ปาจิตกุมารกลอนอ่าน เล่ม ๔

ตั้งแต่พระสังฆราชทราบสารแล้วจึงตอบสารให้นางอมรทราบ จนถึงพระปาจิตพานางอรพิมเดินทางออกจากนครจัมปาก พระปาจิตรำลึกถึงท้าวพรหมทัต จะกลับไปแต่งพิธีเผาศพให้

ในหนังสือว่าฉันชื่ออมรมิ่ง จัดเอาจริงเข้ามาแจงอย่าแคลงหู
ฉันขอโทษจะขอถามกับท่านดู เป็นอย่างไรจะได้รู้ตั้งอารมณ์
เมื่อแรกเริ่มเดิมว่าคุณการุณย์รัก เถิงสามพักตั้งแต่พูดกับเกล้าผม
ลืมเสียแล้วกินลำโพงฤาหลงลม ล่อให้ง่วงลวงให้งมฤๅเชื่องาม
ฉันเสียแรงแต่งอารมณ์อารีรัก เอาดวงเนตรแทบจะควักไม่เข็ดขาม
ออกวรรษาว่าจะสึกคอยก็ช้ำ พยายามหมองมัวครองตัวมา
ยังสงสัยด้วยว่าได้สัญญาพูด ว่าลมหลุดออกจากปากยังกังขา
จะใจเบาคิดกลัวเขาจะนินทา คับอุราพูดไม่ได้จนใจเอง
สองวรรษาหมายว่าคงจะสึก คิดไม่ลึกด้วยว่าหลงในลมเหลง
ท่านไม่รักไปหลงรักข้างเดียวเอง ยังคิดเกรงด้วยว่าตรงประจงใจ
ตั้งแต่ตรึกนึกแล้วตรอมจนบักโกรก คับในอกห้ามใจเองหาฟังไม่
ล่อให้หลงลวงให้ลอยคอยอาลัย สงสัยใจด้วยความจริงสัจจังมี
วรรษาสามยังไม่ห้ามหัวใจได้ หลงอาลัยว่าไม่ล่อรักดีหลี
เมื่อกินข้าวเคล้าน้ำตาทุกนาที รักหลวงพี่ว่าไม่ผูกเหมือนพี่ชาย
วรรษาสี่ยังดีแต่ใจสอง จิตก็หมองแต่ว่ามุ่งจะสมหมาย
บางทีลืมลางทีคิดจิตระคาย ด้วยพูดไว้ไม่เหมือนหวังจึงคลังแคลง
วรรษาห้าก็สัญญาในใจนึก เถิงจะสึกจะไม่สึกก็กินแหนง
ด้วยพูดจริงแล้วไม่จังจึงคลังแคลง จิตระแวงด้วยที่ว่าแต่ท่าลวง
เถิงหกปีพ้นที่จะสงสัย ไม่หมายใดเหมือนเขาว่าคว้ายอดสรวง
เห็นจะเปล่าพระนี้ปลิ้นแต่ลิ้นลวง สบายใจหายเป็นห่วงแต่หึกฮือ
หวนแล้วหุนด้วยโมโหห้ามไม่หาย เป็นอย่างไรหลวงพี่ลืมจริงจริงหรือ
ฤๅแกล้งลวงฤๅแกล้งล่อให้คนลือ ฤาเช่นชั่วให้เข้าชื่อว่าชาติชาย
เป็นสังฆราชนี้ฉลาดทั้งแปลอรรถ ว่าพูดปดแล้วก็ปัดเสียให้หาย
บาปไม่มีในบาลีฤๅสงฆ์นาย จึงลืมไปฤๅว่าปดได้นิพพาน
ฉันฟังธรรมหลวงพี่เทศน์พระสังฆราช ช่างเปรื่องปราดไม่มีเปรียบช่างแตกฉาน
บอกนิสงส์รักษาศีลคัมภีร์ชาญ ชักนิทานออกมาเทศน์แต่ทางธรรม
แต่ปาณาอทินนากาเมนั้น ฉันจำได้ใจยังมั่นคำสยำ
ลิ้นมุสาหลวงพี่แจงแสดงธรรม ว่าบาปกรรมนั้นเหลือเกณฑ์แต่ไฟกูณฑ์
มุสาวาทาเวหลวงพี่ว่า ใครมุสาถ้าแม้นปดให้เสียสูญ
ล่อให้ง่วงลวงให้หลงพงศ์ประยูร ปดเอาทองปองเอาทุนระยำมัง
คนผู้นั้นครั้นว่าตายจากมนุษย์ ต้องตกนรกกาฬสุตสาขะยัง
ว่าหมื่นปีก็หลวงพี่เทศน์ให้ฟัง นั้นไม่จริงฤๅไม่จังฤๅจำใจ
พระเจ้าสอนไว้ทุกบอนแต่เด็ดขาด ฤๅสังฆราชจะพูดปดหาบาปไม่
เทศน์วันนั้นฉันยังจำไว้ใส่ใจ ไม่ว่าใครไม่เลือกสิ้นทั้งอินทร์พรหม
ในกำหนดว่าแต่ปดเขาเที่ยงแท้ ได้ตกแน่ในนรกไปทันถม
ชื่อก็มีในบาญชีพญายม คุณลวงลมให้ฉันหลงละลานใจ
ไม่กลัวฤๅตกนรกพี่สังฆราช เป็นนักปราชญ์อยากเป็นเปรตอีกฤๅไฉน
ไม่อายบาปคุณจะแล้วก็แล้วไป แต่เสียใจเองด้วยงงไปหลงลม
จะโทษใครมิใช่ใครมาต้มได้ โทษหัวใจสาแก่ใจให้สาสม
เฝ้ารักท่านตั้งแต่ปองตรองนิยม ด้วยโง่งมแล้วพี่หลวงลวงให้ลอย
เท่านั้นเถิดกลัวแต่เกิดไปชาติหน้า จะลับตาแต่เท่านั้นจะราถอย
คราวนี้ลื่นขึ้นกระจ่างสว่างลอย ถ้าขืนคิดคืนจะคอยก็ผิดคน
นิจจาเอ๋ยกระไรเลยแต่หนหลัง ได้สมสร้างไว้ไม่สัตย์เลยกุศล
ว่าต้นรักกลับเป็นเตยอับกับตน จะคบคนก็ไม่คิดอนิจจา
ที่ข้อผิดฉันขอโทษจงโปรดปล่อย จะลับลอยไปเหมือนเดือนลงลับผา
อ่านพินิจผิดแลชอบตอบสารา อย่าเฉยชาพระอาจารย์วันทาเอย
๏ พระสังฆราชเมื่อได้ทัศนาสาร ช่างอ่อนหวานคำสรรเสกวิเวกเหวย
เสียวแสยงขนลุกซ่าหน้าไม่เงย ระทวยอ่อนนอนมือเกยพระพักตรา
จึงกล่าวถ้อยว่านางสร้อยสีกาหลาน ว่านานนานจึงได้มาได้เห็นหน้า
กินหมากพลางนั่งอยู่นี่ก่อนสีกา อยู่ช้าช้าจะเป็นการนานเป็นคุณ
ว่าแล้วลุกเข้ากุฎีจับกระดาน แต่งเรื่องสารเป็นหนังสือสนองหนุน
สนองคำตามสมควรทวีคุณ แต่แรกเริ่มเดิมการุณย์กันวัจนัง
มิให้เคืองเปลืองให้ชะคิดแต่ชอบ คิดแต่งตอบแต่งแต่ตามคำทุกขัง
ครั้นจะตามก็จะต้องเหมือนติดตัง จิตพะวงคิดพะวังเถิงสามี
อนึ่งเล่าก็เป็นหญิงในกายตัว จำแลงรูปมาตามผัวไม่พอที่
จึงแต่งหวนเอาแต่ควรประเพณี เป็นไมตรีไว้กับนางไม่ห่างคลาย
ครั้นไม่ตอบก็ไม่ต้องจำตอบติด ด้วยนางคิดหวนหุนไม่เหือดหาย
เหมือนโรคนางเกิดในร่างในรูปกาย ไม่วางยาก็จะวายชีวีลง
เห็นฉะนี้ดอกจึงแกล้งจึงแต่งแก้ อย่างนี้แนท่านตั้งหลายอย่าพิศวง
ทั้งหญิงชายฟังนิยายจิตจำนง ปัญญาปลงลงให้ปลั่งเห็นทางความ
กับอนึ่งยังไม่เถิงพระอรหัต จะหลีกลัดยังไม่พ้นในภพสาม
ด้วยไฟราคนั้นยังรัดมาตุคาม จึงเกิดความให้กำเริบในกามคุณ
กามทั้งห้านี้ถ้าว่ายังไม่ขาด ต้องหวั่นหวาดพาอารมณ์นั้นหวนหุน
คือรสกามรสกินกลิ่นจันทน์จุณ กับรสเสียงพาให้วุ่นสัมผัสกาย
พระทรงญาณโปรดประทานว่ากามห้า ใครชะล่าแล้วก็หลงแทบฉลาย
นี่สังฆราชก็ยังหวาดกระวนกระวาย จึงคลั่งไคล้หลงด้วยรสวาจา
อนึ่งเล่าสังฆราชมิใช่ชาย เป็นหญิงแกล้งแปลงเป็นชายเที่ยวตามหา
ฝ่ายอมรไม่สนเท่ห์สนทนา หลงด้วยรสวาจาด้วยกามกัน
พระสังฆราชแต่งสาราแล้วแนบเนียน จับกระดาษเข้ามาเขียนขมีขมัน
เขียนเสร็จสรรพแล้วก็พับใส่พานพลัน วางใส่ขันให้สาวสร้อยนั้นถือไป
ฝ่ายสาวสร้อยแต่นิ่งคอยครั้นได้สาร แล้วกราบกรานลงกระฎีหาช้าไม่
รีบเดินด่วนด้วยว่านานจึงกลับไป จะเคืองใจกลัวจะผิดให้คิดกลัว
มาเถิงวังเข้าบังคมแม่โฉมฉาย ยื่นหนังสือทูลขยายแม่อยู่หัว
ฉันอยู่ช้าพระอาญาไม่พ้นตัว ด้วยคุณขรัวท่านห้ามไว้ไม่ให้มา
อมรถามว่าได้ความอย่างไรบ้าง สาวสร้อยทูลว่าท่านนั่งแล้วก้มหน้า
เข้ากฏีให้ฉันคอยอยู่รอรา ประมาณว่ากินหมากจืดสักสองคำ
ปิดประตูท่านไปอยู่แต่ตัวท่าน เสียงกระดานเขียนขีดข้อคำขำ
ฉันนั่งคอยจนเมื่อยแข้งแต่แต่งธรรม สักครู่หนึ่งกิเห็นกำหนังสือมา
หนังสือสารใส่ในพานแล้วเลื่อนให้ ไม่ว่าไรทอดใจใหญ่ทำเสียหน้า
ฉันคอยฟังเกลือกจะสั่งเนื้อความมา เห็นนิ่งอยู่ฉันก็ลาลงกฏี
แม่หม่อมถามสาวสร้อยสิ้นสงสัย แล้วลุกไปเข้าในปรางค์นางโฉมศรี
คลี่หนังสืออ่านเรื่องสารในทันที เป็นใจความในคดีเรื่องสารา
หนังสือสารนั้นว่าท่านพระสังฆราช ได้ยลสารของแม่นาฏเสน่หา
ไม่กลั่นได้ชลนังหลั่งน้ำตา ตันอุราแทบจะแยกออกแตกตาย
คิดเถิงยามเมื่อแม่งามอารีรัก แทบแขวะควักนัยนามาถวาย
คุณของน้องเหลือขนาดแม่หม่อมนาย เกิดแล้วตายก็ไม่ลืมพระคุณเลย
ความเอ็นดูแทบจะชูขึ้นไว้เชิด ปลื้มอาลัยใครจะเลิศแม่คุณเอ๋ย
จะหาไหนได้เหมือนน้องไม่มีเลย พี่ขอบคุณไม่ละเหยเป็นเยื่อใย
จริงเหมือนว่าแล้วเมื่อลาน้องมาบวช ไม่อยู่นานทรงผนวชสัญญาให้
วรรษาเดียวก็จะลาด้วยอาลัย พี่พูดไว้นั้นกับน้องไม่หนีคำ
ครั้นอยู่มาความศรัทธานั้นบังเกิด เลยเตลิดมิได้คิดเลยงามขำ
เรียนหนังสือลืมจะสึกด้วยเพลินธรรม ที่ข้อขำพี่ก็ข้องกับน้องนาง
ครั้นฟังคำพระบิดาเจ้าข้วิต นิมนต์ให้สังฆกิจเข้าขัดขวาง
ครั้นจะขัดกลัวจะขุ่นเคืองระคาง อนงค์นางน้องก็แจ้งอยู่เต็มใจ
ตัวพี่นี้ก็ยังมีศรัทธานัก เป็นสองใจใจยังรักยังสงสัย
ใจจะอยู่นั้นแหละหน่วงเป็นห่วงใย ใจจะสึกนั้นมีใจเท่าเม็ดทราย
นี้แลเจ้าพระปิ่นเกล้าท่านสอนไว้ โดยวินัยไว้เป็นสิ้นในมุสา
ถ้าจิตห่วงหน่วงเหนี่ยวในกามา เป็นประสกเป็นสีกานั้นมีจริง
ลิ้นมุสาถ้าสีกาประสกปด พูดเลี้ยวลดล่อลวงให้ผู้หญิง
เถิงเสียตัวเสียทรัพย์นั้นแท้จริง ต้องทนทุกข์เข้าไปทิ้งนรกานต์
เถิงหมื่นปีในบาลีนั้นจริงแน่ หน่อยหม่อมมรจะว่าแก้ปราสัยสาร
ว่าสิบธรรมก็สมคำองค์พยาน เป็นสงฆ์พาลปดปวงลวงสีกา
ถ้าเป็นสงฆ์จิตจำนงไม่โป้ปด ก็ขาดหมดหายลิ้นศีลมุสา
ที่พี่บวชน้องก็รู้มีครูบา อุปัชฌาย์คู่สวดไต่ถามทาน
ว่าหนี้สินลูกเมียมีฤๅไม่ ต้องบอกไปว่าไม่มีออกแตกฉาน
ท่านจึงสวดบวชให้แม่นงคราญ เมื่อต้องการเป็นไรน้องไม่ร้องเอา
ว่าชู้ฉันท่านอาจารย์อย่าได้บวช ฉันก็ชวดคงเป็นชู้อยู่กับเจ้า
นี่ลาขาดอนุญาตกับนงเยาว์ ที่ไหนเล่าลิ้นมุสาจะมามี
จะเป็นพระไม่สละไม่เป็นได้ พระที่ไหนนั้นมีเมียแม่โฉมศรี
มุสาวาทพี่ไม่ขาดในวาจี บาลีมีจริงอย่างนี้ดอกนงเยาว์
อนึ่งหนอน้องมีข้อปุจฉาถาม ว่าสงฆ์พราหมณ์สังฆราชสมเด็จเจ้า
ปดไม่บาปฤๅอย่างไรน้องถามเรา สงสัยใจทำไมเจ้าแม่ดวงจันทร์
ไม่ว่าใครถ้าผู้ใดกล่าวมุสา เทวดาสิ้นทั้งพรหมสิบหกชั้น
สังฆราชเถรเณรในพรหมจรรย์ นาคสุบรรณเทวบุตรทั้งครุฑา
ถ้าได้ปดแล้วก็โทษทวีทับ คะเนนับในนรกสังขยา
ว่าหมื่นปีพระสังฆีมีฎีกา ตกมหากาฬสุตนรกานต์
นี่ผู้ใดใครที่ไหนไปจาบจ้วง ไปหึงหวงห้ามปรามทำหักหาญ
แม่ดวงใจมีอาลัยกับสมภาร สมาทานเถิดถือศิลจงยินดี
เหมือนน้องบวชทรงผนวชดอกนิ่มนาฏ ถ้าเด็ดขาดจากชีวิตแม่โฉมศรี
โลกอุดรนั้นยังอ่อนบารมี สวรรค์นี่คงได้ไปอย่าได้แคลง
โมทนาเถิดสีกาสำรวมกิจ รักษาจิตครองสัจจังไม่เคลือบแฝง
ให้สมความปรารถนาอย่าระแวง จะตามแต่งให้แม่โตมโหฬาร
จัตตาโรธรรมาอย่าได้แคล้ว ให้ผ่องแผ้วผิวพรรณวรรณสัณฐาน
อันสุขขังอย่ามีทุกข์สุขสำราญ อายุนานอันตรายอย่าได้มี
พลังให้แม่ตั้งสติต่อ อย่าย่อท้อสู้ข้าศึกให้ศึกหนี
เป็นปัจจัยกันอย่าขาดทุกชาติมี สวัสดีสถาวรอมรเอย
๏ เยาวมาลย์ทราบสารพระสังฆราช แม่นิ่มนาฏทอดอาลัยใจระเหย
สิ้นสงสัยใจวะสละเลย ไม่เพิกเฉยกับพระชีด้วยมีคุณ
ตัวก็ตายวายชีพไปเมืองผี ท่านแก้ไว้จึงชีวีไม่สิ้นสูญ
เพลจังหันหมากยาเพลาปูน อนุกูลเป็นนิรันดรไม่ห่างคลาย
๏จะกลับกลอนย้อนไปกล่าวเถิงปาจิต เที่ยวทุกทิศหาเมียไม่เห็นหาย
แต่กู่ก้องร้องเรียกจนคอคาย จึงตามไปกว่าจะพบประสบนาง
พระข้ามดอนนอนดงพงพนัส เห็นแต่สัตว์หมู่เนื้อแลเสือสาง
เสียงผีผิวพำพึมกระหึมคราง เมื่อยามย่างสุริยนสนธยา
หนาวสยองให้ขยาดแสยงขน ฟังพิกลเหมือนอย่างใครมากู่หา
พระเงี่ยโสตฟังสดับให้คลับคลา สำคัญว่าเสียงนางคะเนใจ
ครั้นฟังไปแล้วก็คล้ายเป็นเสียงนก เสียงวิหกผิดคนด้วยฟังหาย
ให้ร้อนร่มกลุ้มตับคับระคาย พระทุ่มกายโศกศัลย์รำพันความ
โอ้อรพิมนิ่มขนิษฐ์ของพี่เอ๋ย เจ้าหลงเลยไปข้างไหนเที่ยวบุกหนาม
พี่เที่ยวหาเจ้าทุกทิศแต่ติดตาม ไม่ได้ความฤๅน้องสิ้นชีวินวาย
แล้วขุกคิดขึ้นถึงตัวให้มัวหมอง พระชลนัยไหลนองไม่เหือดหาย
มาบุกป่าผ่าดงผู้เดียวดาย ระกำกายเที่ยวทุเรศสมเพชตัว
จนภูษาผ้าจะทรงหามีไม่ จะหุ้มกายก็ไม่ลับเกศาหัว
พระเกศเกล้ายุ่งหยองให้หมองมัว สรีระ๑๐ตัวรอยริ้วทั่วรูปกาย
ยามเสวยได้เสวยแต่เฝือนฝาด มะขวิดมะขวาดผลผลาลูกหว้าหวาย
จนไส้พองท้องขึ้นคับระคาย แทบปางตายสิ้นชีวงอยู่ดงดอน
ยามบรรทมได้แต่ร่มพฤกษาชาติ ใบไม้ลาดท่อนไม้นั้นต่างหมอน
มาแทนต่างพระเขนยได้เกยนอน เอาดงดอนนั้นเป็นเขตนิเวศวัง
ได้สามปีมาปีนี่แล้วพิมเจ้า ไม่พบเข้าเลยแม่คุณโอ้ทุกขัง
เที่ยวทนทุกข์มาเที่ยวบุกแต่ดงรัง จะพบนางฤๅไม่พบไม่รู้เลย
อันความตายก็มาริมอยู่รอมร่อ อยู่ล้อล้ออยู่กับตัวทูนหัวเอ๋ย
แต่เสือสางข้างป่าเห็นงาเงย ไม่รู้เลยมันจะแทงเอาวันใด
ถ้าแทงตายที่ไหนใครจะได้พบ ซากอาสภก็จะสูญปัดไถม
ผู้ใดเล่าจะเอาข่าวไปทูลไท ม้วยบรรลัยเสียเปล่าเปล่าเจียวตัวกู
อนึ่งนางก็ไม่รู้ไปอยู่ไหน ผู้ใดใครก็ไม่พบจะได้รู้
ถ้าพบคนจะได้ข่าวได้ถามดู พระโฉมตรูเดินไห้พิไรพลาง
ออกจากดงลงทุ่งพบวิถี เห็นรอยคนมากมีทั้งม้าช้าง
พระมุ่งเมินเดินสวนไปตามทาง ค่อยเสื่อมสร่างโศกเศร้าบรรเทาลง
ไปใกล้บ้านย่านบางคนถางไร่ เห็นตายายดายหญ้าให้พิศวง
ไปถามยายเห็นจะได้เนื้อความตรง ถ้าแกรู้แกก็คงบอกสำคัญ
พระตรึกพลางเดินย่างเข้าไปหา ยายกะตาแลเห็นพระจอมขวัญ
หมาแกดุวิ่งกระโดดออกมาพลัน ทะลวงไวไล่กระชั้นพระโฉมยง
พระโฉมฉายร้องว่ายายช่วยดูหมา ให้หลานด้วยจะมาหามีประสงค์
ทั้งตายายแกร้องว้ายเฉดไอ้วง แกจับหมาพาตรงไปสู่เรือน
แกถามว่านี่พ่อมาแต่บ้านไหน ทุรังร้ายน่าสมเพชไม่มีเพื่อน
ธุระไรมาหายายฤๅแกล้งเชือน ดูผิวพรรณพ่อก็เหมือนพงศ์ผู้ดี
ปางพระหน่อสุริยวงศ์พงศ์กษัตริย์ จึงเอื้อนอรรถมิได้อำเท่าเกศี
เล่าแต่ความตามจริงทุกสิ่งมี ว่าหลานนี้อยู่ในเมืองพระพารา
พระบิดาชื่อพญาธรรมราช ครองสมบัติสุริยวงศ์พงศ์มหา
พระบิตุรงค์จะให้ทรงสวรรยา ไม่มีคู่นิวาสาจะครองเมือง
ฉันกราบลาพระบิดาเที่ยวหานาง ก็สมหวังได้แล้วนางเนื้อเหลือง
จึงพาน้องจะไปครองบูรีเรือง มาคับเคืองด้วยว่ากรรมมาตามทัน
มีแม่น้ำใหญ่กว้างหนึ่งขวางหน้า สุดลูกตาพ้นที่จะผ่อนผัน
เห็นเรือเณรพายมาไม่ช้าพลัน ห้ามเอาฉันไปไว้ฝั่งให้นั่งคอย
แล้วเณรกลับคืนไปรับนางโฉมฉาย ฉันคอยคอยดูก็หายเจียนสวอย
จนมืดค่ำคอยคอยเหลือจะคอย นางยอดสร้อยหายไปเจียวยายตา
พระเล่าพลางหลั่งน้ำพระนัยเนตร ไหลเป็นเล็ด๑๑ออกมาเปียกพระภูษา
สะอื้นอกอัดอั้นตันอุรา ทั้งยายตาก็พลอยไห้พิไรครวญ
ว่าอนิจจาหลานยาของตาเอ๋ย เป็นกรรมสิ่งไรเลยมาผันผวน
ไม่พอที่จะมาพลัดกำจัดนวล งามสงวนเจ้าจะหลงไปดงใด
ฝ่ายข้างยายแกพิไรว่าร้อยชั่ง แกฟังพลางว่าพลางแกร้องไห้
โอ้หลานเอ๋ยไม่เคยยากลำบากใจ มาฟูมฟายบุกระหนามเที่ยวตามนาง
ฝ่ายข้างตาแกจึงว่าพระหลานแก้ว เป็นกรรมแล้ววิปริตเห็นผิดอย่าง
เออก็เณรเป็นผู้รู้อยู่ในทาง จะนำนางพาเอานี้ผิดทีไป
ฝ่ายห้างยายแกจึงว่าเจ้าหลานขวัญ เออเณรนั้นเจ้ากูอยู่ในเมืองไหน
วัดอารามนามตำแหน่งอยู่แห่งใด ได้ถามดูรู้ฤๅไม่เจ้าหลานอา
พระปาจิตสุริยวงศ์องค์โอรส พลางกำสรดเล่าเรื่องที่กังขา
วัดอารามไม่ได้ถามเณรเลยตา เข้าใจว่าครองศิลาก็เบาความ
ถิ่นสถานบ้านช่องแลนามชื่อ จะถามฤๅด้วยว่าหลานมาติดน้ำ
เป็นดีใจมิได้คิดไปลามปาม ด้วยอยากข้ามมิได้คิดจะเกิดภัย
เห็นเป็นเณรรู้ทำนองครองสิกขา จะลักพานั้นไม่คิดจะสงสัย
โอ้กรรมหลานแล้วท่านตาพาให้ใจ ให้เคลิ้มไปพาให้จิตไม่คิดเลย
พระเล่าพลางร้องไห้พิไรร่ำ โอ้กรรมกรรมกรรมอะไรท่านยายเอ๋ย
น่าเชือดคอเสียให้ตายกระไรเลย ใครเขาเคยจะได้เป็นเหมือนหลานอา
ทั้งยายตาแกจึงว่าเจ้าหลานรัก อย่าโศกนักนั่งเถิดฟังตาว่า
จะฆ่าตัวเองทำไมได้เวรา จะเกิดใหม่ภายหน้าต้องฆ่าตัว
เป็นวาสนาก็ไม่ช้าคงพานพบ นางเลิศลบจะได้คืนดอกทูนหัว
โอ้สงสารหลานสะใภ้หัวใจมัว จะคิดผัวคอยหาไม่ราวัน
พ่อทูลลาพระบิดามาปีไหน ช้าฤๅไวแต่เจ้ามาพระหลานขวัญ
พระปาจิตบอกว่ากับตาพลัน แต่ลาท่านมาก็ข้ามเถิงสามปี
ทั้งตายายแกพิไรพิรี้ว่า พระบิดาท่านจะคอยแล้วป่านนี่
พระมารดาก็จะว่าไปหลายปี จะคอยทางตั้งพิธีอยู่เมามัว
ตั้งอารมณ์ข่มโศกหนาพ่อหนา ฟังยายว่านิ่งเถิดพ่อทูนหัว
แกหาไนจับด้ายอยู่พันพัว ทั้งตายายใจยั่วว่าหลานยาย
แกลูบโลมโจมจับข้อมือมั่น แกรำพันว่าพระเคราะห์ให้สูญหาย
ทั้งเคราะห์ปีเคราะห์เดือนให้เคลื่อนคลาย อันตรายโรคาอย่ายายี
แล้วเด็ดด้ายทิ้งไปว่าเสียเคราะห์ คราวนี้เหมาะแล้วพระหลานมีราศี
ขวัญเจ้าหลานที่ไปหลงอยู่พงพี มาสู่กายคืนที่มาพ่อมา
ขวัญเจ้าเอยที่ไปนั่งโทมนัส เมื่อพรากพลัดกันกับน้องกันแสงหา
หลงไปอื่นหมื่นปีให้กลับมา พระขวัญเอ๋ยมาพ่อมามาคืนกาย
แกลูบคลำจึงเอาน้ำมาพรมประ จงสุขะมีพลังให้เหลือหลาย
แกผูกมือเรียกขวัญว่าหลานยาย มาหาตาอยู่กับยายอย่าอาวรณ์
ขวัญเจ้าหลานมาแล้วมาพ่อมา อยู่กับยายอยู่กับตาสโมสร
อายุยืนวัฒนาสถาวร มาร่วมฟูกร่วมหมอนกับตายาย
แกคดข้าวเผาปลากินเถิดหลาน จงสำราญหยุดเอาแรงไว้สืบสาย
ให้พ่วงพีมีกำลังขึ้นมากมาย ต่อปีหน้าฟ้าใหม่จึงติดตาม
ครั้นกินข้าวอิ่มหนำสำราญแล้ว ค่อยผ่องแผ่วโสมนัสจึงตรัสถาม
ว่ายายตาได้ยินว่าเขาเล่าความ ได้หญิงงามมาบ้างไหมในบูรี
ทั้งยายตาแกจึงว่าพ่อพักตร์ผัด เงียบสงัดไม่ได้ยินเลยโฉมศรี
แต่ลูกหลานมันก็อยู่ในบูรี เขาได้มาก็คงมีคนพูดอึง
อันลูกหลานมันก็มาหาไม่ขาด เถิงตรุษสารท๑๒ตายายไม่ทำขึ้ง
ไปรับศีลฟังธรรมอารามบึง มาทำไร่นี้ก็พึ่งย้ายออกมา
เดิมตายายก็อยู่ในพระนิเวศ ครั้นแก่เฒ่าคิดสมเพชด้วยสังขาร
อนิจจังไม่จีรังสังขารา จะมรณามาวันใดไม่รู้เลย
ไม่เชื่อยายก็เจ้าไปเที่ยวถามไถ่ แต่อย่าไปเสียให้ยากเลยหลานเอ๋ย
ค่อยหยุดยั้งฟังข่าวให้คุ้นเคย ถ้าเขารู้เขาคงเผยดอกหลานอา
แล้วตายายลุกเข้าไปในเคหัง ไม่พูดดังซุบซิบกันปรึกษา
ยายจึงว่าอย่าอย่างนั้นเลยท่านตา ให้ผลัดผ้านุ่งเสียใหม่เป็นไรเรา
เจ้านุ่งห่มก็ไม่สมน่าบัดสี ตาจึงว่าข้าเห็นดีแล้วยายเฒ่า
เอาพื้นม่วงสีสมอทอให้เรา กับแพรขาวให้เจ้าห่มจึงสมควร
ยายกะตาแกเอาผ้ามาให้นุ่ง รักบำรุงความอารีพระทรามสงวน
ผลัดผ้าใหม่ผ่องใสเป็นน้ำนวล ทั้งสองเฒ่ารื่นสำรวลชมหลายชาย
พระหน่อไทอยู่อาศัยกับสองเฒ่า ที่โศกเศร้าก็ค่อยเสื่อมบรรเทาหาย
เที่ยวเก็บผักหักฟืนมาเลี้ยงยาย ทั่งสองเฒ่ารักใคร่ปานลูกตน
ครั้นรุ่นฝ้ายรายรกเจ้าชำระ ไม่เลยละหว่านพืชจะเอาผล
ครั้นพริกสุกเจ้าอตส่าห์ไปซวนซน เที่ยวผ่อนปรนเก็บมาย่างไม่ยากยาย
ที่ย่างก่อนผ่อนออกใส่โอ่งอับ ที่ย่างใหม่พลิกกลับกำหนดหมาย
เห็นฝ้ายแตกเจ้าช่างพอเพทุบาย เที่ยวเก็บฝ้ายมิให้ยากลำบากตา
ครั้นได้หลายแล้วก็ใส่ในแกระกรุ ที่แตกฟุก็ไปเก็บใส่ตะกร้า
ถ้าคนแขกเขามาแลกเคยไปมา เจ้าอตส่าห์มิให้ยากลำบากยาย
ทั้งหมากพลูเจ้าก็รู้ว่าน้อยมาก ที่หัวฝ้ายใส่ต่างหากไว้ซื้อขาย
ที่หางฝ้ายแลกเป็นหมากไว้มากมาย ทั้งหมากฝ้ายขายเอาเงินให้ยายตา
ถ้าแฟงฟักเล็ดแมงลักเขามาแลก ถ้าคนแขกญาติวงศ์เป็นพงศา
จะน้อยมากกลัวจะหยามไปถามตา ถ้ารู้แล้วก็อัฌชาให้ชมเชย
ถ้าลูกหลานเขามายามยายไม่อยู่ เจ้าช่างรู้ต้อนรับไม่ทำเฉย
มีหาไม่หาให้ไม่เพิกเลย ทั้งสองเฒ่าได้เสบยสำราญบาน
ค่อยผ่องใสแต่พระไพรมาหยุดอยู่ ทั้งคนผู้ก็นับถือเป็นภูมิฐาน
มีเงินชั่งช่วยคนไว้ใช้ทาน แกเบิกบานเบาใจทั้งยายตา
พระทรงศักดิ์หยุดสำนักกับยายนั้น จะนับเลื่อนเดือนวันสังขยา
นับไม่ได้ด้วยไม่มีพระดิกา๑๓ ประมาณว่าเอาแต่การวิถาน๑๔ความ
อยู่กับตาถ้าว่าช้าสักปีเศษ คอยฟังเหตุนั้นก็หายแต่ไถ่ถาม
ทั้งข่าวคราวก็ไม่เฉาให้รู้นาม พระตรึกความเห็นจะช้าต้องลายาย
ครั้นยามค่ำสนธยาเพลาดึก ยังตรองตรึกหันหวนไม่เหือดหาย
ตรงเข้ากราบบาทาว่าอุบาย แล้วปราสัยแจ้งจริงทุกสิ่งมี
ข้าผู้หลานจะขอลายายตาก่อน ด้วยอาวรณ์คิดเถิงนางโฉมศรี
แต่พลัดกันมาก็นานได้หลายปี มาสุขีอยู่กับยายก็หลายเดือน
ที่ข่าวคราวนั้นอย่างไรก็ไม่รู้ คอยฟังดูนั้นก็เงียบไม่รู้เงื่อน
จะนิ่งช้าอยู่กับตาในรูเรือน ก็เหมือนหนึ่งว่าไม่คิดจะติดตาม
ยายกับตาฟังพระปาจะลาจาก แกอ้าปากว่าจะพูดปราสัยถาม
เหมือนผีอำพูดไม่ออกทั้งไอจาม แกพลุ่มพล่ามวิ่งเข้ากอดด้วยเยื่อใย
แล้วร้องไห้ว่าเสียดายพระหลานนัก ยายนี้รักเหมือนดวงเนตรจะหาไหน
ตาจึงว่าอนิจจาพ่อดวงใจ ไม่คิดยายก็สังเวชสมเพชตา
ทั้งสองเฒ่าเฝ้ากอดพระปาจิต ครั้นขุกคิดน่าหัวร่อเจียวท่านขา
จูบข้างซ้ายแล้วยังย้ายจมูก๑๕มา จูบข้างขวาผลัดกันทั้งตายาย
แกโลมลูบจูบกอดอยู่ยังรุ่ง จนพวยพุ่งสุริยะขึ้นเที่ยงสาย
ค่อยโศกสร่างบางเบาบรรเทาคลาย ทั้งตายายแกจึงว่าพ่อหน้านวล
อยู่กับตาตาจะหาซึ่งเมียให้ เจ้าชอบใจใครที่ไหนทรามสงวน
เจ้าชอบพอยายจะขอถ้าสมควร มาดเอาเรือนก็ไม่รวนคงรับเอา
ขันหมากมาดถ้าจะขาดก็ห้าสิบ ยายไม่ยอมคงจะหยิบทำให้เขา
ห้าตำลึงเถิงจะมาดก็คงเอา ไม่หนีเจ้าจะแต่งงานให้หลานชาย
พระหลานชายตาอยากได้ไว้อยู่นี่ เจ้าคนดีตาอยากได้ไว้สืบสาย
ถ้าเจ็บไข้พ่อจะได้รักษายาย อยู่กับยายเจ้าอย่าไปเลยใจดี
สังขาราตาจะอยู่ไปเถิงไหน ทั้งตายายหมายจะฝากซึ่งซากผี
อย่าเพ่อไปอยู่กับยายอีกสักปี ถ้าข่าวมีเข้ามาให้จึงไปตาม
พระปาจิตอิศรินทร์ปิ่นมไห ได้ฟังว่าตายายปราสัยห้าม
จึงว่ายายกับตาว่าก็ท่างาม ด้วยว่าความรักหลานกระสันใจ
จะขอเมียสู้เสียสินสอดเขา ทั้งเรือนเหย้ายายไม่ยอมจะยกให้
พระคุณตามากกว่าพระเมรุไกร หาที่ไหนจะมาเปรียบไม่เทียบเทียม
ทั้งยายตาฉันจะว่าจงฟังหลาน ฉันจากบ้านด้วยเที่ยวหาคู่เสงี่ยม
จนตกยากอกกรมอารมณ์เกรียม มาสู้ยากจนจะเยี่ยมเข้าสี่ปี
ก็พลัดกันมิใช่ฉันได้หย่าร้าง นางนิ่มนางน้องมิได้เอาใจหนี
จะทิ้งขว้างก็เห็นทางจะไม่ดี ดูอัปรีย์อยู่ในใจท่านยายตา
ถ้าทิ้งขว้างร้างกันถ้าตายเสีย จะหาเมียให้ดีฉันนั้นไม่ว่า
นี่มิได้ร้างจางกันเลยท่านตา ชาวพาราฉันไม่รักผู้ใดใคร
ชาวเมืองนี้เขาก็ดีมิใช่ชั่ว ทั้งเนื้อตัวหน้าตาก็ผ่องใส
ดูแช่มช้อยโฉมเฉิดเลิศวิไล ไม่ติเตียนท่านผู้ใดไม่ว่าเลย
นางเพื่อนยากจากกันในกลางป่า น่าสมเพชเวทนาท่านตาเอ๋ย
จะทอดทิ้งมิ่งนางไปกลางเตย เทพเจ้าก็จะเย้ยระยำเยิน
ว่าชายชั่วมัวเมามีเมียมาก กำเริบราคใจเสียไม่สังระเสิน๑๖
เห็นใหม่ปลื้มลืมเก่าทำเกนเกิน ไม่จำเริญที่ในกายดอกยายตา
ค่อยอยู่เถิดตาบังเกิดของหลานแก้ว นับวันแล้วจะกำสรดกันแสงหา
เสียดายยายโอ้เมื่อไรจะได้มา เสียดายตาโอ้จะลับจะนับเดือน
หลานยังอยู่เบาใจมิได้ยาก เถิงหญ้ารกดายถากก็ได้เหมือน
โอ้แต่นี้แล้วไม่เห็นจะเย็นเรือน ชีวิตยังคงมาเยือนดอกตายาย
คิดถึงยามเดือนอ้ายฝ้ายจะแตก เขามาแลกพลูหมากนั้นหลากหลาย
ยายไม่อยู่หลานก็แลกไปแทนยาย จะซื้อขายมิให้ยากลำบากเลย
สงสารยายจะได้ใครมาแทนหลาน โอ้สงสารนี่กะไรท่านยายเอ๋ย
รุ่นจะรกท่วมฝ้ายขึ้นก่ายเกย ผู้ใดเลยเขาจะช่วยให้เบาแรง
โอ้พ่อตาอนิจจาแม่ยายหลาน ช่างรักปานราวกะลูกไม่เคลือบแฝง
ผ้านุ่งห่มผูกคาดก็จัดแจง บำรุงแต่งรักเหมือนลูกเหมือนหลานตัว
จะหาไหนได้เหมือนยายนี่ยอดยาก หลานมิจากก็จำจากแล้วทูนหัว
เมื่อกินข้าวคดแล้วค่อยตามตัว ทั้งเมียผัวหลานไม่มาไม่กินเลย
แต่นี้ไปยายจะคอยผู้ใดเล่า ทั้งสองเฒ่าน้ำตาไม่ละเหย
จะได้ใครมาแทนหลานไว้ชมเชย หลานไม่ลืมพระคุณเลยสักเวลา
พระว่าพลางทางทรงกันแสงสะอื้น ให้ตันตื้นยกสองพระพาหา
ข้อนพระทรวงทรงกันแสงซ้ำโศกา พิไรว่าครวญคร่ำแล้วรำพัน
โอ้อนิจจายายตาของหลานรัก จะนานนักมิได้เห็นพระหลานขวัญ
จะเห็นหลานแต่เห็นแล้วได้เห็นกัน หลานจะเห็นก็แต่วันได้เห็นยาย
หลานจะไปนี้อย่างไรไม่เล็งเห็น จะตายฤๅฤๅจะเป็นไม่กฎหมาย
จงชมหลานเสียให้อิ่มให้เบื่อคลาย วันพรุกนี้ก็จะไปจะเย็นเรือน
ยายกะตาฟังพระปาพิไลสั่ง แกเคลิ้มคลั่งกลุ้มใจใครจะเหมือน
ยายนี้คิดพระปาจิตพ่ออุ่นเรือน จะนับเดือนแลยิ่งลับจะนับปี
โอ้อนิจจาหลานตาของยายเฒ่า จะหาเมียให้ก็ไม่เอาเลยโฉมศรี
ร่ำพิไรว่าอาลัยนางเทวี ด้วยห่วงมีกรรมวิบัติมาพลัดกัน
จะหาใจใครจะได้เหมือนหลานแก้ว ไม่ลืมเลยคิดไม่แล้วพระหลานขวัญ
อันเมียผัวเขาผู้อื่นนับหมื่นพัน ครั้นจากกันไปเสียแล้วก็แล้วไป
นี่แรมร้างจากนางมานานนัก ไม่ลืมรักคิดเถิงนางไม่ห่างหาย
ใจอย่างนี้จึงว่าดียายเอ๋ยยาย หาจนตายตายแล้วเกิดไม่พบเลย
โอ้หลานเอยเจ้ายังอยู่ตาไม่ยาก สิ่งลำบากไม่ลำบากเลยหลานเอ๋ย
สะรั้วรายตาไม่ยากลำบากเลย ตาไปช่วยหลานไม่เฉยเข้าชิงทำ
ผ้ายข้างยายแกพิไรว่าทูนหัว ไว้แทนกายได้แทนตัวถนัดหนำ
แลกแลขายจ่ายสิ่งของพ่อทองคำ เงินแดงดำพ่อก็รู้ชำนาญใจ
แต่นี้ไปใครจะขายให้ยายเล่า ทั้งสองเฒ่าตาก็มืดพ่อฤๅสาย
ได้แทนตัวแทนตาทั้งตายาย พ่อจากไปใครจะดูให้ยายตา
เมื่อขายของก็จะต้องไปหาเขา ทั้งเงินเล่าก็ไม่เห็นจะต้องหา
ให้เขาดูถ้าแม้นดีก็บุญตา ถ้าได้แดงแล้วก็ตาอกแตกตาย
แกครวญคร่ำร่ำพิไรไม่หายห่วง เอาสองกรข้อนทรวงแทบฉลาย
เข้าลูบหลังลูบหน้าว่าหลานยาย เป็นเจ้านายไม่เคยยากเคยยวนยี
เมื่อยามอยู่ในปราสาทราชฐาน แสนสำราญสุขเกษมด้วยสาวศรี
สนมนางเป็นขนัดคอยพัดวี พระแท่นที่จะประทมก็ปิดทอง
วิสูตร๑๗ม่านกั้นกางสำอางเอี่ยม แต่พรมเจียมปูลาดไม่หม่นหมอง
เขนยหนุนเคยสำนักแต่ปักทอง ดูเรืองรองรุ่งโรจน์อร่ามตา
ยามเสด็จเสร็จขึ้นพระเสลี่ยง พระกลดคันกั้นเรียงทั้งซ้ายขวา
มหาดเล็กตามกลาดดาษดา ขึ้นชื่อว่าจะได้ยากไม่มีเลย
โอ้แต่นี้พ่อจะเดินไปกลางแดด จะผาดแผด๑๘ร้อนหลังแล้วหลานเอ๋ย
แต่ดงป่าอนิจจาพ่อไม่เคย ไม่มีความยามเสบยแต่นี้ไป
เมื่อยามนอนก็จะได้ใบไม้ลาด มาต่างอาสน์ฟูกทองอันผ่องใส
เขนยหนุนก็จะยากลำบากใจ เอารากไม้ต่างเขนยได้เกยนอน
จะเดินป่าฝ่าพระบาทจะฟกช้ำ หนามจะตำเล็บจะหลุดสะดุดขอน
จะซุกซนด้นเดินในดงดอน ยายอาวรณ์คิดเอ็นดูพระหลานชาย
แกครวญคร่ำร่ำรักพระปาจิต จนพระอาทิตย์โด่งแดงขึ้นแสงสาย
ยายกะตาอดข้าวทั้งเพรางาย ความเสียดายพระปาจิตคิดคะนึง
ครั้นระงับดับโศกในอกบ้าง สติตั้งขุกคิดรำพึงถึง
อนิจจังสังขารามารุมรึง มาร่ำรักไม่คิดถึงเลยความตาย
เกิดเป็นรูปทั้งบุรุษชายแลหญิง ไม่เที่ยงแท้แน่จริงดังใจหมาย
ตายแล้วเกิดเกิดมาชราตาย จะรักร่างหลงกายไม่เข้าการ
เป็นธรรมดาเกิดมาในภพสาม อันบ่วงกามนั้นยังเกี่ยวในสงสาร
ชังกันแล้วกลับเป็นชื่นไม่ยืนนาน ชื่นสำราญกลับมาชังไม่จังจริง
แกเปล่งปลั่งปลงสังขารนั้นลงได้ ค่อยคลายใจดับโศกท่านยายหญิง
จึงจัดแจงแต่งถุงย่ามความประวิง ครบทุกสิ่งหมากพลูทั้งปูนยา
แกจัดแจงแต่งให้ไถ้ข้าวตาก เมื่อยามยากจะได้กินหนาพ่อหนา
ผ้าพื้นม่วงห่มคำดำลกา จะแต่งมากก็จะช้าเนื้อความไป
ด้วยเรื่องราวนั้นยังยาวยากจะสุด หมดสมุดหาจะเขียนหามีไม่
กับผู้อ่านว่าขี้คร้านรำคาญใจ มักเปิดไปเบื่อทั้งหูผู้จะฟัง
ความอาลัยแต่งให้กันอย่างนี้ ได้ฟังมามากมีสาขะยัง
นิทานนี้เป็นคัมภีร์อนันตัง วิตถารกว้างจะให้กองนั้นมากมาย
ปางพระองค์ทรงฤทธิ์ปาจิตเจ้า ครั้นสองเฒ่าเบาทุกข์บรรเทาหาย
เก็บดอกไม้เข้าไปลาษมายาย ทั้งท่านตาโทษที่ได้ไว้ก้ำเกิน
อย่าผูกกรรมยายตาพยาบาท อนุญาตอย่าให้หลานได้ฉุกเฉิน
ไปภายหน้าจะเป็นกรรมระยำเยิน อย่าให้กรรมนั้นมาเกินติดหลานไป
ทั้งยายตารับษมาว่าผ่องแผ้ว ให้หลานแก้วบริสุทธิ์จงผ่องใส
ที่หนักเบาพ่อได้ว่าด้วยวาไจ ที่โทษภัยอย่าให้พานกับหลานตา
ครั้นษมาลาโทษตายายแล้ว พระกิ่งแก้วยกพระกรทูนเกศา
ศิโรราบกราบตีนยายกะตา เอาย่ามใหญ่ใส่บ่าแล้วคลากาย
ทั้งยายตาพากันกระสันโศก ตีหัวอกแทบจะแยกแตกฉลาย๑๙
พระเหลียวหลังกลับมาแลดูตายาย สงสารยายเดินพลางหลั่งน้ำตา
จะร่ำเรื่องเมืองบ้านจะนานนัก แต่พระองค์ทรงศักดิ์เที่ยวตามหา
ทุกเมืองบ้านมากมายหลายพารา ไม่พบพาคำกล่าวใครเล่าลือ
อันชื่อเมืองนั้นไม่มีบาลีไข ก็สงสัยครั้นจะแต่งลงเถิดหรือ
ฉันกลัวผิดบาปจะติดไปเต็มมือ อยากรู้ชื่อคิดสงสัยอย่างเดียวกัน
พระดั้นดงพงดอนเที่ยวนอนป่า จะคณนานับกำหนดในวสันต์
ได้เจ็ดฝนนับด้วยปีมีสำคัญ แทบอาสัญด้วยกำหนัดมาตุคาม
เมื่อจะพบนพเก้าเยาวเรศ ให้อาเพทหวาดหวั่นในจิตหวาม
บังเกิดกรึกนึกคะนึงรำพึงความ แต่เที่ยวตามนางก็นานมาหลายปี
แม่อุ่นอกเจ้าจะตกไปเมืองไหน จะเป็นตายฤๅอย่างไรนางโฉมศรี
เที่ยวค้นหามาก็มากหลายบูรี ไม่เห็นมีใครผู้ใดจะพบพาน
เทวดาที่รักษากำพูฉัตร เห็นพ่อหน่อโพธิสัตว์คิดสงสาร
เข้าดลใจของพระปาให้บันดาล พาเอาไปให้ได้พานได้พบนาง
พระทรงพลดั้นด้นพนาเวส ตามนิเทศป่าระหงเข้าดงขวาง
สำราญใจเห็นไม้พระชมพลาง ในดงยางร่มระรื่นชื่นอุรา
ต้นเสลาเถาสลันพันสล้าง แคขานางขึ้นเคียงเป็นสองขา
คิดเถิงนวลหวนเถิงน้องหมองอุรา ถ้านางมาพี่จะชี้ให้เชยชม
หมู่เถามวกปนป่ายไม้ยายม่อม ต้นพะยิงพิงพะยอมดูโสงสม
ครั้นพายุพัดโยกกระโชกลม หักระเนนเอนล้มลงทับกัน
ไม้เสนียดเป็นขนัดงามขนาด มหาหงส์แกมมหาดกะทังหัน
หมู่หามจาวเหล่าหามกรายเถาวัลย์พัน เหล่าต้นเกดขึ้นแกมกันโยทะกา
หมู่มะกอกงอกขึ้นแกมกับต้นกุ่ม ต้นเต่าร้างริมมะรุมโตสาขา
เถาอัญชันพันอบเชยทับกัญชา ต้นน้อยโหน่งปนน้อยหน่าอินทนิล
นางกระเบาเหล่ากระบากปนกระแบก ต้นตาตุ่มปนตองแตกพยุงหิน
เถาสะอมทับสะเอมฉัตรพระอินทร์ หมู่ต้นฝางปนต้นฝิ่นมะฝ่อไฟ
ต้นมักขวิดติดมะขวาดหมู่หัวขวาน ต้นสะคร้องามสคราญดูไสว
ขึ้นปนปะไม้ชนะจะรำไร สกุณัยจับขนานขนัดเรียง
นกแต่งโคลงโคลงเคล้ากับคู่พลอด ตัวเมียแอบอิดออดสะโอกเสียง
นกเขาคูเรียกคู่ให้มาเคียง ชม้ายเมียงมุ่งหมายให้เมียมา
นกกระเต็นไต่เต้นบนต้นแต้ว หมู่แซงแซวแซ่แซ่วตามภาษา
ฝูงตะกรุมเกร็ดเกร่แล้วเร่มา คาบได้ปลาพาคู่มาสู่รัง
ลมพระพายชายพัดมาฉิวฉ่า กระพือพาพัดเกสรมาวั่งวั่ง
หอมระรื่นชื่นอารมณ์ด้วยดอกรัง ฟุ้งกระหลบอบไปทั้งพนัสไพร
เป็นป่าโสงดงครุ่มชอุ่มสะอื้น ร่มระรื่นน่านอนนั่งอาศัย
เงียบสงัดโหรงเหรงวังเวงใจ กลิ่นดอกไม้หอมคลุ้มกลุ้มทั้งดง
หอมกระถินกลิ่นมะลิฟุ้งกระหลบ เหมือนเขาอบน้ำกุหลาบที่อาบสรง
คิดเถิงวังนั่งฉงนให้งวยงง แทบล้มลงแล้วระลึกกลับหักใจ
ว่าอนิจจาอตส่าห์มาจนป่านนี้ ได้เจ็ดปีเข้าปีนี้เหตุไฉน
ยังกลับหวนยวนเถิงวังจะกลับไป ใจเอ๋ยใจไปจนได้อย่ากลับคืน
พระขืนข่มหักอารมณ์ลงได้แล้ว ไม่มัวหมองผ่องแผ้วหัวใจชื่น
ออกจากดงลงเหวพระหยุดยืน สำราญรื่นชมปลาบรรดามี
สายกระแสแลเถิงดินดูกระทั่ง ช่างใสกวั่งราวกะแก้วมณีศรี
สนพัดเภทเต่าปลาบรรดามี ชะโดโดดไล่กระดี่กระเดือกดำ
ฝูงเทพาปลาเทโพพวกแมงภู่ พระแลดูลอยล่องเป็นหมู่หลาม
ตะเพียนทองดูเหมือนทองอร่ามงาม ช่างลอยตามกันเป็นแถวท่องนที
เป็นหินลาดดาดดีเหมือนประดับ บ้างซอนแทรกขึ้นมาซับสลับสี
บ้างโรงรู๒๐ตัวรองห้องวารี ที่ดีดีอยู่ก็กลาดดาษดา
พระพินิจพิศดูในเหวห้อง ละลานใจใสผ่องมนัสสา
เถิงคนทำก็ไม่ดีเถิงนี่นา ช่างมีมาเกิดประกับสำหรับกัน
พระงามชื่นขึ้นจากเหวไปชมเขา เดินไต่เต้าตามผาศิลาสลัน
เห็นหินหักพระชะแง้ชะโงกงัน ช่างแชชันน่าไสยิดแสยงกาย
ที่หน้าผาแต่ล้ำพ้นผึ้งรวงจับ แลสล้างรังสลับมีมากหลาย
คนอื่นเห็นเขาคงเกนตะเกียกตะกาย หาฟืนไฟคบอัคคีตีเอารัง
นี่เราเห็นไม่เป็นไรดอกผึ้งรวง แล้วนึกหน่วงคิดขึ้นมาว่าทุกขัง
โอ้กายเอยเกิดเป็นกายไม่จีรัง เกิดมาพูนแต่ลำพังพระปฐพี
ไฉนหนอเจ้าพวกหมอที่ตีผึ้ง ไม่คิดถึงเลยเมื่อกายจะเป็นผี
ไม่รักตัวช่างไม่กลัวอเวจี คนเรานี้กรรมมากยากนิพพาน
แล้วพระชมภูผาศิลาชะงัก เป็นแผ่นภูเพิงตะพักดูภูมิฐาน
เพิกเป็นพื้นดูเหมือนแล่นแผ่นกระดาน สิลลา๒๑ลานแลละลิ่วดูโล่งลอย
เป็นปล่องโปร่งแปลกแปลกเหมือนว่างเปล่า ที่กิ่วเก่าเหมือนจะหักกระเด็นฝอย
บ้างแตกตั้งเหมือนจะตกดูตองตอย พระเดินพลางทางชม้อยชม้ายชม
ที่ลางแห่งดูเหมือนแปลงที่ควายปลัก บ้างแหว่งหวำเป็นชะวากก็มีถม
บ้างสูงใหญ่ขึ้นไปเยี่ยมเทียมกับลม บ้างหักร่วงเหมือนคนโรมเป็นกองกอง
พระลงเขาตามลำเนาขึ้นโคกเกริน สันโดษเดินด้นดั้นผันผยอง
พยัคฆ์สัตว์เสือช้างกวางคะนอง บ้างเปิ๊บปี๊บกู่ก้องร้องโกลา
เทพไทพาไปที่ทางรวบ ไปประจวบกันกับทางนางตามหา
ที่นางสั่งไว้กับพวกสกุณา เทวดาก็กลับมาวิมานตน
๏ ปางพระหน่อสุริยวงศ์พงศ์กษัตริย์ ค่อยหลีกลัดหิมวาพนาสณฑ์
พระบาทาพุพองเป็นหนองปน ภูวดลเจ็บช้ำระกำใจ
พระครวญคร่ำร่ำว่านิจจาเอ๋ย แม่ทรามเชยเจ้าจะหลงอยู่ดงไหน
ฤๅอุ่นอกเจ้าจะตกไปเมืองใด ฤๅว่าตายไปเสียแล้วเจ้าแก้วตา
พฤกษ์เทวาที่บรรดาได้ยินเสียง ชม้ายเมียงมองดูพระนาถา
นี่เสียแท้แน่เสียแล้วกระมังนา ที่ฉัยยาสั่งความให้ตามไป
พฤกษ์เทวาจึงปรึกษากันอึงมี่ อย่างไรดีจะมานิ่งหาควรไม่
เราจำแลงแปลงเป็นสกุณัย ขึ้นจับไม้บอกความให้ตามนาง
พฤกษ์เทวาครั้นปรึกษากันแล้วเสร็จ จำแลงเพศกลายเป็นนกจับสล้าง
เหนือปลายไม้กิ่งมังคุดพูดกันพลาง พระจอมปรางค์แลเห็นสกุณัย
สกุณาเทวดาเป็นนกนั้น จึงถามพลันว่านี่ท่านจะไปไหน
ถิ่นสถานบ้านเมืองอยู่แห่งใด ท่านชื่อไรเดินเดียวมาเปลี่ยวองค์
พระอุ่นอกฟังนกนั้นไถ่ถาม จึงบอกความตามจริงสิ่งประสงค์
พ่อนี้ชื่อว่าปาจิตฤทธิรงค์ มาตามองค์มเหสีดอกลูกอา
เทวดาสกุณาเห็นว่าแน่ ไม่นิ่งช้าว่าคุณแม่เที่ยวตามหา
มาที่นี่สั่งกับฉันสกุณา คุณพ่อมาบอกความให้ตามไป
พระโฉมงามถามว่าคุณแม่นก นางอุ่นอกว่าจะไปอยู่เมืองไหน
สกุณาตอบว่าอยู่เมืองไกล จงตามไปเถิดคุณพ่ออย่าท้อทาง
สกุณาจึงบอกว่าไปทิศนี้ เอาปีกชี้ไปให้แจ้งแจ่มกระจ่าง
นกจึงว่าอนิจจาสงสารนาง ร้องไห้พลางสั่งความร่ำพิไร
ผินหน้าสั่งหันหลังสอนสั่งกับลูก ดูพันผูกหาคุณพ่อเพียงตักษัย
ปากนั้นสั่งตานั้นหลั่งสุชลนัย ฉันพลอยไห้ด้วยเอ็นดูพระมารดา
ปาจิตเจ้าได้ยินเล่าที่นางสั่ง ให้คลุ้มคลั่งปานประหนึ่งจะเป็นบ้า
สุชลนัยไหลอาบพระพักตรา โอ้แก้วตายังไม่ตายทำลายชนม์
พระร้องพลางสั่งนกว่างามเลิศ ค่อยอยู่เถิดให้เป็นสุขสถาผล
ในอกพ่อนี้เหมือนไฟประลัยลน ด้วยกังวลขุ่นรำคาญสงสารนาง
พระเนื้อนากจากนกไม่หยุดนั่ง ละล้าละลังปานหนึ่งอกจะแตกผาง
ให้ปวนปั่นแทบชีวันจะวายวาง คะนึงนางรีบไปครรไลเดิน
ลงจากโคกข้ามโกรกเข้าดอนชัฎ ค่อยหลีกลัดป่าบุกระฉุกระเฉิน
ออกจากดอนจรดลเป็นโนนเนิน ดูลิ่วโล่งโปร่งเกรินกระจ่างตา
ใกล้ประเทศเขตกรุงเมืองจัมปาก เห็นฝูงควายหลายหลากเที่ยวกินหญ้า
ทั้งโคช้างเกลื่อนกลาดชาติอาชา พระจินตนานิ่งนึกมโนใน
อยากรู้เรื่องจะเป็นเมืองอะไรหนอ ถ้าพบคนก็จะพอได้ถามไถ่
พระพบทางเดินตามครรไลไป เสียงเด็กน้อยเลี้ยงควายพูดกันอึง
มันเล่นคลีตีตั้งเป็นทางท่า บ้างวิ่งร่ารับลูกคลีทำหน้าขึง
มันฉวยไว้ร้องว่าได้ของพ่อมึง ขึ้นขี่หลังกันออกอึงบนเนินทราย
พระโฉมฉายเดินไปริมเด็กน้อย จึงกล่าวถ้อยถามบ้านย่านขยาย
เด็กมันบอกว่าอยู่บ้านโนนกะชาย มาเลี้ยงควายอยู่กับลุงที่ทุ่งนา
แต่ลุงฉันนั้นอยู่บ้านมักขามเทศ ชื่อตาเพชรอยู่กระท่อมแลเห็นฝา
คันนากลางอยู่ข้างโนนต้นพลับพลา เห็นหลังคาอยู่ตรงนี้มันชี้มือ
พระยอดสร้อยฟังถ้อยเด็กกล่าวสาร จึงว่าหลานพาไปส่งสักหน่อยหรือ
อ้ายเด็กกล้าวิ่งถลาเข้าจับมือ แล้วพารื้อรีบมาไม่ช้าที
ครั้นมาถึงซึ่งริมกระท่อมทับ เด็กมันกลับคืนพลันขมันขมี
พระโฉมยงเดินตรงจรลี เถิงกระท่อมทำเป็นทีปราสัยพลาง
ว่าท่านขามรรคาเขาเดินไหน แล้วเข้าไปนั่งลงพูดไม่เขินหมาง
ตาเพชรว่ามาแต่ไหนมาถามทาง เข้ามานั่งสูบยาพ่อหน้านวล
พระขวัญเนตรฟังตาเพชรแกพูดหา ให้ปรีดามีน้ำใจสำรวลสรวล
แล้วลุกเดินเข้าไปนั่งที่บังควร จึงชักชวนปราสัยเป็นไมตรี
ว่าลุงขามาทำนาอยู่บ้านไหน ไกลฤๅใกล้กับเมืองบูรีศรี
มาอยู่นาเลี้ยงควายสบายดี เมืองบูรีนามชื่อประการใด
ฝ่ายตาเพชรฟังสารปาจิตถาม ขยายความแจ่มแจ้งแถลงไข
ลุงอยู่บ้านมะขามเทศนะหลานชาย ถ้าแม้นไปตะวันบ่ายจึงถึงเมือง
นามพาราชื่อว่าเมืองจัมปาก ผู้คนมากเล่าชื่อฤๅกระเดื่อง
มีร้านรายขายของดูรองเรือง ในภูมิเมืองกว้างโตมโหฬาร์
เจ้าแผ่นดินปิ่นเมืองพระกษัตริย์ ครองสมบัติล้ำเลิศอันเลขา
มีเมืองน้อยร้อยเอ็ดพระพารา นำบรรณามาถวายไม่เว้นปี
พระมีราชบุตรีศรีสวัสดิ์ งามจำรัสศรีผ่องเป็นสองสี
มีงูเห่าตอดเอานางเทวี ตายเป็นผีสิ้นชีวาเถิงเจ็ดวัน
พระบิดรพระมารดาพระชนก แต่ตีอกแทบจะสิ้นชีวาสัญ
ยังมีชายนายหนึ่งคนสำคัญ ดูผิวพรรณมิใช่เหล่าชาวบูรี
มาตั้งปึ่งขึงขังขันอาสา ว่ามียาล้ำเลิศประเสริฐศรี
พวกข้าเฝ้าเข้าไปทูลมูลคดี พระภูมีจึงบัญชาให้หาตัว
ไปวางยาทาเข้าประเดี่ยวนั้น ก็เป็นคืนขึ้นมาพลันคนสั่นหัว
ยาเขานี่ดียิ่งเป็นน่ากลัว จนเฒ่าแก่ตาจะมัวไม่พบเลย
ลูกสาวท่านครั้นว่ารอดจากความตาย ก็ยกให้หมายจะเอาเป็นลูกเขย
ท่านรักใคร่ชอบอารมณ์ท่านชมเชย มอบสมบัติให้เสวยเป็นคู่กัน
ชาวพาราได้ยินว่าเขามาเล่า เจ้าไม่เอาอ้อนวอนแล้วผ่อนผัน
ลาเข้าบวชทรงผนวชในพรหมจรรย์ ท่านดีครันเรียนร่ำจนร่ำลือ
ในคำข่าวเขามาเล่าชื่อปาจิต เจ้าชีวิตไพร่ฟ้าพากันถือ
ไม่พลอมแพลมหลอมแหลมให้คนลือ ท่านให้ชื่อเป็นพระสังฆราชา
แต่ข้าวของกล่นเกลื่อนเรือนกระฎี๒๒ ดูมูนมีหลายหลากมากนักหนา
แต่นักปราชญ์อย่ามาเปรียบในพารา ใจศรัทธาปลูกศาลาไว้ทำทาน
แล้วจัดแจงแต่งคนให้อยู่เฝ้า คนไปมาหิวข้าวอยากอาหาร
ให้หาเลี้ยงเป็นนิรันดรทุกวันวาน ทุกเมืองบ้านเล่าลือกันอื้ออึง
รู้เถิงไหนไปมามิได้ขาด ประชาราษฎร์ร้อยพาราก็มาถึง
ท่านปลูกรับไว้กับท่าอึงคะนึง ใหญ่ได้ถึงเก้าห้องปิดทองคำ
คนไปมาอาศัยมากนักหนา หยุดศาลากินข้าวจนอิ่มหนำ
เขาคำนับยำเยงทั้งเกรงยำ พ่อก้อนคำเจ้าไม่รู้ฤๅอย่างไร
ปางพระหน่อกษัตราวราเดช ฟังตาเพชรบอกข่าวแถลงไข
พระนิ่งกรึกนึกสนเท่ห์มเนใน สงสัยใจคลังแคลงแหนงวิญญาณ์
เหตุไฉนใครหนอชื่อว่าปาจิต ช่างไม่ผิดถูกกับชื่อเรานักหนา
กินแหนงนึกกรึกในใจไม่เจรจา ไปพาราจะไปดูให้รู้ความ
ถามตาเพชรแล้วสำเร็จไม่อยู่ช้า แล้วอำลาคารวะไม่หยาบหยาม
แกยืนชี้บอกหนทางให้ไปตาม พระโฉมงามเดินเข้าทางย่างยาตรา
พระรีบร้อนจอระจรไม่หย่อนหยุด ด้วยเขาพูดนั้นสงสัยใจนักหนา
ตะวันบ่ายเข้ามาใกล้พระพารา ชาวประชาบ้านเรือนดูเกลื่อนไป
เหลือบเขม้นเห็นกำแพงออกแดงร่า สุดลูกตากว้างยาวจะมีไหน
เห็นเสาหงส์ธงห้อยดูแกว่งไกว โบสถ์ก็ใหญ่สูงโตมโหฬาร
พระย่างเหยาะก้าวยาวสาวพระบาท ไม่หวั่นหวาดตาชะแง้เห็นวิหาร
เถิงริมวัดชื่นสบายใจสำราญ เห็นสมภารถือกราดกวาดอาราม
พระโฉมยงเดินตรงเข้าไปกราบ ศิโรราบแจ่มใสแล้วไถ่ถาม
ว่าข้าแต่ผู้เป็นเจ้าผู้ใจงาม เขาลือข่าวเล่าความขจรไป
ว่าศาลามีที่ท่าท่านให้ทาน ทั้งคาวหวานนั้นท่านปลูกไว้ที่ไหน
ไม่รู้จักด้วยว่าฉันอยู่บ้านไกล อยากจะไปดูเล่นเห็นศาลา
ท่านสมภารฟังสารปาจิตถาม จึงไขความเป็นธรรมสากัจฉา
ศาลานั่งของพระสังฆราชา เจ้าพาราสร้างถวายท่านให้ทาน
สำคัญมีปลูกไว้ที่ดินท่าน้ำ ฝูงคนคล่ำดูเลือนประสกหลาน
ถ้าใครไปก็ได้กินจนพอการ ท่านทำทานไว้ที่ท่าฝั่งนัทที
มีผู้เฒ่าเฝ้าดูอยู่เป็นนิจ พระสังฆกิจสั่งไว้อย่าให้หนี
เขียนรูปภาพไว้ที่ฉากนั้นมากมี ไปเถิดสิชมเล่นให้เย็นใจ
พระสังฆกิจนั้นสถิตอยู่ในเมือง ดูรุ่งเรืองพระอารามนั้นกว้างใหญ่
วัดของรูปอยู่ข้างนอกไม่เหมือนใน ท่านเป็นใหญ่ยิ่งพระสงฆ์ทั้งพารา
พระผู้ผ่านฟังสารสมภารเล่า แล้วน้อมเกล้าลงประนมก้มเกศา
อกิวาทโดยนิยมบังคมลา ออกจากวัดเดินมาตามทางไป
ประชาชนคนเกลื่อนเลือนวิถี ดูมากมีไขว่ขวินสนั่นไหว
จีนฝรั่งเม็งมอญเขมรไทย บ้างซื้อขายรบเถียงกันกูมึง
เถิงประตูผู้คนดูเกลื่อนกลาด พระไม่หวาดก้มหน้าแล้วเดินขึง
เข้าประตูตามถนน๒๓เสียงคนอึง พระตะลึงแลดูร้านละลานตา
แต่ข้าวของกองขายนั้นหลายหลาก มีมูนมากพ้นที่จะสังขยา
แต่โต๊ะโถโอจานละลานตา เครื่องสินค้า๒๔มีจบดูครบครัน
บ้างนั่งร้านขายแพรแลเขม้น ผู้หญิงเห็นแล้วให้คิดจิตกระสัน
นอนไม่หลับนึกเห็นไม่เว้นวัน งามยังนี้เออยังนั้นจึงว่างาม
บ้างนั่งร้านเรียกขายผ้าหลายอย่าง เอี่ยมสำอางคมสันดูขันขำ
ยิ้มขยับเย้ายวนชวนให้ทำ ดูตาดำราวกะสีมณีนิล
เมืองนั้นใหญ่ถ้าจะไปเช้าจนค่ำ ให้เดินร่ำไปไม่หยุดสุดถวิล
เถิงสามวันนั้นแต่ว่าในธานินทร์ จึงจะสิ้นเถิงดูประตูเมือง
แต่ร้านรายขายของทั้งสองข้าง เป็นถนนอยู่ในกลางท่านแจ้งเรื่อง
สารพัดข้าวของดูนองเนือง จะร่ำเรื่องแต่งว่าจะช้าทาง
พระโฉมปรางค์มากระทั่งราชฐาน ดูละลานแต่ปราสาทแลสล้าง
เสียงเซ็งแซ่สาวสรรค์กำนัลนาง เอี่ยมสำอางเดินไขว่อยู่ไปมา
กำแพงอ้อมป้อมวังพระนิเวศ ล้วนปูนเพชรโปดลาดขนาดหนา
ประตูวังหน้าสนวน๒๕ล้วนสิลลา บานทวาตะปูดอกตอกประจำ
แลสล้างโรงช้างละลิบลิ่ว เป็นแถวทิวงามกระหง่านดูขันขำ
มีช้างเผือกไอยรานั้นงาดำ ใหญ่กำยำหน้ายักษ์ทั้งงายาว
มีโรงรถโรงอาชาสินธพชาติ ระดะดาดลาดหลังคาด้วยปูนขาว
แต่งโรงเรือนแลออกเกลื่อนเหมือนเดือนดาว เป็นระนาวเลื่อนชิดติดกันไป
เที่ยวถามหาท่าศาลาจนรอบเมือง ไม่ได้เรื่องจะเอาจริงลงไม่ได้
แต่ถามหาจนระอาแทบอ่อนใจ จะเอาจริงลงไม่ได้สักกึ่งคำ
ท่านเจ้าขาบรรณศาลาท่านทำไว้ อยู่ข้างไหนแต่เที่ยวถามเช้าจนค่ำ
คนโน้นบอกอยู่ข้างนั้นก็ไปตาม ครั้นไปถามคนข้างนั้นบอกต่อไป
แต่เที่ยวหาศาลาเถิงสองวัน เถิงสามวันจึงได้พบดังใจหมาย
ด้วยเมืองกว้างย่างยาวโดยนิยาย พระโฉมฉายตรงลงไปสรงชล
ทัศนาดูศาลาโตพิลึก ดูผู้คนอึกทึกอยู่สับสน
พระชำระเหื่อไคลกายสกนธ์ ขึ้นจากชลผลัดผ้าไม่ช้าที
หยุดอยู่นั่งพอประทังกำลังเหนื่อย แทบล้าเลื่อยหน้าซีดเหมือนหน้าผี
ครั้นเคลื่อนคลายหายเหนื่อยขึ้นดิบดี พระภูมีขึ้นไปนั่งยังศาลา
หมื่นระวังเห็นพระองค์ไปลงนั่ง ก็พร้อมพรั่งเร่งรัดกันจัดหา
ทั้งคาวหวานอันตระการรสโอชา หมื่นชัยนาทยกมาในทันที
หมื่นอาจนั้นฉวยขันไปตักน้ำ ก็พร้อมตามมาด้วยกันทั้งสามสี่
ยกมาตั้งวางให้ไว้ดิบดี เฒ่าทั้งสี่ร้องเกริ่นเชิญให้กิน
พระภูบาลเห็นอาหารเขาแต่งให้ ด้วยอ่อนใจหิวโหยโดยถวิล
ยกชามข้าวเอามาวางพลางแล้วกิน ไม่อาจิณด้วยว่าอยากเต็มทีมา
ทั้งหวานคาวกินเอาจนอิ่มหนำ เดินยังค่ำอ่อนเหนื่อยจนเมื่อยขา
ค่อยเหนื่อยหายใจระรื่นชื่นอุรา โฉมพระปาแลดูฉากเห็นมากมี
แล้วโฉมตรูดูรูปที่วาดไว้ เป็นเจ้านายครองเมืองอันเรืองศรี
มีพารากว้างใหญ่อันยาวรี ประกอบมีสาวสนมกำนัลใน
มีเสนาข้าเฝ้าเหล่าอำมาตย์ ช่างฉลาดวาดคนหมอบไสว
มีรูปนางงามสำอางมากวิไล วาดรูปชายหนุ่มน้อยนั่งแลดู
มีรูปนางเยื้องย่างแล้วคืนกลับ มีรูปโหรถือตำรับลงเลขอยู่
มีรูปโหรลองผูกตำราดู รูปหนุ่มน้อยรับชูผูกตำรา
ดูไม่หยุดเห็นรูปบุตรพระกษัตริย์ ประนมหัตถ์ลงบังคมก้มเกศา
รูปบุรุษบุตรกษัตริย์เดินออกมา เอาน้ำยาเขียนคั่นเป็นบ้านเมือง
พระเพ่งตาทัศนาดูรูปเขียน แน่จำเนียรแจ้งรู้ที่ดูเรื่อง
แลดูฝอยอ่านพินิจที่บอกเมือง ในฝอยเรื่องว่านี่เมืองนครพรหม
ในฝอยว่าเจ้าพาราชื่อธรรมราช ครองสมบัติทูนกระหม่อมจอมสนม
มีบุตรชายพระจะให้เสวยรมย์ หานางเอกมาให้ชมให้ครองเมือง
แล้วเขียนไว้ว่าไม่ได้เป็นเด็ดขาด ประชาราษฎร์ลูกพญาไม่ต้องเยื่อง
ลูกร้อยเอ็ดทุกพาราบูรีเรือง จนหมดเมืองก็ไม่ได้สักคนเดียว
แล้วเขียนไว้ในจารึกที่หนังสือ บอกทั้งชื่อว่าทุกข์ใครให้เฉลียว
บุตรของจ้าวชื่อปาจิตพ่อทรามเปรียว ที่จับกระดานอยู่เจียวคือโหรา
ในฝอยว่าหมอตำรานั้นดูให้ พระปาจิตบุตรของไท้พระนาถา
ว่าบุญคู่อยู่ข้างทิศบูรพา ลูกกำพร้ามีแต่แม่แต่ว่าดี
จารึกไว้ว่าพระไพรขอตำรา โหรพฤฒานั้นก็ให้พระโฉมศรี
จารึกว่าที่ไปลาพระชนนี คือปาจิตบุตรภูมีผู้ครองเมือง
จารีกว่าที่เจ้าฟ้าเสด็จไป คือพระไพรไปเที่ยวหานางเนื้อเหลือง
พระอ่านสิ้นในกระบิลที่บอกเมือง สงสัยเรื่องนึกสะท้อนให้คลอนใจ
แล้วกลับสวนทวนมาดูที่ต้นเรื่อง ตั้งแต่เมืองจนตลอดด้วยสงสัย
ก็ถูกต้องมิได้ผิดกับก่อนไป พระหวั่นใจคิดเสียวเฉลียวตัว
ให้คิดวาดเอประหลาดนิทานเรื่อง ช่างต้องอย่างเข้าในเยื่องพ่อทูนหัว
ดูเรื่องราวเหมือนจะเข้ามาพันพัว ต้องกับตัวทุกข์ในอกเสียเจียวนา
๏ แล้วพระองค์ทรงดูขมีขมัน ที่ต่อกันไว้กับต้นด้วยกังขา
เห็นวาดรูปเป็นบุรุษนั้นเดินมา ตะพายย่ามถือศัสตราพระขรรค์ชัย
ดูจนสุดว่าบุรุษไปพบเมือง วาดเป็นเมืองมีมากพ้นวิสัย
ดูไม่หยุดเป็นบุรุษนั้นเลยไป วาดเมืองใหญ่มีปราสาทราชวัง
เห็นเขียนวาดเป็นปราสาททำด้วยหิน เขียนเป็นรูปเจ้าแผ่นดินดูขึงขัง
พระดูวาดเห็นทั้งนาฏสนมยัง เห็นวาดวางไว้เป็นบ้านย่านนิคม
พระแลผาดเห็นเขาวาดเป็นทุ่งนา เห็นวาดหญิงทรงครรภา๒๖นั้นงามสม
ก้มดำนาชักกล้านั้นตำตม เห็นวาดกลดกั้นเป็นร่มให้เย็นยาย
ช่างฉลาดเห็นเขาวาดเป็นบุรุษ เดินไปยุดผ้าถุงนั้นมุ่งหมาย
ดูเต็มตาเห็นเดินมาที่ริมยาย เห็นวาดชายนั้นลงนั่งกางตำรา
เห็นวาดไว้ให้เป็นชายไปก้มกราบ แล้วพิลาปเห็นเป็นมือนั้นเช็ดหน้า
เห็นเขียนไว้ทำเป็นยายนั้นเดินมา พระเพ่งตาเห็นเขาเขียนบุรุษชาย
แลพินิจพิศดูทุกสิ่งสรรพ์ เห็นเขียนไว้ชายนั้นก็ผันผาย
เขียนเป็นชายรูปจำเริญเดินตามยาย ตามกันไปอยู่สำราญที่บ้านเรือน
ดูจนสุดเห็นบุรุษสานตะกร้า ทำเป็นนามีคนไถดูช่างเหมือน
เห็นรูปยายนั่งเจ็บท้องอยู่ในเรือน วาดช่างเหมือนคลอดลูกนั้นออกมา
วาดเป็นนางงามสำอางวิไลเลิศ เด็กที่เกิดวาดไว้ใหญ่ไวหนักหนา
ดูก็เห็นเป็นบุรุษไปไหว้ลา เขียนมารดารูปเหมือนยายนั้นให้พร
วาดบุรุษเดินไปตะพายย่าม ดูก็เห็นเป็นนางงามพิไรอ้อน
ตานั้นเล็งเพ่งดูชายนั้นไปจร เขียนเป็นท่อนบอกให้แจ้งกระจ่างใจ
เขียนด้วยหมึกแล้วจารึกเป็นราวเรื่อง ที่วาดเมืองนั้นก็บอกจนแจ่มใส
อันเมืองนี้ต่างถิ่นแผ่นดินไกล ชื่อเวียงชัยพาราณสีบูรีรมย์
วาดเดินมานั้นคือว่าเป็นลูกจ้าว พระนามท้าวชื่อปาจิตอิศยม
ปาจิตจ้าวลูกท้าวนครพรหม โหรดูให้ได้นิยมจึงตามมา
ถือตำรานั้นคือว่าตาโหรให้ ที่เดินไปนั้นก็บอกว่าเที่ยวหา
ถ้าพบนางงามสำอางสมตำรา เขียนบอกว่าเป็นบุญคู่ของภูมี
ที่เขียนเนื่องไว้ในเรื่องคือปาจิต ไปหามิตรจึงไปพบบุรีศรี
เขียนเมืองครบว่าไปพบหลายบูรี เขียนไว้มีว่าพบเมืองนั้นใหญ่โต
เขียนปราสาทวาดไว้เหมือนก้อนหิน คือธานินทร์พรหมทัตงามรโห
ชื่อพาราณสีบูรีโต ที่เขียนบ้านมากอักโขเขตนิคม
ที่เขียนไว้ทำเป็นยายนั้นอุ้มห้อง คือแม่น้องอรพิมนางงามสม
บุรุษนั่งกางตำราอ่านนิยม คือปาจิตพระบรมไปพบนาง
หญิงทรงครรภ์ที่ในพื้นใช่อื่นไกล คือแม่ยายที่เป็นแม่อย่าอางขนาง
คือแม่นางอรพิมไม่อำพราง อย่าสงสัยใจกระจ่างเป็นความจริง
สานตะกร้านั้นคือว่าพระปาจิต เมื่อบพิตรอยู่อาสานางยอดหญิง
ที่กราบไหว้คือพระไพรจะตูวิง ที่อ้อนวอนอยู่ไม่นิ่งคืออรพิม
ที่เดินไปคือพระปาไปเมืองพ่อ แล้ววาดรอไว้เป็นท่อนเป็นลักฉิม
พระอ่านสิ้นแทบจะดิ้นเหมือนอยู่ริม ในอกอิ่มอัดอั้นตันอุรา
ประหลาดใจหนอนิยายในเรื่องนี้ ไม่เคยเห็นแต่สักทีหลากหนักหนา
ช่างมาพ้องต้องกับตัวเต็มลูกตา แต่ดูมาคิดสังเวชเถิงอกเอง
๏ แล้วทรงฤทธิ์พิศดูต่อไปเล่า ดูเป็นเรื่องเมืองจ้าวนั้นเหมาะเหม็ง
ปราสาทวังปรางค์มาศดูครื้นเครง แล้วแลเล็งเห็นบุรุษนั้นเดินไป
แลพินิจพิศดูบุรุษนั้น จอระจัน๒๗ไปในโรงวินิจฉัย
ช่างเขียนจัดเป็นกษัตริย์ถือขรรค์ชัย นั่งบนแท่นตรัสปราสัยกับเสนา
ดูก็เห็นเป็นบุรุษไปไหว้กราบ ศิโรราบอยู่กับแท่นพระนาถา
ช่างเขียนไว้เป็นดีใจท้าวพญา ทัศนาเห็นบุรุษกลับไปปรางค์
เขาเขียนคั่นกั้นไว้เป็นท่อนท่อน มีอักษรเขียนบอกไว้สะสาง
ว่าเมืองนี้มิใช่อินทร์เอี่ยมสำอาง สวรรยางค์ของภูธรนครพรหม
เป็นบิดาที่ชื่อว่าพระปาจิต ที่ทรงฤทธิ์ไม่มีคู่นิวาสม
ถือตำราไปเที่ยวหาเพื่อนนิยม ก็ได้สมเหมือนหนึ่งหมายที่ใจปอง
ที่เดินมาเข้าพาราคือปาจิต ไปหมอบติดอยู่กับแท่นทูลสนอง
คือปาจิตเข้าไปเฝ้าฝ่าละออง พระบิดาแซ่ซ้องจำเริญพร
ที่เขียนว่าเป็นเสนาพะยิ้มพะย่อง คือพวกพ้องหมู่เสนาพระทรงศร
ว่าได้นางพลางกันพูดจำเริญพร บุรุษจรเข้าไปปรางค์ใช่อื่นไกล
คือปาจิตออกจากเฝ้าเข้าปราสาท พระอ่านแล้วหวั่นหวาดพระทัยไหว
พระอ่านซ้ำอักษรให้อ่อนใจ ปานเห็นกายประหนึ่งว่าเห็นหน้านาง
ภูวดลง่วงฉงนอยู่เป็นครู่ แล้วแหงนดูตรึกตรองยังหมองหมาง
คิดเถิงนวลหวนอาลัยแทบวายวาง ฉงนง่วงอยู่เหมือนง่าง๒๘หน้าไม่เงย
แล้วข่มขืนกลืนดับโศกลงไว้ หักหัวใจโอ้ว่าใจของกูเอย
เห็นแต่เรื่องจะมาให้ใครเขาเคย พระดับโศกค่อยเสบยบรรเทาลง
๏ แล้วพินิจพิศดูต่อไปเล่า เห็นยายเฒ่านั่งร้องไห้ทำพิศวง
มีรูปสาวแจ่มกระจ่างสำอางทรง มีคนอ้อมล้อมเป็นวงอยู่บนเรือน
เห็นม้าช้างยืนสล้างจำลองสลัก ทั้งปืนทวนล้วนแต่ปักอยู่กลาดเกลื่อน
เห็นรูปช้างเข้าไปเทียบนอกชานเรือน พระแลเล็งเพ่งจนเลือนลูกตาลาย
เห็นรูปนางขึ้นไปนั่งจำลองสลัก วิไลนักรูปโฉมนั้นเฉิดฉาย
รูปยายแก่นั่งในกูบขี่ช้างพลาย แห่กันไปเป็นขนัดปี่พาทย์กลอง
ช่างฉลาดเขาจึงวาดไปคืนกลับ ไปเมืองเก่าที่อันดับมาเป็นสอง
ไปเมืองท้าวพรหมทัตตามทำนอง กันเป็นห้องไว้เป็นแห่งให้แจ้งความ
พระปาจิตพิศยลดูรูปวาด ยิ่งประหลาดใจนักให้หวาดหวาม
พระนิ่งนึกตรึกตรองทำนองความ ช่างต้องตามเข้ามาพัวกับตัวเอง
แล้วดูอ่านอักษรที่บอกไว้ ที่วาดรูปไว้เป็นยายนั้นเหมาะเหม็ง
ใช่อื่นไกลคือว่าแม่นางพิมเอง สะดุ้งเหยงปานว่าเห็นนางอรพิม
วาดรูปสาวอักษรนั้นบอกไว้ คือนางพิมยิ้มละไมนางเนื้อนิ่ม
ที่คนอ้อมนั้นไปรับนางอรพิม พระทรงอ่านแล้วให้อิ่มอั้นอุรัง
พระนึกหวนกลับทวนอ่านคืนเล่า ขึ้นขี่ช้างข้างลูกสาวแห่หน้าหลัง
คือคนใช้พรหมทัตเจ้านัครัง ให้ไปรับนางอรพิมมาเป็นเมีย
พระอ่านสิ้นอักษรที่บอกไว้ ให้เสียใจคิดขึ้นมาทำหน้าเสีย
เหมือนเมียเองเขาข่มเหงเอาเป็นเมีย เรื่องนี้รวมเข้ามาเรี่ยกับเรื่องกู
น้ำตาหายแต่ว่าใจนั้นหุนหัน จะเคียดเรื่องก็ไม่ขันน่าอดสู
แล้วดูไปด้วยหัวใจนั้นอยากดู เขาวาดรูปไว้ให้รู้เป็นเรื่องราว
วาดเป็นคนอลหม่านมีหมู่มาก บ้างอ้าปากบ้างก็วิ่งไปโฉ่ฉาว
คนที้งทานขึ้นไปหว่านลูกมะนาว มีข้าเฝ้าพร้อมด้วยสงฆ์แลชีพราหมณ์
แลพินิจพิศเห็นต้นดอกไม้ เขาเขียนปักเอาลงไว้กลางสนาม
พิศไปเล่าเห็นนางสาวนั้นรูปงาม มีคนตามแห่ห้อมดูล้อมมา
แล้วดูไปเห็นผู้ชายนั้นโตต่ำ กำลังล้ำเรี่ยวแรงดูแข้งขา
ถือพระขรรค์อันสะอาดพาดอุรา อยู่พร้อมหน้ากันกับนางนั่งประจำ
ดูไม่วางไปเห็นนางในปราสาท นอนไสยาสน์อยู่บนแท่นอันเลขำ
เห็นรูปวาดนั้นมายืนทั้งใหญ่ดำ แล้วเขียนซ้ำเป็นสองรูปดูกลับคืน
พระแลเล็งเพ่งพินิจพิศดูรูป ให้วาบวูบคิดเถิงตัวหัวใจตื่น
ใจระงมแทบจะล้มลงทั้งยืน พระข่มขืนหักหัวใจไว้ท่ามกลาง
๏ แล้วแลเล็งเพ่งพินิจต่อไปเล่า เห็นเมืองเก่าต้นเรื่องแทบล้มผาง
เป็นรูปจ้าวขึ้นไปเฝ้าบนพระปรางค์ ทั้งเกวียนช้างเขียนไว้หมดทั้งรถชัย
ดูแนบเนียนเห็นเขาเขียนกะทอทอง คนเนืองนองชายหญิงวิ่งไสว
บ้างขนเงินแบกทองของวิไล พากันใส่ลงในเกวียนเจียนกระพอง
รูปบุรุษบุตรกษัตริย์ขึ้นทรงรถ ก็มีหมดโคต่างบรรทุกของ
มีรูปคนขี่ช้างนั่งจำลอง มีรูปกลองรูประนาดปี่พาทย์วง
มีรูปช้างเดินสล้างแลสลอน มีรูปวาดราษฎรดำเนินหงส์
มีรูปโคกโกรกธารละหานดง มีรูปห้วยขวางอยู่ตรงหนทางไป
ดูก็เห็นเป็นตำหนักอยู่ริมน้ำ มืคนหลามพากันเล่นชลาไหล
มีรูปคนนั่งอยู่บนตำหนักชัย มีรูปจ้าวนั่งอยู่ในบนพลับพลา
มีรูปคนขี่ช้างผินหน้ากลับ มีรูปคนหมอบอยู่กับพระนาถา
มีรูปร่างผัวเมียยายกะตา มีรูปจ้าววิ่งถลาไปทิ้งทอง
ดูก็เห็นเป็นรูปจ้าวไปหักรถ ดูมีหมดรูปคนพิไรร้อง
มีรูปจ้าวถือกระบี่ทีลำพอง สอดฉลองฝ่าพระบาทแล้วยาตรา
มีรูปดงพงป่าพนาเวศ มีรูปจ้าวเข้าประเทศขึ้นไปหา
เห็นรูปเรือนบ้านดงอยู่โรยรา มีรูปเจ้าเคล้าน้ำตาละลุมลง
เห็นรูปจ้าวนั่งปรึกษากับตาแก่ พระแลแลแล้วก็คิดพิศวง
มีรูปจ้าวเข้าไปวังแล้วเดินตรง เห็นรูปจ้าวไปนั่งลงริมรูปนาง
เห็นรูปร่างพระกษัตริย์ทั้งโตใหญ่ พระดูไปแล้วสะท้อนพระทัยหมาง
เห็นรูปคนทรงเครื่องเรืองสำอาง แล้วเยื้องย่างฟ้อนรำทำกระบวน
มีรูปนางยิ่งสำอางมีโต๊ะโตก มีรูปคนบริโภคสำรวลสรวล
มีรูปชายสองรูปทำกระบวน คนหนึ่งหนุ่มคนหนึ่งจวนจะกลางคน
มีรูปนางผู้สำอางนั้นถือจอก รูปคนแก่นั้นนั่งกลอกอยู่สับสน
แต่คนแก่นั้นคนเดียวรูปสองคน รูปคนแก่หนึ่งพิกลเหมือนนอนตาย
รูปบุรุษที่เป็นหนุ่มกุมพระแสง แล้วกวัดแกว่งฟันเอาคอคนนอนหงาย
รูปเขาวาดขาดกระเด็นจากร่างกาย รูปหนุ่มชายนั้นพานางย่างยาตรา
รูปเขาเขียนเห็นเป็นเวียนในวังวง เห็นรูปทรงนั้นไปหยุดพูดกับม้า
เห็นรูปนางกับบุรุษขี่อาชา เห็นรูปม้าพาเหาะระเห็จไป
มีรูปม้าพาไปหยุดที่ร่มรื่น อันชุ่มชื่นภูมิภาคพระไทรใหญ่
เขาเขียนว่าทำเป็นม้านั้นหายไป แต่หญิงชายนอนอยู่ร่มพระโครธา
เห็นรูปชายนั้นกับหญิงเดินออกไป จากพระไทรเดินเหนื่อยจนเมื่อยขา
เห็นรูปหญิงฉีกเอาผ้าพันบาทา เห็นรูปหญิงเช็ดน้ำตาแล้วคลานไป
เห็นรูปชายพาเอาหญิงนั้นไปหยุด ที่หนองน้ำเป็นตะกุดพระไทรใหญ่
เห็นรูปชายนอนกับหญิงนั้นหลับไป เห็นรูปพรานถือหน้าไม้มายิงเอา
เห็นรูปชายตายกลิ้งลูกปืนปัก เขาเขียนชักไว้เป็นท่อนน้ำยาขาว
แล้วจารึกบอกให้รู้ในเรื่องราว ปาจิตเจ้าพระภูบาลก็อ่านดู
ที่วาดไว้คนหลายเป็นหมู่มาก บ้างอ้าปากบ้างก็วิ่งบ้างนิ่งอยู่
ทั้งชีพราหมณ์พร้อมสะพรั่งทั้งพระครู ต้นดอกไม้ปักอยู่ไว้เรียงรัน
คือท่านท้าวพรหมทัตอติเรก จะทำการอภิเษกกับจอมขวัญ
คืออรพิมขนิษฐาสุดาจันทร์ จึงพร้อมกันทั้งพระสงฆ์แลชีพราหมณ์
ทั้งทิ้งพานหว่านเงินทิ้งฉลาก คนก็มากวิ่งรับเป็นหมู่หลาม
ต้นดอกไม้นั้นถวายพระไกรงาม จึงทำตามหมายจะเย็นเป็นมงคล
ที่รูปสาวมีคนแห่นั้นแท้แล้ว คือกิ่งแก้วอรพิมอย่าฉงน
แห่กันไปอุปภิเษกขึ้นครองพล กับภูวดลพรหมทัตกษัตรา
ที่หญิงอยู่บนแท่นในปราสาท คือนิ่มนาฏอรพิมสเน่หา
ที่ชายใหญ่เดินไปแล้วกลับมา คือพรหมทัตเข้าไปหาแล้วกลับคืน
ไปหานางก็จะหวังสเน่หา ราคราคานั้นก็หายเหลือจะขืน
ท้าวพรหมทัตมิได้ร่วมไปแต่ยืน ที่รูปคืนนั้นคือท้าวกลับคืนมา
พระทรงอ่านในอาการบอกที่นี่ กลับยินดีโสมนัสสเน่หา
เหมือนอรพิมเมียของกูจริงจริงนา ตั้งสัจจาประเวณีนั้นดีจริง
๏ แล้วพระองค์ทรงอ่านต่อไปเล่า เป็นรูปจ้าวขึ้นไปเฝ้าชายกับหญิง
คือปาจิตเข้าไปเฝ้ามารดาจริง กับบิตุรงค์ยงยิ่งนครพรหม
กะทอทองช้างม้าบิดาให้ นั้นสินไหว้พระปาจิตอิศยม
ที่เกวียนต่างช้างโคคนระดม คือเข็นทองด้วยนิยมว่าได้นาง
นั่งรถทรงนั้นคือองค์พระปาจิต พระอ่านพิศแล้วให้นึกระคางหมาง
ใครเขียนเรื่องนี้เหมือนรู้กูกับนาง พระจอมปรางค์นึกนิ่งให้กริ่งใจ
อ่านจารึกแล้วกลับหวนไปทวนเรื่อง ดูในเรื่องกับจารึกหาผิดไม่
นางโฉมตรูฤๅเจ้าอยู่ในเวียงชัย ประหลาดใจอัศจรรย์จริงจริงนา
แล้วพระอ่านเรื่องจารึกที่ยังอยู่ มีช้างม้าเดินเป็นหมู่มากนักหนา
คือญาติวงศ์ข้าเฝ้าท้าวพญา ขี่คชาไปแต่งงานพระหลานชาย
ที่เขียนวงไว้เป็นดงเป็นดอนป่า ฝูงประชาหลายหลากนั้นมากหลาย
คือปาจิตกับพระยาเสนานาย เมื่อยกมามากหลายทั้งเผ่าปราน
เขียนเป็นดงนั้นพระองค์เมื่อเข้าป่า เขียนเป็นท่ามีตำหนักริมละหาน
คือพระองค์ไปประทับที่ฝั่งธาร หยุดสำราญผ่อนพักตำหนักจันทร์
คนที่ขี่ไอยราผินหน้ากลับ เข้าคำนับนั่งอยู่รอบหมอบสลัน
คือกองม้าของพระองค์ผู้ทรงธรรม์ พระองค์ผันให้ไปตามกลับคืนมา
ยายกะตานั้นจะว่าให้รู้จัก หริรักษ์ใช้พระยาไปสืบหา
พระยาไปได้ยายกับตามา จึงนำพาเข้ามาเฝ้าพระทรงธรรม์
ที่เททองนั้นจำลองวาดรูปไว้ ใช่อื่นไกลคือปาจิตพระจอมขวัญ
ได้ความจริงแน่ด้วยยายแกบอกพลัน พระหุนหันเดือดนางพิมแทบวายปราณ
ปาจิตเจ้าจึงเอาทองไปทิ้งขวาง ไว้ในวังกลางห้วยห้วงละหาน
หักรถทรงนั้นก็องค์พระภูบาล จงเอ่ยอ่านเรื่องจารึกเราบรรยาย
คือปาจิตเททองแล้วหักรถ จนหมุนหมดจับกระแทกแตกฉลาย
พระทรงอ่านแล้วเฉลียวให้เสียวกาย ช่างเหมือนตัวนี่กระไรนะอกอา
ที่เขียนเรื่องไว้เป็นเมืองมีประเทศ เมื่อทรงเดชลงจากโรงวินิจฉา
เอาเกือกทองสอดฉลองแล้วยาตรา พระผ่านฟ้าเถิงประเทศที่เขตเคย
เขียนเป็นเรือนที่เป็นร้างอยู่ว่างเปล่า มีรูปจ้าวนั่งร้องไห้ไม่ละเหย
คือปาจิตใครอย่าได้สงสัยเลย พระทรามเชยไปเห็นเรือนสังเวชโรง
ด้วยแต่ก่อนบ่อนเคยกินถิ่นเคยอยู่ เป็นหมู่หมู่ไม่เห็นคนให้เหรงโหรง
ที่วาดรูปเป็นตาแก่สันหลังโกง ถือพร้าง้อม๒๙นั่งลงแล้วพูดกัน
คือพระปาเมื่อไปพูดกับตาเฒ่า ตาแกเล่าแจ้งจริงทุกสิ่งสรรพ์
มีรูปชายไปเข้าวังในกลางวัน คือทรงธรรม์เข้าไปหานางอรพิม
ที่วาดไว้ว่าเป็นชายนั้นสองรูป เป็นสามรูปกับทั้งหญิงกระจิ๋มลิ๋ม
รูปผู้หญิงนั้นคือรูปนางอรพิม ผู้ชายสองที่นั่งริมกับรูปนาง
รูปคนหนุ่มนั้นคือรูปปาจิตจ้าว รูปคนเฒ่าใหญ่พีพุงกระถาง
คือพรหมทัตที่ผู้ผ่านสวรรยางค์ นั่งในปรางค์อยู่ด้วยกันทั้งสามคน
รูปทรงเครื่องนั้นละครที่ฟ้อนรำ จนพลบค่ำรำฟ้อนอยู่สับสน
ที่วาดโต๊ะไว้หว่างกลางทั้งสามคน หญิงเป็นคนถือจอกนั้นส่งมา
คือพรหมทัตปาจิตนั่งกินข้าว นางพิมเจ้ารักปาจิตสเน่หา
หญิงยื่นจอกนั้นคือพิมยื่นสุรา ให้พรหมทัตราชากินจนเมา
ที่วาดรูปเป็นคนแก่นั้นนอนหงาย คือท้าวไทพรหมทัตนั้นเมาเหล้า
ที่รูปชายถือพระขรรค์มาฟันเอา ท้าวพรหมทัตดิ้นดะเด่าคอกระเด็น
ที่คนฟันนั้นจะบอกไว้ให้แจ้ง คือปาจิตฤทธิแรงครั้นแลเห็น
เคียดพรหมทัตว่าไปเอานางเนื้อเย็น จึงฟันคอขาดกระเด็นออกจากกาย
ที่รูปชายรูปหญิงวิ่งวนเวียน เขาวาดเขียนรูปร่างไว้เฉิดฉาย
ไปยืนหยุดพูดกับม้าทุรนทุราย คืออรพิมกับพระไพรปรึกษากัน
พูดกับม้านั้นคือว่าพระอินทรา มารับพาอรพิมนั้นผายผัน
กับปาจิตฤทธิรงค์ผู้ทรงธรรม์ เขียนสำคัญไว้มีต้นพระไทรพราย
รูปหญิงชายเขียนเป็นหยุดอยู่ใต้ต้น มาพิกลวาดเขียนทำเป็นหาย
จะจารึกเรื่องบอกออกธิบาย คือพระไพรกับนางพิมอย่าคลังแคลง
รูปมิ่งม้านั้นคือว่าท้าวโกสีย์ พานางมาแต่บูรีอย่ากินแหนง
เอามาไว้ที่พระไทรริมนาแซง ม้าจำแลงนั้นก็หายกลายเป็นอินทร์
เขาเขียนไว้เป็นผู้ชายกับหญิงนั้น จอระจันเดินไปในไพรสิณฑ์
วาดรูปไว้เป็นผู้หญิงผ้าพันตีน โศกถวิลแดดาลแล้วคลานไป
คือปาจิตพานางจากสำนัก นางนงลักษณ์ตีนพองน้ำหนองไหล
รูปฉีกผ้านั้นคือว่าใช่อื่นไกล คือสายใจอรพิมนางนงคราญ
เขาวาดวางไว้เป็นร่างหญิงแลชาย เดินเข้าไปหยุดที่ร่มไทรพิศาล
เขาเขียนรูปเป็นผู้ชายเหมือนนายพราน ถือหน้าไม้งุ่นง่านมายิงเอา
ถูกผู้ชายลูกหน้าไม้นั้นคาอยู่ จะเขียนบอกไว้ให้รู้ทั้งหนุ่มเฒ่า
คือปาจิตอรพิมนางนงเยาว์ เดินไม่ได้อย่างเก่าด้วยตีนพอง
รูปฉีกผ้านั้นคือว่านางพิมฉีก จะเดินไปไม่ได้อีกนางเศร้าหมอง
พระปาจิตคิดสงสารนางนวลละออง จึงพาน้องไปบรรทมร่มพระไทร
รูปตาเฒ่าที่เขาวาดด้วยน้ำยา คือพรานป่านั้นทีเดียวอย่าสงสัย
ที่เขียนไว้ลูกหน้าไม้ปักหัวใจ คือพระไพรปาจิตทำลายชนม์
พระทรงอ่านปานประหนึ่งจะเป็นบ้า ละลังละล้าตาลายกระเสือกกระสน
ดูรูปเขียนช่างไม่เพี้ยนเจ้านิรมล อสุชลแทบจะย้อยฝอยกระเด็น
พระข่มขืนกลืนโศกแทบอกแตก ดูเรื่องรูปนั้นก็แปลกแลก็เห็น
ฤๅสุดเรื่องนั้นจะเยื้องไปผิดเกณฑ์ ดูสุดเรื่องจึงจะเห็นหายมลทิน
๏ แล้วทรงฤทธิ์พิศดูที่ต่อเรื่อง เห็นรูปหญิงย่างเยื้องจากไพรสิณฑ์
มาร้องไห้อยู่กับศพกอดฝ่าตีน เขาเขียนรูปไว้เหมือนดิ้นสลบไป
พระแลไปเห็นชายออกจากป่า แล้วนำพาเอาผู้หญิงจากศพหาย
เขาเขียนรูปไว้เป็นหญิงเดินตามชาย เห็นรูปควายหญิงนั้นขี่ไปตามทาง
เห็นรูปชายพาเอาหญิงไปหยุดพัก ที่สำนักร่มพระไทรอันใหญ่กว้าง
เห็นรูปชายนอนอยู่ใต้พระไทรซาง เห็นรูปหญิงแทงเอาร่างชายบรรลัย
เขาวาดรูปเป็นผู้หญิงกลับคืนเล่า ตามรอยเก่ามาที่ศพที่ตักษัย
เห็นรูปนางครวญคร่ำร่ำพิไร กระวนกระวายอยู่กับซากไม่จากจร
เห็นรูปงูสู้กับพังพอนเผือก พระแลเหลือกจนตาแข็งเหมือนไม้ขอน
เห็นรูปงูนั้นไปกัดฟัดพังพอน รูปพังพอนเขียนเหมือนตายทำลายชนม์
รูปงูเห่าเข้าไปแห้นที่ต้นไม้ กลับเขียนไว้เป็นรูปงูนั้นมาพ่น
รูปพังพอนเขียนไว้เป็นขึ้นบัดดล เห็นรูปนางนิรมลไปกัดยา
เห็นรูปนางเอามาพ่นที่ซากศพ เห็นรูปศพลุกขึ้นนั่งเสนอหน้า
เห็นรูปชายกับผู้หญิงตามกันมา เห็นรูปน้ำขวางหน้าทั้งหญิงชาย
เห็นรูปเณรดูก็เห็นขี่เรือน้อย เป็นเรือลอยมาตามสายชลาไหล
เห็นรูปหญิงรูปชายกวักมือไป เห็นรูปเณรรีบพายเรือเข้ามา
เห็นรูปชายขี่เรือไปกับเณรนั้น เห็นรูปเรือกลับเป็นผันคืนไปหา
เห็นรูปเณรรีบเอาหญิงใส่นาวา เห็นรูปเณรพายเรือพาเอาหญิงไป
เห็นรูปชายนั้นไปนั่งอยู่ฝั่งน้ำ ทำหน้าดำเคล้าสุชลนั้นล้นไหล
เขียนรูปวาดทำเป็นพลัดกันหญิงชาย เขียนหญิงนั้นยังไม่ตายอยู่ในเมือง
พระแลแลดูเรื่องรูปภาพเขียน ไม่ผิดเพี้ยนจะแจ้งไม่แฝงเฝือง
แลแล้วตรึกนึกแล้วแลเหลือบชำเลือง แลดูเรื่องแล้วมาคิดไม่ผิดตัว
สุชลนัยแทบจะไหลลงโซมพราก แม่เพื่อนยากอยู่ที่ไหนเล่าทูนหัว
แล้วทรงอ่านเรื่องจารึกยังนึกมัว เขาเขียนตัวอักษรเป็นเรื่องราว
จารึกว่าถ้าผู้ใดได้มาดู จงรอบรู้ตรึกตรองให้พ้องข่าว
เราเขียนรูปไว้เป็นหญิงมีเล็บยาว เดินไต่เต้าออกมาจากพนมไพร
มาอิดออดกอดตีนอาสภซาก คือคู่ยากของปาจิตที่ตักษัย
นางคนนี้ที่ในพื้นใช่อื่นไกล คืออรพิมอย่าสงสัยเลยผู้ดู
ปาจิตตายนางร้องไห้ด้วยรักผัว จึงทุ่มตัวยกตีนขึ้นทูนหู
ที่รูปชายถือหน้าไม้สมูทู ออกจากป่าเข้ามาดูนางนงคราญ
ใช่อื่นไกลเลยนะท่านคือพรานป่า ที่ยิงฆ่าพระปาจิตเถิงสังขาร
เราแจ้งจริงที่เป็นหญิงงามสคราญ เดินตามชายไปไม่นานแล้วขี่ควาย
นั้นคือว่ากัลยานางเนื้อนิ่ม เจ้าอรพิมแท้ทีเดียวท่านทั้งหลาย
งามจำเริญเดินไม่รอดระทวยกาย พรานจับควายมาให้นางนั้นขี่เดิน
ที่วาดรูปหญิงชายไปหยุดนอน ที่หนองบอนบ้านเก่าตะกุดเขิน
ชายนั้นนอนเลยเตลิดให้เพลิดเพลิน หญิงนั้นเดินมาฉวยมีดแทงเอาตาย
คือพรานพาอรพิมไปพักร้อน พรานก็อ่อนนอนเลยด้วยเหนื่อยหลาย
นางอรพิมฆ่าพรานบรรลัยวาย ที่ชายตายนั้นคือพรานนั้นมั่นคง
เราเขียนรูปไว้เป็นหญิงเดินกลับคืน มิใช่อื่นคือนางพิมนวลระหง
มาเถิงซากแล้วก็ซบสลบลง อันซากผีนั้นคือองค์ของพระไพร
เราเขียนย้อนที่พังพอนกับงูเห่า สู้กันเล่ากัดกันจนตักษัย
มิใช่อื่นคือองค์สหัสนัยน์ ขบกันตายเทวดาแล้วยากัน
ก็เป็นคืนฟื้นรอดจากชีวิต คือโกสิตมาจำแลงให้คมสัน
เขียนเป็นนางลุกย่างออกไปพลัน เป็นแม่นมั่นอรพิมไปเอายา
รูปมาพ่นลงที่บนอาสภผี รูปคนนี้คืออรพิมอย่ากังขา
ที่รอดคืนฟื้นนั่งในทันตา คือปาจิตสุริยาพระจอมไกร
ที่หญิงชายเดินไปนั้นให้คิด คือปาจิตอรพิมอย่าสงสัย
ปาจิตพากัลยาไปเวียงชัย ที่เขียนเป็นแม่น้ำใหญ่มหึมา
กับหญิงชายนั่นไปนั่งที่ฝั่งน้ำ เขาเขียนซ้ำไว้เป็นเรือน้อยนักหนา
มีรูปเณรนั่งอยู่ท้ายลำนาวา รูปกวักมือให้เณรมาที่ฝั่งชล
เราเขียนรูปไว้เป็นเณรพายเรือข้าม รับรูปชายไปฟากน้ำนั่งฉงน
เขียนรูปเณรพายเอาเรือมากลางชล เถลือกถลนรับรูปหญิงใส่เรือไป
เราเขียนไว้ชายกับหญิงนั้นพลัดกัน รูปหญิงนั้นอยู่ในเมืองเรืองมไห
อ่านจารึกแล้วอย่านึกสงสัยใจ รูปหญิงชายที่ไปติดฝั่งคงคา
คืออรพิมปาจิตไปติดน้ำ พระอ่านซ้ำแลดูล้มผวา
แล้วลุกขึ้นแลเล็งเพ่งลูกตา ดูจารึกอ่านว่าตามเรื่องไป
ที่เรือน้อยลอยมาว่าเณรขี่ รูปซ้ายมีกวักมืออยู่ไหวไหว
รูปกวักมือคือปาจิตใช่อื่นไกล กวักมือเรียกเณรมาใกล้ขอขี่เรือ
รูปเณรมาพาเอารูปผู้ชายนั้น ลงเรือพลันข้ามแม่น้ำไปข้างเหนือ
คือเณรริบปาจิตนั้นลงเรือ เอาข้ามฟากมาไว้ฝั่งให้นั่งคอย
รูปเรือเณรที่ว่าเห็นไปคืนกลับ คือเณรกลับคืนมารับนางยอดสร้อย
รูปหญิงขี่เรือเณรลงเรือพลอย คืออรพิมนิ่มน้อยเมียพระไพร
ที่รูปพลัดจะกระจัดให้กระจ่าง รูปข้ามฟากนั้นไม่พรางอย่าสงสัย
คือปาจิตอิศเรศผู้จอมไกร เป็นบุตรชายของภูธรนครพรหม
รูปสตรีเขียนไว้มีอยู่เมืองใหญ่ ใช่อื่นไกลจึงจารึกให้เห็นสม
คืออรพิมนิ่มขนิษฐ์นางทรามชม นางเอวกลมอยู่เมืองนี้จึงแจ้งมา
พระอ่านสิ้นในกระบิลเรื่องจารึก คะนึงนึกเศร้าพะวงหลงผวา
ร้องไห้โฮโอ้ว่าเจ้าอนิจจา สุชลนาไหลล้นเหมือนฝนลง
สะอึกสะอื้นตื้นตันว่าขวัญเนตร น่าสมเพชแทบชีวิตจะผุยผง
พี่ท่องเที่ยวทนทุกข์แต่บุกดง แทบจะปลงชีพล่วงชีวาลัย
หมื่นระวังครั้นได้ฟังปาจิตร้อง เข้าประคองจูงข้อมือไม่สงสัย
หมื่นชัยนาทวิ่งผาดมาว่องไว ทั้งสี่นายกุมข้อมือแล้วพามา
เข้าอารามพาไปหาพระสังฆราช อภิวาทแล้วประนมก้มเกศา
แล้วทูลตรงแก่พระสงฆราชา พระถานาจงได้โปรดที่โทษทัณฑ์
ฝ่าพระบาทตรัสใช้ให้ข้าเจ้า ไปอยู่เฝ้าที่ศาลาอย่าผายผัน
ข้าทั้งสี่รับสั่งระวังพลัน ก็ชวนกันมั่นระมัดไม่วางใจ
บุรุษอื่นหมื่นพันมานั่งอยู่ มาพิศดูก็หาเห็นร้องไห้ไม่
บุรุษนี้ดูท่วงทีจะอยู่ไกล นั่งลงได้ให้กินข้าวแล้วแลดู
ตั้งพินิจพิศแต่ดูรูปภาพเขียน ดูไปแล้วยังกลับเวียนสงสัยอยู่
ดูที่กลางแล้วยังสวนมาทวนดู ดูเถิงปลายแล้วมาดูต้นต่อไป
ดูแล้วดูเล่าเฝ้าพินิจ ตั้งแต่พิศฉันสังเกตหาหยุดไม่
ฉันระวังตั้งแต่ดูไม่วางใจ พอล้มลงร้องไห้ทรงโศกา
ดูตื้นตันอั้นหัวอกสะอึกสะอื้น ลุกขึ้นยืนแทบไม่ได้น่ากังขา
จึงพาตัวมาถวายใต้บาทา ได้ทรงทราบซึ่งฝ่าบาทธุลี
๏ พระสังฆราชแลประภาษเห็นปาจิต แลพินิจจำได้พระโฉมศรี
ในใจดิ้นแทบจะสิ้นชีพชีวี ไม่วายคนก็จะรี่เข้ากอดเอา
ในใจตรึกหวนรำลึกทำหน้าเสีย ทูนหัวเมียคิดว่าตายไปเสียเล่า
แต่เที่ยวหาจนชราเป็นหนวดเครา พ่อทูนเกล้าพยายามเที่ยวตามเมีย
แล้วข่มขื่นกลืนโศกเสียสละ ตัวเป็นพระอย่างพึงนึกพระจะเสีย
ผัวมาคืนคงได้คืนกลับเป็นเมีย แล้วกลืนกลั้นกลัวเกลียให้โศกกลาย
จึงตรัสว่าดูราทั้งสี่เฒ่า ไปอยู่เฝ้าก็ได้สมอารมณ์หมาย
มิเสียแรงที่เราแต่งเป็นหมื่นนาย ควรจะได้ซึ่งรางวัลท่านทั้งปวง
พระราชาสังฆราชจึงตรัสว่า เณรอย่าช้าลงไปบอกท่านข้าหลวง
สังฆรีที่รักษาเงินกระทรวง เอาเงินตราผ้าม่วงที่เนื้อดี
เณรรับสั่งพลางวิ่งมาไม่ช้า จึงกล่าวว่าบอกพลันขมันขมี
นี่แน่ท่านพนักงานสังฆรี เจ้าคุณศรีสังฆราชให้จัดไป
เงินสี่ชั่งทั้งผ้านั้นสี่ผืน ที่เนื้อลื่นอย่างดีพื้นม่วงไหม
สังฆรีไม่ช้ามาโดยไว จัดผ้าม่วงเงินใส่ตะพายมา
พระสังฆราชจึงตรัสว่าสังฆรี เฒ่าทั้งสี่มีคุณเรานักหนา
เราวานใช้ได้เหมือนใจที่จินดา เงินแลผ้านั้นให้เขาจึงสมควร
พระสงฆ์ท่านจึงรางวัลให้คนละชั่ง กับอีกทั้งผ้าม่วงงามสงวน
ทั้งสี่เฒ่ารับรางวัลสำราญรวล พากันยวนแย้มยิ้มแล้วกริ่มใจ
พากันว่าดิฉันพากันระมัด ตั้งแต่ผลัดกันระวังไม่ไปไหน
คนหนึ่งว่าเจ้าคุณสั่งไม่วางใจ คนหนึ่งไวเจ้าคุณสร้อยคอยระวัง
คนหนึ่งเวรแต่ไม่เห็นคอยจะวิ่ง คนหนึ่งว่าฉันไม่นิ่งชะแง้หลัง
ตาก็ดูหูก็พลอยคอยระวัง ทั้งสี่เฒ่าอวดอ้างยกย่องตัว
พากันลามาจากพระสังฆราช ออกจากวัดพูดกันแล้วยิ้มหัว
หมื่นระวังว่าคราวนี้ข้าตั้งตัว สิบตำลึงก็ไม่กลัวคงช่วยเอา
หมื่นชัยนาทว่าข้ามาดแต่ม่ายสวย ถ้าแม่ม่ายก็ไม่ช่วยจะช่วยสาว
หมื่นอุดมว่าอารมณ์ในใจเรา แม่ร้างสาวก็ไม่เลือกคงช่วยมัน
หมื่นคนหนึ่งว่าอย่าอึงดูเหมือนอวด ว่าจะช่วยหน่อยจะชวดไม่ได้ฉัน
ขโมยรู้มันจะปองของสำคัญ จะชวดฉันหน่อยจะเป็นเถนล้วงโอ
ทั้งสี่เฒ่าเดินเข้ามาเถิงบ้าน ที่เรือนใครไปสำราญด้วยสุโข
เอาเงินตราผ้าแจงแกพิริโย ทั้งปัตโตยินนิยมดังบรรยาย
๏ จะกล่าวกลับจับถึงเรื่องพิมสังฆราช เลิศฉลาดคิดมุ่งได้สมหมาย
จำเดิมแต่พบพระสามีไม่เว้นวาย มโนในนิ่งนึกแล้วตรึกตรอง
จะคิดอ่านฉันใดนะอกเอ๋ย จะบอกเผยพูดออกเป็นคำสอง
แต่ก่อนมาว่าเป็นชายในทำนอง จนแซ่ซ้องสรรเสริญได้บวชเรียน
มีอุปัชฌาย์อาจารย์ได้ทานถาม เป็นคำงามสาธุการประสานเศียร
ปุริโสท่านก็สวดเมื่อบวชเรียน ท่านถามไถ่มิได้เพี้ยนในถ้อยคำ
ท่านถามว่าถ้าจะแปลก็แปลได้ ปุริโสถามว่าชายฤๅไถ่ถาม
ก็บอกท่านว่าเป็นชายในใจความ เห็นสมคำท่านจึงบอกให้บรรพชา
อันรูปกายเองแต่ก่อนก็หญิงแท้ ด้วยบุญแกอธิษฐานเที่ยวตามหา
จึงกลับกลายมาเป็นชายตามสัจจา เถิงบรรพชาท่านก็ถามเป็นความตรง
กายเป็นชายจึงได้บวชไม่สมมุติ บริสุทธิ์มิได้อำในคำสงฆ์
ก็บริสุทธิ์ควรเป็นบุตรพระชินวงศ์ จนยืนยงมาเป็นสังฆราชา
คนออกชื่อลือฉาวไปทั่วทิศ มีสานุศิษย์บวชให้ไว้หนักหนา
บอกให้ถือสมาบัติปัสสนา คันธุระในเอกาธุดงค์เดิน
แต่ศิษย์สาถ้าจะว่าแต่พันร้อย มิไช่น้อยทุกพาราพาสรรเสริญ
จะกลับกลายกายเป็นหญิงไม่จำเริญ สานุศิษย์ที่ยังเพลินนั้นมากมี
ถ้าเห็นกายกลายเป็นหญิงเสียจริงแท้ พวกศิษย์นั้นก็จะแซ่กันแตกหนี
จะเสียใจหายศรัทธาทั้งบูรี จะสึกลาพากันหนีจากพรหมจรรย์
ถ้าจะกลายกายเป็นหญิงจริงจะได้ อย่าอยู่ไปเสียให้พ้นเข้าไพรสัณฑ์
ถ้าอย่างนี้เห็นจะเลิศประเสริฐครัน ได้ผ่อนผันไหว้ลาบรรดาโยม
ครั้นคิดแล้วแผ้วผ่องเห็นพ้นโทษ ให้ปราโมทย์โสมนัสภิรมย์สม
จึงเรียกหาพระปาจิตว่าท่านโยม ท่านตรอมตรมโทมนัสด้วยเหตุใด
เข้ามานั่งในกระฎีสิประสก ระงับอกดับโศกให้ใจใส
พระปาจิตมิได้คิดสะดุ้งใจ ในจิตหมายว่าผู้อื่นไม่เคลือบแคลง
ด้วยตัวนางสิมากลายเป็นชายพระ สิ้นวิระมิได้ตรีกจะนึกแหนง
เมื่อท่านเรียกท่านการุณย์ว่าบุญแรง ก็ลุกเลื่อนจากตำแหน่งเข้านั่งใน
พิมสังฆราชตรัสว่าเด็กสู่หามาก ไสเชี่ยนหมากยกเชี่ยนหมากเอาไปให้
กินหมากพลางนั่งเล่นให้เย็นใจ ดูนั่งรายแต่ลูกศิษย์เต็มกระฎี
บ้างก็เขียนบ้างก็เรียนซึ่งสนศัพท์ บ้างเพิ่งจับเล่าสุดอยู่ศัพท์สี่
เสียงแซ่วแซ่บ้างก็แปลเรียนคัมภีร์ ดูมากมีไปแต่เช้าจนคราวเพล
ครั้นยามเย็นสุริยาลงค่ำพลบ พระสังฆราชคิดปรารภด้วยยังเห็น
แลดูหน้าพระปาจิตไม่อยู่เดน ดูหน้าเสียแล้วกระเซ็นหลั่งน้ำตา
หมู่ลูกศิษย์ไปสถิตอยู่ตามที่ เข้ากุฎีบ้างก็เล่าบ่นสิกขา
บ้างก็บ่นให้จำเนียรที่เรียนมา อึงคะนึงในมหาพระอาราม
พิมสังฆราชตรัสเรียกพระปาจิต ท่านบัณฑิตมานี่หน่อยข้าขอถาม
เป็นสัจจังท่านจงแจ้งแสดงความ เหตุไฉนท่านจึงร่ำโศกาลัย
ทูนกระหม่อมจอมบพิตรปาจิตเจ้า ไม่เอื้อนอำความเก่าเล่าขยาย
ว่าเจ้าคุณดิฉันวุ่นแทบวางวาย เสียน้ำใจคิดรำคาญสงสารเมีย
ด้วยพลัดพรากจากกันฉันจึงคิด เที่ยวตามติดสืบหาประดาเสีย
ฉันเศร้าใจเสียใจเสียดายเมีย ถ้าตายเสียนั้นสุดคิดจะติดตาม
นี่ยังไม่ตายวายชีวิตจำจิตจาก เป็นวิบากแล้วเจ้าคุณมาไถ่ถาม
ได้เจ็ดปีแล้วแต่หาพยายาม เที่ยวสืบถามแต่ฉันไปหลายพารา
พระเล่าพลางหลั่งน้ำพระชลเนตร เอาผ้าเช็ดก็ไม่แห้งยิ่งโหยหา
พระเล่าพลางร้องพลางหลั่งน้ำตา แต่บุกดงพงป่าแทบตัวตาย
เถิงตัวตายไม่เสียดายเลยชีวิต ในใจคิดรักเมียไม่เหือดหาย
แม่เพื่อนยากด้วยเจ้าจากกระจัดกระจาย เวรอะไรของดิฉันมาทันตา
มาติดน้ำข้ามไม่ได้เมียกับผัว ด้วยความกลัวน้ำกว้างที่ขวางหน้า
อยู่ฟากนี้แลฟากโน้นสุดลูกตา เห็นนาวาเณรขี่มาดีใจ
ฉันกวักมือเณรเข้ามาให้พาข้าม จะข้ามพร้อมกันทั้งสามลงไม่ได้
ให้เมียนั่งคอยอยู่ฝั่งฉันข้ามไป อยู่ฟากโน้นเณรจึงกลับมารับเมีย
เณรมารับไม่เห็นกลับมาหาฉัน พอตะวันนั้นก็ย่ำลงค่ำเสีย
คอยไม่เห็นเณรก็หายหายทั้งเมีย ฉันตายเสียนั้นไม่ได้จึงกายยัง
ใครเขาเป็นเช่นอย่างฉันบ้างฤๅไม่ ทั้งหลายตายเขาจึงจากได้ซากฝัง
นี่เมียฉันจากฉันไปไม่หน่ายชัง ฉันจึงซังติดตามมาตามบุญ
เที่ยวค้นคว้าหาในป่าหิมเวศ ทุกขอบเขตเนินลำเนาภูเขาขุน
ดวงชีวิตมิได้คิดเสียเลยคุณ เป็นด้วยบุญพาประสบให้พบทาง
ตามมรรคาเดินมาเห็นหมู่เด็ก แต่เล็กเล็กเลี้ยงควายลายสล้าง
จึงถามบ้านเด็กแจ้งไม่แพลงพราง เด็กนำทางมากระท่อมพวกชาวนา
ชื่อตาเพชรดีกระไรช่างใจบุญ แกมีคุณอยู่กับฉันนั้นนักหนา
ยินสำเนียกแกก็เรียกให้สูบยา ฉันเข้าไปหาไถ่ถามนามบูรี
แกบอกว่านามพาราชื่อเมืองจัมปาก มีเมืองขึ้นนั้นก็มากมีศักดิ์ศรี
แกเล่าฉันสารพันนั้นมากมี ในบูรีบอกว่าสร้างศาลาทาน
เจ้าชีวิตคิดทำถวายพระ เสียสละโภชนากระยาหาร
ท่านเขียนรูปไว้เป็นเรื่องราวนิทาน แสนสำราญใหญ่โตอันโอฬาร์
แต่ผู้คนกล่นเกลื่อนดูกลุ้มกลาด มิได้ขาดบุญมากเป็นหนักหนา
พวกก่อนไปให้หลังพวกหลังมา อยู่อัตรามิได้เว้นทิวาวัน
ฉันลามาแกจึงพามาบอกทาง แกกระจ่างให้รู้จักที่ผายผัน
แกบอกให้ตะวันบ่ายก็เถิงพลัน จึงจากกันมาแต่ตาเพลาเพล
เถิงพาราสุริยาเย็นยะย่ำ พระสมภารกวาดอารามพอแลเห็น
เข้าไถ่ถามได้ซึ่งความก็พอเย็น เที่ยวดูหาก็ไม่เห็นท่าศาลา
เที่ยวไถ่ถามตามชาวเมืองเขาแจ้งบอก เที่ยวทุกกรอกถามเกริ่นแต่เดินหา
เถิงสามวันจึงได้พบท่าศาลา แทบเลื่อยล้าเอวหลังไม่นั่งลง
ลงอาบน้ำคลายเหนื่อยหิวเลื่อยล้า ขึ้นศาลาแลพินิจพิศวง
ทั้งสี่เฒ่าให้กินข้าวจิตดำรง เหนื่อยก็หายคลายลงค่อยมีแรง
แลดูฉากที่เขาเขียนเป็นราวเรื่อง เป็นบ้านเมืองแจ้งความตามตำแหน่ง
บอกชื่อเมืองราวกะรู้ไปดูแจง ไม่เคลือบแฝงทุกเยื่องในเรื่องตัว
ออกชื่อว่าปาจิตอิศราช แล้วคั่นขาดเขียนบอกว่าเป็นผัว
นางอรพิมว่าเป็นเมียไม่มืดมัว ช่างเหมือนเข้าที่ในตัวดิฉันเอง
ดูจนสุดในวิมุตติที่สงสัย เต็มหัวใจจึงน้ำตาได้โหรงเหรง
ไม่เพี้ยนไพล่ข้างกระไรเหมือนตัวเอง คิดวังเวงอยู่ไม่เว้นไม่วางใจ
เป็นอย่างนั้นดอกดิฉันจึงโทมนัส แต่กลั้นกลัดกลืนน้ำตาไม่ให้ไหล
ก็ไม่ฟังขืนแต่หลั่งความอาลัย พระร้องไห้เล่าพลางหลั่งน้ำตา
พระสังฆราชอรพิมผู้เป็นเจ้า ได้ฟังเล่าจริงจังไม่กังขา
ในใจร้อนเหมือนหนึ่งไฟไหม้อุรา ความโศกาก็บังเกิดขึ้นกับกาย
ด้วยยังเป็นปุถุชนหินชาติ ไม่สามารถที่จะดับให้โศกหาย
ด้วยราคกามนั้นยังลามอยู่ทั่วกาย ถ้าเว้นไว้แต่เพียงขาดมาตุคาม
พระพุทธองค์เมื่อยังหลงในไฟราค บารมีท่านก็มากเหลือหาบหาม
เสวยชาติเป็นนักปราชญ์เที่ยวปราบปราม ทรงพระนามชื่อพระเพศเวสสันดร
อีกชาติเดียวก็จะได้ไปเป็นพระ ยังวิระให้โมโหเข้าหวงหอน
สละลูกให้ชูชกภิกขาจร เฒ่าแสนงอนเฆี่ยนตีต่อหน้าตา
ท่านทรงพรตยังว่าอดอยู่ไม่ได้ ยังนึกร้ายว่าจะตามไปเข่นฆ่า
นี่หากว่าท่านประเสริฐเลิศปัญญา จึงปราบปราทำสังขารให้พลันวาย
นี่สังฆราชก็ยังชาติในผู้หญิง ยังหนาแน่นไหนจะนิ่งสงสารหาย
พระชลนัยไหลหลั่งลงพรั่งพราย ความอาลัยคิดเถิงยากที่จากกัน
กลัวจะแคลงแล้วจึงแกล้งปราสัยกล่าว ได้ฟังเล่านึกสังเวชในใจฉัน
คิดสงสารพักตร์พวงแม่ดวงจันทร์ ถึงอกใครก็เหมือนกันดอกท่านเธอ
แล้วสังฆราชแกล้งไถลปราสัยถาม เที่ยวเซ่อตามเพื่อนนอนหมอนเสมอ
หาเอาใหม่ไม่ได้เจียวฤๅเธอ จึงเซ่อเป้อมาให้ยากลำบากตัว
แต่พลัดกันมาก็นานเจ็ดปีเศษ ข้าเห็นเหตุว่าโฉมฉายจะได้ผัว
เที่ยวตามเขาไปเปล่าเปล่าน้ำจิตพัว มางวยงงหลงมัวอยู่งมงาย
พระโฉมงามตอบคำพระสังฆราช ผู้หญิงอื่นถ้าจะมาดก็สมหมาย
แต่ไม่เหมือนเพื่อนชีวิตคิดเสียดาย ไม่เว้นวายหวนถึงคะนึงนวล
จะได้ไม่ถึงจะให้สักหมื่นแสน มาเทียมแทนก็ไม่เหมือนเพื่อนสงวน
จะเอาใจมาแต่ไหนมายียวน ไม่บังควรคนจะว่าเป็นน่าอาย
อนึ่งน้องเหมือนอย่างทองที่สูงศรี ร่วมชีวีคู่ชีวาตม์ที่มาดหมาย
แม่เพื่อนร้อนเพื่อนเรือนเพื่อนสบาย จะตามหากว่าจะวายชีวาวัน
ยิงร่ำว่าชลนาก็ยิ่งไหล น่าน้อยใจใจยิ่งคิดจิตกระสัน
เวรใดที่ได้ทำมาตามทัน มาแกล้งกลั่นจกเอาทรวงดวงหัททัย
ฝ่ายว่าพิมสังฆราชผู้เป็นเจ้า ได้ฟังเล่าชลนังก็หลั่งไหล
แล้วตริตรึกนึกหมองมโนใน โอ้พระไพรน้อยฤๅจิตช่างคิดเมีย
เป็นแต่ตรึกหวนรำลึกไม่ออกปาก แต่กลั้นกลืนขืนหักอารมณ์เสีย
แล้วพูดกลบลบให้เลือนที่เงื่อนเยีย แต่ฉันฟังก็ไห้เสียน้ำใจครัน
ท่านรักเมียนี้นักหนาท่านปาจิต จะตามติดกว่าจะวายชีวาสัญ
ช่างกระไรไม่เสียดายชีวาวัน เมียของท่านงามสคราญสักปานใคร
พงศ์กษัตริย์ตอบอรรถพระสังฆราช ใจฉันมาดก็ว่าชอบอัชฌาสัย
แต่ว่าคนสิบคนสิบหัวใจ คนอื่นไกลเล็งไม่เห็นในใจเลย
ที่ตัวฉันใจตาว่างามพริ้ง ย่านผู้หญิงอย่ามาเปรียบเลยคุณเอ๋ย
ทั้งลักษณะกิริยาสง่าเงย นางคู่สร้างแต่ก่อนเคยด้วยกันมา
พยายามอตส่าห์ตามแม่เนื้อเหลือง มาหลายบ้านหลายเมืองแต่เที่ยวหา
สาวสตรีนั้นก็มีทุกพารา ไม่ชื่นชอบต้องชะตาเลยสักคน
ถ้าชอบใจไหนจะได้มาเถิงนี้ มีเมียมีได้เสียแล้วสักสิบหน
เถิงพบพักตร์ก็ไม่รักแต่แลยล จิตกังวลแต่เพื่อนยากที่จากไป
พระสังฆราชอรพิมยิ้มฉอเลาะ เมียของโยมเห็นจะเหมาะงามใจหาย
จึงตามหาอยู่ไม่ลืมให้ปลื้มใจ พูดไถลมิให้แคลงกินแหนงเลย
แล้วแสร้งว่าน่าเมตตาที่อกท่าน ทุกข์อกใครก็เหมือนกันดอกท่านเอ๋ย
แล้ววาจีทีเป็นห้ามพระทรามเชย หยุดเสบยเสียเถิดท่านกลั้นน้ำตา
เมียที่หายท่านเสียดายเต็มทีหรือ ฤๅแกล้งกล่าวใจไม่ซื่อมารษา
ทำทีถามจะฟังความกิริยา ฤๅเที่ยวหาอยากได้ใหม่ในใจจริง
ถ้าบอกตรงคงจะได้ดอกเมียเก่า อย่าโศกเศร้าไปเลยท่านเถิงผู้หญิง
จะนำพาไปเที่ยวหาอย่าประวิง จงไขแจ้งให้เห็นจริงอย่าทุกข์ใจ
พระปาจิตอิศรินปิ่นสงสาร จึงกล่าวรสพจมานสนองไข
ฉันบอกคุณมาก็เหลือไม่เชื่อใจ ฤๅดำน้ำซ้ำทั้งไฟมาทดลอง
ถ้าสงสัยจะถวายพิสูจน์สัตย์ ไม่ข้องขัดถ้าว่าใจเป็นใจสอง
กุศลสร้างมาแต่หลังได้สมปอง ยกประคองเคนถวายให้เจ้าคุณ
ได้เมตตาพาไปพบนพเก้า จะได้กุศลเทียมเท่าภูเขาขุน
เอ็นดูเถิดผู้เป็นเจ้าจงเอาบุญ ที่บุญคุณฉันไม่ลืมจนบรรลัย
ฝ่ายอรพิมที่ได้ชื่อพระสังฆราช เห็นปาจิตคิดสวาทพ้นวิสัย
แล้วขุกคิดนึกพินิจมโนใน คู่ชีวิตคิดแต่ใดแต่เดิมมา
พระเพื่อนยากจากกันมาปานนี้ ไม่คลายคลี่สักเท่ากึ่งพระเกศา
รักไม่เบื่อความเอ็นดูคู่ชีวา เที่ยวตามมาก็จนพบประสบกัน
นางตรึกตราจำจะลาจากบรรพชิต ด้วยสามิตตามมาพบให้โศกศัลย์
เข้าไปหาลาท้าวจ้าวชีวัน แจ้งสำคัญว่าพระพี่นั้นตามมา
แต่พูดกันมาประมาณสามยามเศษ พวกรักษาพระนิเวศพระนาถา
เสียงฆ้องยามย่ำทุ่มนาฬิกา สกุณาไก่ขันกระชั้นยาม
จนจวบจวนควรจะได้อรุณรุ่ง พระปาจิตไม่สะดุ้งในคำถาม
คะเนใจหมายว่าเป็นชีพราหมณ์ แต่ผ่องใสใจนั้นงามจะพบเมีย
จึงวอนว่าข้าแต่ท่านพระผ่านเกล้า ผู้เป็นเจ้าโปรดโยมอย่าลืมเสีย
จงนำพาฉันไปหาให้เห็นเมีย ไม่ลืมลบกลบเสียซึ่งคุณบุญ
จิตพระองค์จะประสงค์สิ่งอันใด จะขวนขวายหาถวายมิให้สูญ
ได้โปรดเกศเมตตาอานุกูล บุญสมภารจะมาพูนยิ่งหนักไป
ฝ่ายว่าพิมสังฆราชจึงตรัสว่า ท่านปรีดาใจเถิดจงผ่องใส
จะจวนแจ้งแสงกระจ่างอโณทัย จะขาดกิจพระวินัยสิกขาวร
พิมสังฆราชจึงสะพัก๓๐ขึ้นครองผ้า แล้ววันทาพุทธองค์ผู้ทรงสอน
สานุศิษย์มาบังคมประนมกร หมอบสลอนดูออกกลาดดาษกระฎี
ลูกวันทาพากันว่าษมาโทษ ตามเบื้องบทในกระบิลพระชินศรี
เป็นสัมมาคารวะด้วยวาจี สวดพิธีด้วยพาหุงถวายพร
เป็นนิรันดร์มาอย่างนั้นไม่วายเว้น ชำนาญเจนสานุศิษย์ได้ฝึกสอน
อยู่เนืองนิตย์มิได้ผิดสิกขาวร แต่สั่งสอนไว้ในทางประเพณี
ครั้นรุ่งเช้าผู้เป็นเจ้าพระสังฆราช รับอังคาสฉันจังหันขมันขมี
แล้วภัตตาโมทนาด้วยสัพพี สำเร็จแล้วเข้ากระฎีด้วยตรองใจ
แล้วครองผ้าเรียกหาลูกศิษย์ตาม ตะพายย่ามเข้าไปสู่โรงนิฉัย
จ้าวพาราทัศนาเห็นแต่ไกล ตรัสประภาษว่านั่นใครเหวยเสนา
พวกข้าเฝ้าก้มเกล้าบังคมทูล นเรนทร์สูรจงได้ทราบละอองฝ่า
พระพุทธองค์เจ้าสงฆ์พระราชา กรุงจัมปากตรัสว่านิมนต์คุณ
พระราชาขึ้นไปนั่งบัลลังก์อาสน์ แต่เสื่อลอดปูลาดเขนยหนุน
พระกษัตริย์ตรัสประภาษว่าเจ้าคุณ ยังสมบูรณ์ด้วยโรคาไม่มาเบียน
พระสังฆราชจึงโอภาษว่าทรงศร ด้วยถาวรอันตราไม่พาเหียร
แต่ขัดข้องด้วยพี่น้องมาเยี่ยมเยียน จำนงเนียรมาถวายพระพรลา
ปางพระองค์ทรงแผ่นดินปิ่นพิภพ ผู้เลิศลบกรุงจัมปากพระนาถา
ได้ฟังสารสังฆราชพระราชา มาอำลาจอระจรจากบูรี
พระเสียใจดังหนึ่งใครมาควักล้วง เอาดวงจิตออกจากทรวงพระโฉมศรี
พูดไม่ออกอัดอั้นตันนาภี พระขืนมีเทวราชตรัสอุบาย
ว่าดูราข้าแต่ท่านอาจารย์เจ้า จงโปรดเกล้าโยมก่อนอย่าผันผาย
โยมก็แก่คร่ำคร่าชรากาย โยมนี้หมายฝากชีวาแลกายัง
เป็นญาติวงศ์พงศ์เผ่าเจ้าคุณฤๅ ท้าวทอดใจร้องว่าฮือโอทุกขัง
ไม่สังเวชเคยมาเทศน์ให้โยมฟัง จงหยุดยั้งอีกวรรษาจึงคลาไคล
พระสังฆราชฟังอรรถพระทรงศร ถวายพรว่าบพิตรปิ่นมไห
แต่จากโยมจากสถานมานานไกล จะแก่กายลงบรรลัยไม่เห็นเลย
องค์มหาพระบพิตรก็คิดแสน ก็เหมือนแม้นอย่างว่าโยมบพิตรเอ๋ย
มาเผื่อแผ่พึ่งบุญจนคุ้นเคย โยมข้างโน้นเหมือนอย่างเฉยไม่รำพา
โยมข้างนี้ปรีดาเป็นผาสุก โยมข้างโน้นจะได้ทุกข์ฤๅสุขา
จะไปเยี่ยมพอได้รู้เต็มหูตา จำเริญพรจะขอลาครรไลไป
อนึ่งเล่าเผ่าพันธุ์มาตามพบ จะหลีกหลบก็ไม่ควรผิดวิสัย
พระภูบาลจงสำราญอย่าพานภัย โรคาไข้อย่าบังเกิดในกายี
ธิบดินทร์ปิ่นจัมปากผู้ทรงฤทธิ์ เห็นสุดคิดที่จะห้ามพระสมี
จึงตรัสว่าพระบิดาชนนี ไม่รู้ที่โยมจะห้ามต้องตามใจ
แต่ทว่าถ้าแม้นไปมีผาสุก จงคิดขุกบ้างเถิดโยมอย่างลืมไหล
อายุฉันจะอยู่นานสักเท่าไร โรคาไข้ก็มาเบียนมาบีฑา
ฉันจนจิตสุดที่คิดจะหาเหตุ ด้วยชนนีบิตุเรศเกิดเกศา
ถ้าบอกไปโยมมิให้ครรไลลา เหมือนแก้วตาโยมกระเด็นไม่เห็นทาง
บัดเจ้าเอยเคยมาเทศน์มาสั่งสอน พระสุรเสียงอ่อนช้อนทั้งกว้างขวาง
ช่างแจ่มแจ้งรู้สำแดงในปัญจางค์ คราวนี้จะเย็นอ้างว้างเหมือนลมวี
ถ้ายังอยู่โยมไม่รู้ก็สอนบอก มาไขแก้แปลออกอย่างนั้นอย่างนี้
ทำอย่างนั้นได้สวรรค์สวัสดี ทำอย่างนี้จะไปตกนรกานต์
พระโพธิ์ทองเป็นที่ร่มของโยมเอ๋ย จะพาโยมลึกไปเลยข้ามสงสาร
ช่างอดใจมีแต่หมายพระนิพพาน ช่างมีมารมาประจวบให้จนใจ
ชาวพาราทุกประชาจันต์ประเทศ ทั้งไตรเพทเวทมนตร์ก็บอกให้
ขจรชื่อลือนามทุกกรุงไกร ทั้งเหนือใต้พากันคล่ำมาร่ำเรียน
เหมือนแว่นฟ้าสรวงพาราของโยมดับ แต่นับวันแต่จะลับแล้วทูนเศียร
พระเอามือถือเอาธูปประทีปเทียน ประจงเจียนแล้ววันทาษมาภัย
พระสังฆราชยื่นพระหัตถ์คำรพรับ ประจงจับแล้วก็อวยพระพรถวาย
ว่าภูบาลจงสำราญประกอบกาย อันตรายโรคาอย่ายายี
ครั้นอนุญาตสังฆราชไม่นิ่งช้า ถวายพรอำลาจ้าวกรุงศรี
จอระจันมาพระคันธกุฎี เผยวจีเรียกลูกศิษย์มาสั่งความ
บรรดาศิษย์ที่สถิตอารามนั้น ก็บอกกันพรั่งพรูมาหมู่หลาม
ดูหมอบกลาดดาษกระฎีทั้งชีพราหมณ์ พิมสังฆราชสั่งความด้วยงามใจ
ดูกรท่านแต่บรรดาสานุศิษย์ ข้านี้คิดเอ็นดูพ้นวิสัย
แต่เดี๋ยวนี้มีธุระจะต้องไป ด้วยจนใจคิดกังวลเถิงชนนี
อนึ่งเล่าเผ่าพี่น้องมาตามหา มาพบเข้าจำจะลาครรไลหนี
ค่อยอยู่เถิดให้ประเสริฐสวัสดี ทุกข์อย่าได้ภัยอย่ามีมาแผ้วพาน
ถ้ารักข้าให้อตส่าห์รักษากิจ จงตั้งจิตปลงอารมณ์พรหมวิหาร
ปัจจัยสินบิณฑบาตเป็นประธาน อย่าเกียจคร้านร่ำเรียนกันต่อไป
ที่ผู้ใหญ่อย่าได้ใส่โทษผู้น้อย ที่ผู้น้อยให้สัมมาอัชฌาสัย
อย่าให้ผิดที่ในกิจพระวินัย รักษาตัวกลัวภัยในเวจี
แล้วมอบหมายที่ผู้ใดมากวรรษา เป็นครูบาจัดแจงเป็นศักดิ์ศรี
วรรษามากองค์ไหนแน่แก่บาลี ให้เป็นที่สังฆราชวินัยธรรม
องค์ไหนแน่แก่ในทางบรรพชิต รักษากิจสังฆกรรมนั้นขันขำ
ให้รับเป็นอุปัชฌาย์วาจาวากรรม จะได้ทำบรรพชิตกันต่อไป
ที่โยมญาติเป็นกระหัตได้อุปถัมภ์ เที่ยวสั่งความอำลาจนผ่องใส
บรรดาศิษย์ญาติโยมให้ตรมใจ ความอาลัยต่างร่ำด้วยคำวอน
โอ้พระครูไม่เอ็นดูลูกกำพร้า มาทิ้งข้าปีกหางก็ยังอ่อน
พึ่งร่ำเรียนไม่ชำเนียรในบทกลอน ตัดอาวรณ์ช่างไม่ผูกกับลูกเลย
พวกเณรเถรว่าไม่เห็นเถิงเพียงนี้ อยู่ดีดีว่าจะไปก็ไปเฉย
อกของลูกนี้จะช้ำเหมือนหนามเตย จะไปเลยฤๅจะกลับมาวัดคืน
พวกหลวงชีว่าเรานี้เคยรับศีล ประนินทินมิได้ขาดเคยฝ่าฝืน
พวกหลวงตาว่าหลวงยายคงแป้นปื้น ทำหน้าชื่นเข้ามาผลอของ้อเรา
พวกหลวงยายว่าอะไรเถนสิผลอ ไม่ของ้ออย่ามาเยาะเลยเถนเฒ่า
พวกหลวงตาว่าไม่ง้อพอทำเนา ข้าแกล้งเย้าพูดฉอเลาะเยาะหลวงยาย
หลวงยายยังว่าข้าชังพวกตาเถน มาพูดเล่นหน้าฉะลิ้นพวกฉิบหาย
เขาทุกข์ร้อนด้วยเจ้าคุณอยู่วุ่นวาย มาเย้าเยาะเป็นหน้าอายหน้าอัปรีย์
ที่พวกพราหมณ์ว่าอารามจะสงัด จะเย็นวัดจะไม่มีซึ่งราศี
พวกบุเรียน๓๑ว่าเถิงกระไรอีกสักปี เรียนคัมภีร์ยังไม่หมดยังมากมาย
พวกโยมวัดว่าประหลาดอะไรนี่ อยู่ดีดีท่านจะไปน่าใจหาย
โอ้เจ้าคุณคิดถึงคุณแสนเสียดาย เคยจุดเทียนเก็บดอกไม้มาบูชา
พวกผ้าขาวว่าโอ้เจ้าพระสังฆราช เคยโอภาษสั่งสอนให้ศึกษา
แต่นี้ไปไม่มีใครจะรำพา มาด่าว่าตักเตือนให้ร่ำเรียน
พวกลูกศิษย์ต่างคนคิดอาลัยนัก เถิงครูพักยอกรขึ้นเหนือเศียร
เอาข้าวตอกดอกไม้ประทีปเทียน มาไหว้นบจบเศียรขอษมา
ฝ่ายแม่นิ่มอรชรอมรแม่ เจ้ารู้แน่แจ้งว่าองค์พระนาถา
พระสังฆราชจะนิราศจากพารา นางจัดหาสิ่งของให้มากมาย
เครื่องจันอับพลับจีนทั้งส้มจุก ใส่สมุกจัดแต่งบรรจงถวาย
ขนมโก๋ทุเรียนกวนน้ำตาลทราย ด้วยงามใจนิ่มขนิษฐ์คิดเถิงคุณ
ผ้าไกรแลแพรสีมะเขือสุก เมื่อเดินทางห่มบรรทุกเบาเหมือนนุ่น
จินจาวเพลาะห่มนอกดอกพิกุล ร่มญี่ปุ่นรองเท้าได้เดินทาง
อีกไกรเทศเปลือกกระเทียมเอี่ยมสะอาด ถุงย่ามดอกเบญจมาศหักทองขวาง
แม่จัดพลางชลนัยนางไหลพลาง ด้วยว่านางคิดว่าม้วยท่านช่วยคืน
กรวยดอกไม้เทียนประทีปนางรีบแต่ง นางจัดแจงด้วยว่าใจนั้นฝ่าฝืน
ระทวยองค์แทบไม่ทรงพระกายยืน แม่งามชื่นคิดสลดระทดใจ
ครั้นจัดแจงแต่งสำเร็จมิได้ช้า เรียกสาวใช้โขลนจ่ามาไสว
ให้ขนแบกเครื่องบรรดานั้นคลาไคล แม่ทรามวัยทรงพระวอแล้วหามมา
เถิงเขื่อนวัดหยุดพระวอรอลงไว้ แล้วคลาไคลเดินตรงเข้าไปหา
พิมสังฆราชแลถนัดทัศนา จึงทักว่าจอมสีกาฉันเสียดาย
นางบังอรยอกรประสานกราบ ศิโรราบยกพานผ้าเข้ามาถวาย
นั่งก้มหน้าชลนานางพร่างพราย ระทวยกายก้มเกศเช็ดน้ำตา
พระสังฆราชตรัสว่าสีกาแม่ ฉันจอแจวุ่นหัวใจแทบสังขาร์
ด้วยเผ่าพงศ์วงศ์พี่น้องเขาตามมา ละลังละล้าคลุ้มอุรังระทวยกาย
ครั้นจะอยู่คิดดูให้แน่นตับ ครั้นจะไปก็ให้คับหัวใจหาย
ด้วยห่วงหน้าเข้ามาทุกข์ผูกเอากาย ยังห่วงหลังซ้ำมาไพล่ผูกเอาคอ
ด้วยน้องพี่ชนนีนั้นก็คิด ยังซ้ำจิตมาพะวงข้างนี้หนอ
ด้วยโยมญาติที่มีคุณนั้นมูนมอ ให้คับคอเหลือขนาดแทบขาดตาย
คิดด้วยโยมอยู่ข้างนี้ก็สุดคิด ยังซ้ำจิตมาพะวงไม่เหือดหาย
เถิงมารดาญาติกาปู่ย่ายาย เป็นจำใจจำจะลาเจ้าฟ้านาง
จงสุขีสวัสดีเถิดหม่อมแม่ คราวนี้แลจะไม่เห็นจะหมองหมาง
จะนานเห็นเย็นสถานสวรรยางค์ ถ้าผ่าทรวงออกได้กลางไม่วางวาย
ภาคข้างหนึ่งจะไปอยู่โยมข้างโน้น หายกังวลสมคิดดังจิตหมาย
อยู่เมืองนี้ภาคข้างหนึ่งสะดวกดาย นี่ผ่ากายออกไม่ได้แม่หม่อมนาง
คิดอาลัยอยู่ข้างนี้ก็เหลือคิด เคยอยู่นานเนืองนิตย์ให้อ้างว้าง
ด้วยเพื่อนมิตรรักน้ำจิตไม่จืดจาง แทบแตกกลางเจียวหัวอกอาตมา
แต่จนใจจำได้ไปแล้วหม่อมเจ้า ที่หนักเบาอนุญาตอย่าโทษา
มโนกายวัจนังพลั้งวาจา อย่ามีกรรมเลยสีกาแต่นี้ไป
หม่อมอมรรับพรพระสังฆราช อนุญาตสาธุสะจงแจ่มใส
แล้วงามขำกลับมาร่ำพร่ำพิไร ด้วยอาลัยสังฆราชอันมีคุณ
โอ้พระแก้วเก้าประการของฉันเอ๋ย จะลอยเลยลับละลายไปหายสูญ
ขอบน้ำใจนี่กระไรช่างใจบุญ ฉันดับสูญช่วยชีวาให้มาคืน
จะหาไหนจะมาได้เหมือนเจ้าท่าน คนนอกนั้นให้เอามาสักพันหมื่น
แล้วเลือกสรรเอาแต่พันคนยั่งยืน มาเทียบท่านก็ไม่ลืมเสมอเธอ
แต่คนตายหายไปมิดชีวิตมอด ยังช่วยรอดหมอที่ไหนใครเสมอ
ยังมิได้ทดแทนพระคุณเธอ เถิงกระไรได้บำเรอไม่น้อยใจ
พระแว่นทองส่องสว่างทั้งสี่ทวีป หมอรักษายาเหมือนทิพย์จะหาไหน
โอ้แต่นี้เถิงชีวีจะบรรลัย จะได้ใครมารักษาชีวาคืน
พระคุณท่านนับอนันต์อเนกนัก เป็นที่พักแห่งฝูงสัตว์ที่ขัดขืน
เถิงชีวาก็ใส่ยาให้รอดคืน คราวนี้ตายเห็นไม่ฟื้นชีวาวัน
ฉันตั้งใจหมายจะแทนพระคุณสนอง มาเจาะช่องไปแต่ตัวพระจอมขวัญ
ต่างปรองดองจะให้ครองนัครัน ทรงเด็ดได้ไปแต่ท่านผู้เดียวดาย
เหมือนจันทร์ทองส่องทวีปประทีปดับ จะแลลับดับแสงไม่เฉิดฉาย
ยิ่งคิดคิดก็ยิ่งแค้นแสนเสียดาย ไม่นึกหมายว่าจะได้พระมาคืน
พระอยู่นี่ได้เป็นศรีนัคเรศ ทุกประเทศชาวพาราย่อมฝ่าฝืน
ย่อมลือฉาวเล่ากันทุกวันคืน ช่างแตกตื่นพากันคล่ำมาทำบุญ
โอ้แต่นี้แล้วหลวงพี่จะแลลับ ราศีเมืองก็จะดับไปเสียสูญ
มาอยู่เจนเย็นสบายจนไพบูลย์ เจ้าประคุณด่วนมาร้างไปแรมรา
นางร่ำพลางทั้งพระชลน์ก็ล้นไหล เอากรวยเทียนธูปดอกไม้ทูนเกศา
เป็นปัญจางคประดิษฐ์จิตษมา ที่โทษาอย่าได้มีกับฉันเลย
วาจากายใจได้ผิดแต่ก่อนเก่า ที่หนักเบาอนุญาตพระคุณเอ๋ย
จนกราบเท้าเข้าเมืองแก้วไปแล้วเลย ษมาพลางนางไม่เงยพระพักตรา
พระราชาสังฆราชประภาษพร ว่าเจ้าอมรแม่อย่ามีซึ่งโทษา
จงสุขีให้สุขังมังคลา วัฒนาเถิดแม่หม่อมจงอุตตมัง
มิ่งอมรรับพรพระสังฆราช ประนมหัตถ์สาธุว่าสมหวัง
พระว่าซ้ำร่ำสัพพีอิฉิตัง ภวันตุมังคลังจงเกิดมี
แล้วราชาสังฆราชประภาษสั่ง บรรดาโยมที่มานั่งมีศักดิ์ศรี
แต่ข้าวของเอามาให้ในกระฎี สารพันที่จะมีดูมูนมอ
บ้างถวายไกรผ้าเพลาหมาก ทั้งข้าวตากใส่ไถ้ข้าวตูห่อ
บ้างตำกุ้งทอดน้ำมันให้ฉันพอ บางคนก็มาถวายกระเทียมดอง
ที่ลางโยมเอาขนมมาถวาย ทั้งส้มสูกลูกไม้สิ้นทั้งผอง
บ้างปั้นแป้งทำเป็นแท่งหินฝนทอง ดูก่ายกองเกลื่อนกลาดดาษกระฎี
รู้เถิงไหนมาถวายทุกโยมญาติ แต่โต๊ะถาดวางเบียดกันเสียดสี
ใส่เกวียนเข็นถ้าจะเป็นสักครึ่งปี ชาวธานีเอามาทานทุกบ้านเรือน
พวกพระยาพากันว่าประทีปแก้ว เราลับแล้วหาไหนไม่ได้เหมือน
เมื่อท่านอยู่ถ้าไม่รู้ย่อมตักเตือน สำแดงธรรมให้รู้เงื่อนบำเพ็งทาน
ที่พวกโยมพากันโทมนัสว่า ชวาลาของเราลับจากสถาน
แต่นี้ไปถ้าสงสัยทุกประการ จะบ่ายหน้าพากันด้านไปถามใคร
ชาวพาราพากันว่าลิ้นปี่แก้ว เราหายแล้วหาไม่ได้น่าใจหาย
ทรงเทศน์เพราะเสียงเสนาะกระแสงพราย แจ้งกระจายให้กระจ่างในทางธรรม
พวกคนจนพากันบ่นสะอื้นสะอึก ว่าต้นงามกัลปพฤกษ์๓๒เราหักคว่ำ
เมื่อยามขัดถ้าไปขอไม่เอื้อนอำ เอาอะไรท่านก็ตามท่านให้ทาน
ฝูงยาจกว่าหัวอกของเราเอ๋ย เหมือนยุ้งข้าวของเราเคยเป็นอาหาร
บังเกิดไฟขึ้นมาไหม้ประลัยลาญ อยากกินเปรี้ยวอยากกินหวานก็ได้กิน
วันณพิภบ๓๓ว่าพระนพเก้าแก้ว ทรงผ่องแผ้วไม่ตำริไม่ติถิน
ไปยืนขอพระก็ให้ด้วยใจยิน ทุกเช้าเย็นเฝ้ามากินได้เลี้ยงกาย
พวกผู้หญิงว่าพระกิ่งโพธิ์ไทรร่ม พระยังอยู่ชาวนิคมย่อมเฉิดฉาย
พวกผู้ชายร้องว่าโอ้พระโพธิ์ตาย ทั้งกิ่งใบหักเสียหมดไม่งดงาม
พวกนักเลงว่าข้าเองก็ตกอับ เมื่อยามขัดท่านก็นับไม่หยาบหยาม
เถิงเสียถั่วมัวสุราไม่หาความ มาหาทรัพย์ก็ไม่หยามให้หยิบยืม
ต่างร่ำไรความเสียดายพระสังฆราช แทบใจขาดด้วยอารมณ์นั้นชมปลื้ม
ยกมือไหว้สักเมื่อไรจะหลงลืม จะเติมตืมตั้งแต่จนไม่พ้นตัว
รู้เถิงไหนคิดเสียดายทุกเมืองบ้าน ด้วยว่าท่านเป็นประธานอยู่เหนือหัว
ทั่วทุกทิศสานุศิษย์ได้ฝากตัว จึงเมามัวคิดเถิงคุณอาดูรใจ
ฝ่ายว่าพิมสังฆราชยอดบัณฑิต ให้ชุกคิดโหยหวนไม่เหือดหาย
จะจากวัดความกำหนัดคิดเสียดาย มโนในคร่ำครวญหวนคะนึง
พุทโธ่เอ๋ยเมื่อไรเลยจะวายเว้น ตาก็เห็นทั้งดวงจิตมาคิดถึง
เสียดายที่พระกุฎีคิดกำดึง ช่างโตพรึงฝากระดานละลานตา
เสียดายเตียงที่เคยเอียงเอนอาศัย เสียดายตู้ที่เคยใส่ไว้ศึกษา
แสนเสียดายโอ้เสียดายพระธรรมา จะแลลับนับทิวาไม่พบพาน
เสียดายลานพระอารามงามสะอาด เคยกวาดกราดโอ้กำสรดโบสถ์วิหาร
เสียดายเอยโอ้เสียดายพระประธาน เคยกราบกรานมาสะพรั่งสังฆกรรม
โอ้แต่นี้อีกที่ไหนจะได้เห็น จะเยือกเย็นสัตว์สิงห์จะวิ่งคล่ำ
หญ้าฟุนฝอยก็จะรกดกระยำ ด้วยเวรกรรมให้ต้องจากด้วยจำใจ
เสียดายโบสถ์ช่างรุ่งโรจน์งามโอภาส เอี่ยมสะอาดเหมาะหมดยังสดใส
ทั้งหางหงส์ใบระกาน่าวิไล กระดึงใส่ห้อยช่อฟ้าสง่างาม
ทั้งทรวดทรงช่างบรรจงดูหมดจด ที่หน้าจั่วมีรูปทศกัณฐ์สาม
ถือพระขรรค์ขบซึ่งฟันทื่อคำราม มีลวดลายเลิศล้ำกระหนกใน
ครั้นยามเย็นลมพระพายรำเพยพัด มาแกว่งกวัดต้องใบโพธิ์ระไหวไหว
กระดึงดังฟังเหมือนเสียงเรไรไพร บันเทิงใจหายทุกข์ปลื้มอารมณ์
โอ้แต่นี้มิได้ฟังเหมือนครั้งหลัง ทุกข์ประทังก็จะทุกข์ระทมถม
จะหมกมุ่นพระฉวีธุลีตม ทุกข์ระทมก็จะมีทวีไป
โอ้เสียดายนี่กระไรโรงธรรมภาค เคยรับเครื่องบริจาคโดยผ่องใส
แล้วแจงธรรมให้กระจ่างทางวินัย สัปปุรุษย่อมเคยได้มาฟังธรรม
โอ้ใจหายแสนเสียดายสัปปุรุษ จะขาดกุดมิได้ฟังพระธรรมขำ
โอ้สงสารสัปปุรุษสุดระกำ โอ้โรงธรรมตั้งแต่นี้จะเยือกเย็น
เสียดายสระเคยชำระระงับร้อน ทั้งบัวบอนเถาผักบุ้งได้แลเห็น
โอ้วารีนี่กระไรช่างใสเย็น เคยนั่งเล่นชมหมู่มัจฉาปลา
หมู่ตะเพียนเวียนวนเที่ยวซนซอน มัจฉาชอนเคล้าคู่หมู่มัจฉา
ฝูงปลากดเข้าไปแฝงแว้งปลากา โอ้อนิจจาจะมาจากด้วยจำใจ
โอ้สระศรีตั้งแต่นี้จะแลลับ เมื่อไรเลยจะได้กลับมาพิสมัย
เสียดายหมากกำลังตกดกกระไร น่าเสียดายทั้งมักพร้าวทั้งนาวตาล
เป็นทุกกกดกสะพรั่งกำลังห้าว บ้างหล่นปราวลงมากลาดดาดสถาน
โอ้เสียดายแต่ลำไยกลางนอกชาน ช่างเย็นหวานดกชอุ่มเป็นพุ่มพวง
โอ้แต่นี้อีกที่ไหนจะได้ฉัน จะนับวันไปเสียแล้วไม่ห้ามหวง
จงเก็บปลิดเถิดลูกศิษย์ท่านทั้งปวง ตามแต่ทรวงจะอยากฉันทุกรูปกาย
โอ้อนิจจาไม่อยากจากก็จำจาก มาฝังฝากอยู่ก็นานนับปีหลาย
จนปลูกพลูลงเป็นรากมากเป็นมาย ไม่อยากไปก็ได้ไปด้วยกรรมมี
โอ้เสียดายแต่ดอกไม้ในลานวัด สารพัดที่จะมากเป็นศักดิ์ศรี
พิกุลแก้วโยทะกาสารภี มลุลีกระดังงากากระทึง
จำปาปีกำมะหยี่โศกกระสัง แต่ลำพังจะกระพอมไม่หวงหึง
ฝูงปักษาบินสลอนมานอนอึง มาทำรังเป็นที่พึ่งโกกิลา
โอ้แลลับมิได้กลับมาชมชื่น จงเป็นของท่านผู้อื่นเสียเถิดหนา
อุทิศไว้ให้เป็นทานทั้งโลกา ปรารถนากินเถิดไม่เกิดภัย
ที่ปลูกไว้ผลไม้นั้นมีมาก ขนุนหนังต้นบุนนาคจะมีไหน
ส้มมะนาวเหล่าฝรั่งสะท้อนไทย งามวิไลเป็นที่แลละลานตา
ส้มเปลือกบางเหล่ามักซางทั้งส้มแก้ว เป็นทิวแถวปลูกปนต้นน้อยหน่า
ต้นมะตูมกำลังผลต้นพุทรา ทั้งมังคุดมุดสีดานั้นมากมี
เหล่าทุเรียนกำลังผลต้นแมงสาบ พินพุงจาบปลูกปนต้นลิ้นจี่
เราปลูกไว้ผลไม้แต่ย่อมดี จงกินเถิดอย่าให้มีซึ่งโทษภัย
ทั้งอินจันทน์สารพันนั้นมีมาก ถ้าใครอยากเก็บกินอย่าสงสัย
ฝูงวิหคหมู่นกสกุณัย เราตั้งใจให้เป็นทานทั้งสี่ทาง
ฝูงมนุษย์ครุฑนาคแลปักษา ไม่เลือกหนาท่านผู้ใดอย่านึกหมาง
เราจงจิตเป็นอุทิศไว้ท่ามกลาง แต่ชนล่างไปจนถึงซึ่งพรหมา
โอ้แต่นี้มิได้กินรู้หวานจิต เหมือนเดือนดับลับไปมิดในเวหา
เสียดายเอยเคยให้โยมไปเก็บมา มาแจกปันมิได้ว่าลบหมดวาย
แล้วคิดผวนหวนไปเถิงศาลาทาน โอ้สงสารเถิงจะแลไม่เห็นหาย
ฝูงยาจกอักกะดกมามากมาย เคยมาได้รับประทานสำราญรมย์
โภชนาอาหารก็ทานให้ อยากเมื่อไรก็ได้กินอารมณ์สม
คราวนี้มาเห็นจะเปล่าจะหาวลม จะได้ดมก็แต่กลิ่นที่กลิ่นยัง
โอ้สงสารฝูงยาจกอกจะช้ำ จะครวญคร่ำร่ำถึงคะนึงหวัง
จะตั้งหน้าคอยท่าหูคอยฟัง กลับฤๅยังตั้งแต่แลชะแง้คอย
โอ้เสียดายกระยาจกโอ้อกเอ๋ย จะลับเลยแล้วน้ำตากระเด็นฝอย
จะตั้งตาคอยหาเห็นแต่รอย จะคอยคอยเถิงจะคอยไม่ได้คืน
คอยไม่มาก็จะพากันตีอก ฝูงยาจกก็จะโทมนัสสะอื้น
แต่วันนี้ก็จะเห็นวันมะรืน แลไม่เห็นเป็นผู้อื่นทีเดียวไป
จิตยังหวนผวนมาเถิงฝ่ายลูกศิษย์ แล้วคิดคิดขึ้นมาน้ำตาไหล
เคยพร้อมพรั่งกันมานั่งเรียนวินัย เราจากไปก็จะพากันอาวรณ์
ทุกเย็นเช้าเคยเข้ามาปรนนิบัติ มาวิภัตติวัจนังได้สั่งสอน
บ้างก้มเกศหมอบกายถวายกร ไม่นาทรจงรักช่างภักดี
เราจากไปโอ้ว่าใครจะสอนสั่ง จะนั่งนั่งพากันเปล่าแล้วคราวนี้
ที่เรียนไปยังมิได้สักคัมภีร์ จะโศกีเสียใจแทบวายปราณ
ที่เรียนนานข้อวิตถารยังอ้อแอ้ เถิงอรรถแปลก็ยังอ่อนไม่แตกฉาน
ที่เรียนเก่าเถิงจะเอาเป็นอาจารย์ ก็ประมาณมิได้แน่กระแสธรรม
โอ้ศิษย์เอยใครเลยจะสอนสั่ง ให้รู้ทางพระอรรถังข้อสยำ
ถ้าสงสัยจะถามใครให้แนะนำ เป็นวาสนาท่านได้ทำเท่านั้นเอง
ที่องค์ใหม่ไม่ได้เรียนพึ่งเล่าสุด จะว่าวุฒิแล้วน้ำตาจะโหรงเหรง
เป็นวาสนาท่านได้สร้างแต่ปางเพรง เท่านั้นเองศิษย์เอ๋ยทุกรูปกาย
โอ้เสียดายน่าเสียดายเอยลูกศิษย์ เหมือนบัณฑิตโอนอ่อนช่างสอนง่าย
สอนสิ่งใดมิได้เชือนบิดเบือนกาย น่าเสียดายแสนเสียดายกระไรเลย
โอ้พรุ่งนี้๓๔ก็เห็นแต่จะแลลับ มิได้กลับคืนมาสอนแล้วศิษย์เอ๋ย
โอ้กรรมสร้างให้มาร้างกันกลางเตย โอ้บุญเคยเรากะท่านเท่านั้นเอง
ฝ่ายว่าศิษย์คิดอาจารย์สงสารนัก บ้างก้มพักตร์บ้างน้ำตานั้นโล่งเล่ง
บ้างร้องไห้เสียงสะอื้นอยู่ครื้นเครง เสียงบรรเลงอยู่ในวัดมหัศจรรย์
แล้วสังฆราชกลับมาตัดสังขารได้ เอาพระไกรนั้นมาหักความโศกคัลย์
ว่าเกิดมาทั่วโลกาทุกข์สามัญ ไม่เที่ยงธรรม์มากำเนิดเกิดแล้วตาย
ครั้นตายแล้วยังไม่หายไพล่มาเกิด เอากำเนิดมาไว้อีกให้สืบสาย
แต่เวียนตายเวียนเกิดเกิดแล้วตาย จะนับชาติด้วยเม็ดทรายไม่เปรียบปาน
ว่าอาตมาจะมาห่วงอยู่อย่างนี้ มาจู้จี้คิดพะวงด้วยสงสาร
ผิดฎีกาเห็นจะช้าทางนิพพาน เปลื้องสังขารออกมาได้แล้วไพบูลย์
จึงตรัสว่าแต่บรรดาโยมทั้งนั้น อย่าโศกศัลย์เลยนะท่านจะเสียสูญ
จะช้าทางอริยวงศ์พงศ์ประยูร จงดับโศกเสียให้สูญทุกตัวคน
เกิดเป็นกายแล้วย่อมได้แต่กองทุกข์ เถิงทุกข์ทุกข์ทุกข์ไม่ให้ในฝ่ายผล
เอาพระไกร๓๕นั้นให้ได้ไปกับตน จะได้พ้นทุกข์กระทั่งยังนิพพาน
บรรดาศิษย์สัปปุรุษก็หายโศก ครนเปล่งปลั่งว่างหัวอกจากสงสาร
พระสังฆราชตรัสว่าบรรดาทาน มากประมาณจะเอาไปไม่ได้โยม
แล้วสังฆราชจึงประภาษบอกลูกศิษย์ เก็บเอาของต้องด้วยกิจอย่าหมักหมม
เอาไว้ครองเถิดสนองศรัทธาโยม อนุโลมเป็นสัมมาอาชีโว
อันตัวเราก็จะเอาพอไปได้ แต่ผ้าไกร๓๖พอได้ครองกับหนมโก๋
เป็นเสบียงจะได้เลี้ยงซึ่งกาโย เมื่อหิวโซจะได้ฉันประทังแรง
แต่สั่งกันจนตะวันจะจวนค่ำ เย็นยะย่ำลงระยับจะลับแสง
จึงหลับนอนผ่อนกำลังประทังแรง ครั้นแจ่มแจ้งออกกระจ่างสว่างตา
พระสังฆราชรับอังคาสจังหันแล้ว ให้ผ่องแผ้วปฏิพัทธ์มนัสสา
บวชพระไพรให้เป็นพระแล้วยาตรา โยมสีกาพร้อมพรั่งทั้งสามเณร
ดูไหลหลามตามไปส่งด้วยจงรัก พวกชีพราหมณ์พร้อมสะพรักหลวงตาเถร
บ้างถือกลดบาตรสะพายจนกายเอน จะจวนเพลพอสมควรก็คืนมา
ฝ่ายพระไพรก็ตะพายทั้งย่ามบาตร พระสังฆราชนำทางพระนาถา
เข้าดงด่วนด้นดั้นอรัญวา สังเกตมาตามพนัสพนมไพร
เมื่อแรกมามรรคาที่สูงต่ำ ยังเจนจำมิได้หลงยังจำได้
ไม่ลืมแลดูยังแน่มโนใน ประจงใจไปที่โนนต้นสำโรง
ทั้งต้นงิ้วสูงละลิ่วอยู่นั้นพร้อม ไม่วงอ้อมตรงมาสู่ต้นงิ้วโสง
มาตามแถวแนวพนัสพนมโยง แต่แรมดงมาก็ได้หลายทิวา
พระปาจิตฤทธิรอนสุนทรถาม เจ้าประคุณว่าจะพาไปตามหา
นางโฉมตรูอยู่ตำแหน่งแห่งใดนา อยู่พาราเมืองใดใกล้ฤๅยัง
พระสังฆราชอรพิมจึงยิ้มหยอก ข้าจะบอกว่าคงสมอารมณ์หวัง
จะบอกเมืองบอกบ้านให้ท่านฟัง ไม่กำหนดด้วยว่ายังไม่แจ่มใจ
โฉมพระปาอิศราจึงขานตอบ เจ้าคุณว่านี้ก็ชอบแต่สงสัย
ฉันฟังพูดอยู่ท่ามกลางยังพร่างพราย อยู่ที่ไหนจึงจะไปให้พบนาง
ไม่เห็นไว้จะพาไปเห็นไม่พบ ฉันจวบจบรู้เจนแจ้งสว่าง
ทุกเมืองบ้านย่านป่าเที่ยวหานาง ไปสืบดูรู้กระจ่างทุกบุรี
แต่ข่าวคราวก็ไม่ฉาวให้รู้เช่น สงัดเย็นไปเหมือนว่าป่าช้าผี
จึงถามดูจะใคร่รู้ได้ยินดี เจ้าคุณบอกดิฉันนี้สงสัยใจ
พระสังฆราชตรัสว่าข้าสัพยอก กับคุณดอกคงจะได้อย่าสงสัย
จงรีบจรเถิดนะท่านอย่าหวั่นใจ จะว่าไกลก็เหมือนใกล้แต่ไกลครัน
แล้วอรพิมสังฆราชประภาษหยอก คิดเถิงเมียฤๅจงบอกในใจท่าน
พระปาจิตตอบติดไปทันควัน ที่ข้อนั้นคุณอย่าถามฉันหวามใจ
อันเมียฉันเกินรำพันมาเปรียบรัก ถ้าตวงตักใส่ในตุ่มก็เต็มไหล
จะปรายเปรียบเข้ามาเทียบสมุทรไท ฉันรักเมียก็ยังหลายกว่าวารี
จะเปรียบเท่าพสุธาก็ว่าน้อย กระจ้อยร่อยเปรียบกับรักแม่โฉมศรี
แต่เพียรหาอยู่ก็มาเถิงเจ็ดปี อันชีวีมิได้คิดชีวิตเลย
พระสังฆราชตอบอรรถว่าตัวท่าน ท่านรักเมียท่านอนันต์เจียวท่านเอ๋ย
อย่าเศร้าใจทุกข์ร้อนผ่อนเสบย แล้วพูดเลยกลบเกลื่อนให้เลื่อนลอย
แต่เดินมาถ้าประมาณสักเดือนหนึ่ง บรรลุถึงโนนงิ้วแลสวอย
สุดลูกตาตั้งหน้าแลตะบอย แลชม้อยไปเห็นปลายไม้สำโรง
จึงเดินมามิได้ช้าได้หยุดนั่ง จนกระทั่งเข้ามาเถิงสำโรงโถง
จึงปลดบาตรจากตะพายห้อยไม้โง้ง แล้วนั่งลงหยุดยั้งประทังแรง
ลมพระพายชายพัดค่อยเหนื่อยหาย ตีเหล็กไฟจุดเทียนลุกเป็นแสง
เอาธูปเทียนทูนเกศาว่าสำแดง ร้องประกาศทุกตำแหน่งทั่วเทวา
ทั้งบุญหลังที่ได้โรมประสงค์ไว้ อย่าช้าได้จงมาช่วยพระคุณข้า
ข้าไหว้เถิงไปจนสิ้นพระอินทรา จงลงมาเป็นสักขีที่พยาน
โยนีนมของกระผมที่ฝากไว้ จงกลับลงมาคืนสู่กายโดยธิษฐาน
ขอคืนกายกลายเป็นหญิงอย่านิ่งนาน เหมือนธิษฐานด้วยว่าข้าสัจจาใจ
สิ้นคำปากนมนางฝากไว้ต้นงิ้ว ก็ลอยปลิวลงมาสวมสมนิสัย
รูปบุรุษนั้นก็หลุดในทันใด อันรูปกายกลับเป็นหญิงดังก่อนมา
โยนีนางที่วาจังได้ฝังฝาก บันดาลจากปลายสำโรงเร็วนักหนา
อยู่ตามที่รูปโยนีเหมือนเดิมมา รูปราชาสังฆราชก็หายไป
รูปจริตมิได้ผิดสักนิดแน่ นางอรพิมนั้นแน่แท้อย่าสงสัย
ต้นสำโรงที่นางฝากโยนีใน จึงออกน้อยมาก็คล้ายเหมือนโยนี
ต้นงิ้วนั้นที่เอาถันนางไปฝาก ครั้นถันนางมาเสียจากคืนอิตถี
ด้วยนิสัยไว้เป็นเดิมยังอยู่ดี จึงปุ่มงิ้วนั้นมามีเหมือนนมคน
ทั้งสองสึกบาตรแลไกรเมื่อเป็นพระ เสียสละไว้เป็นทานเป็นทางผล
ใครมาพบปรารถนาคนยากจน จงหาบขนเก็บเอาไปเราให้ทาน
ผู้ฟังอ่านข้าเห็นท่านจะสงสัย เหตุไฉนเดิมเป็นหญิงมิ่งสมาน
มากลับกลายเสียเป็นชายกลางตำนาน เป็นสมภารบอกสอนลูกศิษย์มา
จนไตรเพทเวทมนตร์ก็รู้จบ ทั่วพิภพมาเป็นศิษย์ได้ศึกษา
แล้วกลายมากลับเป็นหญิงฉะนี้นา ผิดตำราไม่เคยรู้แต่บูราณ
ท่านผู้ฟังทั้งผู้อ่านจะปุจฉา จะสงกายากจะฟังคำวิตถาร
ฉันผู้แต่งจึงจะแจงเรื่องตำนาน พระทรงญาณแจ้งคำพระธรรมมี
พระปิ่นเกศตรัสเทศน์ไว้แจ่มแจ้ง เดิมสำแดงปรารภด้วยเศรษฐี
มีในเรื่องอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ ว่าเมืองนี้มีชื่อโสไรยนคร
ว่าเศรษฐีมีอยู่ในเมืองนั้น สารพันเงินทองกองสลอน
มีลูกชายให้ชื่อลือขจร ขนานนามนามกรคล้ายบิดา
ชื่อโสไรยะลูกชายที่เป็นบุตร บริสุทธิ์เลิศล้ำงามนักหนา
อยู่วันหนึ่งชายโสไรยใจจินดา มีปรารถนาแล้วก็ออกไปนอกเมือง
พอไปสบพบพระกัจจายเถร เพลาเย็นสรงน้ำเปลื้องผ้าเหลือง
ดูรูปกายของท่านใหญ่อร่ามเรือง ถันนะเต้าตั้งไม่เตื้องทั้งใหญ่โต
พระฉวีสีผ่องดังทองทับ แสงระยับการะเกดวิเศษโส
อภิญญาณนั้นก็เยี่ยมเทียมพุทโธ ยิ่งภิญโญจะมาเปรียบไม่เทียบทัน
โสไรยะครั้นไปปะก็แลเห็น ในใจเต้นจิตลำพองอยากต้องถัน
บุตรเศรษฐีนึกในใจในทันควัน บุตรเศรษฐีกายนั้นก็กลับกลาย
กลับเป็นหญิงจริงเหมือนจิตคิดประมาท จิตมุ่งมาดก็ได้เหมือนดังใจหมาย
ด้วยท่านเป็นหน่อพุทธังสังกะจาย ชายโสไรยกลับเป็นหญิงทุกสิ่งมี
นมก็โตโยนีมีทุกสิ่ง รูปผู้หญิงกับโสไรยมิได้หนี
นายโสไรยความละอายชาวบูรี ปลาตหนีไปอยู่เมืองเกาะลังกา
ว่ามีชายนายหนึ่งนั้นไปได้ เป็นอำมาตย์พระอภัยปิ่นมหา
ได้สมสู่อยู่ด้วยกันเป็นภรรยา ครั้นนานมาเกิดลูกขึ้นสองคน
ยังมีชายนายหนึ่งเป็นสหาย ของโสไรยมาแต่ก่อนไปเถิงผล
สหายของโสไรยมีกังวล เที่ยวผ่อนปรนซึ่งสินค้าบรรดามี
บันดาลใจให้ไปขายในเมืองเกาะ เป็นจำเพาะให้ไปพบโสเศรษฐี
หญิงโสไรยเห็นสหายก็ยินดี กล่าววาจีไม่รู้จักเราฤๅไร
ฝ่ายสหายกล่าวปราสัยจึงถามว่า นี่นางมาแต่ประเทศเมืองไหน
โสไรยะจึงแสดงให้แจ้งใจ ข้านี้ไซร้อยู่ประเทศต่างนคร
เดิมกำเนิดข้านี้เกิดเมืองโสไรย เป็นบุตรชายของเศรษฐีสโมสร
ข้ากับท่านเป็นสหายกันแน่นอน นามกรเรานี้ชื่อว่าโสไรย
ฝ่ายสหายจึงปราสัยไฉนนี่ บุตรเศรษฐีก็เป็นชายเป็นสหาย
นี่ตัวท่านเป็นผู้หญิงเรากริ่งกาย มาใส่ไคร้กล่าววาจังเป็นคลังแคลง
ฝ่ายโสไรยที่ว่ากายกลายเป็นหญิง แล้วไขจริงให้กระจ่างที่กินแหนง
ว่าดูก่อนท่านสหายอย่าได้แคลง เราจะแจ้งให้กระจ่างในทางความ
เมื่อแรกเริ่มเดิมเราผิดมิตรสหาย ข้าคลาไคลออกไปเล่นหน้าสนาม
ไปพบองค์สังกะจายวิไลงาม ท่านเปลื้องผ้าสรงน้ำที่สระชล
เป็นกรรมเรานี่อย่างไรสหายท่าน เข้าดลใจให้บันดาลจะเกิดผล
แลเห็นกายของท่านใหญ่แต่แลยล จิตกังวลจะใคร่ชมภิรมยา
แต่พอนึกเรานี้ตรึกอยากต้องถัน ในเดี๋ยวนั้นก็บันดาลไวหนักหนา
กายของเราที่เป็นชายก็กลายมา กลับเป็นหญิงสารพาทุกสิ่งมี
องคชาติก็ปลาตบันดาลหาย บังเกิดเป็นขึ้นในกายเหมือนอิตถี
องคชาตินั้นไม่เห็นเป็นโยนี ทั้งเนื้อนมในทันทีให้ใหญ่โต
เราเสียใจด้วยว่าได้จิตประมาท จึงปลาตหนีมาจากเมืองโส
มาได้ผัวอันประเสริฐเกิดบุตโต สหายท่านทราบมโนอย่าคลังแคลง
ท่านสหายจงมีใจการุเณศ ได้สมเพชคิดว่าเพื่อนอย่าเคลือบแฝง
เอ็นดูเถิดเราได้ผิดจิตระแวง อยากจัดแจงกรวยษมาขออาภัย
ท่านสหายจงมีใจในทางผล ช่วยนิมนต์ให้ท่านมาโดยผ่องใส
พอเราได้ไหว้นบคำรบใจ อันรูปกายก็จะคืนดังก่อนมา
ฝ่ายว่าชายมิตรสหายโสเศรษฐี ได้ฟังเล่าแจ้งคดีที่กังขา
ไม่เคลือบแคลงแหนงใจในวิญญาณ์ เกิดเมตตาด้วยว่าเป็นสหายกัน
จึงว่าท่านอย่ารำคาญท่านสหาย เราจะไปราธนาอย่าโศกศัลย์
ว่าแล้วพลางเหยาะลุกย่างจอระจัน ไปสู่คันธกุฎีนิมนต์มา
ฝ่ายโสไรยที่ว่าใจได้ประมาท จึงกราบบาทยกเทียนทูนเกศา
แล้วขอโทษที่ได้ผิดจิตจินดา ด้วยวาจาขออโหมโนภัย
สังกะจายฝ่ายพระกัจจายเถร พระองค์เห็นพระนิพพานอันเฉิดฉาย
ตัดสังขารขาดกลางจากร่างกาย พยาบาทนั้นอย่าหมายจะเกิดมี
พระโอกาสสังกะจายให้ยถา ที่ปรารถนาท่านจงได้อย่าแคล้วหนี
อิฉิตังปะถิตังบังเกิดมี โสเศรษฐีสาธุการในทันใด
จิตเศรษฐีตั้งไว้อยากกลายกลับ ด้วยคำนับคารวะท่านผ่องใส
หญิงโสไรยนั้นจะกลับคืนเป็นชาย ฝูงหญิงชายท่านทั้งหลายอย่าคลังแคลง
พระออกเอ่ยเผยพระโอษฐ์โปรดอย่างนี้ เราจึงชี้มิให้ท่านใดเคลือบแฝง
นี่อรพิมบุญหลังของนางแรง จึงตามแต่งสมดังปรารถนานาง
อนึ่งนางบุญได้สร้างไว้มากแล้ว เหมือนดวงแก้วนึกสิ่งใดไม่ขัดขวาง
กับความสัตย์เป็นประทัดเหมือนหนทาง น้ำใจนางสัตย์ซื่อต่อสามี
ทั้งหญิงชายถ้าผู้ใดปรารถนา อย่าสงกาที่จะแคล้วจะคลาดหนี
ถ้าทำชั่วชั่วก็ตามเข้าจำตี ถ้าทำดีแล้วก็ได้ดังใจปอง
ทั้งแก้วแหวนทุนทรัพย์นับด้วยโกฏิ วิเศษโสดเหลือล้ำทองคำของ
รูปก็งามล้ำวิไลใหญ่ลำยอง จงตรึกตรองเถิดฉลาดปราชญ์ปัญญา
ฝ่ายอรพิมที่ว่าบวชเป็นสังฆราช ครั้นลาแล้วก็ปลาตจากสิกขา
กลับเป็นหญิงเหมือนอย่างเดิมแต่ก่อนมา กิริยารูปจารีตไม่ผิดนาง
ฝ่ายพระองค์พงศ์กษัตริย์พระปาจิต เห็นอรพิมปิ้มชีวิตจะล้มผาง
ลุกผวาคว้ากอดพระน้องนาง กันแสงพลางร้องไห้พิไรความ
ว่าอนิจจาพี่ตามหาแม่ดวงจิต ไม่คิดเลยที่ชีวิตบรรลัยขาม
ออกปากไว้ได้เท่านั้นไม่สุดความ เหมือนผีอำอั้นในอกระทกทรวง
สะอึกสะอื้นอั้นอกเสียงอึกอึก จิตรำลึกแต่อาลัยนั้นใหญ่หลวง
ฝ่ายแม่ฉิมอรพิมแม่แก้มพวง ก็โศกทรวงด้วยสงสารพระสามี
สุชลนางหลั่งไหลพิไรร่ำ ว่าโอ้กรรมกรรมอะไรยังนี้นี่
เห็นพระผัวมัวสะอื้นอยู่คลุกคลี แม่เทวีเรียกหาว่าพระองค์
เป็นอย่างไรไปพระทูนกระหม่อมน้อง จงปรองดองบอกเมียตามประสงค์
เราพลัดกันก็มาพบกันคืนคง นางโฉมยงวอนปลอบพระสามี
ฝ่ายผู้ฟังทั้งผู้อ่านจะสงสัย นางอรพิมนางก็ได้ชื่ออิตถี
ความหวงแหนนั้นว่าหนากว่าสามี นี่แน่ท่านฉันจะชี้ให้แจ้งใจ
เดิมอรพิมนางได้พบปาจิตก่อน นางบังอรแทบชีวิตจะตักษัย
ครั้นอยู่นานความสงสารค่อยคลายไป ฝ่ายปาจิตไม่สงสัยว่าพระชี
จึงมิได้มีอาลัยครั้นกลายกลับ รู้ว่าเมียปิ้มจะดับไปเป็นผี
จึงแต่งโศกไว้เป็นโศกคนละที แน่อย่างนี้คิดเข้าใส่ในใจตัว
นางจึงโศกน้อยลงมากว่าปาจิต ท่านนักปราชญ์ราชบัณฑิตอย่าเย้ยหัว
หน่อยจะว่าข้าผู้แต่งนี้ย่องตัว แลไปทั่วราวกะท่านสัพพัญญู
เป็นธรรมดาว่าปราชญ์ฉลาดแต่ง ย่อมจะแจ้งในพิภัตติว่าพหู
ฤๅเอกะวัจนะให้เล็งดู ถ้าเอกะท่านว่าอยู่ในคำเดียว
ถ้าพหูวัจนังท่านสั่งไว้ ว่าแปลหลายถ้าว่าปราชญ์ฉลาดเฉลียว
ดูพิภัตติดูประโยคอย่ากลมเกลียว พระองค์เดียวแจงไว้สิ้นสรรพนาม
ฉันแจงชะวัจนะว่าพหู จึงเล็งดูแล้ววิตถาร์ปัญญาสยาม
ว่าอรพิมกับปาจิตเมื่อหลงกาม พระโฉมงามหลงในกลคนละที
เถิงผัวเมียกันก็จริงมาแต่ก่อน นางบังอรก็มากลายจากอิตถี
เป็นผู้ชายไปเป็นพระบวชเป็นชี พระปาจิตผู้สามีไม่แจ้งใจ
แต่ตัวนางนั้นกระจ่างอยู่เต็มจิต ว่าสามิตที่เคยร่วมพิสมัย
แต่ว่านางเจนกระจ่างทางวินัย เอาพระไกรนั้นมาดับระงับลง
เถิงโศกมากถ้ารู้จักพระไกรลักษณ์ พระไกรหักโศกก็หายไปเป็นผง
นางเป็นหญิงแต่ว่ารู้อริยวงศ์ จึงดับได้ไม่สู้หลงอารมณ์นาง
แต่ทว่าถ้าผู้หญิงนั้นหนาแน่น กว่าผู้ชายได้สักแสนเหลือยุ้งฉาง
แต่ทว่าถ้ารู้จักพระไกรทาง ก็เบาบางแต่ยังหนากว่าผู้ชาย
พระปาจิตอรพิมได้พบก่อน เมื่อแรกพบแทบจะข้อนหัวอกหาย
นี่หากนางรู้ในทางความละอาย ด้วยมากมายแต่ลูกศิษย์บัณฑิตกลอน
ฉันชักมาว่าแต่ใจเอกเทศ พอแจ้งเหตุไว้ในจิตสโมสร
ตามกระแสมิใช่แง่เป็นความงอน จะยับยั้งลงไว้ก่อนเพียงนี้ที
๏ ฉันคืนจับกลับไปว่าพระปาจิต ครั้นพบเมียปิ้มชีวิตจะเป็นผี
โศกสะอื้นเสียอารมณ์ไม่สมประดี ด้วยว่ามีความอาลัยเสียดายนาง
แต่แรกไม่หวังว่าที่ไหนจะได้พบ ครั้นประสบกลับสะทกสะท้านหมาง
เปรียบเหมือนคนที่ขึ้นไปอยู่ปลายยาง ครั้นพลัดตกลงมาค้างด้วยมือไว
จับได้กิ่งพิงสนัดไม่พลัดหลุด ตัวขาดกุดหน้าเผือดเลือดก็ไหล
เป็นบุญช่วยจึงไม่ม้วยบรรลัยไป ลงมาได้กายชันให้พรั่นตัว
ปากไม่ออกบอกไม่ได้เขาไถ่ถาม ด้วยอารามคิดครั่นแต่ชันหัว
ในจิตหมายคิดว่าตายแล้วกลับกลัว ขวัญไม่มีขมุกขมัวมะเมอมะมาย
อันนี้ไซร้อุปไมยเหมือนปาจิต เมื่อเห็นเมียแล้วก็คิดหัวใจหาย
ด้วยตามหามาก็ช้าเจ็ดปีปลาย จึงหวั่นไหวแทบพระไพรสลบลง
ครั้นฟื้นกายแล้วพิไรพิรี้ว่า พี่สัญญาว่าไม่พบแม่นวลระหง
เณรนั้นพาไปข้างไหนแม่นิ่มอนงค์ ไปบุกป่าผ่าพงอยู่ดงใด
ฝ่ายแม่ฉมอรพิมพระนางท้าว จึงไขเล่าปาจิตจนแจ่มใส
แต่เณรรีบลงนาวาพาหนีไป จนเบื้องปลายมาเถิงเมืองจัมปากพลัน
เจ้าประคุณทูนกระหม่อมของเมียเอ๋ย ความเสบยนั้นไม่มีแต่โศกศัลย์
ตาเถนเทื้อพาไปเหนือวารีพลัน เห็นแปลกใจให้ประหวั่นในทันที
ฉันถามว่าเถนจะพาไปข้างไหน เถนจังไรบอกว่าสีกาศรี
ผัวสีกาเขาศรัทธาด้วยเปรมปรีดิ์ เขายินดีให้สีกามาเป็นทาน
ฉันกู่ก้องร้องเรียกจนสุดเสียง ฟังสำเนียงนั้นก็เงียบไม่กู่ขาน
แล้วลวงเถนด้วยว่าเห็นเป็นเณรพาล ให้พาฉันคืนไปหาพระสามี
ครั้นรู้ทันเถนนั้นก็พูดดื้อ ไม่เชือถืออีกอย่างไรไฉนนี่
เขาให้แล้วก็เป็นแล้วด้วยวาจี แล้วพาทีวอนปลอบให้ชอบใจ
ฉันร้องไห้ปานจะวายชีวาวิต แล้วขุกคิดขึ้นมาได้ด้วยใจใส
ทั้งตะวันนั้นก็ย่ำค่ำลงไป จึงธิบายว่าอยากกินโภชนา
พอเห็นไม้ไทรมะเดื่อนั้นแดงดก ฝูงวิหคจิกกินบินผวา
จึงวานเณรขึ้นมะเดื่อให้ฉันดา เณรจึงบ่ายนาวาเข้าจอดพลัน
เณรไม่รู้ขึ้นไปอยู่ยอดมะเดื่อ มีดเหน็บเห็นอยู่ไนเรือมุ่งกระสัน
เอาตัดหนามสะต้นมะเดื่อพลัน ขมีขมันลงเรือแล้วรีบมา
มาดูรอยที่เรานั่งอยู่ฝั่งน้ำ แล้วกู่ซ้ำเสียงโดนตะโกนหา
ฟ้าก็เงียบเย็นยะเยียบอรัญวา แล้วไคลคลาตามฟากฝั่งนัทที
เห็นรอยนั่งเลาะฝั่งสาคเรศ ดูสังเกตมาจนเถิงวารีศรี
ที่ขวางหน้าสุดลูกตาทั้งยาวรี รอยไม่มีหายสิ้นแต่พื้นเนิน
แล้วเซซัดตัดหามาบนโคก สุชลนัยไหลตกระหกระเหิน
เท้าบาทาคาตำระยำเยิน ขึ้นโคกเกรินพบฝูงสกุณัย
นกถามแซ่ว่าแม่มาผู้เดียวเปลี่ยว เดินผู้เดียวดูจารีตผิดวิสัย
จึงบอกนกตามจริงทุกสิ่งไป ว่าพลัดพรายกันตามหาพระสามี
ได้ฟังว่าสกุณาก็ตีอก ฝูงวิหคโศกศัลย์กันแสงศรี
จึงสั่งความไว้กับนกสกุณี เจ้าปักษีถ้าแม้นพบพระราชา
จงบอกความให้ไปตามแม่ให้ได้ อย่านอนใจอย่าได้ลืมหนาลูกหนา
มาแต่นกเดินตันเต็มประดา เกิดสงกาขึ้นในจิตคิดอุบาย
เป็นสัตรีนี้บุรุษย่อมประมาท ผู้ชายชาติแต่จะมุ่งเขม้นหมาย
จึงยอกรอ่อนเกศแล้วน้อมกาย เถิงศีลทานที่ได้ให้แต่หลังมา
ขอให้กายข้านี้กลายเป็นบุรุษ บริสุทธิ์ที่ว่าศีลได้รักษา
รูปก็กลายเป็นผู้ชายดังจินดา จึงลินลาด้นดั้นอรัญดง
มากระทั่งยังพารากรุงจัมปาก ตาพินิจจิตก็หลากให้พิศวง
ฤๅโฉมตรูพระจะอยู่ในราวพง ฤๅพระองค์จะมาอยู่ในพารา
จำจะไปถามไถ่ให้ได้เรื่อง จึงเข้าเมืองเดินเล่นชะแง้หา
แต่ผู้คนกล่นเกลี่อนเลือนลูกตา เสียงโศการ้องไห้พิไรครวญ
มากระทั่งยังท่าชลาลึก อึกกะทึกผู้คนเสียงโหยหวน
ลงอาบน้ำเย็นสบายหัวใจยวน เสียงคร่ำครวญร้องไห้ได้ยินมา
จึงถามไถ่ว่าเป็นไรใครโศกศัลย์ ชาวเมืองบอกออกรำพันที่กังขา
ว่าบุตรีของท่านท้าวจ้าวพารา มรณางูตอดเอาวอดวาย
ฉันกล่าวว่าสามิภักดิ์จะรักษา ว่ามียาถ้าได้ใส่ก็คลายหาย
คนตายแน่ก็ยังแก้ให้พ้นตาย ไฉนนายจึงไม่หาข้าไปลอง
ชาวบุรินทร์ครั้นได้ยินฉันกล่าวว่า มะนิมะนาเข้าไปทูลมูลสนอง
จ้าวพาราจึงให้หาดังใจปอง แล้วทูนละอองนามข้าฤๅยาดี
ฉันทูลว่ายาข้านี้ดีเลิศ แต่ตายแล้วยังเอาเกิดไม่เป็นผี
ท่านปรีดาให้รักษาพระบุตรี ในทันทีฉันก็รับบัญชาตาม
ให้หามผีพระบุตรีออกจากโกศ เคี้ยวโอสถพ่นลงคำรบสาม
เดชะยาของเจ้าฟ้าผู้ลือนาม นางโฉมงามเจ้าก็ฟื้นคืนมาเป็น
พระพ่อเจ้าเห็นลูกสาวรอดจากตาย จะยกให้สมสู่เป็นคู่เข็ญ
ทั้งเวียงวังคลังสิบสองจะปองเวน จอมนเรนทร์ด้วยว่าหมายเป็นชายชน
ฉันตรองใจด้วยอาลัยพระเนื้อนาก ไม่นิยมที่จะอยากเท่าเส้นขน
ฉันขอผ้าบรรพชาไม่กังวล จึงเล่าบ่นร่ำเรียนเขียนชำนาญ
ขจรด้าวไปเถิงท้าวขัตติเยศ จึงนิมนต์เข้าไปเทศน์กรรมฐาน
ชอบพระทัยบาตรไกรให้ประทาน แล้วโปรดปรานตั้งเป็นสังฆราชา
ครั้นอยู่มาได้วรรษานั้นห้าเศษ แต่ฟังเหตุนั้นก็หายแต่คอยหา
จึงตรองตรีกนึกขยายในปัญญา ปลูกศาลาไว้ให้ทานทั้งหวานคาว
พระเพื่อนเข็ญถ้ายังเป็นคงตามหา ชาวพาราเขาคงลือไปอื้อฉาว
พระภูมินทร์จะได้ยินซึ่งข่าวคราว จะสืบสาวรู้ความได้ตามมา
ยังปัญญาแล้วไปหากรุงจัมปาก จำเริญพรแก่พระนากผู้นาถา
ว่าบพิตรจะต้องการบรรณศาลา ท่านศรัทธาปลูกให้ถวายทาน
จึงโอกาสเข้าบิณฑบาตนายช่างเขียน ที่แนบเนียนเขียนฉากเคยแตกฉาน
ฉันจึงบอกให้เขาเห็นเป็นนิทาน เขียนเมืองบ้านแรกเริ่มแต่เดิมมา
ทั้งบ้านน้องเมืองพี่ก็มีครบ ถ้ามาพบจะได้รู้ไม่กังขา
ทั้งเรื่องท้าวพรหมทัตกษัตรา จารึกว่าบอกให้รู้ทั้งเรื่องราว
ทั้งสี่เฒ่าให้อยู่เฝ้าดูรักษา ถ้าใครมาสั่งขาดให้กินข้าว
ดูฉากเรื่องชลนัยนั้นไหลพราว ให้พาเอาตัวมาให้อย่าได้วาง
เฒ่าทั้งสี่เห็นพระพี่ให้กินข้าว แลดูฉากแล้วก็เศร้าลงล้มผาง
เขาจึงพาเข้ามาหาพระน้องนาง เห็นหน้าพี่แทบจะวางวายชีวา
แต่พลัดกันแต่วันนั้นจนวันนี้ แต่โศกีป่วนปั่นกระสันหา
เพลากินตั้งแต่กินพระชลนา ว่าจะฆ่าตัวให้ตายทำลายชนม์
แล้วหวนจิตกลับมาคิดถึงพระพี่ เกลือกชีวียังไม่ตายจะขวายขวน
จะตามหาถ้าเป็นบุญไม่อับจน เข้าใจดลมาให้พบประสบกัน
โอ้พระพี่พึ่งวันนี้จึงสร่างโศก ค่อยว่างอกปรีดิ์เปรมประเสมสันต์
ตั้งแต่นี้ถ้าพระพี่จะจอระจัน แต่ข้ามวันก็ไม่คลาดพระบาทเลย
พระโฉมปรางค์ฟังนางเล่าความโศก สะอื้นอกชลนัยไม่ระเหย
โอ้กรรมกรรมทำไว้กระไรเลย เป็นบุญเคยมิให้แคล้วได้พบกัน
พระอุ่นอกเก็บเอาโศกมาเล่าน้อง เมื่อเถนทองข้ามไปส่งพี่โศกศัลย์
คะนึงหวนครวญหาสุดาจันทร์ พี่คอยคอยจนตะวันนั้นค่ำเย็น
แล้วกู่ก้องร้องโดนตะโกนเรียก ฟังสำเหนียกนั้นก็เงียบประหลาดเถน
ฤๅหลงท่ามาไม่ถูกสงสัยเณร ฤๅนอกเกณฑ์พาสีกานั้นหนีไป
แล้วเลียบฝั่งสาครังเที่ยวกู่หา จนจันทราแจ่มแจ้งจำรัสไข
ไปติดน้ำยมนาศรีวารัย จะตามไปก็ขยาดให้กลาดกลัว
จึงด้นดั้นราวอรัญพนาเวส ทุกขอบเขตเมืองไหนพี่ไปทั่ว
ไปพบยายทำไร่เป็นบุญตัว แกพันพัวรักปานกับหลานตน
ทั้งตายายความอาลัยเข้าลูบหลัง ว่าร้อยชั่งหลานยายระเหระหน
แกไถ่ถามนามชื่อเมืองตำบล ตั้งแต่ต้นเล่าให้ตาให้ยายฟัง
ว่าพลัดพรากจากกับน้องขนิษฐา เที่ยวตามหามาจนโซโอ้ทุกขัง
ได้ฟังเล่าแกก็เคล้าสุชลนัง พะว้าพะวังคิดพะวงแม่นงคราญ
แก่ร่ำว่าคิดเมตตาหลานสะใภ้ แกร่ำไรคิดเสียดายสะใภ้หลาน
แล้วเรียกขวัญแกรำพันให้ชื่นบาน หยุดสำราญอยู่กับยายให้มีแรง
ทั้งยายตาแกให้ผ้าทั้งนุ่งห่ม สำราญรมย์ตรองตรึกให้นึกแหนง
จะอยู่ไปไหนจะพบแม่เล็บแดง คิดระแวงอยู่ไม่ช้าเข้าลายาย
ออกจากนั้นดั้นดงเข้าพงป่า ประมาณมาหลายวันแต่ผันผาย
มาพบนกบอกยุบลทั้งต้นปลาย ว่าโฉมฉายสั่งไว้ให้ไปตาม
ความยินดีเหมือนกับพี่ได้พบน้อง หายใจคล่องเหนื่อยเหน็ดไม่เข็ดขาม
มาจากนกดั้นดงพงระนาม กระทั่งทามทุ่งกระท่อมเขาทำนา
พบเด็กชายเลี้ยงควายจึงไถ่ถาม มันบอกความพากรงเข้าไปหา
ตาเพชรเฒ่าเฝ้ากระท่อมอยู่กลางนา แกเมตตาปราสัยเป็นไมตรี
แกเล่าว่าเมืองพารานั้นโตใหญ่ นราไทครองเมืองนั้นเรืองศรี
มีบุตรสาวคราวรุ่นสิบห้าปี นางเทวีเวรกรรมมาตามทัน
มีงูเห่าตอดเอานางร้อยชั่ง เจ้าวายวางสิ้นชนม์ชีวาสัญ
มีชายจรต่างนครในเขตคัน เอายาใส่จอมขวัญให้รอดตาย
ชื่อหมอยาแกบอกว่าชื่อปาจิต จ้าวจอมกรุงชอบชิดว่าเฉิดฉาย
ประทานของทองเงินนั้นมากมาย ทั้งลูกสาวท้าวก็ให้ไม่รำพา
ศรัทธาบวชทรงผนวชอยู่เป็นพระ สิ้นวีระถือมั่นนั้นนักหนา
เขาลือฉาวว่าเป็นเจ้าสงฆ์ราชา ปลูกศาลาไว้ให้ทานทั้งหวานคาว
ไปเถิดหลานชมเล่นเป็นขวัญเนตร ต่างประเทศมีมากทั้งหนุ่มสาว
พี่หลากจิตคิดขึ้นมาเป็นคราวคราว ผู้ใดเล่าชื่อปาจิตไม่ผิดตัว
ยิ่งกริ่งใจไหว้ลาตามาจาก แกออกปากว่าจำเริญเถิดทูนหัว
แกบอกทางให้กระจ่างหลานอย่ากลัว ตะวันมัวกว่าจะเถิงพาราเมือง
ออกจากตามาเวลาตะวันเที่ยง พอบ่ายเบี่ยงแสงแดดลงแผดเหลือง
กระทั่งเถิงพระพาราบูรีเรือง เข้าในเมืองถามหาศาลาทาน
แต่เที่ยวหาสามเพลาจึงพานพบ เจียนบัดซบแทบชีวังจะสังขาร
ลงอาบน้ำชื่นสบายใจสำราญ มิทันนานขึ้นไปนั่งยังศาลา
ทั้งสี่เฒ่ายกข้าวให้บริโภค อิ่มสำเร็จแลชะโงกดูฉากฝา
เห็นรูปเรื่องเมืองวังอลังการ์ บอกนามว่าชื่อปาจิตนางอรพิม
สะดุ้งใจประหนึ่งกายจะเซล้ม หักอารมณ์อกใจระหามระทิม
แลเขม้นเหมือนจะเห็นอยู่ริมริม ในอกอิ่มเหมือนได้พบยุพาพิน
ประหลาดหลากหนออันฉากที่เขียนไว้ ใครที่ไหนเหมือนหนึ่งรู้ในเรื่องสิ้น
ดูจนสุดไม่วิมุติที่มลทิน พี่ล้มดิ้นเหลืออาการจะทานกาย
ทั้งสี่เฒ่าเข้าพยุงทั้งหน้าหลัง พี่คลุ้มคลั่งแทบจะสิ้นชีวินหาย
เขาพามาไม่สัญญาคิดระคาย เห็นรูปกายหมายว่าพระในพรหมจรรย์
ดวงสมรกรรมก่อนเราสร้างไว้ จึงจากกันพลัดพรายแม่จอมขวัญ
ครั้นสิ้นกรรมบุญที่ทำมาตามทัน จึงพบกันสิ้นที่กรรมจะทำเรา
ทั้งสองข้างต่างเล่าความเก่าหลัง สุชลนังนองพักตร์ดังไฟเผา
ให้โหยหวนคร่ำครวญเป็นคราวคราว ด้วยสองเจ้าพบกันกระสันใจ
๏ ทั้งสององค์ครั้นว่าทรงกันแสงสร่าง พระชวนนางปรึกษาแล้วปราสัย
พี่คิดมาเป็นเวราแล้วดวงใจ เราฆ่าไท้พรหมทัตกษัตรา
เป็นกรรมแล้วเห็นไม่แคล้วแม่ดวงจิต คงตามติดตัวตายไปภายหน้า
ไปใช้เขาเสียให้เบาซึ่งเวรา เมื่อชาติหน้ากรรมหลังได้บางไป
เราคืนหลังไปยังเมืองพาราณสี แต่งพิธีเผาศพให้ผ่องใส
ประชาราษฎร์จะได้ฟุ้งทั้งกรุงไกร จึงจะหายครหาที่ฉันทา
พระว่าพลางพานางน้องลินลาศ นางนิ่มนาฏเดินตามพระเชษฐา
เข้าสู่ดงด้นดั้นอรัญวา ดวงสุดาคิดคะนึงพระชนนี
โอ้ว่าแม่ตั้งแต่พลัดกำจัดจาก จะทุกข์ยากฤๅว่าตายไปเป็นผี
จะผาสุขทุกข์ไข้ฤๅอยู่ดี นางเทวีครวญคร่ำร่ำพิไร
หน่อกษัตริย์ตรัสปลอบพระท้าวน้อง อย่าหม่นหมองไปเลยเจ้าจงแจ่มใส
แม่หน้านวลจะประชวรลงกลางไพร จะพาไปจนจะถึงพระมารดา
พระปลอบพลางชวนนางให้ชมไม้ ให้ปลื้มใจชื่นโสมนัสสา
โน่นแน่เจ้าเหล่าพยอมพญายา ฝางรกฟ้าแคฝอยต้นไม้ไฟ๓๗
ต้นกระทุ่มกากระทึงเหล่ากระถิน ตาลขะโมยต้นขมิ้นงามไสว
หมู่นางแย้มแกมประยงค์ดงลำไย เหล่าตะโกแกมตะไกปนเพกา
ต้นตะขาบหมู่ตะเคียนเหล่าตะขบ ราชมานพต้นเสนียดปริศนา
ยี่โถไทยแทงทวยทองคนธา แม่แก้วตาชมเล่นให้เย็นทรวง
ไม้อย่างนี้อยู่บุรีไหนจะเห็น ไม่ตกเข็ญสุขเกษมอยู่วังหลวง
ยากจะเห็นเถิงจะเซ่นน้ำตาตวง แม่พักตร์พวงเจียนสลบไม่พบเลย
แม่ศรีเสนชมเล่นเสียให้อิ่ม ดูที่ประจิมหมู่ดอกไม้พระน้องเอ๋ย
เหล่าซ่อนชู้หมู่อัญชันทั้งอบเชย ส่งกลิ่นหอมไม่ระเหยกระหลบดง
ดอกพุดตานบานเต็มในพุ่มพื้น รวยระรื่นกระดังงามหาหงส์
ครั้นสุริเยเย็นยะย่ำจะค่ำลง แมงภู่ผึ้งอึงมาลงเอาเรณู
มีสระกว้างอย่างใหญ่ทั้งลุ่มลึก อึกกะทึกแรดช้างทั้งกวางหมู
มากินน้ำตามกันเป็นน่าดู ตัวเมียผู้ลองเชิงระเริงใจ
บ้างเบิดเบิ่งเชิงชั้นจะชวนหยอก แล้วไล่หลอกที่จะชวนพิสมัย
พระชวนนางชมพลางให้เพลินใจ แล้วภูวนัยชมมัจฉาบรรดามี
สะลุ่มพอง๓๘พาพวกแอบพุ่มผุด ฉมันมุดไล่ฮุบแล้วแล่นหนี
พวกกุมภาอ้าปากไล่ภุมภี เอาหางตีหมู่ปลามัจฉากิน
หน่อกษัตริย์ทัศนามัจฉาชาติ แล้วภูวนาถเล้าโลมนางโฉมฉิน
ให้ชมพันธุ์สัตบรรณแลโกมิน ตลบกลิ่นเกสรให้คลอนใจ
บ้างตูมตั้งบ้างขยายจะใกล้แย้ม บ้างพึ่งแพลมขึ้นพ้นน้ำงามไสว
บ้างบานแบแลสล้างขึ้นบังใบ บ้างโรยรายร่วงเกสรนั้นเศร้าลง
บ้างจ่อเม็ดฝักเล็ดกำลังอ่อน ที่ฝักก่อนเล็ดแก่น่าประสงค์
พระหน้านวลชวนนุชเจ้าหยุดลง ทั้งอาบสรงสายกระเซ็นเย็นสบาย
แล้วจอมพงศ์ทรงเก็บฝักโกเมศ ให้อัคเรศกินต่างประทังหาย
ที่หิวโหยโรยแรงค่อยเคลื่อนคลาย พงศ์นารายณ์หยุดนอนผ่อนสำราญ
ลมพระพายชายพัดมาฉิวฉ่า รำเพยพากลิ่นพยอมมาหอมหวาน
ฟุ้งขจรด้วยเกสรประทุมมาลย์ ให้เบิกบานปฏิพัทธ์ในหัททัย
พระจันทร์แจ่มแจ้งกระจ่างสว่างฟ้า ดาวดาราเรียงเรียบดูสุกใส
เสียงไก่แก้วขันแว่ววิเวกไพร พระจอมไกรชวนนางให้ชมดาว
แม่พักตร์ผัดทัศนาดูอากาศ ระดาดาษเต็มฟ้าเวหาหาว
โน่นแนเจ้าดาวโยงสุกโพลงวาว ดาวสำเภาดาวม้าสง่างาม
นางโฉมงามซักถามพระเชษฐา ถัดดาวม้าแลเห็นลุกสุกอร่าม
เขาเรียกเล่าดาวอะไรพระโฉมงาม เป็นหมู่ลามแสงใสผกายพราว
จักรพงศ์ทรงสดับพระน้องถาม จึงแจ้งความเยาวมิ่งโฉมเฉลา
ดาวเป็นหมู่ดูระยับแม่นงเยาว์ เขาเรียกดาวเดิมลูกไก่แม่ฉัยยา
นางอรพิมยิ้มขยายธิบายถาม ไฉนนามดาวลูกไก่น่ากังขา
เอาชื่อไก่ขึ้นไปใส่ดาวดารา พระพึ่ยาจงแถลงให้แจ้งใจ
พงศ์กษัตริย์ฟังอรรถพระน้องถาม แสดงความในนิทานตำนานไข
พี่ได้ยินคำบูราณท่านว่าไว้ แต่ล่วงไปครั้งประถมนิยมมา
ยังมีองค์ทรงพระนามมหาเถร เถิงวันเกนบัณรสีเข้าไปหา
ไปโปรดสัตว์โปรดญาติโยมสีกา พระเถราตรึกพลางย่างครรไล
ครั้นเถิงย่านบ้านโยมขึ้นเคหัง ทะนา๓๙นั่งแล้วสำรวมตามนิสัย
โยมสีกาทัศนาก็ดีใจ จึงทักไปว่าแต่เช้าบัดเจ้ามา
แล้วไถ่ถามธรรมดาเป็นโยมญาติ บัดเจ้าขาดเขินสิ่งใดโยมกังขา
ฤๅแกล้งมาตามธรรมเนียมเยี่ยมสีกา พระเถราท่านจึงแจ้งแสดงธรรม
ว่านานเนิ่นมิได้เดินมาเยือนญาติ ให้หวั่นหวาดคิดเถิงโยมให้วาบหวาม
จะอาภาโยมสีกาฤๅปลอดงาม อยากแจ้งความดอกประสงค์จำนงมา
โวประยายแจงถวายเป็นถ้วนถี่ อันโรคีก็บังเกิดบัดเจ้าหนา
ทั้งเลือดลมมันก็โรมเอาหูตา ได้กินยาเข้าไว้บ้างประทังไป
อันหูนี้ถ้าลางทีเขาร้องเรียก ฟังสำเนียกไม่ได้ยินเลยแจ่มใส
เขาพูดนั่งเองก็ฟังเป็นเดินไป ถ้าเรียกไกลเสียงแต่อูไม่รู้เลย
อันตาเล่าพระบัดเจ้าไม่จะแจ้ง ลางทีดูเป็นแต่แดงบัดเจ้าเอ๋ย
ลางทีเป็นเห็นแต่ฟ้าเมื่อหน้าเงย น้ำนมเนยหยอดประทังพอรางแล
แต่ไถ่ถามกันแต่บ่ายจนเจียนพลบ ด้วยนานพบเห็นว่าเยิ่นเนินแสว
พระเถรท่านเห็นตะวันลงร่อแร จึงบอกแม่ไขธรรมแล้วอำลา
ฝ่ายสีกาแกจึงว่าผู้เป็นเจ้า วันนี้ค่ำพรุ่งนี้เช้าควรสิกขา
อยู่จำวัดจำเริญพรตโปรดสีกา พอรุ่งตาฉันจังหันจึงครรไล
มหาเถรต้องในเกนเตรัสสะ เป็นธุระสำหรับชีมีนิสสัย
โยมนิมนต์ก็ต้องรับไม่กลับไป .................................

จบเล่ม ๓

  1. ๑. ตรง - ต้นฉบับว่า “กรง”

  2. ๒. ตรึก - ต้นฉบับว่า “กรึก”

  3. ๓. ดีหลี - (ถิ่น) แน่, แท้, แท้จริง

  4. ๔. ข้าว - ต้นฉบับว่า “เข้า”

  5. ๕. เทศน์ ต้นฉบับว่า เทษ

  6. ๖. นิสงส์ คือ อานิสงส์

  7. ๗. อนึ่ง - ต้นฉบับเขียน อะนึ่ง

  8. ๘. สัมผัส - ต้นฉบับเขียน สำพัด

  9. ๙. ฉลาย - สลาย

  10. ๑๐. ต้นฉบับว่า “สะรีย”

  11. ๑๑. เล็ด - เม็ด

  12. ๑๒. ต้นฉบับเขียน “กรุตสาด”

  13. ๑๓. พระดิกา - ฎีกา

  14. ๑๔. วิถาน - สันนิษฐาน

  15. ๑๕. ต้นฉบับว่า “ตมูก”

  16. ๑๖. สังระเสิน – สรรเสริญ

  17. ๑๗. ต้นฉบับเขียน “วิสุด”

  18. ๑๘. ต้นฉบับเขียน “พาดแพด”

  19. ๑๙. ฉลาย - สลาย

  20. ๒๐. โรงรู = ลงรู

  21. ๒๑. ต้นฉบับเขียน “สินลา”

  22. ๒๒. ต้นฉบับเขียน “กระดี”

  23. ๒๓. ต้นฉบับเขียน “ทะนน”

  24. ๒๔. ต้นฉบับเขียน “สิงค้า”

  25. ๒๕. สนวน = ฉนวน

  26. ๒๖. ครรภา = ต้นฉบับเขียน คับภา

  27. ๒๗. จอระจัน = จรจรัล

  28. ๒๘. ง่าง = งั่ง

  29. ๒๙. ง้อม - งุ้ม

  30. ๓๐. ต้นฉบับว่า สำพัด

  31. ๓๑. บุเรียน - เปรียญ

  32. ๓๒. ต้นฉบับเขียน - กำมพฤึก

  33. ๓๓. วันณพิภบ - วณิพก

  34. ๓๔. ต้นฉบับเขียน พรุกนี้

  35. ๓๕. พระไกร - พระตรัย (รัตน์)

  36. ๓๖. ผ้าไกร - ผ้าไตร

  37. ๓๗. ไม้ไฟ = มะไฟ

  38. ๓๘. สะลุ่มพอง : สลุมพร - ปลาเนื้ออ่อน

  39. ๓๙. ทะนา = อาราธนา

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ