พระราชพิธีออกสนาม

หลังจากพระราชพิธีลบศักราชและพระราชพิธีอินทราภิเษก ซึ่งกระทำเสร็จสิ้นในวัน “ปถมาเจตร...ดิถีวารจันทา” คือวันจันทร์ขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๕ จุลศักราช ๑๐๐๐ (พุทธศักราช ๒๑๘๑) แล้ว สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง มีพระราชดำริ “พุทธประเวณี” กระทำตามอย่างพระโพธิสัตว์ในอดีต ด้วยการบริจาค “สัตตสดกมหาทาน” อันเป็นการบริจาคทาน ๗ สิ่ง สิ่งละ ๑๐๐ (มิใช่สิ่งละ ๗๐๐ อย่างที่กล่าวในเรื่องมหาเวสสันดรชาดก)

ช้างร้อยข้อยทาสทารก สัตรัตนกนก
ทานแก่พณิพก อันโทหล
ผ้าผ่อนท่อนพัสดุโจษจน อย่าคิดจิตจะขวน-
ขวายจะเอาตน ให้พ้นภพ

การพระราชทานสัตตสดกมหาทานในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองจัดให้มีขึ้นคราวเดียวกับพระราชพิธีออกสนาม สันนิษฐานว่าพระราชพิธีดังกล่าวจะจัดขึ้นในปีจุลศักราช ๑๐๐๒ (พุทธศักราช ๒๑๘๓) เนื่องจากท้ายพระราชพิธีออกสนามที่กล่าวไว้ในคำฉันท์สรรเสริญพระเกียรติฯระบุว่า มีการเบิกราชทูตพม่าและราชทูตลาวเข้าเฝ้าด้วย

เสร็จบอกแขกเมืองเข้ามา อางวะหงสา
สระพรั่งแลนั่งอึงอุด  
เมืองศรีสัตตนาคนหุต เนาสถานเดียวสุด
พหูกถาปราศัย  

ความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า “...ครันศักราช ๑๐๐๒ ปีมะโรง โทศก พระเจ้ากรุงอังวะแต่งทูตานุทูตจำทูลพระราชสาส์นมา...” คณะราชฑูตดังกล่าวนำพระราชสาส์นของพระเจ้ากรุงอังวะตอบพระราชสาส์นสมเด็จพระเจ้าปราสาททองซึ่งทรงชักชวนให้พม่าใช้ศักราชใหม่ที่พระองค์ทรงลบเมื่อพุทธศักราช ๒๑๘๑

พระราชพิธีออกสนามถือเป็นพระราชพิธีใหญ่ ในกฎมนเทียรบาลเรียกว่า “ออกสนามใหญ่” กำหนดทำในเดือน ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ “...ตั้งพลพยู่ห ดาบดั้ง เขนเสโลห์ หอก ทวน ปืนไฟ น่าไม้ ธนู...” ในพระราชพิธีประกอบด้วยการละเล่นต่าง ๆ เช่น ฟันดาบ ไม้สูง หม่งครุ่ม ฯลฯ หน้าพระที่นั่ง

“...เมื่อแรกเสดจ์ออก ฬ่อช้าง รันแทะวัวชน กระบือชน ชุมพาชน ช้างชน คนชน ปรบไก่ คลีชงโคน ปล้ำมวย ตีดั้งฟันแย้งเชีง แวงเล่นกลคลีม้า...เรียกม้าฬ่อช้าง ระเบงซ้ายขวา รำดาบซ้ายขวาระบำออกหม่งครุ่ม พันพานนำหม่งครุ่มหน้ากลองตีไม้พุ่งหอก เล่นแพนยิงธนูปลายไม้ลอดบ่วงไต่เชือกหนัง ตีหรทึกเก้าลา ยกช้างเลี้ยงหม่งครุ่ม ชแม่แล้วคลีชงโคน ถ้ามีแขกเมืองเฝ้าแลเสดจ์ทรงคลีม้าไซ้...”

พระราชพิธีออกสนามใหญ่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาคงมิได้จัดบ่อยครั้งนัก ในคำฉันท์สรรเสริญพระเกียรติฯจึงกล่าวว่า

เมื่อนั้นเอิกเกริกวุ่นวาย เลื่องฦๅทุกภาย
ประเทศสบสีมา  
ว่าปิ่นเกล้าเจ้าอยุธยา กอปรการมหา
พิธีพิธานออกสนาม  
บุญเรามีมาเหลือหลาม เห็นการออกสนาม
ก็เกิดเป็นภัพตาหู  

สุจิตต์ วงษ์เทศ ให้ความเห็นเกี่ยวกับพระราชพิธีออกสนามไว้ในหนังสือ “ร้องรำทำเพลง : ดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยาม” ว่า

“...นับเป็นพระราชพิธีสำคัญที่สุดของแคว้นหรืออาณาจักร เพราะเป็นพิธีกรรมเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวพืชผลไร่นาในปีที่ผ่านมา และขอสิ่งสิริมงคลให้ผืนแผ่นดินท้องไร่ท้องนาที่จะต้องทำใหม่ในเดือนต่อ ๆ ไป อันจะส่งผลให้เกิดความมั่งคั่งและความมั่นคงแก่บ้านเมือง...”

การละเล่นต่างๆ ในพระราชพิธีออกสนามซึ่งกฎมนเทียรบาล เรียกว่า “สรรพยุทธ สรรพคิลา” อันได้แก่ โขน หม่งครุ่ม ฟ้อนรำ ระเบ็ง ระบำ และ ฟันดาบ ขี่ม้าล่อแพน ฯลฯ ความในคำฉันท์สรรเสริญพระเกียรติฯมีว่า

โรงโขนโรงรำซ้ายขวา โมงครุ่มผาลา
ระเบ็งระบำรำขยัน  
ลอดบ่วงหน่วงตาวยืนยัน ปลายไม้ผัดผัน
ธนุคหาเกรียงไกร  
เลือกล้วนดาบด้างวาดไว กุมจรีแกว่งไกว
เลวงลวอนฟ้อนฟัน  
รุกล้นต่อตาวผัดผัน ดาบด้างฟัดกัน
ฉะฉัดฉะฉาดผาดผาย  

ฯลฯ

ลางม้าได้หางโมรมาศ อรออกยูรยาตร
ระเหิดระหงไปมา  
แสนสารชำนิงวงงา ผาดเห็นอาชา
กระหม่าวกระเหม่นตรับตัว  
สองแก้มกินมันเมามัว ผุดไล่ บ มิกลัว
ตระบัดตระโบมโจมแทง  

จะเห็นว่าการละเล่นเหล่านี้เป็น“สรรพยุทธ สรรพคิลา” ที่เกิดจากการฝึกฝนและความชำนาญในการใช้อาวุธ ช้าง ม้า อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้กองทหารเข้มแข็ง พร้อมรบอยู่เสมอ “ทุกตระทรวงการทหารพ่อเรือนพลไพร่” เพื่อแสนยานุภาพของกองทัพและพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นองค์พระประมุขแห่งราชอาณาจักร นอกจากสรรพยุทธ สรรพคิลา (กีฬา) แล้วยังมีการรวมพลหมู่ต่างๆ คล้ายกับการสวนสนามของทหารในสมัยปัจจุบัน

แล้วเทียบเรียบแสนยากร แพนด้างโดมร
กุทัณฑศรศรศิลป์  
คชรถหัยหัสดีอัสดินทร์ กลาดกลางธรณินทร์
บ่ รู้กี่โกฎิเหลือแสน  
หนึ่งเทียบเรียบพลแห่แหน หอกตาวหลาวแหลน
คทาธนูศรแสลง  
ด้างทองแพนทองดูแสดง เลื่อมลายพรายแสง
จำหลุจำหลักลาวัณย์  
แล่งทองธนูทองเกาทัณฑ์ เกราะกรายพรายพรรณ
รจิตดาษมุกดา  
ขนัดปืนแห่แหนซ้ายขวา คล่ำเคลือบพสุธา
บ่ รู้กี่ส่ำสามารถ  

พระราชพิธีออกสนามในสมัยกรุงศรีอยุธยา หลังจากรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแล้ว น่าจะได้จัดขึ้นอีกในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศอีกด้วย ดังมีกล่าวไว้ในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ ว่า

เดือนห้าอ่าโฉมงาม การออกสนามตามพี่ไคล
สงกรานต์การบุญไป ไหว้พระเจ้าข้าวบิณฑ์ถวาย
เดือนห้าอ่ารูปล้ำ โฉมฉาย
การออกสนามเหลือหลาย หลากเหล้น
สงกรานต์การบุญผาย ตามพี่
พระพุทธรูปฤาเว้น แต่งข้าวบิณฑ์ถวาย

คำฉันท์สรรเสริญพระเกียรติสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปราสาททอง หมดเนื้อความลงในตอนที่พระโหราธิบดี ถวายพระฤกษ์เพื่อเสด็จฯพระราชพิธีออกสนาม

กษณะนั้นบั้นพระโหรา ธิบดินทรมหา
นุวงศพงศศุลี  
ควณหาฤกษ์พารนาที ศุภวารดิถี
ประกอบแลชอบลัคนา  

พระโหราธิบดีผู้นี้นำจะเป็นคนเดียวกับ พระโหราที่กล่าวในพระราชพงศาวดาร รัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองในคราวที่จะเกิดเพลิงไหม้ “พระที่นั่งมังคลาภิเษกที่ชื่อปราสาททอง” ว่า

“...พระโหราถวายฎีกาว่า ในสามวันจะเกิดเพลิงในพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังตกพระทัย ด้วยพระโหราคนนี้แม่นยำนัก ครั้งหนึ่งเสด็จอยู่ในพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์มหาปราสาท มุสิกตกลงมา ทรงพระกรุณาเอาขันทองครอบไว้ ให้หาพระโหรามาทาย พระโหราคำนวณแล้วทูลว่าสัตว์สี่เท้า ทรงพระกรุณาตรัสว่ากี่ตัว พระโหราขับคำนวณแล้วทูลว่า สี่ตัว ทรงพระกรุณาตรัสว่าสัตว์สี่เท้านั้นถูกอยู่ แต่ที่สี่ตัวนั้นผิดแล้ว ครั้นเปิดขันทองขึ้นเห็นลูกมุสิกคลานอยู่สามตัวกับแม่ตัวหนึ่งเป็นสี่ตัวทรงพระกรุณาตรัสสรรเสริญพระโหราธิบดีว่า ดูแม่นกว่าตาเห็นเสียอีก...”

ความในคำฉันท์ตอนต่อจากพระโหราธิบดีถวายพระฤกษ์น่าจะดำเนินไปอีก มิใช่ขาดค้างอยู่เพียงเท่านี้แต่หากหมดหน้าสมุดในเล่มนี้เสียก่อนและต้นฉบับของคำฉันท์เรื่องนี้มีเพียงเล่มเดียวเท่านั้นหาต้นฉบับตอนต่อไปอีกไม่ได้ เนื้อความในคำฉันท์สรรเสริญพระเกียรติสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปราสาททองตอนต่อจากนี้น่าจะสูญแล้ว

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ