ปาจิตกุมารกลอนอ่าน เล่ม ๑

ตั้งแต่ท้าวธรรมราชจะให้พระปาจิตครองบ้านเมือง จึงให้พวกเสนาตีฆ้องร้องป่าวให้ชาวบ้านชาวเมืองพาลูกสาวมาประชุมกัน เพื่อจะให้พระราชโอรสเลือกคู่อภิเษก จนถึงพระปาจิตลานางอรพิมกับมารดากลับมาเฝ้าท้าวธรรมราชพระบิดา

ประนมกรมัสการพระนาถา
ต่างบุปผังสุวรรณังปทุมา ถวายองค์ภัควาพระทรงญาณ
หนึ่งข้าไหว้ไตรปิฎกไญยธรรม เป็นที่นำฝูงสัตว์ข้ามสงสาร
ให้ถึงฝั่งยังนครนฤพาน พ้นกันดารเดือดร้อนบห่อนมี
หนึ่งข้าไหว้วันทาพระสาวก ผู้รื้อยกศาสนาให้เรืองศรี
จนครบถ้วนหมดจำนวนห้าพันปี ดวงมณีส่องโลกทั้งสามดวง
ข้าไหว้คุณบิตุรงค์ที่จงรัก ประมาณหนักยิ่งกว่าภูผาหลวง
ข้าไหว้คุณมาตุรงค์ผู้ทรงทรวง ได้เลี้ยงลูกลุล่วงจนใหญ่มา
ข้าไหว้คุณอมรินทร์ปิ่นอากาศ พระนารายณ์เทวราชนาถา
พระนเรศเวสสุวัณพระคงคา พระจันทราพระอาทิตย์ฤทธิไกร
ข้าไหว้พระพรหมยมเรศอันเรืองฤทธิ์ ที่สถิตอยู่พิมานอันผ่องใส
พระธรณินดินฟ้าสุราลัย จงคุ้มภัยอย่าให้มีมาบีฑา
ข้าไหว้คุณพระพิรุณดำรงโลก ช่วยปัดโบกคำคนครหา
อีกพระพายทั้งพระพายุรำเพยพา คุ้มรักษาดับเข็ญให้เย็นยิน
ข้าบังคมทูนกระหม่อมพระจอมเกล้า พระปิ่นเกล้ากรุงยุทธโกสินทร์
บันลือลั่นประเทืองกระเดื่องดิน พระภูมินทร์ขอให้มีชนมา
ข้าไหว้คุณอุปัชฌาย์พระอาจารย์ ท่านโปรดปรานบอกอักษรให้ศึกษา
ครุลหุรอบรู้ด้วยครูบา มาช่วยข้าเรียงลำดับซึ่งกาพย์กลอน
ข้าไหว้ผู้ครูภักตร์สอนกระแส ได้รู้แน่นำหน้าอุทาหรณ์
ให้ปรุโปร่งช่วยแซมแจ่มขจร จะกล่าวกลอนทะวาจีให้ปรีชา
หลวงบำรุงสุวรรณฉันผู้แต่ง ประจักษ์แจ้งเรื่องนิทานไม่กังขา
ประดับประดิษฐ์ขอให้เปรื่องเรืองปัญญา บังเกิดมาในสันดานสะดวกดาย
๏ ขอริเรื่องอรพิมพระปาจิต ยกอดีตนิทานไว้สืบสาย
ครั้นจะนิ่งยังคิดจิตเสียดาย ด้วยหญิงชายนั้นยังเขลาเยาว์ปัญญา
ไม่ได้ฟังตั้งแต่ว่าสนเท่ห์ เที่ยวรวนเรถามกันนั้นหนักหนา
ลางคนเล่าว่าข้าเจ้าได้ยินมา ลางคนว่าแต่ครั้งปู่รู้นิยาย
ลางคนบอกว่าข้าดอกจำได้เรื่อง เล่ากันเนื่องผิดถูกไม่ขวยขาย
ได้ยินเล่าข้าพเจ้าให้นึกอาย เที่ยวสืบหานิยายนิยมมา
นิทานนี้อยู่คัมภีร์ปลายปัญญาส มีชาดกยกเป็นชาติสังขยา
เหมือนเราท่านปุถุชนคนชนา ฟังฎีกาจึงจะรู้กระทู้ธรรม
ว่าเอกังสะมะยังในครั้งหนึ่ง สมเด็จองค์กษัตริย์ที่พึ่งในภพสาม
สถิตในพระเชตุวรรณาราม รำพึงธรรมแย้มพระโอษฐ์องค์สัมมา
พระรัศมีเขี้ยวแก้วแววสว่าง แจ่มกระจ่างรุ่งโรจน์พระเวหา
สงฆ์ท่านอัศจรรย์จินตนา จึ่งทูลถามภะคะวาด้วยฉับไว
ว่าข้าแต่พระสัพพัญญูพระครูโลกย์ ซึ่งวิโยคแย้มพระโอษฐ์เหตุไฉน
ข้าพระสงฆ์นี้จำนงสงสัยใจ ผลอันใดฤๅเหตุจะมีมา
ปางมหากรุณาธิคุณเจ้า พระโน้มน้าวนั่งสำรวมอุเบกขา
ได้ฟังทูลมูลกิจพระสังฆา จึ่งฎีกาโปรดแจงแสดงธรรม
ว่าภิกขเวดูกรภิกขุสงฆ์ อย่ากระสันจิตหลงถล่มถลำ
ด้วยภัยราครสกรรมทำระยำ คือน้ำคำเสียงกลิ่นสัมผัสกาย
ถ้าผู้ใดใจหน่วงมโนนึก ยังหวงฮึกโหมหอบไม่เหือดหาย
จะหึงนานในสงสารกระวนกระวาย ลำบากกายตายเกิดอยู่ไปมา
พระตรัสแล้วพุทธองค์จำนงนิ่ง หมู่พระสงฆ์ก็ไม่ยิ่งจะกังขา
จะใคร่รู้ในกระทู้โทษกามา จึงนิมนต์ภัควาสำแดงธรรม
ส่วนสมเด็จพระสรรเพชญ์ผู้นาถา พระปรีชาญาณยิ่งยอดสยำ
จะเทศน์โปรดพระภิกขุให้รู้กรรม จึงไปนำบุพชาติปิฎกมา
แต่ครั้งองค์พุทธพงศ์ยังเกี่ยวข้อง ยังเที่ยวท่องสืบเสาะแสวงหา
เติมสมภารเพิ่มพูนพระโพธิญาณ์ ให้แก่กล้าเนกขัมบารมี
ว่าครั้งนั้นสมเด็จพระชินโนนาถ เสวยชาติชื่อปาจิตผู้โฉมศรี
ตกลำบากยากแค้นแสนทวี เพราะโลกีย์ร้อนรุ่มเข้าสุมใจ
ได้เคืองเข็ญเป็นระยำนี้สุดอย่าง เที่ยวหานางมเหสีพิสมัย
ทุกเมืองบ้านผ่านป่าพนาลัย พระทรงไตรชักเอาเรื่องนี้มา
เผยพระโอษฐ์โปรดประทานพระธรรมเทศน์ พอเห็นเหตุให้พระสงฆ์หน่ายตัณหา
ว่ายังมีพระบูรีมหึมา นามพาราชื่อมหานครพรหม
มีคูล้อมป้อมปราการนั้นเขือมขึง ทั้งใหญ่ครึ้มยาวกว้างครั้งประถม
เชิงเทินท่อหอคอยขึ้นลอยลม คามนิคมขามขยาดไม่อาจทาน
มีพระปรางค์ปราสาทสะอาดเอี่ยม จัตุเหลี่ยมภูมิภาครโหฐาน
ล้วนกระหนกลวดลายสำลายภาร งามตระหง่านเลิศล้ำวิไลตา
ยอดพระปรางค์นพศูลดูงามสม มีหน้าพรหมจัตุรมุขอันเลขา
มีรูปครุฑสัประยุทธ์กับนาคา กรหัตถากำขันยันทแยง
มีช่อฟ้าหน้าบันนาคสะดุ้ง มีก้ามกุ้งใบขึ้นแอบแฝง
หางหงส์ปิดดำอร่ามแดง เป็นสีแสงนพรัตน์ชัชวาล
นครอื่นหมื่นพันจะสรรเปรียบ มาเทียมเทียบก็ไม่ถึงที่ภูมิฐาน
ถ้าเว้นว่าแต่ภาพมัฆวาน เกินประมาณที่จะว่ามาประไม
มีเสนาข้าเฝ้าเป็นศักดิ์ศรี พระแท่นที่ท้องพระโรงวินิจฉัย
ที่ผ่อนพักพระตำหนักทั้งนอกใน มีโรงใช้ราชการศาลศาลา
มีทหารชาญกำแหงสาตราวุธ สำหรับยุทธ์จัตุรงค์เหล่าอาสา
มีปืนใหญ่ปืนตับคาบศิลา อเนกาครบครันต้านสงคราม
มียุ้งฉางคลังทรัพย์นับสิบสอง แต่เงินทองขนใช้อยู่หลายหลาม
มีโรงช้างคชสารตระหง่านงาม อร่ามโรงรถสำหรับมี
มีโรงเรือโรงม้าอาชาชาติ สารพัดครบสิ่งเป็นศักดิ์ศรี
จะร่ำว่าพรรณนาจะช้าที อันบูรีเมืองใหญ่ย่อมไพบูลย์
ทั้งไพร่พลคณนานับด้วยแสน อเนกแน่นอัดแอทั้งไอศูรย์
ต่างประเทศค้าขายไปมามูน เที่ยวอวดวุ่นจีนจามพม่ามอญ
แขกฝรั่งอังกฤษยวนละว้า ต่างภาษาทั้งสิบสองมาสลอน
มีร้อยเอ็ดเมืองเอกพระนคร มายอกรก้มเกศมัสการ
ลือพระนามขามฤทธิ์ทุกทิศา กษัตราครองกรุงมหาศาล
ชื่อพญาธรรมราชภูมิบาล พระทรงธรรมมั่นดำรงเมือง
พระองค์มีเอกอัครมเหสี ล้ำนารีเลิศโลกฉวีเหลือง
เป็นปิ่นนางยิ่งสำอางวโรเรือง แม่มิ่งเมืองชื่อสุวรรณเทวี
โพธิสัตว์จุติสนธิ์จากดึงสา ปฏิสนธิ์เข้าครรภานางโฉมศรี
นางกษัตริย์รู้ถนัดในนาภี ว่าเกิดมีบุตรจริงไม่กริ่งใจ
จึงทูลแจ้งแก่พระจอมผู้สามิต พระทรงฤทธิ์ยินดีจะมีไหน
ตั้งแต่นั้นครองครรภ์นางทรามวัย สิ่งอันใดเผ็ดร้อนบห่อนพาน
ค่อยปกป้องครองครรภ์นางโฉมศรี ครบเดือนปีทศมาสอวสาน
วาโยลมกรรมชวาตก็พัดพาน ให้แดดาลป่วนปั่นในครรภ์นาง
แต่หมอแพทย์หมอตำแยพระวงศา ทั้งซ้ายขวาแห่ห้อมล้อมสล้าง
ครั้งยามเบิกฤกษ์ดีที่สำอาง พระท้าวนางเจ้าก็คลอดกุมารา
พระบิตุรงค์เห็นองค์โอรสราช แสนสวาทชื่นบานให้หรรษา
พระภูวนาถมีพระราชบัญชา ให้จัดหาแม่นมที่สมควร
มีสกุลน้ำเนื้อเชื้อขุนนาง เอี่ยมสำอางอ้อนแอ้นงามสงวน
รู้อัฌชาราศีฉวีนวล ที่เคยคุ้นควรเคียงคนสำคัญ
ให้กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูพระลูกรัก สามิภักดิ์ฟักฟูมให้ฝ้าฝัน
ทุกวันคืนเช้าเย็นเป็นนิรันดร์ จนใหญ่ครันวัฒนาวรรษาปี
พระโฉมงามจะให้นามพระลูกรัก พร้อมสะพรักวงศาเป็นราศี
ทั้งซ้ายขวาอัยกาอัยกี มามี่นั่งเรียงโรงมงคล
ทั้งพราหมณ์เฒ่าพฤฒาโหรารู้ ทั้งพระครูปโรหิตจำเริญผล
พระบายศรีวางที่กลางมณฑล เสียงสับสนสังข์แตรออกแซ่วัง
ครั้นฤกษ์งามพราหมณ์ร้องประโลมขวัญ สนั่นลั่นฆ้องขานประสานสังข์
จุดเทียนชัยเวียนไปทักขินัง มังคลังพร้อมด้วยอำนวยพร
ให้สมเด็จพระกุมารจำเริญศรี สวัสดีไชโยสโมสร
อย่าทุกข์สุขาสถาวร ฤทธิรอนปราบปรามสามธาตรี
พระชันษาอายุษให้ยืนหึง เป็นที่พึ่งฝูงสัตว์ประเสริฐศรี
พฤฒาพราหมณ์รดน้ำสังขพีรี ดับอัคคีเทียนชัยเจิมพักตรา
พระโองการให้หาโหราจารย์ ให้คูณหารตั้งแต่พระชันษา
โหราจารย์หารตามดวงชะตา แล้วพฤฒาทูลถวายให้พระนาม
ชื่อปาจิตฤทธิรงค์องค์โอรส เฉลิมยศจวบจบในภพสาม
พระวงศาแต่บรรดาพร้อมทั้งพราหมณ์ อวยพรตามอวยให้พระกุมาร
สมเด็จองค์ทรงฤทธิ์พระบิตุเรศ พระปิ่นเกศรักบุตรสุดสงสาร
ให้เต็มขืนชื่นพระทัยภูบาล จะต้องการสิ่งอันใดมิให้เคือง
พระให้จัดมหาดเล็กลูกอำมาตย์ ที่ผ่องผาดรูปดีฉวีเหลือง
นับด้วยพันสรรให้พระมิ่งเมือง ดูนองเนืองตามเสด็จพระลูกยา
แล้วประทานศรขรรค์อันชัยศรี สำหรับมีสัประยุทธ์อาวุธถา
ทั้งรถรัตน์พร้อมทั้งอลังการ์ ชาติอาชาคชรัตน์อัสดร
พระกุมารเรียนชาญศิลปศาสตร์ สามารถรอบรู้ธนูศร
เลิศฉลาดเล่าชื่อลือขจร ทุกนครยำเกรงพระเดชา
พงศ์กษัตริย์โสมนัสด้วยหมู่เด็ก มหาดเล็กตามเสด็จทั้งซ้ายขวา
เที่ยวเล่นรถศรแผลงแข่งอาชา ตามลำพาชื่นบานสำราญใจ
๏ ขอหยุดยั้งรั้งเรื่องนี้ไว้ก่อน จะกล่าวกลอนยกศัพท์ให้แจ่มใส
ขอวิตถาร์ว่าด้วยเรื่องเมืองพิมาย ต้นนิยายแรกเริ่มแต่เดิมมา
ว่าหมู่เทวดาชายแลหญิง อันสู่สิงอยู่ในดาวดึงสา
ปรารภกันเป็นสำคัญเจตนา มีศรัทธาชวนกันมาสร้างปรางค์
ใจความว่าเทวดาเป็นสองหมู่ จะสร้างสู้ขันกันทั้งสองข้าง
คำผู้หญิงเทวดาสัญญาวาง ถ้าแล้วหลังก็จะพร้อมยอมเป็นเมีย
ที่เป็นชายเทพเจ้าจึ่งกล่าวว่า จะสัญญากันแต่เดิมให้แล้วเสีย
ถ้าเราแพ้ก็จะพร้อมไปยอมเยีย ให้ต่ำเตี้ยลงเป็นทาสขาดคำ
เทวดาครั้นสัญญากันเสร็จแล้ว ก็คลาดแคล้วจากวิมานอันเลขำ
คำสัญญาถ้าแม้นว่าใครทำ คืนเดียวแล้วเป็นประจำให้โยงโคม
เทวดาครั้นลงมาถึงพื้นภพ ต่างพยพชวนกันเข้าแห่โหม
บ้างชักเส้นขึงขันเป็นการโรม โครมโครมขนถมลุ่มต่ำทำให้ดี
ที่เนินสูงเกลี่ยปราบให้ราบเลี่ยน สะอาดเตียนผ่องใสวิไลศรี
ดูราบรื่นพื้นสุธาหน้าเภรี ครั้นดิบดีแล้วเอาดินมาบนวาง
ทำเป็นแผ่นแน่นหนาสักห้าศอก ประกอบทายาพอกทุกแผ่นขวาง
อพิษฐานจงบันดาลขึ้นไว้วาง บุญได้สร้างจงมาช่วยข้าด้วยแรง
อันดินดานต้องพิษฐานเทพเจ้า ก็กลับเข้าเป็นหินศิลาแข็ง
โลกสมมุติว่านิมิตด้วยฤทธิ์แรง จึ่งจัดแจงก่อบรรจงเป็นทรงปรางค์
ทำเป็นยอดสอดใส่ลายฉลัก เหลี่ยมนั้นย่อก่อเป็นพักตร์พุ่มกระถาง
ชักเป็นลวดเขียนเป็นลายเลิศสำอาง จับประจำเห็นกระจ่างเหมือนดอกจันทน์
ที่รอบปรางค์ทำถ้วนถี่มีระเบียง บริเวณเป็นเฉลียงแลสีสัน
มีปรางค์เล็กเหลี่ยมเสลียงขึ้นเคียงกัน ปรางค์นั้นทำวิถีสี่ประตู
ในเฉลียงเรียงสล้างวางเป็นลวด บานประตูดูยิ่งยวดสูงเพียงหู
แซะเป็นลวดแกะประจำเหมือนก้ามปู บานประตูมีประดับสำหรับกัน
บัญชรฉายใส่ประสาธน์สิ้นทุกช่อง ดูโปร่งปล่องพิศเพียงเวียงสวรรค์
มีกำแพงล้อมรอบเป็นขอบคัน มีสองชั้นกำแพงแก้วแล้วศิลา
ในกำแพงเลิศล้ำทำเป็นคลัง เทพสร้างล้ำเลิศดูเลขา
ทำเป็นวังสร้างเป็นสระปทุมา สระนั้นเล่าเต่าปลาบรรดามี
แล้วจารึกชื่อสระไว้สำคัญ ชื่อสระแก้วสระขวัญนามสระศรี
อีกสระเพลงสระพลุ่งบุ่งนัทที ทำถ้วนถี่ครั้นว่าจะช้าทาง
คำสัญญาเทวดาคืนเดียวนั้น ถ้าข้ามวันทำช้าว่าแล้วหลัง
ตีเป็นแพ้แท้สัจจาเหมือนวาจัง ทั้งสองข้างจวนสว่างไม่แล้วเลย
ฝ่ายผู้หญิงเทวดาปัญญาขยัน ปรึกษากันโฉ่ฉาวชาวเราเอ๋ย
จวนสว่างขึ้นมาแล้วไม่แล้วเลย แล้วบ่นเบยเห็นจะแพ้เขาแน่นอน
เทวดาองค์หนึ่งจึงกล่าวว่า เราอย่าช้าโยงโคมขึ้นไว้ก่อน
จึ่งทำแต่งจนสายแสงทินกร อย่าย่อหย่อนยอมเขาชาวเรา
แล้วตามไฟใส่โคมขึ้นแขวนไว้ เทพไทผู้นั้นโฉดเขลา
เห็นโคมโยงแดงเป็นแสงวาว นึกสำเนาว่าจะแพ้เขาแน่นอน
ไม่อยู่ช้าพากันหนีไปแซ่แซว จึ่งสร้างปรางค์นั้นไม่แล้วเป็นครึ่งท่อน
เรียกว่าวัดพนมวันชาวนิกร เอาสิงขรเข้ามาตั้งเป็นนาม
เทวดาเป็นผู้หญิงแม่กิ่งแก้ว สร้างจนแล้วคลังปรางค์สล้างหลาม
สารพัดทำถ้วนถี่มีมากคาม สง่างามมีถนนทั้งหนทาง
ในกำแพงแต่งสร้างแล้วขุดสระ สี่เหลี่ยมจัตุระทั้งกว้างขวาง
ประดับหินสิ้นทุกเหลี่ยมเอี่ยมสำอาง แล้วเขียนร่างอักษรไว้ที่ใบบาน
ชื่อเจ้าเมืองนามเมืองบอกให้รู้ ใครมาอยู่จะได้เรียกตามขนาน
ครั้นแล้วเทวดาไม่ช้าการ คืนสถานกลับหลังยังวิมาน
๏ ขณะนั้นยังเทวบุตรบุตร ผู้หนึ่งนั้นบริสุทธิ์เลิศสงสาร
ได้สร้างสมอบรมมาช้านาน บุญสมภารมากข้ามตามไปคอย
มีวิมานงามสคราญกว่าเขาหมด ประดับแก้วดั่งจะหยดอยู่หยอยหยอย
มีนางฟ้าแห่ห้อมไปล้อมลอย พิมานอื่นหมื่นร้อยไม่เทียมทัน
มีสีสันพรรณแสงระยับยิบ สมบัติทิพหลายหลากมากมหันต์
เสวยสุขพรหมาอยู่ช้าครัน จุติจากสวรรค์ด้วยเวรา
ท้าวเทเวศรู้เหตุที่นิมิต ประจักษ์จิตจริงจังไม่กังขา
ราศีเสียหิวโหยให้โรยรา จึ่งเข้ามาลาท้าวอมรินทร์
ว่าข้าแต่อิศโรสักโกเจ้า ข้าสร้อยเศร้าเห็นกุศลจะหมดสิ้น
ขอลาท่านไปสู่ชมพูดิน ด้วยบุญสิ้นถึงกรรมจะจำไป
อาวุโสโกสินทร์ปิ่นอากาศ เงี่ยประสาทฟังสารสนองไข
แห่งเทวาผู้จะลาลงไป จากเวไชยสู่ภพชมพู
พระอินทร์เอ่ยเผยผ่อนดูก่อนท่าน หมดเท่านั้นบุญสิ้นที่จะอยู่
นี่แท้ท่านเราจะแจ้งแห่งชมพู ท่านไปสู่เถิดที่ปรางค์จะสร้างเมือง
อันปรางค์ปราเทวาพากันสร้าง งามกระจ่างเลิศโลกลือกระเดื่อง
ไปเถิดท่านจงไปให้รุ่งเรือง เสวยเมืองสวัสดีให้มีชัย
อำมเนเทวบุตรรับพระพร จุติจรจากพิมานอันผ่องใส
มาถึงภพชมพูเข้าสู่ใน แห่งครรภ์ยายตาบิดาดร
อันนามชื่อตายายไม่ปรากฏ จะกำหนดบอกให้ในทาหรณ์
เราผู้แต่งก็ไม่แจ้งนามกร จะกล่าวกลอนตามจริงก็กริ่งใจ
ถ้วนกำหนดเทวบุตรประสูติคลอด เป็นชายยอดช้อยแช่มดูแจ่มใส
ในมนุษย์นัคราโลกาไตร อย่านึกว่าจะเปรียบไม่เทียบทัน
อันพ่อแม่แดดาลด้วยการรักษ์ เฝ้าฟูมฟักฝ่าฝืนจนนอนฝัน
จนเติบใหญ่อายุศม์นั้นมากครัน ขณะนั้นชันษาอัฏฐาปี
เลิศฉลาดปราดเปรื่องให้ปรุโปร่ง กุศลส่งทั้งได้พรท้าวโกสีย์
จะทำน้อยก็ได้มากขึ้นมูนมี ทั้งหัตถีวัวควายนั้นไหลมา
แต่เงินทองของใช้นั้นใส่เล้า คนทั้งหลายก็มาเข้ามากหนักหนา
จึงคิดอ่านจะตั้งเมืองให้เปรื่องปรา กุศลพาดลใจด้วยได้พร
ปรึกษาใจว่าที่ไหนจะเปล่าว่าง เทพไทนำทางเข้าสังหรณ์
ให้เอาปรางค์สร้างเป็นพระนคร ก็ขนผ่อนพาหมู่ไปสู่ปรางค์
เลิกมาพากันมาสิ้นแล้ว จึงกวาดแผ้วผ่องใสเที่ยวสะสาง
เห็นอักษรเขียนไว้ที่บานปรางค์ ทุกคนนั่งอ่านร่างเรื่องสารา
ในอักษรนั้นว่าใครได้มาสู่ จะเข้าอยู่ที่ในปรางค์อันเลขา
ให้ถือสัตย์ศีลวัตรภาวนา เลี้ยงชีวาที่ประกอบให้ชอบธรรม
ใครเป็นใหญ่ให้ชื่อพรหมทัต บูรีรัตน์นามเมืองเรืองสยำ
ให้ชื่อพาราณสีบูรีรัมย์ ทุกคนจำอ่านแจ้งประจักษ์ใจ
จึ่งจัดแจงแต่งตั้งกันเป็นเจ้า เป็นข้าเฝ้าเสนาผู้น้อยใหญ่
ครบตำแหน่งตามทำนองทั้งนอกใน เป็นบ่าวไพร่รั้วแขวงแขวงอาชา
มีตำรวจท้องพระโรงสำหรับเฝ้า มีฉางข้าวโรงช้างคลังมหา
มีโรงรถโรงสีมีศาลา ธรรมดาเมืองเจ้าพึงเข้าใจ
ครั้นจัดแจงแต่งกันแล้วเป็นเทือกเถา พรหมทัตเป็นเจ้ายิ่งผู้ใหญ่
เห็นอักษรรู้ถนัดในหัททัย ก็ตั้งใจสัตย์ซื่อถือศีลา
แล้วโอวาทสั่งสอนพวกข้าเฝ้า ให้ถือเอาซื่อสัตย์อย่ามุสา
อย่าฆ่าสัตว์สูบฝิ่นกินสุรา ราษฎร์ประชาตั้งถือให้ซื่อตรง๑๐
หมู่ข้าเฝ้าท้าวพระยาประชาราษฎร์ ฟังโอวาทพรหมทัตไม่ใหลหลง
พากันตั้งอยู่เป็นนิตย์จิตจำนง ทุกคนตรงอยู่อย่างนั้นทุกวันไป
สมาทานภาวนารักษาศีล ประดิทินมิได้ไม่หลงใหล
แต่ว่าคู่อุปภิเษกท้าวพรหมทัย หามีไม่มีแต่กรมสนมนาง
ด้วยอำนาจภาวนารักษาสัตย์ สารพัดที่จะมีดีทุกอย่าง
บังเกิดฝนไหลลงมาเป็นท่อทาง ช่างไหลลงเหลือเหล่าทั้งข้าวเกลือ
ประชากรทุกประเทศเขตนิคม ดีอุดมนาไร่ทั้งใต้เหนือ
แต่ผู้คนกล่นเกลื่อนเหมือนหัวเกลือ มาแผ่เผื่อพึ่งโพธิสมภาร
ทั้งเรือแพช้างม้ายิ่งมามาก ขึ้นหลายหลากไม่ชนะจะบรรหาร
พรหมทัตธิบดีภูมีบาล จึงคิดอ่านตั้งเมืองให้มากไป
จะร่ำเรื่องเมืองบ้านจะนานช้า คณนาบอกปดงดลงไว้
แต่ต่างเมืองใหญ่น้อยสักร้อยปลาย มาถวายเครื่องบูชาบรรณาการ
พระนครต่างประเทศต่างภาษา พากันมาขึ้นสิ้นทุกถิ่นฐาน
เที่ยวค้าขายไปมาเป็นนิจกาล แสนสำราญไพร่ฟ้าประชาชน
ชาวประชาเล่ามาครั้งนั้นนาน สมาทานมีแต่สร้างทางกุศล
ที่คนบาปแบกลำบากที่ยากจน จะหาได้แต่ละคนก็เต็มที
โจรผู้ร้ายควายช้างจะปล่อยปละ อย่าวิระที่จะฉกกันฉวยหนี
สำราญใจชาวประชาทุกราตรี อันโรคาราคีไม่มีเบียน
ทั้งหญิงชายแสนสบายเป็นที่สุด จะแต่งมากก็จะเปลืองสมุดเขียน
ปราชญ์บัณฑิตเห็นผิดไม่แนบเนียน อย่าติเตียนช่วยแต่งอย่าแหนงใน
พระสรรเพชญ์ตรัสเทศน์ไว้เป็นสอง ถ้าสองกองใครได้สร้างอย่าสงสัย
ถ้าสร้างบาปบาปทำให้หนำใจ เขาสวมใส่ขื่อคาตะโหงกคอ
ทั้งติดตรวนพวนผูกบั้นเอวถือ ที่ศอกมือมัดผูกจนงอข้อ
ขี้เรื้อนโรคไม่ระแวงแต่งให้พอ ทั้งมงคร่อริดสีดวงให้ตาแดง
ตาก็ปลิ้นลิ้นตีนทู่หูก็หนัก บาปมิพักตามให้ได้ทุกแห่ง
อพะยากะตานี้เป็นกำลังแรง ข้างไหนแข็งก็ลำเอียงไม่เที่ยงตรง
กุสลาอกุสลาทั้งสองนี้ เหมือนคู่ตีมวยต่อยเขายกส่ง
อกุสลาแปลว่าบาปถ้าบาปตรง อพะยากะตาช่วยส่งลงเวจี๑๑
กุสลาแปลว่าบุญพ่อทูนหัว อพะยากะตาว่าอย่ากลัวอย่าถอยหนี
ทำแต่บุญอย่าสร้างกรรมทำแต่ดี อเวจีนั้นอย่ากลัวที่ตัวเรา
สมาทานฟังเทศน์คำคาถา ภาวนาแผ่กุศลไปถึงเขา
สัตว์ใดที่ผูกกรรมเวราเรา มารับเอาบุญเราจงหายกัน
รักษาศีลกินอาหารบริสุทธิ์ ไม่ฉกฉุดล้วงลักทำหักหาญ
ไม่ฆ่าสัตว์เสพเมรัยสุราบาน ห้าประการนี้แลเรียกว่าศีลา
ศีลาแท้แปลว่าหินที่ลับมีด ถ้าใครคิดจะบำเพ็ญเร่งรักษา
ถ้ามั่นคงตรงเที่ยงเหมือนศิลา ได้ชื่อว่าศีลังอย่าคลังแคลง
ทั้งทำทานหว่านพืชไปเบื้องหน้า ของนานาข้าวน้ำอย่ากินแหนง
ไม่มีทองของดีมีแต่แรง อย่าคลางแคลงเพิ่มพูนให้มากไป
ทั้งผืนผ้าอาภรณ์และพาหะ มโนตั้งมน๑๒อย่าสงสัย
ไม่กินแหนงนึกสนเท่ห์มโนใน นี้แลได้แก้กูลกุสลา
ตัดบทแปลแก้ไขว่ากุสะ จึ่งจะตัดบทว่ากูลให้บรรหา
กุณะแปลว่าพึงเกลียดอาตมา สารพาพึงเกลียดไม่มีดี
ทั้งเงินทองช้างม้าข้าหญิงชาย ทั้งวัวควายลูกเมียแลศักดิ์ศรี
เกลียดทุกสิ่งแต่ล้วนสิ่งไม่มีดี ได้อย่างนี้แหละจึ่งเรียกว่ากุสลา
เหมือนท้าวอิศยมพรหมทัต เต็มขนัดศีลทานตามมหา
จึ่งอธิบายไว้ให้แจ้งในกุสลา อย่าสงกาทำไว้ได้ทุกคน
๏ ขอคืนกลับจับเรื่องไปกล่าวว่า ถึงพญาธรรมราชปิ่นพหล
เป็นบิดาพระปาจิตฤทธิรณ พระจอมพลครองพารามาช้านาน
ทั้งกายร่างสรรพางค์ก็คร่ำคร่า พระชันษาก็สุดอวสาน
ปลงอนิจจังอจีรังไม่ยืนนาน คิดรำคาญยังมาข้องด้วยโภไคย
แล้วตรึกตราสังขาร์ก็ควรสมัคร จะหมางหนักเหมือนเง่าเขลาไฉน
พระกุมารก็ภารบูรีชัย จะเวนให้เสียให้แล้วขึ้นครองเมือง
ปางพระองค์ทรงแผ่นดินปิ่นนัคเรศ พระเห็นเหตุแจ่มแจ้งไม่แฝงเฝือง
พระเสด็จเสร็จออกพระโรงเรือง ขุนนางเมืองหมอบกลาดดาษดา
จึงมีพระโองการดำรัสตรัสประภาษ กับอำมาตย์เสนาทั้งซ้ายขวา
ว่าฮะเฮ้ยข้าเฝ้าเหล่าเสนา เราจะว่าให้ท่านแจ้งอย่างแพร่งพราย
เราก็แก่คร่ำคร่าชราร่าง ก็เกินอย่างที่หลงบรรจงหมาย
เราจะออกบรรพชาเอกากาย ขอนิสายครองศีลารักษาธรรม
อันเมืองบ้านเสนาพวกข้าเฝ้า จะมอบให้ลูกเราอุปถัมภ์
จะหาคู่อุปภิเษกเป็นเอกนำ ที่เลิศล้ำให้เป็นสองขึ้นครองเมือง
ทั้งลูกหลานของออเจ้าเหล่าเสนา ถ้ามีก็เอามาอย่าแฝงเฝือง
ไม่ว่าใครไพร่คนพลเมือง ถ้าต้องเยื่องถูกอย่างทางบูราณ
งามทั้งห้ากัลยาเป็นยอดยิ่ง ควรเป็นหญิงครอบครองราชฐาน
จะอุปภิเษกให้เป็นเอกพิภพพาน อย่านิ่งนานเร่งรัดให้จัดมา
ฝ่ายอำมาตย์จัตุสดมภ์ยมราช ก็แคล้วคลาดทูลลามาจัดหา
ทั่วขุนนางข้าเฝ้าท้าวพระยา ชาวประชานรชนพลเรือน
ดำรัสให้เอาฆ้องไปร้องป่าว ถ้าลูกสาวของใครมีถ้างามเหมือน
งามทั้งห้าไม่เลือกว่าพลเรือน จะยกเลื่อนอุปภิเษกเป็นเอกวัง
ไพร่ขุนนางครั้นได้ยินเขาร้องป่าว ที่มีลูกสาวแซ่ซ้องระเสิดระสัง
แต่งลูกสาวถอนไรใจละลัง ที่บางคนก็ไปเอาเขม่าไฟ
แล้วมากรองเอาขยี้กับสีผึ้ง ที่ลางคนสีผึ้งหามีไม่
จนเข้าเนื้อเชื่อซื้อจะเอาชัย เล่นจนได้ขายแพงเพราะแต่งตัว
เอาเขม่าเข้ามาทาที่หน้าผม มีดโกนคมกันสกัดจนบาดหัว
บ้างกริ่มใจถ้าแม้นเป็นบุญตัว เหมือนลอยตัวขึ้นสวรรค์ไปชั้นพรหม
ที่ลางคนอยากเผยอให้เธอปลื้ม เที่ยวกู้ยืมจนดอกเบี้ยเข้าทับถม
มาซื้อแพรแต่งแง่ให้เธอชม จะคว้าลมช่างไม่มานิจจาตัว
ลูกขุนนางอย่างดีที่มีมั่ง เขามั่งคั่งบริบูรณ์อย่างเจ้าสัว
หน้าออกนวลเหมือนจะชวนให้พันพัว ประดับตัวใส่สังวาลเหมือนท่านเธอ
ห่มกรองทองปกป้องใส่ตุ้มหู ถ้าใครเห็นแล้วก็ดูจนตาเหลอ
นุ่งยกอย่างก้านแย่งแต่งละเมอ สำคัญเธอจะถวิลยินนิยม
ไพร่บรรดาผู้ดีมีลูกสาว ครั้นเสร็จพากันเข้ามาสู่สม
เต็มพระลานหน้าพลับพลานิทรารมณ์ เป็นน่าชมชื่นชวนให้ยวนใจ
ปางพระองค์พงศ์กษัตริย์โอรสา ทอดพระเนตรกัลยาที่มาถวาย
ดูงามเฉิดเพริศพริ้งวิไลพราย แต่พระทัยนั้นไม่ชอบในท่วงที
หน้าก็แจ่มแก้มก็สมนมก็เต่ง ครั้นพิศเพ่งแล้วไม่มีซึ่งราศี
สาวเป็นพันจะจัดสรรเอาท่วงที ไม่มีดีแต่สักคนเป็นจนใจ
ไพร่ผู้ดีที่เข้ามาบรรดาสาว เผยอเปล่าคว้าลมน้ำลายไหล
ทำหน้าบูดพากันพูดว่าเสียใจ จนหมดไต้กับขี้ผึ้งไปครึ่งชาม
ที่พวกผู้กู้เงินผูกดอกเบี้ย ทำหน้าเสียแสร้งว่าไม่เข็ดขาม
ถึงจะยากก็ได้แต่งให้ตัวงาม จะโทษใครนี่ตัวทำใส่ตัวเอง
ลางคนเล่าเจ้าแง่พูดแก้ไข จะโทษใครมิใช่ท่านทำข่มเหง
ไม่เจียมใจตัวอยากได้กับท่านเอง มันเกินเพลงสมน้ำหน้าสาแก่ใจ
ที่ลางคนว่าอย่าบ่นเลยเพื่อนยาก เราอยากเป็นเจ้าแล้วจะทำกระไรได้
ท่านไม่ชอบแล้วก็เฉยทำเลยไป อย่าร่ำไรไปเลยเราไม่เข้ายา
ปางท่านท้าวทูนกระหม่อมจอมสนม นครพรหมกรุงกษัตริย์ผู้นาถา
สาวเป็นพันจัดสรรให้ทัศนา พระลูกยามิได้ชอบน้ำพระทัย
พระภูวนาถเทวราชแล้วบรรหาร ให้แต่งสารไปถึงทั้งเหนือใต้
ในแว่นแคว้นแดนขึ้นกับท้าวไท ถ้าผู้ใดมีบุตรสาวให้เอามา
พวกนายเวรเจนแต่งสาราเสร็จ ไห้ขุนเตร็ดนำสารอันเลขา
ไปถึงเมืองชนบททุกพารา วางท้องตราคลี่อ่านในทันใด
พวกเจ้าเมืองกรมการด่านขนอน ชาวนิกรพากันมาหวั่นไหว
คอยฟังตราท่านจะว่าประการใด ทั้งนายไพร่นั่งจนบนศาลา
ในเรื่องสารว่าพระผ่านนครพรหม อิศยมทรงดำรัสเหนือเกศา
มาถึงจันตประเทศเขตเสนา ด้วยผ่านฟ้าท่านจะมอบพระนคร
ให้สมเด็จพระลูกยาขึ้นอุปภิเษก ไม่มีเอกมเหสีมิ่งสมร
บรรดาที่มีบุตรีที่งามงอน จะรีบร้อนให้หาเอามาดู
ต้องกระบวนควรจักได้กับคนใด จะมอบให้ขึ้นภิเษกเป็นเอกคู่
ทุกนครยอกรขึ้นไหว้ชู บุญสิงสู่ขอให้ถูกกับลูกเรา
ที่บรรดาข้าแผ่นดินสิ้นทั้งนั้น ก็พากันจัดแจงแต่งลูกเต้า
ขยิ่มใจถ้าได้เข้ากับเรา อยากเป็นเจ้าจอมหญิงแม่มิ่งเมือง
บ้างพักตร์ผัดตัดผมให้สมหน้า เอาขมิ้นเข้ามาทาให้เนื้อเหลือง
เหลืองลำยองดังเอาทองเข้าทาบเทือง ทุกบ้านเมืองแต่งตัวด้วยยั่วใจ
ที่ลางคนยากจนขนาดเหลือ เที่ยวเช่าเชื่อแหวนทองเขามาใส่
ด้วยสำคัญสัญญาคะเนใจ ว่าท้าวไทท่านจะรักที่แต่งตัว
ครั้นแต่งเสร็จแล้วก็พากันมาถวาย พระโฉมฉายพิศดูแล้วยิ้มหัว
.................................๑๓ บ้างยิ้มยั่วเย้ายวนให้กวนใจ
................................. บ้างงามสมผมหย่งต้นคอใหญ่
บ้างงามนมสมรูปแต่พูดไว บ้างเสียงใหญ่หน้าหยักแต่ปากดี
บ้างหูยานฟันยาวจมูกโด่ง บ้างก้นโต่งต่ำเตี้ยเสียราศี
บ้างพุงพลุ้ยท้องใหญ่ผายนาภี ที่ว่าดีมีประมาณแค่ปานกลาง
เสียงก็เพราะเหมาะทั้งรูปไม่สูงต่ำ รูปก็เหมาะเพราะน้ำคำได้สี่อย่าง
แต่น้ำใจสามานย์เป็นปานกลาง ผิดด้วยนางเบญจกัลยาณี
ก็สิ้นท่าหาผู้หญิงจะภิเษก ให้เอี่ยมเอกควรบำรุงในกรุงศรี
ร้อยพาราที่เป็นข้าพระภูมี ไม่ได้ดีพร้อมอย่างเป็นทางจน
๏ ขอกล่าวจับธิบาย๑๔นิยายแย่ง เป็นถ้วนแท่งสามนิทานสาธก...
ถึงนางฟ้าเทวดาในเมืองบน เมื่อบุญตนเข้ามาเตือนสะเทื้อนกัน
แต่ก่อนชาตินาฏนางเป็นมนุษย์ บริสุทธิ์ศีลาปัญญาขยัน
อยู่เมืองจันตประเทศเขตคัน อันเดียวกันร่วมเมืองแต่ก่อนมา
ปรากฏชื่อคือปาจิตพรหมทัต สันนิวัสมิให้เสียพาสนา
เคยสร้างสมอบรมด้วยกันมา กับนางฟ้าที่มาอยู่ในเมืองบน
ผลบุญไปเข้าสู่บันดาลจิต ให้มิ่งมิตรโศกทรวงร่ำสับสน
ด้วยความสัตย์พิษฐานบุญญาณตน จึงร้อนรนจะใคร่ร่วมประเวณี
๏ ฝ่ายท่านท้าวพรหมทัตว่าบุญกว่า บุญนางฟ้ามากกว่าพระโฉมศรี
เจ้าปาจิตหริรักษ์พระจักรตรี บารมีก็พอควรกับนวลนาง
ด้วยบุญสร้างปางก่อนจึ่งร้อนรน แล้วเล็งยลทิพเนตรแจ้งกระจ่าง
ก็รู้ว่าพระปาจิตผู้จอมปรางค์ เป็นคู่สร้างศีลทานด้วยกันมา
เทพนางยังจิตให้จุติ เข้าสนธิในครรภ์อุรสา
อยู่บ้านไร่ตัวยายเป็นมารดา ทรงครรภาห้าเดือนไม่เคลื่อนคลาย
พอสามีถึงกรรมทำลายชนม์ ต้องเสือกสนเลี้ยงตัวเพราะเป็นหม้าย
ต้องหาฟืนตักน้ำระกำกาย นาต้องไถหม้ายผัวอัประมาณ
ด้วยบุญบุตรเข้าสู่ในครรภา ชาวประชาไม่อาจทำหักหาญ
เทพเจ้ามาเฝ้าพยาบาล เอาพระกลดลงมากั้นกำบังกาย
อันแสงแดดแผดกล้าไม่พานต้อง นางอุ้มท้องดำนาจนเที่ยงสาย
ผู้ใดใครก็ไม่เห็นเย็นสบาย ระกำกายยากกายาแต่หากิน
๏ จะกล่าวถึงจักรพงศ์วงศ์กษัตริย์ โทมนัสเศร้าจิตคิดถวิล
พิศวงไม่ได้องค์ยุพาพิน ให้เดือดดิ้นแดดาลรำคาญใจ
รับสั่งหาโหราเข้ามาเฝ้า ท่านครูเฒ่าแม่นยำคัมภีร์ไสย
อันบุญคู่เราอยู่ในทิศใด จงแจ้งไปให้กระจ่างโหราจารย์
โหรบังคมก้มกราบนับดิถี แล้วตั้งวันเดือนปีเป็นสามฐาน
ปีมะโรงเดือนหกวันอังคาร เสาวดารพงเลขในเจ็ดตัว
แล้วนับไล่ไต่สวนถ้วนอัตตะ แต่หินะธนังไม่มีชั่ว
โภคาหนุนกระฎุมพ์พอคุ้มตัว ไม่หมองมัวดีครันถ้วนชัดตา
แล้วนับไล่ไต่สวนถ้วนตนุ จนพันธุปัตนิชันษา
พฤหัสเป็นปัตติดวงชะตา ฐานทาสาหนุนมั่นในฐาน...๑๕
.......................... ..........................
.......................... สกุลเตี้ยทรพลหนอุดร
แต่เดิมอยู่เบื้องบูรพทิศ เป็นสองทิศฝอยคาดพยุหรณ์
เก็บประกอบสอบตำราพยากรณ์ เห็นแน่นอนจริงจังไม่คลังแคลง
ศิโรราบกราบทูลพระปาจิต พระทรงฤทธิ์ทรงทราบไม่เคลือบแฝง
ชันษาดวงชะตานั้นจัดแจง บอกตำแหน่งบุญคู่อยู่อุดร
ด้วยราชครูรู้อยู่ฐานปัตนิแน่ ถ้าไม่พ่อก็ว่าแม่นั้นสังขรณ์
เป็นกำพร้ายายย่าอนาทร แต่บังอรมีบุญพูนสมภาร
ในตำรานั้นว่าเพิ่งมาเกิด เอากำเนิดเข้าครรภ์ท่านวิตถาร
เทพเจ้ามาเฝ้าพยาบาล เอาพระกลดลงมากั้นด้วยบุญนาง
งามละม่อมพร้อมกัลยาหญิง แม่ยอดยิ่งโฉมตรูเป็นคู่สร้าง
ของพระองค์แน่นอนแต่ก่อนปาง พระจอมปรางค์จงตระหนักประจักษ์ใจ
พระปาจิตได้ประจักษ์ซึ่งเหตุผล ที่คำโหรแจ้งยุบลแต่หนหลัง๑๖
ว่าคู่สร้างเนื้อเหลืองอยู่เมืองไกล ประจักษ์ใจจริงจังไม่คลังแคลง
พระจึงมีพจนารถประภาษว่า ท่านโหราดูแล้วไม่กินแหนง
เขาเล่าชื่อลือดีเหมือนชี้แจง เหมือนลายแทงบอกให้ในตำรา
ธรรมดาลายแทงท่านแต่งตั้ง เป็นสองอย่างไว้ให้คิดปริศนา
ถ้าเพียรก็คงได้ดอกเงินตรา ตามตำราพบไถ้คงได้เงิน
เหมือนท่านตาอาจารย์บรรหารทัก ว่าคู่รักอยู่บนยอดภูเขาเขิน
ถึงหญิงอื่นหมื่นพักตร์ไม่รักเพลิน คงสู้เดินตามไปจนได้นาง
นี่แน่ะข้าท่านตาโหราจารย์ เอ็นดูหลานเหมือนได้คิดข้างหน้าหลัง
ขอฝอยตำราท่านให้ไปกระมัง ถ้าพลาดพลั้งดูไม่ถึงพึ่งตำรา
ฝ่ายตาโหรคนปราชญ์ฉลาดแท้ จึงคิดเจือเผื่อแผ่ไปข้างหน้า
เป็นคู้สร้างถ้าได้นางครองพารา ถึงข้างหลังตัวก็ข้าพระภูธร
เป็นโหราอันตำรานื้สุดรัก ราวกับควักดวงตาอุทาหรณ์
อันตำราอุปมาเหมือนทางจร จะแน่นอนถ้าจะรู้ดูตำรา
ด้วยยังเป็นปุถุชนทุพพลชาติ ปัญญาทาสที่จะทรงนั้นอย่าหา
ถ้าเอาเด่นที่ท่านเป็นเมธา ระหัตตาอะระหังไม่พลั้งใจ
ครั้นไม่ให้ก็จนใจด้วยเป็นเจ้า พระปิ่นเกล้าจอมชีวิตจะสาย
ครั้นจะให้ตัวก็โหรเป็นคนทาย ต้องลอกถวายเดิมตำราเอามาคืน
ตาโหรปราชญ์แสนฉลาดได้เป็นหลาน มาจดจารฝอยตำราไม่ฝ่าฝืน
อ่านพินิจมิให้ผิดตัวยั่งยืน แกตัดรอนเอาแต่พื้นล้วนใจความ
โหราท่านจดจารตำราแล้ว ด้วยผ่องแผ้วมาถวายพระทัยหวาม
พระทรงจับรับตำราพฤฒาพราหมณ์ แล้วกล่าวความว่าท่านโหราจารย์
ถ้าพานพบนพเก้าเหมือนกล่าวไว้ จะถึงใจให้แก่ท่านนั้นหนักหนา
ทั้งช้างม้าโคกระบือถือศักดินา ท่านโหราจงแจ้งอย่าแคลงใจ
๏ ปางพระมิ่งทูนกระหม่อมโอรสา จำเดิมแต่ได้ฝอยตำราน้ำตาไหล
พระทรงอ่านปานดั่งจะสิ้นใจ ให้หวั่นไหวคลั่งคลุ้มกลุ้มอุรา
เห็นเงาไหวหวาดหวั่นว่าขวัญเนตร แม่การะเกดมาแท้หรือแม่ขา
พระหลงโอฐษ์ออกเอ่ยเผยวาจา รู้สึกกายอายหน้าแทบสิ้นใจ
เข้าสู่แท่นที่ประทับไม่หลับเนตร ด้วยอาเพทเทพเจ้าแสดงไข
ให้ร้อนรุ่มสุมทรวงมโนใน ด้วยอยากได้คู่ชมภิรมยา
ยามเสวยเลยละกระยาหาร ไม่แผ้วพานถูกต้องพระหัตถา
เมื่อยามสรงก็ไม่สรงพระคงคา ในอุราร้อนรุ่มดังสุมไฟ
เข้ากราบลาบิตุราชมาตุรงค์ ขอพระองค์ปิ่นเกล้าผู้เป็นใหญ่
กระหม่อมฉันอภิวันท์ขอลาไป เที่ยวหานางกว่าจะได้กัลยา
๏ พระบิตุราชมาตุรงค์ได้ทรงฟัง วัจนังกับพระลูกเสน่หา
ว่าลูกเอ๋ยตัวพ่อก็ชรา ไม่รู้วันมรณาที่วันตาย
จึงให้หากัลยาที่ต้องเยื่อง จะมอบเมืองให้กับเจ้าขึ้นสืบสาย
ร้อยบูรีช่างไม่มีควรเปล่าดาย ต้องฟูมฟายแล้วพระลูกด้วยจำเป็น
หนึ่งสุดบุตรประเสริฐแต่เพียงเจ้า นอกกว่าเจ้าบิตุรงค์ไม่ปลงเห็น
ต้องจนใจทำกระไรพ่อเนื้อเย็น ต้องจำเป็นแล้วพระลูกต้องจำไป
ไปเถิดไปให้ดีศรีสวัสดิ์ พูนพิพัฒน์ลาภเหลือทั้งเหนือใต้
ให้ได้นางที่สำอางอย่างวิไล เดโชชัยสมหวังดังจินดา
๏ ปางนั้นพระปาจิตฤทธิรอน รับพระพรบิตุรงค์แล้วหรรษา
จับพระขรรค์อภิวันท์บังคมลา พระบาทาสอดฉลองเข้าทันที
พระอังสาทรงภูษาย่าม ข้าหลวงหลามตามเสด็จพระโฉมศรี
พระองค์ห้ามมิให้ตามจรลี จะไปนี่ต้องการงานอะไร
อันตัวเราเจตนาเที่ยวหาคู่ ท่านจงอยู่เป็นสุขตามวิสัย
พระสั่งพลางจรจรัล๑๗แล้วครรไล ตั้งพระทัยสู่ทิศบูรพา
พวกอำมาตย์ราชนิกูลแลขุนหมื่น ก็กลับคืนเข้าสู่ยังคูหา
พระปาจิตสุริยวงศ์ทรงศักดา ก็เอกาเดินเดี่ยวให้เปลี่ยวใจ๑๘
............................ ............................
............................ สักเมื่อไรจะได้พบแม่เนื้อดี
เที่ยวสัญจรซอนซอกทุกถิ่นฐาน หลายเมืองบ้านมิได้พบประสบศรี
ทุกเมืองเอกอิศโรเมืองโทตรี ทุกบูรีมิได้พบประสบนาง
มากระทั่งยังเมืองพาราณสี เป็นบูรีเทวดาท่านสาปสร้าง
รุ่งโร่โอภาสปราสาทปรางค์ ยลยอดอย่างแสงแก้วดูแวววาว
คนทั้งหลายชายหญิงดูผ่องพักตร์ อเนกนักชุมนุมทั้งหนุ่มสาว
ดูอัดแอแลสลอนทั้งมอญลาว เมืองนั้นยาวใหญ่โตมโหฬาร
ท่านสร้างสระไว้เป็นทานทั้งสี่สระ สำหรับพระจะได้ลงสรงสนาน
ประชาชนพลไกรให้สำราญ จึงขนานนามสระไว้สืบสืบมา
เป็นสำคัญชื่อสระขวัญแลสระแก้ว น้ำใสแล้วเยือกเย็นเห็นมัจฉา
ประกอบมีปทุมมาศดาษดา ฝูงประชาพลไกรอาศัยกิน
อีกสระพลุ่งสระเพลงทั้งกว้างใหญ่ ทำกระไรเหมือนอย่างน้ำในหุบหิน
อเนกนักผลผักในวาริน ทั้งโกมินปทุมมาศดาษดา
ในต้นเรื่องกล่าวว่ามาแต่ก่อน พระเนื้ออ่อนปาจิตผู้นาถา
สันโดษเดี่ยวเที่ยวหานางกัลยา วันนั้นมาลุถึงสถานทาง
เขม้นมุ่งตามทุ่งไม่วางใจ เห็นหญิงชายดำนาในทุ่งกว้าง
เป็นบุญหลังเมื่อจะพบประสบนาง เหมือนเทวานำทางเข้าดลใจ
เหลียวชะแง้แลเห็นแม่หญิงดำนา ในครรภาทรงครรภ์กำลังใหญ่
มีพระกลดลงมากั้นร่มไทร คนทั้งหลายมิเห็นเช่นพระองค์
โฉมพระไพรแจ้งใจแล้วหยุดยั้ง พระองค์นั่งนิ่งคิดพิศวง
เปิดตำราอ่านตำราก็ว่าตรง๑๙ เป็นมั่นคงเหมือนคำโหราทาย
ในอกอิ่มกำเริบเริงบันเทิงรื่น อารมณ์ชื่นเหมือนได้เวหาหาย
ที่ทุกข์โศกเศร้าสร้อยก็ค่อยคลาย ตำราทายว่าในครรภ์นั้นมั่นคง
ทูนกระหม่อมจอมปาจิตอิครา รู้ถนัดทัศนาว่านวลหง
ดวงบุหลันอยู่ในครรภ์พระมาตุรงค์ พระจอมพงศ์เธอก็รู้ว่าคู่เคย
แต่ทรามปลอดยังไม่คลอดจากมารดา พี่เที่ยวหาน้องอยู่วุ่นแม่คุณเอ๋ย
วาสนามาพบเจ้าทรามเชย เป็นบุญเคยช่างสบให้อบรม
พระนิ่งนึกตรึกตรองทำนองอย่าง บูราณปางหาคู่ภิรมย์สม
จะเข้ามาหามารดาโดยนิยม เหมือนสู่สมขอไว้แต่ในครรภ์
พระตรึกพลางย่างเยื้องเข้ากราบไหว้ บังคมยายกล่าวกลอนด้วยอ่อนหวาน
ได้เมตตาข้าน้อยผู้แดดาล ฉันหมายการจะมาฝากซากชีวา
ฝ่ายแม่หญิงปราสัยด้วยใจแคลง ยังไม่แจ้งที่ในความปรารถนา
จึงไถ่ถามดูกรญาติกา อยู่พาราแว่นแคว้นในแดนใด
หรือวิบัติพลัดเมืองอย่างไรหลาน จงกล่าวสารมาให้สิ้นที่สงสัย
หรือเดินดงหลงป่าพนาลัย หรือยากไร้ทรพลเป็นคนแคลน
เป็นเจ้านายหรือไพร่เป็นคนยาก มาลำบากยายเอ็นดูเป็นเหลือแสน
สำอางเอี่ยมเทียมเทพในเมืองแมน พ่อเนื้อแน่นเล่าไปให้ยายฟัง
พระปาจิตอิศราได้ฟังถาม จึ่งเล่าความอนุสนธิ์แต่หนหลัง
เผยวาจาชลนาก็ไหลพัง เป็นสัจจังฉันจะเล่าให้เข้าใจ
นามฉันชื่อปาจิตอิศรา พระบิดาเสวยราชย์นครใหญ่
ทุเรศร้างจากวังมาเดินไพร ด้วยหวังใจปรารถนาหาคู่ครอง
เที่ยวสัญจรซ่อนซนเที่ยวค้นหา ทุกพารามิได้พบประสบสอง
พบแต่หญิงมิให้สมอารมณ์ปอง แม่คู่ครองมิได้รู้อยู่ด้าวใด
แต่แรมร้างถึงบ้านแม่ทูนเกล้า จะร่ำเล่าเหมือนหนึ่งชลนัยไหล
สิ้นชีวามิได้มาคิดอาลัย ด้วยว่าภัยเหลือล้วนมาจวนตัว
ทั้งผีสางทั้งเสือนั้นร้ายฤทธิ์ แทบชีวิตจะไม่รอดแม่ทูนหัว
ก็หมายตายไม่หมายมาเป็นตัว มิได้กลัวหมายจะพบประสบนาง
เวลานอนหมอนหนุนแต่ท่อนไม้ ระดับใบรุกขชาตินั้นต่างต่าง
เป็นอาสน์รองกายในกลางทาง ผลไม้ได้ต่างโภชนา
ระทมทุกข์บุกป่าพนาเวศ น่าสมเพชร่างกายแม่ยายขา
เป็นกุศลผลสร้างแต่หลังมา เข้าดลใจนัยนามาพบพาน
ฉันขอเป็นเกือกทองฉลองบาท กว่าชีวาตม์จะสิ้นสังขาร
จนกราบเท้าเข้าสู่พระนิพพาน แม่คุณเหมือนมารดาได้การุณย์
ขอเป็นลูกผูกอาลัยแต่ในท้อง กว่านิ่มน้องจะได้คลอดจะเกื้อหนุน
อยู่อาสากว่าจะใหญ่ขึ้นไพบูลย์ แม่เจ้าคุณกรุณาจงปรานี
๏ ฝ่ายข้างยายได้สดับปาจิตว่า ให้สมเพชเวทนาพระโฉมศรี
กระไรเลยพ่อเชื้อวงศ์พงศ์โสภี มาเอกีกรากกรำระกำกาย
ทำกระไรเล่าพ่อสายสังวาลผ่อง ด้วยก้อนทองอยู่ในครรภ์พ่อโฉมฉาย
อนึ่งเล่าไม่รู้จริงหญิงหรือชาย จะเป็นตายหรือไรไม่แจ้งการ
ปางพระจอมปาจิตอิศราช สุดสวาทวอนว่าน่าสงสาร
โอ้แม่คุณตามแต่บุญแลสมภาร เมื่อถึงการทุกคนย่อมจนใจ
ซึ่งแม่แคลงว่าไม่แจ้งว่าชายหญิง ลูกไม่กริ่งเห็นตรงอย่าสงสัย
โหรเขาทายให้ตำรามาเต็มใจ ว่ากลดใหญ่กั้นกางกลางครรภา
แม่คู่สร้างบุญหลังพามาให้พบ ให้ประสบสมมาดปรารถนา
กุศลแล้วเห็นประจักษ์ไปชักมา เข้านำพามาให้พบพระชนนี
ฝ่ายว่ายายได้กระจ่างไม่สงสัย จึงคิดไปว่ากุศลพระโฉมศรี
ไปดลจิตมาเป็นมิตรไมตรี ครั้นจะหนีเบือนบ่ายก็ใช่การ
อนึ่งไซร้มิใช่พระเป็นคนยาก มาออกปากวอนว่าน่าสงสาร
อนึ่งเล่าเจ้าก็เฝ้าพยาบาล ไม่ควรการตัดรอนต้องผ่อนปรน
จึงปราสัยว่าพ่อไพรหน่อกษัตริย์ ยายไม่ขัดทางความตามนุสนธิ์
เอาแต่บุญวาสนาชะตาตน ดวงอุบลคลอดใหญ่จะให้ปัน
ตำราทายของพระองค์ที่ถือมา ครั้นพบนางสมตำราเกษมสันต์
ครั้นนานเนิ่นอยู่จำเริญไปหลายวัน ผู้หนึ่งนั้นมาขอยืมไปบ้านยาง
จริงหรือเขาเล่ากันไปหลายบ้าน ตำรานั้นแน่นักไม่อางขนาง
ที่ลางคนก็อยากได้ไว้เป็นทาง เที่ยวเสาะสางสืบสาวเอาตำรา
ครั้นพบพานแล้วก็อ่านในเรื่องฝอย ช่างแช่มช้อยทายแน่นั้นนักหนา
หาใบลานจดจารเขียนตำรา เป็นโกลาลือลั่นสนั่นไป
ที่นามบ้านพากันเรียกว่าบ้านยาง ก็ทิ้งขว้างเสียหาเรียกดังเก่าไม่
เรียกแต่บ้านจารตำราทุกคนไป ก็เสียหายชื่อบ้านยางแต่หลังมา
เรียกออกอึงมาถึงทุกวันนี้ ชาวบูรีหญิงชายอย่ากังขา
เรารู้เรื่องแรกเริ่มแต่เดิมมา จึ่งบอกตราไว้ให้รู้เป็นสำคัญ
๏ ปางพระหน่อสุริยวงศ์พงศ์บพิตร พระปาจิตปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
แต่ขอได้ขนิษฐาสุดาจันทร์ ก็ผูกพันเฝ้าผดุงบำรุงเรอ
ทั้งถากไร่ไถนาหาฟืนไว้ หาผู้ใดอย่ามาเทียบเปรียบเสมอ
สานกระบุงสานกระบานสานกระเชอ ด้วยท้าวเธอรักสุดาอุตส่าห์ทำ
ทั้งตักน้ำตำข้าวเฝ้าปรนนิบัติ สารพัดตั้งแต่เฝ้าอุปถัมภ์
แต่ชั้นตะแกรงตะกร้าอุตส่าห์ทำ บำรุงร่ำพยาบาลจนนานมา
ทรามสงวนครบถ้วนทศมาส ลมชวาตก็เฝ้าผันหันเกศา
กระหน่ายเหน็บเจ็บครรภ์พระมารดา ทรมาเหนี่ยวหน่วงแทบทรวงพัง
ทั้งเผ่าพงศ์วงศามาช่วยพร้อม เข้านั่งล้อมแอบอิงให้พิงหลัง
แต่พี่น้าน้องหญิงวิ่งระนัง ปรึกษาดังพลางปราสัยกันไปมา
คนหนึ่งว่าจะได้หมอที่ไหนเล่า คนหนึ่งเจ้าว่าได้หญิงเขาเคยหา
หมอตำแยมีแต่ที่บ้านนา เร็วอย่าช้าหาคนที่เดินไว
คนหนึ่งว่าให้ไปวานพ่อเณร บางคนเห็นว่าปาจิตก็ไปได้
เหมือนดวงจิตเจ้าปาจิตไปเถิดไป จงเร็วไวเดินวิ่งเจียวหลานอา
ปาจิตเจ้าก้าวตรงลงบันได ก็สาวตีนเดินไวเหมือนวิ่งม้า
เหยาะทุกย่างมากระทั่งถึงบ้านนา จึงถามหาเรือนยายลอหมอตำแย
ชาวบ้านบอกตรอกบ้านยายหมอเฒ่า ติดยุ้งข้าวริมต้นพลับลับแฉว
ปาจิตเจ้าเดินสาวละลานแล มาถึงเห็นยายแก่นั่งนอกชาน
จึงออกโอษฐ์เอื้อนความตามปราสัย เรือนขึ้นได้หรือไม่ได้ท่านยายหลาน
แกตอบว่าจงขึ้นมานั่งสำราญ พระผู้ผ่านตรงขึ้นนั่งบังคมยาย
แกนบนอบตอบคืนว่าไหว้พระ จงสุขะมีพละนั้นเหลือหลาย
ธุระร้อนหรือเทียวเชือนมาเรือนยาย อยู่สบายหรือสำราญที่บ้านเรือน
โฉมพระไพรกราบไหว้จึ่งกล่าวว่า ยิ่งกว่าป้าหาใครก็ไม่เหมือน
มาหายายเชิญยายไปที่เรือน บ้านไร่โตรกโคกเขื่อนริมคงคา
ด้วยแม่บัวมัวหมองจะคลอดบุตร เจ็บที่สุดเหลือทนให้มาหา
ยายได้ช่วยอย่าให้ม้วยมรณา เอาชีวาช่วยไว้ยายอย่าเมิน
ทั้งยายตาแกจึ่งว่าเจ้าหลานขวัญ อย่าพรึงพรั่นขวัญหายระหกระเหิน
ยายออกมาว่าน้อยร้อยก็เดิน ถ้าประมาณเหมือนประเมินก็ถึงพัน
ได้โปรดหลานเอ็นดูฉันอย่าอยู่ช้า มะนิมมะนาเชิญยายรีบผายผัน
ท่านยายหมอฉวยห่อของสำคัญ แล้วจรจรัล๒๐ลงเรือนเคลื่อนครรไล
สักครู่หนึ่งมาถึงประตูบ้าน ท่านตาปานออกจากบ้านไปเก็บฝ้าย
พระปาจิตถามว่าตาเป็นไร ตาปานบอกว่าออกได้สำเร็จตัว
แต่นั้นมาพากันลือออกแซ่ซ่าน ให้นามบ้านโฉ่ฉาวเล่ากันทั่ว
เขาคลอดบุตรเป็นตำราเจียวป้าบัว ทุกคนตัวพูดอึงคะนึงไป
บ้านไร่ป่าพากันเรียกบ้านสำเร็จ มีนิเทศเรื่องนิทานบุราณไข
เพราะคลอดบุตรชุลมุนออกวุ่นไป เจ้าปาจิตจึงได้รับเอาหมอมา
หมอมาผันมาไม่ทันออกสำเร็จ คำนี้จริงมิได้เท็จมามุสา
คนบูราณชื่อบ้านขนานมา ให้ฉายาคลอดลูกสำเร็จตัว
คนทุกวันมาผันเรียกบ้านสัมฤทธิ์ ครั้นคิดดูก็ขันเป็นน่าหัว
เรียกร่ำเรื่องโฉ่ฉาวอยู่พันพัว พากันมัวเรียกสัมฤทธิ์นั้นผิดไป
ฝ่ายยายลอหมอตำแยมาถึงสถาน พบตาปานถามว่ายายไปไหน
ยายลอบอกว่าปาจิตเจ้าทรามวัย มารับไปผันครรภาของป้าบัว
ฝ่ายตาปานฟังสารปราสัยว่า ท่านยายมาก็ไม่ทันดอกทูนหัว
ยายบัวคลอดลูกออกไปพ้นตัว กำลังมัวติดไฟใส่เชิงกราน
ท่านยายลอหมอตำแยแกจึ่งว่า เสียทีมาหลานหาได้ไปแปรผัน
เราเดินช้าเสียทีมาก็ไม่ทัน คนลือลั่นเป็นตำราสนั่นไป
เดิมบ้านนาบ้านยายลอหมอตำแย ก็เปลี่ยนแก้เรียกตั้งไปอย่างใหม่
เอานามตำเยื่องหมอตำแยเขาเรียกไป ก็ตั้งใจเรียกกันบ้านตำแย๒๑
............................... ...............................
............................... บ้านตำแยเรียกออกแซ่คงทุกวัน
๏ ฝ่ายพระไพรที่เขาใช้ไปหาหมอ ได้ยายลอก็มาไม่ทันผัน
อยู่ภายหลังดวงยุพินเจ้าดิ้นดัน ก็ผายผันออกพ้นจากครรภา
เป็นสตรีนวลองค์อันผ่องผาด เอี่ยมสะอาดเลิศโลกอันเลขา
ผิวเนื้อน้องดังเอาทองเข้าทาบทา พระพักตราแจ่มแจ้งดังแสงโคม
สะอาดเอี่ยมเทียมเทพนฤมิต เหลือวิจิตรเลิศโลกวิไลโฉม
ช่างแช่มช้อยควรที่หมายประโลม ลอยโพยมจะมาเปรียบไม่เทียบทัน
ทั้งสองแก้มแจ่มใสดังไข่ปอก ทั้งสองถันเหมือนดอกปทุมถัน
ทั้งสองคิ้วค้อมก่งเหมือนวงจันทร์ เจ้างามทรงเบญจกัลยาณี
แต่รุ่นสาวถึงสองงามสะอาดเอี่ยม จะมาเทียมก็ไม่เท่าแม่โฉมศรี
จนพระชันษาสิบห้าปี พระชนนีให้นามตามทำนอง
ชื่อนางอรพิมแม่นิมนาฏ สตรีชาตินารีไม่มีสอง
พระปาจิตรักใคร่ดังใจปอง ใคร่ประคองเสน่หาแม่หน้านวล
ครั้นค่ำมานิทราเพลาดึก คะนึงนึกถึงแม่งามทรามสงวน
สะท้อนถอนฤๅทัยแล้วใคร่ครวญ ครั้นจะลวนลามชมภิรมยา
พระบิตุราชมาตุรงค์ผู้ทรงศักดิ์ ไม่ควรหนักราษฎรจะครหา
ว่าชายไพร่ไร้ชาติญาติกา จะขายฝ่าละอองบาทมาตุรงค์
หนึ่งเจ้าราวกับดวงมณีเนตร ยุพเรศราวกับราชเหมหงส์
จะน้อยใจว่าเราไร้ประยูรวงศ์ จะเอาองค์บิดามาพาอาย
จำจะมาลากลับไปเมืองก่อน ไปกราบทูลบิดรให้ผ่องใส
จนรุ่งรางสางแสงอโณทัย พระทรามวัยก็ตื่นจากนิทรา
ครั้นรุ่งเช้าตรงเข้าไปก้มกราบ ศิโรราบแล้วประนมเหนือเกศา
ลูกขอลาฝ่าละอองทั้งสองรา ไปกราบทูลพระบิดาให้แจ้งใจ
แค่ทูลฝ่าละอองเที่ยวหาคู่ มิได้รู้ตายเป็นเห็นไฉน
อนึ่งเล่าอรพิมยิ้มละไม ก็โตใหญ่ควรการแล้วมารดา
จะได้ทูลว่าไปพบแม่นพเก้า แต่ย่อมเยาว์มาจนใหญ่ขึ้นหนักหนา
สมเด็จองค์ทรงฤทธิ์พระบิดา จะได้มาแต่งงานการมงคล
๏ ฝ่ายท่านยายฟังพระไพรจะลาจาก น้ำตาพรากไหลย้อยดังฝอยฝน
แม่รักเจ้าเท่าลูกในไส้ตน บาปมาจึงดลให้จำไกล
มาทำนาหาเลี้ยงแม่น้อยหรือ ความสัตย์ซื่อต่อมารดาจะหาไหน
มิให้แม่ได้ยากลำบากใจ ทั้งนาไร่ทำเลี้ยงเพียงอุทร
ความรักแม่เจ้าไม่ทำซึ่งความชั่ว แกทุ่มตัวนอนนิ่งเหมือนกลิ้งขอน
ด้วยกำหนัดโพธิสัตว์พระภูธร เอาสองกรข้อนทรวงเข้าเสียดาย
ครั้นสร่างโศกแล้วกระสันรำพันว่า พ่อแก้วตานัยเนตรพ่อฤๅสาย
ช้าน้อยหรือพ่อไม่ถือว่าเจ้านาย มาแปลงกายทรพลเหมือนคนตรวน๒๒
............................. .............................
............................. แล้วอวยพรสวัสดีให้มีชัย
พระปาจิตกุมารประสานหัตถ์ โสมนัสรับพรด้วยผ่องใส
แล้วผินหน้ามาสั่งนางทรามวัย แม่ดวงใจนุชน้องจงครองตัว
จงสุขาวัฒนาเถิดพิมพี่ สวัสดีอย่าอาดูรเลยทูนหัว
รักษากายอย่าให้ชายมาพันพัว สงวนตัวจงเสงี่ยมเถิดงามงอน
พี่ขอลากัลยาแม่เพื่อนยาก ด้วยจำเป็นจำจากแม่ดวงสมร
คืนสถานแจ้งสารพระบิดร ว่าได้นางท่านจะผ่อนประการใด
แม่ดวงตาฟังปาจิตพิไรสั่ง สุชลหลั่งคลอเนตรยิ่งนองไหล
สองพระกรข้อนทรวงนางทรามวัย แล้วร่ำไรว่าพระพี่ของน้องยา
จะจากไปดังน้องวายชีวาสัญ ดังใครฟันด้วยขรรค์ให้สังขาร์
นางเนื้อนุ่มทุ่มทอดกายา แล้วพร่ำว่าร่ำไห้พิไรวอน
พี่ปาจิตช่างไม่คิดบ้างเลยพี่ อยู่ดีดีจะมาไปให้ไกลหมอน
พี่รักน้องเหมือนหนึ่งน้องร่วมอุทร จงงดก่อนชั่งใจเป็นไรนา
ทุกเช้าเย็นน้องได้เห็นพี่เดี๋ยวนี้ โอ้พระพี่จะมาจากให้ครวญหา
เมื่อยามกินน้องจะกินแต่ชลนา เมื่อยามนอนน้องจะว้าวังเวงใจ
คิดเมื่อยามทอดกล้าเคยพาน้อง ถึงฝนตกฟ้าร้องพี่คราดไถ
พี่ให้น้องนั่งกระท่อมช่างออมใจ โอ้พี่ไพรงามรักช่างภักดี
มาอาสาแต่ข้าอยู่ในครรภ์แม่ จะวิ่งแร่ทิ้งน้องให้หมองศรี
อย่าเพ่อไปเลยเป็นไรพี่ใจดี อยู่เถิดพี่จะได้นำน้องทำนา
ข้าวสุกน้องจะทุกข์ด้วยขับนก น้ำค้างตกเปียกลื่นทั้งพื้นผา
โอ้แต่วันนี้ไปไหนจะมา โอ้น้ำตาก็จะไหลเป็นสายชล
โอ้ชะตาวาสนาของพี่เอ๋ย กระไรเลยอาภัพร่ำสับสน
พ่อก็ตายหมายพี่เป็นเพื่อนตน กลับพิกลเกิดกรรมมาจำไกล
ถึงหนักเบาพี่ก็นิ่งไม่ตอบโกรธ ไม่ถือโทษอดออมไม่ตอบไข
มาหนีเร้นน้องจะอยู่กับผู้ใด จะขอไปไม่ขออยู่จะสู้ตาม
มารดานางเห็นไม่สร่างซึ่งโศกศัลย์ จึงรำพันลูบไล้พิไรห้าม
โอ้แม่ทองพันชั่งจงฟังความ จงตั้งไว้ให้งามเถิดดวงตา
เจ้าปาจิตอิศรังแม่ยังเห็น ไม่พูดเล่นคงจะกลับคืนมาหา
เธอไปนี่เธอเอาข่าวพระลูกยา ไปกราบทูลพระบิดานครพรหม
จงหยุดยั้งฟังแม่เถิดทูนเกล้า อย่าร้อนโรคโศกเศร้าเลยงามสม
พี่จะไปเป็นลางกลางพนม ...............................๒๓
ฝ่ายเจ้าปาจิตไปอย่าอยู่หึง นึกคำนึงอยู่ด้วยน้องหนาลูกหนา
อันตัวแม่นี้ก็แก่กายชรา ไม่รู้วันมรณาเมื่อวันใด
๏ ปางพระหน่อสุริยวงศ์พงศ์บพิตร พระปาจิตเลิศล้ำในต่ำใต้
เคารพรับคำมารดาโศกาลัย ลูกไปจะรีบมาไม่ช้าทาง
ถึงลูกไปไปแต่กายอันดวงจิต เหมือนใครปลิดให้กระเด็นไปจากร่าง
จิตของลูกเข้าไปผูกน้ำใจนาง เป็นสุดอย่างแล้วที่รักนางอรพิม
พระภูธรยอกรประนมไหว้ แล้วลายายใจห่วงระหามหิม
แทบสะออยพระชม้อยดูหน้าพิม หัวอกอิ่มอัดอั้นตันอุรา
แล้วกลีนกลั้นผันผ่อนซึ่งความรัก ประหารหักโศกโทมนัสสา
ค่อยเริ่มทรามจับย่ามสะพายมา แล้วยาตราแข็งใจไปตามทาง
พระทัยหวนแล้วผวนมาเพ่งพิศ ดูยาจิตนิ่มน้องยิ่งหมองหมาง
นางทอดกายแทบจะวายชีวาวาง พระเดินทางดับโศกด้วยโลกธรรม
๏ ฝ่ายข้างแม่ปลอบนางให้สร่างโศก อย่าวิโยคไปด้วยพี่เลยงามขำ
พระปาจิตสุริยวงศ์ดำรงธรรม ก็ระกำตามรรคาพนาลี
เห็นแต่สัตว์จัตุบาทออกกลาดกลุ้ม ให้ร้อนรุ่มเศร้าทรวงพระโฉมศรี
หวนถึงมิตรคิดถึงมิ่งดวงมณี โอ้พิมพี่แม่จะตรมระทมตรอม
เมื่อจากกันยังไม่ทันจะร่วมรัก เยาวลักษณ์กำลังแจ่มเจียวแก้มหอม
โอ้เสียดายกลัวแต่ชายปลักปลอม ถึงแม่ยอมก็เห็นน้องไม่ปองใจ
แล้วกลืนกลั้นหันคิดถึงความหลัง ที่ไหนนางจะไปหลงอย่าสงสัย
ถึงว่าแม่นั้นก็เห็นไม่เป็นไร ด้วยรักใคร่เหมือนหนึ่งลูกในอุทร
พระพลางชมสกุณัยแลไก่เถื่อน เหล่ากระลิงบินเลื่อนแลสลอน
มาบอกลางฤๅนกเอยฤๅเคยจร หรือสังหรณ์มาประภาษประหลาดลาง
เห็นนกเขาขันแอบอยู่แนบคู่ เบียดกับคู่ขันคูแล้วถากถาง
เอะประหลาดมาประภาษแต่ล้วนลาง หรือว่าลางแกล้งบินมาบอกกู
เห็นนกเอี้ยงจับหลังกระบือแก่ พูดจอแจบินขยับลงจับหู
พระหวนคิดจิตคะนึงถึงโฉมตรู เหมือนนั่งอยู่พร้อมกับยายที่ในเรือน
เคยเคียงคู่อยู่กับพิมนิ่มขนิษฐ์ ครั้นขุกคิดเหมือนนกเอี้ยงเลี้ยงควายเถื่อน
ไม่ปลดปลงเราก็คงได้ร่วมเรือน นกนี้เหมือนอกเรียมที่เกรียมทรวง
เห็นอุลอล่อไล่กับไก่ฟ้า ล่อจนล่าล่อให้ไก่ไล่เป็นห่วง
เห็นนกลอกับไก่ฟ้ามาต้องทรวง ยิ่งเหงาง่วงคิดรำพึงไปถึงพิม
พระเดินเดียวเปลี่ยวใจสะพายย่าม ระหิมหามด้วยเป็นห่วงนางเนื้อนิ่ม
เสียงละมั่งกวางทองมาร้องริม คิดถึงพิมในอารมณ์ยิ่งกรมกรอม
พระข้ามโตรกธารละหานกว้าง เข้าป่าระหงดงยางดอกไม้หอม
หอมยวนหวนยอดดอกพยอม หอมเหลือหอมหอมหวนลำดวนดง
ลมพระพายชายพัดเอาเกสร หอมขจรกฤษณาดอกกาหลง
เห็นฝูงกาบินถลามาจับลง นี่มิหลงแล้วหรือกาจึ่งมานอน
เหมือนอกข้าเจียวหนอกามาเป็นหมู่ เหมือนเราอยู่หลงด้วยมิ่งสมร
ทิ้งนิเวศทิ้งถิ่นฐานพระมารดร ทิ้งนครบิดานิจจาใจ
ลืมพี่น้องญาติกาเหมือนหมาวัด มาหลงพลัดอยู่ด้วยเขาเป็นไหนไหน
สิบหกปีเจียวปานนี้จึ่งคืนไป นิจจาใจช่างมาหลงพะวงตาม
แล้วขืนคิดท้อใจอย่างไรเล่า มิใช่เจ้าท่านไปใช้ให้หาบหาม
เพราะหาคู่จึงได้สู้พยายาม ได้เมียงามแล้วยังคอยทำน้อยใจ
พระคืนกลับดับโศกในทรวงสร่าง พักตร์กระจ่างดังพระจันทร์จำรัสไข
พระแรมทางมาในกลางพนมไพร ประมาณได้เดือนหนึ่งถึงบูรี
เข้าบูรินทร์เห็นพระปิ่นโอรสราช บ้างกอดบาทบังคมพระโฉมศรี
หมู่อำมาตย์ข้าเฝ้าเหล่าเสนี ก็ยินดีสรรเสริญจำเริญพร
พระปาจิตสุริยวงศ์ทรงเดช เข้านิเวศเฝ้าองค์พระทรงศร
บังคมบาทพระบิตุราชพระมารดร พระภูธรพิศวงพระลูกยา
พระลูกเอ๋ยพ่อนี้หมายว่าตายแล้ว พ่อดวงแก้วเรืองสว่างพระเวหา
พ่อทุกข์หนักเหมือนเขาควักเอาดวงตา เจ้ากลับมาพ่อนี้หมายวายระทม
พระมารดาว่าโอ้พ่อนพรัตน์ ทิ้งสมบัติแสนสุรางค์นางสนม
พวกสาวใช้ว่าพ่อไปเหมือนหายลม บุญนิยมอายุศม์ยืนได้คืนมา
พวกเตี้ยค่อมว่าพระจอมมงกุฎเกศ ทิ้งนิเวศทิ้งพระญาติวงศา
เที่ยวหาคู่สู้ลำบากยากกายา รักแต่คู่สู้เอาชีวาไปแลกนาง
พระเจ้าพี่ว่าแต่นี้ไม่เป็นไร คืนมาได้เดชะบุญไปหนุนขวาง
พระเจ้าน้องว่าคงครองสวรรยางค์ เป็นบุญสร้างจะได้สืบบุรีรมย์
พวกข้าเฝ้าว่าพระเจ้าชีวิตไพร่ อยู่ก็ดีไปก็ได้ดังใจสม
พวกเสนาว่าบ่นหาพ่อระงม คืนมาได้ไพร่นิยมอายุศม์ยืน
พวกชาวเมืองว่าพ่อเรืองแสงสว่าง แจ่มกระจ่างไพร่ฟ้าให้ฝ่าฝืน
ได้สุขวัฒนาทุกวันคืน อายุศม์ยืนพ่อภิญโญเดโชชัย
ต่างคนต่างก็ชมนิยมยก ให้พ่อปกครองเมืองเรืองมไห
พระบิตุรงค์ทรงถามเนื้อความไป เดิมอย่างไรไปพบประสบนาง

จบเล่ม ๑

  1. ๑. ในเล่ม ๑ นี้ เนื้อเรื่องขาดตอนไปบ้าง ไม่ต่อเนื่องกับเล่ม ๒ แต่พอจับความได้

  2. ๒. มัสการ = นมัสการ

  3. ๓. ให้อ่านว่า อะ-ดีด-ตะ-นิ-ทาน ตามต้นฉบับหนังสือสมุดไทย

  4. ๔. ต้นฉบับหนังสือสมุดไทย สำนวนหลวงบำรุงสุวรรณแต่งว่า นครทม

  5. ๕. ในหนังสือสมุดไทยไม่มีคำสัมผัสระหว่างวรรค

  6. ๖. ภาษาถิ่นทางอีสาน แปลว่า เท่า, เสมอ

  7. ๗. น่าจะเป็น สังข์พิธี

  8. ๘. พยพ = อพยพ

  9. ๙. ต้นฉบับหนังสือสมุดไทยว่า ที่เนินสูงเกลี่ยปราบให้ราบรื่นเลี่ยน

  10. ๑๐. ต้นฉบับว่าซื่อตรง

  11. ๑๑. เวจี = อเวจี

  12. ๑๒. ให้อ่านว่า มะ-นะ

  13. ๑๓. คำประพันธ์ตรงนี้เข้าใจว่าคัดลอกตกไป

  14. ๑๔. ธิบาย = อธิบาย

  15. ๑๕. คำประพันธ์ตั้งแต่นี้เข้าใจว่าคัดลอกตกไป

  16. ๑๖. ต้นฉบับหนังสือสมุดไทยไม่มีคำสัมผัสระหว่างบท

  17. ๑๗. สมุดไทยฉบับหลวงบำรุงสุวรรณแต่งใช้ว่า “จรจัล”

  18. ๑๘. คำประพันธ์ตั้งแต่นี้เข้าใจว่าคัดลอกตกไป

  19. ๑๙. ต้นฉบับว่า “กรง”

  20. ๒๐. ต้นฉบับใช้ว่า “จรจัน”

  21. ๒๑. คำประพันธ์ตั้งแต่นี้เข้าใจว่าคัดลอกตกไป

  22. ๒๒. คำประพันธ์ตั้งแต่นี้เข้าใจว่าคัดลอกตกไป

  23. ๒๓. คำประพันธ์วรรคนี้เข้าใจว่าคัดลอกตกไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ