เพลงยาวนมัสการพระบรมธาตุ นิราศไปตรัง

๏ ศศิธรส่ายแสงลงแฝงไศล
สุนีแวบแลบล่ออโณทัย ปัจจุสมัยเลื่อนลบกลบดวงดาว
หมู่เมฆาดาษหน้าทิฆัมพล[๑] หมึกหมอกหม่นแดงม่วงเขียวขาบขาว
ประสานแสงทองแทงสุวรรณวาว โดยกว้างยาวพื้นทิศเบื้องบูรพิน
สุริยงเลื่อนกงขึ้นจากน้ำ ล้ำบาตรแก้วคึงครั้งขังใสสินธุ์
ระหว่างนี้เหมือนจะชี้ว่าวาริน ให้ทินกรจรจากสาครมา ฯ
๏ ส่วนสองสมรมิตรพิศโพยมรุ่ง พุ่งอรุณรุ่นรสเสน่หา
ลมพัดคลื่นพื้นพ้นล้นคงคา หิ่งห้อยวารินเรืองอร่ามงาม
หมู่มัจฉาต่างชาติกลาดเกลื่อนว่าย พวกพันธุ์ร้ายมีงวงเงี่ยงหลังหนาม
บ้างเกล็ดลื่นแดงดำน้ำหมึกคราม เที่ยวโดดตามฟุ้งฟองล่องกินตม
เขารีบเร่งครรไลใบนาเวศ โดยสาคเรศเขตดำบลน้ำเค็มขม
สำคัญเงาไม้งอกหมอกหมวกพนม ก็แล่นลมล่องเข้าในคลองนคร ฯ
๏ ถึงด่านดาลดิ้นดวงสวาดิรัก จึ่งเบี่ยงพักตร์พิงพักตร์พิมลสมร
ระหายหาวหนาวเตือนให้แนบนอน จะผัดผ่อนก็ไม่คลายหายนิ่งนิตย์
ประมาณช้านาวาเดินสักโมงครึ่ง ได้ยินอึงตื่นขึ้นเห็นเรือติด
จะขุดค้ายย้ายเข็นเห็นเหลือคิด ให้ชักชิดเข้าประทับกับทงนา[๒]
นำสองเสมอพักตร์รักเสมอเนตร ประเวศสถานเริ่มสถิตที่คฤหา
สามฤทัยชุ่มไปด้วยศรัทธา จะลีลาขึ้นสู่ลานพระเจดีย์
ที่บรรจุพระมหาสาริกธาตุ ควรอภิวาทแทนองค์พระชินศรี
ให้สองสมรเสมอชีพขึ้นกิริณี เดินพิถีแถวทางข้างอัสดง
แล้วเรียกเปลเถลิงยานสำราญยศ กำหนดหามสามคู่ดูระหง
พาหนาสน์มิได้ยั้งกำลังชงฆ์ ไปตรงถนนรัถยาด้านหน้าเมือง ฯ
๏ เห็นเรือนบ้านร้านราษฎรตลาดสงัด ดั่งป่าชัฏคลอกไฟใบไม้เหลือง
ที่คุ้นเคยพบถามบอกความเคือง เรี่องเขาแค้นน่ารำคาญการแผ่นดิน
ครั้นแจ้งสิ่งที่มิพอใจขอรู้ ก็ทำหูมึนเมินสะเทิ้นฉิน
ระวังตัวกลัวจะกลับเป็นไพริน ชวนให้กินผลยอล่อลวงความ
จึ่งรีบเร่งคนคานยานพาหนาสน์ ลีลาศลุลงที่หน้าอารามสนาม
ห่มพัสตราบ่าเดียวสำรวมงาม ทนายตามตามลำดับถือเครื่องยศ ฯ
๏ ฝ่ายสองสมรกับนิกรนาเรศ ดลประเวศโดยสตรีเขากำหนด
อยู่บูชามาเลศพุ่มเสาวรส วิหารพระศรีสุคตภิเนษกรมณ์
ที่บุรุษจะประณามน้อมอภิวาทน์ บนบันทายรัตนาสน์ชั้นฐานประถม
จึ่งขึ้นขั้นอัศจรรย์ด้วยชื่นชม เช่นเฉาชายได้สมบัติสุเรนทร์ครอง
งามบัลลังก์ทรงองค์พระเจดีย์ ไม่วายเว้นแสงพระสุรีย์ส่อง
สูงสามสิบเจ็ดวายอดหุ้มทอง ดั่งชี้ห้องสุราลัยให้ฝูงชน
มิปีติเต็มตื้นชื่นโสมนัส เห็นชัดว่าพุทธภูมินั้นมีผล
จึ่งแหวะวิดเอาโลหิตที่ในตน บูชาธาตุทศพลบรมญาณ
แล้วบริจาคห่มนอนเข้มขาบแย่ง ซับในแดงทรงบูชิตไว้เหนือฐาน
เอาบุญปันไปอนันตจักรวาล ทั่วฟ้าดินบาดาลให้โมทนา
คิดหนาวภัยที่เห็นในอดีตชาติ ก็ปรารถนานิพพานโพ้นภาคหน้า
แม้นยังข้ามเบญจกามคงคา เช่นนี้อย่าให้ได้พบได้เห็นเลย
จึ่งสรรเสริญพุทธคุณาขมาโทษ ที่หลงโฉดพาลประมาทเมินฉินเฉย
ประน้อมเศียรประณามสามด้วยชื่นเชย ดั่งได้เสวยทิพย์สุขในชาตินี้
แล้วครรไลไปห้องพระถวายเนตร เมื่อไชเยศพวกพาลมารหัตถี
เรืองอร่ามงามส่องแสงจามี ที่เสด็จเจ็ดแห่งแต่งสนององค์
พร้อมคณานาเรศประทักษิณ สุหร่ายรดวารินประจงสรง
พระระเบียงระเบียบนั่งพนังชงฆ์ อย่างทรงสมาธิอุรุพัทธ์พิชิตมาร ฯ
๏ ครั้นเพลาสุริยงอัสดงคด ลับบรรพตเบื้องประจิมทิศาศานต์[๓]
ประชุมหัตถ์เหนือศีรัส[๔]นมัสการ ลาสถานวรพุทธเจดีย์
ก็รีบรัถยามาเคหาวาส พอจันทรโอภาสแสงรังสี
เหมือนแม่น้ำขษีรสหมดราคี หลังสุนีลงที่แหล่งหล้าหล่มไพร
ระแหงแห้งปัถพินตฤณชุ่มชื่น รุกขชาติยื่นแย้มเกสรไสว
สว่างรื่นพื้นภพสำเริงใจ ด้วยโคมไฟแก้วรัชนีกร
ก็เอนกายลงสบายในไสเยศ ด้วยขวัญเนตรจำเริญสโมสร
ส่วนสองสุดเสน่ห์ร่ำรำพันวอน จะอยู่นครเยี่ยมญาติแลมาตุคุณ
จำเอออวยด้วยครหาจะเตียนติ แต่ร้อนริที่ในอกไหม้หมกมุ่น
ละห้อยไห้หวนหวงดวงดรุณ จะจากอุ่นสวาดิเว้ไปเอองค์
อ้าแม่ผู้บำรุงบำเรอภาค จะแหวกฟ้าฝากไว้พระทรงหงส์
เกรงจะทรงฌานลืมวิไลทรง เห็นบงกชจรดลปนมลทิน
จะฝากภูมิพื้นหล้าแลสาคเรศ ล้วนนิเวศเขตกรุงกษัตริย์สิ้น
ถึงใครจะช่วยถนอมขวัญกันไพริน อย่าหมายหมิ่นไม่เหมือนรู้สงวนกาย
ดูรโฉมสมรเสมอชีวิตมิตร เคยแนบสนิทเสน่ห์น้องไม่หมองสลาย
ครั้งนี้นาฏจะนิราศร้างแรมชาย ระวังลายนะอย่าริให้มีรอย
สุดกระศัลย์สารโศกกระซิกสั่ง น้ำหน้าลงพรั่ง[๕]หน้าลงฝอยฝอย
เห็นอาลัยนั้นจะชวนใจเลือนลอย ก็ถอยถวิลกลั้นอั้นสะอื้นครวญ ฯ
๏ จึ่งสั่งชายทนายเรือนให้เตือนช้าง แล้วเรียกน้ำล้างน้ำเนตรกำสรวล
แต่งบำรุงตัวประมาณสถานควร โดยกระบวนยศผู้รั้งนั่งเมืองตรัง
ขึ้นจำลองกิริณีหมอขี่ขับ กระหยับย่างเดินไม่สะเทือนหลัง
ไปตามถนนตำบลบ้านย่านพระวัง ก็หวั่นหวังวังเวกอาวรณ์ใจ
เหล่าเมียเจ๊กแม่ค้านั่งตั่งของขาย เหมือนเพชรสลายไม่กำหนดราคาได้
ชวนสรวลสบเนตรเมินสะเทิ้นไป วิลัยสาวเสื่อมสิ้นรสดี ฯ
๏ โอ้สองสมรงอนงามสวาดิราช เคยสาดสองเนตรช้องส่องเนตรพี่
แล้วกวัดแกว่งแสงนิลสิ้นราคี อวดมณีนัยนาน่าเอ็นดู
คิดคำนึงจะประคองน้องแนบเล่น ไม่เห็นโฉมสมรมิตรคิดอดสู
ฉะวิบากเหมือนกินหมากอยากปูนพลู จะสู้เทวษเช่นเช่นนี้สุดที่ทน ฯ
๏ เขารีบเร่งกิริณีเป็นทีสะพัด ถึงบ้านสกัดน้ำมันร้านริมถนน
ไม่เห็นน้ำมันมีที่ผมคน หรือเกียจขนรื้อถ่ายขายบนเรือน
ละห้อยหากลิ่นเกศนาเรศพี่ ผมสตรีใดเห็นไม่หอมเหมือน
ถึงไม่สระสางเส้นเว้นวันเดือน ยังเตือนใจซ่านซาบอาบอกองค์
จำใจเจ้าเรียมจำบำราศรัก ใช่ชักชักชวนชี้พี่เพลินหลง
ด้วยกำหนดราชการสารตราตรง ให้ดำรงซึ่งธุระประชาชน
แสนวิบากเจ็บจากหลากเหลือหลาย ดวงหน้าชายคล้ายเดือนฤดูฝน
จะทบเทียบเปรียบเทวษที่ร้อนรน ทุกแห่งหนไม่ระอาอาลัยใจ ฯ
๏ เห็นกุฎีโรงสงฆ์หลงเพ่งพิศ วัดสัมฤทธิ์ก็สำเร็จเสร็จสงสัย
ที่ร้างร้องรักน้องนี้นะบาปใด ช่างกระไรไม่สำเร็จเช็ดชลนา
หรือเมื่อผลกุศลผิดติดตามสนอง จึ่งป่วยปองเว้นว่างเสน่หา
เจ้ากรรมเอ๋ยท่านทุเลาเราสักเวลา จะให้ค่าลดทวีทะเวน[๖]เวร
ไม่วางจิตรพิศไหนแต่ล้วนแหนง ควรจะแคลงเช่นเกลือเจือพิมเสน
เกลือกใจเจ้าจะเหมือนหลักปักกลางเลน เอนไปตามพวกพาลมารยาชาย ฯ
๏ เห็นเจดีย์ขวานฟ้าผ่ายอดสะบั้น อัศจรรย์สุนีทำกรรมช้าหาย
มิผิดหรือที่ฝากสองน้องแก่ทนาย แต่เทเวศยังไม่วายลำพองพาล
สมสาสวาดิสิริเหลือรู้ ศิษย์มีครูเสียเชิงทหารหาญ
ท่านเชิดชื่อว่าฉลาดปราชญ์ชายชาญ ได้อัประมาณเพราะสติติเตียนตัว
มีแต่แค้นกับจะร่ำรำพันรัก กว่าพื้นพักตร์ที่จะคล้ำดำมัวฉลัว
ไม่หมายเหมือนน้ำค้างกลางบานบัว ที่หยาดย้อยรั่วร่วงดวงบุษบง ฯ
๏ เพนียดช้างแรมร้างนางโขลงสาร ป่าสะอ้านพื้นไผ่ไทรสูงระหง
เสมอสมรมิตรไว้ไมตรีตรง ควรรักพงศ์รักพื้นชื่นชูงาม
แต่ว่ายเวียนครุ่นครวญหวนโหยหา อกออกญายิ่งสุมสาลีหลาม
เนื้อจะสุกเสียเพราะร้อนข้อนโศกความ เพื่อพี่ตามใจน้องต้องตรอมใจ
ปานนี้โฉมผ่องพิมพ์พิมลพักตร์ เจ้าครองศักดิ์อยู่ประมาณสถานไหน
วิลัยเหมเคยเกษมสร้อยมาลัย เกลือกลืมในมุจลินท์สินธูครอง
เที่ยวเพลินตามเป็ดหงส์สรงน้ำขัน ชวนกันดั้นดำว่ายไซ้แหนหนอง
เอาขนเขียวแซมขาบเส้นสลาบทอง ไปติดต้องชุ่มชั่วกลั้วเกลือกตม
หรือยังรักสิริราชนาฏปักษา โกกิลากากวนชวนเสพสม
ถือตัวว่าพงศ์พาหนาสน์พรหม ไม่เสพสมาคมคบพบมลทิน
จะเชื่อซื่อก็ใช่ชาญประมาณหมาย เหมือนสายฟ้าผ่าลงกระแสสินธุ์
สำคัญรอยหรือจะมีที่วาริน เห็นเถียงถวิลไม่รู้สิ้นอาดูรแด ฯ
๏ ถึงประตูท้ายวังที่วังราช ระวังสวาดิมิให้มีราคีแผล
ที่เสี้ยนหนามหลักตอไม่ขอแล จะว่าแปรเนตรยิงหญิงชาวเวียง
นั่งก้มหน้าเจียมใจอยู่ในกูบ ไม่เห็นรูปแต่ได้ฟังกังวานเสียง
เขาขับครวญหวนไห้ใช้สำเนียง เถียงจังหวะเรื่อยรับจับแก้วกรรณ ฯ
๏ เสนาะสองเสน่ห์ร้องเรื่องพาลราช ชมโนดาต[๗]แลสุรางค์นางชั้นสวรรค์
ผู้โอษฐ์อ้อนอักษรนาคบริพันธ์ ละลักลั่นกระแสงเสียงเกลี้ยงกล่อมใจ
ให้เคืองหูอยู่จนข้ามคลองท้องทุ่ง ศาลามุงกระเบื้องเป็นที่อาศัย
เข้าพักร้อนผ่อนเดินด้วยทางไกล พี่เอาสไบเจ้าสะพักแทนพักพล
เย็นใจสบายดั่งได้สรงคงคาขัง ยิ่งหยุดนั่งในสำนักสักแสนหน
เพราะรอยรสเนื้อทรวงดวงโกมล ที่ระคนอยู่ในพื้นพัสตรากรอง ฯ
๏ เหล่าชาวนาฤดูนาหน้าข้าวเหลือง ระยางเนื่องขับนกส่งเสียงก้อง
ทำลูกลมบนไม้ล้มคะนอง ลมพัดต้องดั่งจะร้องกวักเรียกชาย
เช่นนี้หรือมิหน้าล่อให้พระลอคลั่ง แต่ก้านกังหันหันเห็นใจหาย
ถ้าลงยันต์สรรค์เสกเช่นสมิงพราย เห็นจากสายสมรมิตรไม่คืนชม ฯ
๏ สำนักห้วยยูงยลหมู่ยูงฝูง ผู้ผัวยูงยั่วเย้าเคล้าคลอสม
ตีวงรำย้ายย่างหางฟ้อนลม อยู่ที่ร่มเรือนไม้ใกล้ริมทาง
ทิชาชาติได้สังวาสประสาสัตว์ เรียมกำหนัดสังวาสไว้ไม่สายสร่าง
หิวเหลือหิวเพราะเนื้อไม่เนื่องเนื้อนาง ครวญแล้วครางครางทุกทีที่หายใจ
หยุดอาศัยประทับเที่ยงกินอาหาร เอาน้ำจานก็ไม่ทากระยาไหว
พี่แค้นน้ำแค้นข้าวเจ้าจากไกล ไฉนหนอไม่คิดอายตายยากเย็น
อารมณ์เอ๋ยเคยรักษาเป็นผาสุก ครั้งนี้ทุกข์เท่าประทุกเกียนโคเข็น
ถึงแขกค่อนอกสลบโศกซบเซ็น ไม่เจ็บเช่นเจ็บทรวงดวงแดเรา ฯ
๏ ครั้นไพร่พร้อมกันภักษาสาลีเสร็จ พี่เด็ดความอาวรณ์ซ่อนหน้าเขา
เรียกนายช้างให้เอาช้างเข้ามาเทา ที่เงาไม้ใกล้ทางขึ้นกิริณี
ก็เดินดงลงระวางลุ่มหลุมถ่าน พอสุรีย์ส่องจักรวาลวายแสงสี
เห็นตัดทอนท่อนไม้สุมอัคคี เหมือนไม้ตรี[๘]ตัดทิ้งกลิ้งกลางทรวง
สัณฐานถ่านประมาณใจเจ็บตาช้ำ ระกำทุกข์งอกในอกใหญ่หลวง
หน่อหนามเลี่ยมเสี้ยมแทงแย้งยอกทรวง ต้องไฟรักร้อนรวงปานสุมเพลิง ฯ
๏ ออกทุ่งจานเรียวรื่นพื้นหญ้าอ่อน กาสรสองเขาแหลมถึกเถลิง
เข้าขวิดปลวกลองล่ำสำเริงเริง คะนองเชิงชมถิ่นแถวรัถยา
จึ่งถอดเสื้อศรีแลที่แผลเจ็บ รอยเล็บแหลมยิ่งเขามหิงสา
พิเคราะห์เรเร่เสน่ห์วันจากมา อาญาข่วนถึงสถานประจานชาย
น่าชังเหนอที่ประมาทขาดคำมิตร ไม่ทันคิดเคยชมสมเสพหลาย
เจ็บผิวเนื้อแล้วมิหนำซ้ำฤๅลาย จำจนตายมิให้น้องข้องขัดเคือง ฯ
๏ เข้าป่าแดงหญ้าแห้งพฤกษาผอม พะยอมยางซางไทรใบหล่นเหลือง
ลมพัดไฟไหม้พรายเรื่อเรือง ประกายเนื่องดั่งฝอยทองที่ช่องระทา
เงียบสำเนียงเสียงสัตว์สงัดร้อง สุรีย์ส่องแสงหล่นลงแหล่งหล้า
เหล่าชายทนายกระหายหาห้วงธารา เรียมหิวโหยหวนหาหน้าน้องนาง ฯ
๏ โอ้แม่ดวงสมรเกิดประกอบยศ ดั่งเสาวรสทรงรถไม่มีหมาง
นี่ใครหนอที่สรรค์องค์ประจงวาง ไว้หว่างกรุงโสฬสราชธานี
ให้ลับเลอสิบหกกษัตริย์ขัตติย์วงศ์ จะล้างชายเสียเช่นองค์พระลักษมี
รู้ยั่วยวนชวนใจที่ยินดี เช่นนี้หรือจะให้กลั้นกันแสงแคลง ฯ
๏ ขึ้นเขาคับช่องทางหว่างผาขาด พอจุบาทศิลาแยกแตกระแหง
เหวชะงักหินชะง่อนช้อนพลิกแพลง บ้างเทิ่งแทงฟ้าเงื้อมเอื้อมอำภิน[๙]
ที่ลายเล่ห์ลายประสานจานกังไส ลางแห่งไคว่น้ำห้อยย้อยหยัดสินธุ์
ดั่งเกสรโกสุมชุ่มวาริน ถวิลถึงตะลึงลืมรีบเดินทาง
สองเอ๋ยพี่จากเจ้าเศร้าสุดตรอม ผอมเหลือผอมถึงจะกินสิ้นข้าวฉาง
ไม่พี[๑๐]แม่เมื่อมิใช่ไข้จับคราง ไข้ใจร้างไข้รอยร้อยชั่งชาย ฯ
๏ ถึงอำเภอที่วังวังเวงสวาดิ เห็นเรือนราษฎร์บ้านป่าหาคนหาย
เขาตั้งซ่องเกลี้ยกล่อมไพร่หนีนาย ฝ่ายพี่กล่อมตรอมรักไม่ยอมคืน
หลบลงว่ายอยู่ในสายชโลเนตร จึ่งใช้เศวตรเนื้อดีศรีสองผืน
ผลัดกันวิดสิ้นคิดจึ่งดื่มกลืน ขืนให้แห้งก็ไม่เหื้องยิ่งเนืองนอง ฯ
๏ บ้านพระปางเหล่าชาวช้างวังช้างเถื่อน ร้องสะเทือนท้องไพรไหวหวั่นก้อง
จึ่งหยุดอยู่ดูที่นางเรียงริมซอง ผู้สารสองงางอนเสี่ยงเสยตา
ตกมันมึนเมามุ่งหมายกระเหม่น เล่นเงาไม้ไล่คนเหร่นเสียงจ้า
ไม่สมเดือดก็ม้วนงวงจ้วงลงงา แทงสุธาฝุ่นฟุ้งพลุ่งควันไฟ
ฝ่ายสารโศกเศร้ามันมั่นหมายมิตร มีแต่ขวิดราญร่านโรงอาศัย
ไม่ชมเถื่อนเชือนเชยเฉยพังไพร เพราะไกลแนบเนื้อนางช้างกลิ่นจันทน์ฯ
๏ เห็นจวนค่ำชาวโขลงเชิญประทับทับ[๑๑] ไม่หลับนอนนอนเนินบ้านควรขัน
เป็นป่าไม้ไม่รู้เหนือใต้สำคัญ ดูเถาวัลย์พันสูงสู่บูรพิน
ก็เอนองค์ลงที่พื้นพัสตราลาด สังวาสร้อนรัญจวนหวนโหยถวิล
เคยเอาทรวงพี่แนบทรวงดวงโกมิน ประคิ่นกรกอดหมอนข้างต่างองค์เอว
ไม่เหมือนเลยพริ้มจะหลับแล้วมิหลับเล่า แต่ยวนเย้าให้อาลัยใจเจียนเหลว
จนสุริยงส่งแสงทองเปล่งเปลว เดือดว่าเร็วด่วนอรุณไม่ได้นอน ฯ
๏ จึ่งให้ยกจากเนินเดินหนห้วย เจ็บระทวยไปด้วยใจไม่ฟังสอน
ก่นแต่นึกตรึกตรอมแต่วรณ์วอน ไม่ผ่อนรักผ่อนร้างบ้างเลยเจียว
ดื้อกระไรจนสุชลหยาดใยเลือด จะเชือดศอตายเสียหรือเพราะศัลย์เสียว
มิใช่ร้างค้างขวบประเดี๋ยวเดียว จะเคี่ยวใจไยนะใจไม่ต้องการ
ยิ่งยั้งห้ามก็ยิ่งย่ามความร้างรัก ถึงภักษาสรรพยายาข้าวสาร
ไม่มึนเมาเหมือนเมาหม้ายร้ายรำคาญ สุดประมาณจะหมายเปรียบเทียบเทียมทัน ฯ
๏ ท่ามะปรางเป็นท่าร่อนแร่ดีบุก ปลุกอาลัยให้ไหวหวาดหวั่นหวั่นขวัญ
เขารีบร่อนรางแร่เรียมรีบรัน จวนกระศัลย์ร่อนร้องรุมรึงทรวง
เห็นศาลเจ้าเทพารักษ์ศักดิ์สิทธิ์สถิต ที่ทิศเหนิอเชิงเนินเชิญเชื้อสรวง
ให้บุญแทนสังเวยเสวยดอกไม้พวง ดวงเสาวรัตนฉัตรจรงค์[๑๒]ธงธูปเทียน
ถวายสัตย์ถ้ามิตรงจงเสน่ห์นุช ทำประทุษร้ายร่ายรักพาเหียร
ลอบเสพสมชมชู้ผู้ได้เรียน ท่านเพี้ยนเพศเราให้เป็นเช่นขันที
อ้าองค์อารักษ์สิงสถานศาล สำราญสุขนิรทุกข์เนื่องราศี
ข้ารับอายัดไว้จะสดุดี อย่าเยี่ยงผีโหงห่าอาธรรม์เลย
ทำคำนับลาครรไลใจนึกแหนง เห็นร้ายแรงที่สัญญาวาจาเฉลย
เกลือกเสียสัตย์พลัดพรากจากชื่นเชย สิ่งเคยเสพยศจะเสื่อมเศร้าสิ้นเงางาม
ฉะวิตกหมกหมุ่นหม้ายหมายหมิ่นประมาท เจ็บสวาดิใช่เจ็บบาทให้หาบหาม
เจ้าดวงชีพพี่อยู่ไหนไม่มาตาม จะถามอย่าโทมนัสน้องยาใจ ฯ
๏ ถึงคลองนํ้าลำภูราท่าราบรื่น เขาชวนชื่นเชิญสรงคงคาใส
ฝ่ายใจพี่ที่ขุ่นคล้ำคล้ายน้ำใด ไม่อาลัยจะเล่นชลชมสินธู
รีบพิถีไปดลแดนแคว้นพฤกษา ชื่อว่าป่าหูเย็นเย็นแต่หู
ไม่เยือกเย็นใจเช่นเจ้าเอ็นดู เมื่อร้อนรู้ทำให้เย็นเย็นอุ่นองค์
เป็นเดือนหนาวเพลาเช้าน้ำค้างชุ่ม ชอุ่มอกฟ้าย้อยฝอยฝอยผง
อยู่ใกล้ไม่เห็นกันควันหมอกดง พะวงดูแต่ที่เท้าจะก้าวเกิน ฯ
๏ พบพฤกษาล้มทับทางขวางหน้า จะฝ่าฝืนครรไลใหญ่ยาวเยิ่น
จะเลี้ยวไม้ลอดดงหลงขึ้นเนิน หลงทางเดินหลงน้องสองกังวล
พวกทนายเที่ยวสะพัดหารัถเยศ สังเกตต้นป่าปลายวนาสณฑ์
ไม่พบทางพบคนเถื่อนสองคน ชี้ตำบลบอกเบื้องเรื่องมรคา
แต่หลงรักแม่ไม่มีใครชี้ช่วย คำนึงด้วยจะสืบเสาะเจาะผาหา
เอานิลน้ำเช่นน้ำนิลในแก้วตา แช่ชลาลูบชโลมร้อนรำคาญ ฯ
๏ ถึงศาลากลางให้ประทับรับ คำนับตราตั้งตามภูมิพื้นฐาน
พระหลวงขุนหมื่นเมืองตรังกรมการ ผู้ชาญราชกิจเชิญจำเริญจวน
เมื่อเห็นยศเมายิ่งสิ่งเมานัก ไม่อยากยศอยากรักเจ้าแรมสงวน
อยู่แต่กายฝ่ายใจเรียมเรรวน จะชวนชื่นคืนสมที่ชมชาย ฯ
๏ คนใช้ชิดเห็นพิศวาสร้อน ก็นำสมรมาระงับดับกรรหาย
ฝีมือแหลมสรรพยายาใจคลาย ไข้กลับกลายมิได้เรียนรู้ครูดี
เสนาะเสน่ห์สนิทแนบแอบออมถนอม เคยกล่อมกลิ่นเสาวรสเหมือนหน่ายหนี
มาเอองค์หลงหวังนั๋งเมืองตรี ไพรีรักมากนักกว่าหมื่นพัน
เจ็บเหลือเจ็บทุกข์เหลือทุกข์ค่ำเช้า เศร้าเหลือเศร้าโศกเหลือโศกไม่สร่างศัลย์
ถึงพรัดพรากจากเจ้าแต่หลังนั้น ไม่หวาดหวั่นปานร้างปางนี้เลย ฯ
๏ สองร้อยสิบสามคำ[๑๓]ร่ำแรมรัก ต่างดวงพักตร์เสาวลักษณ์ไว้เคียงเขนย
เมื่อยามนอนจะแนบนอนเป็นเพื่อนเชย เกยอุระแปลงปลอบตอบตรอมใจ
ที่ซ้ำทับรับพจน์ไม่ยาวเยิ่น จะเกริ่นกลอนเกลาอักษรให้สดใส
แม้นชีพพี่ยังมิวายชีพตราบใด จะกลับไปชมชี้สารโศกเอย ฯ

โคลง

๏ สดับฉันท์โคลงแบบเบื้อง เบาราณ โพ้นแฮ
จอมธิรางคเบญญา ยิ่งรู้
อัญขยมนบบทมาลย์ โมเนตร เพรงพ่อ
ลบนิพันธ์ผู้อาง อวดองค์ ฯ
๏ สิบสามวัชเรศเว้น วายวัน คืนเลย
จับบาศกุญชรลง ไล่คล้อง
ฤๅโดยคชินทร์ทัน ทางซอก ผาแฮ
ลาพระกรรมเขาซร้อง ศิษย์เสน ฯ
๏ เนื่องคลื่นกระฉอกถ้อง แถวถนน
อึงอยุทธิยเจนใจ จบหน้า
สนามสนานตะพานชล ชานฝั่ง น้ำแฮ
เพี้ยงจะเยียบพื้นหล้า หล่มเหลว ฯ
๏ แสนโสตสะพรั่งอ้าง อวดผี ปอบเอย
หลงหมิ่นเมินเปรวตาย ตื่นรู้
เสมอกันใช่ใครดี โดยกาพย์ สารนา
ปากขษีระสู้เถ้า ถ่องเพลง ฯ

เพลง

๏ เพลงพลบค่ำย่ำยามหมื่นผลาญ[๑๔]
ไปแจ้งความมิได้คลายวายรำคาญ ชักช้านานเนิ่นหว่างทางไมตรี
ก็เอนตนอิงแอบแนบหมอนข้าง กระด้างเนื้อมิใช่เนื้อเบื่อหน่ายหนี
คิดกลิ่นแก้มแกมรสหมดราคี รอยเสียดสีนวลน้องส่องใจชาย
ไม่หลับเลยจนตีสามยามล่วงแล้ว คนโทษแถวทิมทับหลับสนิทหมาย
จะไปปลอบปลุกมิตรคิดกลับกลาย เกลือกจะลายตาเห็นเป็นสองความ
เหลียวตะลึงคำนึงนึกตรึกตรองคิด เห็นต้องติดมือดำซ้ำยอกหนาม
พี่เอาน้ำเงินล้างสางสีคราม ที่แดงตามเลื่อมลายหายหมองมัว
มาเถิดเจ้าพี่เคร่าถ้าอย่าเกรงกริ่ง ค่ำนี้ทิ้งทอดสกางจ้างกลัวผัว
สงวนศักดิ์รักเจ้าเท่ารักตัว ที่รู้ชั่วเราวิตกหกหูเอย ฯ
๏ โคลงฉันทสรรพกาพย์กํ้า เกินคน
ข่าวขจรอลวน โจษโจ้
ชาวเทพพิศาลสกล ยอกาพย์
ขอแต่งเป็นฉบับโต้ ต่างแก้วสรวมกรรณ ฯ
๏ สรรเสริญเยียรยศอื้อ อึงกรุง
สรวมเผด็จโคลงผดุง แต่งตั้ง
ทรนุกบำรุงจุง ใจช่วย เทอญพ่อ
กลอนแลคำใดพลั้ง ติมา ฯ

[๑] คือ ทิฆัมพร แปลว่า ท้องฟ้า

[๒] หัวคันนา

[๓] ทิศ + อันต์ แปลว่า ในทิศอันเป็นที่สุด

[๔] ศีรัส = ศีโร (ลงวิภัตติที่ ๑ แปลว่า ศีรษะ)

[๕] มาจาก พร่าง

[๖] ทะเวน = ตระเวน

[๗] คือ อโนดาต

[๘] คือ ไมตรี

[๙] อำภิน = อัมพร คือ ท้องฟ้า

[๑๐] พี = อ้วน

[๑๑] ทับ = ที่พัก

[๑๒] ฉัตรจรงค์ ตัดศัพท์จากฉัตรเบญจรงค์ คือฉัตร ๕ สี

[๑๓] น่าจะเป็น “สองร้อยสิบสี่คำ” ตามความยาวของคำประพันธ์ตั้งแต่ต้นจนจบ ๒๑๔ คำกลอน

[๑๔] น่าจะเป็นหมื่นผลาญชลธาร ตำแหน่งกรมการเมืองตรังฝ่ายด่านภาษีทางทะเลปกครอง ท้องที่ท่ากระดาน อ้างจาก “พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น” ใน วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดตรัง. หน้า ๕๒.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ