ปาจิตกุมารกลอนอ่าน เล่ม ๓

ตั้งแต่นางอรพิมฆ่าพรานไพรตาย จึงเดินทางกลับมาหาพระปาจิต จนถึงนางอมรใช้สาวใช้ให้นำเภสัชและหนังสือไปถวายพระสังฆราช

ต้องยอมนางนั่งหน้านางนงคราญ นายพรานพาลเคลื่อนควายขยายเดิน
สงสารหน่ออรพิมแม่โฉมฉาย ต้องขี่ควายอุ่นอกระหกระเหิน
นายพรานไพรเตือนควายให้ด่วนเดิน ขึ้นโคกเกริ่นข้ามดอนรีบร้อนมา
พระสุริย์ฉายสายแสงกำดัดแดด ให้ผาดแผดร้อนเร่าเผาเกศา
เจ้ามิ่งมิตรดวงสมรอ่อนระอา ควายก็ล้าอ่อนกายระหายชล
นายพรานไพรเร่งควายไม่หยุดหย่อน ควายก็ร้อนหิวหญ้าร่ำสับสน
นางยอดมิ่งวิงเศียรให้เวียนวน เหลือจะทนวอนไหว้กับนายพราน
เอ็นดูฉันเถิดพี่พรานพาหยุดพัก ร่มสำนักต้นพระไทรใหญ่พิศาล
ฉันวิงเวียนเศียรศีรษะพ้นประมาณ พอแดดอ่อนผ่อนสำราญจึงเคลื่อนคลาย
นายพรานป่าเห็นว่ากำลังร้อน ควายก็อ่อนพรานก็บอบหอบระหาย
จึงพานุชเข้าไปหยุดร่มพระไทรพราย สายสุดใจคลายระทมอารมณ์ครัน
นายพรานไพรล่ามควายให้กินหญ้า ทั้งน้ำท่าปรีดิ์เปรมประเสมสันต์
มีสระใหญ่จัตุระสระสำคัญ ประกอบกันด้วยอุบลจงกลนี
สัตบันผันเผื่อนบัวบงกช ก็มีหมดเขียวแดงเป็นแสงสี
ผลฝักมีมากในวารี น้ำใสดีเยือกเย็นเห็นตัวปลา
สายสมรผ่อนสบายสายกระแส ทั้งมุดแช่กินอาบซาบนาสา
ค่อยหายเหนื่อยชุ่มชื่นรื่นอุรา ที่เลื่อยล้าคืนคลายสบายบาน
ลมพระพายชายพัดมาฉิวฉ่า นายพรานป่าเคลิ้มไปใจสมาน
ก็เอนกายหลับเรื่อยเฉื่อยสำราญ นางเยาวมาลย์คิดแค้นแน่นอุรา
ไอ้พรานเฒ่าใจราวกะยักษี ล้างชีวีให้ชีวังมันสังขาร์
มึงยิงผัวกูตายวายชีวา อหังการ์พาจำกำจัดจนพลัดกัน
ชักมีดเหน็บพรานได้ไม่ไว้แรง กระแทกแทงโครงผลุทะลุสัน
พรานสะดุ้งดิ้นโลดกระโดดดัน นางแจ่มจันทร์จึงเอามีดเข้ากรีดคอ
พรานทมิฬดิ้นสำรอกกระทอกเลือด นางง้าเงือดแทงซ้ำเข้าซอกศอ
นางด่าจานว่าไอ้พรานหมาหางงอ บั่นถึงคอมึงฤๅยังไอ้จังไร
มึงทำกูเป็นไรมึงจึงไม่คิด กินโลหิตของไอ้พรานกูหมั่นไส้
ตบด้วยตีนให้มันดิ้นกระเดือกไป จึงสาใจให้มึงหนำที่ทำกู
นางว่าพลางย่างยกบาทาเท้า ขยับเก้าถีบเปรี้ยงเข้าเพียงหู
ไอ้พรานไพรยังไม่ตายลืมตาดู เสียงครางหูร้องโวยขึ้นโดยแรง
เยาวมาลยเห็นพรานยังร้องได้ นางด่าให้ว่าไอ้พรานไอ้ใจแข็ง
เอาท่อนไม้ทุบผางกำลังแรง มีดเหน็บแทงเข้าหัวใจก็ตายพลัน
๏ ดวงสุดาครั้นว่าฆ่าพรานตายแล้ว ก็คลาดแคล้วรีบรี้ขมีขมัน
มาตามสวนรอยควายได้สำคัญ พระสุริยันเจียนจะเยี่ยมเหลี่ยมพระเมรุ
สงสารเจ้าเยาวมาลย์สมรแม่ ให้ท้อแท้ด้วยฝ่าเท้านั้นเหลือเถน
นางอัดอั้นกลั้นใจด้วยจำเป็น ตะเกียกเกนมาเถิงศพพระสามี
ดูพระศพก็ยังเด่นไม่เหม็นเน่า นางนงเยาว์กลิ้งเกลือกเสือกเกศี
พิไรร่ำร้องเรียกพระสามี พระจักรีลืมตาขึ้นหาเมีย
พระโพธิ์ทองรับน้องเอาไปด้วย จะขอม้วยดับใจบรรลัยเสีย
มาที้งวางร่างกายไว้ให้เยีย จะให้เมียไปอยู่หนตำบลใด
เมียกลับมาคืนมาหาพระองค์แล้ว พระก้อนแก้วควรมาเฉยเลยหลับไหล
กลับมาคืนฟื้นมาสั่งพ่อสายใจ นางร่ำไรร้องรักพระสามี
แล้วยกกรขึ้นประสานทูนศีรษะ ขอเดชะเทพดาในราศี
เทวดาที่รักษาพระปฐพี พระธรณีที่ท่านทรงพระคงคา
เทพเจ้าอยู่ในดาวดึงส์สวรรค์ สิบหกชั้นจนไปเถิงอกนิษฐา
พระคุณเอ๋ยจงมาช่วยข้าด้วยรา ให้ผัวข้ากลับฟื้นคืนมาเป็น
ฝ่ายว่าฝูงเทวดารักษาภพ ให้ปรารภด้วยสงสารแม่ศรีเสน
บ้างเหงาง่วงทรวงตรมล้มระเนน ท้าวอมเรนทร์ก็ให้ร้อนพระกายา
อาสน์บัลลังก์ที่เคยนั่งนอนสำราญ แข็งกระด้างอย่างกระดานน่ากังขา
จึงแลเล็งเพ่งทั่วในโลกา เห็นอรพิมโทมนาพิไรครวญ
ด้วยผัวตายพรานไพรมันเข่นฆ่า พระอินทราคิดสงสารนางทรามสงวน
ดำรัสเรียกมาตุลีแล้วชี้ชวน จึงรีบด่วนลงมาจากเมืองดาวดึงส์
ระเห็จเหาะมาจำเพาะพระไทรใหญ่ เห็นพระไพรสลบแข็งดูนอนขึง
ลูกลำเลียบเสียบพระองค์ไม่ออกตรึง นางอรพิมก็รำพึงทรงโศกา
สหัสเนตรแจ้งเหตุประจักษ์จิต แล้วนิมิตจำแลงกายเจ้าดึงสา
เป็นพังพอนเผือกผู้ผ่องโสภา แล่นถลาออกจากพุ่มโผนทะยาน
มาตุลีที่ลงมากับอินทร์เจ้า จำแลงกายเป็นงูเห่าอันเหี้ยมหาญ
ทะล่องไล่กัดพังพอนดูเพ่นพาน อลหม่านต่างต่อไม่รอรา
ฝ่ายพังพอนผู้เป็นเจ้าท้าวตรีเนตร สำแดงเดชโดดกระเด็นเผ่นถลา
เข้ากัดงูสู้ประทังประดังประดา งูถลาสู้พังพอนกระดอนไป
พังพอนเผือกไล่ทะลวงทะลึ่งกัด ขยับฟัดกัดงูจนเลือดไหล
งูกระเดือกเสือกดิ้นลงสิ้นใจ งูเห่าตายสิ้นชีวันลงทันที
พังพอนเผือกอมเรนทร์ผู้เป็นเจ้า ขบงูเห่าเทวบุตรตายเป็นผี
กระโดดแล่นออกไปแห้นเถาวัลลีย์ แล้ววิ่งรี่เข้ามาเป่างูเห่าพลัน
งูก็ฟื้นคืนเป็นขึ้นเผ่นหัว งูไม่กลัวต่อสู้พังพอนผัน
พังพอนสู้กัดกับงูพัลวัน ไม่แพ้กันงูเข้ากัดฟัดพังพอน
พังพอนเผือกเสือกสลัดสะบัดหลุด งูไม่หยุดงุ่นง่านแล้วบานหงอน
งูผงกยกตวักสักพังพอน เข้ารานรอนแรงฤทธิ์อยู่ติดกัน
พังพอนผู้เผ่นทะล่องทะลึ่งไล่ งูเห่าไววิ่งระวังเหมือนกังหัน
พังพอนตามติดทะลึ่งเข้าถึงทัน แล้วสู้กันต่างโทโสเป็นโกลา
งูผงกยกหางพลางกระหวัด เอาหางรัดกัดพังพอนเข้าต้นขา
แล้วบิดคางเขี้ยวสลักให้หักคา พังพอนเผือกมรณาลงทันที
พังพอนตายฝ่ายงูไม่นิ่งช้า จึงเลื้อยมาเร็วพลันขมันขมี
เข้ากัดแห้นอมเอาเถาวัลลีย์ ต้นเดียวดีเด่นพังพอนที่เยียวยา
งูเห่าหงอนพ่นพังพอนที่กัดตาย ก็กลับกลายคืนมาเป็นเผ่นถลา
แต่สู้กันกัดกันตายนั้นหลายครา อยู่ตรงหน้าอรพิมยิ้มละมัย
ฝ่ายสมรเห็นพังพอนกับงูนั้น เข้ากัดกันสิ้นชีวิตผิดวิสัย
กัดกันตายแก้กันในทันใด นางสายใจตรองตรึกนึกไปมา
ยาต้นนี้เห็นจะดีเป็นกวดขัน งูพังพอนกัดกันสิ้นสังขาร์
กัดกันตายแก้กันได้ไม่มรณา กูจะเอายาต้นนี้มาแก้ดู
คิดแล้วพลางนางลุกขึ้นจะไป งูพังพอนนั้นก็คลายหายไม่อยู่
กลายเป็นอินทร์จรลินจากชมพู ขึ้นไปสู่ยังวิมานแต่ก่อนมา
๏ ฝ่ายบังอรเห็นพังพอนกับงูร้าย บันดาลหายแลไม่เห็นก็หรรษา
แม่โฉมยงตรงเข้าไปเอายา ได้แล้วมาเคี้ยวพ่นลงทันที
ลูกลำเลียบของนายพรานบันดาลหลุด พระปาจิตที่สมมุติว่าเป็นผี
ก็กลับคืนฟื้นมาพลันในทันที นางยินดีปานได้ผ่านวิมานอินทร์
แล้วบังคมก้มกราบพระสามิต พระดับจิตสิ้นใจบรรลัยสิ้น
เป็นบุญช่วยจึงได้ฟื้นคืนชีวิน เมียตั้งแต่กินน้ำตาไม่ราวัน
ฝ่ายพระองค์ทรงฤทธิ์ปาจิตเจ้า ได้ฟังเล่าพระเฉลียวเสียวกระสัน
จึงตรัสถามดวงสุดาวิลาวัณย์ ไฉนนั้นพี่ได้ฟื้นคืนมาเป็น
เดิมอย่างไรพี่จึงตายไม่รำลึก พี่นอนตรึกในอาการว่าฝันเห็น
แม่โฉมงามทำไฉนจึงได้เป็น เจ้าเนื้อเย็นเล่าให้แจ้งแห่งคดี
๏ ปางยุพินปิ่นอำไพวิไลพักตร์ นางนงลักษณ์น้อมประนมก้มเกศี
เก็บเรื่องเก่าขึ้นมาเล่าพระสามี แต่เดิมทีเมื่อบรรทมอยู่ร่มไทร
ไอ้พรานป่ามันมายิงพระปิ่นเกล้า สามีเจ้าก็บรรทมอยู่หลับไหล
ครั้นสว่างสางแสงอโณทัย ไอ้พรานไพรพูดรวนจะชวนพา
น้องไม่ไปพรานไพรมันชวนรบ ด่ากระทบว่าใส่ให้นักหนา
ไอ้ผีสิงว่าจะยิงด้วยปืนยา ถ้าไม่ไปมันจะฆ่าให้สิ้นชนม์
ฉันร้องไห้แทบจะวายชีวาวิต ด้วยทรงฤทธิ์นั้นมาตายอยู่ไพรสณฑ์
สงสารด้วยทูนกระหม่อมจอมสกล ยังกลับวนมารำพึงคิดถึงตัว
ไหนไอ้พรานมันจะพาลคอยเข่นฆ่า แต่วอนว่ายกมือไหว้มันท่วมหัว
ยิ่งไหว้วอนมันยิ่งว่าจะฆ่าตัว พระทูนหัวแสนจะช้ำระกำใจ
แล้วยกมือขึ้นประนมก้มเกศา ไหว้เทวาในพนัสเนินไศล
ขอฝากผีพระสามีที่ดับใจ ถ้าสัตว์ไพรมันจะกินช่วยป้องกัน
ไอ้พรานเพ็งมันเห็นเอ็งพิไรร่ำ มันด่าซ้ำว่าจะฆ่าให้อาสัญ
น่าเจ็บใจว่าจะตายไปตามกัน แล้วคิดผันผ่อนใจจึงใคร่ครวญ
ไอ้พรานป่ามันเห็นช้ายิ่งรบเร่ง มันข่มเหงนี่กระไรพระทรามสงวน
เจ็บฝ่าเท้าแทบจะดิ้นสิ้นกระบวน มันเร่งด่วนรับพาน้องคลาไคล
ไปกับพรานพอตะวันนั้นแดดร้อน ให้หิวอ่อนปวดศีรษะแทบตักษัย
ทั้งเลื่อยล้าแล้วจึงว่ากับพรานไพร เดินไม่ได้ถ้าจะไปเห็นเต็มที
ไอ้พรานป่าเห็นน้องล้าไปไม่รอด เที่ยวเสาะสอดจับควายมาให้ขี่
ขึ้นหลังควายไปไม่ช้าสักนาที พระสุริย์ศรีแสงกล้าระอาใจ
ให้วิงเวียนเศียรศีรษะแทบจะล้ม เสโทโทรมหน้าหลังประนังไหล
ไอ้พรานพาเข้าไปหยุดร่มพระไทร ที่สระใหญ่น้ำเย็นริมป่ายาง
สว่างร้อนผ่อนสบายกระสายสินธุ์ ทั้งอาบกินเหนื่อยหายใจสว่าง
ลมพระพายพัดใต้พระไทรซาง ไอ้พรานเหนื่อยเอนร่างทอดกายนอน
หลับสนิทจิตสนุกไม่รู้สึก เห็นกล่อมกลึกนอนนิ่งเหมือนกลิ้งขอน
แค้นพรานบาด้วยมันฆ่าพระภูธร จะเป็นกรรมอธิกรณ์เหลืออดใจ
ย่องขยับจับมีดเหน็บของไอ้พราน แทงเข้าพลันพุงผลุทะลุไหล
แล้วเชือดคอหอยขาดสนัดใจ ไอ้พรานตายแด่วดิ้นสิ้นชีวา
ครั้นฆ่าพรานนั้นตายบรรลัยแล้ว จึงคลาดแคล้วมาจากต้นพระสาขา
ก็เดินด่วนสวนตามรอยควายมา มิทันช้าถึงองค์พระทรงธรรม์
มาเห็นศพก็ยังดีไม่มีกลื่น เข้ากอดตีนภัสดาแทบอาสัญ
ร่ำพิไรวอนไหว้แก่เทวัญ สิ้นทุกชั้นจนกระทั่งอกนิษฐกา
เดชะบุญอธิษฐานเถิงเทพเจ้า เห็นพังพอนกับงูเห่ามาต่อหน้า
กัดกันตายแล้วออกไปเอาต้นยา มาแก้กันเคี้ยวทาเข้าทันที
กลับคืนเป็นเห็นประจักษ์อยู่ต่อหน้า ใจสัญญาขึ้นพลันขมันขมี
ชะรอยว่าต้นยานี้จะดี จะเอามาแก้พระสามีดูตามบุญ
ว่าแล้วพลางลุกย่างไปเอายา งูพังพอนจรคลาเข้าไพรสูญ
เอายาได้ยกใส่ศีรษะทูน อธิษฐานคิดถึงคุณเดชะยา
ภัสดาข้าที่ตายให้คลายฟื้น จงเป็นคืนเหมือนดังสมปรารถนา
อธิษฐานในประเดี๋ยวก็เคี้ยวยา พ่นแล้วทาทั่วองค์พระทรงธรรม์
เดชะยาอันประสิทธิ์มีฤทธิ์กล้า พระองค์ฟื้นลืมตาขมีขมัน
เป็นบุญช่วยมิให้ม้วยชีวาวัน พระทรงธรรม์เป็นอย่างนี้พระพี่ชาย
๏ พระปาจิตอิศรังฟังนางบอก ปานเขาแทงเข้าด้วยหอกชีวิตหาย
แค้นไอ้พรานด้วยมันผลาญชีวิตตาย ระทดกายทรงพระโกรธสะโกรธา
แผดสำเนียงสิงหนาทกำแหงหาญ เช่นไอ้พรานทำข่มเหงกูนักหนา
พรานไม่ตายกูมิได้ไว้ชีวา คงตามฆ่าด้วยพระแสงแทงให้วาย
นี่นางฆ่าทำให้สาแก่มันแล้ว ตัวก็แคล้วบุญประเสริฐไปสืบสาย
กรรมมาทันชักไอ้พรานมาฆ่าตาย บุญมาช่วยกลับมาใช้ให้คืนเป็น
คู่ชีวิตเจ้าก็คิดฉลาดแสน พรานทำเข็ญกลับแก้แค้นเจ้าทำเข็ญ
เจ้าเลิศหล้าเหมือนนาวากับน้ำเย็น ทุกชาติเป็นอย่าให้คลาดทุกชาติไป
แล้วพระองค์ทรงตรัสประภาษว่า แม่ดวงตาเราจะอยู่ผิดวิสัย
อตส่าห์เดินไปเถิดนางทางยังไกล เถิงเวียงชัยนั้นแลเจ้าจะเบาตรอม
พระว่าพลางชวนนางว่างามเลิศ ลุกขึ้นเถิดเชิญเดินแม่เนื้อหอม
นางอุ่นอกถกเอายาเถานางออม ที่มิ่งจอมแก้ปาจิตชีวิตคืน
แล้วดวงใจไหว้วันทาลาเทเวศร์ ทุกขอบเขตเทวดาที่ฝ่าฝืน
ค่อยอยู่เถิดให้ประเสริฐพระชนม์ยืน ระรวยรื่นเถิดภิรมย์สำราญใจ
พระปาจิตอิศเรเสน่หา ออกนำหน้านิ่มขนิษฐ์พิสมัย
จรดลมาจากต้นพฤกษาไทร ค่อยคลาไคลเคล้านางย่างยาตรา
ครั้นแดดกล้าพานางหยุดไสยาสน์ กลัวนิ่มนาฏน้องจะเหนี่อยจะเลื่อยล้า
ครั้นบ่ายแสงสุริยนสนธยา จึงค่อยพาอรพิมเจ้าคลาไคล
พระข้ามโคกโกรกเถินเนินพนัส แล้วเดินตัดมรรคาป่าไศล
นางยอดมิ่งเยาวมาลย์สำราญใจ ค่อยคลาไคลเคล้าเดินดำเนินมา
พระชมสัตว์จัตุบาทประกาศเสียง พยัคฆ์เมียงเดินมองตามช่องผา
เที่ยวสกัดลัดด้อมมฤคา ยอบกายายุรย่างมากลางไพร
แลเห็นหมูคู้คุดแล้วเดินโด่ง พยัคฆ์ตรงมุ่งมองเขม้นหมาย
สุกรดงขุดดินกินตะกาย อันความตายมิได้นึกรู้สึกตัว
พยัคฆ์ย่องมองถึงทะลึ่งกัด โจนเข้าฟัดตีนขยุ้มกุมเอาหัว
สุกรทอกแทกได้ทีไม่หนีกลัว ตัวต่อสู้กันไม่พรั่นพรึง
เสือขยุ้มหมูขยับคาบเอาคอ เสือร้องฮ่อโฮกหันโมโหหึง
แรงต่อแรงแยงขยุ้มดูรุมรึง เสือทะลวงหมูทะลึ่งด้วยเจ็บกาย
หมูไม่ละเสือสลัดกัดตีนมั่น หมูมันดันเสือขยุ้มไม่ขยาย
หมูมันร้องเสือมันกัดฟัดตะกาย หมูมันคาบตีนไม่คายพยัคฆา
หมูก็ดุนเสือก็ดิ้นตีนก็ขาด เสือสลัดหมูทะล่องล้มถลา
หมูสลบเสือสลับทั้งสองรา กษัตราชี้พลางให้นางชม
ฝูงไก่ฟ้าคุ้ยฝุ่นจะฟักไข่ ตัวผู้ไล่เคียงคู่จะสู่สม
ฝูงคณานกขุนทองร้องระงม บ้างเชยชมพูดแจ้วจำนรรจา
ตัวผู้พูดตัดพ้อแล้วพล้อพลอด เสียงฉอดฉอดแจ๊ดแจ๋คุณแม่จ๋า
ตัวเมียเมียงชม้อยหมายชายหางตา หัวเราะร่าพูดจ้อพ่อขุนทอง
พวกเลียงผาพาพวกเลียงผาโผน วิ่งกระโดนโดดดันผันผยอง
ตัวผู้โกรธโดดกระโดนโผนลำพอง ฉมันร้องเสียงสนั่นสะท้านดง
พระชวนนางชมช้างลงกินน้ำ เป็นหมู่คล่ำเดินมาในป่าโสง
บ้างเผือกผู้แต่ลำพังเหมือนช้างโรง ทะล่องลงเล่นน้ำในลำธาร
สะดอพลายไล่พังขนายสับ แปรกรับแปร๋แปร้นแล่นขนาน
กระหึ่มหวนครวญเสียงเป็นกังวาน ดูเซ็งซ่านวิ่งไขว่อยู่ไปมา
ครั้นยามค่ำย่ำคอนจะผ่อนพัก พระพานางหยุดสำนักร่มพฤกษา
แต่ค่ำนอนเช้าไปหลายทิวา ประมาณมาจะไม่เคลื่อนสักเดือนปลาย
บรรลุเถิงชลธีวารีกว้าง สาครังมุจลินท์กระสินธุ์สาย
สายกระแสเหลือบแลลูกตาลาย โดยจะว่ายก็ไม่พ้นชลธี
สองกษัตริย์เห็นกระแสแลชะงัก แล้วหยุดพักอยู่ที่ฝั่งนทีศรี
ชำระร้อนผ่อนสบายสายวารี แล้วขึ้นจากชลธีชโลธาร
ประทับนั่งอยู่ที่ฝั่งสาคเรศ คอยสังเกตนาวาได้เดินสาร
พ่อค้าขายไปมาได้ว่าวาน พระภูบาลพานุชเจ้าหยุดคอย
พระพุทธองค์ทรงตรัสพระธรรมเทศน์ สำแดงเหตุบอกไว้ให้รู้ฝอย
ว่ายังมีสามเณรเถนเรือลอย เคยสกัดลัดคอยในคงคา
เที่ยวจอมปลอมแปลงกายทำลักเพศ เป็นเถนเศษทุศีลทรงกาสาว์
แต่ขึ้นล่องเหนือใต้เที่ยวไปมา อยู่อัตราคอยลัดสกัดคน
เขาชื่อว่าให้ฉายาเถนเรือลอย เรือนั้นน้อยโดยจะขี่ก็ขัดสน
จะขี่ไปเต็มว่าได้แต่สองคน ถึงสามคนแล้วก็ล่มจมนัทที
ถ้าผู้ใดมาไปติดแม่น้ำ จะข้ามฟากจ้างข้ามแกเอาปี้
เป็นนิรันดรไปมาทุกวาที เลี้ยงชีวีมีชีวังแต่จ้างกิน
ทำผิดกิจจึงประดิษฐ์ว่าลักเพศ บอกนิเทศอย่าให้แคลงแหนงถวิล
วันนั้นล่วงลงไปใต้สายวาริน ไปพ้นถิ่นท่ามกลางที่ว่างคน
ด้วยกองกรรมของพระไพรไท้นเรนทร์ ทำกะเถนไว้แต่ไกลนั้นหลายหน
เถิงกองกรรมผลนำบันดาลดล ทั้งอรพิมกรรมประจญประจวบเป็น
ตาเถนท่องล่องเรือลงไปใต้ เข้าไปใกล้ปาจิตนั้นแลเห็น
จึงชี้มือบอกให้เมียดูเรือเณร นางอรพิมแลเห็นให้ปรีดา
นางเนื้ออุ่นกราบทูลพระเพื่อนเข็ญ ให้เรียกเถนข้ามส่งเป็นไรขา
พระเนื้อเย็นเห็นจริงเหมือนนางจา จึงเรียกว่าสามเณรฉันมาคอย
นิมนต์คุณคัดเรือมาจอดนี่ ได้โปรดที่ข้ามส่งฉันสักหน่อย
ฝ่ายว่าเถนเห็นนางนั่งที่ฝั่งลอย ช่างแช่มช้อยดูเหมือนชาวดาวดึงส์
เถนระลึกนึกไปน้ำใจเต้น หญิงแต่เห็นมาก็มากไม่งามถึง
ฝ่ายผู้ชายก็ไม่เบาพอเคล้าคลึง ให้อั้นอึ้งอยู่ในใจจะหมายปอง
เถนมาคิดจิตรักจะอยากได้ ทำไฉนจะได้ชมประสมสอง
เรือก็พายใจก็นึกทั้งตรึกตรอง แกเห็นช่องว่าจะได้เป็นฝ่ายดี
ถ้าอย่างนั้นกูอย่าว่าราคาจ้าง ข้ามผู้ชายไปไว้ฝั่งนัททีศรี
กลับมารับจับเอาหญิงใส่นาวี แล้วพาหนีขึ้นไปเหนือเหลือวิไล
ตาเถนทองตรองคิดสำเร็จแล้ว ให้ผ่องแผ้วยินดีจะมีไหน
ขยับไหล่พายเรือให้เดินไว กระบัดใจก็เถิงฝั่งนัททีตะงอย
พระเนื้อเย็นเห็นเถนเข้ามาหา จึงร้องว่าได้เอ็นดูฉันสักหน่อย
ไม่เสียทีแลดูทางที่นั่งคอย ตะวันคล้อยเจียวจึงพบไม่เคยจน
ผู้เป็นเจ้าโปรดเกล้าช่วยข้ามส่ง คุณจะได้อานิสงส์ทั้งมรรคผล
ด้วยเมียผัวฉันจวนตัวด้วยบทจน มาติดชลอยู่แต่เช้าให้เศร้าใจ
ฝ่ายเถนทองร้องว่าอุบาสก ระเหินระหกมาสองคนจะไปไหน
พระปาจิตตอบพลันในทันใด กระหม่อมฉันว่าจะไปบูรีรมย์
ไปเยี่ยมวงศ์พงศาบิดาแม่ ด้วยเฒ่าแก่จอมเจ้าเกิดเกล้าผม
จะอยู่ดีฤๅอย่างไรจะใคร่ชม ได้โปรดโยมเถิดพระเถรได้เอ็นดู
สามเณรตอบว่าอุบาสก อย่าวิตกวอนวานรำคาญหู
จะข้ามส่งลงเรือมาขี่ดู พระโฉมตรูพาอนงค์มาลงพลัน
เรือนั้นน้อยลงทั้งสามน้ำเข้าเพียบ พอก้าวเหยียบน้ำเข้าซ่าไม่มีขวัญ
นางงามชื่นคืนขึ้นมาฝั่งพลัน พระกายสั่นด้วยทรามเชยไม่เคยเรือ
ฝ่ายข้างเถนแกจึงว่าประสาน้อง ลงทั้งสองเห็นไม่ได้เรือเพียบเหลือ
ถ้าจะดีทีละคนจึงยืดเยือ ไม่เสียเรือเสียพายสบายใจ
พระปาจิตสุดคิดจะผ่อนผัน ไปพร้อมกันก็ไม่ได้จะทำไฉน
ถ้าขืนไปเรือล่มก็จมตาย ความจนใจผลกรรมมาตามทัน
ครั้นจะให้เมียไปกับเณรก่อน ตัวจะผ่อนข้ามตามแล้วคิดผัน
คิดกลัวภัยด้วยว่าไปแต่แจ่มจันทร์ แล้วคิดหันหวนใจอย่างไรดี
ตัวข้ามก่อนผ่อนเมียไว้ทีหลัง จะร้ายดีรู้บ้างอย่างไรนี่
นางข้ามไปกลัวว่าภัยในวารี เป็นสตรีว่ายไม่พ้นบรรลัยตาย
จะพลัดกันกรรมมาทันอยากไปก่อน ให้ผันผ่อนคิดผิดหาถูกไม่
จึงว่าเณรเอ็นดูข้ามเอาฉันไป ไว้ฟากสายชลธีวารีชล
แล้วคืนกลับรับเอาเมียไปส่งฉัน จะโปรดปรานให้กระจ่างทางนุสนธิ์
ถ้าเมตตาก็อย่าช้าฉันนิมนต์ พระสุริยนก็ยิ่งย่ำจะค่ำลง
เถนเรือลอยฟังถ้อยปาจิตว่า ยิ่งหรรษาเหมือนอารมณ์สมประสงค์
เณรจึงว่าถ้าจะไปก็รีบลง จะข้ามส่งเสียให้พ้นต่างคนไป
พระเนื้อเย็นฟังเณรนั้นกล่าวว่า ไม่นิ่งช้าสั่งน้องผู้พิสมัย
พี่ข้ามก่อนจึงจะผ่อนเอาน้องไป แล้วหน่อไทลงมานั่งที่กลางเรือ
เถนก็บ่ายพายพานาวาข้าม ตัดแม่น้ำหลบคลื่นไม่ขึ้นเหนือ
เถิงฟากฝั่งส่งไว้แล้วบ่ายเรือ มารับนางนิ่มเนื้อนวลละออง
เถนรีบพายส่งท้ายนาวาวิ่ง นางยอดมิ่งไม่เห็นผัวยิ่งมัวหมอง
ฝ่ายว่าเถนมุ่งใจจะหมายปอง มาเถิงน้องเรียกสีกาอย่าช้าที
นางเนื้อเย็นฟังเถนร้องเรียกหา ก็ลงมาเรือพลันขมันขมี
ขึ้นนั่งเรือเณรขยายบ่ายนาวี เณรพายรี่ทวนน้ำล้ำขึ้นไป
นางงามขำถามว่าเณรเจ้าขา จะล่องเรือขึ้นเหนือพาไปท่าไหน
เถนจึงว่าผัวสีกาไม่อาลัย เขาถวายตัวสีกามาเป็นโยม
ให้ตักน้ำทำจังหันถวายรูป ต่างประทีปเทียนธูปของหอมโหม
ผัวสีกาเขาไปหาญาติโยม ยังนครพระสีพีบูรีเรือง
สั่งกะรูปมาให้บอกดอกสีกา เขาศรัทธาจึงถวายแม่เนื้อเหลือง
อย่าเศร้าสร้อยน้อยใจแม่สายเมือง ไปรุ่งเรืองอยู่กับรูปอย่าโรยรา
จะเสียใจไปทำไมสีกาแม่ มิใช่แก่เกินการสีกาขา
โยมคฤหัสถ์เขามาวัดอยู่อัตรา เห็นสีกากลัวแต่ว่าจะชอบใจ
เถิงตัวรูปก็อยู่ไปไม่ได้ดอก คงสึกออกดอกสีกาอย่าสงสัย
เขาศรัทไธถวายมาต่างมาลัย ต้องขวนขวายบิณฑบาตรเลี้ยงสีกา
บิณฑบาตรเขาก็ใส่ไม่ได้มาก ถ้าสองภาคแบ่งเลี้ยงน้อยนักหนา
ไม่พออมเต็มกระพอกดอกสีกา ต้องได้ลาจากสิกขาด้วยจนใจ
อนึ่งไซร้ใจรูปก็ร้อนเร่า ให้โศกเศร้าอยากจะสึกลานิสัย
ถ้าขืนอยู่ก็จะผิดกิจวินัย ต้องสึกไปดอกไม่ช้าสีกานาง
จะทำนาหาเลี้ยงเพียงกะน้อง เหมือนร่วมท้องในอุทรอย่าหมองหมาง
ได้เมตตาเถิดสีกาแม่เอวบาง เป็นบุญสร้างจักให้ชอบประกอบกาย
๏ นางเนื้อเย็นฟังเณรประโลมว่า คับอุราเหมือนเขาตัดเอาหัวหาย
จึงตอบคำว่าอย่าทำเพทุบาย เณรจังไรพูดโกหกฉกสีกา
ทำขี้ฉ้อล่อเอาผัวไปโปรดเสีย มาลักเมียของเขาไปใจเหมือนหมา
กลับมาชดว่าผัวให้ใจศรัทธา เถนพาลาเป็นกาลีทมิฬใจ
ไม่เล็งเห็นนึกว่าเณรรักษาศีล จิตทมิฬเณรเปรตอะไรที่ไหน
ว่ากรรมเอยกรรมใดสร้างแต่ปางใด เช้าดลจิตมาให้ภัยบังเกิดพาล
นางกู่ก้องร้องเรียกพระปาจิต ก็หายมิดเงียบเสียงไม่ยินขาน
ด้วยท่ามกลางทางไกลไปก็นาน สุดกังวานเสียงไกลไม่ได้ยิน
นางตรองตรึกนึกพลางก็ยังเห็น เถนนายเวรมุทะลุนี้ทุศีล
กล่าวมุสาเถนหมาใจทมิฬ มาปลอกปลิ้นพากำจัดให้พลัดกัน
กรรมเอ๋ยกรรมอะไรไม่ยังเห็น คิดว่าเณรเชื้อชาติพระอรหันต์
ไม่สงสัยใจก็หมายว่าเที่ยงธรรม์ กลับมาผันพาจากให้พรากพราย
เถนมุสาเดิมก็ว่าจะข้ามส่ง รบให้ลงเรือก็เล็กประหลาดหลาย
เรือเจ้าเวรเถนเจ้ากรรมประจวบกาย กรรมมาเห็นเวรมาให้นี่แท้เวร
เข้าดลใจให้มาพบเถนเรือน้อย เถนก็ถ่อยเถนนายกรรมมาทำเข็ญ
ครั้นไม่ข้ามก็ต้องข้ามด้วยค่ำเย็น แลไม่เห็นเรือใหญ่ก็ไม่มา
กรรมประจบมาประจวบเข้าดลจิต ให้เห็นผิดไปเป็นชอบเป็นนักหนา
ถ้าอย่าข้ามคอยเรือใหญ่เขาไปมา ได้วอนว่าให้เขาส่งลงพร้อมกัน
เอออย่างนี้จริงเขาที่ว่ากรรมแท้ ไปหาแม่แม่ก็ม้วยชีวาสัญ
มาหาพ่อพ่อก็ตายวายชีวัน เถิงที่จนแล้วยังจันมาจำเป็น
สุดจะคิดติดแม่น้ำข้ามไม่ได้ บุญมาให้จึงได้พบประสบเถน
กรรมมาห้อยเรือก็น้อยพบเณรเวร มันเถิงเกณฑ์แล้วจนใจต้องใช้กรรม
ที่กรรมท่านจะวิตถารไปให้กว้าง อันกรรมสร้างท่านทั้งสองนั้นกรรมขำ
ได้พรากพ่อจากลูกเข้าผูกกรรม กรรมมาตามหญิงชายฟังจงตั้งใจ
ถ้าใครพรากจากเมียให้พลัดผัว คงตามตัวกรรมคงตามทำจงได้
ถ้าพรากพ่อจากลูกเขาผูกใจ กรรมต้องจากลูกไปเขาผูกกรรม
ทั้งหญิงชายฟังแล้วจำใส่ใจ เราแต่งไว้คำพระเจ้ากล่าวสยำ
ชื่อว่ากรรมแล้วอย่าทำจะเป็นกรรม ไม่ทำกรรมแล้วก็กรรมไม่ตามตัว
พระปาจิตอิศราชต้องพลัดนาง เป็นกรรมค้างติดกันทั้งเมียผัว
อันกรรมเราเหมือนหนึ่งเงาที่ตามตัว คงตามตัวให้ไปตกนรกานต์
๏ พระปาจิตอิศโรผู้ฤๅสาย ครั้นคอยนางนั้นก็หายจึงกล่าวสาร
ตะโกนกู่ไปจนก้องในท้องธาร พระภูบาลเดินเลียบศรีวารัย
พระเดินพลางบ่นไปพิไรว่า เป็นอย่างไรจึงมาช้าเหตุไฉน
ฤๅลงท่าเณรพาหลงไปแห่งใด ประหลาดใจอกเอ๋ยไม่เคยเป็น
ฤๅนางอยู่ผู้เดียวเมื่อจากมา คนเที่ยวป่าพบเข้ามันทำเข็ญ
พาเอาไปฤๅอย่างไรโอ้กรรมเวร สามเณรที่ไปรับไม่พบพาน
ฤๅเสือสางช้างร้ายมันพานพบ มากัดขบลากไปกินเป็นอาหาร
ฤๅน้อยใจว่าทิ้งไว้แม่นงคราญ เจ้าเซ่อซานซุกซนไปหนใด
ฤๅผีเสื้อทรงศักดิ์อารักษ์น้ำ มาสูญอำพาไปซุกน่าสงสัย
ฤๅเถนพามาในกลางคงคาลัย ต้องคลื่นใหญ่เรือล่มในกลางธาร
เจ้าม้วยมิดสิ้นชีวิตอยู่ในน้ำ โอ้กรรมกรรมฤๅชีวังเจ้าสังขาร
ทั้งเลือดเนื้อก็เป็นเหยื่อกุมภาพาล คอยก็นานแม่เนื้อเย็นไม่เห็นมา
ฤๅสามเณรเห็นว่าอยู่แต่ผู้เดียว กลับไปรับแล้วกลับเกี้ยวน่ากังขา
พาเอาไปฤๅอย่างไรกระมังนา ครองสิกขาไม่ควรแคลงระแวงใจ
พระกู่ก้องร้องเรียกว่าอรพิมเอ๋ย เจ้าทรามเชยจรดลไปหนไหน
ฤๅเห็นช้าด้วยแม่คอยจึงน้อยใจ ดวงหัททัยมาเถิดมาแม่มา
ยิ่งคอยคอยก็ไม่เห็นพระเถนเอ๋ย เตลิดเลยหลงไปไหนนักหนา
ฉันอยู่นี่มาที่นี่จงเร็วรา จะหลงหาไปข้างหนตำบลใด
แล้วนิ่งนั่งฟังสำเนียงจะเรียกกู่ ฟังเป็นครู่ไม่ได้ยินทั้งเหนือใต้
เย็นยะเยียบช่างมาเงียบสงัดไป พระคลาไคลเลียบลำแม่น้ำมา
ที่ข้อเถนไม่สงสัยเอาใจผูก ถือว่าลูกชินวงศ์ทรงกาสาว์
ไม่ลามลวนกวนกามในกามา มีศีลาบริสุทธิ์อุตตโม
พระครวญคร่ำร่ำพิไรอาลัยน้อง แต่กู่ร้องก็จนเสียงนั้นสุดโส
พระศอแสบแหบแห้งกันแสงโฮ แม่พุ่มโพธิ์พี่จะพูดกับผู้ใด
พี่สู้ยากพากเพียรเจียนสลบ ไปพานพบแต่เจ้าคาครรภาใส่
เฝ้าอาสาทรมาน้อยเมื่อไร เป็นบุญปลอดคลอดมาได้ไม่วายชนม์
กลับไปเมืองทูลเรื่องพระบิตุเรศ อยู่ภายหลังเกิดเหตุระเหระหน
พรหมทัตพาไปพลัดได้ทุกข์ทน เป็นบุญดลพาไปรับได้กลับคืน
เป็นสองครั้งติดวังท้าวพรหมทัต แน่นถนัดถึงชีวิตให้ขัดขืน
ท้าวโกสีย์ช่วยชีวีให้ยาวยืน อารมณ์ชื่นขึ้นไม่ข้ามถึงสามวัน
ไอ้พรานป่ามันมาฆ่าพี่ตายม้วย แม่รูปรวยก็ได้แค้นแสนกระสัน
ท่านช่วยอีกขอบพระคุณเป็นบุญครัน ท้าวไชยันต์คุณท่านเยี่ยมเทียมบิดา
ว่าพ้นภัยเหมือนหนึ่งกายอันชุบแล้ว จะคลาดแคล้วนานตายอาลัยหา
ไม่วอดวายหายชีวิตด้วยพิษยา ยังกลับมาพลัดกันไปทั้งเป็น
แต่ชาติหลังสร้างกรรมเหลือหามหาบ ทั้งกรรมบาปสามกรรมมาทำเข็ญ
กรรมพลัดกันพรานฆ่าพนาเวร มันเกินเกณฑ์สร้างกรรมจึงพลัดกัน
พระน้องอาว่าจะพาไปอุปภิเษก ให้เอี่ยมเอกไว้เป็นศรีนางสาวสรรค์
ไม่ถึงเมืองโอ้ว่ากรรมมาตามทัน เป็นน่ากลั้นเสียให้ใจวายชีวี
เจ้าเนื้อนิ่มอรพิมแม่บุญคู่ เจ้ายังอยู่ฤๅว่าตายไปเมืองผี
มาตรแม้นนิ่มอนงค์ปลงชีวี มารับพี่ไปให้ม้วยเสียด้วยรา
นิจจาเอ๋ยเคยเดินในไพรเถื่อน ได้เป็นเพื่อนสองคนเสน่หา
ถึงเหนื่อยยากก็ได้ชื่นรื่นอุรา ยวนวิญญาณ์เบาตรมระทมใจ
โอ้แต่นี้ก็ที่ไหนจะได้เห็น แม่คู่เข็ญเจ้าไปหลงอยู่ดงไหน
พระคุณเอ๋ยเทพดาจงพาไป ช่วยดลใจมาให้พบประสบกัน
จะคืนตามข้ามน้ำไปหานาง น้ำก็กว้างเหลือขนาดให้หวาดหวั่น
วายุพัดคลื่นซัดเป็นหมอกควัน อย่านึกฝันถ้าจะไปได้แต่เรือ
สุดสำเนียงสุดเสียงจะกู่เรียก สุดสำเหนียกที่จะฟังจะฟั่นเฝือ
จะหยุดยั้งฟังข่าวไปยาวเยือ ทั้งแพเรือเขามิได้จะไปมา
จำจะเลาะเลียบฝั่งไปข้างเหนือ สบพบเรือจะได้ข้ามไปตามหา
พระว่าพลางยุรย่างแล้วยาตรา ทรงโศกาโศกสะอื้นพิไรไป
แม่รูปหล่ออรพิมของพี่เอ๋ย จะบ่นเบยเคียดพี่เพียงตักษัย
ว่าทิ้งทอดเสียในท่ามไม่ตามไป จะน้อยใจตีองค์แทบอกพัง
ฝ่ายว่าพี่อยู่ข้างนี้ก็สุดคิด พี่จนจิตแล้วแม่สายสวาทหวัง
มาติดน้ำยมนาสาครัง สุดกำลังที่จะหลีกคงคาลัย
พระเดินพลางร่ำว่านิจจาเอ๋ย ไฉนเลยจึงจะข้ามแม่น้ำได้
แต่เลียบฝั่งชลธาชลาลัย ก็นานไกลฝั่งก็เงียบยะเยียบเย็น
มากระทั่งยังแม่น้ำหนึ่งขวางหน้า สุดลูกตาแลละลิบสักสิบเส้น
พระครวญคร่ำโอ้ว่ากรรมมาจำเป็น จะคลาดแก้วแล้วไม่เห็นไม่พบพาน
แม่น้ำหนึ่งแล้วมิหนำมาซ้ำสอง เป็นสองคลองขวางหน้ามหาศาล
โอ้กรรมกรรมผลกรรมมาเกิดการณ์ ดลบันดาลยับระยำให้จำเป็น
แม่งามลบจะได้พบเจ้าที่ไหน จะเป็นตายฤๅอย่างไรไม่หยั่งเห็น
จะนิ่งอยู่ไหนจะรู้แม่เนื้อเย็น จะเกียกเกณฑ์ติดตามไปตามบุญ
พระว่าพลางเยื้องย่างสาวพระบาท เข้าไพรวาสเนินลำเนาภูเขาขุน
เที่ยวกู่ก้องร้องเรียกแม่จอมจุล โศกอาดูรมิได้เว้นสักโมงยาม
๏ จะกล่าวกลอนย้อนความให้งามพริ้ม ถึงอรพิมเลิศลบในภพสาม
เมื่อเถนพากัลยาแม่โฉมงาม ไปเหนือน้ำมิได้ส่งพระภัสดา
เจ้าร้องร่ำคร่ำครวญรำจวนจิต ให้แค้นคิดเคืองเถนนั้นนักหนา
พิไรร้องสองพระกรข้อนอุรา สุชลนาไหลร่วงพระทรวงนาง
ฝ่ายเถนไทร่ำพิไรประโลมปลอบ ให้ชื่นชอบมิให้ตรมอารมณ์หมาง
เถนจึงว่าอนิจจาสีกานาง จงเสื่อมสร่างแม่อย่าโศกกำสรดครวญ
เจ้าของท่านเขาศรัทไธถวายแล้ว จงผ่องแผ้วเถิดแม่งามทรามสงวน
เป็นกุศลผลช่วยเข้าชักชวน นิยมยวนจงเป็นโยมสมศรัทธา
ธรรมดาว่าถวายให้เป็นสิทธิ์ ไม่ผิดกิจหยุกหยิกในสิกขา
เหมือนกล้วยอ้อยหวานชดรสโอชา พระนาถาทรงโปรดให้ทดแทน
ปัจเวกไว้ให้เสกมีสี่บท ถ้าแทนทดไม่มีโทษวิเศษแสน
สีกาโยมปรนนิบัติเมื่อขาดแคลน กุศลมากหนักแน่นอนันตัง
๏ นางเนื้อเย็นฟังเณรประโลมว่า เชิงมุสาโยโสพูดโอหัง
ว่าพระผัวนั้นถวายนางจริงจัง ล้วนลำพังพื้นโกหกแต่พกลม
มาตรว่าถ้าจะนิ่งไม่โต้ตอบ เห็นไม่ชอบชั้นเชิงไม่ควรสม
คำบูราณท่านว่าหวานย่อมชวนลม จำนิยมเข้าไปยั่วให้ยวนใจ
ครั้นจะนิ่งตัวก็หญิงผู้เดียวเปลี่ยว เณรจะเลี้ยวเล้าโลมให้หลงใหล
ต้องจนเถนแลไม่เห็นผู้ใดใคร มิจนใจเมื่อจะหวนมาจวนตัว
ก็ยังรู้อยู่ว่าเณรนี้มุสา ทำพาลาลักเมียให้เสียผัว
ยังปัญญาก็เป็นหนึ่งคงถึงตัว ต้องพูดยั่วให้เข้าอย่างทางอาลัย
นางจึงว่าสามเณรเถนเจ้าขา นิมนต์พาฉันไปคืนยังสงสัย
ให้พบท่านจะได้ถามให้งามใจ ให้รู้คำว่าพระไพรท่านให้ทาน
จะได้ปลงจงใจไปเป็นโยม วางอารมณ์ปรนนิบัติจนสังขาร
ฉันชอบใจดอกจะได้ทางนิพพาน จงโปรดปรานพาไปหาพระสามี
๏ เณรสนองว่าสีกาอย่าสงสัย จงปลงใจปฏิโลมเถิดโฉมศรี
รูปก็ตรงทรงศีลาครองวาจี ไม่พาทีกล่าวมุสาทินนาทาน
เขาถวายยังจะไปถามเจ้าของ ผิดทำนองในพระธรรมคำบรรหาร
พระปิ่นเกศตรัสเทศน์สำแดงญาน เขาให้ทานแล้วก็เร่งให้รับเอา
เป็นเณรเถนก็ต้องเจนวินัยกิจ ต้องพินิจรู้อาการในทานเขา
เจ้าของให้เขาถวายก็งามเพรา ที่ทานเขาไม่ควรรับนั้นก็มี
มิใช่ว่าจะหลับตาสักแต่รับ ต้องคำนับตามกระบิลพระชินศรี
ทานไม่ควรที่จะรับด้วยกายี คือกะปิแตงฟักเขาลักมา
เขาถวายท่านก็ว่าไม่ควรรับ ถ้าขืนจับก็ต้องผิดในสิกขา
นี่เจ้าผัวเขาก็ให้ใจศรัทธา เหมือนสีกานี้ก็ว่าให้ควรเอา
ไยสีกาจะให้พาไปซ้อมค้าง ผิดด้วยอย่างผิดกระบิลพระปิ่นเกล้า
เขาถวายแล้วก็ได้เป็นโยมเรา แม่นงเยาว์จะสงสัยไปไยมี
จงตั้งใจลงเป็นหนึ่งอย่าพึงนึก จะกลับคืนนั้นเห็นลึกแล้วโฉมศรี
ไปกะรูปเถิดสีกาอย่าราคี โดยว่าจนนั้นก็มีพอติดตัว
สิบตำลึงชั่งหนึ่งก็มีบ้าง พานทุลังกองแขนทั้งแหวนหัว
กระโถนทองปากไปล่เหมือนใบบัว โดยว่าชั่วแต่ของใช้ไม่อายคน
หาสีกาจะรักษานั้นไม่ได้ รำคาญใจเคืองคับรำสับรำสน
เป็นบุญใหญ่เขาถวายแม่ออกตน ไม่เคยจนเป็นกุศลเข้าค้ำชู
จะให้พาคืนไปหาเจ้าของทาน ผิดบูราณไม่มีอย่างรำคาญหู
ก้มอย่าท้าเลยสีกามาบ้านตู เขาให้รูปบอกให้รู้อย่าแคลงใจ
๏ ปางยุพินยินเณรประโลมว่า พูดมุสานางก็รู้ไม่สงสัย
แต่จนจิตไม่รู้คิดประการใด ให้แค้นใจแทบจะดิ้นสิ้นชีวา
นางเนื้อเย็นว่าเป็นเณรรักษากิจ ยังจะคิดลังเลเสน่หา
พูดชะล่าลามเลี้ยวเกี้ยวสีกา ไม่รำพาคิดถวิลศีลของตัว
สิ้นชีวีอเวจีคงไปตก ไฟนรกก็จะรุมขึ้นสุมหัว
เพราะทุศีลกล่าวมุสากามามัว ด้วยทำชั่วหมิ่นศีลาสิกขาวร
เถนหัวเราะตอบต่อว่านิ่มนาฏ สีกาโยมนี้ทายาทรู้คำสอน
จริงเหมือนว่าแล้วสีกาอธิกรณ์ รูปก็ร้อนคิดระวังจะพลั้งตัว
แต่เท่าว่าใจสัญญาเป็นแต่พูด เป็นบริสุทธิ์จิตไม่ผูกขมุกขมัว
สิกขาครองก็ยังผ่องเหมือนดอกบัว ไม่หมองมัวดอกสักนิดกิจวินัย
เป็นแต่ว่าให้สีกาเอ็นดูรูป เหมือนเทียนธูปมิได้จุดให้แจ่มใส
เหมือนสีกาว่ากะรูปแต่เยาะไย ถ้าเทียนไฟนั้นได้ตามทำบูชา
เหมือนกะรูปจูบจับสัมผัสต้อง ก็หม่นหมองเสียศีลในสิกขา
นี่ก็เหมือนเทียนไม่ตามทำบูชา บุญจะมามีผลกลใด
เป็นแต่คำมิได้ทำปราชิต ไม่มีผิดบาปจะมีมาที่ไหน
ไม่เป็นไรดอกสีกาแต่วาไจ กิจวินัยรูปก็รู้ได้ร่ำเรียน
๏ นางตอบไปว่าผู้ใดเป็นบัณฑิต ไม่รู้คิดไม่รู้บอกไม่รู้เขียน
นักปราชญ์เปรตลักแต่เพศเที่ยววนเวียน รู้แต่เรียนพูดข้างเกี้ยวกับสีกา
ถ้ารู้ลายเห็นแต่ได้ข้างความผิด ถ้ากล้านักมักชีวิตแต่สังขาร์
ถ้าคิดนักมักแต่คลั่งเคลิ้มวิญญาณ์ เลยเป็นบ้าเขาว่าคลั่งในทางกรรม
ฉันเคยเห็นขี้มักเป็นแต่อย่างนั้น คนอื่นฉันเห็นมามากถลากถลำ
นี่พระเณรเจนกระจ่างในทางธรรม เป็นไรล้ำเข้ามาเลี้ยวเกี้ยวสีกา
เป็นบัณฑิตคิดลำดับดูราบเรียบ ชักทำเนียบเปรียบเหมือนเทียนดอกบุปผา
ว่าไม่จุดทำเป็นพุทธบูชา ผลผลานั้นไม่เห็นจะเป็นบุญ
ฉันได้ยินพระปิ่นเกศท่านเทศน์โปรด บอกกำหนดไว้ในทานทั้งเมถุน
ในคัมภีร์อภิธรรมล้ำการุญ เรียนไม่ถึงฤๅเจ้าคุณท่านสามเณร
พระเทศน์ไว้ว่าผู้ใดไปเที่ยวป่า หอมมาลากลิ่นมาเลศที่แลเห็น
ว่าคันธังรัมนังพระสามเณร ได้พบเห็นกลิ่นหอมแล้วน้อมกาย
จิตรำลึกตรึกถึงคะนึงพระ เป็นธุระอยากจะเก็บมาถวาย
ไม่ได้เก็บแต่รำลึกแต่นึกดาย แต่เท่านั้นท่านว่าได้ซึ่งส่วนบุญ
พระปิ่นเกศตรัสเทศน์ว่าคันธัง รัมนังว่าอารมณ์นั้นอุดหนุน
หอมบุปผังคันธังคำบัณฑูร เป็นเค้ามูลว่าอยากให้ไปบูชา
อานิสงส์ท่านว่าได้วิไลล้ำ นี่ก็เถนเณรก็ทำเกินสิกขา
วาจากรรมคำก็เลี้ยวเกี้ยวสีกา ยังกลับว่าพูดกำราบไม่บาปกรรม
แต่บุปผานึกศรัทธาจะถวาย ยังว่าได้บุญประเสริฐเลิศล้ำ
นี่เณรเกี้ยวจิตก็เลี้ยวสัญญาธรรม ไม่มีกรรมพูดไม่จริงสักสิ่งเดียว
๏ เถนได้ฟังวัจนังเจ้าฤๅสาย จับเอาใจทุกจิตคิดเฉลียว
จึงยอมแพ้มิได้แก้นางทรามเปรียว ช่างรู้ยิ่งจริงเจียวโยมสีกา
รูปนี้เรียนมาก็นานไม่ทันถึง ได้กลางครึ่งไม่ทันจบสีกาขา
จะบาปกรรมตามตัวกลัวเวรา ถึงอาวาสก็จะลาจากพรหมจรรย์
แต่สีกาได้เมตตาพอใจชื้น อย่าเป็นอื่นเมื่อวันหน้าเมตตาฉัน
แล้วโย้ไหล่พายเรือให้วิ่งพลัน นางแจ่มจันทร์ตรึกพลางยังปัญญา
ถ้ามืดค่ำเถนคงทำข่มเหงแท้ ต้องคิดแก้ตอบเสียก่อนจึงเลขา
จะล่อลิ้นว่าอยากกินโภชนา เห็นผลาต้นไม้อันใดโต
ให้ขึ้นปีนว่าจะกินต่างอาหาร ไม่ขัดวานเถนคงขึ้นจนสุดโส
จึงตัดหนามสะใต้ต้นให้จนโจ ลงไม่ได้ก็จะโซอดข้าวตาย
จึงลงเรือพายไปเสียให้พ้น เห็นชอบกลจะได้เห็นเณรฉิบหาย
ทำล่อลวงเปื้อนเลื่อนเหมือนขมาย เณรยิ่งพายเรือล้ำขึ้นตามธาร
นางทรามเปลี่ยวเหลียวเห็นต้นมะเดื่อ ลูกดกดาษแดงเรื่อใหญ่พิศาล
สูงระหงโปร่งเยี่ยมเทียมปลายตาล อยู่ริมทางฝั่งธารตีนนัทที
ดวงสุดาร้องว่าพี่เณรเจ้า ฉันหิวข้าวเห็นจะม้วยลงเป็นผี
เห็นลูกมะเดื่อก็ให้อยากกินเต็มที พระเณรพี่วานขึ้นสักหน่อยรา
เถนทมิฬยินคำนางงามชื่น วานให้ขึ้นพวงมะเดื่อก็หรรษา
ใจระทึกนึกสำคัญในสัญญา ว่าแก้วตารักใคร่จึงไหว้วาน
บ่ายนาวาจอดพลางฝั่งตลิ่ง ไม่นั่งนิ่งด้วยว่าใจหมายสมาน
ขยับตีนปีนต้นละลนละลาน ขะโยบทะยานพลาดทะลูดลื่นลงมา
มะเดื่อต้นผู้คนไม่เคยขึ้น กำลังลื่นเถนพลาดจนขัดขา
แต่ขึ้นไปไพล่ลื่นคืนลงมา เป็นหลายคราเณรอ่อนระอาใจ
เณรจึงว่านางสีกาอย่างไรนี่ เห็นเต็มทีต้นมันลื่นขึ้นไม่ได้
ลงเรือล่องไปตามท้องสมุทรไท หาต้นอื่นขึ้นใหม่เถิดนงคราญ
แม่ศรีเสนเห็นว่าเณรขึ้นไม่ได้ จะขืนพาหาต้นใหม่จึงกล่าวสาร
สบไม่เห็นจวนจะเย็นจะเสียการ จำทัดทานพูดให้ขึ้นด้วยชื่นใจ
นางจึงว่าอนิจจาพี่เณรเถน จะจวนเย็นลงมาแล้วฉันแสบไส้
จะขืนพาฉันไปหาต้นอื่นไป สบไม่ได้ก็จะผ็อยสะออยแรง
พี่เถนทองลองขึ้นไปอีกใหม่ ให้จนได้เหมือนอารมณ์ไม่นึกแหนง
เห็นว่ารักจริงจังไม่คลังแคลง จึงไม่แกล้งปดเล่นเช่นคนพาล
เถนเรือลอยฟังถ้อยนางกล่าวว่า ชอบวิญญาณ์ชื่นใจหมายสมาน
ว่านางรักเหมือนอารมณ์คงสมการ ยุพาพานแม่อย่าพักลำบากวอน
แม่งามชื่นคงจะขึ้นให้จนได้ อย่าเสียใจเยาวมิ่งดวงสมร
นางพูดเล่นนั้นไม่เห็นเลยเถนปอน กำเริบร้อนไปแต่รักอารีนาง
สามเณรถกเขมรขมีขมัน นางแจ่มจันทร์พูดเย้าเชิงถากถาง
พี่เณรเถนเคยสะเอนเจนสำอาง ดีแต่ข้างเล่าเรียนจะเขียนจาร
จะสึกออกจากสิกขาจะลาศีล จะทำกินเลี้ยงสีกาข้าสงสาร
เห็นไม่ได้ด้วยว่าใจนั้นหย่อนยาน ที่คับแค้นเคืองรำคาญจะอายคน
หนักต้องเอาเบาต้องสู้จึงจะได้ นี่อะไรแต่ขึ้นไม้ยังขัดสน
ดูเหมือนคนตีนหักอะดักอะดน ดวงอุบลพลางว่าลูกตาแล
ดูต้นหนามนิ่มนางระวังไว้ มีดเหน็บเณรนางเอาใจใส่แสว
มีดสำคัญจะไม่ทันเมื่อจอแจ ทั้งเรือพายไว้ให้แน่ในทันใด
ครั้นเตรียมใจไว้สำหรับสำเร็จพร้อม นางเนื้อหอมพูดกล่าวเย้าขยาย
ฉันหิวข้าวไฟธาตุเผาให้อ่อนกาย จะขึ้นใดก็เร่งขึ้นเสียโดยเร็ว
เถนได้ยินดวงยุพินรำพันว่า ละลังละล้าแทบหัวใจละลายเหลว
ขยับตีนป่ายปีนตะกาวตะเกว ลื่นทะลาดพลาดบั้นเอวสะดุ้งเอน
อารามรักไม่ออกปากแข็งใจขึ้น ทะลูดลื่นพลาดฟกหัวอกเถน
ตะเกียกตะกายแทบจะตกหกคะเมน อตส่าห์เผ่นขึ้นไปได้ถึงกิ่งโต
นั่งบนกิ่งหยุดประทังกำลังหอบ ให้คอแห้งแรงบอบระผุดระโผ
นางเนื้อเย็นว่าพี่เณรยิ่งภิญโญ เอาพวงโตทิ้งลงมาอย่าช้าที
ฝ่ายเถนทองถามว่าน้องเอาพวงไหน สายสุดใจว่าเอาพวงที่ฉันชี้
เถนก็ขึ้นยืนขยับไปทุกที แม่ยอดหญิงวิ่งรี่ลงไปเรือ
ฉวยมีดเหน็บได้มาพลันแล้วฟันหนาม ได้มากดามล้นพ้นดูล้นเหลือ
ตัดเถาวัลย์พันผูกเป็นพวงเครือ เข้าสะโคนต้นมะเดื่อดูทึบไป
ฝ่ายเถนทองมิได้มองดูใต้ต้น แต่แลยลพวงมะเดื่อจนเหื่อไหล
จึงร้องถามว่าแม่งามเจ้าชอบใจ ที่พวงไหนบอกมาแม่หน้านวล
แม่เนื้อเย็นว่าพี่เณรเอาพวงปลาย ทั้งโตใหญ่งามระย้าน่าสงวน
เณรไม่นิ่งยิ่งขึ้นไปโดยควร นางหน้านวลลากหนามเข้าสะพลาง
ดูแน่นหนาเถนจะคลาลงไม่ได้ สายสุดใจลงเรือร้องถากถาง
ว่าเณรเปรตเศษเถนกระดางลาง ทำนอกทางทุศีลทมิฬใจ
กล่าวโกหกฉกเอาผัวเขาไปฆ่า ฤๅเถนพาเอาไปซุกซ่อนที่ไหน
จงบอกมาอย่าได้ช้าจะตามไป อย่าอำไว้เลยนะเถนจะเป็นกรรม
๏ สามเณเถราฝ่ายว่าเถน แลไปเห็นนิ่มนางถึงกลางน้ำ
จะถามทักปากไม่ออกเหมือนผีอำ หน้าก็ดำเนื้อดิ้นแทบสิ้นชนม์
ผลกรรมนำนางมาพลัดผัว เข้าสูญใจกายตัวรำสับรำสน
เหมือนผีสิงปวดเศียรให้เวียนวน ทุรายทุรนงงงวยระทวยกาย
ทะลูดลงมิได้แลดูใต้ต้น ด้วยเสียใจไฟประจญเหมือนจิตหาย
เปรียบเหมือนคนถึงขนวนที่จวนตาย นั้นฉันใดก็เหมือนกันกับจัญเณร
ด้วยเสียรู้ด้วยผู้หญิงนั้นลวงได้ ทั้งเสียเรือเสียพายเสียใจเถน
ดังเขาฟันให้พระศอคอกระเด็น ตะเกียกตะเกนลงถึงกึ่งจึงรู้กาย
ชำเลืองเหลือบแลลงไปที่ใต้ต้น เห็นหนามพวงมากล้นพ้นก็ใจหาย
เป็นเชิงสูงซ้อนซับไม่ซะทราย เหมือนสะรั้วโรมไว้ดูก่ายกอง
ครั้นจะลงก็สยองแสยงกาย แลเห็นหนามเสียวไส้ใจสยอง
จะกระโดดก็ไม่พ้นให้ขนพอง นั่งยองยองดูเหมือนลิงอยู่ไม้เดียว
ดูก็ขันครั้นจะหัวก็เสียใจ จะร้องไห้ก็นึกอายให้ใจเสียว
เถนสิ้นท่าหน้าจืดเหมือนหมูเจียว ครั้นจะด่าก็คิดเสียวละอายใจ
จะโทษนางสะหนามก็น่าหัว ตัวตัดหนามสะตัวก็ว่าได้
ด้วยว่านางมิได้นึกมโนใน จะฆ่าเถนปองร้ายหมายชีวา
เถนกระทำกรรมใส่ทำร้ายนาง ผิดด้วยอย่างทุจริตจิตอิจฉา
พากำจัดให้นางพลัดจากภัสดา กล่าววาจาลวงเขาจะเอาเมีย
กรรมอันนั้นเข้าไปกั้นดลใจเถน เผอิญเป็นเหมือนอย่างบ้าทำหน้าเสีย
หัวไม่ออกบอกไม่ได้ใครไม่เยีย ก็ตัวเตียอยู่บนต้นมะเดื่อดง
จะตัดความย่นย่อข้อวิตถาร สังเขปการณ์เอาพอควรสมประสงค์
ฉันเจ็บเอวเจ็บหลังแทบนั่งไม่ลง จะแต่งมากเรื่องราวจะยาวไป๑๐
เถนจอมปลอมนั่งคร่อมกิ่งมะเดื่อ ลงไม่ได้ทำเหมือนเบื้อน้ำตาไหล
ทั้งรักทั้งแค้นทุกข์ตรมระบมใจ ด้วยมิได้กินข้าวทั้งเพลาแรง
ก็บรรลัยตายบนต้นมะเดื่อ ด้วยกรรมเหลือความอาลัยใจกำแหง
จิตไปผูกอยู่ที่ลูกมะเดื่อแดง เวราแรงกรรมที่รักนั้นชักพา
เอากำเนิดเกิดในลูกมะเดื่อ มาเป็นเชื้อจนทุกวันเจียวท่านขา
เป็นแมงมี่๑๑นี่แลเวรแต่เถนมา ชาวโลกาเรียกมะเดื่อตาเถนทอง
ครั้นตาเถนสิ้นเวรจากมะเดื่อ ด้วยว่าเชื้อตาเถนไม่เศร้าหมอง
สัตว์ทั้งปวงไปอยู่เดนตาเถนทอง จึงเรียกร้องว่าแมงมี่ทุกวันมา
๏ จะกล่าวกลับจับเรื่องถึงยอดสร้อย แม่นิ่มน้อยอรพิมเสน่หา
ยอดฉลาดปราชญ์จริงยิ่งปัญญา ความคิดพาตัวตนมาพ้นเณร
ล่องนาวามาถึงท่าที่เคยหยุด แม่นงนุชเหลือบแลชะแง้เห็น
ที่เคยนั่งหยุดพักทะลักทะเลน สุชลนัยน์ไหลกระเซ็นลงโทรมกาย
จึงจอดเรือเข้าที่ท่าสาคเรศ ขึ้นสังเกตรอยเท้าพระโฉมฉาย
สบมาหาถ้าไม่เห็นพระช่างกราย จะอุบายบอกให้รู้เป็นสำคัญ
จะบากไม้ใส่ฉลากมิให้หลง เป็นสำคัญมั่นคงดูคมสัน
นางค้นคว้าหาตามริมพนาวัน ราวอรัญขอบเขตนิเวศชล
สักนิดน้อยร่องรอยไม่พานพบ จนจวบจบที่ตำแหน่งทุกแห่งหน
แล้วงามชื่นกลับคืนมาบัดดล ที่วังวนดำปลอดจอดนาวา
เห็นพฤกษาที่พระปาหักรองนั่ง สุชลหลังคลอเนตรทั้งซ้ายขวา
นางกู่ก้องร้องเรียกด้วยวาจา พระพี่ยาไปอยู่หนตำบลใด
รอยฝ่าเท้ายังไม่เศร้าทีเดียวนี่ โอ้พระพี่เห็นแต่รอยตัวไปไหน
กลั้นพระกายยังหวนมาจับใจ นางข้างกรายกู่ร้องไปก้องดง
โอ้พี่ไพรเหตุไฉนมาทิ้งน้อง แต่กู่ร้องส่งสำเนียงจนเสียงหลง
ฟังก็นานไม่ยินขานสงัดพง นางโฉมยงกลับมานาวาพลัน
ลงนั่งท้ายพายพานาวาข้าม ตัดแม่น้ำข้ามฟากขมีขมัน
จอดประทับกับฝั่งนัททีพลัน นางแจ่มจันทร์ขึ้นไปลัดสกัดรอย
เที่ยวเลาะลัดไปตามหาดตลิ่งฝั่ง เห็นรอยนั่งชลนัยน์นางไหลผ็อย
เสียงสะอื้นครื้นเครงบรรเลงลอย ทิ้งแต่รอยไว้ให้น้องประจักษ์ตา
นางทรามชมล้มผ็อยกับรอยบาท นุชนาถโศกศัลย์กันแสงหา
ว่าเจ้าประคุณทูนกระหม่อมของเมียอา จะตามหาไปข้างหนตำบลใด
นางเนื้อเย็นเห็นรอยบาทาท้าว เป็นย่างก้าวเหยียบย่ำล้มไสว
ดูรอยเรียบเลียบตามแม่น้ำไป นางครรไลดูรอยไม่ปล่อยวาง
ยินสำเนียงเสียงสกุณนกกู่ฮูก เสียงกุกลูกร้องก้องในดอนกว้าง
หยุดชงักฟังเสียงสำเนียงนาง ครั้นหยุดฟังแล้วก็เงียบสงัดไป
สำคัญว่าแต่พระปานางขานรับ ไห้วาบวับหวาดหวั่นพระทัยไหว
เย็นยะเยียบโหรงเหรงวังเวงใจ เสียงเรไรกระชั้นสนั่นดง
มากระทั่งยังแม่น้ำที่ขวางหน้า รอยบาทาก็มาเปื้อนดูเลือนหลง
ระส่ำระสายหายสำคัญไม่มั่นคง นางโฉมยงอ้นอั้นตันอุรา
ทุ่มพระองค์ลงกับพงพลางสะอื้น นางงามชื่นยกสองพระพาหา
ข้อนพระองค์ทรงกันแสงโศกโศกา พิไรว่าครวญคร่ำแล้วรำพัน
น่าน้อยใจโอ้พี่ไพรของน้องแก้ว จะคลาดแคล้วทิ้งน้องให้โศกศัลย์
รอยก็หายพ้นที่ใดบ่อนสำคัญ จะด้นดั้นติดตามไปหนใด
ถึงกระไรอย่าให้หายซึ่งรอยเท้า ได้สืบสาวพอให้พ้นที่สงสัย
จะตกดงพงป่าพาราใด จะตามไปกว่าชีวินจะสิ้นชนม์
นี่รอยหายความสงสัยก็สิ้นสูญ ดังกองกูณฑ์สุมทรวงร่ำสับสน
ฤๅท้าวไทพระจะวายที่ชลวน ดูสายชลถึงจะว่ายเห็นสุดแรง
ฤๅยักษีผีสางในกลางป่า มาพบพาไปเป็นผัวแล้วซุกแฝง
ฤๅเสือสางข้างร้ายมันไล่แทง พระสิ้นแรงตายกลิ้งอยู่แต่ซากกาย
ถ้าตายจริงสิงห์สาแลกาแร้ง คงยื้อแย่งกัดชากระส่ำระสาย
กระดูกเนื้อคงจะเหลืออยู่เรี่ยราย พอเต็มใจว่าได้จริงสักสิ่งอัน
ฤๅพระองค์ยังไปหลงเที่ยวค้นหา อยู่กลางไพรในป่าพฤกษาสัณฑ์
จะนิ่งอยู่ไหนจะรู้ซึ่งสำคัญ จำผายผันตามหาดูให้รู้ความ
นางยอดมิ่งทิ้งเรือไว้คาท่า แล้วไคลคลาเดินตัดพนัสหนาม
วังเวงใจเอองค์แม่นงราม พยายามตามหาพระสามี
นางข้ามโคกโกรกเกริ่นเนินพนัส ค่อยหลีกลัดรัญวาพฤกษาศรี
แต่แรมไพรมาก็ได้หลายราตรี นางเทวีตรึกความไม่งามใจ
เป็นสตรีนี้บุรุษย่อมดูหมิ่น นิยมยินแยบยลพ้นวิสัย
จะลามลวนชวนระเริงในเชิงชาย ได้ความอายแก่บุคคลเป็นมลทิน
ทำไฉนจะได้กลายเป็นบุรุษ นางนงนุชตรองในใจถวิล
แล้วกราบกรานอธิษฐานเถิงพรหมินทร์ แต่ชั้นอินทร์ลงไปถึงซึ่งนาคา
แล้วอธิษฐานศีลทานแต่เก่าก่อน ธุระร้อนอย่าได้เฉยมาช่วยข้า
ด้วยความสัตย์ของข้าซื่อต่อภัสดา ให้กายาข้านี้กลายเป็นชายชาญ
พระเต้าถันนมของฉันอันเต่งตั้ง ดูเปล่งปลั่งตั้งตูมเป็นภูมิฐาน
ฉันขอฝากให้พฤกษาพยาบาล จงเป็นภารพาธุระช่วยบำรุง
อธิษฐานมิได้นานในเดี๋ยวนั้น เต้านมถันขึ้นไปติดต้นงิ้วสูง
เป็นปุ่มตาติดที่ต้นดูโตตุง บุญบำรุงอุปถัมภ์เหมือนคำนาง
พระเต้านมก็ช่างสมเหมือนบุรุษ แม่นงนุชกลายเป็นชายไม่นึกหมาง
รูปจริตของสตรีโยนีนาง แม่จอมปรางค์ฝากไว้บนต้นสำโรง
นางนงคราญอธิษฐานแล้วกราบไหว้ บันดาลหายที่ในกายหมดโขยง
โยนีนางขึ้นไปตั้งติดกิ่งสำโรง ห้อยระโยงลูกระย้าเหมือนโยนี
โยนีหายที่ในกายนางนิ่มนาฏ องคชาติก็บังเกิดแทนอิตถี
กลายเป็นชายหายรูปจากนารี นางยินดีสมเหมือนใจที่หมายปอง
เจ้าโฉมฉายกายกลายเป็นบุรุษ บริสุทธิ์โสภีไม่มีสอง
พิมบุรุษงามเสงี่ยมเอี่ยมละออง เจ้าเยื้องย่องจรดลไปคนเดียว
เจ้าเดินพลางทางวินิจคิดสงสัย พระโฉมฉายฤๅยังอยู่ในไพรเขียว
คิดพะวงสงสัยในใจเจียว กระสันเสียวเถิงพระปาไม่ราวัน
เจ้าข้ามดอนนอนดงพงพนัส เสียงสิงสัตว์ร้องก้องในไพรสัณฑ์
เสียวสยองพองโลมาเกศาชัน วิเวกวังหวาดหวั่นกระสันทรวง
ปางท่านเทพเทวาวราฤทธิ์ อันสถิตภูมิภาคภูเขาหลวง
เห็นงามชื่นตื่นเต้นกระสันทรวง บ้างเหงาง่วงคิดสังเวชทุกเทวัญ
ทุกเทวายกพาหาขึ้นข้อนอก คิดวิตกแสนสงสารเจ้าจอมขวัญ
บ้างตีองค์ทรงโศกาปรึกษากัน อย่ากระนั้นเลยนะเจ้าชาวเราอา
เราจำแลงแปลงกายให้แปลกเพศ สำแดงเดชเป็นสกุณปักษา
ถามนางดูให้ได้รู้ในเรื่องรา เจ้าเดินมาแต่ผู้เดียวมาเปลียวกาย
ฝูงเทวัญพูดกันไม่นิ่งช้า แปลงกายาเป็นนกแก้วแล้วผันผาย
เป็นผู้เมียจับเป็นพวกอยู่เรียงราย เหนือปลายไม้อัมพวาผกาดวง
เทวฤทธิ์ที่นิมิตเป็นนกแก้ว พูดกันแซ่วด้วยสงสารเจ้ายอดสรวง
จึงร้องถามทรามรักเจ้าพักตร์พวง กานดาดวงไยจึงเดินมาผู้เดียว
นางนกแก้วพูดจ้อกับพ่อแก้ว ประหลาดแล้วอกฉันให้หวั่นเสียว
ชะรอยเหตุจะอาเพทเจ้าทรามเปรียว จึงท่องเที่ยวมาในดงผู้เดียวเดิน
พิมบุรุษหยุดพูดกับนกแก้ว เป็นกรรมแล้วนะเจ้านกระหกระเหิน
เราพลัดผัวเถิงกรรมระยำเยิน จะรีบเดินตามหาพระสามี
เจ้าแก้วเอ๋ยไปเที่ยวกินทุกถิ่นฐาน ยังพบพานปะคุณพ่อฤๅโฉมศรี
เจ้าแก้วแก้ว่าคุณแม่สกุณี ไม่เห็นมีใครผู้ใดจะพบเลย
เจ้าโฉมฉายฝ่ายว่าพิมที่กลายเพศ จึงสั่งเหตุไว้กับนกเจ้าแก้วเอ๋ย
ถ้าประสบพบคุณพ่อเจ้าทรามเชย อย่านิ่งเลยบอกคุณพ่อเกิดพงา
ว่าคุณแม่แดดาลไม่มีสุข ระทมทุกข์บุกระหนามเที่ยวตามหา
พบคุณพ่อบอกให้แน่ว่าแม่มา เจ้าปักษาชี้หนทางให้จางใจ
เจ้าแก้วแก้ว่าคุณแม่อย่าเป็นทุกข์ ธุระลูกอย่ากังวลจงแจ่มใส
ลูกจะบอกว่าคุณพ่ออย่าท้อใจ พบคุณแม่สั่งไว้ให้บอกคำ
เจ้าอรพิมนิ่มเนตรเพศบุรุษ จึงสั่งพูดไว้กับนกนั้นแน่นหนำ
แล้วโฉมศรีสั่งกำชับให้นกจำ จึงกล่าวความว่ามารดาจะลาไป
พฤกษ์เทวาสกุณาได้ฟังสั่ง สกุณังตอบสารสนองไข
พูดจ้อแจ้ว่าคุณแม่จะจากไป ลูกอาลัยมิได้ลืมสักเวลา
คุณแม่แก้วถ้าไม่แคล้วพบคุณพ่อ จงติดต่อกลับมาเยือนลูกบ้างหนา
พาคุณพ่อมาด้วยกันกับมารดา สกุณาเทพไทอาลัยนาง
ฝ่ายอรพิมเป็นบุรุษนุชนาถ ให้หวั่นหวาดแทบหัวอกจะแตกผาง
เจ้านงคราญคิดสงสารปักษาพลาง ให้อ้างว้างคิดพะวงสกุณา
แต่จำเป็นจรลีด้วยมีทุกข์ ถ้าอยู่สุขไม่พักสั่งเจ้าปักษา
จะพาลูกไปสำอางในปรางค์ปรา นี่มารดามาเปลี่ยวผู้เดียวเดิน
เจ้าว่าพลางเยื้องย่างมาจากนก ระเหินระหกเลียบลำเนาภูเขาเขิน
ระทมทุกข์ทนระกำระยำเยิน กันดารเดินองค์เดียวให้เปลี่ยวใจ
สงสารหน่ออรพิมแม่นิ่มเนตร เจ้ากลายเพศเป็นบุรุษสุดวิสัย
รูปจริตมิได้ผิดเพศผู้ชาย เจ้าถ่อกายตามหาพระสามี
แต่บุกดงพงป่าพนาเวศ ทุกขอบเขตหิมวาพฤกษาศรี
จะพานพบใครผู้ใดก็ไม่มี เจ้าเทวีเดินไพรมาหลายเดือน
บรรลุถึงเมืองหนึ่งใหญ่พิศาล โอฬาฬารเมืองใดไม่มีเหมือน
กษัตริย์วงศ์ผู้ดำรงบูรีเรือน เป็นขั้นเคลื่อนสืบสืบกันต่อมา
อันนามเมืองมีในเรื่องแต่ก่อนภาค ชื่อว่านครเมืองจัมปากอันเลขา
พระมีเอกมเหสีอันปรีชา ผ่องโสภาเลิศโลกวิไลงาม
มีเสนาข้าสาวที่เผ้าชิด ปโรหิตทั้งอาจารย์ปรึกษาถาม
แขกฝรั่งพังคาละว้าจาม ทั้งชีพราหมณ์พร้อมพรั่งในพรหมจรรย์
มีประตูคูป้อมอ้อมนิเวศ เป็นขอบเขตล้อมพาราเลขาขัณฑ์
นางสนมนับด้วยหมื่นพื้นกำนัล สารพันรถรัตน์อัสดร
มีร้อยเอ็ดพระนครมาอ่อนเกล้า บังคมท้าวนำบรรณามาสลอน
องค์พระจอมจักรพาสถาวร พระภูธรยิ่งสำอางอย่างละออง
พระนงลักษณ์เอกอัครมเหสี เกิดบุตรีงามเอี่ยมไม่เทียมสอง
ขนงหน้าพระฉวีเหมือนสีทอง งามลำยองยิ่งภิญโญในโลกี
พระโฉมฉายให้นามพระลูกแก้ว ชื่อนางอมรผ่องแผ้ววิไลศรี
ถนอมนางไว้ในปรางค์มณีดี พระภูมีรักใคร่เหมือนสายตา
อยู่วันหนึ่งถึงกรรมแม่โฉมฉาย งูเห่าร้ายตอดนางให้สังขาร์
พระภูวนัยแสนเสียดายพระลูกยา ทรงโศการ้องไห้อาลัยนาง
ทั้งพระญาติมาตุรงค์ของโฉมศรี ก็โศกีข้อนทรวงอยู่ผึงผาง
พระสนมสาวใช้ที่ในปรางค์ เสียงครวญครางร่ำถึงคะนึงนวล
ฝ่ายอรพิมอัครเรศเพศบุรุษ ช่างผ่องผุดผิวพรรณไม่ผิดผวน
เพศผู้ชายรูปจริตกระบิดกระบวน เป็นหน้าชวนให้ผู้หญิงประวิงใจ
เจ้าตรองนึกตรึกความเห็นงามขำ อันรูปนามเปลี่ยนแล้วเห็นผ่องใส
ถ้าเปลี่ยนชื่อเสียอย่าชื่ออย่างเก่าไป เข้าเวียงชัยจะได้ลือทั้งโลกา
จำจะเอานามสำเนาพระสามิต ที่ชื่อว่าพระไพรจิตเสนหา
มาเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นชื่ออาตมา ชาวพาราจะได้เล่ากันต่อไป
ถ้าพระองค์ยังไม่ปลงชีวาวิต ถ้าได้ข่าวคงจะคิดคงสงสัย
จะได้ตามมาให้แจ้งด้วยแคลงใจ ถ้าไม่ตายคงจะพบประสบกัน
ชาวพาราถ้าเขาถามถึงนามชื่อ จะบอกว่าชื่อไพรจิตเห็นคมสัน
นางคิดแล้วชื่นชมอารมณ์ครัน เกษมสันต์ชื่นใจสบายบาน
งามสงวนด่วนเดินไม่หยุดหย่อน เถิงนครเมืองจัมปากรโหฐาน
ดูยอดปรางค์แลสล้างโอฬาฬาร งามตระหง่านสูงเยี่ยมเทียมเมฆา
เจ้าโฉมฉินจรลินไปเถิงเมือง จึงย่างเยื้องเข้านครอันเลขา
เห็นผู้คนกล่นเกลื่อนละลานตา เจ้าทัศนาเกลือกจะพบพระสามี
หมู่ชาวเมืองนั่งร้านขายสิ่งของ ดูก่ายกองสองข้างทางวิถี
เจ้าพิมเดินเมินไปไม่ไยดี ชาวบูรีแลดูไม่วางตา
เจ้าโฉมงามเดินตามถนนหลวง ตลอดล่วงมาเถิงวังพระนาถา
เสียงร้องไห้ครวญคร่ำร่ำโศกา แคลงวิญญาณ์สงสัยฤๅวายชนม์
เจ้าเดินพลางมากระทั่งเถิงท่าน้ำ เห็นคนคล่ำอาบวารีอยู่สับสน
บ้างผลัดผ้าชุบซักบ้างตักชล อลวลไปมาในท่าธาร
เจ้านงนุชหยุดนั่งกำลังร้อน ด้วยเหนื่อยอ่อนเหื่อโซมน่าสงสาร
แล้วผลัดผ้าลงสรงชลธาร เย็นสำราญชื่นใจสบายทรวง
ขึ้นมานั่งพลางผลัดภูษาตาก เจ้าเนื้อนากนั่งท่าศาลาหลวง
เสียงร้องไห้มิได้วายระกำทรวง เจ้าพักตร์พวงแล้วจึงถามเนื้อความพลัน
ว่าดูราข้าแต่ท่านสิ้นทั้งหลาย เหตุไฉนเสียงแซ่แต่โศกศัลย์
ฤๅเจ็บไข้ล้มตายปัจจุบัน ได้ยินร้องเสียงสนั่นร่ำพิไร
ปางประชาชาวธานีบูรีรัตน์ ได้ฟังอรรถพิมบุรุษแล้วปราสัย
จึงถามว่าท่านนี้มาแต่เมืองใด ไม่รู้บ้างฤๅอย่างไรพ่อดวงตา
พระบุตรีของท่านท้าวเจ้าชีวิต งูเห่าพิษตอดแม่ให้สังขาร์
ท่านแสนรักราวกะทรวงดวงชีวา แต่โศการ้องไห้มาหลายวัน
เจ้าพิมแจ้งแห่งเหตุจึงถามว่า หมอแลยาท่านใดแก้ฤๅไม่นั่น
พวกชาวเมืองแจ้งเรื่องไปฉับพลัน ที่ข้อนั้นอย่าพักถามพ่อทรามเชย
หมอแลยาท่านได้หามาแก้ไข เงินแลทองกองให้พ่อคุณเอ๋ย
จนใจหมอแก้ไว้ไม่ได้เลย จนทรามเชยเลยตายบรรลัยลาญ
เจ้าร้อยชั่งครั้นได้ฟังชาวเมืองเล่า แจ้งสำเนาอนุสนธิ์ยุบลสาร
เจ้าตรองใจใคร่ครวญกระบวนการ บุญสมภารเข้ามาดลบันดาลใจ
สะดุ้งจิตคิดขึ้นได้ว่ายาดี อยู่กับตัวกูก็มีเคยแก้ไข
พระสามีสิ้นชีวีบรรลัยไป ยังแก้ได้รอดฟื้นคืนเป็นคน
จำจะว่าขอรักษานางเนื้ออุ่น ที่เป็นบุญวางยาดูสักหน
จะกลับรอดงามชื่นจะคืนชนม์ นิรมลตรองความครั้นงามใจ
แล้วจึงว่าข้าแต่ท่านชาวประชา อันยาข้านี้แลดีจะมีไหน
เป็นไรขาจึงไม่หาข้าเข้าไป จะแก้ไขดำปลอดให้รอดเป็น
ชาวบุรินทร์ครั้นได้ยินเจ้ากล่าวว่า พูดประกวดอวดยาไม่เคยเห็น
จึงว่าเธอพูดเผยอดูเหลวเลน คนตายแล้วกลับจะเป็นไม่เห็นมี
ถ้าอินทรายาทิพโอสถ มาราดรดนั้นแลเห็นไม่เป็นผี
จะกลับฟื้นคืนได้กายชีวี ตัวท่านนี้เป็นมนุษย์ข้าสุดแคลง
เจ้าอรพิมผ่องผาดราชบุรุษ ได้ฟังพูดชาวพาราว่าเคลือบแฝง
ไม่เชื่อถือแหนงในใจระแวง ว่ากล่าวแกล้งอวดเล่นไม่เห็นจริง
เจ้าจึงว่าชาวประชาสิ้นทั้งหลาย ทั้งไพร่นายราชบุรุษชายแลหญิง
ดีแลชั่วจะใคร่เห็นว่าเล่นจริง ท่านอย่านิ่งจงไปทูลจ้าวพารา
ว่าตัวเรากล่าวว่ายาเราดีนัก สามิภักดิ์อุกอาจจะอาสา
จะแก้บุตรของพระองค์ปลงชีวา ด้วยฤทธิ์ยาจะให้ฟื้นคืนพระชนม์
ชาวธานีฟังคดีเห็นคมสัน เจ้าแข็งขันพูดขึงให้เสียวขน
ขันอาสาหาให้ทูลพระจุมพล ที่ลางคนก็เข้าศาลาใน
แล้วกราบเรียนท่านพระนายฝ่ายอำมาตย์ ได้ทราบบาทโปรดเกล้าจงแจ้งใส
ยังมีคนบริสุทธิ์บุรุษชาย ประพริมพรายมิใช่เหล่าชาวธานี
ขออาสาใส่ยาแม่ปิ่นเกล้า พระลูกเจ้าที่บรรลัยไปเป็นผี
ให้เป็นคืนฟื้นชีวาด้วยยาดี ให้กราบทูลพระจักรีให้รู้รา
พวกข้าเฝ้าฟังชาวประชาราษฎร์ ให้หวั่นหวาดเสียวแสยงขนเกศา
แล้วตรงเข้าเฝ้าองค์พงศ์นรา ไม่นิ่งช้ากราบทูลมูลคดี
ควรมิควรจงได้โปรดอดโทษา พระอาญามิได้พ้นเกล้าเกศี
ยังมีชายนายหนึ่งขอภักดี ว่ายามีดีเลิศประเสริฐยา
พระลูกเจ้าที่เชิญเข้าใส่พระโกศ ได้ทรงโปรดว่าจะขอรับอาสา
ให้เป็นคืนฟื้นชีวิตด้วยฤทธิ์ยา ขอผ่านฟ้าจงได้ทราบฝ่าธุลี
๏ ปางพระองค์ทรงฤทธิ์มหิศร จ้าวนครกรุงจัมปากบูรีศรี
พระฟังทูลข้าเฝ้าเหล่าเสนี แจ้งคดีว่าบุรุษต่างพารา
มาพูดขันชั้นเชิงดูยิ่งยวด กล่าวพูดอวดคมสันนั้นนักหนา
จะแก้บุตรของพระองค์ปลงชีวา ให้คืนมารอดพ้นจากความตาย
พระชมชื่นรื่นสำราญปานได้เหาะ ออกปากเจาะชมว่ายาเขาดีใจหาย
พระโองการตรัสว่าท่านเสนานาย จงเร็วไวหาเข้ามาอย่าช้าที
ขุนเสนารับบัญชาดำรัสสั่ง เหยาะลุกย่างเร็วพลันขมันขมี
มาเถิงถามท่านนี้ฤๅขาว่ายาดี พระภูมีตรัสบัญชาให้หาตัว
พิมบุรุษพูดตอบเสนาท้าว ตัวข้าเจ้านี้แลท่านพ่อทูนหัว
จะไปเฝ้านี้ข้าเจ้าไม่เคยกลัว อนึ่งตัวก็คนเดียวให้เปลี่ยวกาย
ขุนเสนาตอบว่ามานพท่าน อย่าพรึงพรั่นจะช่วยทูลพระโฉมฉาย
ยาท่านดีพระบุตรีรอดจากตาย มานพนายข้านี้เห็นได้เป็นพระยา
ทั้งรางวัลท่านจะได้นั้นหลายหลาก คงมูนมากล้นเหลือทั้งเสื้อผ้า
ว่าแล้วพลางข้างฝ่ายนายเสนา ก็นำพาเข้าไปเฝ้าเจ้านคร
ครันมาเถิงทูนกระหม่อมจอมกษัตริย์ ประนมหัตถ์ไหว้องค์พระทรงศร
เสนานายทูลขยายถวายพร นรินทรจงได้ทราบพระบาทา
ตัวหมอยาพามาบังคมท้าว พระองค์จ้าวลนลานตรัสทักหา
เออท่านหมอแต่พอเห็นท่านเข้ามา ประหนึ่งว่าพระลูกยาเราคืนเป็น
ยาของท่านดียิ่งจริงแลหรือ เขาลือชื่อแก้มาหลายแต่ได้เห็น
แก้มาหลายแต่คนตายยังกลับเป็น จริงอย่างนั้นฤๅให้เห็นประจักษ์ตา
พระบุตรีเราชีวีนั้นปลงปลด ใส่ในโกศสิ้นชีพสังขาร์
ท่านช่วยแก้ให้ได้ฟื้นคืนชีวา กึ่งพาราเราจะให้อย่าได้แคลง
ทั้งช้างม้าข้าแผ่นดินสิ้นทั้งผอง เงินในคลังทั้งสิบสองจะกองแบ่ง
เป็นบำเหน็จให้แก่เจ้าดังเราแจง อย่านึกแหนงเลยนะพ่อเจ้าหมอยา
สายสุดใจฝ่ายเจ้าพิมเพศบุรุษ เจ้านงนุชกราบทูลพระนาถา
พระอาญาล้นเกล้าเท่าสุธา พระผ่านฟ้าจงได้โปรดที่โทษทัณฑ์
อันยาข้าได้รักษาเคยแก้ไข แก้มาได้รอดตายพระจอมขวัญ
แต่แก้ได้รอดตายกว่าหมื่นพัน พระทรงธรรม์จะให้แก้พระลูกยา
หม่อมฉันเล่าก็เป็นชาวต่างประเทศ มาพึ่งพิงอิงเดชพระนาถา
ไม่บิดเบือนแข็งขัดพระอัชฌา พระผ่านฟ้าอย่าได้แหนงระแวงใจ
จอมณรงค์พงศ์นารายณ์ไทยธิเบศร์ พระกิ่งเกศจอมนรินทร์ปิ่นมไห
ได้ฟังหมอชื่นสำราญบานพระทัย จึงตรัสไปว่าเจ้าหมออย่ารอรา
จะต้องการสิ่งอันใดอย่างไรบ้าง เจ้าร้อยชั่งบอกพ่อเถิดลูกหนา
เจ้าพิมทูลว่าพระจุลจอมโลกา อันเครื่องยามิให้ยากลำบากกาย
ขอพระองค์จงได้โปรดเกล้าเกศา ให้หามาก็แต่ม่านสักสี่สาย
กับไม้หลักสี่หลักมาปักราย แล้วผูกม่านกั้นไว้ให้ดิบดี
พระจอมพงศ์ทรงฟังเจ้าพิมหมอ ไม่รั้งรอตรัสสั่งนางสาวศรี
ให้เบิกม่านออกมาพลันในทันที พวกเสนีรับสั่งเข้าวังใน
พนักงานเบิกม่านวิสูตรศรี ที่อย่างดียื่นส่งให้สี่สาย
เสนานายได้ม่านมาทันใด รีบสั่งให้ปักหลักไว้เรียงรัน
คลี่วิสูตรรูดสายเข้าผูกขึง ให้เคร่งตึงมิดชิดดูคมสัน
เป็นสี่เหลี่ยมถึงจะแลไม่เห็นกัน พระทรงธรรม์ตรัสว่าพ่อเจ้าหมอยา
จะให้ทำเป็นอย่างไรพ่อสายเนตร เจ้าก้มเกศกราบทูลพระนาถา
ขอพระองค์ทรงพระกรุณา ให้หามมาซึ่งพระศพแม่เทวี
เอาเข้าใส่ไว้ในม่านที่กั้นไว้ โกศอย่าใส่ให้เอาไว้แต่ร่างผี
พระภูบาลฟังสารเจ้าหมอดี แล้วจึงมีเทวราชประภาษไป
ว่าดูราพวกเสนาสิ้นทั้งหมด จงเปิดโกศยกเอาร่างนางออกไว้
ฝูงเสนียกร่างผีในทันใด เข้าวางไว้อยู่ในม่านที่กั้นกาง
ฝ่ายเจ้าหมออรพิมผู้นิ่มนาฎ ไม่หวั่นหวาดที่อุทัจจะขัดขวาง
จอมกษัตริย์ตรัสว่าพ่อหมอสำอาง ขอเชิญวางทิพย์โอสถได้โปรดปราน
อรพิมหมอรักษายาวิเศษ ไม่ขามเข็ดตั้งอารมณ์พรหมวิหาร
จิตระลึกตรึกเถิงท้าวมัฆวาน เข้าในม่านนั่งสมาธิสำรวมกาย
เหลือบชำเลืองแลพินิจพิศอาสภ ก็ดีครบมิได้เน่าเศร้าฉลาย
กายอินทรีย์ก็ยังดีไม่กลิ่นอาย แต่ลมอัสสาสนั้นแลหายไม่ไหวยิน
ฝ่ายเจ้าหมออรพิมผู้นาถา จึงยกยาอธิษฐานเถิงโกสินทร์
ว่าข้าแต่ท้าวจักรพงศ์องค์พระอินทร์ ทุกเทวินทร์จงมาช่วยข้าด้วยพลัน
ด้วยบุตรท้าวจ้าวนครสิ้นชีวิต แม่ม้วยมิดกายอินทรีย์บรรลัยสัญ
เดชะยาของท่านท้าวเจ้าไชยันต์ จงฉับพลันขอให้ฟื้นคืนชีวี
จึงกัดหญ้าแล้วก็เคี้ยวประเดี๋ยวนั้น แล้วพ่นพลันลงไปทั่วทั้งกายผี
ด้วยยาทิพย์ของโกสิตมีฤทธี พระบุตรีติงกายขึ้นไหวชนม์
แล้วเคี้ยวพ่นลงไปซ้ำคำรบสอง เป็นฝอยฟองเปียกซาบเกศาขน
กระเดือกดิกพลิกขยายกายสกนธ์ ทุรายทุรนดิ้นขวักไขว่อยู่ไปมา
อรพิมพ่นครบคำรบสาม นางโฉมงามลุกขึ้นฟื้นผวา
เข้าสวมสอดกอดเอาเท้าบาทา ของอรพิมหมอยาโศกาลัย
พระชนนีเห็นบุตรีนั้นกลับฟื้น สำราญรื่นชื่นอารมณ์จะมีไหน
ว่าเจ้าหมอนี้ประเสริฐเลิศวิไล ท้าวหัสนัยจะมาเปรียบพอเทียบเทียม
พระบิดาตรัสว่าพระลูกรัก เป็นบุญชักหมอมาช่วยแม่จอมเสงี่ยม
พ่อตั้งแต่กินน้ำตาอุราเกรียม ด้วยงามเอี่ยมลูกบรรลัยวายชีวัง
พระเชษฐาว่านิจจาแม่ร่วมจิต พี่ตรึกคิดว่าพระน้องไม่คืนหลัง
คิดถึงน้องตรองแล้วง่วงแทบทรวงพัง ว่าชีวังชีพชีวงไม่คงคืน
พระน้องน้อยว่าพี่พลอยแหวนหัวเพชร คิดว่าเด็ดไปทีเดียวไม่ฝ่าฝืน
บุญมาช่วยตามมาชูให้อยู่ยืน กลับมาคืนอยู่กับน้องได้ครองเรือน
พวกพระญาติว่าขนาดแล้วหมอนี่ เหลือที่ดีหาไม่ได้ใครไม่เหมือน
ยาก็ดีหมอก็แน่แกไม่เชือน กรรมมาตามบุญมาเตือนให้คืนใจ
พระอานางว่าข้าตั้งแต่สงสาร คิดพระหลานมัวหมองไม่ผ่องใส
ตั้งแต่ร้องนองน้ำสุชลนัยน์ ไม่หมายว่าสายสุดใจจะคืนเป็น
ฝ่ายพระยายว่าเจ้าตายวายชีวาตม์ หมอทายาดยานี้เอ๋ยไม่เคยเห็น
ยาพระอินทร์กินเข้าไปตายแล้วเป็น พระหลานเจ้าคราวนี้เย็นยืนชีวี
ฝ่ายพระตาว่าพระหลานตานี้คิด ทองอุไรหายชีวิตไปเมืองผี
ตาแต่ตั้งหลั่งน้ำตาทุกราตรี บุญมาชูกู้ชีวีให้เป็นคืน
พระนัดดาว่าพระน้าของหลานน้อย ตายเป็นผีมีแต่ร้อยแต่พันหมื่น
ตายแล้วเหม็นหลานไม่เห็นจะเป็นคืน บุญข้ามฟ้าพาให้ฟื้นไม่วางวาย
ชาวบุรินทร์ว่าแม่ปิ่นบูรีศรี หมอช่างดีไปเอายามาใส่หาย
หมออย่างนี้มีบ้างฤๅทั้งโลกาย หาไปเถิดเกิดแล้วตายไม่พบพาน
หมู่อำมาตย์ว่าประหลาดน่าใจหาย คนก็ตายสิ้นชีพสังขาร
หมอคนนี้เหมือนฤๅษีที่ได้ฌาน ชุบก็ปานจึงได้เป็นข้าเห็นจริง
พวกเสนาพากันว่าพระลูกหลวง ข้าทั้งปวงพากันคิดแม่เลิศหญิง
เมตตาใจไพร่ขุนนางได้อ้างอิง เสียน้ำใจหายที่พิงแทบวายชนม์
พวกเสนีว่าฤๅษีดอกวะชุบ เทพจำแลงแปลงทั้งรูปมาให้ฉงน
จะว่าหมอก็เห็นผิดจริตคน ตายจนแข็งน่าเสียวขนยังกลับเป็น
พวกจ่าโขลนพากันบ่นว่าหลากจิต ฤๅมีฤทธิ์ชาวเราเอ๋ยไม่เคยเห็น
แต่เกิดมาจนชราจะถึงเกณฑ์ แต่พ่อแม่ก็ไม่เห็นได้เล่ามา
ต่างดีใจด้วยอาลัยแม่โฉมเฉิด เหมือนตายแล้วกลับมาเกิดพิไรหา
ยินนิยมโสมนัสหัทยา ทุกประชาสรรเสริญจำเริญพร
ชาวพาราพากันว่าแม่งามชื่น คราวนี้จะยืนภิญโญสโมสร
ฝูงเสนีว่าแม่ศรีปิ่นนคร อันตรายฝ่ายจะร้อนไม่เกิดมี
๏ ปางพระองค์ทรงแผ่นดินปิ่นจัมปาก พระแก้วแนมแกมนากมณีศรี
จอมนเรนทร์แลเห็นพระบุตรี เจ้าหมอดีแก้ฟื้นให้คืนเป็น
พระยินดีปรีดิ์เปรมประเสมชื่น ปานได้ขึ้นไปวิมานทันตาเห็น
จึงตรัสว่าเจ้าหมอยาพ่อเนื้อเย็น ช่างจัดเจนรู้ถ้วนถี่คัมภีร์ยา
นี้แน่ะเจ้าผู้ลำเพาพ่อขอถาม ทรงพระนามชื่อไรพ่อกังขา
กุศลสร้างมาแต่หลังจึงชักพา กับลูกแก้วแววตาให้พบพาน
พระบุตรีที่ก็ตายวายชีวิต งูเห่าพิษตอดขบให้สังขาร
เจ้าแก้ฟื้นมิใช่อื่นคือสมภาร ศีลแลทานเจ้าทั้งสองได้สร้างมา
เป็นร้อยพันท่านผู้อื่นแต่หมื่นนับ แต่หมอยาเข้ามารับแก้อาสา
หมอเขมรแขกฝรั่งแลพังคา ไม่สามารถที่จะมาให้คืนคน
พ่อเห็นว่าวาสนามาถึงแล้ว เหมือนนิลแนมแกมแก้วสังเกตผล
เห็นสมควรพ่อนี้ยวนแต่แลยล จิตกังวลพ่อนี้ปองให้ครองกัน
คลังสิบสองทองและเงินนั้นเป็นหนึ่ง จะแบ่งปันให้เจ้ากึ่งพ่อจอมขวัญ
ทั้งไพร่พลราชรถคชกรรม์ แต่เมืองนั้นพ่อจะมอบให้ครอบครอง
สังขารังพ่อจะยังสักเพียงไหน จะฝากฝังร่างกายเจ้าทั้งสอง
เป็นที่พึ่งชาวประชาข้าละออง จงปกป้องไพร่ฟ้าประชาชน
ฝ่ายเจ้าหมอพ่อจำแลงแปลงนิมิต ในใจจิตไม่นิยมเท่าเส้นขน
ตรองถึงมิตรคิดถึงผัวอะดักอะดน จอมสากลภูวนาถที่พลัดกัน
จะบอกตรงคงผู้ชายจะหมายหมิ่น นิยมยินยียวนให้หวนหัน
ภัยจะพาลคิดรำคาญจะคายคัน นางจึงผันเปลี่ยนชื่อให้ลือเมือง
พิมบุรุษสุดประเสริฐเลิศฉลาด บังคมบาทกราบทูลพระเนื้อเหลือง
จึงบอกเพี้ยนเปลี่ยนชื่อนางบุญเรือง ฉันจากเมืองพลัดบ้านสัญจรมา
อันนามฉันชื่อนั้นว่าปาจิต พระทรงฤทธิ์โปรดปรานนั้นหนักหนา
โปรดประทานจะให้ผ่านพระพารา กับฉัยยาแม่อมรให้ครองกัน
ขอบพระคุณบุญนั้นเท่าภูเขาหลวง ด้วยจงรักหนักหน่วงลูกจอมขวัญ
ทรงเมตตามิได้ว่าคนไร้พันธุ์ พระทรงธรรม์แต่เมตตาไปท่าเดียว
จะหาไหนจะมาได้เหมือนทรงเดช ช่างโปรดเกศรักลูกกระสันเสียว
ไม่ติเตียนรักกระสันพันเป็นเกลียว ภูเขาเขียวเทียบพระคุณไม่ปูนปาน
ยังมิหนำซ้ำมายกบุตรีให้ ทั้งโภไคยไอศูรย์ราชฐาน
ฉันดำรงทรงเหนือเศียรสาธุการ พระสมภารจะขอพึ่งพระบารมี
ลูกศรัทธาใจว่าแต่อยากบวช ทรงผนวชครองศีลพระชินศรี
แต่ขัดเคืองผ้าไกรนั้นไม่มี พระจักรีโปรดเกล้าได้เอาบุญ
ได้เมตตาโปรดผ้าสักไกรหนึ่ง ขอฉันพึ่งโปรดให้อย่าได้สูญ
บริขารแปดประการจงพร้อมมูล เจ้าประคุณโปรดเกศได้เมตตา
๏ ปางนรินทร์ปิ่นธานีบูรีรัตน์ กรุงกษัตริย์จ้าวจัมปากผู้นาถา
ได้ทรงฟังสุนทรังเจ้าหมอยา กราบทูลว่าชื่อปาจิตอิศรัง
แต่ลูกสาวท้าวที่ให้ถวายคืน ทั้งบ้านเมืองก็ไม่ชื่นสวาทหวัง
ศรัทธาบวชทรงผนวชไม่อินัง เจ้าทูลตัดขัดขวางไม่ยินดี
จะขอผ้าลาว่าจะขอบวช ดูยิ่งยวดพูดนึกจะสึกหนี
ไม่เอื้อเฟื้อด้วยว่าจิตคิดสามี ทั้งธานีโภไคยไม่หมายปอง
ท้าวไม่แหนงว่าจำแลงมาตามผัว ดูกายตัวเป็นผู้ชายไม่เป็นสอง
ความสงสัยมิได้หมายในใจปอง พระตรึกตรองแล้วจึงตรัสประภาษพร
ว่าดูราพระลูกยาพ่อปาจิต พ่อนี้คิดปลื้มทรวงสโมสร
ว่าจะได้เจ้าเป็นสายสืบนคร เหมือนอุทรที่ในท้องพ่อปองพันธุ์
พระลูกยาจงเมตตากับพ่อก่อน อย่าตัดรอนเลยนะเจ้าพ่อจอมขวัญ
เป็นวาสนาเทพพามาพบกัน จงผ่อนผันให้พ่อฝากซึ่งซากกาย
อนึ่งเล่าเจ้าอมรบุตรีพ่อ ลูกติดต่อเอาชีวิตไว้สืบสาย
เจ้าไม่แก้พ่อเห็นแท้แน่ข้างตาย คุณเจ้ามากหนักใหญ่เท่าแผ่นดิน
พ่อสุดคิดจนจิตจะทำไฉน ทั้งโภไคยบ้านเมืองยกให้สิ้น
ทั้งสินธพราชรถคชรินทร์ เจ้าไม่ยินอยากจะได้ไม่ไยดี
ตัวอมรเออเจ้าหมอพ่อก็ให้ เจ้าหักใจว่าจะบวชรักษาศรี
พ่อขอห้ามเจ้าสักคำเถิดทองดี พ่อหมายฝากซากผีเจ้าดวงใจ
เสวยราชย์เป็นกษัตริย์เสียก่อนลูก ถ้าใจผูกพ่อยังคิดพิสมัย
บรรพชาเมื่อชราเถิดเป็นไร ปรึกษาใจเถิดนะลูกให้ถูกงาม
คำบูราณท่านก็ว่ามาแต่ก่อน ท่านสั่งสอนโปรดสัตว์ในภพสาม
มีที่ไปถ้าผู้ใหญ่ได้ห้ามปราม ถ้าขืนไปภัยก็ลามจลาจล
อย่าว่าแต่ผ้าเงินตราสักแสนชั่ง ทั้งเวียงวังก็จะให้ไม่ขัดสน
อันผ้าไกรก็มิใช่พ่อยากจน สักร้อยไกรให้เขาขนคงได้มา
สงสารหน่ออรพิมเจ้าโฉมฉาย เจ้าแปลงชื่อแปลงกายวิไลขา
ฉลาดจริงเลิศหญิงในโลกา ดวงวิญญาณ์มิได้ลืมพระสามี
ทั้งแก้วแหวนเงินทองที่กองให้ ไม่มีใจอยากได้เท่าเกศี
ด้วยนางคิดพระปาจิตคู่ชีวี พระสามีร่วมชีวาตม์ที่พลัดกัน
เจ้าคิดพลางทางทูลสนองต่อ ขอเดชะพระเจ้าพ่ออย่าโศกศัลย์
ลูกขอพึ่งบาทบงสุ์พระทรงธรรม์ ฝากชีวันกว่าชีวิตชีวาวาย
เป็นสมณะใช่จะละพระเจ้าพ่อ คงคิดต่อพระบิดาดังใจหมาย
จะบวชโปรดญาติกาปู่ย่ายาย ที่ล้มตายไปทุกข์ทนให้พ้นกรรม
เต็มศรัทธาจงเมตตาเถิดปิ่นเกล้า ถึงจอมเจ้าตรัสห้ามก็คำขำ
ใช่จะชังหวังให้ครองบูรีรัมย์ พระคุณล้ำยิ่งภูเขาเท่าสุธา
แต่ลูกนี้มิอาลัยจะบรรพชิต รักษากิจครองสัตย์ศีลสิกขา
อย่าพันผูกพระเจ้าพ่อลูกขอลา ผิดตำราเรื่องนิทานบูราณปาง
เหมือนคำเกจิอาจารย์บรรหารไว้ ว่าช้างวิ่งแล้วอย่าได้ไปยุดหาง
ถึงเจ้าพ่อขอห้ามก็ท่ามกลาง บูราณปางท่านก็แบ่งย่อมแจ้งใจ
ไสยานเกิดมีลางไปขวางหน้า เป็นต้นว่านกแลฟานท่านขานไข
อีกสุนัขสกุณาอยู่ป่าไพร คำผู้ใหญ่ถ้าได้ทักก็เป็นลาง
นั่นไปป่านี่จะลาไปบรรพชิต ต้องด้วยกิจพระถีราไม่ขัดขวาง
เหมือนทรงญาณพญามารมาทำลาง เมื่อจอมปรางค์ละสมบัติไปบรรพชา
ทั้งบุตราแม่พิมพาไม่เอื้อเฟื้อ เหมือนหยักเยื่อของพระบาทพระหัตถา
พระจอมพงศ์ทรงสลัดสละมา พญามารขวางหน้าร้องห้ามปราม
ว่าดูราพระสิทธารถราชโอรส ท่านจงงดอย่าไปบวชเราขอห้าม
อีกเจ็ดวันข้าเห็นท่านเป็นบุญคาม สมบัติงามจะมาถึงอย่างพึ่งไป
ถ้าไปบวชท่านจะชวดได้สมบัติ มันทานทัดห้ามท่านเท่าไหนไหน
ไม่ฟังมารท่านภูบาลท่านขืนไป พระอินทราง้าไม้ให้มารกลัว
พระขืนมารไปตัดเกศเป็นเพศพระ สิ้นธุระไม่อาลัยข้างเมียผัว
ได้นิพพานปัญจมารก็ยอมกลัว สบายตัวอันตราไม่ยายี
บรรพชาในปัญหามิได้ห้าม เจ้าทยามแล้วก็แสนจะสุขี
ลูกนี่เห็นด้วยว่าเป็นประเพณี พระภูมีปราโมทย์จงโปรดปราน
กรุงกษัตริย์ธิบดินทร์ปิ่นจัมปาก แทบอกครากหลั่งน้ำตาน่าสงสาร
ระทมจิตเจียนชีวิตจะถึงกาล พระภูบาลตรัสประภาษกับลูกยา
ว่าดูก่อนนางอมรของพ่อเอ๋ย กระไรเลยพ่อประหลาดวาสนา
ว่าเป็นบุญพบแล้วแก้วจินดา เอื้อมมือคว้าช่างมาเปล่าพ่อเศร้าใจ
พ่อสุดจิตสุดจะคิดแล้วร้อยชั่ง บิดาห้ามก็ไม่ฟังจะทำไฉน
มอบสมบัติก็สลัดไม่อาลัย สายสุดใจลูกจงห้ามดูตามบุญ
แม่ยอดหญิงมิ่งอมรเสน่หา ฟังบิดาแทบหัวใจสลายสูญ
นางงามขำร่ำว่าพี่นี้มีคุณ อนุกูลน้องบังเกิดพี่ยาใจ
พระพี่ยาจงเมตตากับน้องก่อน จะรีบร้อนบวชเรียนไปข้างไหน
เสวยราชย์ครองสมบัติก่อนเป็นไร ชาวเวียงชัยเราคอยพึ่งพระเดชา
ถ้าพระพี่จะขืนหนีทรงผนวช ศรัทธาบวชจะไม่คิดขนิษฐา
พระปรางค์มาศราชวังอลังการ์ พระบิดาท่านก็มอบให้ครอบครอง
จะทิ้งไว้ใครผู้ใดจะรักษา หมู่เสนาข้าแผ่นดินสิ้นทั้งผอง
ท้องพระคลังทั้งสิบสองแต่เงินทอง ไม่ปกครองพระจะร้างเสียอย่างไร
พระพี่ชายไม่อาลัยแก่สมบัติ จะเข้าวัดบรรพชาหานิสัย
ไม่คิดน้องแล้วฤๅพี่จะหนีไป แต่ตัดไม้เถาวัลย์ยังมียาง
แต่แรกน้องก็สิ้นใจไปหายมิด พระช่วยชูกู้ชีวิตไม่ม้วยหมาง
เหมือนตกในชลธาชลากลาง พระพี่เจ้าเอาขึ้นฝั่งพ้นความตาย
เหตุไฉนไยฉะนี้มาทิ้งน้อง ไม่ปกป้องเลี้ยงรักษาพระโฉมฉาย
ถ้าจะทิ้งก็เห็นแท้แน่ข้างตาย มากลับกลายช่างไม่คิดอนิจจา
แต่เดิมมาจะเมตตาทำไมเล่า เป็นไรไม่ทิ้งไว้ให้เน่าพระพี่ขา
รักษารอดมาให้พ้นคืนชีวา ว่าเมตตากลับมาซ้ำทำให้ตาย
ถ้าพี่ชายไม่อาลัยให้ตลอด อันชีวิตน้องจะรอดอย่าคิดหมาย
คงกลั้นจิตจนชีวิตจะวางวาย ถ้าไม่ตายคงให้ตายวายชีวา
จะเอาผ้ามากระสันพันพระศอ พิฆาตคอผูกรัดด้วยหัตถา
ขึ้นบนขื่อแล้วจะโผนโจนลงมา จะดีกว่าอยู่เป็นคนพ้นระกำ
เหตุฉะนี้ดอกพระพี่น้องจึงว่า ช่วยให้รอดแล้วยังมากลับฆ่าซ้ำ
เกิดด้วยเขาก็มีกรรมกรรมเอ๋ยกรรม นางครวญคร่ำร่ำวอนอ้อนพิไร
พระพี่ชายไม่อาลัยทรัพย์สมบัติ สารพัดบ้านเมืองอันเรืองใส
จงคิดน้องว่าบังเกิดเถิดพี่ไพร เหมือนคลอดในจากครรภามารดาเดียว
เหมือนบูราณท่านร่ำเป็นคำปราชญ์ พี่ก็คมลมฉลาดเลิศเฉลียว
ท่านว่าไว้ถ้าผู้ใดเป็นใจเดียว แต่ยังเที่ยวแสวงหาบารมี
ต้องบ่วงกามมาตุคามไม่เด็ดขาด แต่ใจปราชญ์หมายจะเป็นพระชินศรี
เวียนไปป่าหาเสบียงเลี้ยงชีวี ถ้าสบที่พบน้ำยามกันดาร
เป็นบึงยาวเต่าปลาก็มีมาก นิยมอยากพากันว่าแต่อาหาร
จะฆ่าสัตว์ท่านให้ข้ามยามกันดาร ด้วยอาการเต่าปลานั้นท่าจน
ครั้นจะฆ่าก็ด้วยปลาถึงที่คับ บาปจะทำกรรมจะทับเป็นสองหน
ด้วยเต่าปลาทรมาอะดักอะดน บุรุษชนผู้แสวงแห่งจำเริญ
ท่านให้คิดว่าชีวิตปลากับเต่า ชีวิตเราเราก็รักสรรเสริญ
ถึงที่จนปลากับคนไม่ก้ำเกิน อย่าเพลิดเพลินชีวิตเราเหมือนเต่าปลา
ต้องคิดผ่อนย้อนแยกเป็นสองหาบ หาบหนึ่งกรรมหาบหนึ่งบาปเป็นสองท่า
ต้องทั้งบาปแล้วยังหาบเอากรรมมา เกินตำราข้าจะสร้างทางนิพพาน
อนึ่งโสตพุทธโปรดเทศนา ภาษิตาสุภาษิตท่านกล่าวสาร
บาลีไว้อยู่ที่ในเจ็ดตำนาน พระทรงญานสังฆีมีฎีกา
ตัดบทแปลแก้ไขสุภาษิต พิไรร่ำคำบัณฑิตแก้ปัญหา
สุภาษิตแปลว่าเพราะเสนาะนา อย่าวาจาถ้อยคำที่ร่ำไร
ถ้ามนุษย์พูดเพราะทั้งชายหญิง เป็นความจริงมิได้ผิดพระกล่าวไข
เอตังมังคลังมงคลชัย สรรพภัยไม่มาพานผู้นั้นเลย
อุตตะมังลาภังมาสู่สม เลิศอุดมเหลือล้ำคำเฉลย
เอตังพระตรัสสั่งอย่าลืมเลย สิ่งอันนี้อย่าเละเหยอย่าลืมตน
พระบิดาตรัสห้ามแต่คำเพราะ ฟังก็เหมาะมิได้ผิดในเหตุผล
ล้วนพระเจ้ากล่าวว่าเป็นมงคล ภูวดลจะไม่ฟังเห็นอย่างไร
ทั้งบ้านเมืองคลังวังอลังการ์ พระบิดายกให้โดยผ่องใส
ทั้งข้าเฝ้าเหล่าเสนาอาชาไนย ท่านมอบให้น้องก็เห็นเป็นมงคล
อนึ่งน้องร้องห้ามแต่คำหวาน ไม่สงสารบ้างเลยเท่าเส้นขน
น้องพะวงหลงรักอะดักอะดน จิตกังวลคิดถึงคุณอาดูรใจ
คำบูราณท่านก็พร่ำร่ำระบอบ ว่าเขารักก็ให้ตอบพิสมัย
นึ่ฉันรักจะมาเล่นเป็นอย่างไร ประหลาดใจฤๅไม่ควรจะยวนยี
อนึ่งว่าน้องเหมือนปลากันดารน้ำ ทรกรรมเจียนชีวิตจะเป็นผี
ด้วยหมายพึ่งพี่เหมือนหนึ่งชลธี เหมือนวารีเป็นที่พึ่งแห่งหนึ่งปลา
น้องเหมือนปลาทรมานกันดารน้ำ ทรกรรมเถิงชีวิตจะสังขาร์
พี่มาพบบุญประสบเข้าชักพา ช่วยชีวาน้องก็พ้นจากความตาย
ช่วยชีวีแล้วจะหนีเอาตัวรอด จงทำบุญให้ตลอดพระโฉมฉาย
พระสมภารก็จะหนักขึ้นมากมาย จงยับยั้งชั่งใจเถิดพันปี
เป็นปิ่นเกล้าชาวประชาอาณาเขต จันต์ประเทศชนบทเป็นสุขศรี
ให้บ้านเมืองรุ่งเรืองสวัสดี ชาวสีพีเขาคอยพึ่งทุกคนตัว
๏ ปางแม่ฉิมอรพิมนางโฉมฉาย แปลงเป็นชายเปลี่ยนทั้งชื่อเที่ยวตามผัว
ได้ฟังวอนนางอมรให้หมองมัว กำเริบรักจิตระรัวอารมณ์ตรม
คิดละอายด้วยว่ากายเป็นผู้หญิง ถ้าเป็นชายก็ไม่นิ่งคงสู่สม
ด้วยคำว่านี้ก็น่ายวนนิยม เฉลิมลมฉลาดแท้แม่อมร
แสนเสียดายถ้าเป็นชายไม่สมมุติ จะสมสู่อยู่กับนุชจนสังขรณ์
คำบิดานั้นก็ว่าน่าอาวรณ์ เจ้าบังอรตรึกตรองเป็นสองใจ
แล้วหวนจิตคิดกลับคะนึงนิ่ง ด้วยเป็นหญิงก็ไม่ควรจะสงสัย
จะเป็นผัวมิใช่ตัวเป็นผู้ชาย คิดละอายกลับคะนึงถึงภัสดา
แต่ทว่าถ้าจะนิ่งไปบรรพชิต อมรมิตรก็ชีวังจะสังขาร์
จะฆ่าตัวผูกคอให้มรณา เวรเวราก็จะติดเป็นนิจไป
จำจะว่าเอาแต่ท่าข้างดีปลอบ ให้ชื่นชอบนั้นแลกรรมไม่ตามได้
ประโลมปลอบให้เจ้าชอบคงตายใจ จึงค่อยไปบรรพชาไม่ราคี
แล้วจึงว่าอนิจจาอมรแม่ อย่าท้อแท้ไปเลยน้องจะหมองศรี
เป็นบุญบ้างสร้างไว้แต่ก่อนมี จึงดลใจมาให้พี่ได้พบพาน
น้องก็ตายวายชีวีชีวิตม้วย พี่ชูช่วยให้เจ้าพ้นจากสังขาร
เหตุไฉนไยนะน้องจะถึงกาล เยาวมาลย์จะผูกคอให้มรณา
เสียแรงพี่ช่วยชีวีชีวิตไว้ โอ้กระไรช่างไม่คิดขนิษฐา
พี่รักเจ้าราวกะทรวงดวงชีวา ดวงสุดาแม่อย่าหมางระคางเคือง
มิใช่ชิงหวังจะหนีน้องให้พ้น เป็นกังวลพี่นี้เหลือแม่เนื้อเหลือง
เสียแรงเกิดมาภิญโญวโรเรือง จะครองเมืองครองสมบัติไม่บรรพชา
ผิดบูราณท่านผู้เฒ่าแต่เก่าก่อน เป็นคำสอนสืบมาแต่ปู่ย่า
เป็นมนุษย์เป็นบุรุษในโลกา บรรพชาบวชเรียนจำเนียรใจ
จึงสึกมาหาคู่จงอยู่สร้าง แจ้งกระจ่างศีลทานท่านขานไข
เป็นบัณฑิตรู้กิจพระวินัย จึงนับเข้าว่าเป็นชายประเพณี
ถ้าไม่บวชว่าเหมือนเหยียบแผ่นดินผิด ด้วยไม่คิดครองศีลพระชินศรี
ถึงเหยียบถูกก็เหมือนผิดพระปฐพี เหตุฉะนี้ดอกจึงว่าแม่หน้านวล
นิ่งเถิดน้องครองตัวอย่ามัวหมอง จงใส่ผ่องเถิดแม่งามทรามสงวน
อย่าวิโยคโศกเศร้ารัญจวนครวญ นิ่งเถิดนวลนิ่มอนงค์จงปลงใจ
เถิงบิดาก็เมตตาเป็นที่ยิ่ง แต่ล้วนสิ่งเป็นมงคลจะหาไหน
พระคุณท่านเปรียบปานพระเมรุไกร ปลอบอาลัยรักเหมือนลูกในอุทร
น้องอย่าหมายพี่จะไม่กตัญญู จะลบหลู่คุณท่านแม่ดวงสมร
จะฝากชีวินกว่าจะสิ้นพุทธันดร จงอวยพรให้พี่ไปบรรพชา
ถ้ากุศลเราได้สร้างแต่หลังแล้ว จะคลาดแคล้วนั้นอย่าหมายอมรข้า
คงตายด้วยมาตุคามเป็นธรรมดา ไม่เนิ่นช้าดอกนะเจ้าอย่าเศร้าใจ
เป็นกษัตริย์ครองสมบัติไม่บรรพชิต ผิดจารีตผิดบูราณท่านขานไข
ไม่ควรครองผิดทำนองกษัตริย์ไป ทั้งหญิงชายชาวบูรินทร์จะนินทา
เป็นกษัตริย์ไม่สันทัดระบอบกิจ ถูกฤๅผิดตื้นลึกที่ปรึกษา
บุญไม่รับบาปไม่รู้ผิดตำรา ให้โลกาลือร่ำไม่จำเริญ
อันโลกีย์นี้แน่เจ้าเยาวลักษณ์ ยุพาพักตร์แม่อย่าหมางจะห่างเหิน
ถ้ามั่นคงบุญส่งให้เพลิดเพลิน เห็นไม่เกินเต็มว่าช้าวรรษาเดียว
พี่ตรองตรึกนึกชั่งในใจแล้ว ไม่ผ่องแผ้วผูกพันกระสันเสียว
ด้วยรักน้องปองอารมณ์อยู่กลมเกลียว เป็นความจริงกระนี้เจียวแม่ดวงใจ
๏ อมรนางฟังสารพิมปาจิต สมรมิตรเคล้าสุชลนาไหล
งามสงวนครวญคร่ำร่ำพิไร ช่างเด็ดได้พี่ไม่คิดสักนิดเลย
เสียแรงอ้อนวอนว่านิจจาพี่ จะแกล้งหนีน้องเสียได้เจียวใจเอ๋ย
ว่าต้นรักเจียวยังหักเป็นต้นเตย คนจะเย้าเขาจะเย้ยจะไยไพ
โอ้บุญหลังสร้างไว้อย่างไรนี่ ไม่ควรที่จะมาเป็นก็เป็นได้
จะห้ามจิตว่าอย่ารักท่านหนักไป น่าน้อยใจห้ามไม่ได้เจียวใจเอง
น่าขวยเขินเชิญท่านให้เป็นเจ้า ท่านไม่เอาน่าอายใจโหรงเหรง
ผิดในเยื่องด้วยนิทานบูราณเพรง ชะตาเองสร้างสมอบรมมา
เหมือนคำบรรพ์ล้วนพูดสมมุติไว้ ดังข่มควายโคช้างให้กินหญ้า
ว่าอย่าข่มกล่าวลมเสียวาจา เสียทั้งหน้าเสียศักดิ์อย่ารักเลย
ถูกทำนองต้องทำเนียบเจียวคราวนี้ ไม่พอที่แค้นหัวอกว่าอกเอ๋ย
ท่านไม่รักท่านไม่ใคร่อาลัยเลย ยังงมรักท่านไม่เงยชะโงกเงา
คิดขึ้นมาน่าอดสูแก่หมู่เพื่อน จะเป็นเรือนผิดทำเนียบระเบียบเขา
แต่หญิงชายเกิดใหม่อายุคราว แต่รุ่นสาวคราวเดียวกันก็มี
ที่ลางคนเป็นกุศลได้สร้างไว้ ดูเฉิดฉายน่ารักทั้งศักดิ์ศรี
ที่ลางคนยากจนกระฎุมพี รูปอัปรีย์ราวกะเปรตทุเรศตา
ที่ลางคนแขนหักหูหนกหนวก บางจำพวกแข้งทู่ทั้งหูหนา
ที่ลางคนง่อยเปลี้ยเสียลูกตา เป็นธรรมดาหญิงชายในชมพู
จะมีคู่สู่สมภิรมย์รัก ต้องสื่อชักแม่พ่อไปขอสู่
เขาพิฆาตมาดสินสอดตำราดู ถ้ารับได้ยายปู่จึงให้ปัน
นี่ได้เปล่าราวกะเจ้าจอมชีวิต สักน้อยนิดมิได้ยากพระจอมขวัญ
ด่วนไม่เอาน้องได้อายไปหลายครัน น่ากลืนกลั้นให้ชีวิตชีวาลัย
นางครวญคร่ำร่ำอาลัยพิไรว่า สุชลนาไหลนองระหินระหาย
ภูษาทองนองน้ำสุชลนัยน์ ร่ำพิไรน้อยจิตคิดถึงตัว
๏ ปางอรพิมเลิศลบในภพสาม แปลงทั้งรูปเปลี่ยนทั้งนามเที่ยวตามผัว
ได้ฟังวอนนางอมรให้หมองมัว กำเริบรักจิตระรัวอารมณ์ตรม
นึกเสียดายถ้าแม้นกายเป็นชายแท้ เป็นนิ่งแน่คงได้ร่วมภิรมย์สม
นี่เป็นหญิงแปลงเป็นชายเสียดายชม ถึงนิยมก็ต้องทนด้วยจนใจ
ครั้นจะนิ่งทิ้งไปบรรพชาเพศ อัคเรศก็เห็นชีพจะตักษัย
เสียแรงช่วยไม่ให้ม้วยชีวาลัย จะกลับตายวิปริตผิดบูราณ
จำจะปลอบให้เจ้าชอบในทางชื่น อันสิ่งอื่นเห็นไม่ห้ามความสงสาร
จะห้ามรักรักตอบจึงชอบการ เยาวมาลย์จึงจะมีชีวีไป
แล้วจึงว่าดวงยุพาอมรมิ่ง จะทอดทิ้งนิ่มขนิษฐ์อย่าสงสัย
พี่เป็นชีใช่จะหนีไปเมืองไกล จะอยู่ในธานีบูรีนาง
อย่าเป็นห่วงเลยแม่ดวงมณีเนตร ทำทุเรศให้พี่ตรมอารมณ์หมาง
จงปลงใจปล่อยปละสละวาง จะเสียทางพระนิพพานดอกขวัญตา
เหมือนคำว่าท่านนี้หนาเอาสอนจิต จงตรองคิดพิเคราะห์อมรข้า
ถ้าแม้นว่าด่วนนั้นไม่ควรจะเจรจา ถ้าช้าช้านั้นแลได้กลายเป็นคุณ
อนึ่งว่าถ้าแม้นวิ่งขี้มักล้ม เป็นสองคำท่านว่าก้มมักเสียศูนย์
อนึ่งว่าถ้าแม้นกล้าด้วยทารุณ กลับวายวุ่นท่านว่าชั่วถึงตัวตาย
ใช่เท่านั้นท่านรำพันไว้สั่งสอน เป็นบทกลอนแจ้งแจ่มแย้มขยาย
ว่าคิดนักแต่ขี้มักให้กลับกลาย กลับเป็นไปเข้าวรรษาแม่หน้านวล
ถึงคำว่าท่านก็น่าเอาสอนจิต จงตรองคิดเถิดแม่งามทรามสงวน
อย่าหนักเบาเอาแต่กลางอย่างกระบวน ให้สมควรต้องด้วยอย่างเถิดนางงาม
แม่เนื้อเย็นเจ้าก็เป็นในเชื้อชาติ เลิศฉลาดเลิศลบในภพสาม
บุญของนุชบุตรกษัตริย์ขนาดงาม เอาแต่ตามพี่ท่านไขเป็นไรนาง
๏ ปางยุพินปิ่นนครอมรแม่ ให้ท้อแท้สุดจะทัดจะขัดขวาง
นางนิ่งฟังเห็นว่าคำเป็นท่ามกลาง นางตรองพลางตรึกใจอยู่ไปมา
ถึงวอนได้ก็เห็นใจจะไม่อยู่ เป็นสุดรู้ชวนชักไว้นักหนา
สุดจะร่ำสุดจะพูดสุดปัญญา เห็นโฉมหน้าแต่จะไปนั้นฝ่ายเดียว
จะห้ามหลายก็จะกลายกลับเป็นผิด เหมือนเสียจิตคลั่งจิตคิดเฉลียว
คิดขึ้นได้เป็นน่าอายในใจเจียว ไม่ควรเชียวจะมาเลี้ยวเกี้ยวผู้ชาย
แล้วหวนจิตคิดนึกว่าคุณท่าน มากอนันต์พ้นที่จะกฎหมาย
กับอนึ่งตัวก็ถึงบรรลัยวาย ท่านแก้ไว้จำได้ฟื้นคืนเป็นคน
ถึงหญิงชายในทวีปชมพูนุท จะนินทาพากันพูดไม่เสียวขน
ถึงตัวบ้างก็เห็นทางเข้าบทจน ด้วยเหลือล้นคุณของท่านปานบิดา
อนึ่งเล่าก็จะเข้าทรงผนวช เป็นบุญบวชก็ไม่มากสักวรรษา
หนึ่งมิใช่ท่านจะไปจากพารา แม่ฉัยยาไม่ระแวงกินแหนงใจ
จิตสำคัญสัญญาว่าบุรุษ ที่สมมุตินั้นไม่รู้ไม่สงสัย
รูปจริตมิได้ผิดเหมือนผู้ชาย ถึงหญิงใดก็คงหลงอย่าสงกา
นางตรองความงามใจสบายชื่น สำราญรื่นตั้งอารมณ์ขนิษฐา
จำอวยชัยให้ท่านไปบรรพชา ดวงสุดายกหัตถ์นมัสการ
แล้วนางว่าพระเชษฐาจะลาบวช ทรงผนวชอย่าให้นานเหมือนกล่าวสาร
สักวรรษาแล้วจึงลาพระสมภาร อย่าเนิ่นนานถ้าเหมือนคำก็ตามใจ
ครั้นนิ่มนาฏอนุญาตให้บวชแล้ว ก็คลาดแคล้วเข้าพระโรงวินิจฉัย
เฝ้าสมเด็จพระบิดานราไท แล้วทูลไขตามจริงที่วิงวอน
จนสิ้นอย่างก็ไม่ฟังจะขอบวช ทรงผนวชด้วยมโนสโมสร
ลูกสุดคิดที่จะคิดจะวิงวอน ต้องอวยพรไปให้ท่านบรรพชา
คำท่านว่าท่านจะบวชไม่นานนัก จะอยู่เรียนเพียรพักสักวรรษา
ขอพระองค์ให้ได้ทรงพระเมตตา โมทนาเอาส่วนบุญพูนสมภาร
๏ ปางนรินทร์ปิ่นจัมปากน้ำตาผ็อย สดับถ้อยพระบุตรีมาทูลสาร
จึงตรัสว่าตามอัชฌาเถิดนงคราญ บุญสมภารก็ไม่พ้นต้องวนมา
พระลูกน้อยค่อยอยู่รักษาศรี ให้ดิบดีอย่าไห้หมองหนาลูกหนา
พระแข็งขืนกลืนกลัดหัทยา เหมือนแก้วตาแสนเสียดายอาลัยปอง
แม่กัลยาทูลลามาปราสาท นุชนาถตรอมตรมอารมณ์หมอง
พระกรกอดก่ายเกยเขนยทอง ให้กรมกรองอยู่บนแท่นที่ไสยา
๏ จะกลับมาว่าถึงพิมเพศบุรุษ เจ้านงนุชปั่นป่วนรำจวนหา
แสนรำลึกตรึกถึงพระภัสดา กลั้นน้ำตาคิดถึงคะนึงครวญ
เจ้าตรองใจหมายจิตคิดจะบวช ทรงผนวชฟังข่าวพระทรามสงวน
ถ้าแน่ใจถ้าได้ข่าวเห็นสมควร พระหน้านวลรู้ความคงตามมา
ฝ่ายลูกสาวธิบดินทร์ปิ่นจัมปาก แทบอกครากหลงรักนี้หนักหนา
เฝ้าวอนไหว้ให้เสวยพระพารา ดวงกานดารักใคร่อาลัยลาญ
แต่เหนี่ยวหน่วงห่วงใยไม่ให้บวช ให้ป่วนปวดว่าวอนแต่อ่อนหวาน
ไม่สงสัยนางว่าชายปรีชาชาญ แต่ทัดทานเอาจนนางอำนวยพร
จำจะเข้าขึ้นไปเฝ้าทูลขยาย ขอผ้าไกรกับพระองค์ผู้ทรงศร
เจ้าตรึกพลางย่างบาทบทจร ถึงภูธรทูลขยายภิปรายความ
ขอเดชะพระนรินทร์ปิ่นพิภพ ขจรจบเป็นที่พึ่งในภพสาม
ได้เมตตาแก่ผู้ข้าพยายาม ด้วยใจงามจงรักมาภักดี
ใจประสงค์จิตจำนงจะอยากได้ ซึ่งผ้าไกรจงได้โปรดเกล้าเกศี
ขอกราบลาบรรพชาบวชเป็นชี ขอประทานพระภูมีจงโปรดปราน
๏ ปางพระจอมจ้าวสีพีมณีนาก กรุงจัมปากเลิศหล้ามหาศาล
พระทรงฟังเสวนังไม่นิ่งนาน พระโองการตรัสว่าพ่อเจ้าหมอยา
ข้าขอบคุณเจ้าครั้งนี้ก็มีมาก จะขนลากก็ไม่สิ้นสหัสสา
จะปูนปองให้เจ้าครองพระพารา จะปรารถนาสิ่งใดจะให้ปัน
ไม่ชอบใจเจ้าจะไปศีลวัตร พ่อไม่ขัดตามแต่จิตเถิดจอมขวัญ
อันผ้าไกรพ่อจะให้อย่าจาบัลย์ จะโสกันต์บวชให้เจ้าอย่าเศร้าใจ
พระตรัสพลางสั่งฝ่ายนายอำมาตย์ แล้วโอภาสให้ไปสั่งคลังโกไสย
อย่าให้ช้าย้อมผ้าขึ้นโดยไว ให้ครบไกรยิ่งสำอางที่อย่างดี
ขุนเสนารับบัญชาแล้วผายผัน มาแจ้งข้อราชการขมันขมี
วิเสทผ้าท่านอย่าช้าในทันที พระภูมีต้องประสงค์ซึ่งผ้าไกร
พวกวิเสทผู้สังเกตชำนาญกิจ เลือกพินิจผ้าเทศพะโกไสย
ที่เนื้อดีอ่อนสะอ้านเหมือนควันไฟ จนครบไกรนั่งฉันทัดบาทจีวร
สุ๑๒ดอกคำชำขมิ้นแล้วกรักทับ เป็นสีแดงแสงระยับเหมือนไก่หงอน
ผ้าอย่างดีศรีราน่าสะออน ไพร่นิกรแล้วอย่าหมายจะได้ครอง
ครั้นย้อมพับสรรพเสร็จเอามาถวาย พระชอบใจยินดีไม่มีสอง
ให้หาโหรเข้ามาถามตามทำนอง ตำรวจวังวิ่งว่องได้โหรมา
พระโฉมงามตรัสถามตาโหรเฒ่า บัดนี้เราจะบวชลูกเสน่หา
ในวันไหนจึงจะได้ท่านโหรา ชนเพลาดีงามนั้นยามใด
ตาโหรท่านรับโองการแล้วลงเลข เป็นโทเอกตรงตามคำพิสัย
นับดิถีปีเดือนแล้วหารไป แล้วสวนไล่ตามตำราพยากรณ์
แล้วนับวุ่นคูณหารแกชักห่วง ตามกระทรวงโดยวิตถารอาจารย์สอน
ขึ้นเก้าค่ำเป็นมหาสถาวร ราหูจรโปร่งปลอดตลอดงาม
วันพฤหัสราชครูเนาดิถี ขนาดดีโปร่งปลอดไม่เสี้ยนหนาม
ต้องหวงนวลฝอยออกท่านบอกความ ว่าเลิศล้ำเป็นมหาพญาวัน
แล้วไล่สอบเก็บประกอบเข้าคูณหาร ตั้งเป็นฐานตราทำไว้ขำขัน
เอาสามคูณเข้าประมูลเรียกสุดพลัน ทวิวันบอกกระทำตามทำนอง
จัตวาเรียกฉอยี่สิบสี่ ปัญจะตรีสบฉอสี่สิบสอง
ออกเศษห้าในตำรายิ่งลำยอง จะก่ายกองลาภาบรรดามี
ทั้งยามวันนั้นก็เบิกทั้งฤกษ์ใหญ่ แกจริงใจมิได้ผิดกับดิถี
ศิโรราบกราบทูลไปทันที ขอเดชะพระภูมีเฉลิมเมือง
ในเก้าค่ำวันพฤหัสขนาดเลิศ วันประเสริฐแจ่มแจ้งไม่แฝงเฝือง
ทั้งใต้เหนือลาภเหลือมานองเนือง จะรุ่งเรืองอันตรายไม่ภัยพาล
พระจอมพลฟังโหรถวายฤกษ์ สบายเบิกตรัสประภาษออกฉาดฉาน
จึงสั่งเสร็จครัววิเสทพนักงาน ให้จัดทำสังฆทานแต่ชอบธรรม
ฝ่ายเจ้าสัวครัววิเสทได้รับสั่ง ละล้าละลังเร่งกันออกขันขำ
ไก่พะแนงแกงรวนทั้งพล่ายำ ของหวานทำครบอย่างมะซางกวน
บ้างหุงข้าวตั้งเตาทำขนม การระดมช่วยกันออกผันผวน
ครั้นยามค่ำย่ำฆ้องต้องกระบวน สำเนียงนวลด้วยปี่พาทย์ระนาดกลอง
ทั้งแตรสังข์วังเวงบรรเลงลั่น เสียงสนั่นเวียงวังนั่งสะย้อง
พิมบุรุษงามเสงี่ยมเอี่ยมละออง สะพรั่งพร้อมมาประคองบุรุษชาย
พระโองการโปรดประทานภูษาเทศ อย่างวิเศษลายทองอันเฉิดฉาย
ให้ห่มกรองทองปักเป็นลวดลาย ทั้งหญิงชายเรียกเจ้านาคทุกปากคน
เข้าวันทาลาองค์พระทรงศร จำเริญพรโมทนาสถาผล
ทั้งกรวยพานพร้อมเจ้านาคมากนิมนต์ ดูเกลื่อนกล่นออกไปหาพระอาจารย์
พร้อมสะพรั่งวันทนังศิโรราบ แล้วกรานกราบตั้งอารมณ์อภินิหาร
แย้มขยายอธิบายท่านสมภาร ได้โปรดปรานขอนิมนต์เป็นอุปัชฌาย์
พร้อมด้วยสงฆ์ที่เป็นองค์ได้สอนสวด ทรงผนวชสังฆกรรมตามสิกขา
ประเคนหมากเข้าไปพลันแล้ววันทา โกนเกศาคิ้วคางสำอางดี
แล้วกลับมาครั้นเพลาได้รุ่งเช้า พระองค์จ้าวกรุงจัมปากบุรีศรี
พระโองการสั่งสารพวกเสนี อย่าช้าทีแห่เจ้านาคเข้าวัดพลัน
พวกชาวแม่เฒ่าแก่ทั้งชายหญิง ไม่นั่งนิ่งแบกผ้าไกรแล้วผายผัน
บ้างจับบาตรเข้าตะพายให้ครบครัน บ้างชิงกั้นตาลปัตรพัชนี
บ้างถือเทียนบ้างก็ไปตะพายย่าม เป็นหมู่หลามกล่นเกลื่อนเลื่อนวิถี
ที่หนุ่มหนุ่มอ้อมเจ้านาคก็มากมี มโหรีครื้นเครงวังเวงใจ
บ้างร้องเพลงวังเวงเชิดเจ้านาค สงสารนาคอนิจจาน้ำตาไหล
ที่เสียงหวานว่าสงสารแม่ยิ้มใย เหลียวชะแง้แลยิ่งไกลจะเปล่าทรวง
พากันหามนำเจ้านาคมาถึงวัด สำหรับกษัตริย์เป็นที่ห้ามอารามหลวง
พระครูบาอุปัชฌาย์สงฆ์ทั้งปวง ตามกระทรวงพร้อมหมดในโบสถ์เรียง
ฝ่ายเจ้านาคก็ไม่นั่งนิ่งอยู่ช้า ลุกวันทาห่มผ้าสไบเฉียง
อาจารย์เจนบวชเป็นเณรเสียก่อนเพียง แล้วส่งเสียงร้องอุกาสมาทาน
แต่ปาณาชาตรู๑๓ศีลสิบแล้ว เป็นรากแก้วศีลสี่จนอวสาน
แล้วสอนครบจบท้าวพระอาจารย์ ตามบูราณพระวินัยท่านไหว้มา
แล้วอาจารย์ท่านจึงสวดปริยัติ พร้อมขนัดด้วยพระสงฆ์ทรงสิกขา
ก็เป็นพระสิ้นธุระในกามา ครองศีลาในบาลีสี่ประการ
ท่านสอนสั่งพลางบอกอนุศาสน์ ของควรบาทเงินทั้งบาทอย่ากล้าหาญ
อย่าอวดมรรคอ้างผลตนได้ฌาน ทินนาทานของเขาอย่าเอามา
อย่าควรทำจำไว้พระทัยเจ้า ถ้าขืนเอาแล้วก็ขาดจากสิกขา
เป็นรูร่อยถึงใหญ่น้อยอย่ารำพา ด้วยกามาองคชาติไปยัดลอง
ถ้าขืนใส่พระวินัยท่านว่าขาด พระโอกาสเทศนาไม่เป็นสอง
ครั้นดับจิตสิ้นชีวิตด้วยลำพอง ตัวก็ต้องตกมหาอเวจี
ท่านว่าไว้ว่าผู้ใดไปต้องตก ในนรกเป็นที่สุดแต่ขุมนี่
ว่านานนักมีในว่าพระบาลี ถึงกับนิ่งนั้นแลที่จึงได้มา
ครองสิกขาจะรักษาซึ่งศีลพระ ทั้งมานะจงอตส่าห์นาพ่อหนา
ปาจิตพระสาธุสะแล้ววันทา สำเร็จการบรรพชาในทันที
ทั้งหญิงชายก็ขยายออกมาบ้าน พระสงฆ์ท่านพากันลุกขมันขมี
เป็นหมู่หลามตามกันไปกุฎี๑๔ สถิตที่อยู่สำราญสถานตน
๏ พิมบุรุษที่สมมุติชื่อปาจิต เหมือนบัณฑิตรู้แจ้งทุกแห่งหน
บวชเป็นพระสิ้นธุระสิ้นกังวล อตส่าห์บ่นเล่าเรียนทั้งเขียนจาร
สังวรณ์ศีลอาชีวะปัจเจก คัมภีร์เลขเรียนบ่นจนแตกฉาน
มาติกาพาหุงเจ็ดตำนาน จบสะดานปาฏิโมกข์ประโยคแปล
ช่างจำได้ใจมหาปัญญาปราชญ์ เลิศฉลาดเล่าได้ไม่แสว
รักษากิจถึงสีกาจะกอแก ไม่เหลียวแลทั้งอารมณ์ในพรหมจรรย์
กิจวัตรปรนนิบัติอาจารย์เจ้า ทุกค่ำเช้าอยู่เป็นนิจจิตกระสัน
พระสมภารรักปานดวงชีวัน จึงผ่อนผันค่อยจำเนียรให้เรียนมูล
ทั้งสุดสนต้นพิภัตติถนัดแน่ ฉลาดแท้บุญนุชมาอุดหนุน
เรียนตะทิดติดขยาดปราศกูน ครั้นจบมูลแล้วก็เพียรเรียนคัมภีร์
เรียนสิบชาติธรรมบททั้งปลายต้น ไม่เปื้อนปนบทบาทจะคลาดที่
เรียนจนครบจบมงคลเทปปนี๑๕ หาอาจารย์จนไม่มีจะบอกเรียน
สำแดงธรรมคำว่าน่าเสนาะ สัปปุรุษฟังว่าเพราะแสยงเศียร
ตัดบทแปลแก้ไขใจชำเนียร ไม่วนเวียนจำแน่แปลบาลี
ทั้งญาติโยมพากันชมออกปากเจาะ ช่างเทศน์เพราะแจ้งจะพระสมี
บอกสว่างทางสวรรค์อเวจี ถึงคนโง่ก็ว่าดีด้วยเข้าใจ
ออกแน่นอัดสารพัดจะมูนมาก ดูหลายหลากไกรผ้าเขามาถวาย
จะแต่งว่าเห็นจะช้านิทานไป พึงเข้าใจเถิดนะท่านที่อ่านฟัง
จนลือฉาวไปถึงจ้าวกรุงกษัตริย์ ได้ฟังอรรถแจ้งถวิลในใจหวัง
ว่าพระสมีเทศน์ดีจะใคร่ฟัง จึงรับสั่งนิมนต์เทศน์ท้องพระโรง
สังฆรี๑๖ผู้เป็นที่เผดียงพระ พนักงานภารธุระรักษาสงฆ์
ฟังรับสั่งแล้วไม่นั่งจิตจำนง มาถึงองค์แล้วขยายภิปรายความ
ว่าบัดนี้พระสมีผู้เป็นเจ้า พระปิ่นเกล้าเลิศลบในภพสาม
ให้นิมนต์ไปสำแดงแจงเนื้อความ เทศนาให้ทานธรรมที่ในวัง
ครั้งยามเย็นเป็นเพลานิมนต์เข้า สยาเอาพนักงานเข้าเป่าสังข์
กับฆ้องยามเข้าเผดียงเสียงระฆัง สังฆรีวันทนังก็ลามา
ฝ่ายปาจิตพิมบัณฑิตที่เป็นพระ ต้องธุระเขานิมนต์ก็ค้นหา
ได้หนังสือแล้วพินิจพิศอังกา ให้เจนตาถูกต้องทำนองธรรม
ครั้นยามเย็นเป็นเพลาเสียงลั่นฆ้อง ปี่พาทย์กลองครื้นเครงบรรเลงขำ
พระสมีทรงคัมภีร์ให้แบกนำ เรียกเณรใหญ่ตะพายย่ามไม่ช้าที
แล้วห่มดองครองคลุมตามทำนอง ดูผุดผ่องราวกะราชปักษี
ครรไลเลื่อนเดินตรงลงกุฎี๑๗ ไปสู่ที่ท้องพระโรงอันเรืองพราย
ปางบดินทร์ปิ่นพิภพกรุงจัมปาก ดูมูนมากด้วยข้าเฝ้านั้นเหลือหลาย
พร้อมด้วยสาวชาวกำนัลอยู่เรียงราย ข้าหลวงนายหมอบกลาดดาษดา
เห็นคนพร้อมทูนกระหม่อมขึ้นธรรมาสน์ เสียงพิณพาทย์ฆ้องประโคมทั้งซ้ายขวา
เขาอังคาสรับประเค๑๘เภสัชชา ราธนาข้อศีลสมาทาน
ให้ศีลห้าจับว่าพระสักกะราช ไม่เคลื่อนคลาดตามพระองค์ไว้บรรหาร
เสียงแซ่ซ้องพากันร้องสาธุการ สำแดงเทศน์เป็นนิทานประถมธรรม
ในตำนานว่านิทานแต่หลังแล้ว ครั้นพระแก้วยังแสวงไม่แข็งขำ
ด้วยบารมีนั้นยังอับยับระยำ กับกองกรรมที่ได้สร้างแต่หลังมี
มากำเนิดเกิดในสกุลยาก พ่อตายจากยังแต่แม่น่าบัดสี
เขาขับไล่ไม่ให้อยู่ในบูรี พระชนนีทรงครรภาได้ห้าเดือน
ไปอาศัยอยู่ในบ้านแห่งหนึ่งเล่า มารดาเจ้ายากไร้ใครจะเหมือน
ด้วยมีโคมิได้อยู่เคหาเรือน ต้องเลี้ยงโคไม่มีเพื่อนผู้เดียวดาย
แต่เช้าไปค่ำมามารดายาก แสนลำบากทรกรรมระส่ำระสาย
ไล่โคพลางฟืนหักผักตะพาย มาถึงบ้านแล้วยังได้ต้องตักตำ
ทั้งเผ่าพงศ์วงศาก็ตายม้วย ไม่มีใครที่จะช่วยอุปถัมภ์
มายากจนด้วยกุศลไม่ได้ทำ จึงเตี้ยต่ำน้อยทรัพย์อับสมภาร
ครั้นอยู่มาจนครรภาถ้วนคำรบ กำหนดครบแล้วก็คลอดบุตรสงสาร
เป็นชายแท้แม่นั้นชื่อว่าจันทาน ในอาการนั้นว่าคลอดแต่เศียรมา
พระถีราว่าชื่อสุวรรณเศียร ครั้นจำเนียรเจ็ดขวบชันษา
โพธิญานคิดสงสารพระมารดา ด้วยเห็นว่าทุกข์ยากลำบากกาย
ครั้นจะนิ่งกลิ้งแต่เศียรอยู่อย่างนี้ พระชนนีนั้นก็เง่าเขลาฉงาย
ฟังอาการมาก็นานเจ็ดปีปลาย ไม่ถามไถ่นั้นนี่สักทีเดียว
ครั้นจะนิ่งด้วยว่าหมายเป็นฝ่ายพระ อย่าเลยนะจะมานิ่งน่าอายเสียว
เทพเจ้าก็จะเยาะหัวเราะเกรียว น้อยฤๅเจียวเจ้าสุวรรณกุมารา
ช่างนิ่งดูอยู่เสียได้ไม่อุปัฏฐาก ให้แม่ยากตกระยำนั้นหนักหนา
ไม่อับอายแก่หญิงชายชาวโลกา อาตมานี้ไม่ควรประเพณี
โพธิสัตว์โทมนัสมโนนึก หวนรำลึกด้วยว่าหน่อพระชินศรี
ฝ่ายจันทาที่ชื่อว่าพระชนนี ทุกวาทีมิได้เปล่าแต่เลี้ยงโค
ลางทีบ้างนางคิดด้วยจิตผูก คะนึงลูกอกใจระผุดระโผ
จึงฝากโคไว้กับเพื่อนที่เลี้ยงโค แล้วรีบเร่งเดินเร็วโร่มาสู่เรือน
เข้าโลมลูบจูบลูกชำระร้อน ว่าอ่อนซ้อนทูนหัวแม่ใครจะเหมือน
ถึงเหนื่อยมาได้เห็นหน้าเจ้าบุญเรือน ค่อยคลายเคลื่อนเหนื่อยหายสบายบาน
แต่อย่างนั้นอยู่มาเพลาหนึ่ง พระร่มโพธิ์เป็นที่พึ่งในสงสาร
จึงยอกรเหนือเศียรนมัสการ อธิษฐานไปถึงท้าวเทพดา
ขอเดชะถ้าแม้นข้าจะได้สำเร็จ พระสรรเพชดาญาณในภายหน้า
เทพเจ้าจงมาช่วยข้าด้วยรา มาแต่งหาของอาหารทั้งหวานคาว
ปางท่านท้าวเทวดารักษาภพ ต่างปรารภชวนกันเสียงโฉ่ฉาว
ว่าอย่าเลยเราอย่านิ่งเลยเราชาว ไปช่วยเจ้าโพธิสัตว์กุมารา
เจ้าต้องการด้วยอาหารจะเลี้ยงแม่ จะเผื่อแผ่โปรดสัตว์ในสังสาร์
ฝูงเทเวศร์แจ้งเหตุมะนิมะนา มาจัดหาทิพย์อาหารทั้งหวานคาว
เป็นสองโต๊ะเต็มดีฝาชีปิด ไว้มิดชิดมิให้คนรู้โฉ่ฉาว
แต่อย่างนั้นเป็นนิรันดร์ทุกวันคราว มารดาเจ้ามิได้ถามความอุบาย
เลี้ยงโคมาครั้นเพลานั้นค่ำพลบ เห็นปิ้งจี่มีครบน้ำลายไหล
เทอาหารของกระการ๑๙นั้นมากมาย ก็กอบกำโกยตะกายอาหารกิน
แต่อย่างนั้นท่านว่านานนักหนานัก ไม่ถามทักคลังแคลงแหนงถวิล
ด้วยหน้านิ่วกำลังหิวแล้วเปิบกิน เป็นอาจิณหลายวันนิรันดร
ภัควโตนาโถเป็นที่พึ่ง ไม่อ้ำอึ้งตรัสคำพระธรรมสอน
พาณิชโชว่ายังมีพ่อค้าจร ไม่หยุดหย่อนเที่ยวแสวงไม่เว้นวัน
ทั้งอกเต่าเขากวางกระดูกเสือ ปีกนกเต็นเอ็นเนื้อไม่เลือกสรร
เครื่องสินค้ารู้ว่าต้องของสำคัญ วันหนึ่งนั้นเดินไปที่ใกล้เรือน
จึงร้องจ้านว่าชาวบ้านเจ้าเรือนนี้ สิ่งใดมีเอามาขายดังใจเหมือน
เจ้าสุวรรณฟังสารใจสะเทือน จึงร้องเชิญว่าท่านเชือนมานี่รา
พาณิชฟังวัจนังสุวรรณเรียก ยินสำเนียกชวนกันด้วยหรรษา
จึงเดินเชือนขึ้นไปเรือนนางจันทา เห็นเอกาเศียรนั้นวางอยู่กลางเรือน
พากันว่าอนิจจาน่าทุกขัง ปลงนิจจังไม่เห็นใครที่ไหนเหมือน
ช่างโล้นเลี่ยนมีแต่เศียรเรียกมาเยือน นี่กรรมเตือนตามมาแต่งสมเพชตา
พ่อค้านายใจมโนนั้นโง่นัก ไม่รู้จักองค์พระเจ้าในภายหน้า
โพธิสัตว์มิได้สอบตอบวาจา แล้วจึงว่าท่านพ่อค้าสิ้นทั้งปวง
ขอเดินสารไปด้วยท่านเที่ยวค้าขาย เอ็นดูฉันหลานชายอย่าห้ามหวง
พ่อค้านายตอบว่าหลานอย่าหวั่นทรวง พ่อพุ่มพวงจะไปได้ฤๅไรนา
มีแต่หัวตัวตีนหามีไม่ จะไปได้ก็ให้ไปไม่อิจฉา
เจ้าสุวรรณตอบสารพาณิชชา ตามทีข้าอย่าปรารภปรารมณ์ใจ
เจ้าสุวรรณจึงว่าท่านนายพาณิช เมื่อจะไปแล้วให้คิดอย่างสงสัย
มาบอกหลานถ้าจะไปวันไหนไป พ่อค้านายตอบว่าค่ะอย่าปรารมณ์
พวกพาณิชครั้นรับกิจธุระแล้ว ว่าเจ้าสุวรรณหลานแก้วจงสะสม
หาสินค้าข้าวของปองระดม แล้วเผยลมอำลาลงมาพลัน
ฝ่ายว่าท่านเจ้าสุวรรณโพธิสัตว์ โสมนัสปรีด์เปรมประเสมสันต์
ด้วยบารมีของท่านได้ไว้หลายครัน จะผ่อนผันโปรดประชานรากร
จำเดิมชายนายพ่อค้าลงไปจาก แทบอกครากครุ่นคิดสะท้อนถอน
คอยเมื่อไรใจนั้นเร่งพระทินกร พระมารดรจะได้มาแต่เลี้ยงโค
ครั้นมารดามาแล้วไม่นิ่งช้า จึงวอนว่าลูกนี้คิดด้วยสุดโส
เราแม่ลูกยากจนเหมือนคนโซ อนาโถหาผู้ใดไม่ไยดี
ลูกจะไปขายค้าด้วยพาณิช ประจงจิตจะให้เป็นซึ่งศักดิ์ศรี
ให้โอ่เอี่ยมเทียมเขาชาวบูรี พระชนนีโปรดเกศีได้เมตตา
ไปยืมทรัพย์ของท่านมาสักพันหนึ่ง จะขอพึ่งพอเป็นทุนนะแม่หนา
ไปทูลยืมของท่านท้าวจ้าวพารา พระอาญานั้นอย่าเกรงอย่ากลัวมี
นางจันทาฝ่ายมารดาโพธิสัตว์ แกแข็งขัดว่าอะไรอย่างนี้นี่
จะให้แม่นี้ไปเฝ้าเจ้าเห็นดี พระภูมีท่านยิ่งโกรธพิโรธใจ
ว่าแม่นี้เป็นกาลีจังไรชั่ว ท่านไสหัวมาให้พ้นแล้วขับไล่
จากบูรีมิให้อยู่ในเวียงชัย ดีแล้วฤๅจะให้ไปพระลูกยา
อนึ่งเล่าแม่ไม่เคยเลยนะเจ้า เขาแห่เฝ้ากันอย่างไรยังกังขา
แม่ไม่รู้จักจ้าวท้าวพญา ฟังลูกว่าให้ฉงนแม่จนใจ
ประการหนึ่งท่านไม่อยากขอเห็นหน้า จึงขับไล่จากพารายังสงสัย
เขาเห็นหน้าเขาจะพากันขัดใจ เอาหวายไม้ไล่ตีแม่ทั้งตัว
แม่คิดเห็นทีคงเป็นอย่างนี้แน่ เหมือนทำกรรมให้กะแม่ดอกทูนหัว
อย่าด่วนกล่าวเลยนะเจ้าจะหมองมัว จะเจ็บตัวเสียเปล่าเปล่าไม่เข้ายา
ดับนั้นเจ้าสุวรรณโพธิสัตว์ ได้ฟังอรรถชนนีพิไรว่า
จึงตอบคำว่าแม่ร่ำเกินตำรา ลูกมิให้ใบ้บ้าดอกชนนี
จะเอามือแม่ไปแหย่ปากงูเห่า มันตอดเอาก็จะม้วยไปเป็นผี
ไม่เป็นไรเชื่อใจลูกสักที พระภูมีท่านคงทรงพระเมตตา
ถ้าแม้นว่าถ้าเขาจับแม่โบยตี แม่จงล้างซึ่งชีวีลูกเถิดหนา
อย่าตกใจจงเข้าไปเถิดมารดา จ้าวพาราคงรู้จักทักแต่ไกล
นางจันทาผู้มารดาสุวรรณเศียร ให้วนเวียนกลาดกลัวดังตักษัย
แต่เท่าว่าเหลือกำลังสุดอาลัย ด้วยลูกชายนั้นฉอ้อนเฝ้าวอนวิง
ถ้าไม่ไปก็ร่ำไรเฝ้าพิรี้ เห็นเต็มทีตัวนางสั่นดังผีสิง
ก็ขืนไปด้วยอาลัยลูกจริงจริง นางยอดมิ่งมาถึงท้องพระโรงชัย
ปางท่านท้าวจ้าวพิภพกรุงกษัตริย์ แลถนัดทอดพระเนตรไม่สงสัย
เทพเจ้าเข้าไปดลบันดาลใจ ให้ท้าวไทตรัสทักไปทันที
คนเข้ามาอีจันทาฤๅมิใช่ ไปอยู่ไหนพึ่งเห็นหน้ามึงเดี๋ยวนี่
นางจันทาทูลว่าธุระมี จึงจรลีเข้ามาเฝ้าพระราชา
ด้วยบุตราข้าละอองต้องประสงค์ จิตจำนงว่าจะไปขายสินค้า
ให้มายืมสินทรัพย์พระถานา เป็นเงินตราพันหนึ่งได้โปรดปราน
ธิบดินทร์ที่เป็นปิ่นพาราณสี ทราบคดีองค์จ้าวจึงกล่าวสาร
จึงตรัสว่าอีจันทามึงต้องการ สักสองพันกูจะให้ดอกเงินตรา
พระโองการบรรหารแล้วตรัสสั่ง ให้ชาวคลังรีบรัดไปจัดหา
เบิกเงินนั้นพันหนึ่งตามบัญชา นางจันทาสมหมายดังใจปอง
ด้วยอำนาจวาสนาพระโพธิสัตว์ แต่เคียดเคืองยังไม่ขัดเสียดายของ
ไม่หาญฮึกนึกร้ายจะหมายปอง กลับปรองดองดิบดีสะดวกดาย
พระจอมพลให้เขาขนไปส่งบ้าน นางจันทานทูลกลับขยับขยาย
หยิบสินทรัพย์เอามานับให้ลูกชาย ก็สมใจเจ้าสุวรรณกุมารา
จะกลับกล่าวไปถึงฝ่ายนายพาณิช สำเร็จกิจของขายได้นักหนา
จึงจัดแจงตบแต่งซึ่งนาวา ขนสินค้าลงใส่ในสำเภา
เจ้าสุวรรณที่พูดกันจะไปด้วย ไม่อำนวยนึกไปรับด้วยโฉดเขลา
ครั้นขนสิ้นแล้วจะผินบ่ายสำเภา พวกชาวเจ้าพร้อมพรั่งขึ้นนั่งเรียง
นายเข็มกล้องส่องทางนายล้าต้า ร้องเห่ลาโห่ลั่นสนั่นเสียง
ถอนสมอลั่นมาล้อสำเนียงเพียง สำเภาเอียงแทบจะล่มจมนที
เทวดาที่รักษาพระสมุทร พากันฉุดลำสำเภาในวิถี
จึงไม่เคลื่อนเลื่อนได้จากวารี ด้วยบารมีของสุวรรณกุมารา
พวกพาณิชพากันคิดสงสัยใจ เป็นอย่างไรเอประหลาดน่ากังขา
ฤๅขัดขวางด้วยย่านางที่นาวา ฤๅบวงสรวงพวกเทพาไม่ชอบใจ
คนหนึ่งว่าอย่าอย่างนั้นเลยชาวเรา พากันแต่งแปลงเข้าเสียอย่างใหม่
ว่าแล้วพลางที่ลางคนก็รีบไป หาเป็ดไก่หมูมันบรรดามี
หามาให้ทั้งท่านยายแม่มดเฒ่า เป็นคนเก่าสำหรับทรงได้ลงผี
แกครวญคร่ำร่ำบ่นทั้งโทนตี นายนาวีไถ่ถามเนื้อความไป
เคียดอะไรจึงมิให้สำเภาแล่น เฒ่ามุสาว่ากูแค้นกูหมั่นไส้
แม่มดเท็จเบ็ดเตล็ดอสูรกาย ว่าเป็ดไก่มึงไม่ทำไม่นำพา
พาณิชนายว่าจะให้แล้วคราวนื้ อีอัปรีย์มันถึงแกล้งมารษา
ให้กูกินกูจะให้บ่ายนาวา พวกพ่อค้าจัดแจงแต่งให้มัน
พลีแล้วแคล้วสำเภาออกจากท่า ลำนาวาก็ไม่ไหวไม่แปรผัน
พาณิชชาพากันว่าอัศจรรย์ ปรึกษากันสงสัยอยู่ไปมา
คนหนึ่งคิดว่าเราผิดได้พูดไว้ ที่หลานชายเจ้าสุวรรณไม่ไปหา
คนหนึ่งว่าเห็นจะจริงกระมังนา เราอย่าช้าเร่งไปบอกเสียเร็วไว
พาณิชชาพากันมาครั้นถึงบ้าน ปราสัยสารว่าเจ้าหลานอย่าช้าได้
จะไปค้าไปกะตาไปก็ไป จงเร็วไวไปวันนี้เถิดหลานอา
เจ้าสุวรรณครั้นพาณิชมารับแล้ว ก็ผ่องแผ้วโสมนัสเสน่หา
จึงปราสัยกล่าวสารกับมารดา แม่จงพาลูกไปส่งสำเภาพลัน
นางจันทาผู้มารดาโพธิสัตว์ จึงแจงจัดข้าวของทุกสิ่งสรร
พร้อมเสบียงผ่อนผ้าสารพัน แบกสุวรรณเอาไปส่งลงสำเภา
สารพาแต่บรรดาทุกสิ่งครบ แล้วปรารภฝากฝังไปกับเขา
เอ็นดูหลานนักว่าลูกจงผูกเอา จะตายเป็นเห็นแต่เจ้าประคุณตา
พ่อค้านายตอบว่ายายอย่าเป็นทุกข์ ได้สุขทุกข์ไว้ธุระท่านยายขา
ไม่นั่งนานนางจันทาก็ลามา ฝ่ายพ่อค้าจึงขยายบ่ายสำเภา
ถอนสมอตีม้าล่อร้องจะโล้ พากันโห่เอิกเกริกเสียงโฉ่ฉาว
แล้วกางใบลมพระพายกระพือยาว พัดสำเภาแล่นเลื่อยออกเฉื่อยไป
ประมาณมาถ้าจะว่าสักเดือนครึ่ง บรรลุถึงเกาะหนึ่งใหญ่มไห
เป็นเกาะกับเกิดสำหรับสมุทรไท ทั้งกว้างใหญ่ที่สำนักแห่งนาคี
ลูกพระยาวาสุกรีอันมีเดช เคยแปลงเพศขึ้นมาเล่นวารีศรี
กับสาวสรรค์กัลยาบรรดามี เป็นอาจิณทะวาทีนิรันดร
ดับนั้นเจ้าสุวรรณผู้ฤๅสาย เห็นเกาะใหญ่มีมโนสโมสร
จึงกล่าวว่ากับพ่อค้าให้อวยพร ท่านจงจรไปแต่ท่านสำราญใจ
เอาหลานชายขึ้นไปไว้ในเกาะพลับ ท่านกลับมาจงมารับอย่าหนีหาย
ฝ่ายพ่อค้าพากันว่าเจ้าหลานชาย ก็ตามใจตาไม่ขัดดอกอัชฌา
พาณิชหนุ่มก็มาอุ้มสุวรรณเศียร มีพระไทรใหญ่เตียนโตสาขา
เอาวางไว้ใต้ร่มพระโครธา ของบรรดาก็เอาไว้ให้ครบครัน
พาณิชนายก็ขยายสำเภาออก ลมระลอกพัดกระแทกกระทังหัน
ไม่เคืองแค้นแล่นลิ่วไปหลายวัน เถิงเมืองจันตประเทศเป็นเขตจีน
๏ ฝ่ายบรมสมเด็จพระโพธิสัตว์ โสมนัสอยู่ในเกาะรักษาศีล
ด้วยบารมีของพระองค์พงศ์นรินทร์ กับลูกพญานาคินได้สร้างมา
ในบาลีมีนามแม่ยอดสร้อย ชื่อนางวิรุณแช่มช้อยอันเลขา
เป็นบุญคู่สู่สมอบรมมา ให้ร้อนรนในอุรานางเนื้อเย็น
เข้ากราบลาพระบิดาพญานาค กับข้าสาวมาก็มากนั้นเหลือเถน
สนมนางล้วนสำอางแต่สะเอน เบิกบาดาลขึ้นมาเล่นชโลทร
ครั้นถึงเกาะที่จำเพาะเคยหยุดพัก ฝูงนาคีมากนักดูสลอน
ลงเล่นน้ำมุดดำในสาคร บ้างหลอกหลอนลวงล่อเล่นงอกัน
ฝ่ายอรุณแม่เนื้ออุ่นนางนายนาค เล่นไม่มากขึ้นมาก่อนนางสาวสรรค์
ผลัดภูษานั่งร่มพนมวัน ดูกำนัลเล่นน้ำในนัทที
ส่วนสุวรรณอิศโรโพธิสัตว์ จะได้ตรัสเป็นองค์พระชินศรี
ได้ยินเสียงนางนาค๒๐นาคี พระภูมีจำแลงรูปจากเศียรมา
เป็นหนุ่มน้อยแช่มช้อยเลิศบุรุษ หนุ่มมนุษย์จะมาเปรียบนั้นอย่าหา
จึงย่างเยื้องเดินย่องมองเข้ามา เห็นพวกฝูงกัลยานั้นมากมี
นางผู้หนึ่งนั้นมานั่งอยู่ฝั่งน้ำ ช่างงามขำนี่กระไรแม่โฉมศรี
พระโฉมปรางค์เข้าไปนั่งแล้วพาที ขอโทษพี่เถิดจะถามอย่ามีภัย
แม่งามชื่นเจ้ายุพินชมพูภพ ฤๅงามลบอยู่สวรรค์ในชั้นไหน
ช่างงามผ่องเหมือนอย่างทองวิไลใจ แต่หญิงในพื้นพิภพไม่ลบนาง
๏ ปางยุพินปิ่นโสภีบุตรีนาค กำเริบราคร้อนระงมอารมณ์หมาง
ชม้อยชม้ายชายหางตายักหน้าพลาง ดูองค์เอี่ยมยิ่งสำอางประเสริฐชาย
พระสุรเสียงนั้นก็เพราะเสนาะนัก ทั้งผิวพักตร์นั้นก็ผ่องช่างเฉิดฉาย
ขนงค้อมเหมือนเขาเขียนเจียนระบาย ทั้งร่างกายช่างมาเกิดประกอบกัน
บุรุษดีที่ยังมีอยู่เมืองนาค จะมาเปรียบนั้นก็ยากไม่ขบขัน
จะสังเขปได้แต่เทพเทวัญ สุดจะกลั้นในอารมณ์ให้ตรมทรวง
นางนาคีมีใจกำเริบรัก จึงถามทักว่านี่ท่านนายข้าหลวง
มาแต่ไหนไยมาถามข้าทั้งปวง นี่กระทรวงแดนด่านท่านฤๅไร
อันเกาะนี้ก็เป็นที่สำหรับมา ครั้งปู่ย่าเคยมาเล่นแต่ไหนไหน
ปางประถมพุทธันดรแต่ก่อนไกล ฉันนี้ไซร้บุตรพญาวาสุกรี
นี่ตัวพี่มากับใครผู้ใดเล่า ฤๅเปลี่ยวเปล่าแต่ผู้เดียวเดินวิถี
เช่นยักษ์มารฤๅมนุษย์ฤๅเทพี เกาะอันนี้ผู้ใดเลยไม่เคยมา
โพธิสัตว์ฟังอรรถนางนาคถาม จึงเล่าความให้นางแจ้งที่กังขา
พี่ฤๅเจ้ามิใช่เหล่าเผ่าเทพา มารมาราก็ไม่ใช่ดอกสายทรวง
อันนามพี่นี้มนุษย์ดอกขวัญเนตร มาทุเรศอยู่จำเพาะในเกาะหลวง
เดิมก็มากับพ่อค้าท่านทั้งปวง พี่หนักหน่วงด้วยเห็นเกาะนี้เหมาะใจ
จึงกล่าวว่ากับพ่อค้าสิ้นทั้งนั้น ทั้งปวงท่านไปสำราญตามนิสัย
ออกสำเภาตัวของเราจะขึ้นไป อาศัยอยู่ที่ในเกาะเห็นเหมาะครัน
พี่บรรทมอยู่ที่ร่มพระไทรใหญ่ ผู้เดียวดายไม่มีเพื่อนผู้เดียวฉัน
พี่สำเนียงได้ยินเสียงน้องพูดกัน ดีใจครันจะมาหาจึงมาดู
มาถามทักไม่รู้จักว่าเป็นเจ้า ได้เกินเข้ามายกมือไม่พ้นหู
แล้วจะโปรดโทษทัณฑ์เถิดโฉมตรู ล้างชีวิตก็จะสู้บรรลัยลาญ
๏ นางเยาวมาลย์ฟังสารโพธิสัตว์ จึงตอบอรรถนุชนางสนองสาร
ใครจ้างว่าเล่าเป็นเจ้าแกล้งประจาน มาเที่ยวพาลจะเอาผิดอนิจจา
ต่างไต่ถามด้วยว่าความไม่รู้จัก มาพูดทักกล่าวสุนทรมาถามหา
จึงพูดต่อเห็นว่าง้อมาพูดจา จะนิ่งเสียก็จะว่าฉันถือตัว
ฤๅใครกล่าวว่าจะเอาไปเข่นฆ่า ช่างพูดจาออกมาได้เป็นน่าหัว
ถ้าเป็นพาลแล้วดิฉันนี้ยอมกลัว อย่าพันพัวเลยนะพี่ษมาภัย
๏ อนิจจังไม่อย่างนั้นดอกขวัญเนตร พี่เจียมใจคิดทุเรศดอกพักตร์ไข
มานั่งทักมิได้หมอบละม่อมละไม เป็นเจ้านายเขาก็ราบแต่กราบทูล
นี่เองมาทำเหมือนว่าไม่เกรงขาม มาหยาบหยามไม่เข้าอย่างเสียยศสูญ
น้องไม่จ้างนางไม่บอกดอกแม่คุณ โมทนาว่านี้บุญแล้วขวัญตา
จะร่ำว่าท่าเกี้ยวไปมากหลาย วิตถารไปก็จะได้ดอกท่านขา
แต่เรื่องราวนั้นยังยาวคณนา พระสังฆีมีฎีกาไว้ครบครัน
อันที่จริงถ้าแม้นหญิงกับบุรุษ ได้พบพูดแล้วไม่พ้นคงผ่อนผัน
นี่บุญสองท่านได้สร้างไว้มากครัน อย่าสงสัยไม่ได้กันเลยหญิงชาย
ทั้งสองท่านครั้นว่าสมปรารถนา นางวิรุณน้องก็พาพระผันผาย
ไปสู่แดนเมืองบาดาลบัดเดี๋ยวดาย เข้าเฝ้าองค์วาสุไกรบิดานาง
ท้าวนาคีมีมโนเสน่ห์นัก พระแสนรักโพธิสัตว์ไม่ขัดขวาง
ให้ครอบครองเมืองศฤงคารสวรรยางค์ เสวยปรางค์ปรีดิ์เปรมประเสมใจ
๏ จะกลับว่ามาข้างฝ่ายนายพาณิช ไปซื้อขายได้สมคิดดังใจหมาย
ถอนสมอบ่ายสำเภาไม่พักพาย ลมระบายแล่นเดาสำเภามา
ครั้นถึงเกาะก็จำเพาะสำเภาหยุด จะลากฉุกก็ไม่เลื่อนเหมือนภูผา
ด้วยใบบุญโพธิญาณในสัญญา จึงนาวานั้นมาแน่นไม่แล่นไป
๏ คราวนี้จะคืนไปยกพื้นโพธิสัตว์ โสมนัสอยู่ในปรางค์อันสุกใส
ไม่มีทุกข์สุขเกษมเปรมดิ์หัททัย ประมาณมาก็จะได้หลายทิวา
วันหนึ่งนอนให้สะท้อนหัททัยระทึก เพลาดึกปั่นป่วนรำจวนหา
หวนรำลึกตรึกถึงพระมารดา โอ้ป่านนี้แม่จะมาตั้งหน้าคอย
ด้วยจนยากแสนลำบากแม่ทูนเกล้า พระโพธิ์เจ้าหลั่งน้ำตาระผ็อยผ็อย
สะอื้นอกชลเล็ดเป็นเม็ดลอย โหยละห้อยโศกศัลย์อั้นอุรา
ปางนางหม่อมจอมจุลวิรุณแม่ นางนอนนิ่งฟังแน่ว่าโหยหา
แล้วลุกขึ้นกราบบาทพระภัสดา กัลยาทูลถามเนื้อความไป
ว่าเจ้าประคุณทูนเกศของเมียแก้ว ประหลาดแล้วหลากอาเพศเหตุไฉน
ฤๅน้อยจิตว่าเมียคิดไปนอกใจ ผู้ใดใครบอกเล่าเจ้าประคุณ
ฤๅน้อยใจว่ามาได้กับน้องนี้ ไมสมรักศักดิ์ศรีจึงหวนหุน
ฤๅเห็นน้องนี้ไม่ต้องต่ำสกุล จึงอาดูรโศกสร้อยละห้อยใจ
ฤๅบิดรมารดาคณาญาติ ท่านร้ายกาจหยาบหยามให้ฤๅไฉน
ฤๅกิริยาน้องไม่ต้องหมองหัททัย จึงน้อยใจโทมนัสพระภัสดา
ปางนั้นพระสุวรรณเศียรเจ้า จึงบอกเล่าว่าแม่ยอดเสน่หา
อย่ากินแหนงแคลงใจเลยฉัยยา เหมือนเจ้าว่านั้นไม่จริงสักสิ่งอัน
พระบิดรมารดาคณาญาติ ไม่ร้ายกาจโอบอ้อมดอกจอมขวัญ
ท่านเมตตามิได้ว่าเลยดวงจันทร์ สารพันมาได้สุขทุกประการ
ถึงตัวนางที่จะชังอย่าสงสัย พี่รักเทียมดวงหัททัยจะไขสาร
พี่โศกาด้วยว่ามานี้นิ่งนาน คิดสงสารถึงมารดาด้วยอยู่เดียว
ตัวมาได้ความสบายหัวใจชื่น สำราญรื่นทิ้งมารดาไม่มาเหลียว
ละอายใจด้วยเป็นชายเสียชาติเชียว จริงจริงเจียวน้องจงแจ้งอย่าแคลงใจ
คอยอยู่เถิดแม่วิรุณเนื้ออุ่นพี่ จำเริญศรีนิ่มน้องจงผ่องใส
เป็นวิบากครั้นมิจากก็จำใจ ด้วยเป็นใหญ่คุณเหลือล้นพระชนนี
ฝ่ายวิรุณเนื้ออ่อนจึงวอนไหว้ น้องขอไปจงได้โปรดซึ่งเกศี
ฉันสะใภ้จะไปไหว้พระพันปี พระชนนีจะได้เห็นเป็นอย่างไร
ครั้นรุ่งเช้าเจ้าเข้าลาพระบิตุเรศ บังคมเกศลงทั้งสองด้วยผ่องใส
ขอกราบลาพระบิดาจงอวยชัย ไปเยือนไท้ชนนีพระมารดา
ปางบดินทร์ปิ่นนาคีโมฬีนาค ไม่พูดยากตรัสว่าตามลูกปรารถนา
ศรีสวัสดิ์พ่อไม่ขัดดอกอัชฌา พระลูกยาพ่อจงเอาสำเภาไป
ตามแต่ใจเอาเท่าไรอย่าเกรงขาม สักสองพันสรรเอาตามอัฌชาสัย
ทั้งเงินทองทาสทาสาผ้าอำไพ ขนเอาไปใส่สำเภาทั้งสองพัน
เต็มทุกลำตามแต่ใจอย่าเกรงขาม โพธิสัตว์ตรับความแล้วผายผัน
มาจัดแจงแต่งสำเภาได้ครบครัน สารพันขนลงใส่ในนาวา
ครั้นขนเสร็จแล้วสำเร็จเข้ามาเฝ้า บังคมท้าวทูลลาพระนาถา
ทั้งเนื้ออุ่นนางวิรุณก็ทูลลา ท้าวนาคาอวยชัยแล้วให้พร
ทั้งสององค์ลงสำเภาออกนำหน้า นำนาวาห้าร้อยลอยสลอน
พวกพ่อค้าที่อยู่ท่าพระภูธร ก็พร้อมกันมาสลอนในทันที
พระพายพามาไม่ช้าสักเดือนครึ่ง ก็ลุถึงเมืองพาราบูรีศรี
พระนำพานางไปหาพระชนนี นางจันทายินดีให้ปรีดา
จึงถามลูกว่านั่นใครที่ไหนนั่น เจ้าสุวรรณบอกว่าลูกพามาหา
ไปได้นางที่ในเกาะกลางคงคา ลูกจึงพาเขามาหาพระมารดร
นางคนนี้เป็นบุตรีพญานาค ท่านแสนรักพุ่มพวงดวงสมร
ท่านปองปูนไอศูรย์พระนคร กับบังอรลูกทั้งสองให้ครองเมือง
ลูกคะนึงคิดถึงมารดาเจ้า จึงทูลลาพานงเยาว์มาแจ้งเรื่อง
พูลสวัสดิ์สารพัดไม่ขัดเคือง อร่ามเรืองสารพัดท่านจัดมา
แต่สำเภานั้นให้เอามาห้าร้อย ของไม่น้อยเต็มเพียบสหัสสา
แต่ข้าวของทองคำทั้งเงินตรา ท่านให้มาท่านไม่ห้ามท่านตามใจ
นางจันทาครั้นได้ฟังพระลูกว่า ให้ปรีดายินดีจะมีไหน
จึงวาจาว่ากับลูกสะใภ้ไป สุดสายใจอยู่กับแม่อย่าแดดาล
ใจแม่หวังร่างผีหมายจะฝาก ลูกหญิงชายแม่ไม่มากจึงกล่าวสาร
แล้วหาบขนของเงินตราบรรณาการ ใส่โรงร้านเต็มทั้งเรือนดูเกลื่อนไป
นางจันทาพาคนขนสินทรัพย์ คะเนนับพันหนึ่งเข้ามาถวาย
ส่งท่านจ้าวพาราณสีโมฬีนาย พวกตำรวจขนเข้าใส่ท้องพระคลัง
ครั้นอยู่มาจ้าวพาราสวรรคต ถึงกำหนดผลกรรมแต่หนหลัง
เป็นเมืองเปล่าไม่มีจ้าวนัครัง ประเพณีมีแต่หลังบูราณมา
กษัตริย์ใดถ้าแม้นวายสวรรคต เอาอาชาเทียมรถแล้วเสี่ยงหา
เทพยลจึงเข้าดลบันดาลพา ให้มิ่งม้านำเอารถไปก่ายเกย
พวกเสนาจึงปรึกษาด้วยกันหมด เอาม้าเทียมราชรถพร้อมเขนย
เทวดาก็มาพาเอารถเลย ไปก่ายเกยเจ้าสุวรรณเศียรทอง
เข้าเชิญองค์โพธิสัตว์มาเป็นเจ้า เป็นปิ่นเกล้าเจ้าแผ่นดินสิ้นทั้งผอง
ครองสมบัติสารพัดจะก่ายกอง ไม่มีภัยใสผ่องเพิ่มสมภาร
โพธิสัตว์ชาติสวัสดิ์สุดภายหลัง ในเอวังเมื่อดับทำสังขาร
คือพระเจ้าที่เข้าสู่พระนิพพาน สิ้นนิทานเทศนาก็จบลง
๏ กรุงจัมปากธิบดินทร์ปิ่นประชา ฟังพระธรรมเทศนาอาลัยหลง
ปีติตั้งจิตนิยมอารมณ์ปลง ให้งวยงงรสธรรมคำอุบาย
พวกเสนาข้าเฝ้าสิ้นทั้งนั้น ต่างพูดกันว่าท่านเทศน์เพราะใจหาย
เสียงก็เพราะเทศน์ก็แจ้งไม่แพร่งพราย ทั้งหญิงชายชาวประชาแต่ว่าดี
กรุงจัมปากปางพระองค์ดำรงภพ ให้ปรารภพระองค์ชันซึ่งเกศี
ว่าชีต้นนี้หนักหนาปัญญาดี ควรเป็นที่สังฆราชถือฐานา
พระโองการโปรดประทานเป็นเจ้าสงฆ์ บาตรสบงท่านถวายให้นักหนา
ครั้นถึงเดือนแล้วถวายให้เงินตรา ตามฐานาใหญ่น้อยประเพณี
ชาวประชาเห็นว่าพระสังฆราช ดูผุดผาดพวยพุ่งขึ้นสูงศรี
ทุกคนถือว่าหนังสือท่านเหลือดี ชาวบูรีนับถือลือขจร
แต่เข้าเวรเทศน์ในวังเป็นเนืองนิตย์ สานุศิษย์มากมายหลายสลอน
บอกหนังสือถือธุดงค์ทรงสังวร สถาพรโพยภัยไม่แผ้วพาน
ครั้นอยู่มาพระวรรษานั้นหลายขวบ บุญประจบมาประจวบคิดสงสาร
เหตุทั้งนี้เป็นที่ผลสร้างสมภาร จึงบันดาลเข้าดลใจให้ตรึกตรอง
หวนรำลึกตรึกถึงพระปาจิต พระสามิตผู้ผัวให้มัวหมอง
จะบุกป่าผ่าดงจะลงคลอง เที่ยวหาน้องไปทุกหนตำบลเมือง
พระภูษาผ้าที่ทรงจะกุดขาด ข่าวประหลาดก็ไม่รู้ถึงหูเหือง
จะตายเป็นก็ไม่เห็นพระขวัญเมือง จะคิดเคืองผ่อนผันประการใด
แต่ตรองหายังปัญญาลงสอดส่อง ให้แคล่วคล่องทำให้พ้นที่สงสัย
ถึงสามวันก็ไม่เห็นเป็นอย่างไร เทพเจ้าเข้าดลใจให้เห็นดี
ปลูกศาลาไว้ที่ท่าคนอาบน้ำ เป็นจำนำเขาเคยสรงนทีศรี
เขียนเป็นเรื่องตัวกับผัวรูปร่างมี จารึกเรื่องบอกให้ที่สำคัญไป
ถ้าผ่านฟ้าไปเที่ยวหาต่างประเทศ ถ้ามาพบถ้าสังเกตคงจำได้
มิฉันนั้นคนจะเล่าเฉากันไป คงสงสัยคำเขาว่าจะมาดู
นางตรึกตรองเห็นเป็นช่องหัวใจชื่น สำราญรื่นตั้งอารมณ์สำรวมหู
จำอาตมาเข้าปรึกษากษัตริย์ดู จำเริญพรบอกให้รู้สร้างศาลา
ครั้นยามเย็นเป็นเพลาที่ตำแหน่ง ผู้เป็นเจ้าเคยไปแจงเทศนา
เรียกลูกศิษย์แบกคัมภีร์มาติกา แล้วครองผ้าผู้เป็นเจ้าก็เข้าวัง
ขึ้นสำแดงแจงธรรมครั้นจบแล้ว จึงคลาดแคล้วลงธรรมาสน์ด้วยใจหวัง
ถวายพรกับพระจอมนัครัง ว่าบพิตรรูปจะสร้างศาลาทาน
ให้ใหญ่โตกว้างยาวสักเก้าห้อง สำรับรองจะได้วางซึ่งอาหาร
กรุงกษัตริย์ตรัสว่าจอมเป็นอาจารย์ จะต้องการจะถวายใสศรัทธา
จะให้ยกทำถวายที่ไหนเล่า ผู้เป็นเจ้าบอกให้แจ้งยังกังขา
จำเริญพรในประสงค์อาตมา ที่หน้าท่าบ้านขุนพรหมเห็นสมควร
ไม่นิ่งช้าก็อำลาเข้ามาวัด เข้าสู่ที่โทมนัสให้ผันผวน
รำลึกถึงพระสามียิ่งยียวน บังเกิดกวนขึ้นด้วยกรรมนั้นตามมา
๏ จอมกษัตริย์ธิบดีมุนีนาถ ได้รับคำพระสังฆราชผู้นาถา
ด้วยตั้งใจจะถวายซึ่งศาลา ใสศรัทธาสัมปยุตขึ้นผุดงาม
พระโองการสั่งสารพวกเสนา เร็วอย่าช้าเร่งให้ทันในวันสาม
ปลูกศาลาขึ้นทีท่าให้ใหญ่งาม สักเก้าห้องไปเร่งทำให้ทันที
กูตั้งใจจะถวายพระสังฆราช ท่านบิณฑบาตจงเอาบุญทูนเกศี
ตั้งช่างเขียนเจียนฉลาดที่วาดดี วันพรุ่งนี้จัดกันให้ทำการ
ฝูงอำมาตย์รับโอภาษไม่นิ่งช้า ก็ออกมาเร่งกันตามบรรหาร
พระสุเรนทร์นั้นต้องเกณฑ์ซึ่งแปลาน กับกระดานคนละแผ่นให้แล่นยาว
หลวงศักดานั้นให้หาซึ่งตัวขื่อ จันมีชื่อนั้นต้องเกณฑ์ซึ่งตัวเสา
ไม้นั้นลมหมวดขุนพรหมให้รับเอา กระเบื้องเผาให้หมื่นพราหมณ์กับไม้พรึง
ลอดทั้งสิ้นให้ขุนอินกับระแนง ที่ฝาแฝงนั้นให้สานให้ขันขึง
ตอกให้โตกดให้ติดให้แน่นตึง ตะปูกรึงจะต้องวุ่นให้ขุนชัย
เกณฑ์สำเร็จเสร็จพลันในวันนั้น ขมีขมันได้ไม้หาช้าไม่
คนละตัวไม่ต้องตัดในป่าไกล เที่ยวซื้อไซร้จึงได้ทันในการเร็ว
ครั้นได้มาแล้วก็พากันถากเสา บ้างกล่อมเกลาหาบแบกออกแหลกเหลว
บ้างเจาะเจียนเจนจัดบ้างดัดเอว บ้างเร่งรัดให้ได้เร็วอย่ารั้งรา
บ้างสานแฝงแต่งตอกกดให้ติด บ้างเหลาลิดควบแล่นให้แน่นหนา
ใส่เสาลองติดปั้นลมใบระกา ติดช่อฟ้านาคสะดุ้งห้อยกระดึง
ปรุงสำเร็จเสร็จแล้วด้วยคนมาก บ้างถางถากทำทีให้ขันขึง
บ้างปราบปรามทำถางอยู่กังกึง เสียงตังตึงอลหม่านอยู่มัวเมา
บ้างขุดหลุมบ้างก็รุมหามเสาแรก พากันแบกบ้างระโบมเข้าโหมเสา
ยกเสาใส่ไว้เป็นคู่ดูระนาว ขึ้นนั่งเต้าใส่แปติดระแนง
ติดช่อฟ้าใบระกาตะปูตี มุงกระเบื้องดูเป็นสีระยับแสง
หางหงส์ห้อยด้วยกระดึงกระเบื้องแดง แล้วโปดแฝงทาด้วยดินสอพอง
เรียบกระดานการศาลาสำเร็จแล้ว จึงกวาดแผ้วผงเผาสิ้นทั้งผอง
โองการตรัสให้โปดชาดแล้วทาทอง ดูเรืองรองแดงร่าน่าสะออน
ที่วาดเขียนนั้นต้องเรียนพระสังฆราช ให้โอวาทบอกเรื่องมีอักษร
ช่างฉลาดวาดเป็นเรื่องเมืองนคร วาดเป็นดินเขียนเป็นดอนดาษดา
เขียนเป็นรูปพระปาจิตเที่ยวหานาง ที่คู่สร้างพยายามเที่ยวตามหา
เขียนเป็นรูปยายแก่เป็นมารดา อุ้มครรภาทรงครรภ์นั้นใหญ่โต
วาดเป็นรูปพระปาจิตไปพบยาย เห็นทรงครรภ์ดีใจขึ้นอักโข
เขียนเป็นกลดลงมากั้นนั้นคันโต พระปาจิตพงส์โพธิ์ก็แน่ใจ
เขียนเป็นรูปพระปาจิตยกมือขอ อยู่อาสาเฝ้าอยู่จนโตใหญ่
เขียนเมื่อคลอดอรพิมยิ้มละไม เขียนปาจิตเมื่อเขาใช้หาหมอมา
เขียนเป็นรูปหมอตำแยมาแปรผัน มาไม่ทันนางก็คลอดจากอุถา
เขียนเป็นรูปปาจิตไปไถนา กับอรพิมขนิษฐาเป็นเพื่อนกัน
เขียนเมื่อลาแม่ยายไปเมืองพ่อ เขียนรูปหล่ออรพิมนางเฉิดฉัน
เขียนด้วยเสนเป็นตำรวจท้าวพรหมพลัน มาพาพิมไปจากบ้านกับยายบัว
เขียนเป็นรูปอรพิมเมื่ออุปภิเษก กับพรหมทัตครองเสวกเป็นเมียผัว
เขียนเป็นรูปปาจิตเมื่อหมองมัว เอาทองปรายลงไปทั่วในลำธาร
เขียนเป็นรูปพระปาจิตมาแต่เมือง ครั้นแจ้งเรื่องเข้าไปในสถาน
เขียนเป็นรูปเจ้าพนักกักทวาร เขียนคนเข้าไปทูลสารว่าพี่มา
เขียนเป็นรูปพรหมทัตกับปาจิต เมื่อสถิตอยู่ในปรางค์อันเลขา
เขียนเป็นรูปอรพิมยื่นสุรา ให้ราชาพรหมทัตก็รับเอา
เขียนรูปท้าวพรหมทัตเมื่อล้มกลิ้ง นอนแน่นิ่งอยู่กับสำรับข้าว
เขียนเป็นรูปพระปาจิตนั้นฟันเอา ท้าวพรหมทัตดิ้นดะเด่าตัวกระเด็น
เขียนจนสิ้นเมื่อพระอินทร์แปลงเป็นม้า มารับพาอรพิมเมื่อเคืองเข็ญ
กับปาจิตเอาไปไว้ที่ไทรเอน พรานนายเวรยิงเอาปาจิตตาย
เขียนรูปพรานเมื่อมันพาเอานางจาก แสนลำบากเหมือนหนึ่งหัวจะขาดหาย
เขียนเป็นรูปอรพิมเมื่อขี่ควาย เขียนเมื่อฆ่าพรานตายแล้วกลับมา
เขียนเป็นงูเมื่อมาสู้กับพังพอน ตอดกันตายแล้วพังพอนไปกัดหา
มาพ่นกันเป็นขึ้นพลันในทันตา เขียนนางพิมไปเอายาในทันที
เขียนอรพิมเมื่อมาพบพระปาจิต ก็เป็นคืนเหมือนนิมิตขมันขมี
เขียนปาจิตกับอรพิมเมื่อจรลี เขียนนัททีเมื่อไปติดฝั่งคงคา
เขียนเมื่อเห็นสามเณรขี่เรือน้อย กวักมือบอกว่าคอยนั้นนักหนา
เขียนเมื่อเถนสามเณรเอาเรือมา ลงนาวาพิมไม่ได้ไปกับเณร
เขียนเมื่อเถนสามเณรกับปาจิต เมื่อสถิตขี่เรือไปกับเถน
เขียนรูปพิมเมื่อนางคอยเรือเณรเวร เขียนเมื่อเณรเอาเรือรับนางพิมไป
เขียนรูปพิมเมื่อจะจากพระปาจิต เณรผิดกิจทำนอกพระกล่าวไข
เขียนเป็นรูปเมื่อเณรลักเอานางไป เขียนต้นไม้ต้นมะเดื่อลูกดกแดง
เขียนต้นไม้เมื่อนางใช้ให้เณรขึ้น เขียนเณรขึ้นทะลูดลงจนขาแข็ง
เขียนเณรอยู่ปลายมะเดื่อไต่ตะแคง เขียนนางพิมยื้อแย่งเอาหนามมา
เขียนนางงามเมื่อเอาหนามสะมะเดื่อ เขียนนางพิมเมื่อเอาเรือไปตามหา
เขียนรูปนางเมื่อยืนสั่งสกุณา เขียนพารากว้างใหญ่มีค่ายคู
เขียนจนสุดว่านางหยุดอยู่เมืองนั้น บอกสำคัญเขียนจารึกเรื่องให้รู้
ถ้าพระองค์ยังพะวงเที่ยวหาดู ถ้าตามหามาคงรู้เรื่องสำคัญ
พระสังฆราชบอกให้วาดเขียนเรื่องแล้ว จึงคลาดแคล้วเข้าไปเฝ้าขมีขมัน
ถวายพรกับพระองค์ผู้ทรงธรรม์ บิงบาทคนที่สำคัญเฝ้าศาลา
กรุงจัมปากธิบดินทร์ปิ่นมไห ทรงถวายคนพิทักษ์ให้รักษา
ให้สี่คนแต่ผู้เฒ่าเฝ้าศาลา พระราชาสังฆราชถวายพร
ออกจากวังมายังวัดไม่อยู่ช้า พระราชากรุงจัมปากผู้ทรงศร
สั่งอำมาตย์ให้เร่งจัดไกรจีวร ทั้งฟูกหมอนเอมโอชโภชนา
พนักงานการดอกไม้ตะไลพลุ เสียงรุรุรืบเร่งกันนักหนา
พระทรงชัยจะถวายซึ่งศาลา จุดบูชาพุทธองค์ผู้ทรงไกร
ครั้นถึงวันบัณรสะณรังสี ศุกลปักษ์ดิถีอันผ่องใส
นิมนต์สงฆ์สังฆราชมาอวยชัย เพลาค่ำจุดดอกไม้พลุลันทา
ครั้นรุ่งเช้าก็ถวายซึ่งไกรบาตร ทั้งคาวหวานเคนอังคาสมากนักหนา
พร้อมสะพรั่งทั้งทานบรรณศาลา ผ่องศรัทธาเลื่อมใสหมายนิพพาน
พระสังฆราชรับบิงบาทศาลาแล้ว ให้กวาดแผ้วผ่องใสในสถาน
ทั้งสี่เฒ่านั้นให้เฝ้าพยาบาล แล้วสั่งสารถ้าผู้ใดจะไปมา
หยุดศาลาถ้าผู้ใดมานั่งอยู่ จงคอยคูถ้ากำสรดกันแสงหา
สะอื้นอั้นตันอุรังหลั่งน้ำตา อย่านิ่งช้าจงมาบอกเราโดยไว
หมื่นระวังรับสั่งพระสังฆราช หมื่นชัยนาทรับว่าคุณอย่าสงสัย
หมื่นอุดมรับว่าผมจะวิ่งไป หมื่นอภัยสี่เฒ่าเฝ้าศาลา
นางอรพิมที่ว่าบวชเป็นสังฆราช แล้วเบี้ยหวัดให้โอกาสไปซื้อหา
ข้าวขนมส้มของหวานอันโอชา ทุกทิวามิให้สิ้นกินทุกวัน
ทุกพาราชาวประชาที่รู้ข่าว ออกโฉ่ฉาวแตกตื่นมามหันต์
แต่ไปกลับถ้าจะนับด้วยหมื่นพัน มาทุกวันดูออกไขว่ไปแล้วมา
๏ ขอหยุดเรื่องพิมบุรุษสังฆราช จะกล่าวกลับจับถึงนาฏเสน่หา
นางอมรนิ่มน้องผ่องโสภา กับราชาสังฆราชได้พูดกัน
แต่เดิมมาพระบิดาให้สมบัติ ให้ขึ้นครองเศวตฉัตรไอศวรรย์
กับอมรพระบุตรีของทรงธรรม์ สัญญากันตั้งแต่แรกจะบรรพชา
ในคำว่าลาบวชไม่นานนัก พูดกันไว้ว่าจะอยู่สักวรรษา
อมรมิ่งตั้งแต่นิ่งแต่คอยมา ทรงโศกาคิดถึงคะนึงครวญ
จนตราบท้าวมาเป็นเจ้าพระสังฆราช ที่คำขาดวิปริตเห็นผิดผวน
ครั้นจะนิมนต์ว่าให้สึกไม่สมควร เสียดายนวลด้วยเป็นหญิงละอายใจ
ให้ร้อนรุ่มตั้งแต่สุมด้วยไฟราค แทบอกครากมัวหมองไม่ผ่องใส
ทรงนิ่งนึกจึงจารึกเป็นความนัย แต่แรกเริ่มเดิมทีได้สัญญากัน
ครั้นแต่งสิ้นดวงยุพินไม่นิ่งช้า จึงเรียกหาสาวใช้ขมีขมัน
มานี่หน่อยเหวยอีสร้อยคนสำคัญ เคยไว้ใจใช้มันได้เหมือนใจ
นางสร้อยสาวได้ยินจ้าวตรัสร้องเรียก ฟังสำเหนียกขานขอรับไม่ช้าได้
เข้ามาหมอบว่าแม่ขาเรียกว่าไร สายสุดใจว่าแน่ะมึงอย่าอึงความ
มึงเข้ามากูจะว่าที่ริมหู มึงเอ็นดูกูไม่รักคนสำสำ
ถ้ารู้แล้วมึงอย่าได้ไปไขความ ให้ลามปามให้เขารู้ถึงหูคน
นางสร้อยว่าแม่เมตตาไม่ทำผิด ข้ากับจ้าวเอาชีวิตที่ไหนพ้น
ไม่นอกใจแม่อย่าได้เลยกังวล ทุกนุสนธิ์ของแม่มีประการใด
นางเนื้อเย็นว่าแน่ะเจ้านางสาวสร้อย อย่ามากน้อยพูดแต่ตามอัชฌาสัย
ข้าจะให้เอาหนังสือนี้ถือไป ปลอมเอาใส่ไว้ในซองที่ใส่พลู
กับจังหันพร้อมด้วยกันพอแก้เก้อ อย่าพูดเพ้อพูดแต่พอจะชอบหู
นางสาวสร้อยรับบัญชายกมือชู แล้วจัดแจงแต่งหมากพลูสำรับมา
หนังสือสารนั้นเอาใส่ในซองลับ แบกสำรับเดินตรงเข้าไปหา
ถึงกุฎีขึ้นกระไดไหว้วันทา พระราชาสังฆราชจำเริญพร
แล้วสาวสร้อยกล่าวถ้อยเป็นทีเทียบ ภิปรายเปรียบปราสัยสโมสร
ว่าเจ้าคุณยังจำรูญสถาวร ไม่เร่าร้อนอยู่จำเริญได้เนิ่นนาน
พระราชาสังฆราชจึงตรัสว่า ค่อยวัฒนาไม่เป็นไรสีกาหลาน
เกิดเป็นกายแล้วก็ภัยทุกคนพาน แต่ทนทานอตส่าห์ทับระงับไป
ทุกขังท่านว่าทุกข์เท่าภูเขา สุขังเท่าหัวเหาประเดี๋ยวหาย
ทุกข์ทั้งนี้แน่สีกาคือรูปกาย กับดวงใจในหัวอกเรานี้เอง
นางสีกามาธุระอะไรฤๅ ฤๅตรงซื่อมาทำบุญด้วยเหมาะเหม็ง
นางสาวใช้ว่าเจ้าคุณฉันนี้เกรง ถ้าอกเองแล้วไม่อาจกลัวระอา
นี่จนใจด้วยท่านใช้ท่านเป็นจ้าว จะขัดเล่าก็จะมีซึ่งโทษา
ด้วยหม่อมแม่มิ่งอมรให้ฉันมา ใสศรัทธาเอาเภสัชมาทำทาน
กับหนังสือใส่ในซองเป็นอักษร ถวายพรมาให้ทราบในเรื่องสาร
พระสังฆราชเอื้อมขยับไปจับพาน แล้วชักสารออกจากซองคลี่อ่านดู

จบเล่ม ๓

  1. ๑. ประเสม = เกษม

  2. ๒. พล้อ = พ้อ

  3. ๓. ฉมัน = สมัน

  4. ๔. สะดอ = สีดอ

  5. ๕. เยือ = นาน

  6. ๖. ในหนังสือสมุดไทยไม่มีคำสัมผัสระหว่างวรรค

  7. ๗. ในหนังสือสมุดไทยใช้ว่า “กระหัด”

  8. ๘. ต้นฉบับหนังสือสมุดไทย เขียน “ณรกกาน” “ณรกการ” “ณรกกาล” ในคำกลอนให่อ่านว่า “นะ-รก-กาน”

  9. ๙. เข้าใจว่าความหมายเดียวกับคำว่า ขย่ม

  10. ๑๐. ต้นฉบับหนังสือสมุดไทยไม่มีคำสัมผัสระหว่างวรรค

  11. ๑๑. แมงมี่ (ภาษาถิ่น) = แมลงหวี่

  12. ๑๒. สุคือการเอาผ้าซักด้วยน้ำร้อนเพื่อทำความสะอาด

  13. ๑๓. ชาตรู : อ่าน ชา-ตะ-รู

  14. ๑๔. ต้นฉบับเขียน “กุษดี”

  15. ๑๕. มงคลเทปปนี = มงคลทีปนี

  16. ๑๖. มาจากคำว่า “สังฆการี” แปลว่า เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับสงฆ์ในงานหลวง

  17. ๑๗. ต้นฉบับเขียน “กดี”

  18. ๑๘. มาจากคำว่า “ประเคน” หมายถึง การถวายของพระโดยวิธียกส่งให้ตามพิธีการที่กำหนดไว้

  19. ๑๙. กระการ = ตระการ

  20. ๒๐. นาค = อ่านว่า นาก - คะ

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ