรสงฆประสิทธิ์ ชยมนตรมุนี
๏ แล้วก็ชุมวรอา จริเยนทร์ธิบดี
คุณคามวิธี อธิภาสก็โหม
๏ ในกระลากรกุณ- ฑพิธีอ่านโอม
ชุพอาหุดิโหม โดยยถาอจนา
๏ ครั้นแลได้ศุภกร วรฤกษไชยา
สฤษดิเสร็จวรทวา ทศเทวศดนัย
๏ จึ่งจะให้วรวา จริเยนทรมไห
สิทธิอวยพรใน ทวาทศกราศีฯ

ฉบัง กาพย์ ๑๖

 
๏ ครั้นเสร็จพระราชพิธี การโดยในตรี
บัญจกพระคาถา  
เถลิงศกขึ้นวารจันทา เสร็จการอินทรา-๑๐
ภิเษกเจ้าจอมกษัตริย์  
๏ แล้วเป่าสังข์ทักขิณาวัฏ ถ้วนถึงสามนัด
แลคีตดุริยดนตรี  
๏ จึ่งฆาตวรอินทรเภรี ดุจไกรสรสี-
หนาทร้องแข่งขาน  
๏ แล้วลั่นฆ้องชัยในสถาน เสียงศัพทบันดาล
ดุริยะก้องกาหล  
๏ อึกอึงทั่วภูวมณฑล ครื้นเครงอลวน
สรเทือนสรท้านพสุธา  
๏ เสียงศัพท์ปืนไฟมหิมา กึกก้องโกลา
สรเหนาะสรหนั่นจิญจล  
๏ เพียงฟ้าฟาดภูวมณฑล สวรศัพท์อนนต์
บ่ รู้กี่โกฏิสรมุทร  
๏ เบื้องใต้ได้ยินถึงสุด กาลาคนิรุทร
พหูทุกขาอารมณ์  
๏ เบื้องบนค้นขึ้นถึงพรหม ดาลเดือดแดกรม
คระหิวคระโหยโรยรน  
๏ นฤนาทครื้นเครงอลวน หมอกมัวหาวหน
ชระอุ่มชระอ่ำอับทิศ  
๏ ฟื้นฟ้าหล้าล่มครรชิต หุ้มห่อคือปิด
พิภพทวารไตรตรึงษ์  
๏ ป่วนปั่นลั่นฦๅอึกอึง แสนโกฏิไตรตรึงษ์
สรเหนาะสรหนั่นจิญจล  
๏ ดาวเดือนเกลื่อนกลุ้มหาวหน ฟ้ามัวพัวฝน
ชระอุ่มชระอ่ำทุกสถาน  
๏ พระสมุทรสุดสายชลธาร เลือนระลอกลมพาน
คระแลงคระไลใบบุษป์  
๏ สบสัตว์ในน้ำผันผุด ฉนากฉลามตามสุด
ประวาฬพ่นฟองฟูม  
๏ นานากรกฏแลกูมภ์ ผุดท่องล่องชูม
ทังท้องธาราฉานฉาย  
๏ นกหกตกตื่นใจหาย ซบเซาเหงาหงาย
บ่ อื้อ บ่ ไอไขเสียง  
๏ เนื้อเบื้อเสือสางครางเยียง- ผาผาดเมิลเมียง
ละมั่งละมานพานพะ  
๏ โคควายเควียนคล่ำน้ำสระ สารเสริดมาปะ
พลุกสุกรตัวหาญ  
๏ สบสัตว์ในพระหิมพานต์ ตื่นตกใจดาล
ระเหิดระหงลงหนี  
๏ ไม้ไหล้หลู้แหลกพงพี ทิวธารนที
ก็ขุ่นวิบัติมุลทิน  
๏ พฤกษาอารักษ์ศิขรินทร์ เล็งนกหกบิน
ละวลเลวงหาวหน  
๏ คิดควรสวรสุดโดยกล มุ่งเมิลเหินหน
ก็เห็นระบิตริหา  
๏ รู้ว่าปิ่นเกล้าอยุธยา กอปรการมหา
พิธีพิธานโดยหมาย  
๏ เทพาอารักษ์เหลือหลาย ชุมชอมกันถวาย
ประนมบังคมกราบกราน  
๏ บ้างเด็ดดอกดวงพวงมาลย์ กรองเป็นสร้อยสาร
กนกอาภรณ์พรรณ  
๏ บ้างปรายรายลงแต่สวรรค์ ก้มเกล้าโอนอัญ-
ชลิตเหนือศิรสาร  
๏ บ้างร้องซ้องสาธุการ สรรเสริญสมภาร
มกุฎเกล้าอยุธยา  
๏ ฝูงเทวะก็เต็มอาณา เขตขัณฑสีมา
พิภพแมนมณฑล  
๏ ฤาสิทธิวิทยาธรจรจล มาแต่อนนต์
อนันตจักรวาฬา  
๏ ลางถวายพวงแก้วแพร้วมา- ลัยวิเลปน์สุธา-
มฤตเสด็จโสรจสรง  
๏ บ้างนิมิตอาตมเององค์ เล็กเท่าผุยผง
ธุลีลออละอองอาย  
๏ บดเบียดเสียดกันมาถวาย คนธมาลาอาย
ตรลบตรเลาเอาใจ  
๏ ถึงขุนเขาหลวงหวาดไหว อ่อนโอนคือไฟ
มาล่าวมาลนลำหวายฯ  

มาลินี ฉันท์ ๑๕

๏ อมรนิกรเฉิดฉาย ดูพะรายพราย ทังแดนไตร
๏ กนกมยูรเรืองไร กลิ้งแลกลดไสว ประดับดาษ
๏ ปทุมกุสุมกล้ากลาด เต็มทังอากาศ คือห่าฝน
๏ ภุชคพิหคโจษจน ทั่วยุคนธรร- พทานพ
๏ สุรชวิภชจูรจบ ฟุ้งตระลบอบ ทังเวหา
๏ อนนตสุคนธมาลา เต็มทังอาณา แลเขตขัณฑ์
๏ ทิปิจมหิษจรจรัล เต็มทังอารัญ- ญวาลัย
๏ พลุกวิมุขเกรียงไกร โตกิเลนได สระสบสาร
๏ รจิตพิพิธเพ็ญภาณ สังขดาดาล ประโคมถวาย
๏ ธวัชรัชฏพรายพราย พรรณยังยาย ระยะยูรฯ

เสร็จการพระราชพิธีลบจุลศักราช แลให้พระราชทานรอบเมืองฯ

สุรางคนางค์ กาพย์ ๒๘

  ๏ เมื่อนั้นพระบาท
ธรธรรมิกราช ปิ่นภพไอศูรย์
ลบจุลศักราช โดยธรรมบัณฑูร
หน่อพุทธธางกูร รำพึงไปมา
  ๏ ว่าหน่อสรรเพชญ์
แต่ก่อนย่อมเสด็จ ยังทานศาลา
ทานแก่พณิพก ยาจกอันมา
ทั่วทศทิศา พิภพเขตขัณฑ์
  ๏ ทรัพโยประโภค
นานายศโยค โภไคไอศวรรย์
ทานแก่พณิพก ยาจกนองนรรค์
ได้แล้วผายผัน ไปยังเคหา
  ๏ มากูจะให้
ตามพุทธพิสัย แต่ก่อนท่อนมา
เสร็จราชดำริ แล้วภูภรรดา
ตรัสสั่งเสนา ผู้เป็นอุปการ
  ๏ ให้แต่งพระนคร
ที่ลุ่มขุมดอน แผ้วปราบราบสถาน
แถวถนนหนทาง แต่ก่อนท่อนกาล
แห่งใดไป่มาน พูนปราบราบรัน
  ๏ แล้วตั้งราชวัติ
ลวดลายธงฉัตร เสร็จสรรพนับพรรณ
ไว้ต้นกำมพฤกษ์ สิบวาต่อกัน
รายรอบขอบขัณฑ์ สีมาปราการ
  ๏ เสนาบดี
รับพระเสาวนีย์ ใส่เกล้ากราบกราน
ถวายบังคมลา ออกมาจากสถาน
นั่งในโรงธาร ชุมนุมชุมกัน
  ๏ แต่งบัดเดียวเสร็จ
ท่าทางที่เสด็จ เสร็จสรรพฉับพลัน
กลับเข้าไปทูล สมเด็จทรงธรรม์
แถลงแจ้งทุกพรรณ ทุกสิ่งนานา
  ๏ หน่อพระสมพุท-
โธทัยวิสุทธิ์ เลิศล้ำโลกา
ได้ฟังอมาตย์ ทูลพระกรุณา
พระทัยปรีดา ตรัสสั่งเสนางค์
  ๏ ให้ไขพระโกฏ-
ฐาคารช้อยโชติ บ่ ได้อางขนาง
ยกใส่พานทอง จำหลักสรรพางค์
เสด็จเอามาวาง ต่อหน้ามนตรี
  ๏ แล้วเปล่งพระสวร
สูรเสาวนีย์นวล อำมฤตวาที
ยังน้ำษิโณทก ให้ตกธรณี
สมเด็จนฤบดี ตั้งสัจธิษฐาน
  ๏ ทานอันเราให้
จงเป็นปัจจัย แก่มารคนฤพาน
จงคงได้ตรัส เป็นพระวรญาณ
โปรดสัตว์สงสาร พิภพมณฑล
  ๏ ด้วยสัจธิษฐาน
แผ่นดินดลดาล หวาดไหวจิญจล
เดือนดาวดารา ชระอุ่มอ่ำอน-
ธการมัวมล มัวมืดอัศจรรย์
  ๏ ร้องก้องนฤนาท
ครื้นเครงไหวหวาด ดุจสารเมามัน
ไม้ไหล้พฤกษา โยกเยื้องอัศจรรย์
ช้างแรดแผดผัน ทุกแห่งแพ่งภาย
  ๏ พระสมุทรเลือนระลอก
ฟัดฝั่งกระฉอก ครื้นโครมฉานฉาย
วรขุนเขาหลวง อ่อนโอนทะทาย
ประดุจยอดหวาย ท่าวทวนไปมา
  ๏ เนื้อเบื้อเสือสาง
คระหืมครึมคราง เทียวท่องล่องหา
ฟุบเฟี้ยมเยี่ยมเห็น สิ่งสัตว์พลัดมา
ลืมฉวยพวยพา คุบคั้นฟั้นเอา
  ๏ นกหกกกกู่
จับไม้ไหล้อยู่ สงบซบเซา
พฤกษาอารักษ์ ห้วยถ้ำน้ำเขา
ฝีป่งท่งเทา ด้อมด้ามตามกัน
  ๏ ป่าดงพงแถว
สินธุ์ธารน่านแนว ไหลหลั่งถั่งพลัน
เซ็นซ่าวารี มกรจรจรัล
เต่าฝาปลาผัน ผุดท่องล่องไป
  ๏ สบสัตว์จัตุบท
มฤคาเยาวยศ กลาดกลางพงไพร
ฝ่าแฝกแถกลง ห้วยเขาเนาใน
บึงบางสบไศล เถื่อนถ้ำคูหา
  ๏ หนังพองสยองขน
เกิดโกลาหล ทั่วเท้าโลกา
เบื้องบนค้นขึ้น ถึงอากาสา
เบื้องใต้ใครหา สิ้นสุดบาดาล
  ๏ ใช่กาลฟ้าฝน
ชระอุ่มมัวมล ทั่วทิศาศานต์
แมลบเหลืองเรืองรอบ ทั่วขอบจักรวาฬ
ประดุจเมือกาล วสันตมาสา
  ๏ ด้วยเดชสมพุทธ
สมภารวิสุทธ เลิศพ้นพรรณนา
อัศจรรย์เป็นเดียว กึกก้องโกลา-
หลทั่วนครา พิภพเมืองหลวง
  ๏ เรือนทองไพชยนต์
ครื้นเครงอลวน ปราสาทสุดคลวง
จะท่าโดยเสด็จ สิ้นทั้งปักษ์ปวง
เรือนราษฎร์เรือนหลวง สิ้นทุกตำบล
  ๏ เสด็จทรงภูษา
สังวาลมาลา เกาปิลกุณฑล
เสด็จออกมุขเด็จ พิมานไพชยนต์
ประดับด้วยคณ มนตรีทหาร
  ๏ ทรงสรรพายุทธ
พิชัยมงกุฎ เสด็จเลอคชสาร
ทายทอดกรกุม ขอแก้วเพชรกาญจน์
เพี้ยงสฤษดิสังหาร เสด็จมล้างอสุรินทร์
  ๏ แสนสารองอาจ
ร้องก้องโกญจนาท หล่มหล้าฟ้าดิน
ขุนช้างขี่ช้าง วางวิ่งคือบิน
โดยเสด็จนฤบดินทร์ พรึบพร้อมล้อมองค์
  ๏ ขุนม้าขี่ม้า
ระเห็จแหล่งหล้า ทอดทวนยรรยง
ขับม้าลิวล่อง ว่องวิ่งเป็นกง
ธุลีเลือนผง เกลื่อนกลุ้มเป็นควัน
  ๏ สารถีขับรถ
ม้าแมนอลงกต พาดศรยิงยรร
เพี้ยงรุทรธนู แห่งสูรกุมภัณฑ์
ฆ่ายักษ์หิรันต์ ดิ้นด่าวท่าวหนี
  ๏ แล่งทองธนูทอง
ชักลวดกวดกรอง ฝั้นด้วยทองดี
ม้ารถคชสาร เติบสูงพ่วงพี
โดยเสด็จนฤบดี บดเบียดเสียดกัน
  ๏ เสด็จออกนอกทวาร
ไพชยนต์ปราการ หยุดสารยืนยัน
เรียกเอาพานทอง จำหลักลายวรรณ
ทอดพระกรพลัน หยิบปรายโปรยลง
  ๏ ฝูงทวยพณิพก
ลุกขึ้นงะงก งะงันงุนงง
ยื้อชักผลักไส ได้โดยจำนง
ลุลาภแล้วจง ไปเหย้าเรือนพลัน
  ๏ บ้างก้มกราบอยู่
หายใจผะผู่ เดือดร้อนข้อนศัลย์
เหนื่อยเหน็ดเฟ็ดพื้น บดเบียดเสียดกัน
ได้แล้วผายผัน ไปยังเคหา
  ๏ ผู้ยังไป่ได้
เหื่อหน้าหลามไหล ทนเวทนา
คลุกฝุ่นมุ่นทราย ทั่วทังกายา
เกลื่อนกล่นกันมา ทุกแห่งแพ่งภาย
  ๏ ค่อยก้มค่อยคอย
มุ่งเมิลต้นรอย ที่เจ้าแรงปราย
เห็นเสด็จไคลคลาด ใจขาดใจหาย
สองมือเองวาย เท้งทรวงลวงลาญ
  ๏ เสด็จยั้งหยุดเล่า
ทานดุจกลเก่า ยาจกย่อมกราน
ค่อยก้มค่อยกราบ ค่อยคุกค่อยคลาน
ได้พระราชทาน แล้วค่อยลีลา
  ๏ ได้แล้วคลาไคล
ผู้ยังไป่ได้ ค่อยกรานเข้ามา
น้ำหน้าสดสม ชื่นชมนักหนา
ได้แล้วไคลคลา ยังเหย้าเรือนตน
  ๏ เสด็จรอบพระนคร
หยุดยั้งกุญชร ทุกพฤกษาสนธ์
ทานแก่พณิพก ยาจกโจษจน
รอบทังมณฑล พิภพเขตขัณฑ์
  ๏ เสด็จถึงวังหลวง
เสนาทังปวง นั่งเฝ้าเรียงรัน
ดุจดารากร ประดับพระจันทร์
ในหว่างอำพัน อัมพรเวหา
  ๏ เสด็จในปราสาท
สุนทรวรอาสน์ เลิศพ้นพรรณนา
แสนนางนองเฝ้า ฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา
ดูดุจอมรา เสด็จในไพชยนต์
  ๏ ย่อมล้อมสาวสวรรค์
ทรงสังวาลวรรณ เกาปิลกุณฑล
จับจามรมาศ ทายทอดกรกล
ในสูรพิมล พิมานเจษฎาฯ

พระราชดำริพุทธประเวณี แลการออกสนามฯ

สัทธรา ฉันท์ ๒๑

๏ เมื่อนั้นเกล้าเจ้าอยุธยา ศุภจิตรนวรา-
เมศวร์จินดา รำถึงขวน
๏ ว่าหน่อสมโพธิแต่ก่อนกล บพิตรบรมขวน-
ขวายยะวนสร้าง พระสมภาร
๏ บมิได้คิดขันธสันดาน หฤทยนยก็ผลาญ
กายทำทาน บ รู้สุด
๏ ขวักเนตรเฉทฉินท์ศิโรอุด- ดมเศียร ณ วิสุทธ
สดคือดวงบุษ- ปมาลัย
หนึ่งหวะอกยกหฤทัยใน อุระอาดมหทัย
ทานด้วยใจใส สิเน่หา
๏ หนึ่งแล่งพระองคทานา คณนนัยนวรา
มาตรพรรณนา ก็เหลือไตร
๏ หนึ่งสำรอกเลือดณภายใน พหลชลอันไหล
มากกว่าน่านใน พระคงคา
๏ เป็นพุทธจารีตแต่เบารา สูรพจนกถา
โปรดประชาอา- นิสงส์สุด
๏ ผู้หวังสมโพธิสมพุทธ บริจาคภริยบุตร
เสน่หองค์อุด- ดมสงวน
๏ แม้สุดสิ้นชีพพระองค์อวร หฤทยนย บ ปรวน
ให้ บ ได้สงวน พระอาดมา
๏ จึ่งตรัสเป็นพระในอานา- คตกาล ณ มหา
โปรดประชานา อันหลงใหล
๏ บัดนี้กูล่วงบวรใน พุทธวงศ ณ พิสัย
โพธิบำเพ็ญไฉน บุราณมา
๏ กูจักทำตามพุทธโธวา- ศิกอุดมวรา
สุดศิโวงกา- รยเสถียรสถิต
๏ เป็นปัจฉิมาวาจภาษิต ติภววิภวสถิต
เป็นจิรังนิต- ยเบารา
๏ กูจักจ่ายทรัพยนานา สตสดก ณ มหา
ทานแก่ทวิชา แลยาจก
๏ ช้างร้อยข้อยทาสทารก สัตรัตนกนก
ทานแก่พณิพก อันโทหล
๏ ผ้าผ่อนท่อนพัสดุโจษจน อย่าคิดจิตจะขวน-
ขวายจะเอาตน ให้พ้นภพ
๏ พลางให้เหล้นการมโหรสพ สุขสวัสดิ ณ พิภพ
ถ้วนเคารบจบ ตริวาวาร
๏ คล่าวม้าอ่าโคแลเกวียนอาน อัศวรัตนบันดาล
ยูงฟะฟายสาร ชำนิขยัน
๏ ลอดบ่วงหน่วงตาวระเบ็งบรรพ์ ธนูศรจรจรัล
เหล้นเลบงฉัน- ทภาษา
๏ คิดแล้วปิ่นเกล้าอยุธยา ภิมตรสรสา
โสภณากา- รเปรมปรีดิ์
๏ มีพระวรวากยวาที อำมฤตคณบดี
โอนชลีศี- รกราบกราน
๏ ก้มเกล้าทูลเทินมกุฎกาญจน์ ประณตบทมาลย์
ออกมาจากสถาน ประชุมกันฯ

เทียบการออกสนามฯ

ฉบัง กาพย์ ๑๖

๏ นั่งในโรงธารคำนัล แห่งเจ้าจอมธรรม์
มกุฎเกล้าธาษตรี  
๏ เมื่อนั้นบั้นสูรเสนี มาตยาธิบดี
นิเวศไว้ต่างตา  
๏ กฎให้แก่สูรเสนา ทั่วทังนครา
พิภพไท้ทรงนาม  
๏ จักให้มีการออกสนาม กฎหมายเอาตาม
บดินทรสั่ง บ มิคลา  
๏ ตกเอาเมืองวังคลังนา โคเกวียนอาชา
ชำนิชำนาญชาญชัย  
๏ ทั่วเมืองเอกโทนอกใน เกวียนอานสบสมัย
ประเกาประกวดลวดลาย  
๏ ย่อมยวงรจนาแม่นหมาย กำกงลงลาย
พิจิตรด้วยแก้วแกมทอง  
๏ เชือกชักหักลวดกวดกรอง แอกอานแลตระพอง
ปะแหรกปะรังบังดุม  
๏ สารถีขึ้นแก้วเกวียนกุม เชือกชักตักรุม
สระพรั่งสระพร้อมล้อมมา  
๏ โรงโขนโรงรำซ้ายขวา โมงครุ่มผาลา
ระเบ็งระบำรำขยัน  
๏ ลอดบ่วงหน่วงตาวยืนยรร ปลายไม้ผัดผัน
ธนุคหาเกรียงไกร  
๏ เลือกล้วนดาบด้างวาดไว กุมจรีแกว่งไกว
เลวงละวอนฟ้อนฟัน  
๏ รุกร้นต่อตาวผัดผัน ดาบด้างฟัดกัน
ฉะฉัดฉะฉาดผาดผาย  
๏ แล้วยกกันขึ้นแหงนหงาย เหนือหอกเรียงราย
ก็เหยียบก็ยันฟันพลอย  
๏ บ มิลื้น บ ลอกสักรอย บาดเท่ายองยอย
บ มี บ แพวพานตัว  
ยิ้มยิ้มแย้มแย้มหวัวหวัว ครุบคร่าเอาตัว
ไปห้ำไปหั่นบั่นรอน  
๏ ทิ่มแทงด้วยขัคคทาธร ดุจเอื้องพุ่งขอน
อันกลิ้งณกลางปรัถพี  
๏ หอกดาบ บ มิกลัวใดดี อ้างอวดคือสีห์
ระเห็จระหอบเอาสาร  
เลือกล้วนข้าแกล้วภูบาล ไว้สำหรับการ
ณรงคออกชิงชัย  
๏ เล็งรถม้าแมนเห็จหัย ชิงคลีตีไป
ตรลบตรเลาเอาวง  
๏ ชิงช่องว่องวิ่งเป็นกง เกลื่อนกลุ้มบดผง
ชระอุ่มชระอ่ำอากาศ  
๏ ลางม้าได้หางโมรมาศ อรออกยูรยาตร
ระเหิดระหงไปมา  
๏ แสนสารชำนิงวงงา ผาดเห็นอาชา
กระหม่าวกระเหม่นตรับตัว  
๏ สองแก้มกินมันเมามัว ผุดไล่ บ มิกลัว
ตระบัดตระโบมโจมแทง  
๏ ดุจพลายเถื่อนปล่อยกลางแปลง ก่งหางวางแสดง
กระลับกระลอกคือภมร  
๏ แล้วเทียบเรียบแสนยากร แพนด้างโดมร
กุทัณฑศรศรศิลป์  
๏ คชรถหัยหัสดีอัสดินทร์ กลาดกลางธรณิน
บ่ รู้กี่โกฏิเหลือแสน  
๏ หนึ่งเทียบเรียบพลแห่แหน หอกตาวหลาวแหลน
คทาธนูศรแสลง  
๏ ด้างทองแพนทองดูแสดง เหลื้อมลายพรายแสง
จำหลุจำหลักลาวัณย์  
๏ แล่งทองธนูทองเกาทัณฑ์ เกราะกรายพรายพรรณ์
รจิตดาษมุกดา  
๏ ขนัดปืนแห่แหนซ้ายขวา คล่ำเคลือบพสุธา
บ่ รู้กี่ส่ำสามรรถ  
๏ ดุจสายพิทยุตแสงจรัส แมลบเหลืองเรืองทัด
ทิวากโรรัศมี  
๏ เสร็จเทียบเรียบแสนเสนี เสนามนตรี
แลนองประดับกรรกง  
๏ แล้วผูกม้าแมนยรรยง สรรพสรรพางค์ทรง
ทำนวยทำนองใดปาน  
๏ แล้วผูกอธิคชชาธาร ในโรงแก้วกาญจน์
มณีคฤหามณฑป  
๏ เทียบสรรพายุทธโดยขนบ ดุจราชพิภพ
บุรินทรอินทรมหา  
๏ แล้วจัดช้างร้อยข้อยทา- สีทาสทาสา
อเนกดูตราไตร  
๏ แล้วจัดโคอาชาไนย เงินทองตราไตร
แลสิ่งแลร้อยกฎหมาย  
๏ เมื่อนั้นเอริกเกริกวุ่นวาย เลื่องฦๅทุกภาย
ประเทศสบสีมา  
๏ ว่าปิ่นเกล้าเจ้าอยุธยา กอปรการมหา
พิธีพิธานออกสนาม  
๏ บุญเรามีมาเหลือหลาม เห็นการออกสนาม
ก็เกิดเป็นภัพตาหู  
๏ ว่าแล้วเกลื่อนกล่นกันกรู เต็มมารคดาลผลู
อธิกดูโกฏิกอง  
๏ ดุจดั่งสินธุ์ธารน่านนอง ไหลหลั่งฟูมฟอง
บ่ เอื้อน ป อึกชลธี  
๏ บดเบียดเสียดกันยวนยี ไปมาดีหลี
คระหอบคระหิวปลิวแด  
๏ แซ่ซ้องพ้องพวงตาแล เกาะกันคือแพ
ในท้องธราวาริน  
๏ ดุจเท่อกหล้าฟ้าดิน คับคั่งธรณิน
นินาทหวาดหวั่นไหว  
๏ เรือนรัตนโรงธารนอกใน สัสดีมหาดไทย
ดำรวจก็ตรวจไตรหา  
๏ เสร็จเบิกแขกเมืองเข้ามา อางวะหงสา
สระพรั่งแลนั่งอึงอุด  
๏ เมืองศรีสัตนาคนหุต เนาสถานเดียวสุด
พหูกถาปราศัย  
๏ สองแขกกล่าวเกลี้ยงมิตรไม- ตรีภาพด้วยใจ
พหูพหลคณนา  
๏ กษณะนั้นบั้นพระโหรา- ธิบดินทรมหา-
นุวงศพงศศุลี  
๏ ควณหาฤกษ์พารนาที ศุภวารดิถี
ประกอบแลชอบลัคนา  
๏ เข้าไปทูลถวายเพลา ชายแล้วสองนา-
ฬิกาอัญเชิญเสด็จพลัน  
๏ ปาจนั้นปิ่นเกล้าไอศวรรย์ สดับพระโหรอัน
มาท่าวมาทูลแถลงถวาย  
๏ เสด็จสรงสำราญพุทธกาย สหัสธาราราย
ตรลบตรเลาเอาใจฯ  
  1. ๑. เทียบกับอนิรุทธคำฉันท์

  2. ๒. หมายถึงสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

  3. ๓. หมายถึงพระโพธิสัตว์ คือสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

  4. ๔. น่าจะคือ พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาทซึ่งมีมุขเด็จอยู่ด้านหน้า เช่นเดียวกับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

  5. ๕. “นามกร = ชื่อ”

  6. ๖. หมายถึงพระมหาราชครูปโรหิต และพระมหาราชครูมเหธร

  7. ๗. อาดูร เป็นอาลปนะ ตัดศัพท์จาก อ้าดูรา ดูก่อน อาดูรทวิเชนทร์ = ดูก่อน พราหมณ์ หมายถึงพระมหาราชครูทั้ง ๒

  8. ๘. พระราชโอรสและยุพราชในที่นี่น่าจะหมายถึง เจ้าฟ้าชัย ซึ่งได้ครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และภายหลังเจ้าฟ้านารายณ์กับพระศรีสุธรรมราชา ร่วมกันชิงราชสมบัติ

  9. ๙. พระราชโอรสและยุพราชในที่นี่น่าจะหมายถึง เจ้าฟ้าชัย ซึ่งได้ครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และภายหลังเจ้าฟ้านารายณ์กับพระศรีสุธรรมราชา ร่วมกันชิงราชสมบัติ

  10. ๑๐. ความตอนนี้ระบุชัดเจนว่าเป็นพระราชพิธีอินทราภิเษก จัดขึ้นต่อเนื่องกับพระราชพิธีลบศักราช

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ