โคลงกวีโบราณ

โคลงกวีโบราณ

๏ ข้าพระพุทธเจ้า พญาตรังจ่าโคลงบุราณไว้ได้ถวาย

พระราชนิพนธ์
พระเทวีสุโขทัย
พระเจ้าลานช้าง
สนมข้างใน
ศรีธนญชัย
บิดาศรีปราชญ์
ศรีปราชญ์
พระศรีมโหสถ[๑]
พระเยาวราช
นายชาลี มหาดเล็ก
บุราณแต่งไว้ ๑๓
เจ้าฟ้าอภัย ๒๕
พระนาคท่าทราย ๒๒
พญาตรัง ๒๔
โคลงประจำกาพย์
ทวาทศมาศฉบับใหญ่
  รวม ๑๒๗ บท

พระราชนิพนธ์

๏ พระเรียมมาแขกน้อง ถึงกง
มีมโนรถจง จอดเจ้า
เรียมคลาครรไลหงส์ บารนี่ มาแม่
คุณบารนี่น้องเหน้า หน่อไท้เทวี ฯ

พระเทวี

๏ พระผัวพระผ่านเผ้า นฤพาน
ไฟไป่ดับแดดาล หมื่นม้วย
สดักลูกเหลนหลาน เรียงรอบ ตัวแฮ
เถ้าวอกเว้ากัดกล้วย ริรื้อทําสาว ฯ

พระราชนิพนธ์

๏ ทังหลายว่าแม่เถ้า มานยาว
พระว่านางยังสาว ไป่เถ้า
ทัดดอกพลับพลึงขาว แซมเกศ
สระกว่าสาวสิบเข้า แข่งหน้าบูรณจันทร์ ฯ
๏ ศศิวรเดชฤ้ๅ งามนัก
อ้าใช่เดือนเพ็ญพักตร์ หนุ่มเหน้า
อักษร[๒]บวรลักษณ์ เลืองแต่ง ผจงฤๅ
อ้าใช่นางฟ้าเจ้า พี่ใช้อย่าไฉน ฯ

พระเทวี

๏ ทินกรวรเดชฤ้ๅ งามยง ยิ่งแฮ
อ้าใช่อาทิตย์จง อยู่เกล้า
นารายณ์เสด็จลง มาแปลก ปลอมฤๅ
อ้าใช่นารายณ์เจ้า พระผู้เสด็จมา ฯ

ศรีปราชญ์

๏ โคลงสองธกล่าวอ้าง หญิงชาย
คือสมรรถไชยพาย เฟื่องฟื้น
สรมุขวิ่งวางสาย ชลเชี่ยว
สองอาจแข็งขมังขึ้น แข่งให้กันเสมอ ฯ

พระเทวี

๏ เชิญไทธิราชไท้ เสด็จยูร ยาตรแฮ
กั้นก่อภพไอศูรย์ สืบหล้า
ขอถวายธิดาทูล ทรงบาท
แต่บพิตรเจ้าฟ้า ผ่านหล้าครองเมือง ฯ

ศรีปราชญ์ต่อพระนิพนธ์

๏ หวังตามาลั่นได้ เป็นเขย
สรวลแต่ชาวเราเหย หะห้าย
เชิญพระตระกองเกย กรหนุ่ม ดีพ่อ
นางแก่กลกามหม้าย หม่นเศร้าโรยโฉม ฯ

บโทนต่อพระนิพนธ์

๏ เรียมพิศแต่บาทเท้า ถึงผม
บตํ่าบสูงสม แน่งน้อย
อ้อนแอ้นอ่อนเอวกลม กํารอบ
ติแต่นมเล็กหน้อย หนึ่งนั้นเสียโฉม ฯ

พระนิพนธ์

๏ ชาลีเชื้อชาติชิ้ง ชาลี
นามแม่อามอัปรี ตํ่าต้อ
พ่อมึงชื่อตาศรี ขายถ่าน
ส่วนตัวมึงคือกร้อ แต่งไว้วิดเรือ ฯ

นายชาลี

๏ ชาลีใช่ชาติเชื้อ ชาลี
นามแม่นาฏมัทรี เผ่าท้าว
บิตุเรศชื่อพระศรี เพสยัน ดรนา
ปู่ข้าผู้หาญห้าว ชื่อท้าวสญชัย ฯ

นางข้างใน

๏ หะหายกระต่ายเต้น ชมจันทร์
มันบ่เจียมตัวมัน ตํ่าต้อย
นกยูงหากกระสัน ถึงเมฆ
มันบ่เจียมตัวน้อย ตํ่าเตี้ยเดียรฉาน[๓]

ศรีปราชญ์

๏ หะหายกระต่ายเต้น ชมแข
สูงส่งสุดตาแล สู่ฟ้า
ระดูฤดีแด สัตว์สู่ กันนา
อย่าว่าเราเจ้าข้า อยู่พื้นดินเดียว ฯ

ศรีปราชญ์ทูลเป็นโคลง

๏ ครืนครืนสนั่นพื้น ปัถพี
เสียงตะขาบขับตี เร่งร้น
ภูธรธเรศตรี สุรสั่ง เองแฮ
ร้องสําทับช้างต้น เพิดแก้วมาเมือง[๔]

นายประตูถามเป็นโคลงศรีปราชญ์ตอบเป็นโคลง

๏ แหวนนี้ท่านได้แต่ ใดมา
เจ้าพิภพโลกา ท่านให้
๏ ทําซึ่งสิ่งใดนา วานบอก
เราถวายกาพย์โคลงไท้ ท่านให้รางวัล ฯ

เจ้าเชียงใหม่ถามเป็นโคลงศรีปราชญ์ตอบเป็นโคลง

๏ รังสีพระเจ้าฮื่อ ปางใด
ฮื่อเมื่อพระเสด็จไป ป่าแก้ว
๏ รังสีบ่สดใส สักหยาด
ดําแต่นอกในแผ้ว ผ่องเนื้อนพคุณ ฯ

ศรีปราชญ์ ๕ บทลงไว้

๏ ไยแม่หิ้วนั้นใช่ จะตก
เอาพระกรมาปก ดอกไม้
สองมือทาบตีอก ครวญใคร่ เห็นนา
หัวยะยิ้มรอยให้ พี่เต้าไปหา ฯ
๏ ออกปากไว้แก่เจ้า เป็นสัตย์
ดั่งหนึ่งเหลี่ยมเพชรรัตน์ ยอดตั้ง
ขอร่วมภิรมย์สวัสดิ์ เสมอชีพ
จงแม่เชื่อเรียมครั้ง หนึ่งนี้ลองดู ฯ
๏ ปลอกคําดํ้ามีดเขี้ยว พยูนหาย
ตัวบ่คิดเสียดาย แต่ดํ้า
แม้มีที่ซื้อขาย ของเก่า
ทองแท่งเนื้อเจ็ดนํ้า ชั่งให้ฤๅเสมอ ฯ
๏ ธรณีภพนี้เพ่ง ทิพญาณ หนึ่งรา
เราก็ลูกอาจารย์ หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง ฯ
๏ เจ้าอย่าย้ายคิ้วให้ เรียมเหงา
ดูดุจนายพรานเขา ล่อเนื้อ
จะยิงก็ยิงเอา อกพี่ ราแม่
เจ็บไป่ปานเจ้าเงื้อ เงือดแล้วราถอย ฯ

พระเยาวราช[๕]

๏ เจ้าอย่าย้ายคิ้วชํ่า มเลืองมา
อย่าม่ายเมียงหางตา ร่อเหล้น
จะมาก็มารา อย่าเหนี่ยว นานเลย
ครั้นพี่มาอย่าเร้น เรียกเจ้าจงมา ฯ

พระศรีภูริปรีชา[๖]

๏ ยามดึกวิเวกด้วย เสียงนก
เค้าแสรกแถกถาผก กู่ร้อง
ยอกรกอดกับอก ออมสวาท
มือตระโบมโลมน้อง ปากพร้องรับขวัญ ฯ

ศรีธนญชัย ๓ บท

๏ มลักเห็นม้าซ้อนเมื่อ มันสุข
ล้วนเล่ห์กลยลสนุก ใช่น้อย
มาเห็นเมื่อมันคลุก กันอยู่
แหนงจึ่งกลับไปจ้อย แม่เหย้าเรือนตน ฯ
๏ เรียมไห้ชลเนตรถ้วม ถึงพรหม
พาหมู่สัตว์จ่อมจม ชีพม้วย
พระสุเมรุเปื่อยเป็นตม ทบท่าว ลงแฮ
อกนิษฐมหาพรหมฉ้วย พี่ไว้จึ่งคง ฯ
๏ ผิดผีผียั้งละ ลาเพ
ผิดพระราชโปเล จะข้า
เหนื่อยหนักพักพอเท ปะแม่ กระมังนา
ในพระกฤษฎีกาอ้า ท่านไว้ยังไฉน ฯ

พระมหาราช

๏ มลักเห็นใบจากเจ้า นิรมิต
เป็นสําเภาไพจิตร แป๊ะโล้
จะลงระวางวิด จวนแก่ อกเอย
แม้นหนุ่มวันนั้นโอ้ พี่เพี้ยงเดินสาร ฯ

โบราณแต่งไว้ ๑๐ บท

๏ ครืนครืนกลใช่ฟ้า เรียมครวญ
ฝนใช่กลฝนชวน พี่ไว้
ลมก็ใช่ลมหวน ใจพี่ หวนนา
ไฟใช่กลไฟไหม้ สวาทไหม้ใจเรียม[๗]
๏ วิษณุกฤษณเกล้า กษิรสินธุ์ สมุทแฮ
นิทรปฤษฎางค์นาคิน ตื่นช้า
ธาดาท่านทฤษฎิน ดูโลก
เชิญช่วยเล็งทุกข์ข้า ราศร้างแรมสมร ฯ
๏ ศุลีตรีเนตรเรื้อง เรืองฤทธิ์
พรหเมศแมนสรวงสิทธิ์ สี่เกล้า
เชิญพระบรรทมนิทร เหนือนาค
เสร็จสําราญทุกข์เร้า รุ่งฟ้าดินขจร ฯ
๏ ทรงเพชรประจญแทตย์ท้าว ดาวดึงส์
นํานิกรอมรพึง พรั่งพร้อง
ยามาดุสิตอึง อาราธน์
ปรายกุสุมทิพย์ร้อง เรียกท้าวชมชัย ฯ
๏ จาตุรมหาราชไท้ จตุรทิศ
ยเมศมาราฤทธิ์ ข่ายข้อง
พันแสงศศิสถิต โพยมมาศ
วายุพรุณรุทรร้อง อ่านอ้างชวนเชิญ ฯ
๏ แล่นรถสุริเยศม้า แมนผยอง
คือศิขรเขาทอง เฟื่องฟ้อน
ตรีมูลเมฆเรืองรอง อรุโณทย์
ควรคือองค์กลิ่นป้อน เปลี่ยนชู้ชิวหา ฯ
๏ พิทยุพยัพเมฆครื้น ครวญหาว
พรุณร่วงรินโรยฉาว ชุ่มฟ้า
โพยมมาศมืดมัวดาว เดือนดับ ไปแม่
โหยละห้อยขวัญอรอ้า สวาทน้องใครโลม ฯ
๏ บิดุฉาภาสิตเชื้อ เขมรมา ก็ดี
เป็นแต่บุตรนัดดา สืบแส้
นานนานจึ่งเจรจา เต็มคิด พระเอย
เสียมิทําจําแล้ พี่เพี้ยงมีคุณ ฯ
๏ สี่หน้าบบ่ายหน้า ดูดิน
ตรีเนตรลืมแลถวิล แหล่งหล้า
นารายณ์บรรทมสินธ์ นานตื่น
สองโศกสามเจ้าฟ้า บ่เอื้ออาดูร ฯ
๏ นพบุรีบุเรศเจ้า สุดเจียว
ยังแต่พิภพเดียว ดอกฟ้า
แสนโกฏิจักมาเยียว หยากเยื่อ
ทรงพระไตรรัตนรุ่งหล้า เลิศลํ้าเลอสวรรค์ ฯ

เจ้าฟ้าอภัย ๒๕ บท[๘]

๏ เก้าคํ่ายํ่ารุ่งร้น เรืองแสง
พลแห่พัตราแลง เถือกถ้า
ฆ้องคึกบันดาลแสยง เสียงปี่
หน้าพี่ตรวจถ้วนหน้า ขาดหน้านางเดียว ฯ
๏ มาเห็นเกาะพระแล้ว ลาลด
เสี่ยงซึ่งความรันทด ทอดไม้
เห็นไม้ไม่ปรากฏ คืนแม่ มานา
โรคบ่เบียนน้องไข้ พี่ไข้ใจถึง ฯ
๏ มาถึงเจ้าปลุกปลํ้า ใจนัก
ด้วยบวรองค์อัค เรศสร้าง
เจ้าปลุกยิ่งปลุกรัก เรียมจาก
จากแม่เปล่าอ้างว้าง วุ่นว้างอารมณ์ ฯ
๏ สุริยนลี้เลื่อนใกล้ อัษฎางค์
พอพี่ถับถึงบาง โขมดเข้า
แซ่เสียงนิกรนาง นาริศ
เรียมคำนึงถึงเจ้า จากเจ้าจำไกล ฯ
๏ มาถึงประเทศไท้ บางไทร
ทางทุรัศสถานใจ สุดซั้น
สมรเดียวยิ่งมาไคล- คลาจาก กงนา
กงดั่งกงจักรกั้น กีดกั้นกันสมร ฯ
๏ นพบุรีบุเรศเจ้า กรุงอยุท- ธิยาแฮ
นารายณ์พิษณุภุช สืบสร้าง
เรียมรํ่าก็รํ่าสุด แรงพี่ แล้วแฮ
เมืองก็ร้างเจ้าร้าง พี่ร้างมานอน ฯ
๏ แปดคํ่ายํ่ารุ่งแล้ว คลามา
นพบุรีรมยา ท่านยั้ง
แสนสนุกจะหา หายาก
น้องก็ย่อมแจ้งครั้ง ก่อนโพ้นมีมา ฯ
๏ พิศโพธิ์สามต้นเติบ ตายสอง
ยังแต่เดียวดูหมอง หม่นเศร้า
อกเรียมก็ปูนปอง ปานเปรียบ โพธิ์แม่
กลพี่จากเจ้าเคล้า คู่คล้ายโพธิ์คะนึง ฯ
๏ มาดลดำบลบ้านท้าย โพแตง
แตงบ่แดงเลยแดง อกชํ้า
ชํ้าใจทุราแลง ลิ่วจาก
จากแม่ไปหนำซํ้า เร่งซํ้าทรวงถวิล ฯ
๏ กาหลหรทึกแส้ เสียงสังข์
เรียมบ่ฟังเลยฟัง ข่าวน้อง
ฆ้องคึกบันดาลหวัง เสียงเสน่ห์
เสน่ห์มารุมรึงข้อง ขุ่นข้องอารมณ์ ฯ
๏ มาถึงประเทศท้าย เกาะเรียน
ใจตระขวิดตระเขวียนเวียน วุ่นเข้า
เวรานุเวรเวียน บำราศ แล้วแฮ
จักนิราทุกข์เท้า ตราบสิ้นกรรมเรียม ฯ
๏ เดินดัดลัดทุ่งบ้าน สมอคอน
เรียมก็คอนทุกข์สมร ใช่น้อย
วังราชบ่นอนนอน เนินป่า
บ้านป่าฝาแฝกห้อย ร่างไร้รุงรัง ฯ
๏ เห็นวังวาริศร้าง ริมแคว นํ้านา
พระนครหลวงแล เปล่าเศร้า
วังราชฤมาแปร เป็นป่า
เกรงจะแปรใจเจ้า ห่างแล้วลืมเรียม ฯ
๏ แคฝอยข่อยข่าคล้า ยางคาง
วัลว่าขานางซาง หน่อป้อ
ปริงปรูหูกวางปราง ปรงเปราะ
ลางลิงจิงจ้อค้อ ข่าคล้าตระคองคลอง ฯ
๏ ระกำแกมจากต้น เตยหนา
ต้นตระบูนเเกมตา ตุ่มไห้
จากศรีอยุธยามา ลิวโลด ใจแฮ
วังบ่เห็นเห็นไม้ ม่วงพร้าวแกมสลา ฯ
๏ มะลิวัลย์วรแนบไว้ วางเขนย
ซับซาบวรเรียมเชย ไป่ม้วย
ขจรกลิ่นรสรำเพย ผายสวาดิ
เอฤนุชมาด้วย แซ่งเว้เวียนหนี ฯ
๏ ขอจงเสร็จแก้วพี่ กายกลม
ทันกลับคืนพลันสม เสน่ห์ด้วย
ความสนุกนิจเล่นรมย์ หลายท่า
ขอจงปู่เจ้าฉ้วย เสร็จแล้วเรียมถวาย ฯ
๏ ตระเว็ด[๙]ประดิษฐ์แกล้ง เกลาเพรา
ฉัตรและธงเฉลาเปลา ปลอดเสี้ยน
มาลาเลวงเสา วคนธ์กลิ่น ขจรแฮ
หอมตระการรสเพี้ยน ผิดไม้ไพรสณฑ์ ฯ
๏ ปู่เจ้าเขาท่าท้อง ไพรสณฑ์
ปู่เจ้าถํ้าธารพน เวศนี้
ปู่เจ้าฮ่วยหนองหน ใดแห่ง นี้นา
มารับสังเวยชี้ ซึ่งชี้เชิญถวาย ฯ
๏ เทพาพฤกษชาติเรื้อง รำบาญ
อารักษ์รักษาสถาน ที่นี้
อากาศเทวาวาน เมตรภาพ เรียมนา
ภูมเทวาชี้ ช่วยให้นางเห็น ฯ
๏ ขอจงเสร็จกลับได้ ดวงสาย สวาทนา
เรียมจะพลันจงถวาย เกือบกั้ง
พวงเงินพวงทองบาย ศรีมาศ
ใส่ศาลเพียงตาตั้ง แต่งให้สมบูรณ์ ฯ
๏ ข้าโรงข้าศาลนั้น อย่าถวิล
กลแต่เอียงไหริน เล่าล้อม
ฉีกกัดมัจฉมางส์กิน แกมจอก
จอบจิบหยิบแกล้มพร้อม เพริศคิ้วพลางเผยอ ฯ
๏ เหล้าเข้มไหใหญ่ตั้ง เติมกลาง
หมูเป็ดปากทองวาง เตียบตั้ง
แกะแพะชุมพา[๑๐]มางส์ แกมไก่
เต่างูหนูปลากั้ง กบกุ้งปูหอย ฯ
๏ เก้าบทเพื่อนยากนี้ ตกไฉน
ย่อมตกตามกันไป ทั่วเท้า
ดงรังชเล[๑๑]ไกล กลางป่า ก็ดี
เห็นก็สุดแต่เก้า บทนี้แนมนอน ฯ
๏ อัศจรรย์บารนี่หน้า โหรา
กาฤทำรังกา ที่แจ้ง
ฉัตรชัยใช่พฤกษา กาไข่
เป็นนิมิตเทพแสร้ง ส่งให้ศุภผล ฯ

พระนาคท่าทรายแต่นี้ไป ๒๒ บท[๑๒]

๏ เห็นรอเรียมเนื่องน้อย ใจเอง
รอระยำโยงเยง แย่งร้าง
รอเอยจักโกรงเกรง ไป่เท่า ใดนา
จากจำเนียรนุชร้าง ร่างไร้ราวรอ ฯ
๏ ถึงวัดตองปุเข้า ขอพร
เห็นแต่เรือหมู่มอญ แม่ค้า
พีดำล่ำไหล่คอน เรือเร่
หน้าบ่มีหมดหน้า ดุจหน้านวลผจง ฯ
๏ คล้องช้างช้างเถื่อนร้าง แรงโขลง
มาพิโยคอยู่โรง เร่งเศร้า
พังพาคณาโยง ยังป่า ไปฤๅ
เรียมคำนึงนุชเหน้า หนึ่งช้างคะนึงโขลง ฯ
๏ ดำบลชนบทโอ้ อาทร
ตอตะเคียนใครรอน จึ่งด้วน
เหมือนเรียมนิราสมร มาเปลี่ยว
ไม้ดั่งไมตรีม้วน ขาดค้างทางเกษม ฯ
๏ ถึงบ้านกระทุ่มไท้ ชลธี
กรกระทุ่มทรวงตี อกห้าย
ดูดงกระทุ่มทวี ทุกข์เทวษ อกเอย
ดอกตระการกลคล้าย เกศน้องนางเสย ฯ
๏ ดำบลชลน้ำหนึ่ง หนองมี
นามชื่อหนองคนที ใส่น้ำ
เห็นหนองพร่องวารี ริมขุ่น
เรียมก็ขุ่นใจช้ำ เช่นน้ำในหนอง ฯ
๏ นางผาผาแผ่นกลิ้ง กลางดง
แลประเล่ห์ทรงองค์ แม้ไซ้
นารีพี่ยรรยง เยาวรูป
ผาจะทำแท่นให้ แก่น้องนางนอน ฯ
๏ ฤๅไทเทเวศร์ไท้ ธิดา ท่านนา
ซึ่งสำนักในผา ตกนี้
ใฝ่ใจจะบูชา ชมรูป
แม้ว่าจริงจงชี้ ช่องให้เห็นองค์ ฯ
๏ จุดเทียนประทับแหว้น เวียนถวาย
ธูปประทีปโคมราย รอบล้อม
ทักษิณสำรวมกาย อภิวาท
เสร็จสมโภชแล้วน้อม นอบเกล้าบทศรี ฯ
๏ ถึงทางประเทศไท้ ทางหลวง
ท้ายพิกุลกลัดทรวง พี่ดิ้น
นางเพียงพิกุลพวง มาลิศ
จวนจะวายกลิ่นสิ้น สุดร้อนเรียมคะนึง ฯ
๏ ถับถึงบางโขมดโอ้ อัษฎงค์
ควรโขมดพาหลง หลอกเหล้น
ยามเย็นยิ่งเอองค์ หลงเถื่อน
หลงที่กรุยตรงเส้น สี่ร้อยรายทางฯ
๏ แม่ลาลาลดไห้ หาศรี
ฤๅแม่ลีลาลี ลาศเต้า
ลาลดระทดทวี ทุกข์เทวษ บ้างเลย
ลาแม่ลาแล้วเจ้า จากแล้วลาสมร ฯ
๏ เรียมเมิลมยุเรศฝ้าย ฟ้อนฝูง
นางมยูรหมู่ยูง ย่างย้าย
บรรพตพิสัยสูง สังวาส
ดูดำเนินนกคล้าย แม่คล้ายยูงยล ฯ
๏ เห็นหงส์เหินห่างขู้ เดียวเหิน
เยื้องย่องมองมุ่งเมิล เมี่ยงหมิ้ง
ดั่งเรียมดุจเดียวเดิน เออาต- มานา
โหยระทดใจหนิ้ง นึกน้องนองชล ฯ
๏ นกน้อยลงเล่นนํ้า ในบาง
บอกวิโยคเยาวพลาง พี่ชี้
ธานีนทีทาง แสนสนุก นกเอย
นกก็เลื่อนลอยลี้ เล่นแล้วบอกลาง ฯ
๏ นางนวลนางนกน้อย บินมา
เรียมก็สั่งสารา นกนั้น
นางนวลแม่ครวญหา นวลแม่ หมองฤา
นกนิยมสารซั้น สู่แล้วลานวล ฯ
๏ บำมรุบำราศเบื้อง บำมรุง
เวรวิบัติใดจุง จากเจ้า
ไยบุญพ่อพึงผดุง เผด็จบาป บ้างนา
เจ็บจรเทินทนเศร้า สุดร้อนเรียมคะนึง ฯ
๏ พิกุลเกิดเกลื่อนใกล้ อาราม
ท้ายพิกุลกลางสนาม สนุกนี้
มณฑลพิกุลงาม คือฉัตร เฉลิมฤา
ดูระดูดอกกี้ เมื่อไซ้ฤๅวาย ฯ
๏ กึกก้องดุเหว่าซั้น เสียงหวาน
ว้าว่าเสียงเยาวมาลย์ แม่พร้อง
ภุรโดก[๑๓]ดำเนินสาร สังคีต
แว่วว่าเสียงสมรร้อง ร่ำไห้หาเรียม ฯ
๏ เห็นโศกเรียมเร่งเศร้า สงสาร
โศกร่วงโรนโรยราน แก่เถ้า
โศกเอยจะยืนนาน อยู่เมื่อ ใดนา
ดูโศกดูเรียมเศร้า โศกเศร้าเหมือนเรียม ฯ
๏ พิกุลเอยเคยรสหรื้น หอมหวาน
พิกุลวิกลการ แก่แล้ว
พิกุลจะยืนนาน สักเมื่อ ใดนา
ดูพิกุลนี้ห่อนแคล้ว คลาศคล้อยความตาย ฯ
๏ รำดวนรำดับด้าว ใดควร
เก็บประมวญชวนนวล นุชน้อง
รำดับรำดวนจวน วรบาท พระนา
สองประสงค์สัตย์พร้อง ชาติโพ้นพบกัน ฯ

ทวาทศมาสฉบับใหญ่ ๘ บท

๏ ศรีสวัสดิวิเศษไท้ จักรี
พระบาทพระศรีทูล ท่ามเกล้า
บงกชกึ่งนาภี พูลช่อ
กมลาสน์จอมเจ้าฟ้า เกิดขึ้นแจกบัว ฯ
๏ พรหมาแสงหล่อเหลื้อม พรหมาน
พรหมวิทธิชั่วพรหม อื่นอ้อย
กามาพจรการ กาเมศ
กามหากเป็นช่อช้อย ช่องกาม ฯ
๏ อมราอมเรศไท้ อมรินทร์
สองย่ำยามยวนรส แห่งห้า
วิลาสนีนิล นองโลก
สมสนุกนิเหล้นหล้า ชื่นสอง ฯ
๏ จักรพรรดิยศโยคเจ้า จักรพาล
บุญพ่อผยองจักรรัตน์ ผ่านแผ้ว
แสนกระษัตริย์ประนมมาลย์ มูลธาตุ
โอนมกุฎเก้าแก้ว จอดจร ฯ
๏ ดวงเดียวหอมยิ่งสร้อย โสฬส
สงวนจุมเพรางายกลืน กลิ่นไว้
ดวงเดียวดุจบงกช ตรูโลก
สงวนชูชมบให้ หม่นหมอง ฯ
๏ ฤดูหล้าเล่นว่าว ใจหาย
อกพี่ปลิวกลวาง ว่าวขึ้น
สายทรุงสืบสายทรวง เสียวสวาท
ครรภ์เคร่งชักฟื้นยั้ง ย่องโดย ฯ
๏ สายโคมสาวลากขึ้น แขวนใจ
ถนัดดั่งกังหันหัน พี่ด้วย
กลใจเมื่อใจหาย หาแม่ คืนแม่
อกหนึ่งใจท้วยได้ พี่ด้วยใจหา ฯ
๏ พี่สงวนน้องน้อยแต่ เตียมพงา แม่เอย
บห่อนเอองค์ครอง กอดเกื้อ
ประมาณกึ่งเกศา ฤๅห่าง เรียมเลย
เนื้อพี่เนื้อน้องเนื้อ แนบเนื้อคือเดียว ฯ

พระนาค[๑๔]

๏ มาถึงบ้านพิศพื้น พรรณผัก
เถาถั่วแตงแฟงฟัก ฟ่ายเฟื้อย
งางอกดอกคำปัก เป็นช่อ
เข้าฟ่างช่างรวงเรื้อย ป่านเปื้อนปนกระเจา ฯ
๏ สามเล่มราเมศไท้ สังหร
แม่ก็ทรงสามศร เปรียบท้าว
ท่านผลาญอสุรมรณ์ ลาญชีพ
เจ้าก็ผลาญชายอกร้าว มอดม้วยดูเสมอ ฯ
๏ ศรเนตรเสียบเนตรค้น คมขัน
ศรสำเนียงตรึงกรรณ ส่งซํ้า
ศรโฉมแม่ยิงยัน ยายาก
ต้องผู้ใดอกช้ำ เฉกท้าวสาดศร ฯ
๑๔ สองไทธทรงสุขวสันต์ พรหมศิวสิทธเสด็จดล
ในโนทยานนิกรกล ก็พิพิธพิศเพียร
๏ เมิลมังคลาเป็นต้นธิกธิคุณ สดรุณระเบียบไม้ดราเชียร
ชมพฤกษพาลรุขรเมียล มลเมฆบดบัง
ดอกอังกาบอังกชสราทิกรกง กรกรรทยวดยัง
เยาโยทิกาพิกุลกัง สรพินทอบองค์
๏ คนธาสุมาสมลมาล ต่าง ๆยวิวิธอัศวง
ดังผ้าขาวสาโขปรมาบวรบง กชรัตนพรายโพยม
๏ เศวยอดขาวโตตมางควรเว ดังเขียนวิเลขซรูโซรม
บดบังทิฆัมพรวิไลวิโลม ดังผ้าทองคำนุกุสุมพัตรา
๏ รัชฎางคณานิลคไน สวิไลยเลขา
ขาวเขียวเหลืองแดงลายเศวตรังสุมังสุรสลา ธรทิพมาลี
๏ รุกขรักตรการกลตรกู นุตรพิลังกาสาโกวิลันที
ปรางทรางไม้สักลขกไม้หมู่รุกขกนี ต้นถิรหมั้นทรรทโสดโสดม
๏ เฟืองฟองทลองนุลทลอก แลกลีบตรบอกตรแบกโทรม
ทรุดบุษปมาเรี่ยรายพิกิณโจม จิตรเทพหฤหรรษ์
๏ สาใสวิสุทธสุวิสาร สวิสุทธิจวงจันทน์
เจียรใจคณานิกรสรร คสฤทธิกฤษณา ฯ
อย่างนี้เรียก บาทกุญชร ก็ได้
ทวาตรึงประดับ
ทวา ปีกมีฉัน เหิรเหจ ทวา
ทัศ รู้รสเหรื้อง ยิ่งท้องทวาริกา ทัศ
หง ทิพเทพท้อง รามัญ หง
สา เทียมสรวงสวรรค์ ฟากเฝื้อง สา

กรนารายณ์ โบราณแต่ง

๏ ศรี ศรรอญราพล้ม ฦา ไชย
พ่อ ประสิทธิฤทธิไกร แก่ แก้ว
มา กรุงรุ่งเรืองไตร ภพ เล่า
แล ประเสริฐเลิศแล้ว โลกย์ลำนา นา

กรนารายณ์ พญาตรังแต่ง

๏ ศรี ทรงศรีสมรรถเรื้อง เรือง ไชย
พ่อ แข่งสรมุขไว กิ่ง แก้ว
มา ครุฑถัดเหมไกร สร เล่า
แล แห่แลเจ้าแคล้ว เคล่านํ้าไนย นา

นารายณ์กางกร โบราณแต่ง

๏ วัด วรนิเวศเรื้อ รัง เสือ
ไป ตัดมัดหวายเหลือ ค่า คู้
บาง บึงรกแฝกเฝือ เป็น ป่า
หา แห่งดำแหน่งรู้ เรียกท้องนา ยาง

พญาตรังแต่งนารายณ์กางกรไว้ ๖ บทลงไป

๏ วัด ทางสองไร่ถ้วน ถึง เสือ
ไป ฟุบพุ่มแฝงเฝือ แฝก คู้
บาง ใต้จะหลบเหนือ ติด ป่า
หา นุชพบเสือสู้ หว่างไม้รัง ยาง
๏ วัด ข่ายกะที่ล้อม จับ เสือ
ไป ครุบกัดนายเหลือ แหล่ง คู้
บาง แคบคับลำเรือ ริม ป่า
หา ซากพบจึงรู้ ว่าม้วยโคน ยาง
๏ จาก สมรเสมอเรื่องร้าง มัน หยา
เพียง พี่นุชเดียงสา สู่ ชู้
หมาง สมานสุรสุดา ดาล เหตุ
เพศ ประพฤติราศรู้ รสแจ้งกล นาง
๏ เรือ โดนเรือขว้ำที่ ตวง เกลือ
ฟาก พี่จอดคิดเจือ เจ็บ หล้ม
ขวาง ลอยติดครึมเครือ ทิว ท่า
นา เวศเวียนคือต้ม แม่หว้ายวน นาง
๏ เรือ น้องหลีกแม่ค้า ฝืน เกลือ
ฟาก ฝั่งสวนทิศเหนือ หนัก หล้ม
ขวาง ต้นกิ่งตาเสือ ริม ท่า
นา แม่มาอย่าก้ม พักตร์ให้เลย นาง
๏ เรือ ฟางตะพุ่นหญ้า ปลา เกลือ
ฟาก ชเลอัดเฝือ ฝั่ง หล้ม
ขวาง ทับแม่ลงเหลือ หลาย ท่า
นา เนกเปรี้ยวหวานส้ม รอดบ้างฤๅ นาง

กระทู้ยี่สิบ[๑๕]โบราณแต่งไว้

พี่ พบ รัก ชู้ ช่าง วิงวอน
เย้า สวาท ครวญ คะนึง นอน แนบน้อง
เจ้า คลาศ ป่วน ถึง สมร เสมอชีพ เรียมนา
หลบ พักตร์ อยู่ นาง ข้อง คึ่งแค้นฤๅไฉน ฯ

พระราชนิพนธ์

เสีย พ่อจักสู่โพ้น จงภักดิ์
ได้ อื่นเกลือกบ่รัก ลูกแก้ว
ไว้ ต่างฤทัยจัก- ษุพ่อ สงวนนา
ดี และร้ายตีแล้ว ด่าเล้าโลมสอน ฯ

พระเจ้าล้านช้างตอบพระราชนิพนธ์

เสีย พระบิตุเรศเจ้า มาครอง
ได้ แต่เดียวฤๅปอง อื่นอ้าง
ไว้ เป็นปิ่นเมืองสอง เสมอชีพ
ดี เรกกรุงล้านช้าง แต่นี้สมบูรณ์ ฯ

ศรีปราชญ์

จก จักโกรธเคียดขึ้ง หวงแหน
จี้ จ่ำรำคาญแสน บ่นบ้า
รี้ พลทั่วดินแดน นอนแม่ ยังเลย
ไร ร่ำทุกเส้นหญ้า บ่นให้ใครฟัง ฯ
ทะ เลแม้ว่าห้วย เรียมฟัง
ลุ่ม ว่าดอนเรียมหวัง ว่าด้วย
ปุ่ม เปือกว่าปะการัง เรียมร่วม ความแม่
ปู ว่าหอยแม้กล้วย ว่ากล้ายเรียมตาม ฯ

พญาตรังแต่งโคลงกระทู้ ๑๗ บทลงไว้

หน้า ชมสมรเอกอ้าง อุดร ทวีปเอย
อ่อน ระทวยทอดกร กรีดเยื้อง
ท่อน ทองทิพยอัปสร เสกแม่ มาฤๅ
จันทร หมดเมฆเปลื้อง เปลี่ยนไว้พักตร์โฉม ฯ
หน้า น้องวางแว่นแม้น เมียงฉาย
ใย ธุลีลอบกลาย เกลื่อนกล้ำ
ไข่ มุกมาศเรือนสลาย ลอดเนตร เรียมเอย
ปอก กลีบบัวเคียงกํ้า กึ่งแก้มนางหมอง ฯ
หน้า พิศผิวพักตร์เจ้า เจิมอยุธ- เยศแฮ
ใย ละอองโกมุท เมื่อแย้ม
ไข่ หงส์กรเวกครุฑ เพลิงลวก แล้วเอย
ปอก ไป่ปานนวลแก้ม ก่องเนื้องามสลวย ฯ
คุก คำฮืดฮื้อพี่ หึงหวง ใดฤๅ
คัก ค่อยพจนาพวง ภู่ฟ้า
กุก เคาะนุชใดปวง มาแม่
กัก แต่กันใจคว้า พี่ไว้ชมเดียว ฯ
ทุ รนอุระร้อน ลำเค็ญ แม่เอย
สุ ริยาพลบเรียมเห็น แต่ห้อง
มุ เมิลมุ่งแลเย็น ใจวาก แล้วแฮ
ดุ ริยางค์เยือกเสียงฆ้อง ค่ำแล้วเรียมครวญ ฯ
ทุ เรศถิ่นแล่นก้าว ขัดลม
กัง กระแทกเกาะจม จ่อมม้วย
มัง กรหมู่ปลาระดม ฟัดกัด กินแฮ
กง ก็หลุดลอยด้วย รอดด้วยสัดจอง ฯ
ดู รศรีสวัสดิเจ้า จำเริญ ใจเอย
งาม เงื่อนจันทรเดิน เด่นฟ้า
ขาม ไยนุชเร็วเชิญ มาแม่ ราแม่
คม คู่นิลเนตรถ้า เนตรน้องคมงาม ฯ
ดู รดวงสมรเพ่งเพี้ยง เพ็ญจันทร์ แจ่มแฮ
งาม ศศิธรสรรค์ ส่งส้อง
ขาม โฉมแข่งทิพยวรร- โณภาส ราแม่
คม คู่นิลเนตรน้อง หนึ่งฟ้าคะนองสาย ฯ
ดู นางปรเมศไท้ ทัดจันทร์ ก็ดี
งาม สุเรนทรสรวงสรรค์ สี่หน้า
ขาม องค์อรเอววัล เวียนวาด รูปเอย
คม สิบหกห้องฟ้า ฝากไว้ในสมร ฯ
ดู ในนัคเรศสิ้น สนมนาง แล้วเจ้า
งาม ระหงทรงบาง แบบนั้น
ขาม ขามแต่ในปราง ประเทียบ ทิพย์เอย
คม ประเหลหกชั้น เช่นน้องสุดหา ฯ
ดู เกษียรวาเรศเวิ้ง วาริน
งาม นาถนิทราสินธุ์ แท่นน้ำ
ขาม จอมจักรปาณินทร์ นอนแนบ อรเอย
คม พระกรกอดกํ้า กึ่งแก้วเรียมถนอม ฯ
ดู รโฉมสมรแม่เนื้อ สองสี
งาม ตระแน่วนาภี พี่ดิ้น
ขาม รักรสมาลี ลาพโลก ควรฤๅ
คม จะปานปากริ้น ร่อยช้ำชายขนง ฯ
ดู รุดูระเหง้า สุดา เจียวแม่
งาม ระหว่างเวลา ชุ่มชื้น
ขาม พางทิพยรัสา สังวาส นางเอย
คม รักรสเรียมอื้น โอษฐ์น้อมความถนอม ฯ
นัดแล้วพี่จี่งแจ้ง ความสมร แม่นา
ไหล เลื่อนกลใบบอน หยาดน้ำ
ไถ หักเหตุโคคอน แอกวิ่ง นางเอย
เลน จะพาเจ้าคลํ้า เพื่อพื้นดินสวน ฯ
วิลวันเรียมเริ่มซ้อน คำนง แน่งเอย
ไหล เลื่อนจิตรงวยงง ง่วงน้อง
ไถ เถียงว่างอนธง รถราช นาแม่
เลน ว่าทรายไป่ต้อง ต่อค้านคำโฉม ฯ
ลำลงในท้องท่า วังวน
ไหล ฟัดคุ้งแถกตน เสือกหว้าย
ไถ โคลนอยู่จวบจน เย็นมิ่ง กูเอย
เลน จะฝังพี่ย้าย ย่างเท้าฤๅไหว ฯ
เมิลโคแรกทุ่งนํ้า นองพะ
ไหล พัดคันนาหวะ แหวกหวิ้น
ไถ ตกจากมือพระ พลเทพ[๑๖] ท่านแฮ
เลน ลื่นล้มด่าวดิ้น ที่ท้องนาขวัญ ฯ

กาพย์เห่เรีอ

โคลง เสนาะสนั่นพิณพาทย์ก้อง กาหล
เพียงสมุทคลั่งวน คลื่นคลุ้ม
สอดส่ายพักตรายล เยาวรูป
เห็นแต่เรือรายกลุ้ม เกลื่อนหน้าพลพาย ฯ
กาพย์ กาหลดนตรีก้อง กลองโยนร้องซ้องแตรงอน
ปานเสียงสำเนียงสมร ขับกล่อมพี่ที่ไสยา
โดยเสด็จเด็ดดวงสวาท แรมนิราศคลาศพักตรา
ปานนี้แก้วพี่อา นอนฤๅนั่งตั้งตาคอย
๏ อยู่เดียวเปลี่ยวใจเศร้า คิดถึงเจ้าเปล่าใจถอย
เสียดายวายรักร้อย ชั่งเรียมเอยไม่เคยไกล ฯ
โคลง งามงอนกิ่งกาบแก้ว แกมศรี
เลื่อนชลาลอยลี ลาศคล้อย
เฉกโฉมมิ่งสัตรี ตรูเนตร เรียมเอย
งอนชำเลืองคมช้อย เนตรให้เรียมสงวน ฯ
กาพย์ งามพริ้งกิ่งแก้วสะบัด พลพายซัดกวัดกรกราย
ดั่งกรช้อนกอดสาย สุดรักแนบแองอิงองค์
๏ เจ็บจากพรากเจ็บจิตร เพียงปืนพิษติดทรวงลง
ยาใดใครจักจง ไม่ยาเท่าเจ้ายาใจ
๏ โฉมแกล้งแปลงรูปมา แก่ตาพี่นี้ฤๅไฉน
วันหนึ่งพึ่งจากไป ไกลนุชน้อยร้อยปีตรอม
๏ ร้อนแรงแสงสุริยา ไฟไหม้ป่าหญ้าฟางลอม
ไม่ร้อนถอนใจผอม เพียงจากเจ้าเฝ้าอาดูร ฯ
โคลง เห็นหงส์นาเวศฟ้อน ฟองสินธุ์
งามดั่งหงส์มุจลินท์ แหวกหว้าย
ลำทองท่องวาริน รวนเห่
ดูดำเนินหงส์คล้าย แม่คล้ายหงส์จร ฯ
กาพย์ เห็นหงส์ส่งภู่แก้ว แกมมาศแววแพร้วไพรทอง
เหมือนดวงพวงกลิ่นกรอง น้องร้อยเรียงเคียงแนบเขนย
๏ ยามนอนจักวอนใคร เอามาลัยให้ชูเชย
นวลเจ้าคู่เคล้าเอย เคยเย้ยเล่นเป็นที่สรวล
๏ ร้อยหน้าพันหน้าสนุก หน้าที่ทุกข์ฉุกใจครวญ
ท่านสุขปลุกสำรวล เรียมชวนใจให้โศกศัลย์
๏ แม้ว่ามาด้วยพี่ จะริกรี่ซี้รำพัน
น้อยจิตรคิดไม่ทัน ละขวัญไว้ไม่ชวนมา ฯ
โคลง เรือครุฑคือครุฑอุ้ม โอบองค์
โฉมนาฏกากีหลง เล่ห์ชู้
ยิ่งคิดยิ่งพิศวง ถึงเสน่ห์
เกรงจะลอบให้ผู้ อื่นนั้นเชยโฉม ฯ
กาพย์ เห็นครุฑยุดนาคคั้น นาคีฝั้นพันปลายกร
เรียมแอบแนบนวลนอน กรกระหวัดรัดรึงนาง
๏ แลเล็บเจ็บครุฑยุด เล่ห์เล็บนุชสุดคมบาง
เจ็บเล็บเจ็บฤๅคราง เจ็บพี่ร้างนางเหลือทน
๏ ทุกครั้งคั่งทรวงแค้น ไม่หนักแน่นแสนเจ็บจน
เชยชื่นอื่นร้อยคน ไม่เทียมเท่าเจ้าดวงใจ
๏ ร้อยชั่งชั่งความรัก ที่สุดหนักหนักสิ่งใด
แผ่นภพจบแดนไตร เห็นไม่หนักเท่ารักนวล ฯ
โคลง สมรรถไชยสรมุขลํ้า ลำทรง
ศรีพิมานมาศผจง แจ่มนํ้า
เหมือนนวลพักตร์นุชสง ผิวผ่อง
วันเมื่อจากชายช้ำ ชอกด้วยกันแสง ฯ
กาพย์ ธงชายปลายแกว่งกวัด โบกสะบัดนัดโยธี
เหมือนกรอรนารี เจ้าพัดพี่ที่ไสยา
๏ คันธงตรงแน่แน่ว ก็เห็นแล้วแก้วพี่อา
คำมั่นอันสัญญา ถ้าคงคำจะขำคม
๏ เสียดายหมายโกเมศ ประเวศไว้ให้แรมสม
ภมรจะว่อนชม ฤๅจมนํ้าอยู่รำไร
๏ รับขวัญพลันสั่งซํ้า ทุกถ้ำท่าชลาไหล
แม้นขวัญนั้นตกใจ ให้รับขวัญเจ้าพลันคืน ฯ
โคลง อนงค์ลำประพาสเพี้ยง สาวสวรรค์
แลนาฏลืมคิดขวัญ เนตรน้อง
คิดเจ้าพี่ลืมผัน พิศนาฏ
งามบ่แปลกเปลี่ยนต้อง แห่งห้ารสเกษม ฯ
กาพย์ องค์ทรงประพาส ห่มเจียระบาดตาดปักทอง
นุ่งเกี้ยวเขียวแสดตอง แต่งต้องสีที่ม่ายเมียง
๏ นุ่งยกทองท้องแย่ง สอดสีแดงแกล้งบงเฉียง
ริ้วหัศวรีเรียง เคียงเขมราฐตาดเงินยวง
๏ เพชรยอดสอดประดับ แสงระยับรับรุ้งร่วง
นพรัตน์จัดเจิมดวง รังแตนพร้อยย้อยพรายพราย
๏ แหวนงูชูมรกต งามที่พดชดเกล็ดขจาย
เขียววับจับสีกาย สายเขียวพลอยก้อยนางทรง ฯ
โคลง ถึงที่ประทับไท้ ธารฉนวน
เสด็จจากนาวาขบวน พยู่ห์นํ้า
พระปิ่นมกุฎควร เฉลิมบาท
ทรงพระยศยิ่งล้ำ เลิศด้วยคุณธรรม ฯ

ชื่อว่ากะทู้เสือซ่อนเล็บ

คำ โคลงเหมาะบทสี่ดี ให้
หม่อม อ่านสารศรีเสนาะแต่ง ดู เอกโท
พร้อม ไพถ้วนถี่กล่าวราว รู้
เพราะ พรั่งทังพินธุได้ เรื่อง ฯ
โก สินทรบรเมศไท้ ทัดจันทร์
วา ยุพรุณรังสรรค์ แจ่มเจ้า
ปา นี้อมรคัล ยเมศ กูเอย
เปิด บัญชรให้เต้า ยาตรฟ้ามาดิน ฯ
ขัด ลงในท้องท่า วังวน
ช้อน เร่งกางขาคน เร่งเน้น
ซ้อน สบสลิดปน ปลาช่อน กูเอย
ปลา ตื่นวังขังเต้น ตอบต้องปลาเอง ฯ

[๑] ต้นฉบับสมุดไทยว่า “พระศรีมหาราช”

[๒] ต้นฉบับสมุดไทยว่า “อรษร”

[๓] ต้นฉบับสมุดไทยว่า “ต่ำต้อยเดียรฉาน”

[๔] พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) สันนิษฐานไว้ในตำนานศรีปราชญ์ว่าน่าจะเป็นเหตุการณ์งานสมโภชเจ้าพระยาบรมคเชนทรฉัททันต์ ช้างเผือกผู้สูง ๔ ศอกเศษ อันได้มาแต่ป่าแขวงเมืองนครสวรรค์ พ.ศ. ๒๒๐๓

[๕] เข้าใจว่าหมายถึงเจ้าฟ้าอภัยทศ ซึ่งดำรงตำแหน่งยุพราช ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

[๖] ตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์

[๗] โคลงบทนี้คล้ายกับโคลงของเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) เขียนไว้ในเรื่องตำนานศรีปราชญ์ ว่า

๏ ครื้นครื้นใช่ฟ้าร้องฤๅใช่ฟ้า เรียมครวญ
หึ่งหึ่งใช่ลมหวญ พี่ไห้
ฝนตกใช่ฝนนวล พี่ทอด ใจนา
ร้อนใช่ร้อนไฟไหม้ พี่ร้อนกลกาม ฯ

[๘] เจ้าฟ้าอภัยทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ทรงมีงานพระนิพนธ์หลงเหลือถึงปัจจุบันคือโคลงสี่สุภาพ ๒๕ บทนี้ เรียกว่า “โคลงนิราศเจ้าฟ้าอภัย” เนื้อความพรรณนาถึงความรู้สึกที่ต้องจากนางที่รัก ขณะเดินทางจากกรุงศรีอยุธยาไปทางลพบุรี ผ่านทุ่งสมอคอน วังวารี แล้วทรงเซ่นบวงสรวงศาลเจ้าแห่งหนึ่ง

[๙] ตระเว็ดหมายถึงรูปเทพารักษ์ประดิษฐานไว้ในศาลพระภูมิหรือศาลเจ้า บางทีเรียกว่า เจว็ด หรือ เตว็ด ซึ่งในบาทนี้ ฉบับพิมพ์แต่เดิมว่า “เจว็ดประดิษฐ์แกล้ง เกลาเพรา” แต่ได้แก้ไขเป็น “ตระเว็ด” ตามต้นฉบับสมุดไทย

[๑๐] ชุมพาเป็นชื่อสัตว์สี่เท้าชนิดหนึ่ง ขนยาวคล้ายขนแกะ

[๑๑] ชเล คือ ทะเล ในบาทนี้ฉบับพิมพ์แต่เดิมว่า “ดงรังทะเลไกล กลางป่า ก็ดี” แต่ได้แก้ไขเป็น “ชเล” ตามต้นฉบับสมุดไทย

[๑๒] พระนาค วัดท่าทราย (ปัจจุบันอยู่ในบริเวณวัดราชประดิษฐาน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) เป็นผู้แต่งวรรณคดีเรื่องปุณโณวาทคำฉันท์ ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พรรณนาการสมโภชพระพุทธบาทสระบุรี ส่วนโคลงสี่สุภาพ ๒๒ บทนี้ และอีก ๓ บทในหน้า ๓๑๓ คือเรื่องโคลงนิราศพระพุทธบาท พรรณนาการเดินทางไปพระพุทธบาทในทำนองนิราศ จึงเป็นที่เข้าใจกันว่า ท่านแต่งขึ้นเพี่อให้คู่กับปุณโณวาทคำฉันท์

[๑๓] คือนกโพระดก

[๑๔] คือพระนาค วัดท่าทราย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่วนโคลงสี่สุภาพ ๓ บทนี้ คือ เรื่องโคลงนิราศพระพุทธบาท ซึ่งต่อจากหน้า ๓๐๘

[๑๕] โคลงบทนี้มีในจินดามณี เรียกว่า “พันธวิสติการกระทู้ ๒๐”

[๑๖] เจ้าพระยาพลเทพ เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ